เจ้าของ: ไม่ระบุชื่อ

{ เมืองฉางอัน } จวนราชองครักษ์ต้วนหงส์

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2018-9-30 21:05:42 | ดูโพสต์ทั้งหมด
โรลอิสระ

                  เมื่อใกล้ถึงเวลาที่นัดหมายตามจดหมาย ลู่เอินจึงออกมาจากโรงเตี้ยมด้วยท่าทีรีบร้อน เพียงแต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคอีกอย่างคือฝนที่ตกโปรยปรายลงมาไม่หยุด นางจึงต้องยืมร่มของโรงเตี้ยมติดมือมาด้วย หญิงสาวใช้เวลาเดินทางถึงหนึ่งเค่อในการมาถึงที่หมาย นางยกกู่เจิงเดินลงมาจากรถม้าด้วยน้ำหนักของเครื่องบรรเลงที่ค่อนข้างมาก ทำให้ท่าทางดูทุลักทุเลพอสมควร ทหารที่เฝ้าหน้าประตูจวนต้วนหงส์เห็นหญิงสาวในอาภรณ์สีแดงมาหยุดที่หน้าจวนต่างก็มองหน้ากัน
                  “ข้ามาพบต้วนฮูหยินเจ้าแล้วค่ะ” นางยื่นจดหมายที่เขียนนัดหมายวันเวลากับไป๋ฟางหรงไว้ชัดเจนให้กับพวกเขา
                  “เช่นนั้นแม่นางรอตรงนี้ก่อนนะขอรับ”
                  ทหารหนึ่งในสองคนนั้น รีบเดินเข้าไปด้านใน ส่วนทหารอีกคนเห็นนางถือเครื่องบรรเลงขนาดใหญ่ จึงอาสาช่วยถือให้ ลู่เอินจึงมีมือที่ว่างพอจะกางร่มบังฝน
                  ไม่รู้ว่าวันนี้ฤกษ์ไม่ดีรึเปล่านะ..


                  @BaiFangRong


                  เมื่อทหารยามเดินกลับมาเชิญนางเข้าไปด้านใน หญิงสาวจึงหันไปขอกู่เจิงคืนจากทหารอีกคน แต่ชายคนนั้นกลับส่งเครื่องดนตรีของนางให้เด็กรับใช้คนอื่นแทน อีกทั้งยังอ้างว่ากลัวนางจะทำเครื่องดนตรีพังก่อนจะได้แสดงดนตรี
                  ลู่เอินส่งยิ้มบางเบาให้เขาแต่ภายในรู้สึกไม่พอใจอยู่เหมือนกัน นางหุบร่มพิงกำแพงจวนไว้ ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในตัวเปล่า ทั้งเสื้อผ้าและรองเท้าที่สวมมาวันนี้ล้วนเป็นของใหม่ ทำให้นางรู้สึกไม่สบายตัวนัก เด็กรับใช้ที่ถือกู่เจิง เดินนำไปจนถึงห้องตำรา
                  “แม่นางเสิ่นมาแล้วขอรับ”


                  @BaiFangRong


                  เสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา หญิงสาวเคยพบต้วนฮูหยินเพียงหนึ่งครั้ง และครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองจึงอดประหม่าไม่ได้ เด็กรับใช้เปิดประตูเพื่อให้นางเข้าไปด้านในก่อน แต่ลู่เอินกลับยืนนิ่งอยู่ช่วงลมหายใจหนึ่ง จึงก้าวเท้าเข้าไปด้านใน กลิ่นเทียนที่จุดอยู่ภายในห้องลอยโชยออกมาจนนางวิ่งเวียนไปชั่วขณะ
                  ลู่เอินนึกถึงคำพูดของหลี่ลี่ถิงตอนกำลังเลือกผ้าไหมมาตัดชุดให้นาง คำพูดนั้นประจักแก่สายตาแล้ว สีภายในห้องออกไปทางโทนอุ่น นับว่านางเกือบเลือกใช้อาภรณ์ผิดไป
                  เมื่อหญิงสาวเดินเข้ามาได้สองสามก้าว ก็สังเกตเห็นต้วนฮูหยินอยู่มุมหนึ่ง นางหันไปคารวะต้วนฮูหยิน ก่อนจะหันไปสนใจทางบุรุษที่นั่งเดินหมากอยู่ หนึ่งในนั้นมีเด็กชายอายุน้อยรวมอยู่ด้วย ยังไม่ทันได้มองหน้าให้ดี นางก็ทำการคารวะไว้ก่อน โดยคาดเดาไว้บางส่วนว่าใครคนหนึ่งอาจจะเป็นท่านราชองครักษ์


                  @BaiFangRong


                  เสียงที่คุ้นหูดังขึ้น ทำให้นางอดที่จะเงยหน้ามองอีกฝ่ายไม่ได้ “ค คุณชาย” สีหน้าของนางแสดงออกถึงความสับสน วันนี้นางนัดหมายต้วนฮูหยินไว้ ไม่รู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงมาปรากฎตัวที่นี่ได้


                  @BaiFangRong


                  เมื่อต้วนฮูหยินพูดชื่อนางขึ้นมา หญิงสาวจึงหันไปสนใจอีกฝ่ายก่อน “ข้านั่งรถม้ามา ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ” พอเห็นอีกฝ่ายผายมือเชิญให้นั่ง นางจึงเดินไปนั่งในที่ที่ถูกจัดไว้อย่างว่าง่าย “ข้าต้องการมาแสดงดนตรีให้ท่านฟัง ไม่อาจรบกวนให้ฮูหยินส่งรถม้าไปรับหรอกเจ้าค่ะ”


                  @BaiFangRong


                  จู่ๆพี่จิ่วกลับลุกเดินตรงมาที่นาง ซ้ำยังหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดใบหน้าของนางโดยที่ไม่กล่าวล่วงหน้าสักคำ ทำเอาหญิงสาวที่นั่งยิ้มอยู่ถึงกับตัวแข็งไปทันที หากอยู่กันตามลำพังคงไม่เท่าไหร่ แต่ต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ นางพลันรู้สึกอายขึ้นมา
                  ใบหน้าของลู่เจินแดงเหมือนลูกตำลึง ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นสีของอาภรณ์หรือสีของใบหน้ากันแน่..


                  @BaiFangRong


                  “ขอบคุณคุณชายเจ้าค่ะ” นางรับผ้าเช็ดหน้ามาวางไว้ข้างตัว หลังจากนั้นจึงไม่กล้ามองซ้ายขวาเท่าไหร่นัก กลัวจะบังเอิญสบตากับผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ


                  @BaiFangRong


                  “ขอบคุณฮูหยินที่ห่วงใยเจ้าค่ะ” นางยกถ้วยชาขึ้นดื่มทันทีเมื่ออีกฝ่ายกล่าวจบ


                  @BaiFangRong


                  เมื่อได้ยินชื่อของท่านราชองครักษ์ นางจึงผุดลุกขึ้นก่อนจะทำความเคารพอีกฝ่าย “คารวะใต้เท้าต้วนหงส์เจ้าค่ะ” จากนั้นนางจึงหันไปมองเซียงจื้อและซูปี้ครู่หนึ่ง “ข้าแซ่เสิ่น มีนามว่าลู่เอิน ยินดีที่ได้พบทุกท่าน” ลู่เอินเห็นว่าตอนนี้สมควรแก่การแสดงแล้ว จึงหันกลับไปทางต้วนฮูหยิน “ข้าขอเริ่มการแสดงเลยได้ไหมเจ้าคะ”


                  @BaiFangRong


                  ลู่เอินหันไปมองเด็กรับใช้ที่ยกกู่เจิงเข้ามาให้นางด้วยรอยยิ้ม “เจ้าช่วยยกกู่เจิงไปวางที่กลางห้องได้ไหม” มีหรือเขาจะกล้าปฏิเสธ เด็กรับใช้รีบตรงเข้าไปยกกู่เจิงมาวางไว้ที่กลางห้องตามคำขอของแม่นางทันที


                  ดวงตาคู่สวยทอดมองกู่เจิงที่วางอยู่ ก่อนจะย่างเท้าเข้าไปหาอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้สายลมพัดอาภรณ์สีแดงจนพลิ้วไหวเหมือนเปลวเทียน ร่างบางหย่อนกายลงเบื้องหน้าของผู้ชม นิ้วทั้งสิบวางอยู่เหนือกู่เจิงในท่าเตรียมพร้อม
                  เพลงที่นางเลือกมาแสดงในครั้งนี้คือ Wújìn de ài (รักนิรันดร์) ครั้งหนึ่งนางเคยฝึกเป่าขลุ่ยเพลงนี้ และได้แสดงให้ชิงหลวนและลู่หลิ่งฟังที่น้ำตกชู่หลิวในหุบเขา
                  ครั้งนี้ต่างออกไปที่เครื่องบรรเลง ลู่เอินพอมีพื้นฐานกู่เจิงมาบ้างจากการสอนของอาจารย์ในบ้านสกุลเสิ่น แต่พอได้มาเรียนที่หอหนิวหลางจือหนี่ พบว่าลักษณะการสอนต่างกันอยู่บ้าง




                  https://youtu.be/gzYa4WN4bAY


                  หญิงสาววางปลายนิ้วลงบนสายกู่เจิง ก่อนจะเริ่มดีดทดสอบเสียงหนึ่งรอบ จึงเริ่มบรรเลงเพลง หากฟังเพียงเสียงกู่เจิงอาจธรรมดาเกินไป พอบรรเลงได้ครึ่งเค่อ ลู่เอินจึงเริ่มร้องเพลงท่อนแรกออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและกดต่ำ ควบคู่ไปกับเสียงกู่เจิง


                  “โปรดปลดปล่อยข้าจากการรอคอยที่ไม่มีวันสิ้นสุด
                  แม้ดวงดาวล่วงหล่น หรือสายลมพัดผ่าน
                  ในที่สุด ข้าย่อมโอบท่านไว้ในอ้อมแขน
                  หัวใจสองดวงเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน”


                  เมื่อเงยหน้าพบสายตาที่จับจ้องอยู่ ลู่เอินเก็บความเขินอายไว้ในใจ แท้จริงแล้วควรมองผู้ฟังโดยภาพรวม แต่ไม่รู้ทำไม สายตาของนางถึงลอบมองคุณชายพี่จิ่วหลายครั้ง นางหายใจเข้าก่อนจะร้องเพลงในท่อนต่อไป น้ำเสียงที่ขึ้นต้นในท่อนนี้ดังขึ้นจากท่อนก่อนเล็กน้อย


                  “เชื่อข้าเถอะว่าใจของข้าไม่มีทางเปลี่ยนแปลง
                  ต่อให้รออีกหลายพันปี ข้าขอให้คำสัญญากับท่าน
                  แม้ต้องผ่านความหนาวเหน็บและขมขื่นแค่ไหน
                  ข้าจะไม่ยอมให้ท่านจากไป”


                  ไม่รู้ทำไม ทั้งที่เป็นเพลงที่มีทำนองเศร้า แต่นางกลับอยากเผยยิ้มออกมา ลู่เอินก้มหน้าลง ให้สมาธิจดจ่ออยู่ที่กู่เจิงแทน หากนางเผลอสบตากับใครเข้า ก็กลัวว่าจะควบคุมทั้งเสียงกู่เจิงและเสียงร้องได้ยาก
                  หญิงสาวหลับตาลง ก่อนจะร้องท่อนต่อไปด้วยการขึ้นแหลมสูง


                  “โปรดจงหลับตาและกุมมือข้าไว้
                  หวนคำนึงถึงความหลัง เมื่อครั้งเรามีกัน
                  เรารักกันเหนือสิ่งอื่นใด
                  ชั่งน่าเสียใจเหลือเกิน ที่เราไม่อาจแม้แต่เอ่ยคำว่ารัก”


                  พอสิ้นสุดท่อนนี้เป็นการบรรเลงเพียงดนตรี นางจึงลืมตาขึ้นแล้วตั้งใจดีดกู่เจิงในท่อนนี้ เพราะครั้งที่ซ้อมอยู่ ยังมีบางจังหวะที่นางเล่นไม่สอดคล้อง กระทั่งหญิงสาวสามารถผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ ลู่เอินจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมา สีหน้าจึงดีขึ้นหลายส่วน
                  นางร้องเพลงท่อนต่อไปด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำอีกครั้ง


                  “ทุกค่ำคืนหัวใจของข้านั้นปวดร้าว
                  ข้าไม่เคยหยุดคิดถึงท่านเลย
                  ชาชินเสียแล้วกับการที่ต้องอยู่คนเดียวแสนนาน แต่ข้าก็เผชิญกับมันด้วยรอยยิ้ม...
                  เชื่อข้าเถอะว่า ข้าเลือกที่รอ ถึงแม้ว่าจะเจ็บปวด ข้าก็จะไม่ไปไหน
                  มีแต่ความอบอุ่นของท่านเท่านั้น
                  ที่จะปกป้องข้าจากความหนาวเย็นที่ไม่มีสิ้นสุด”


                  พอสิ้นสุดท่อนนั้น ลู่เอินเลือกที่จะบรรเลงกู่เจิงให้เสียงแหลมขึ้นแทนการร้อง เสียงบรรเลงจึงดังกว่าท่อนอื่นในเพลง เหตุผลเพราะหลังจากท่อนเสียงสูง นางต้องร้องท่อนต่อในทันที ซึ่งแท้จริงแล้วท่อนต่อไปถูกออกแบบให้ร้องประสานเสียง การที่นางร้องคนเดียว จึงยากจะควบคุมเสียงให้ต่อเนื่อง เป็นเห็นให้จำต้องใช้การบรรเลงแทนที่หนึ่งท่อน
                  เมื่อถึงท่อนต่อไป ลู่เอินจึงบรรเลงกู่เจิงให้เบาลง


                  “ขอให้รักนี้เหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานในใจเราตลอดไป
                  เราต้องผ่านช่วงเวลาอันยาวนานนี้ไปได้ ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ไม่ยอมละทิ้งความฝัน”


                  เมื่อจบท่อนนี้ นางต้องใช้อารมณ์ก่อนท่อนต่อไปมาก และจำต้องอาศัยอารมณ์ของบรรยากาศรอบตัวด้วย จึงเงยหน้าขึ้นทอดสายตามองผู้ชม ใบหน้าของนางแสดงถึงความโศกเศร้าหนึ่ง การทอดสายตามองคล้ายการอาลัยอาวรณ์บางอย่าง หากสบตากลับเห็นแววตาลึกซึ้งหนึ่ง บ่าวไพร่ที่นั่งอยู่รอบ รู้สึกราวกลับมีความสัมพันธ์กับนาง ทั้งที่ไม่เคยสนทนากันสักคำ
                  ไม่ว่าการแสดงหรือการเล่นดนตรี ล้วนต้องทำให้ผู้ชมรู้สึกราวงกลับยืนอยู่แทนจุดที่ผู้แสดงยืนอยู่ ผู้ชมหลายคนถึงกลับหลงเชื่อว่านางเคยมีความรักเช่นในบทเพลง แต่หลายคนก็นึกได้ว่าลู่เอินเป็นเพียงดรุณีน้อย ไหนเลยจะมีความรักลึกซึ้งเช่นนี้ได้


                  “เรารักกันเหนือสิ่งอื่นใด
                  ชั่งน่าเสียใจเหลือเกิน ที่เราไม่อาจแม้แต่เอ่ยคำว่ารัก
                  ขอให้รักนี้เหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานในใจเราตลอดไป
                  เราจะไม่ลืม คำสัญญาของเรา
                  ด้วยความรักแท้จริงนี้ จะพาเราก้าวผ่านช่วงเวลาไป
                  ชั่งน่าเสียใจเหลือเกิน ที่เราไม่อาจแม้แต่เอ่ยคำว่ารัก”


                  นางบรรเลงดนตรีถึงท่อนสุดท้าย จึงยานจังหวะคล้ายกับการก้าวเดินทีละก้าวของผู้คน ก่อนจะเอ่ยท่อนสุดท้ายของบทเพลงออกมาฃ
                  “ความรักที่เรามีต่อกัน จะกลายเป็นตำนานที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง..”
                  เมื่อการบรรเลงได้จบลง ลู่เอินจึงยกแขนกลับไปวางที่หน้าตัก ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางเบาเช่นทุกที


                  @BaiFangRong


                  เมื่อคนในห้องเอ่ยคำชมออกมา ลู่เอินจึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอก นางค่อยๆลุกขึ้นยืน “ขอบคุณทุกท่านที่เอ่ยชมเจ้าค่ะ ข้ายังต้องฝึกฝนอีกมาก เพียงหวังว่าการแสดงครั้งนี้จะไม่ระคายหูนัก” หญิงสาวเอ่ยอย่างถ่อมตน ก่อนจะกลับไปนั่งที่ของตัวเอง เด็กรับใช้จึงเดินมายกกู่เจิงออกจากกลางห้องในภายหลัง


                  @BaiFangRong


                  ใบหน้าของหญิงสาวแสดงถึงความลำบากใจเล็กน้อย “เป็นคำชมที่ข้าไม่กล้ารับจริงๆ..” นางหันไปหาสตรีที่อายุใกล้เคียงกับนางก่อนจะหยิบม้วนไม้ไผ่ยื่นให้อีกฝ่าย “ข้ารบกวนแม่นางซูปี้ช่วยนำม้วนไผ่นี้มอบให้ต้วนฮูหยินได้รึไม่” ที่นางมาแสดงในวันนี้ หากผู้คนชื่นชอบก็ต้องการเก็บรายมือชื่อส่งให้สมาคมนักดนตรี
                  ในม้วนไผ่มีอยู่แล้วสองรายชื่อ หนึ่งคือหรั่นซิ่นหลี่ ส่วนอีกหนึ่งคือฝูเยว่ชิง


                  @BaiFangRong


                  “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ทางสมาคมต้องการเพียงสามรายชื่อเท่านั้น”


                  @BaiFangRong


                  นางมองอีกฝ่ายที่ขยิบตาให้ด้วยสีหน้าตกใจ ก่อนจะรับม้วนไผ่ด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณแม่นางซูปี้ที่เอยชมเชยเจ้าค่ะ” หญิงสาวเก็บม้วนไผ่และผ้าเช็ดหน้าให้เรียบร้อย เพื่อระวังไม่ให้สูญหาย


                  @BaiFangRong


                  หญิงสาวที่นั่งสับสนกับคำพูดของทุกคนในห้อง จู่ๆก็ถูกดึงให้เดินตามออกไป.. หากนางได้ยินไม่ผิด พี่จิ่วบอกว่าไป๋หลงกับเผยเทียนก็จะมาด้วย พอลู่เอินนึกถึงเพื่อนสมัยเด็กคนนั้น นางก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับพี่จิ่วเลย
ไว้หาโอกาสได้ค่อยบอกก็แล้วกัน..





คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ชื่อเสียง +50 ความหิว -22 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 50 -22 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กำหนดลมหายใจ<br>ขั้นสูง
หลี่ซื่อชุนชิว
ฮั่นเสียทองเทวะ
กราดิอุส
ปิ่นล้ำค่า
ตัวเบาพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x15
x7
x2
x80
x1
x30
x20
x1000
x1
x20
x1
x3
x15
x1
x9
x4
x1
x20
x45
x7
x35
x1
x3
x1
x2
x1
x3
x2
x1
x1
x30
x1
x2
x300
x45
x16
x757
x30
x50
x25
x1
x10
x2
x6000
x91
x2
x4
x1
x2
x49
x13
x8
x59
x2
x10
x17
x200
x99
x130
x175
x100
x100
x60
x2
x20
x41
x50
x1520
x1
x100
x25
x700
x39
x24
x105
x1
x97
x55
x13
x1
x76
x20
x3086
x9
x66
x30
x75
x150
x150
x108
x33
x2
x25
x41
x40
x32
x200
x100
x100
x212
x22
x4
x1
x62
x1041
x1021
x355
x30
x10
x30
x18
x77
x9
x81
x54
x50
x102
x56
x83
x76
x68
x211
x134
x134
x136
x11
x94
x44
x125
x319
x470
x150
x110
x75
x250
x340
x2
x19
x671
x60
x111
x48
x1
โพสต์ 2018-10-1 02:39:27 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Lulu เมื่อ 2018-10-1 22:48

โรลอิสระ

                   @BaiFangRong

                   ระหว่างที่คนในห้องกำลังพูดคุยกันอยู่ ฝั่งของพี่จิ่วและลู่เอินพึ่งนั่งรถม้ากลับมาถึงหน้าจวนราชองครักษ์ต้วนหงส์เมื่อครู่นี้เอง ทหารที่เฝ้าประตูเห็นทั้งสอง หนึ่งในนั้นจึงรีบเข้าไปรายงานบ่าวรับใช้ด้านในจวนให้รีบไปแจ้งต้วนหงส์และต้วนฮูหยิน

                   @BaiFangRong

                   พี่จิ่วเห็นทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า จึงรีบเอ่ยปากขอโทษ “พอดีข้ากับลู่เอินคุยกันเพลินไปหน่อย ต้องขออภัยท่านลุงกับท่านป้าด้วยนะครับ”
                   “พี่จิ่ว ท่านบอกให้อาจี๋พาข้ามาที่นี่ ท่านกลับให้ข้ารอได้อย่างไร!” หญิงสาวแปลกหน้าในสายตาของลู่เอิน เดินตรงเข้ามาหาพี่จิ่ว สีหน้าของอีกฝ่ายแสดงออกถึงความไม่พอใจ
                   “เอาเป็นว่าข้าขอโทษนะพี่ติงโหยว” สีหน้าของพี่จิ่วแสดงความลำบากใจออกมา
                   ลู่เอินมองสตรีแปลกหน้าอย่างสังเกต อีกฝ่ายคือ ‘ติงโหยว’ ที่ทั้งสี่คนพูดถึงเองรึ? นางหันไปมองเฟยเทียนเล็กน้อย อีกฝ่ายบังเอิญสบสายตาของนางพอดี ได้ยินว่าติงโหยวกับเฟยเทียนชอบพอกันอยู่.. ดูท่าทางแล้วจะแก่นแก้วไม่เบา

                   @BaiFangRong

                   “หลานรู้สึกผิดแล้วขอรับ ครั้งหน้าข้าจะกลับให้ตรงเวลา” เขาเลือกจะใช้คำว่า ‘กลับให้ตรงเวลา’ เพื่อสื่อว่าจะหนีไปสองคนอีก.. ลู่เอินได้แต่ยิ้มบางเบาอยู่ข้างอีกฝ่าย “จริงสิ ลู่เอินนี่พี่ติงโหยว แล้วก็พี่ติงโหยว นี่ลู่เอินที่ข้าเคยเล่าให้ฟังไง”
                   เมื่อพี่จิ่วแนะนำนางให้อีกฝ่าย ลู่เอินจึงทำการคารวะ “ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะ ข้าแซ่เสิ่น นามว่าลู่เอิน”
                   “ยินดี ยินดี” ติงโหยวมองลู่เอินอยู่พักหนึ่ง จึงหันไปพูดกับพี่จิ่ว “นางคือสตรีที่ท่านเคยเอ่ยชมให้ฟังใช่ไหม”
                   “ใช่ ลู่เอินเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย ได้ยินว่าพี่เองก็อยากท่องยุทธภพ ข้าถึงให้คุณชายเฟยเทียนพาท่านมาพบนาง”
                   “นางเอาตัวรอดในยุทธภพได้อย่างไร” สีหน้าของติงโหยวมีแต่ความประหลาดใจฉายออกมา
                   มู่กงเห็นอีกฝ่ายถามดังนั้นจึงเอ่ยตอบแทน “ยุทธภพไม่ได้มีแต่การต่อสู้เช่นที่ท่านคิดหรอกนะขอรับ”
                   พวกเขาหันไปพูดคุยกันตามประสาคนสนิท ในขณะที่ลู่เอินลอบสังเกตอีกฝ่ายอยู่เงียบๆ ดูท่าทางแล้ว แม่นางติงโหยวคงชอบการต่อสู้พอสมควร ลู่เอินลอบมองเฟยเทียนอีกครั้ง ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะปลูกต้นรักไว้กับคนใกล้ตัวแบบนี้
                   “ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว พี่ติงโหยวตกลงท่านอยากติดตามลู่เอินไหม”
                   “ไม่ใช่ว่าท่านแนะนำข้ากับนางแล้วรึ แบบนี้ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร”
                   เฟยเทียนที่ยืนฟังอยู่นาน เดินแทรกขึ้นมาพูดกับติงโหยว “หากเจ้าไม่อยากไปก็บอกได้ เจ้าจะได้ไม่ต้องไป”
                   หญิงสาวลอบมองติงโหยวกับเฟยเทียน เมื่อเห็นความรักในแววตาของทั้งคู่ นางก็รู้สึกเหมือนเป็นคนบาปที่กำลังจะพาคนรักพลัดพรากจากกัน.. ลู่เอินเตรียมเอ่ยปากปฏิเสธพี่จิ่ว แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากด้วยซ้ำ ติงโหยวก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน
                   “ข้อย่อมต้องไปอยู่แล้ว ข้าอยากไปสำรวจยุทธภพ อยากจะรู้นักว่าแผ่นดินฮั่นนอกจากฉางอันแล้วมีอะไรอีกบ้าง เอาเป็นว่าข้าตกลงรับคำท่านนะพี่จิ่ว”
                   “มองอย่างไรก็มีแต่เจ้าที่ได้กับได้” มู่กงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มขบขัน
                   “เอาน่า ข้าเองก็คบแต่กับพวกเจ้า อยากมีสหายเป็นสตรีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันบ้าง”
                   ลู่เอินที่เงียบอยู่นานพอจะเข้าใจเรื่องการคบเพื่อนของอีกฝ่าย ปกติสตรีอายุเท่านี้มักอยู่แต่ในบ้าน อีกทั้งลักษณะนิสัยก็ดูเข้ากับอีกฝ่ายได้ยาก ไม่แปลกที่ติงโหยวจะมีเพียงเพื่อนที่เป็นบุรุษ
                   “ในเมื่อพี่ติงโหยวตัดสินใจแล้ว เดี๋ยวตอนพวกเราแยกกันพี่ก็กลับพร้อมลู่เอินเลยนะ”
                   “ได้!”

                   @BaiFangRong

                   ทั้งหมดสนทนากันอีกสักพักใหญ่ก็แยกย้ายกันกลับ ลู่เอินที่ได้สมาชิกร่วมเดินทางมาเพิ่มอย่างกะทันหัน จึงค่อนข้างอึดอัดพอสมควร หญิงสาวพาติงโหยวเดินทางกลับโรงเตี้ยมด้วยรถม้า ระหว่างทางนอกจากยิ้มให้กันแล้ว พวกนางก็ไม่พูดอะไรกันเลยสักคำ...




แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับความสัมพันธ์กับ จี๋ เฟยเทียน เพิ่มขึ้น 50 โพสต์ 2018-10-2 13:07
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ติง โหยว เพิ่มขึ้น 300 โพสต์ 2018-10-1 16:05

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง -3 ย่อ เหตุผล
Admin -3

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กำหนดลมหายใจ<br>ขั้นสูง
หลี่ซื่อชุนชิว
ฮั่นเสียทองเทวะ
กราดิอุส
ปิ่นล้ำค่า
ตัวเบาพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x15
x7
x2
x80
x1
x30
x20
x1000
x1
x20
x1
x3
x15
x1
x9
x4
x1
x20
x45
x7
x35
x1
x3
x1
x2
x1
x3
x2
x1
x1
x30
x1
x2
x300
x45
x16
x757
x30
x50
x25
x1
x10
x2
x6000
x91
x2
x4
x1
x2
x49
x13
x8
x59
x2
x10
x17
x200
x99
x130
x175
x100
x100
x60
x2
x20
x41
x50
x1520
x1
x100
x25
x700
x39
x24
x105
x1
x97
x55
x13
x1
x76
x20
x3086
x9
x66
x30
x75
x150
x150
x108
x33
x2
x25
x41
x40
x32
x200
x100
x100
x212
x22
x4
x1
x62
x1041
x1021
x355
x30
x10
x30
x18
x77
x9
x81
x54
x50
x102
x56
x83
x76
x68
x211
x134
x134
x136
x11
x94
x44
x125
x319
x470
x150
x110
x75
x250
x340
x2
x19
x671
x60
x111
x48
x1
โพสต์ 2018-10-1 15:15:02 | ดูโพสต์ทั้งหมด
{ไป๋ฟางหรง}
บทที่ 107 : รักนิรันดร์


            หลังมื้ออาหารสิ้นสุด  ฝนที่ตั้งเค้าจะเทลงมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงก็ตกหนักราวฟ้ารั่ว  ไป๋ฟางหรงเห็นว่าฝนตกแบบนี้ให้หานจื่อเหลียงกลับบ้านไปไม่ดีแน่ๆ  ต้วนหงส์เองจากที่ตั้งใจจะสอนเซียงจื้อจับกระบี่ก็ต้องเปลี่ยนใจ  อีกอย่างไท่จื่อมาที่จวน  เป็นเจ้าบ้านจะทิ้งแขกก็ไม่ได้   สุดท้ายจึงพากันมาที่ห้องตำรา  โดยไป๋ฟางหรงสอนสั่งแนะนำลูกศิษย์พร้อมอ่านรายงานกองใหญ่ที่ได้มาจากโรงเรียนตงฟางเมื่อเช้าไปด้วย

ทางหนุ่มๆและซูปี้ก็ไปอยู่อีกฝั่งนั่งสลับกันประชันหมากกันไป

“หืม? แม่นางน้อยคนหนึ่งมาขอพบข้า??” ไป๋ฟางหรงเงยหน้าขึ้นมาจากกองรายงานนักศึกษาที่นางกำลังวิเคราะห์จุดสำคัญที่ต้องลงคะแนน  โดยมีลูกศิษย์น้องหานจื่อเหลียงนั่งเขียนวิเคราะห์ตำราเตรียมสอบ  และพี่ต้วนที่กำลังนั่งดูไท่จื่อน้อยและลูกชายบุญธรรมของพวกเราเซียงจื้อกำลังเดินหมากกันอยู่ที่มุมหนึ่ง  ส่วนสาวน้อยซูปี้ก็ช่วยเติมชาให้ทุกคน

“แม่นางคนนั้นมีจดหมายนัดมาด้วยขอรับ” ทหารยามหน้าจวนรายงานพร้อมยื่นจดหมาย  

ไป๋ฟางหรงรับมากวาดตามองดูรอบหนึ่ง  ก่อนจะถอนหายใจ “....ข้าสับสนวันเวลาแล้ว  รีบให้นางเข้ามาเถอะ เวลานี้ฝนตก ปล่อยนางโดนละอองเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้”

ทหารยามคำนับแล้วรีบเดินออกจากห้องตำราไปเชิญแขกของฮูหยินเข้ามา

“เป็นผู้ใดมาหรือ?” ผู้เป็นสามีถามขึ้น  วันนี้ดูเหมือนจวนต้วนหงส์จะคึกคักใหญ่แล้ว

ไป๋ฟางหรงยิ้มกริ่ม เหลือบมองไท่จื่อที่กำลังยกจอกชาขึ้นจิบ รอเซียงจื้อลงหมากถัดไปอย่างเป็นต่อ  แล้วเสียงหวานก็เอ่ยขึ้น “แม่นางเสิ่นลู่เอินเจ้าค่ะ” แล้วยกชาขึ้นจิบบ้าง

“ท่านป้า ลู่เอินมานี่หรือขอรับ” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท่านป้าทันทีที่ได้ยินชื่อคุ้นเคย

“นางส่งจดหมายนัดหมายมาว่าอยากจะมาแสดงดนตรีที่จวนเพคะ แต่หม่อมฉันเลินเล่อจำวันผิดเสียได้...” ไป๋ฟางหรงอธิบายพร้อมยิ้มเหนื่อย  ก่อนหันไปสั่งให้ลี่ซือเข้ามาจัดเตรียมชุดน้ำชาและขนมเผื่อแขกอีกที่  

“รัชทายาททรงรู้จักแม่นางคนนี้ด้วยหรือ?” ต้วนหงส์เลิกคิ้ว

“อ่า....ท่านลุงท่านป้าเรียกข้าว่าพี่จิ่วนะขอรับ” เด็กหนุ่มกล่าวเสียงอ่อย

              “แม่นางเสิ่นมาแล้วขอรับ”

               “เข้ามาได้” เสียงหวานสงบดั่งหยาดน้ำค้างดังลอดออกมาจากด้านในห้องตำรา

               จากนั้นดรุณีน้อยแบบบางทุกเครื่ององค์ลงตัวฉบับสาวงามก็เดินเข้ามา ทุกย่างแช่มช้อยราวเดินบนปุยเมฆ  นัยน์ตากลมเหลือบมองนางก่อนเก็บสายตาทำความเคารพนาง และหันไปทางกลุ่มคนเดินหมาก แล้วย่อกายคารวะอีกครั้ง มิได้สังเกตว่ามีคนคุ้นหน้าอีกคนนั่งอยู่

“ลู่เอิน” ไท่จื่อเรียกขึ้นทันทีที่เห็นหญิงสาวเดินเข้ามาภายในห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เสียงที่คุ้นหูทำให้สาวน้อยเงยหน้าขึ้น “ค คุณชาย” สีหน้าสับสน
อา...บังเอิญราวบุพเพ… ไป๋ฟางหรงจิบชาเล็กน้อย ก่อนวางจอกชาลง

“แม่นางเสิ่น...  ฝนตกพอดี เดินทางลำบากหรือไม่? มานั่งก่อนสิ” ไป๋ฟางหรงยิ้มให้ดรุณีน้อยที่อุตส่าห์ฝ่าฝนมาพร้อมผายมือให้นั่งลงตรงที่ที่ให้ลี่ซือช่วยจัดไว้เผื่อวางเครื่องดนตรีอย่างเร่งด่วน  ข้างๆมีชาและขนมบัวหิมะเตรียมไว้ชุดหนึ่ง  หากนางไม่มัวแต่หัวหมุนเรื่องโน้นนี้ก็คงไม่หลงลืมวันเวลา “ขออภัยด้วยที่ข้าไม่ได้ส่งรถม้าไปรับแม่นาง”

“ข้านั่งรถม้ามา ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ” เสิ่นลู่เอินกล่าวอย่างสุภาพ พร้อมเดินไปนั่งในที่ที่ถูกจัดไว้อย่างว่าง่าย “ข้าต้องการมาแสดงดนตรีให้ท่านฟัง ไม่อาจรบกวนให้ฮูหยินส่งรถม้าไปรับหรอกเจ้าค่ะ”

พี่จิ่วที่นั่งมองอีกฝ่ายอยู่นั้น ก่อนจะสังเกตว่าใบหน้าอีกฝ่ายเปียกจากน้ำฝนเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหาอีกฝ่าย ก่อนล้วงผ้าเช็คหน้าส่วนตัวขึ้นมาเช็คใบหน้าอีกฝ่ายที่เปียกจากน้ำฝน “ดูเจ้าสิ ตากฝนอีกแล้ว เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก”

            การกระทำปุบปับขององค์รัชทายาททำให้แม่นางน้อยตัวแข็งพร้อมหน้าแดงอย่างเขินอาย   ไป๋ฟางหรงยกแขนเสื้อขึ้นป้องปาก คิ้วเรียวเลิกขึ้นน้อยๆด้วยความตกใจอยู่บ้าง  กับไท่จื่อน้อยนางพอมองออกถึงเยื่อใยตั้งแต่ครั้งแรก   เพียงแต่ครั้งก่อนแม่นางเสิ่นยังคงคล้ายสวมหน้ากากบางอย่าง  แม้กิริยาจะอ่อนโยนราวสายลมฤดูใบไม้ผลิแต่นัยน์ตากลับแข็ง  คล้ายตั้งกำแพงต่อผู้อื่นมิได้มอบความจริงใจให้   แต่ครั้งนี้สายตาที่มององค์ไท่จื่อน้อยและท่าทีเขินอายแบบไม่ต้องแสร้งเสริมเติมแต่งนั้นทำให้ไป๋ฟางหรงโล่งใจขึ้นมาก

ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองที่ไปเที่ยวกันครั้งก่อนจะใกล้ชิดขึ้นกว่าตอนที่มาจวนครั้งนั้น  ในเทศกาลคงเกิดเรื่องดีๆขึ้นกระมัง…

            ไป๋ฟางหรงหันไปมองราชองครักษ์หนุ่มที่ย้ายที่มานั่งอยู่ข้างนางแบบเงียบๆ  ก่อนส่งยิ้มให้เขาคลายใจลงพร้อมเอื้อมมือเล็กไปบีบเบาๆ หญิงสาวเข้าใจความกังวลของเขา  ไท่จื่อไม่ใช่เด็กชายธรรมดา  นางเองครั้งแรกยังรู้สึกกังวลอยู่  แต่เมื่อเห็นเสิ่นลู่เอินครั้งนี้ยังพอจะวางใจได้ว่าดรุณีน้อยผู้นี้เองก็จริงใจ

“เจ้าเก็บไว้นะ เผื่อได้ใช้อีกในอนาคต” พี่จิ่วบอกก่อนจะยื่นผ้าเช็คหน้าให้หญิงสาวก่อนเดินกลับไปนั่งลงที่เดิม

“ขอบคุณคุณชายเจ้าค่ะ” นางรับผ้าเช็ดหน้ามาวางไว้ข้างตัว หลังจากนั้นจึงไม่กล้ามองซ้ายขวาเท่าไหร่นัก กลัวจะบังเอิญสบตากับผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ

“.......” ต้วนหงส์มองท่าทีของทั้งคู่แล้วมองไป๋ฟางหรงเป็นเชิงบอกว่าอย่าลืมเล่าเรื่องนี้ให้ฟังทีหลังด้วย

“......” ไป๋ฟางหรงพยักหน้าน้อยๆ  ก่อนหัวเราะเบาๆ “รบกวนอะไรกัน  ข้าบอกแล้วว่าสหายของพี่จิ่วก็นับเป็นหลานของข้า  แม่นางเสิ่นอย่าได้เกร็งมาก ถือซะว่ามาเล่นดนตรีให้ญาติผู้ใหญ่หรือมิตรสหายฟังเถอะนะ” นัยน์ตาโศกมองสาวน้อยแล้วกล่าวต่อ “น้ำชานี้ผสมผงขิงลงไปด้วยเล็กน้อยจะช่วยต้านหวัดแล้วทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น  ดื่มชาสักนิดให้ผ่อนคลายก่อนเถอะ”

“ขอบคุณฮูหยินที่ห่วงใยเจ้าค่ะ” ลู่เอินยกชาขึ้นดื่มทันทีเมื่ออีกฝ่ายกล่าวจบ

“จริงสิ แม่นางคงยังไม่เคยพบ ท่านนั้นคือใต้เท้าต้วนหงส์สามีของข้าเอง  ส่วนเด็กผู้ชายที่นั่งขมวดคิ้วหาช่องลงหมากไม่ลงคือเซียงจื้อบุตรชายของข้า” นางกล่าวแนะนำให้รู้จักทุกคน “ส่วนที่นั่งคัดตำราคือหานจื่อเหลียง ลูกศิษย์ของข้า และเด็กสาวอายุไล่เลี่ยกับแม่นางเสิ่นชื่อว่าซู ซูปี้”

เมื่อได้ยินชื่อของท่านราชองครักษ์ เด็กสาวจึงผุดลุกขึ้นก่อนจะทำความเคารพอีกฝ่าย “คารวะใต้เท้าต้วนหงส์เจ้าค่ะ” จากนั้นนางจึงหันไปมองเซียงจื้อและซูปี้ครู่หนึ่ง “ข้าแซ่เสิ่น มีนามว่าลู่เอิน ยินดีที่ได้พบทุกท่าน” ลู่เอินเห็นว่าตอนนี้สมควรแก่การแสดงแล้ว จึงหันกลับมามองไป๋ฟางหรง “ข้าขอเริ่มการแสดงเลยได้ไหมเจ้าคะ”

“เชิญแม่นาง” ไป๋ฟางหรงผายมือ

พี่จิ่วนั่งรอชมการแสดงเงียบๆ เขารู้สึกโชคดีมากที่วันนี้มาเที่ยวจวนท่านลุงต้วน ก่อนคิดว่าจะแนะนำลู่เอินให้รู้จักพี่น้องร่วมสาบานทั้งสองด้วยดีกว่า เดี๋ยวหลังนางแสดงจบค่อยขอท่านลุงกับท่านป้าพาลู่เอินไปเที่ยวข้างนอก

ลู่เอินหันไปมองเด็กรับใช้ที่ยกกู่เจิงเข้ามาให้นางด้วยรอยยิ้ม “เจ้าช่วยยกกู่เจิงไปวางที่กลางห้องได้ไหม” เด็กรับใช้รีบตรงเข้าไปยกกู่เจิงมาวางไว้ที่กลางห้องตามคำขอของแม่นางทันที

            ดวงตาคู่สวยทอดมองกู่เจิงที่วางอยู่ ก่อนจะย่างเท้าเข้าไปหาอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้สายลมพัดอาภรณ์สีแดงจนพลิ้วไหวเหมือนเปลวเทียน ร่างบางหย่อนกายลงเบื้องหน้าของผู้ชม นิ้วทั้งสิบวางอยู่เหนือกู่เจิงในท่าเตรียมพร้อม

             ทันทีที่นิ้วทั้งสิบเริ่มร่ายรำไปตามเส้นไหมเกิดท่วงทำนอง  ทำให้ผู้คนรู้ในทันทีว่าเพลงที่นางเลือกมาแสดงในครั้งนี้คือ Wújìn de ài (รักนิรันดร์)  พอบรรเลงได้ครึ่งเค่อ ลู่เอินจึงเริ่มร้องเพลงท่อนแรกออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและกดต่ำ ควบคู่ไปกับเสียงกู่เจิง

“โปรดปลดปล่อยข้าจากการรอคอยที่ไม่มีวันสิ้นสุด

แม้ดวงดาวล่วงหล่น หรือสายลมพัดผ่าน

ในที่สุด ข้าย่อมโอบท่านไว้ในอ้อมแขน

หัวใจสองดวงเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน”


           ระหว่างเล่นเพลงเด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองผู้คนในห้อง  หากสายตากลับถูกยึดอยู่ที่คนคนเดียว   ไป๋ฟางหรงคลี่ยิ้มบางมองเด็กหนุ่และเด็กสาวทั้งสองที่คล้ายในห้องเหลือกันอยู่เพียงสองคน  แม่นางน้อยหายใจเข้าก่อนจะร้องเพลงในท่อนต่อไป น้ำเสียงที่ขึ้นต้นในท่อนนี้ดังขึ้นจากท่อนก่อนเล็กน้อย


“เชื่อข้าเถอะว่าใจของข้าไม่มีทางเปลี่ยนแปลง

ต่อให้รออีกหลายพันปี ข้าขอให้คำสัญญากับท่าน

แม้ต้องผ่านความหนาวเหน็บและขมขื่นแค่ไหน

ข้าจะไม่ยอมให้ท่านจากไป”


ทั้งที่เป็นเพลงที่มีทำนองเศร้า แต่เด็กสาวกลับอยากเผยยิ้มออกมา  ไป๋ฟางหรงเห็นดังนั้นก็พยักหน้าน้อยๆ  เอนกายพิงพนักเก้าอี้ฟังอย่างผ่อนคลาย   นี่จึงเป็นผู้ที่เข้าใจความรัก  ความรักเป็นสิ่งที่ประหลาด  ผู้มรรักมิใช่จะพบแต่ความสุขสมหวังเสมอไป  ความรักสามารถทำให้คนสุขล้นและขมขื่นไปพร้อมกัน

“โปรดจงหลับตาและกุมมือข้าไว้

หวนคำนึงถึงความหลัง เมื่อครั้งเรามีกัน

เรารักกันเหนือสิ่งอื่นใด

ชั่งน่าเสียใจเหลือเกิน ที่เราไม่อาจแม้แต่เอ่ยคำว่ารัก”


พอสิ้นสุดท่อนนี้เป็นการบรรเลงเพียงดนตรี  ผู้บรรเลงก็ลืมตาขึ้นแล้วตั้งใจดีดกู่เจิง เพราะท่อนนี้มีตัวโน้ตที่ซับซ้อนหากพลาดไปแม้แต่นิดจะทำลายภาพรวมทั้งหมดได้ทั้งหมด  สีหน้าของแม่นางเสิ่นดูมีความเครียดขึ้น   เสียงดนตรีที่ออกมาจึงแข็งและไม่สามารถสื่ออารมณ์ๆด้เท่าที่ควร  กระทั่งหญิงสาวสามารถผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ ลู่เอินจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมา สีหน้าจึงเริ่มดีขึ้นหลายส่วน

นางร้องเพลงท่อนต่อไปด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำอีกครั้ง


“ทุกค่ำคืนหัวใจของข้านั้นปวดร้าว

ข้าไม่เคยหยุดคิดถึงท่านเลย

ชาชินเสียแล้วกับการที่ต้องอยู่คนเดียวแสนนาน แต่ข้าก็เผชิญกับมันด้วยรอยยิ้ม...

เชื่อข้าเถอะว่า ข้าเลือกที่รอ ถึงแม้ว่าจะเจ็บปวด ข้าก็จะไม่ไปไหน

มีแต่ความอบอุ่นของท่านเท่านั้น

ที่จะปกป้องข้าจากความหนาวเย็นที่ไม่มีสิ้นสุด”


แม่นางเสิ่นลู่เอินบรรเลงกู่เจิงให้เบาลง  เสียงฝนด้านนอกก็ค่อยๆเบาลงพอดี  อีกไม่นานฝนก็คงจะหยุดตก


“ขอให้รักนี้เหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานในใจเราตลอดไป

เราต้องผ่านช่วงเวลาอันยาวนานนี้ไปได้ ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ไม่ยอมละทิ้งความฝัน”


เมื่อจบท่อนนี้ ดรุณีชุดแดงจึงเงยหน้าขึ้นทอดสายตามองผู้ชม ใบหน้าของนางแสดงถึงความโศกเศร้าหนึ่ง การทอดสายตามองคล้ายการอาลัยอาวรณ์บางอย่าง หากสบตากลับเห็นแววตาลึกซึ้งหนึ่ง บ่าวไพร่ที่นั่งอยู่รอบ รู้สึกราวกลับมีความสัมพันธ์กับนาง ทั้งที่ไม่เคยสนทนากันสักคำ

ไม่ว่าการแสดงหรือการเล่นดนตรี ล้วนต้องทำให้ผู้ชมรู้สึกราวงกลับยืนอยู่แทนจุดที่ผู้แสดงยืนอยู่ ผู้ชมหลายคนถึงกลับหลงเชื่อว่านางเคยมีความรักเช่นในบทเพลง แต่หลายคนก็นึกได้ว่าลู่เอินเป็นเพียงดรุณีน้อย ไหนเลยจะมีความรักลึกซึ้งเช่นนี้ได้

“เรารักกันเหนือสิ่งอื่นใด

ชั่งน่าเสียใจเหลือเกิน ที่เราไม่อาจแม้แต่เอ่ยคำว่ารัก

ขอให้รักนี้เหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานในใจเราตลอดไป

เราจะไม่ลืม คำสัญญาของเรา

ด้วยความรักแท้จริงนี้ จะพาเราก้าวผ่านช่วงเวลาไป

ชั่งน่าเสียใจเหลือเกิน ที่เราไม่อาจแม้แต่เอ่ยคำว่ารัก”


นางบรรเลงดนตรีถึงท่อนสุดท้าย จึงยานจังหวะคล้ายกับการก้าวเดินทีละก้าวของผู้คน ก่อนจะเอ่ยท่อนสุดท้ายของบทเพลงออกมา


“ความรักที่เรามีต่อกัน จะกลายเป็นตำนานที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง..”


เมื่อการบรรเลงได้จบลง ลู่เอินจึงยกแขนกลับไปวางที่หน้าตัก ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางเบาเช่นทุกที

“......” นิ่งฟังอยู่พักใหญ่ หลับตาลงปล่อยให้ท่วงทำนองที่แสนหวานและเศร้าซึมลึกเข้าสู่ในหัวใจ  หวนความรักของนาง  นี่...ดูจะเป็นเพลงที่อธิบายความรู้สึกของนางได้ถี่ถ้วนชัดเจนยิ่ง  ถึงท่วงทำนองจะสงบแต่ในหูของผู้รู้ดนตรีด้วยกันไป๋ฟางหรงรู้ดีว่าความสงบนั้นคือท่วงทำนองที่แสดงถึงรักซึมลึกได้ดีสุดแล้ว
ร่ำไห้อย่างเงียบงัน
คาดหวังอย่างสงบ

บทเพลงจบลงแล้ว สายฝนก็หยุดตกลงเช่นกัน  ไป๋ฟางหรงฉวยโอกาสยามที่ไม่มีผู้ใดสังเกตลอบซับน้ำตา  พร้อมลืมตาขึ้นยิ้มให้สาวน้อย

“ไพเราะจริงๆนะเจ้าคะพี่ต้วน” ไป๋ฟางหรงปรบมือเบาๆพร้อมหันไปหาผู้เป็นสามี   ต้วนหงส์พยักหน้าพร้อมปรบมือเบาๆให้กำลังใจเด็กสาวด้วยเช่นกัน

“ไพเราะมาก นอกจากท่านแม่เราไม่เคยได้ยินเสียงดนตรีราวเสียงสวรรค์เลย” พี่จิ่วกล่าวชมลู่เอินในขณะเขากำลังฟังอีกฝ่ายบรรเลง เสียงเพลงหวนทำให้เขานึกถึงพระมารดาและความทรงจำที่จงหนานซานในคืนไหว้พระจันทร์ที่ผ่านมาไม่นานนี้

          เมื่อคนในห้องเอ่ยคำชมออกมา แม่นางเสิ่นจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก นางค่อยๆลุกขึ้นยืน “ขอบคุณทุกท่านที่เอ่ยชมเจ้าค่ะ ข้ายังต้องฝึกฝนอีกมาก เพียงหวังว่าการแสดงครั้งนี้จะไม่ระคายหูนัก” หญิงสาวเอ่ยอย่างถ่อมตน ก่อนจะกลับไปนั่งที่ของตัวเอง เด็กรับใช้จึงเดินมายกกู่เจิงออกจากกลางห้องในภายหลัง

“ไม่เลยแม่นาง  เป็นพวกข้าที่โชคดีที่ได้ฟัง” ไป๋ฟางหรงยิ้มให้เด็กสาว “ถึงแม้แม่นางจะอายุยังน้อยก็สามารถแสดงอารมณ์ที่ลึกซึ้งขนาดนี้ผ่านเสียงเพลงได้ ข้านับถือยิ่ง ขอบคุณแม่นางที่เลือกมาแสดงที่จวนนี้นะ”

ใบหน้าของหญิงสาวแสดงถึงความลำบากใจเล็กน้อย “เป็นคำชมที่ข้าไม่กล้ารับจริงๆ..” นางหันไปหาสตรีที่อายุใกล้เคียงกับนางก่อนจะหยิบม้วนไม้ไผ่ยื่นให้อีกฝ่าย “ข้ารบกวนแม่นางซูปี้ช่วยนำม้วนไผ่นี้มอบให้ต้วนฮูหยินได้รึไม่” ที่นางมาแสดงในวันนี้ หากผู้คนชื่นชอบก็ต้องการเก็บรายมือชื่อส่งให้สมาคมนักดนตรี    ในม้วนไผ่มีอยู่แล้วสองรายชื่อ หนึ่งคือหรั่นซิ่นหลี่ ส่วนอีกหนึ่งคือฝูเยว่ชิง

ซูปี้ยิ้มบางพร้อมรับม้วนไผ่มายื่นให้ท่านป้า  ไป๋ฟางหรงรับม้วนไผ่มาเปิดดูเห็นรายชื่อหนึ่งคุ้นตานางดีอยู่แล้ว  ก็หยิบพู่กันขึ้นมาลงชื่อ ‘หู้กว๋อฮูหยิน ไป๋ฟางหรง’ เป็นรายนามที่สาม  มือขาวพัดเล็กน้อยให้หมึกแห่งแล้วส่งม้วนไผ่ “เอ...นี่ต้องการแค่สามรายชื่อหรือต้องการคนอื่นด้วยจ้ะแม่นาง?” นางหันไปมองคนอื่นในห้อง “ถ้ายังต้องการรายนามเพิ่มก็รวมทุกคนในห้องนี้ไปด้วยเลยได้นะ?”  

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ทางสมาคมต้องการเพียงสามรายชื่อเท่านั้น”

ซูปี้นรับม้วนไผ่กลับไปส่งให้แม่นางเสิ่นพร้อมขยิบตาให้เล็ก กระซิบเบาๆ “การแสดงเมื่อครู่ สุดยอดมากเลยเจ้าค่ะ”

นางมองอีกฝ่ายที่ขยิบตาให้ด้วยสีหน้าตกใจ ก่อนจะรับม้วนไผ่ด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณแม่นางซูปี้ที่เอยชมเชยเจ้าค่ะ” หญิงสาวเก็บม้วนไผ่และผ้าเช็ดหน้าให้เรียบร้อย เพื่อระวังไม่ให้สูญหาย

“ท่านป้า ท่านลุงขอรับ หลานขอพาแม่นางลู่เอินไปเดินเที่ยวในเมืองฉางอันหน่อยนะขอรับ หลานให้พี่โม่ไปตามไป๋หลงกับเฟยเทียนแล้ว มีทั้งสองท่านลุงวางใจได้” พี่จิ่วเอ่ยขึ้นขออนุญาตทั้งสองทันทีเมื่อดูเหมือนลู่เอินจะจัดการธุระเสร็จแล้ว

“.....” ไป๋ฟางหรงเหลือบไปมองสามีว่าจะว่าอย่างไร

“หากมีสองคนนั้นก็ได้อยู่นะ แต่ต้องรีบกลับมาล่ะ อย่ากลับดึกมาก” ต้วนหงส์กล่าวบอกไท่จื่อก่อนหันไปมองฮูหยินว่าเขาตัดสินใจดีหรือเปล่าที่ปล่อยให้ไท่จื่อออกไปข้างนอก

“ระวังตัวด้วยนะพี่จิ่ว” ไป๋ฟางหรงเอ่ยต่อ  ก่อนหันไปส่งสายตาให้สามีว่าท่านมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเองหน่อยสิ

“ขอบคุณท่านลุง ท่านป้าขอรับ แล้วข้าจะรีบกลับนะ” พี่จิ่วกล่าวขอบคุณก่อนหันไปจูงมือลู่เอินเดินออกไปอย่างไว ด้วยกลัวท่านลุงจะเปลี่ยนใจ

ลับหลังสองคนไปแล้วต้วนหงส์จึงหันมาหาฮูหยินของตน “ข้าว่าครั้งก่อนที่องค์รัชทายาทแอบมาที่จวนน้องหญิงลืมเล่าเรื่องสำคัญอะไรบางอย่างให้พี่ฟังนะ?”


@Admin

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ไท่จื่อ: หลิว จี้ เพิ่มขึ้น 250 โพสต์ 2018-10-1 16:05

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ชื่อเสียง +75 ความหิว -14 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 75 -14 + 5

ดูบันทึกคะแนน

........
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ดมกลิ่น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x8000
x100
x14
x9000
x30
x5
x8
x1
x2
x25
x30
x2
x3
x1
x2
x2
x1
x10
x2
x1
x1
x46
x1
x1
x10
x1
x28
x97
x10
x64
x1202
x600
x4
x568
x13
x9
x77
x4
x120
x5
x60
x3
x18
x11
x1
x15
x3
x13
x1
x95
x24
x4
x82
x5
x4
x10
x12
x1
x30
x14
x32
x1
โพสต์ 2018-10-1 19:14:37 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย BaiFangRong เมื่อ 2018-10-1 19:19

{ไป๋ฟางหรง}
บทที่ 107 : เหตุเกิดเพราะสายรัดเอว


             เพราะฝนหยุดตกแล้วหานจื่อเหลียงจึงรีบขอตัวกลับบ้าน  ไป๋ฟางหรงเห็นว่าค่ำแล้วจึงให้คนไปส่งลูกศิษย์น้อย  ซูปี้และเซียงจื้อแยกตัวออกไปเตรียมอาบน้ำพักผ่อน  เมื่อในห้องตำราเหลือเพียงพี่ต้วนและนาง   ไป๋ฟางหรงจึงอธิบายความเป็นมาเรื่องราวทุกอย่างตามที่ไท่จื่อน้องเล่าให้ฟังว่าได้พบแม่นางเสิ่นอย่างไรให้ราชองครักษ์หนุ่มผู้เป็นสามีฟังแบบไม่มีตกหล่น  ต้วนหงส์ฟังแล้วก็พยักหน้า

“ถือว่าเป็นบุพเพชักนำให้คนมาพานพบจริงๆ” ชายหนุ่มกล่าว  ไป๋ฟางหรงยิ้มพร้อมรินชาเติมให้

“ครั้งแรกฟางหรงก็ยังไม่วางใจนัก  แต่มาวันนี้ดูจากท่าทีของแม่นางเสิ่นแล้วก็คงจะมีใจให้องค์ไท่จื่อไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน”

“ถ้าฟางหรงว่าอย่างนั้นข้าก็วางใจ” ต้วนหงส์ยิ้ม

“ได้อย่างไรกัน? ท่านไม่กลัวข้าจะมองผิดหรือ?” กล่าวเสียงขัน

“ฮูหยินข้าปราดเปรื่อง แม้แต่ขุนนางกังฉินในปาสู่เจ้าเล่ห์เพียงใดยังเคยปะทะมาแล้ว  กับสาวน้อยคนหนึ่งมีหรือจะแยกได้ไม่ได้ว่าจริงใจไม่จริงใจ?” มือแกร่งเอื้อมมากุมมือนุ่มบอบบาง “ดึกแล้วเจ้ายังไม่คิดไปพักหรือ?”

ไป๋ฟางหรงส่ายหน้า “เดี๋ยวข้าอาบน้ำเสร็จแล้วจะมาตรวจรายงานต่อเจ้าค่ะ เพียงจัดการไปได้สองในสามเท่านั้น ยังไม่เสร็จ  แต่ก็พอวิเคราะห์จุดสำคัญได้แล้ว”

“จะได้เลื่อนขึ้นไปสอนชั้นกลางแล้วใช่ไหม?”

“หลังสอบครั้งนี้อาจารย์เกาก็วางมือจากโรงเรียนตงฟางเต็มตัวแล้วเจ้าค่ะ  คนสอนก็จะเหลือเพียงข้า อาจารย์หลู่ และอาจารย์เจียง” ไป๋ฟางหรงอธิบาย ก่อนนึกขึ้นได้ “จริงสิ...พี่ต้วนรอครู่หนึ่งนะ”

ร่างอรชรลุกขึ้นยืนก่อนจะรีบเดินกลับไปห้องตัวเอง  แม้จะก้าวเท้าเร็วทว่าชายกระโปรงกลับไม่สะบัดพลิ้ว  ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อจึงกลับมาพร้อมสายรัดเอวผืนหนึ่ง

“พี่ต้วน ตอนอยู่ปาสู่ข้าเห็นผ้าไหมผืนหนึ่งลวดลายในการทอแปลกตาสลับดิ้นเงินสวยงามแต่ไม่ดูฉูดฉาดไป   ข้าเป็นเห็นแล้วคิดถึงท่านจึงซื้อมาทำสายรัดเอวผืนใหม่ให้  เป็นลายเมฆาคล้อยสามารถเข้ากับชุดของท่านได้หลายชุด” กล่าวพร้อมยื่นสายรัดเอวสีเทาไม่เข้มไม่อ่อนไปให้สามี

            ต้วนหงส์รับสายรัดเอวมา  ดวงตาจ้องมองสตรีตรงหน้าแล้วชวนให้ใจอ่อนยวบ  ผู้ใดกล่าวว่าเขาคือราชองครํกษ์ใจแข็งเสมือนหินผากัน   กับร่างบางตรงหน้าต่อให้พยายามปิดกั้นแข็งใจเท่าไหร่ก็ดูจะไม่เป็นผลเลยสักนิด  เจอกันครั้งแรกนางคือบุตรีหวยหนานอ๋อง ท่านหญิงไป๋ฟางหรง  ส่วนเขาเป็นสายสืบวางแผนเพื่อจับกุมทำลายครอบครัวของนาง  เป็นสาเหตุให้ชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของนางต้องมัวหมองกี่ครั้ง  นางไม่เพียงไม่เกลียด  ยังไม่เคยแสดงท่าทีโกรธเคืองเขาอีก

“พี่ต้วนท่านไม่ถูกใจหรือ?” นัยน์ตาคู่ซึ้งจ้องมองชายหนุ่มแบบไม่แน่ใจ  ท่าทีใจแป้วนั้นทำให้ต้วนหงส์ยิ้มออกมา

“ฮูหยินปักให้มีหรือจะไม่ถูกใจ  ข้าลองให้ดูตอนนี้เลยไหม?” ประโยคแรกตั้งใจ  แต่ประโยคสองไม่แน่ใจว่าอะไรดลใจให้เขาอยากหยอกขึ้นมา

“อ...เอ๋? ตอนนี้เลยหรือ?” ไป๋ฟางหรงกระพริบตาตีความคำว่าตอนนี้ ก่อนหน้าแดงก่ำจนถึงคอ รู้สึกวิงเวียน “ท่านค่อยใส่มาให้ข้าดูวันพรุ่งนี้ก็ไม่สาย...ไม่...ไม่ต้องรีบเจ้าค่ะ อีกอย่างที่นี่มันห้องตำรา...”

“ข้าหมายถึงจะกลับไปเปลี่ยนในห้อง ฮูหยินคิดอะไร?” เสียงขรึมถามเรียบๆ  แต่มุมปากกลับทรยศยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายวิบวับ

“ข...ข้า...ข้าไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นแหละเจ้าค่ะ!” ร่างบางแทบซุกหน้าลงบนฝ่ามือด้วยความอับอาย

“แต่อันที่จริงจะลองให้ฮูหยินดูตอนนี้เลยก็ได้นะ เผื่อเจ้าอยากปรับแก้ตรงไหน  ตอนนี้ก็คงไม่มีใครมาที่ห้องตำราแล้วล่ะ” ยิ่งเห็นท่าทางคล้ายจะแทรกตัวหนีไปตามซอกพื้นไม้   ต้วนหงส์ยิ่งนึกขัน  คิดถึงวันนั้นที่คนตัวเล็กปีนขึ้นมานั่งบนตัวเขาพร้อมประกาศความเป็นเจ้าของอย่างกล้าหาญเสร็จก็หลับไปทั้งอย่างนั้น  ทำเอาชายหนุ่มสุขภาพดีอย่างเขาตั้งมากำหนดลมหายใจตั้งสมาธิไม่ได้หลับไม่ได้นอนไปค่อนคืนแล้วพาลทำให้อยากแกล้งคนงาม  มือแกร่งปลดสายรัดเอวตัวเองออก “ฮูหยินลองมาช่วยข้าจัดหน่อยสิ”

“...............” ไป๋ฟางหรงหน้ามืดอยากเป็นลม  พี่ต้วนต้องกำลังอยากแกล้งนางอยู่แน่  ร่างบางไม่รู้ว่าสมควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี  แต่ก็ค่อยๆขยับเข้าไปใกล้  มือเล็กเอื้อมไปช่วยจับสายรัดเอวอย่างสั่นเทาแล้วค่อยๆช่วยพันวนไปด้านหลัง ไม่ต่างจากการโอบกอด   คนตัวโตกว่าเห็นผิวขาวใสนุ่มนวลแต่เดิมก็คล้ายจะคั้นน้ำได้อยู่แล้วของฮูหยินน้อย   เวลานี้ซับสีชมพูเรื่อน่ารักน่าหยิกก็อดไม่ได้ที่จะเลื่อนมือหยาบกร้านขึ้นไปแตะแก้มทดสอบว่าร้อนเพียงไร



            “พี่ติงโหยวไม่เคาะประตูก่อนจะดีหรือ--”
            “อาจารย์~ ท่านป้า~ โหยวเอ๋อห์มาเยี่ยมท่-- ตายแล้ว!!”

           สองเสียงดังไล่เลี่ยกัน  เสียงหนึ่งเป็นของเด็กหนุ่ม อีกเสียงเป็นของเด็กสาวที่ส่งเสียงทักทายอย่างเริงร่าก่อนร้องเสียงดัง    สาวน้อยหน้าแดงมองภาพความใกล้ชิดของอาจารย์และท่านป้า  อ้าปากเหวอ  ดวงตากลมพลันเลื่อนไปยังมือเรียวที่จับสายรัดเอวหลุดลุ่ยของท่านลุงอยู่

“ปิดประตู! ปิดประตูก่อน!” ต้วนหงส์ตั้งสติได้ก่อนจึงรวบร่างอรชรเข้ามาในอ้อมแขน แล้วเบี่ยงตัวไปในมุมที่มองไม่เห็นสายรัดเอวที่ไม่เรียบร้อยในมือฮูหยิน

จี๋เฟยเทียนตั้งสติได้ก่อนรีบลากตัวติงโหยวออกมาจากห้องตำราแล้วรีบปิดประตูตามคำสั่งท่านลุงอย่างรวดเร็ว  

“เกิดอะไรขึ้น?” หลี่ไป๋หลงที่ตามมาหลังสุดถามด้วยความงุนงง

“.....ถ้าข้าบอกพี่ไป ท่านลุงต้องฆ่าข้าแน่ๆ” จี๋เฟยเทียนลูบอกด้วยยังใจหายใจคว่ำจากเรื่องเมื่อครู่  ใบหูแดงฉาน  ก่อนหันไม่ทางพี่ติงโหยว  สีหน้าก้ำกึ่งระหว่างฉุนและขบขัน “เขาถึงว่าสนิทหรือไม่เวลาเข้าห้องใครก็ควรเคาะประตูก่อน…”

“ก็ข้าคาดไม่ถึงนี่…” ติงโหยวพึมพำเสียงอ่อย  ใบหน้ายังร้อนอยู่  

“......” หลี่ไป๋หลงยังคงมองทั้งสองอย่างงุนงง



           ภายนอกห้องพูดคุยอะไรกัน ภายในล้วนได้ยิน  ไป๋ฟางหรงรู้สึกอยากร่ำไห้ทว่าไร้น้ำตา  หมดกันแล้วภาพลักษณ์ของนาง  มือบางรีบพันผ้ารัดเอวให้ร่างสูง  ก่อนจะประทุษร้ายโดยการฟาดเบาๆที่อกแกร่งหนึ่งที

“พี่ไม่รู้เสียหน่อยว่าพวกเขาจะมา…” ต้วนหงส์แย้ง  ก่อนจะยิ้มขำเมื่อเห็นดวงตาค้อนน้อยๆ  แล้วส่งเสียงอนุญาต “เข้ามาได้!”



          ครั้งนี้เด็กทั้งสามเข้ามาอย่างเรียบร้อย สงบเสงี่ยมยิ่ง  โดยเฉพาะติงโหยวรุ่นน้องค่ายพยัคฆ์ของไป๋ฟางหรง

“คารวะท่านลุง คารวะท่านป้าขอรับ” หลี่ไป๋หลงที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยคำนับขึ้นก่อนอย่างสุภาพ

“อะ….อา...คารวะท่านลุง/ท่านอาจารย์ คารวะท่านป้า” สองคนที่เห็นเต็มๆรีบประสานมือคารวะอย่างกระอักกระอ่วน  

ไป๋ฟางหรงหน้าร้อน แม้จะพยายามปั้นรอยยิ้มละมุนละไมตามปกติแต่ดวงหน้าผ่องกลับเป็นสีชาดโดยไม่ต้องแต้ม “ป….ป้าจะไปเตรียมชากับขนมมาให้….” เอ่ยเสียงเบาหวิวก่อนจะรีบเผ่นแน่บออกจากห้องไป

“.....” ต้วนหงส์กระแอมเมื่อต้องอยู่รับหน้าเด็กๆคนเดียว  สีหน้ายังคงเรียบขรึม คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเชิงดุ “พวกเจ้าอยู่ที่นี่แล้วพี่จิ่วเล่า? ทำไมไม่อยู่คุ้มครอง?”

“โธ่...ท่านลุง ถ้าพี่จิ่วไม่บอกให้พวกเรามารอที่จวนท่านลุงพวกข้าก็ไม่ได้คิดจะมาขัดเรื่องดีงามหรอก” จี๋เฟยเทียนทำเสียงโอดโอยแล้วยิ้มเผล่ล้อเลียน

“.....ไม่ใช่อย่างที่พวกเจ้าคิด”

“แต่ข้าไม่ได้คิดอะไรเลยนะ” เด็กชายจอมกวนกระพริบตาทำหน้าใสซื่อ

“.....” ติงโหยวไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี  เมื่อไม่กี่วันก่อนนางเพิ่งบ่นกับครูฝึกฉางไปหลัดๆ อดีตพี่สาวฟางหรงค่ายพยัคฆ์ของนางแต่งงานกับท่านอาจารย์กลายเป็นท่านป้ามาพักใหญ่  กิริยาท่าทางการพูดจายังคล้ายดรุณียังไม่ออกเรือน  ดูทรงแล้ว ท่านป้ากับท่านอาจารย์ต้วน วันๆต้องเอาแต่จ้องตากันไปมาแน่ๆ  ไม่คิดว่าพอวันนี้มีโอกาสมาเยี่ยมถึงจวนจะได้พบฉากเด็ด

ที่สำคัญ…
ที่นี่ห้องตำราด้วยหนา….

ติงโหยวมองท่านอาจารย์ ท่านป้า และห้องตำราด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไป



มอบสายรัดเอวให้พี่ต้วน


@Admin

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับความสัมพันธ์กับ หลี่ ไป๋หลง เพิ่มขึ้น 300 โพสต์ 2018-10-1 19:39
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ จี๋ เฟยเทียน เพิ่มขึ้น 300 โพสต์ 2018-10-1 19:39
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ติง โหยว เพิ่มขึ้น 300 โพสต์ 2018-10-1 19:39
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ต้วน หงส์ เพิ่มขึ้น 60 โพสต์ 2018-10-1 19:38

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ชื่อเสียง +50 ความหิว -18 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 50 -18 + 3

ดูบันทึกคะแนน

........
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ดมกลิ่น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x8000
x100
x14
x9000
x30
x5
x8
x1
x2
x25
x30
x2
x3
x1
x2
x2
x1
x10
x2
x1
x1
x46
x1
x1
x10
x1
x28
x97
x10
x64
x1202
x600
x4
x568
x13
x9
x77
x4
x120
x5
x60
x3
x18
x11
x1
x15
x3
x13
x1
x95
x24
x4
x82
x5
x4
x10
x12
x1
x30
x14
x32
x1
โพสต์ 2018-10-1 19:45:46 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย BaiFangRong เมื่อ 2018-10-2 12:45

{ไป๋ฟางหรง}
บทที่ 107 : ต่อไปจวนพวกข้าคือที่นัดพบสินะ...


           หลังผ่านเรื่องน่าอับอายไปจนทำใจได้ระดับหนึ่ง  ไป๋ฟางหรงก็รวบรวมสติแล้วกลับเข้าไปในห้องตำราพร้อมชาและขนม   ดวงหน้านวลยังคงแดงเรื่ออย่างหยุดไม่อยู่  

ติงโหยวส่งสายตาล้อเลียนให้หญิงสาว  ไป๋ฟางหรงกระแอมแล้วเดินไปนั่งข้างๆร่างสูงของสามี

ทั้งห้าสนทนากันพักหนึ่ง  ต้วนหงส์ก็ทักขึ้นเพราะรู้สึกว่าจะดึกขึ้นไปทุกที “พวกเจ้าบอกว่าอีกเดี๋ยวพี่จิ่วก็จะมาแล้วมิใช่หรือ? ทำไมตอนนี้ยังไม่มีวี่แววเลย??”

“นั้นสิขอรับ แต่พี่จิ่วนัดพวกเราเวลานี้จริงๆ..” มู่กงเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าลำบากใจ เขาเองก็เริ่มสงสัยแล้วว่าพี่จิ่วกับลู่เอินหายไปไหน   

ต้วนหงส์มองฮูหยินนึกถึงครั้งก่อนที่รัชทายาทโดนอันธพาลไล่ตาม  ทั้งยังต้องโดนหามไปดรงหมอแล้วรู้สึกเริ่มไม่มั่นใจในการตัดสินใจให้ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกขึ้นมาแล้ว   

"รออีกสักครู่เถอะเจ้าค่ะ" ไป๋ฟางหรงเอ่ยเบาๆ   สิ้นคำหญิงสาวไม่ทันไรก็มีบ่าวเข้ามาแจ้ง   ในที่สุดคนที่ทุกคนรอคอยก็มา  ทุกคนลุกขึ้นเดินออกไปที่หน้าจวน  เห็นรถม้าจอดอยู่ด้านหน้าโดยสองร่างกำลังก้าวลงจากรถม้าอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน   ไป๋ฟางหรงถอนหายใจโล่งอก

พี่จิ่วเห็นทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า จึงรีบเอ่ยปากขอโทษ “พอดีข้ากับลู่เอินคุยกันเพลินไปหน่อย ต้องขออภัยท่านลุงกับท่านป้าด้วยนะครับ”

“พี่จิ่ว ท่านบอกให้อาจี๋พาข้ามาที่นี่ ท่านกลับให้ข้ารอได้อย่างไร!” ติงโหยวเดินตรงเข้าไปหาเด็กชาย บ่นเสียงเง้างอดงอแง

“เอาเป็นว่าข้าขอโทษนะพี่ติงโหยว” รัชทายาทน้อยยิ้มแห้ง

“เจ้าไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว  หากหายไปนานกว่านี้คงได้ออกตามหากัน” ต้วนหงส์ถอนหายใจด้วยความโล่งอก   เขาเกือบรู้สึกผิดที่อนุญาตให้รัชทายาทออกไปเที่ยวเล่นพร้อมไป๋หลงกับเฟยเทียนแล้ว  สองคนนี้ก็จริงๆเลย รัชทายาทบอกให้แยกออกไปเที่ยวก็แยกง่ายๆ ใช้ได้ที่ไหน เป็นองครักษ์อย่างไรไม่อยู่คุ้มครองข้างนาย

“พี่จิ่วปลอดภัยก็ดีแล้ว  ต้องอย่าลืมว่าหากเจ้าหายไปท่านลุงกับข้าจะเป็นห่วงนะ” ไป๋ฟางหรงยิ้มบางให้เด็กทั้งคู่  มือนุ่มแตะหลังมือสามีเบาๆ อย่าให้วิญญาณหัวหน้าราชองครักษ์มาเข้าสิงตอนนี้

“หลานรู้สึกผิดแล้วขอรับ ครั้งหน้าข้าจะกลับให้ตรงเวลา” ไท่จื่อน้อยตอบ ทว่าการเลือกจะใช้คำว่า ‘กลับให้ตรงเวลา’ นั้นแสดงชัดเจนว่าจะหนีไปสองคนอีก  แม่นางลู่เอินได้แต่ยิ้มบางเบาอยู่ข้างอีกฝ่าย  ในขณะที่คนเป็นผู้ใหญ่ทั้งสองฟังแล้วไม่รู้ควรขันหรือฉิวดี  ตกลงต่อไปจวนพวกข้าจะกลายเป็นที่นัดพบ? พี่จิ่วเห็นสายตาลุงป้าแล้วพาลเปลี่ยนเรื่อง “จริงสิ ลู่เอินนี่พี่ติงโหยว แล้วก็พี่ติงโหยว นี่ลู่เอินที่ข้าเคยเล่าให้ฟังไง”

เมื่อพี่จิ่วแนะนำนางให้อีกฝ่าย ลู่เอินจึงทำการคารวะ “ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะ ข้าแซ่เสิ่น นามว่าลู่เอิน”

“ยินดี ยินดี” ติงโหยวมองลู่เอินอยู่พักหนึ่ง จึงหันไปพูดกับพี่จิ่ว “นางคือสตรีที่ท่านเคยเอ่ยชมให้ฟังใช่ไหม”

“ใช่ ลู่เอินเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย ได้ยินว่าพี่เองก็อยากท่องยุทธภพ ข้าถึงให้คุณชายเฟยเทียนพาท่านมาพบนาง”

“นางเอาตัวรอดในยุทธภพได้อย่างไร” สีหน้าของติงโหยวมีแต่ความประหลาดใจฉายออกมา

มู่กงเห็นอีกฝ่ายถามดังนั้นจึงเอ่ยตอบแทน “ยุทธภพไม่ได้มีแต่การต่อสู้เช่นที่ท่านคิดหรอกนะขอรับ”

"เจ้าต้องอย่าลืมว่าข้าเองก็เคยออกเดินทางคนเดียวนะ" ไป๋ฟางหรงยิ้มขำ  เหมือนติงโหยวจะลืมไปแล้วว่าเต้าหู้ขี้กลัวอย่างนางยังเคยออกไปเดินทางคนเดียวเลย

"อา...นั่นสิ  ตอนนั้นข้าก็กังวลอยู่ว่าท่านจะเอาตัวรอดยังไง  แถมท่านก็ไม่ยอมส่งข่าวกลับมาที่ค่ายเลย  ใครจะรู้ว่าท่านหายไปสามปีกลับมาอีกทีแต่งงานกับอาจารย์เสียอย่างนั้น" ติงโหยวนึกขึ้นได้  ขนาดอดีตรุ่นพี่ค่ายพยัคฆ์ที่ขี้กลัว ขี้ตื่นจนเป็นที่เล่าลืออย่างไป๋ฟางหรง  สุดท้ายยังกล้าออกไปเดินทางคนเดียว

พวกเขาหันไปพูดคุยกันตามประสาคนสนิท ในขณะที่แม่นางลู่เอินลอบสังเกตอยู่เงียบๆ

“ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว พี่ติงโหยวตกลงท่านอยากติดตามลู่เอินไหม” พี่จิ่วถามพร้อมกระพริบตาปริบๆ  หากลู่เอินได้พี่ติงโหยวเดินทางไปด้วยเขาจึงค่อยวางใจได้

ติงโหยวรู้ทันว่าไท่จื่อน้อยนี่ไม่ได้หวังดีอยากให้นางได้ออกไปท่องยุทธภพเป็นหลักหรอก แต่จะให้ช่วยอารักขาดวงใจของตนต่างหากกลอกตามองบน “ไม่ใช่ว่าท่านแนะนำข้ากับนางแล้วรึ แบบนี้ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร”

เฟยเทียนที่ยืนฟังอยู่นาน เดินแทรกขึ้นมาพูดกับติงโหยว “หากเจ้าไม่อยากไปก็บอกได้ เจ้าจะได้ไม่ต้องไป” ...มองกรณีท่านป้าออกไปท่องยุทธภพแล้วกลับมาพร้อมท่านลุงแล้วอยู่ดีๆเขาก็ไม่อยากให้นางไปขึ้นมา

แม่นางเสิ่นลอบมองทั้งคู่ เมื่อเห็นความรักในแววตาของทั้งคู่ คงรู้สึกเหมือนเป็นคนบาปที่กำลังจะพาคนรักพลัดพรากจากกัน  จึงเตรียมเอ่ยปากปฏิเสธพี่จิ่ว แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากด้วยซ้ำ ติงโหยวก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน “ข้าย่อมต้องไปอยู่แล้ว ข้าอยากไปสำรวจยุทธภพ อยากจะรู้นักว่าแผ่นดินฮั่นนอกจากฉางอันแล้วมีอะไรอีกบ้าง เอาเป็นว่าข้าตกลงรับคำท่านนะพี่จิ่ว”

“มองอย่างไรก็มีแต่เจ้าที่ได้กับได้” มู่กงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มขบขัน

“เอาน่า ข้าเองก็คบแต่กับพวกเจ้า อยากมีสหายเป็นสตรีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันบ้าง” กล่าวจบหันมามองอดีตรุ่นพี่ค่ายพยัคฆ์ที่ปัจจุบันเลื่อนขั้นเป็น 'ผู้อาวุโส' กว่าแล้วยิ้มเผล่  ไป๋ฟางหรงมุมปากกระตุก  

“ในเมื่อพี่ติงโหยวตัดสินใจแล้ว เดี๋ยวตอนพวกเราแยกกันพี่ก็กลับพร้อมลู่เอินเลยนะ” ไท่จื่อน้อยยิ้มยินดีรีบตัดบทสรุปราวกลัวคนจะเปลี่ยนใจ  กลัวจี๋เฟยเทียนนี่แหละจะเปลี่ยนใจ!

“ได้!” ติงโหยวเองก็รีบรับคำ  ไม่รอให้เฟยเทียนอ้าปากอิดออดเอ่ยว่าให้ทบทวนอีกสักวันสองวัน

".....อย่าไปนานนักเล่า มีโอกาสก็แวะกลับมาบ้างนะพี่ติงโหยว" จี๋เฟยเทียนบ่นอุบอิบ  รู้สึกใจหวิวๆอย่างไรชอบกล

"เจ้าไปแล้วก็ระวังตัวดีๆนะโหยวเอ๋อห์  อย่าใจร้อนวู่วามวิ่งเข้าหาเรื่อง สร้างความลำบากให้แม่นางเสิ่นเล่า" ไป๋ฟางหรงบอกรุ่นน้องด้วยรู้ทันในนิสัยของเด็กสาว

"ตามที่ป้าเจ้าบอกนั่นแหละ อย่าซนเกินไปนัก" ผู้เป็นอาจารย์เองก็เตือน

"ข้ารู้แล้วน่าท่านอาจารย์ ท่านป้า" ติงโหยวยิ้มเผล่ ดวงตาเป็นประกายล้อเลียน "กลับมาข้าคงได้ข่าวดีแล้วล่ะมั้ง..."

"เจ้า...." ไป๋ฟางหรงพูดไม่ออก เบือนหน้าหนี  เฟยเทียนหัวเราะหึหึ

คุยกันต่ออีกสักครู่จึงร่ำลากัน  ต้วนหงส์และไป๋ฟางหรงยืนส่งผู้เยี่ยมเยือนกลับจนลับตาแล้วก็มองหน้ากันแบบกระอักกระอ่วนปนเขินเล็กน้อยก่อนจะแยกกันไปพักผ่อนบ้าง

@Admin @Lulu

แสดงความคิดเห็น

ได้รับไข่ไก่ 30 ฟอง  โพสต์ 2018-10-2 13:19
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ติง โหยว เพิ่มขึ้น 50 โพสต์ 2018-10-2 13:18

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +7 ดีนาเรียส +500 ชื่อเสียง +35 ความหิว -14 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 7 + 500 + 35 -14 + 5

ดูบันทึกคะแนน

........
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ดมกลิ่น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x8000
x100
x14
x9000
x30
x5
x8
x1
x2
x25
x30
x2
x3
x1
x2
x2
x1
x10
x2
x1
x1
x46
x1
x1
x10
x1
x28
x97
x10
x64
x1202
x600
x4
x568
x13
x9
x77
x4
x120
x5
x60
x3
x18
x11
x1
x15
x3
x13
x1
x95
x24
x4
x82
x5
x4
x10
x12
x1