ดู: 428|ตอบกลับ: 12

{ นอกเมืองเป่ยไห่ - เกาะเผิงไหล } ศาลามี่จวง

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-1-12 08:42:31 |โหมดอ่าน



ศาลามี่จวง

{ น อ ก เ มื อ ง เ ป่ ย ไ ห่ -:- เ ก า ะ เ ผิ ง ไ ห ล }








【ศาลามี่จวง】
ศาลาริมน้ำที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่มวลพฤกษาสีม่วงและคราม
แม้จะสวยงามแต่ทว่าเต็มไปด้วยความลึกลับและน่ากลัว
มีเรื่องเล่าจากปากต่อปากของชาวประมงที่โดนพายุพัดมาติดเกาะว่า
เคยเห็นเงาหญิงสาวปริศนานั่งสะอื้นร่ำไห้อย่างไร้ที่มาที่ไป
พวกเขาจะยอมว่ายน้ำหนีไปจากเกาะโดยทันที
เมื่อได้พบกับเงาปริศนาและเสียงร่ำไห้กลางแสงจันทร์

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 Point +4 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 4

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-4-18 21:15:41 | ดูโพสต์ทั้งหมด
เกาะประหลาด


อะไรกัน เพิ่งจะก้าวออกไปไม่กี่ก้าว หันกลับไปมองศาลา สตรีนางนั้นกลับหายไปไม่เหลือแม้แต่เงา!


หรือ… หรือนี่จะเป็นเกาะผีสิงดังที่ชาวบ้านร้านตลาดเขาร่ำลือกันจริงๆ


คิดแล้วก็ขนลุกเกรียว แต่หยางอวี้ถิงเลือกที่จะปลุกปลอบขวัญตัวเอง หากนางกลัว แล้วลูกของนางเล่า เหม่ยเยี่ยน้อยจะทำเช่นไรหากผู้เป็นมารดายังมัวแต่หวาดกลัว พึ่งพาอะไรไม่ได้


ร่างเพรียวสูดลมหายใจเข้าออก ปรับกระแสอารมณ์ความคิดให้กลับมาสงบนิ่ง ให้หัวใจที่เต้นรัวแรงจนแทบจะกระดอนออกมานอกอกนั้นเต้นช้าลง


“เหม่ยเยี่ย เราไปกันต่อเถิด”


แขนทั้งสองข้างหายเมื่อยล้าไปนานแล้ว นางอุ้มบุตรสาวที่ภายนอกดูเหมือนเด็กวัยสามขวบขึ้น ก่อนจะก้าวเดินต่อไปทางทิศเดิม




...แต่ไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรือไม่ เหมือนยิ่งเดินลึกเข้าไปในเกาะมากเท่าใด ทิวทัศน์รอบกายก็ยิ่งงดงามมากขึ้นเท่านั้น ผิดกับภาพแรกที่นางเห็นเมื่อตอนขึ้นฝั่ง บรรยากาศที่เคยสัมผัสได้ยามย่างเท้าก้าวบนชายหาดนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้


พืชพรรณสองข้างทางเขียวชอุ่มชุ่มชื้น ล้วนเป็นพันธุ์ไม้ที่นางไม่รู้จัก สูดหายใจได้กลิ่นหอมจางๆ ให้ความรู้สึกสดชื่นคลายความเหนื่อยล้า เบาสบายไปทั่วร่างราวกับกำลังเหินบิน


“หอมจริงเชียว เจ้าว่าอย่างนั้นหรือไม่ เยี่ยเอ๋อร์” นางหันไปถามเด็กน้อย “ต้นไม้เหล่านี้ล้วนเป็นพันธ์ุที่แม่ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่คิดว่าจะมีต้นไม้ชนิดใดที่มีกลิ่นหอมชื่นใจเช่นนี้ด้วย” กล่าวจบก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นทาบลำต้น เมื่อยกมือออกก็ได้กลิ่นหอมๆ นั้นติดมือมาด้วยเช่นกัน


เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อก็แลเห็นศาลาอีกแห่งหนึ่งตั้งอยู่ริมน้ำ


คิ้วคู่งามเลิกขึ้นด้วยความฉงน ศาลาแห่งนี้มีลักษณะงามวิจิตรยิ่ง ผิดกับศาลาแห่งแรกที่นางเพิ่งเดินจากมาลิบลับ แมกไม้ที่รายล้อมอยู่เป็นสีม่วงและครามงามแปลกตา แต่ก็เหมาะเจาะเข้ากันจนดูเหมือนมิใช่พันธุ์ไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติ ราวกับทวยเทพได้มาจัดวางรังสรรค์เอาไว้จนกลายเป็นภาพเขียนชิ้นเอกที่ไม่อาจละสายตา ...หากไม่นับบรรยากาศลึกลับแปลกๆ ที่แผ่ออกมา ขัดกับทัศนียภาพเบื้องหน้าอย่างยิ่ง


แต่ในศาลางดงามแห่งนั้น กลับมีสตรีสามนางกำลังร้องไห้ร้องห่ม


เอาอีกแล้วหรือนี่ มีเรื่องอันใดให้เศร้าโศกเสียใจกัน


หยางอวี้ถิงเกิดความสงสัย พวกนางคงมิใช่ว่าทำลูกหายกันหรอกนะ


สองแขนกอดกระชับเด็กหญิงตัวน้อยผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขไว้แน่นขึ้นโดยมิรู้ตัว หากเป็นเวลากลางคืน ได้ยินเสียงร้องไห้เช่นนี้นางคงโกยแนบ จรลีหนีไปไกลร้อยลี้ แต่นี่… เอาเถิด เกิดพวกนางกำลังเดือดร้อนแล้วนางอยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง ก็ถือว่าเป็นการทำกุศลมิใช่หรือ


คิดได้ดังนั้นจึงเดินตรงเข้าไปในศาลา เริ่มบทสนทนาด้วยการเอ่ยถาม


“แม่นางทั้งสาม ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดให้แม่นางต้องหลั่งน้ำตากันหรือ”


น้ำเสียงของหยางอวี้ถิงละมุนอ่อนโยน เปี่ยมความปรารถนาดี


สตรีทั้งสามค่อยๆ เงยหน้าขึ้นโดยพร้อมเพรียง… จังหวะนั้นเองที่เลือดในกายนางพลันเย็นเฉียบ จ้องมองทั้งสามด้วยความตกตะลึง


ทุกคนล้วนมีหน้าตาคล้ายคลึงกับนางมาก ราวกับเป็นฝาแฝด!


สองขาคล้ายมีตรวนหนักพันชั่งถ่วงไว้ มิอาจก้าวออกได้แม้เพียงนิด ขนทั่วร่างลุกชัน อาการสงบนิ่งที่เคยมีพร้อมกับสติกลับบินหนี เหลือเพียงความตกใจหวาดกลัวจนแม้แต่จะกรีดร้องก็ร้องไม่ออก ราวกับทั้งร่างกายสูญเสียการควบคุมไปแล้ว!






@Admin

@AKIKOMINAMOTO



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -22 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 25 -22 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x15
x5
x5
x200
x10
x2
x7
x25
x34
x4
x15
x20
x5
x199
x200
x100
x220
x25
x20
x20
x12
x20
x3
โพสต์ 2018-4-19 22:20:36 | ดูโพสต์ทั้งหมด
บททดสอบ
-1-


หยางอวี้ถิงนิ่งค้าง


สายตาสามคู่ที่ละม้ายคล้ายคลึงนางเหลือเกินกำลังจ้องมองมา สร้างแรงกดดันมหาศาลที่ตรึงร่างนางอยู่กับที่ มิอาจก้าวหนี มิอาจขยับเขยื้อน แม้เหม่ยเยี่ยในอ้อมแขนของนางจะร้องจะดิ้นรนอย่างไร นางก็ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ


ทันใดนั้นเอง...


เกิดแสงสีขาวสว่างจ้าขึ้นในศาลาแห่งนั้น เจิดจ้าเสียจนร่างสตรีทั้งสามถูกกลืนหายไป สายตาอวี้ถิงมิอาจสู้ ได้แต่หลับตาแน่นและยกมือข้างที่ว่างขึ้นป้อง ร้องเตือนบุตรสาวด้วยความตกใจ


“เหม่ยเยี่ย ลูกหลับตาไว้!”


วาบ!


แสงนั้นเหมือนจะขยายใหญ่จนครอบคลุมบริเวณศาลา โลกทั้งใบคล้ายหมุนอยู่ใต้ฝ่าเท้า วิงเวียนมึนงงมิรู้เหนือใต้


ในที่สุดนางก็ล้มลงหมดสติ…


……………………………….


………………………….


!!!


ดวงตาหญิงสาวเปิดขึ้นอีกครั้ง สติสัมปชัญญะกลับมาโดยที่ไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นเวลาผ่านไปนานเท่าใด พบว่าตนเองนอนอยู่บนพื้นไม้ในศาลาแห่งเดิม รอบกายว่างเปล่า ไร้ร่องรอยสตรีสามนางนั้น


ไปไหนกันแล้ว?


อวี้ถิงพยุงกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ศีรษะยังรู้สึกวิงเวียนเหมือนถูกจับหมุนไปมานับพันนับหมื่นรอบ ภาพเบื้องหน้าประเดี๋ยวชัดประเดี๋ยวพร่าเลือน


ในอ้อมแขนของนางก็ว่างเปล่า...


เมื่อรู้สึกตัวเต็มที่ ค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวก่อนหน้าที่สติจะเลือนหาย นัยน์ตาคู่งามพลันเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก!


เหม่ยเยี่ย! เหม่ยเยี่ยเล่า! ลูกของนางอยู่ที่ไหน!!


“เหม่ยเยี่ย!!”


ร้องเรียกชื่อลูกน้อยด้วยความร้อนรนยิ่ง ภายในศาลานั้นเงียบสงัด เมื่อไม่ได้ยินเสียงเล็กๆ อันคุ้นเคยตอบรับกลับมาหัวใจก็บีบรัด


“เหม่ยเยี่ย!!!”


อวี้ถิงเดินหาจนทั่วศาลาก็ไม่พบ ออกมาเดินดูรอบอาณาบริเวณ ร้องเรียกคราแล้วคราเล่าก็ไม่มีเสียงตอบกลับ ไม่เห็นเด็กหญิงตัวน้อยแม้แต่เงา มีเพียงสายลมที่พัดพาให้แมกไม้สีม่วงครามงดงามนั้นไหวเอนดังหวีดหวิว จนสุดท้ายต้องกลับเข้ามาในศาลา เดินไปเดินมาเพียงลำพังด้วยความว้าวุ่น


นาง… นางทำลูกหาย


ภาพสตรีร้องไห้ในศาลาที่พบในคราแรกผุดขึ้นมาในหัว เกิดความคิดทฤษฎีบ้าบิ่นขึ้นมาว่าแท้จริงแล้ว สตรีนางนั้นก็คือตัวนางเองหรือไม่


คงไม่ใช่...


อวี้ถิงส่ายหัว ไล่ความคิดฟุ้งซ่านนั่นออกไปทันที แต่ยิ่งไล่ ความคิดเหล่านั้นกลับยิ่งวนเวียน นางหมดสติไปนานเท่าใดก็มิอาจรู้ ระหว่างนั้นเหม่ยเยี่ยตัวน้อยจะเดินห่างไปที่ใดได้ หรือมิใช่ว่า… มิใช่ว่ามีผีร้ายที่ใดลักพาไปหรอกนะ!


“เหม่ยเยี่ย เจ้าอยู่ที่ใดกัน ได้ยินแม่หรือไม่!”


ร้องเรียกจนเสียงแหบโหยก็ยังไม่มีการตอบรับ หยาดน้ำตาเริ่มเอ่อคลอ ลูกเอย… ป่านนี้เจ้าจะอยู่ที่ใด จะหิวหรือไม่ บาดเจ็บที่ใดหรือไม่ ตัวก็มีอยู่แค่นั้น ผิวหนังเด็กก็ช่างบอบบาง หากมีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อยคงได้ร้องไห้ออกมาเพราะความเจ็บปวดเป็นแน่


เหม่ยเยี่ย...


เมื่อครั้นหลับตาลงด้วยความห่วงหาอาลัย ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง หางตาก็เหลือบเห็นร่างดรุณีน้อยผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านนอก


ดรุณีผู้นั้นร่างเพรียวบาง ผิวกายขาวผุดผ่องราวหิมะในเหมันต์ฤดู พักตร์พริ้มเพราน่าเอ็นดูทะนุถนอม แต่ดวงตาคู่นั้น… ช่างดูเฉยเมยต่อโลกหล้า และดูไกลๆ ยังเห็นเป็นสีแดงทับทิมเฉกเช่นเดียวกับเหม่ยเยี่ยของนาง!


“เจ้า…” พินิจใบหน้างดงามหมดจดนั้น อวี้ถิงมั่นใจว่ามิเคยพบนางมาก่อน แต่ไฉนกลับรู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นช่างดึงดูด “เจ้า…”


เด็กสาวนัยน์ตาสีทับทิมยังมิตอบคำ


ฮูหยินจวนแม่ทัพก้าวขาออกจากศาลา สายตามิละจากร่างเพรียวบางนั้นเลยแม้แต่น้อย


“เจ้าช่วยข้าด้วย… เห็นลูกของข้าหรือไม่ ลูกข้าหายไป ตัวเล็กเท่าเด็กสามขวบ นางดวงตาสีเดียวกับเจ้า” เสียงของนางสั่นเครือ “ข้าหมดสติที่ศาลานี่ ฟื้นมาอีกครั้งลูกสาวของข้าก็หายไปแล้ว…”


อีกฝ่ายนิ่ง


เห็นนางนิ่งเช่นนั้น อวี้ถิงยิ่งใจคอไม่ดี กลัวดรุณีตรงหน้าจะเป็นเหมือนสตรีสามนางนั้นที่ทำเอาหลอนจนขนหัวลุก


หญิงสาวยังไม่ก้าวต่อ ห่วงลูกก็แสนห่วง กลัวก็กลัว มิรู้จะทำเช่นไร แต่ถ้าหากไม่ได้คำตอบใดๆ เห็นทีต้องออกตามหาให้ทั่ว


ความกลัวใดๆ หรือจะสู้ความห่วงลูกกันได้เล่า


มือเรียวทั้งสองข้างกำแน่น...






@Admin

@AKIKOMINAMOTO




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -22 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -22 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x15
x5
x5
x200
x10
x2
x7
x25
x34
x4
x15
x20
x5
x199
x200
x100
x220
x25
x20
x20
x12
x20
x3
โพสต์ 2018-4-20 16:40:31 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ดรุณีเนตรทับทิม


“คำถามแรก..ข้าตอบเลยว่า..ข้าไม่เห็นลูกของเจ้าหรอก..แล้วมีเด็กที่ไหนจะบังเอิญมีดวงตาสีแบบเดียวกับข้ากัน”


เด็กสาวผู้นั้นตอบกลับมาด้วยภาษาประหลาดหู แต่ละพยางค์สั้นติดกันจนฟังจับใจความมิได้


หยางอวี้ถิงมีสีหน้างงงัน อีกฝ่ายคงจะสังเกตเห็นจึงค่อยๆ เอ่ยขึ้นเป็นภาษาที่นางเข้าใจ


“เอาละ..ฟังใหม่ให้ดีนะคะท่านน้า..ข้าไม่เห็นลูกของท่านหรอก ข้ามาถึงก็เห็นท่านร้องไห้ที่ศาลาแห่งนี้อยู่คนเดียวแล้วและก็มีเด็กที่ไหนจะมีสีตาแบบข้ากันถึงสองคนแบบนั้น”


หัวใจคนเป็นแม่ห่อเหี่ยวลงเมื่อได้ยินคำตอบ


เพราะนางหมดสติไปนานเท่าใดก็ไม่รู้นั่นล่ะ หากให้เดาก็คงจะนานพอดู มิเช่นนั้นลูกน้อยของนางจะไปไหนได้ไกลกัน


“ลูกสาวข้ามีดวงตาสีแดงทับทิมเหมือนเจ้าจริงๆ เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด” อวี้ถิงพยายามสะกดกลั้นน้ำตาไว้ “เมื่อครู่นี้ข้าหมดสติไป เพิ่งจะฟื้นขึ้นมา แต่นางก็หายไปแล้ว! นางอาจจะยังเดินอยู่แถวนี้ เจ้าไม่เห็นจริงๆ หรือ…”


“ถึงจะถามแบบนั้น ข้าก็ไม่รู้หรอกว่า เด็กวัยสามขวบจะเดินไปไหนมาไหนในที่แห่งนี้ได้คนเดียวบางทีอาจจะหลงทางอยู่แถวนี้ก็ได้”


“นะ นั่นสินะ” ในใจลนลานร้อนรุ่มจนมิอาจนิ่งเฉย เป็นคราแรกที่นางตื่นตระหนกจนแม้แต่มือไม้ก็ไม่รู้จะไปวางไว้ที่ใด นัยน์ตากลอกซ้ายมองขวาหวังว่าจะเจอเงาร่างเล็กๆ ที่แสนจะคุ้นเคย “ข้าต้องรีบออกตามหานางแล้ว!”


“ใจเย็นๆท่านน้า ท่านจะเดินซุมสีซุมห้าในที่แบบนี้ไม่ได้ เผลอๆ แทนที่จะหาลูกเจอ ท่านนั้นละจะกลายเป็นคนหลงอีกคนหรอกคะ” ดรุณีน้อยผู้นั้นรีบยกมือห้าม


สาวน้อยตรงหน้าพูดถูก นางเองก็หาได้คุ้นเคยกับสถานที่ หากจู่ๆ จะวิ่งออกตามหาไปทั่ว ดีไม่ดีอาจจะหลงด้วยอีกคน คราวนี้จะไปกันใหญ่ “ข้า… ข้าต้องขอตั้งสติสักประเดี๋ยวก่อน…”


“เป็นการตัดสินใจที่ดีนะคะ..ทำถูกแล้วค่อยๆตั้งสติใจเย็นๆ เข้าไว้”


หยางอวี้ถิงสูดลมหายใจลึกไล่ความกระวนกระวายทั้งหลายออกไปจากใจ คนเราเมื่อมีความว้าวุ่น ความว้าวุ่นนั้นก็ย่อมทำให้มิอาจขบคิดสิ่งใดได้กระจ่าง เหลือบมองเด็กสาวร่างเพรียวบางแล้วก็นึกขึ้นได้


“เมื่อครู่ข้าไร้มารยาทกับเจ้าแล้ว ต้องขออภัย นามของข้าคือหยางอวี้ถิง แล้วเจ้าเล่า”


“หืม?...เอ่ยแนะนำนามของท่านออกมาแบบนี้ แสดงว่า ข้าควรต้องบอกนามของข้าบ้างสินะคะ ก็ได้...คอมบังวะ นามของข้า..คือ อากิโกะ มินาโมโตะ ยินดีที่ได้รู้จักคะท่านน้า”


นางก้มศีรษะลงด้วยท่วงท่าแช่มช้าสง่างาม อากัปกิริยาเช่นนี้แน่นอนว่าต้องผ่านการอบรมสั่งสอนมา จึงเดาว่าน่าจะเป็นผู้ดีมีสกุลจากแดนไกล อดคิดมิได้ว่าหากเหม่ยเยี่ยน้อยเติบใหญ่ ก็คงจะมีลักษณะคล้ายคลึงเช่นกันกับเด็กสาวผู้นี้


“ขอบใจเจ้าที่ช่วยให้ข้าตั้งสติ หาไม่แล้วคงได้ตระเวนเที่ยวหาอย่างมิรู้เหนือรู้ใต้ ดีมิดีพลัดหลงไปอีกก็จะแย่เอา” ดวงหน้าหมดจดยามนี้ปรากฏรอยยิ้มบางจนแทบมองไม่เห็น “ถึงอย่างไร ลูกข้าหายไปทั้งคนก็ยังต้องตามหา เอาเถิด ข้าจะค่อยๆ เดินตามหานาง เดินแกะรอยไป ไม่แน่ว่าอาจจะหลงทางจนเหนื่อยอ่อนหลับไปแล้ว ไม่ได้ยินที่ข้าร้องเรียกกระมัง”


...อย่างน้อยก็เป็นความคิดที่อวี้ถิงพยายามจะคิดเข้าข้างตัวเอง




@AKIKOMINAMOTO

@Admin

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -18 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 25 -18 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x15
x5
x5
x200
x10
x2
x7
x25
x34
x4
x15
x20
x5
x199
x200
x100
x220
x25
x20
x20
x12
x20
x3
โพสต์ 2018-5-1 21:03:46 | ดูโพสต์ทั้งหมด
อากิโกะ


“ข้าเข้าใจว่าท่านน้าเป็นห่วงลูกสาว แต่ว่าตอนนี้ข้าว่า พวกเราไปนั่งกันที่ศาลาที่ท่านอยู่ก่อนเถอะ ค่อยๆ นั่งคิดกันไปว่าควรจะเริ่มเดินจากทางไหนก่อน” เด็กสาวผู้นั้นออกความเห็น ก่อนจะเดินไปยังศาลาที่อวี้ถิงเพิ่งจะเดินออกมาก่อนหน้านี้


อวี้ถิงยืนนิ่ง… ชั่งใจว่าจะกลับเข้าไปดีหรือไม่


“แล้วถ้าหากมีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นกับลูกข้าเล่า หากเกิดอะไรขึ้นกับนาง… ข้า… ข้าคงไม่อาจให้อภัยตัวเองได้” ในใจนางยังคงร้อนรนอยู่ดี เมื่อมองไปทางใดก็ไม่เห็นลูกน้อย นางจะมีใจไปนั่งพักในศาลาได้อีกหรือ!


"ตามใจแล้วกันนะคะ...ถ้าท่านน้าดื้อดึงออกไปตามหาลูกแบบนั้น ข้าก็ไม่คิดห้าม..แต่บอกไว้เลยนะ ว่าถ้าหลงขึ้นมาข้าก็ไม่รู้จะช่วยยังไงนะ" ดรุณีนัยน์ตาสีทับทิมกล่าวจบก็มองนางนิ่งๆ อยู่เพียงครู่หนึ่ง แล้วเข้าไปนั่งพักในศาลา ไม่สนใจนางอีกต่อไป


อวี้ถิงเข้าใจเจตนาของดรุณีน้อยที่เพิ่งได้พบหน้าดี นางไม่อาจบุ่มบ่ามออกไปตามหาลูกได้ หรือต่อให้เดินตามหาโดยระมัดระวังเรื่องเส้นทาง อย่างไรก็ไม่ก่อให้เกิดผลดีทั้งนั้นเพราะในที่แห่งนี้ไม่อาจรู้ได้ว่ามีเล่ห์กลหรือกับดักใดอำพรางอยู่


ได้แต่ถอนหายใจแล้วตามไปนั่งพักในศาลาอย่างจำนน…


"เฮ้อ..ทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี้กันนะ..หืม? อ้าวท่านน้า สุดท้ายท่านก็มานั่งคิดไตร่ตรองบนศาลานี้ก่อนสินะคะ" ประโยคแรกอีกฝ่ายคงจะพึมพำกับตัวเอง ด้วยเพราะอวี้ถิงเองก็มิอาจจับถ้อยคำได้ถนัดนัก ก่อนจะหันมาพูดด้วยเมื่อเห็นนางเดินตามเข้ามานั่งในศาลา


“ออกตามหาโดยไม่วางแผนไตร่ตรองให้ดีก่อนไม่ทำให้เกิดผลดี เจ้าพูดได้ถูกต้อง” มองหน้าอีกฝ่ายแล้วก็ลอบชื่นชมความสุขุมรอบคอบนั้นอยู่ในใจ “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไรกัน”


“ข้าก็ไม่รู้หรอกว่า ข้ามาจากที่ไหนกันแน่ มารู้สึกตัวอีกทีข้าก็มาอยู่ที่นี้แล้ว แล้วท่านน้าละคะ ท่านมาจากไหนกัน”


สังเกตว่าเด็กสาวผู้นี้เรียกนางว่าท่านน้ามาได้สักพักหนึ่งแล้ว นี่นางเพิ่งจะยี่สิบเอ็ดปี...ดูอายุมากแล้วหรืออย่างไรกัน หรือการเดินทางไกลนี้ทำให้นางเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจนดูสูงวัยกว่าความเป็นจริง?


มือนางยกขึ้นมากุมแก้มโดยไม่รู้ตัว


“ข้ามาจากเมืองเฉิงตู…”


“อื้ม… ท่านนี้เดินทางมาไกลน่าดูนะคะ แล้วอะไรเป็นแรงผลักดันให้ท่านเดินทางมาถึงเกาะนี้กันคะ”


หยางอวี้ถิงค่อยยิ้มออกมาได้บ้าง ดูท่าเจ้าหนูนี่คงชวนนางคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้เพื่อให้ใจสงบลง คลายความร้อนรนกระวนกระวายแล้วค่อยคิดหาทางอื่นเป็นแน่ “พูดไปเจ้าอาจไม่เชื่อ เมื่อตอนเพิ่งคลอดบุตรสาวได้ไม่นาน เทพไป๋เหมียวก็มาเข้าฝันข้า ท่านบอกให้เดินทางมาที่เกาะนี้แล้วจะมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นกับลูก”


“หืม...ความฝัน เทพไป๋เหมียวงั้นเหรอคะ..ท่านบอกว่าจะเกิดเรื่องอัศจรรย์ขึ้นกับลูกสาวตัวน้อยของท่านน้า ท่านเลยเดินทางมาที่นี้สินะคะ?”


“ไม่ผิด…” นางพยักหน้า พินิจดูสาวน้อยผู้นี้ให้ชัดๆ แล้วก็รู้สึกเอ็นดูขึ้นมาอย่างน่าประหลาด อาจเป็นเพราะนัยน์ตาสีแดงที่เหมือนกันกระมัง งดงามมิอาจหานัยน์ตาผู้ใดเสมอเหมือน ชวนให้นึกถึงยิ่ง “ลูกสาวข้า ข้าตั้งชื่อให้นางว่าเหม่ยเยี่ย”


“เหม่ยเยี่ย รัตติกาลแสนงดงาม เป็นชื่อที่ไพเราะมากเลยนะคะ”


“จริงหรือ เจ้าคิดอย่างนั้นหรือ” เห็นอีกฝ่ายยิ้มมุมปากหญิงสาวก็อดมิได้ที่จะพูดต่อ “นางเกิดในคืนที่ท้องฟ้ามีดาวสุกสกาว ข้าจึงตั้งชื่อให้เช่นนั้น ส่วนชื่อของเจ้า… อากิโกะ ฟังดูแปลกหูสำหรับชาวฮั่นเช่นข้า แต่ก็ไพเราะอยู่ ไม่ทราบว่าชื่อเจ้ามีความหมายว่าอะไรหรือ”


“หืม?...ความหมายของชื่อข้างั้นเหรอคะ..ท่านน้า อ่า...คงเป็นฤดูใบไม้ผลิ ละมั่งคะ”


“เข้ากับเจ้าดีนะสาวน้อย” นางบอก “ยิ่งเจ้ายิ้ม ดูเข้ากับความสดใสของฤดูใบไม้ผลิดีเหลือเกิน…”


อวี้ถิงรู้สึกง่วงงุน


ถือเป็นวันที่น่าเหน็ดเหนื่อยนัก มาถึงตอนนี้นางจะรู้สึกง่วงก็ไม่แปลก


ดวงตาของนางเริ่มหรี่ปรือขณะที่อีกฝ่ายกำลังพูด จึงไม่ทันเห็นรอยยิ้มของเด็กสาวเมื่อได้รับคำเอ่ยชมนั้น “ขอบคุณที่ชมคะ ท่านน้า ข้าขอน้อมรับคำชมนั้นไว้แล้วกันคะ”


“อ๊ะ ขออภัย… ข้า…” ฮูหยินจวนแม่ทัพสูดลมหายใจ นี่ถึงกับจะสัปหงกในขณะสนทนาเลยเชียวหรือ เมื่อใดกันที่นางรู้จักเสียมารยาทเช่นนี้


“อ๊ะ เป็นอะไรไมคะ ท่านน้า เหมือนเห็นว่าท่านจะวูบไป”


“ข้าก็ไม่รู้ แต่จู่ๆ ก็รู้สึกง่วงขึ้นมาน่ะ”


“สงสัย ท่านน้าจะเหนื่อยและความเครียดสะสมละมั่งคะได้พักสักนิดก็คงดีขึ้น” อากิโกะตบตักตัวเอง คิดว่าคงจะให้นางยืมตักนอนหนุนชั่วคราว จึงเอนกายลงนอนอย่างว่าง่าย ความเหนื่อยล้าที่สะสมทำให้หญิงสาวคร้านจะคิดอะไรทั้งสิ้น เว้นเสียแต่…


“ข้ายังต้องตามหาเหม่ยเยี่ย…”


“ไม่ต้องห่วงคะ นอนสักงีบแล้วอาการท่านน้าดีขึ้นเมื่อไรถึงตอนนั้น พวกเราจะออกไปตามหาด้วยกัน”


“อืม…” เปลือกตาของนางหนักเหลือเกิน ...ไม่ไหวแล้ว… “ขอบคุณนะ”


“ไม่เป็นไรคะ ถ้างั้นโอยาสุมินะคะท่านน้า”


หยางอวี้ถิงคร้านแม้แต่จะเดาว่าโอยาสุมิที่ว่านั่นหมายความว่าอะไร เหนื่อยเหลือเกิน ง่วงเหลือเกิน เมื่อได้เอนหลังลงแล้ว ดวงตาก็ค่อยๆ หลับลง...


@AKIKOMINAMOTO

@Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -16 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 25 -16 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x15
x5
x5
x200
x10
x2
x7
x25
x34
x4
x15
x20
x5
x199
x200
x100
x220
x25
x20
x20
x12
x20
x3
โพสต์ 2018-6-3 01:48:34 | ดูโพสต์ทั้งหมด
พบเจอเทพธิดา

นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง

ศีรษะนางมิได้นอนหนุนอยู่บนตักนุ่มนิ่มของเด็กสาวนัยน์ตาสีทับทิมอีกต่อไป หากแต่เป็นพื้นแข็งๆ ในศาลาแห่งเดิม

หายไปไหนแล้ว?

หญิงสาวค่อยๆ พยุงตัวเองเพื่อลุกขึ้นยืน ศาลาในยามนี้กลับว่างเปล่า เงียบสงัด เด็กสาวคนนั้น… คงจะออกเดินทางต่อเสียแล้ว น่าเสียดายนักที่จากไปโดยมิได้ร่ำลา อุตส่าห์รู้สึกถูกชะตาด้วยแล้วแท้ๆ เชียว

เมื่อพักผ่อนเต็มที่แล้ว ก็ได้เวลาที่นางจะออกตามหาเหม่ยเยี่ยเสียที ข้าวของที่ติดตัวตอนนี้มีแต่เพียงย่ามใส่เสบียงเท่านั้นจึงถือว่าคล่องตัวอยู่พอสมควร

แต่เมื่อย่างเท้าออกมาจากตัวศาลา สายตากลับเห็นร่างสตรีผู้หนึ่งรูปโฉมล้ำเลิศยืนคอยอยู่ก่อนแล้ว ดวงพักตร์พริ้มเพราเปี่ยมเมตตา ผิวกายผุดผ่องคล้ายกับมีรัศมีเรืองรอง นางมั่นใจว่านี่ต้องเป็นเทพธิดาจำแลง อาภรณ์ที่สวมใส่อยู่ก็ถักทอมาจากแพรพรรณชั้นเลิศเสียยิ่งกว่าแพรพรรณชนิดใดที่นางเคยเห็น

และในอ้อมแขนเทพธิดาผู้นั้น… คือเหม่ยเยี่ยน้อยของนางเอง

“ลูกข้า!” หญิงสาวถึงกับเสียกิริยา แทบจะถลาไปคว้าตัวลูกน้อยเสียเดี๋ยวนั้น อีกฝ่ายเพียงยกมือขาวเรียวขึ้นเป็นเชิงปรามไว้ มุมปากมีรอยยิ้มบางแต่งแต้มขับให้ดวงหน้ายิ่งงามเฉิดฉายจนชวนตะลึง

“ช้าก่อนวูฮูหยิน บุตรีของเจ้าปลอดภัยดี มิจำเป็นต้องวู่วามไป” เทพธิดาเอ่ย ก่อนจะก้มลงมองเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมแขนซึ่งดูเหมือนจะกำลังหลับสนิท “ไม่น่าเชื่อว่าพวกเจ้าทั้งสองจะดั้นด้นเดินทางมาจนถึงที่แห่งนี้ นับว่าช่างมีความมานะอุตสาหะยิ่ง”

อวี้ถิงที่เริ่มตั้งสติขึ้นได้นั้นมีสีหน้าท่าทางสงบลงกว่าเดิม เอ่ยตอบเทพธิดาตรงหน้า “ก่อนหน้านี้เทพไป๋เหมียวเข้าฝันข้าน้อยให้ข้าน้อยพาเยี่ยเอ๋อร์มาที่นี่เจ้าค่ะ คนเป็นแม่ย่อมต้องทำทุกสิ่งเพื่อลูก ข้าน้อยจึงขอสามีออกเดินทางมา”

อีกฝ่ายพยักหน้า “เจ้าแม่หนี่วาแจ้งเราแล้ว ขอต้อนรับมนุษย์สู่ดินแดนประตูสวรรค์”

ดินแดนประตูสวรรค์!

ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้าง ที่แท้แล้วนางเดินทางมาถึงประตูสวรรค์เลยหรือนี่ มิน่าเล่าถึงได้เจอแต่สิ่งประหลาดลี้ลับตั้งแต่ก้าวเข้ามาบนเกาะแห่งนี้ ทำเอาหลงคิดไปว่าเป็นเกาะผีสิงไปเสียอีก

เทพเทวาองค์ไหนเกิดรู้เข้านางจะโดนสาปเอาไหมนี่ แล้วถ้าหากนางโดนสาป ใครจะดูแลลูกน้อยของนางกัน!

...แม้แต่เวลานี้ก็ยังเผลอคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องเข้า มันช่างน่าละอายใจจริงๆ

กระนั้น เทพธิดาผู้แสนงามก็มิได้นำพา กลับเอ่ยต่อไปราวกับเห็นว่าปฏิกิริยาของหญิงสาวชาวมนุษย์ผู้นี้ไม่สลักสำคัญอันใด สิ่งสำคัญที่แท้จริงนั้นคือสิ่งที่กำลังจะบอกต่อไปนี้ต่างหากเล่า… “จากนี้ท่านต้องเดินด้วยตัวเอง จำไว้ห้ามแตะสิ่งใดที่ไม่ใช่ของท่าน จนกว่าจะไปใจกลางจตุรัสด้านหน้า มีอ่างทองคำ ให้วางเด็กลงไป"

หยางอวี้ถิงจดจำถ้อยคำนั้นไว้ ห้ามแตะต้องสิ่งใดที่ไม่ใช่ของนาง เดินทางจนกว่าจะถึงใจกลางจตุรัสด้านหน้า เมื่อเห็นอ่างทองคำก็ให้วางเหม่ยเยี่ยไว้ในนั้น...

“แล้วจากนั้นเล่าเจ้าคะ”

“หลังจากนั้น… เจ้าก็รอดูเถิด เพราะข้าก็มิอาจตอบเจ้าได้” ใบหน้าของเทพธิดาในยามนี้กลับดูขึงขังจริงจังขึ้นหลายส่วนนัก นางก้าวเข้ามาใกล้ขณะที่หยางอวี้ถิงยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ นัยนาคู่งามสบมองมนุษย์ผู้นี้อยู่เป็นนานก่อนที่จะเอ่ยขึ้นอีก “จำไว้ห้ามแตะต้องสิ่งใด มิเช่นนั้นจะมิอาจกลับได้”

เส้นขนในร่างอวี้ถิงลุกชัน วาจาที่เปล่งออกมามิคล้ายเสียงเทพธิดาองค์เดิม ฟังดูทรงพลังเปี่ยมอำนาจมากกว่าอ่อนหวานกังวานใส

“จำไว้ห้ามแตะต้องสิ่งใด มิเช่นนั้นจะมิอาจกลับได้”

เนตรงามจ้องนางเขม็ง...

“จำไว้ห้ามแตะต้องสิ่งใด มิเช่นนั้นจะมิอาจกลับได้”

เทพธิดาเอ่ยซ้ำอีกหลายครั้ง คืนลูกน้อยกลับสู่อ้อมแขนผู้เป็นมารดา สายตายังไม่ละจากนางแม้สักนิด และแม้เทพธิดาผู้งดงามจะหยุดเอ่ยวาจาใดๆ แล้ว แต่คำพูดนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเรื่อยๆ ยากจะสลัดออกได้

ไม่นานร่างในอาภรณ์เจิดจรัสค่อยๆ เลือนหาย ด้วยความตกใจ หยางอวี้ถิงจึงเผลอถอยหลังไปเสียหลายก้าว นัยน์ตาเบิกโพลง

เหม่ยเยี่ยน้อยเหมือนจะขยับตัว

หญิงสาวก้มลงดูลูก โล่งอกโล่งใจที่เห็นกับตาว่าเด็กน้อยยังปลอดภัยดี จึงสูดหายใจเข้าลึกแล้วออกเดินทางต่อ

พ้นจากบริเวณศาลา สองข้างทางกลายเป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยแมลง นางปลุกลูกให้ตื่นขึ้นแล้วนำผ้ามาคลุมร่างไว้ให้มิดชิด แมลงที่บินไปมาและเกาะตามพรรณไม้นั้นไม่แน่ว่าอาจมีพิษ ตัวนางเองก็หาใช่ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การแพทย์ จึงไม่ขอเสี่ยงเสียจะดีกว่า

รอบกายในยามนี้ไม่ได้เงียบสงัดจนน่ากลัวอีกต่อไป ซึ่งนั่นทำให้อวี้ถิงสบายใจขึ้นมากโข หากไม่นับเรื่องแมลงทั้งหลาย ผืนป่าแห่งนี้นับว่าดูเพลิดเพลินเจริญตาไม่น้อย

“หนทางยังไม่รู้จะยาวไกลอีกเพียงเท่าไร เรารีบไปกันต่อเถิดเยี่ยเอ๋อร์”







คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -18 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -18 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x15
x5
x5
x200
x10
x2
x7
x25
x34
x4
x15
x20
x5
x199
x200
x100
x220
x25
x20
x20
x12
x20
x3
โพสต์ 2021-4-8 00:22:36 | ดูโพสต์ทั้งหมด
[เดินทางสู่ศาลาริมน้ำ]

     หลังจากที่เรี่ยวเเรงกลับฟื้นคืนมากันแล้ว พวกจางฝูเลือกที่จะพักกันที่บริเวณริมหาดกันอีกหนึ่งคืนก่อนในรุ่งเช้าจะออกเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่เขตกลางเกาะโดยมีเย่วหลงเป็นผู้นำทาง ก่อนหน้าชายหนุ่มได้เล่าว่าตนนั้นเดินเข้าไปสำรวจที่ด้านในพบว่าไม่ไกลจากจุดที่พวกตนใช้พักแรมนั้นมีศาลาริมน้ำอยู่ ขนาดของศาลานั้นค่อนข้างกว่าและน่าจะใช้เป็นที่พักชั่วคราวให้กับพวกเขาได้ในระยะหนึ่ง แต่ก็มีจุดหน้าสงสัยอยู่อย่างคือบริเวณศาลานั้นกลับดูสะอาดสะอาดราวมีคนมาคอยทำความสะอาดอยู่ตลอดเวลา หากว่าพวกเขาไปพักบริเวณนั้นอาจจะโชคดีเจอชาวบ้านที่เข้ามาทำความสะอาดและขอติดตามกลับไปยังแผ่นดินฮั่นด้วยก็ได้


     “เจ้าคิดว่านอกจากพวกเรายังมีใครคนอื่นอยู่บนเกาะนี่อีกหรือ”อู่ฮั่นซันเปิดปากถามขึ้นมาขณะช่วยหอบสัมภาระที่พกกันมาด้วยขึ้นหลังเดินตามเย่วหลงเข้ากลางเกาะที่เจ้าตัวบอกว่าพบศาลาริมหน้าที่เป็นสิ่งปลูกสร้างจากฝีมือคนอยู่


     “อาจจะมี ที่เกาะนี้หานับดูก็ใกล้กับหมู่บ้านเผิงไหล อาาจจะมีพวกชาวบ้านชาวประมงที่ออกเรือมาและมาพักที่เกาะนี้บางครั้งก็ได้”เย่วหลงบอกออก มือหน้าก็แหวกพุ่มไม้ที่กีกขว้างทางเดินออกและเดินนำทั้งหมดไป โดยมีจางฝูและะฉินเหม่ยเดินอยู่ตรงกลางและอู่ฮั่นซันเป็นผู้เดินรั้งท้ายขบวนคู่กับเจ้าเสี่ยวเย่ว


     “งั้นทำไมตั้งแต่เรามาอยู่เกาะนี่จึงไม่เห็นเรือประมงแวะเวียนหรือเเล่นเข้าใกล้เกาะนี้เลยเล่า”


     “เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้ บางทีที่นี่อาจจะมีจุดที่เป็นเขตจอดเทียบเรืออยู่ คิดว่าชาวบ้านที่มาอาจจะไปจอดเรือกันบริเวณนั้นมากกว่าก็ได้”เย่วหลงตอบจบก็เงียบไป


     ทั้งสี่คนและหนึ่งตัวเดินทางฝ่าป่าที่ไม่ได้รกทึบอะไรมานักเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านไปราวสองชั่วยามเย่วหลงก็หยุดเพื่อให้ฉินเหม่ยได้หยุดพักจากการเดินทางก่อน ตัวเย่วหลง จางฝูและอู่ฮั่นซันล้วนแต่ก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ การเดินทางเพียงชั่วยามนั้นไม่ได้ทำให้เหน็ดเหนื่อยอะไรมา ผิดกับฉินเหม่ยที่เป็นเพียงคนธรรมดาแม้ว่าก่อนหน้าเธอใช้ชีวิตอยู่บนเกาะด้วยพลังเหลือล้นแต่ความห่างของสภาพร่างกายเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์แล้วยังนับว่าห่างไกลลิบลับ

     “ยังต้องไปอีกไกลไหมหลงหลง”ฉินเหม่ยบ่นขึ้นมาเสียงเบาร่างบางทรุดตัวลงนั่งพิงต้นไม้ยกมือขึ้นมาทุบขาล้าๆของตัวเอง เดินปกติเธอคงไม่เหนื่อยหรอก แต่ใครใช้ให้สามคนที่เหลือนั้นรีบจ้ำราวจะไปตามญาติกัน ตัวเธอก็เท่านี้ ขาก็สั้นเท่านี้ จะไปสาวเท้าเดินตามทันได้อย่างไร


     “ก็เดินอีกราวๆชั่วยามก็คงถึง”


    “ไกลจัง เกาะนี่เหมือนจะใหญ่กว่าเกาะน้ำแข็งอัคคีของข้าอีกนะเนี่ย”ฉินเหม่ยบ่นออกมาก่อนจะล้มตัวลงนอนไปกับพื้นอย่างเหนื่อยๆ


      จางฝูที่นั่งพักอยู่ใกล้ๆเห็นท่าทีนั้นก็ได้แต่ยิ้มก่อนจะส่ายหัวออกมา แล้วก้มมองเจ้าก้อนน้อยที่หลับปุ๋ยไปตั้งแต่เริ่มออกเดินทางได้ไม่ถึงก้านธูปเลย จนตอนนี้เด็กน้อยก้ยังคงนอนหลับไม่งอแงเลยสักนิด ซึ่งมันดีมากเพราะนอกจากอากาศร้อนที่ต้องเผชิญแล้วหากมีเสียงงอแงขึ้นมาคงพาเอาคนอื่นๆหงุดหงิดกันไปหมด


     “นี่ก็ยามอู่แล้วพักกินข้าวกินปลากันก่อนเถอะจะได้มีเเรงเดินทางต่อเนอะ”จางฝูว่าออกมาก่อนจะโดยนลูกสาวตัวเองให้อู่ฮั่นซันอุ้ม แล้วใช้ตัวเบากระโดดหายเข้าป่าไปแล้ว ทิ้งให้อู่ฮั่นซันได้แต่ยืนอ้าปากค้างอุ้มเจ้าก้อนน้อยด้วยท่าทีราวโดนของร้อน


       “นี่เจ้า...เจ้าเป็นแม่ประสาอะไรเนี่ยยยย!!!!”

        “แงงงงงงงงงงงงงงงง”

         “หุหุหุ”จางฝูที่ใช้ตัวเบาพุ่งตัวหายเข้าป่ามานั้นได้ยินเสียงตะโกนและเสียงร้องไห้ตามหลังมาก็หัวเราะออกมาเบาๆอย่างพอใจที่ได้แกล้งอีกฝ่าย ร่างบางกระโดดพุ่งตัวไปตามกิ่งก้านของต้นไม้อย่างคร่องแคล่ว ก่อนจะมาหยุดลงที่กิ่งไม้ใหญ่กิ่งหนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายจับจ้องลงไปยังเบื้องล่างที่มีกระต่ายสีน้ำตาลตัวหนึ่งกำลังเล็มหญ้าอ่อนอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆต้นที่จางฝูยืนอยู่


    ‘สงสัยกลางวันนี้จะได้กินเนื้อกระต่ายย่างนะเนี่ย’ จางฝูคิดพลางยิ้มกริ่มออกมาเพียงแต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ลงมือจัดการกับเจ้ากระต่ายป่านั้นร่างเงาดำสายหนึ่งก็พุ่งมามายืนอยู่ข้างเธอ ด้วยเงาดำที่พุ่งพาดมาและเสียงฝีเท้าหนักที่เหยียบลงบนกิ่งไม้ทำให้เหยื่อตัวน้อยคล้ายจะรู้ตัวร่างสีน้ำตาลเร็วนั้นเงยมองไปรอบตัวแล้วพุ่งหายเข้าไปหลังพุ่มไม้ในทันที


      “อ้าาา ไปแล้วว”จางฝูร้องออกมาอย่างเสียดายแล้วหันไปมองตัวต้นเเหตุที่ยืนอยู่ข้างๆ “เย่วหลง วิชาตัวเบามันช่วยให้เคลื่อนไหวรวดร็วและเงียบ เหตุใดเจ้าต้องทำเสียงดังด้วย เห็นรึไม่ว่ามันนี้ไปแล้วน่ะ”จางฝูหันไปโวยใส่คนตัวสูงที่ยืนหน้านิ่งอยู่


     “....”


     “หรือที่ไม่อยากให้ข้าสอยกระต่ายน้อยนั้นไปกินเพราะลำบากใจจากกระต่ายที่เป็นรอยสักบนเเขนกันหืม”จางฝูกล่าวแล้วยกยิ้มมองคนตัวสูงกว่าที่ยังคงยืนหน้านิ่งอยู่


    “ป่าว”


    “งั้นหรอ แต่ยังไงเจ้าก็ผิดอยู่ดีนะเพราะทำว่าที่อาหารกลางวันนี้วิ่งหนีหายไปน่ะ”จางฝูเอ่ยแล้วขยับไปเอนตัวไปพิงลำต้นของต้นไม้ ดวงตาสีน้ำตาลกวาดมองไปยังพื้นเบื้องล่างเพื่อสอดส่องหาสัตว์ที่จะจับมาทำเป็นอาหารกลางวันสักหรับพวกเธอทั้งสี่คน


      “นี่ถ้าจะยืนเฝ้าแบบนี้ แยกกันไปหาสัตว์ดีกว่าไหม”จางฝูกล่าวออกมาหลังจากที่เธอยืนสอดส่องหาสัตว์มาได้กว่าครึ่งก้านธูปล้วเเต่ก็ยังไม่เห็นวี่แวว ส่วนเย่วหลงที่ตามมานั้นก็ไม่มีท่าทีว่าจะเเยกไปล่าสัตว์ช่วยเลยสักนิด กลับกันกลับยืนเฝ้าเธอยู่เช่นนี้


      “มายืนเฝ้าแบบนี้ ข้าไม่ใช่เด็กน้อยที่จะหลงทางในป่าใหญ่นะ”


      “....”


      “มีอะไรจะพูดก็พูดมาเลยดีกว่านะ เอาแต่เงียบแบบนี้ข้าไม่รู้เรื่องหรอกนะ”จางฝูกล่าพร้อมกับกอดอกและหลับตาลง แต่กลับต้องรีบเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างตกใจเมื่อเธอนั้นสัมผัสได้ถึงเงาดำที่พาดทับมา สิ่งที่เธอเห็นเป็นสิ่งแรกขึ้นดวงตาสีนิลไม่เเสดงอารมณ์ใดๆ กับใบหน้าสีซีดนิ่งเฉยที่ขยับเข้ามาใกล้จนปลายจมูกของเธอและเขานั้นห่างกันไม่ถึงคืน มือทั้งสองข้างของเย่วหลงวางเท้าลงกับลำต้นของต้นไม้


      จางฝูเบิกตามองอย่างตกใจก่อนหรี่ตามองจ้องอีกฝ่ายกลับไปพร้อมรอยยิ้มจากริมฝีปากสีระเรือปรากฏขึ้นมา “อะไรกัน จะทำอะไรหรือเย่วหลง”


      ไม่ว่าเปล่ามือที่กอดอกอยู่ของจางฝูค่อยๆคลายออกแล้วยกขึ้นไล้เกลี่ยเบาๆไปที่แก้มสากของบุรุษตรงหน้า แผ่นหลังขยับเอนไปพิงตัวกับต้นไม้ ทำให้สภาพในตอนนี้คือร่างบางของจางฝูถูกชายหนุ่มกักเอาไว้อยู่กับต้นไม้นั้นเอง


       “ออกมานานพวกฉินเหม่ยสงสัยเอานะ”จางฝูกล่าวเสียงเบาก่อนจะยืนตัวเข้าไปชิดกับชายหนุ่ม มือบางวางทาบลงกับแผ่นอกเเกร่ง ค่อยเลื่อนขึ้นโน้มใบหน้าอีกฝ่ายให้ก้มต่ำลงมา แล้วยืดเลื่อนใบหน้าไปใกล้และขบเม้มติ่งหูของเย่วหลงอย่างหยอกเย้า


      ลมหายใจร้อนที่ปัดเป่าลงใกล้บริเวณลำคอขาว ก่อนที่จมูกโด่งรั้งก้มจรดลงยังลำคอขาวสูดกลิ่นอายหอมที่เกินจากกลิ่นกายตามธรรมชาติของหญิงสาวผสมเข้ากับกลิ่นน้ำมันหอมที่เจ้าตัวมักใส่หลังอาบน้ำเสร็จเป็นประจำ


    ‘หอมยิ่ง’เย่วหลงพึมพัมในใจ ก้มปลายจมูกสูดดมความหอมหวานเบื้องหน้าไป ร่างสูงใหญ่ก็ขยับเบียดชิดอีกฝ่ายจนเรียกว่าแทบจะทาบทับร่างบางนี้ให้จมหายไปหรือผสานไปกับร่างของเขาเลยก็ว่าได้ มือหนาที่วางเท้าตัวกับต้นไม้ผละออก และโอบเอวบางที่ตัวเขายังกลัวว่าหากออกเเรงมากไปอาจทำให้เอวบางๆนั้นหักคามือไปเลยก็ได้


     “อือออ….”เสียงครางในลำคอเบาๆจากจางฝูและใบหน้าที่เชิดขึ้นเปิดลำคอขาวให้อีกฝ่ายได้ขยับลิ้มรสความหอมหวาน คล้ายเป็นตัวจุดฉนวนอารมณ์ให้ยิ่งเตริด มือหนาที่วางโอบเอวอยู่ขยับลูบไล้ไปตามแนวสันหลัง ค่อยๆเคลื่อนลงไปยังบริเวณสะโพกของหญิงสาวอยางช้าๆ


      หมับ!!


       เย่วหลงที่ยามนี้เริ่มดำดิ่งลงสู่ห้วงอารมณ์เป็นอันชะงักไปเมื่อมือหนาที่วางแตะอยู่บริเวณสะโพกของหญิงสาวถูกมือของจางฝูนั้นคว้าจับเอาไว้ ใบหน้าที่ยังคงนิ่งเฉยหากแต่ดวงตาสีนิลกับฉ่ำวาวนั้นเหลือบขึ้นมามองใบหน้างดงามเบื้องหน้าอย่างไม่เข้าใจนัก


      “ข้าว่ายามนี้ยังไม่เหมาะเท่าไหร่นักนะ”จางฝูกล่าว ขาทั้งสองเขย่งขึ้นแล้วแลบลิ้นเลียริมฝีปากหนานั้นเร็วก่อนจะฉวยโอกาศตอนอีกฝ่ายนิ่งค้างไปมุดลอดใต้ช่วงแขนและใช้ตัวเบากระโดดดีดตัวพุ่งหนีไป ทิ้งให้เย่วหลงที่อารมณ์วูบวาบนั้นยังคั้งค้างสูดต้องยืนสงบจิตสงบใจตัวเองไปก่อนแล้วจึงใช้ตัวเบาทะยานตามอีกฝ่ายไป


      ผ่านไปราวชั่วยาวจางฝูก็ล่องกายทิ้งตัวลงมายืนบริเวณจุดที่พัก โดยในมือของเธอนั้นมีกระต่ายป่าสามตัวที่จับกลับมาได้


      “ไปตั้งนานได้มาเเค่นี้น่ะหรือ”อู่ฮั่นซันที่ยามนี้คล้ายเป็นสภาพจากชาวยุทธ์ผู้เหี้ยมโหดกลายเป็นพี่เลี้ยงเด็กทารกกล่าวออกมา ในอ้อมแขนของชายหนุ่มมีร่างน้อยของเจ้าก้อนที่กำลังขยับมือโบกไปมาเพื่อเล่นปลายผมที่ปัดไหวไปมาเหนือหัวอยู่อย่างสนุกสนาน


     “ได้มาเท่านี้ก็ดีแล้วไหม”จางฝูบอกออกมาแล้วเดินไปล้างมือที่ลำธารสายเล็กๆใกล้ๆ แล้วเดินมารับเจ้าก้อนน้อยไปอุ้ม “ไงเจ้าก้อนน้อยท่านลุงเมิ่งของเจ้าแกล้งเจ้ารึป่าวหืม หืม”


      “ข้าจะแกล้งอะไรเด็ก ข้ามิได้สติไม่ดีต้องหยอกเย้าให้เด็กร้องไห้เล่นนะ”อู่ฮั่นซันที่คร้านจะใส่ใจคำเรียกขานของอีกฝ่ายแล้วนั้นบอกพลางเดินไปจัดการจุดกองไฟแล้วหิ้วเอากระต่ายที่หญิงสาวล่ามาได้นั้นไปจัดการถลกหนังเตรียมทำอาหาร “แล้วเย่วหลงไปไหนเสียละ ตามเจ้าไปไม่ใช่หรือ”


       “ก็ตามไปนะ เเต่ข้าแยกออกไปก่อน”จางฝูตอบกลับไปโดยไม่ได้มองไปยังอู่ฮั่นซัน เลยแม้แต่น้อย ร่างบางเดินอุ้มลูกน้อยเพื่อจะพาไปให้นมแต่ก็เป้นอันต้องหยุดฝีเท้าเมื่อเบื้องหน้าของเธอปรากฎร่างของเย่วหลงใช้วิชาตัวเบาล่องลงมายืนที่เบื้องหน้าเธอพร้อมกับจ้องมองเธอด้วยสายตาขุ่นเคืองเล็กน้อย แต่เพียงไม่นานนักสายตานั้นก็หายไปพร้อมร่างสูงของอีกฝ่ายที่เดินผ่านเธอไปแล้วไก่ป่าอีกสามตัวส่งให้อู่ฮั่นซันและฉินเหม่ยช่วยจัดการเตรียมต่อ


      จางฝูไม่ได้พูดว่าอะไร เพียงแค่เหลือบมองเล็กน้อยแล้วอุ้มเจ้าก้อนน้อยไปให้นมที่บริเวณหลังพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ใกล้จากจุดที่คนอื่นๆอยู่นัก ไม่นานนักก็เดินกลับมาและพบว่าคนอื่นๆนั้นเริ่มตั้งวงกินข้าวกันแล้วบนกองไฟเองก็มีกระต่ายและไก่ถูกเสียบไม้ย่างอยู่


     “เริ่มกินกันแล้วหรือ”จางฝูกล่าวออกมาดวงตาก็มองดูสามคนที่เหลือกำลังล้อมวงกินของที่หามาได้อยู่ในมือยังคงโอบอุ้มเด็กน้อยที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ เธอจึงเดินไปปูผ้าแล้ววางเจ้าเจ้าก้อนน้อยลงโดยมีเสี่ยวเย่วนั้นนอนเฝ้าอยู่ ก่อนที่จางฝูนั้นจะยันตัวขึ้นแล้วเดินไปทรุดตัวลงนั่งระหว่างฉินเหม่ยและเย่วหลงที่กำลังนั่งปิ้งไก่ ปิ้งกระต่ายอยู่


     “กินแบบนี้ติดคอตาย มีใครสนใจของแกล้มไหม”จางฝูกล่าวยิ้มแล้วหยิบเอาไหสุราไผ่เขียวออกมาวาง ก่อนจะเปิดฝารินสุราใส่จอกแบ่งให้คนอีกสามคนจิบเคล้าไปกับอาหารยามเที่ยงนี้ด้วย แม้ไม่ได้ดื่มกินจนเมามายแต่การดื่มสุราก็ช่วยให้ทั้งสี่มีเรี่ยวมีเเรงฮึดที่จะเดินทางกันต่ออีกครั้ง


     หลังการทานอาหารแล้วก็ต้องพักย่อยระหว่างนั้นจางฝูก็เดินไปทรุดตัวลงที่หน้าฮาร์ปตัวใหญ่ที่เดินหิ้วกันมาด้วย นิ้วบางดีดไล้เครื่องดนตรีนั้นพลางฮัมเพลงไปอย่างเพลิดเพลิน เพลงนี้แม้ตัวเธอจะไม่รู้จักว่ามันคือเพลงอะไร แต่ก็เคยได้ยินสาวๆในบ้านลุดัสเล่นกันบ่อยๆซึ่งพอมาฟังๆดูแล้วมันก็เพลินสบายหูดี ทั้งยังแปลกใหม่กับพวกตนที่เป็นชาวฮั่นมากด้วย


      การพักผ่อนนั้นดำเนินไปกว่าชั่วยามจนเเดดร่มลมตกทั้งส๊่ก็ตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปยังศาลาริมน้ำที่เย่วหลงเป็นผู้ไปพบกันต่อ โดยใช้เวลาอีกเพียงชั่วยาวพวกเขาทั้งสี่ก็เดินทางมาจนถึงบริเวณศาลาริมน้ำได้ในที่สุด


      ฉินเหม่ยที่มองดูศาลานั้นด้วยสายตาเป็นประกายนี่นับเป็นครั้งแรกในชีวิตของนางเลยที่ได้เห็นการสร้างที่พักของผู้คน จนนางอดที่จะจิตนาการไม่ได้ว่าหากเมื่อนางได้ขึ้นฝั่งไปแล้วจะได้พบเจอกับอะไรอีกบ้าง


อู่ฮั่นซัน
สุราไผ่เขียว  { มอบให้ NPC ยุทธภพ ได้รับความสัมพันธ์+30 }
ฮาร์ปไดอาน่า { *เขียนโรลอิสระบรรเลงฮาร์ปให้ NPC เพศตรงข้ามฟัง พร้อมใส่บทเพลงในโรล 20K (เฉพาะช่วงเวลา 20.00-01.00 เท่านั้น) ได้รับความสัมพันธ์+60 | วันละครั้ง }{ เขียนโรลอิสระ 30K ได้รับค่าคุณธรรม+100 }

จาง เสวี่ยนเย่ว
ชุดจิ่วเถาฮวา { เขียนโรลอิสระสนทนา 20K ยุทธภพ ได้รับความสัมพันธ์+30 - ค่าคุณธรรม+25 - ค่าความโหด+15 }
รูปปั้นเทพีวีนัส { เขียนโรลเพลย์อิสระสนทนากับ NPC 20,000 ไบต์ ได้รับความสัมพันธ์+20 | วันละครั้ง
แหวนซินรอน  { เขียนโรลอิสระ 20K สนทนากับ  NPC ทุกประเภท ได้รับความสัมพันธ์+14 | *วันละครั้ง* }{ เขียนโรลอิสระ 15K ได้รับค่าคุณธรรม+10 - ค่าความโหด+15 }
น้ำมันหอมชาวไอจี๋ { เขียนโรลเพลย์อิสระเปิดใช้น้ำหอมพร้อมเน้นตัวหนาและขีดเส้นใต้ สนทนากับ NPC ต่างเพศกับตัวละคร 20,000 ไบต์ ได้รับความสัมพันธ์+25 ได้รับค่าคุณธรรม+5 - ค่าความโหด+25
สุนัขป่าไอเซนฮาวด์ { เขียนโรลอิสระ 30K ได้รับค่าคุณธรรม+30 - ค่าความชั่ว+70 - ค่าความโหด+100 }
รองเท้าแก้ว { เขียนโรลอิสระจีบ NPC บุรุษทุกประเภท และตนเองเป็นฝ่ายรุก 15K ได้รับความสัมพันธ์+14 - (หากเป็นหญิงชาวฮั่น ได้รับความชั่ว+30 - ความโหด+20 -  บลอคค่าคุณธรรมจากอุปกรณ์อื่น)
คัมภีร์วีนัส { เอฟ2 เขียนโรลอิสระ 20K สนทนาเกี้ยวพาราสีแสดงความรักต่อ NPC ทุกประเภทต่างเพศ+20

สรุป
อู่ฮั่นซัน คสพ. 90
จางเสวี่ยเย่ว 103



แสดงความคิดเห็น

( จาง เสวี่ยเยว่ ได้รับ +50 EXP STR จากประสบการณ์ทางร่างกาย )  โพสต์ 6 วันที่แล้ว
( ได้รับคิวที่ 7 - หลังหายป่วยเต็มที่ )  โพสต์ 6 วันที่แล้ว
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ กลุุ่มหงอวี่: อู่ ฮั่นซัน เพิ่มขึ้น 90 โพสต์ 6 วันที่แล้ว
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ จาง เสวี่ยเยว่ เพิ่มขึ้น 103 โพสต์ 6 วันที่แล้ว
คุณได้รับ +70 คุณธรรม +155 ความโหด โพสต์ 6 วันที่แล้ว
โดนทิ้งในหุบเขา
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดจิ่วเถาฮวา
รูปปั้นเทพีวีนัส
แหวนซินรอน
น้ำมันหอมชาวไอจี๋
เกราะอามุนราห์
กลยุทธ์ซุนจื่อ
ผ้าคลุมจวี้ม่อ
ฮาร์ปไดอาน่า
รองเท้าแก้ว
เคล็ดวิชาวารีสิ้นขั้นสูง
ตัวเบาขั้นสูง
ปราณคลุมวารี
คัมภีร์วีนัส
กงจักรเฟิ่งหวง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x27
x11
x1
x50
x1
x5
x99
x207
x195
x200
x8
x4
x6
x1
x1
x2
x3
x30
x1
x1
x10
x9
x2
x8300
x2
x7
x12
x16
x915
x192
x54
x9
x10
x3
x13
x8
x169
x75
x3
x2
x2
x2
x130
x4
x2
x14
x18
x2
x1
x100
x4
x312
x7
x4
x12
x20
x2
x4
x14
x6
x15
x4
x1
x4
x4
x4
x6
x2
x22
x71
x5
x24
x20
x7
x293
x31
x14
x3
x8
x21
x6
x510
x253
x20
x22
x20
x350
x3
x5
x12
x10
x20
x16
x40
x2
x10
x2
x116
x1
x1
x2
x1
x550
x111
x1
x2020
x100
x8
x12
x130
x6
x4
x30
x6
x10
x31
x5
x11
x5
x5
x1
x6
x180
x180
x80
x30
x250
x170
x10
x4
x83
x13
x42
x460
x2
x500
x360
x100
x1
x195
x110
x317
x1600
x2
x345
x160
x45
x51
x566
x244
x3
x14
x11
x160
x3
x400
x3
x28
x1
x600
x800
x174
x120
x30
x240
x3
x34
x600
x509
x88
x13
x396
x1198
x125
x11
x87
x590
x5
x1
x1
x500
x1313
x2
x350
x196
x4
x583
x38
x3
x74
x25
x7
x250
x29
x540
x182
x71
x390
x150
x800
x13
x520
x867
x190
x16
x400
x37
x900
x1
x1
x1
x1000
x600
x950
x49
x600
x118
x8
x11
x31
x390
x74
x1
x19
x1876
x4
x2
x2315
x3300
x1629
x9
x12
x16
x453
x2
x120
x1
x6
x3
x1
x4
x255
x5
x9
x286
x290
x130
x4
x30
x30
x2
x65
x10
x901
x598
x9500
x132
x368
x531
x440
x620
x570
x670
x131
x475
x612
x47
x111
x592
x1298
x1
x5
x770
x7
x578
x162
x1098
x318
x720
x1560
x175