เจ้าของ: Hazan

{ เมืองฉางอัน } บ้านตระกูลหลี่

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2017-8-7 22:08:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
     เมื่อวันวานที่ผ่านมาหลี่เซี้ยนเจ่อแทบไม่ค่อยได้คุยกลับใครในบ้านเลย  นอกจากการเดินหมากกับท่านปู่  ปู่ของหลี่เซี้ยนเจ่อคือบุคคลที่ทุกคนในบ้านให้ความเคารพสูงสุด เพราะด้วยกิริยาและท่าทางอันสุขุมจึงทำให้ทุกคนในบ้านล้วนยำเกรง เมื่อหลานสาวของจนมาบ่นให้ฟังถึงอาการที่แปลกไป คนเป็นปู่ก็เลยชวนหลานชายที่พักนี้ไม่ค่อยได้พบหน้าชวนมาเล่นหมากล้อม แม้พูดจาเพียงทักทายก็พอจะรู้ว่าเมื่อเดินหมากกันแล้วจึงได้รู้ว่ามีความสับสนและกังวลใจไม่น้อย แต่เดินหมากได้เพียงสองกระดานผู้เป็นหลานก็ขอตัวไปพักผ่อน จนเมื่อหลี่เฟิงหลงและฮูหยินเอ่ยให้พ่อของตนฟังพวกตนก็ได้แต่ส่ายหน้า
   "เจ้าลูกชาย ข้าได้ฟังเหม่ยหลินมาเล่าให้ฟังแล้ว พวกเจ้าเป็นห่วงเซี้ยนเจ่อกันใช่ไหม" พ่อของหลี่เฟิงหลงพูดเสร็จก็จิบน้ำชา
   "ท่านพ่อจะไม่ให้ข้ากับฮูหยินเป็นห่วงได้ยังไง พอถึงชั่วโมงต่อบทเรียนก็เอาเพียงแค่นั่งฟังแล้วก็ขอตัวกลับห้อง" หลี่เฟิงหลงถอนหายใจเเฮือกใหญ่
   "ตอนนี้จิตใจของลูกชายเจ้ามีแต่ความสับสนและกังวลใจ อีกอย่างเห็นเหม่ยหลินบอกว่าเซี้ยนเจ่อกลับห้องไปก็จดใส่สมุดทุกครั้งนิ เมื่อไม่กระทบถึงการเรียน พวกเจ้าก็ไม่ต้องเป็นห่วงให้มากนัก แต่ข้าดูสีหน้าของหลานข้าแล้วรู้สึกมีความหม่นหมองอยู่นะ" พ่อของหลี่เฟิงหลงอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด
   "แต่ชะตาของเซี้ยนเจ่อก็ไม่เห็นมีอะไรที่ต้องหน้ากังวลในระยะนี้ ครั้นจะถามก็กลัวว่าจะไม่มาต่อบทเรียนเอาได้" หลี่เฟิงหลงพูดเสร็จก็ลูบเคราอย่างช้าๆ
   "เจ้าเก่งในเรื่องของการดูดาวข้อนี้ข้าไม่แปลกใจ แต่เจ้าก็ควรตระหนักไว้ข้อหนึ่ง เจ้าของโชคชะตาจะเป็นอย่างไรมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้"
     เมื่อจบการสนทนาพวกเขาต่างก็แยกย้ายกันไปทันที บุคคลที่ทุกคนในบ้านต่างก็เคารพมาบัดนี้ก็นั่งเป่าขลุ่ยที่ศาลาริมน้ำด้วยทำนองที่เศร้าสร้อยแม้คนไม่รู้ทำนองของมัน เมื่อได้หยุดฟังก็คงจะเดาได้ว่าคนเป่าคงมีความทุกข์ล้นประมาณ
     ค่ำคืนที่ผ่านมาใครจะรู้ว่าคนที่แข็งแรงและเดินเหินได้อย่างสะดวกอย่างหลี่เซี้ยนเจ่อจะมาล้มป่วยลงได้ คนในบ้านต่างวิ่งและสาละวนอย่างไม่หยุดโดยเฉพาะที่ห้องนอนของหลี่เซี้ยนจ่อที่ตอนนี้ได้รวมสมาชิกในบ้านไว้ครบแล้ว หลี่เหม่ยหลินนั่งจับแขนซ้ายของพี่ชายของตนไว้อย่างเป็นกังวล หมอที่ได้เชิญมาก็ตรวจวัดชีพจรและตรวจดูอาการโดยทั่วไปอย่างละเอียด เมื่อตรวจเสร็จแล้วหลี่ฮูหยินก็นำผ้าที่ชุบน้ำแล้วมาวางไปบนศีรษะของบุตรชาย
   "อาการของลูกชายข้าเป็นอย่างไรบ้างท่านพ่อ" หลี่เฟิงหลงถามอย่างร้อนรน
   "เรียนนายและฮูหยิน อาการของคุณชายแค่ป่วยเป็นไข้หวัดทำธรรมดาทานยาสัก 2-3 ชุดอาการก็จะทุเลาและหายเป็นปรกติ"
   "ขอบใจมากท่านหมอ พ่อบ้านหลี่ส่งท่านหมอด้วย" หลี่เฟิงหลงกล่าวขอบคุณแล้วก็ให้คนนำส่งท่านหมอ
     อาการของหลี่เซี้ยนเจ่อคล้ายหนักมากด้วยสีหน้านั้นซีดขาว ใบหน้ามีเม็ดเหงื่อไหลออกมา
   "พี่ต้องหายไวๆแล้วมาซ้อมกระบี่กับอีกนะ ถ้าพรุ่งนี้พี่ยังไม่ฟื้นข้าจะลากพ่อบ้านหลี่ไปก่อกวนที่บ้านของเถ้าแก่จ้าวจริงๆด้วย" คงมีเพียงหลี่เหม่ยหลินคนเดียวที่ยังคงเก็บอาการได้ดีกว่าใครๆ
   "ไม่เอาน่า เหม่ยหลิน พ่อไม่อยากรับหน้าเจ้าเถ้าแก่จ้าว"
     สำหรับหลี่เซี้ยนเจ่อในตอนนี้แล้วการนอนซมเพราะพิษไข้คงเป็นทางเดียวที่เขาจะได้พักผ่อนและตัดเรื่องราวบนโลกนี้ออกอย่างสิ้นเชิง
     ค่ำคืนนี้หลี่เซี้ยนเจ่อได้เปลี่ยนมานั่งพักที่ศาลาริมน้ำแทนด้วยแยากสูดอากาข้างนอกหลังจากที่ฟื้นไข้แล้ว ตรงหน้าเขาตอนนี้มีชุดชาร้อนที่พ่อบ้านหลี่จัดมาให้เป็นการเฉพาะ ซึ่งพ่อบ้านหลี่ออกมายืนตรงข้างๆริมศาลา หลี่เซี้ยนเจ่อเห็นจึงอดที่จะถามไม่ได้
   "พ่อบ้านหลี่ ท่านเป็นอะไรเห็นทำหน้าอมทุกข์ตั้งแต่ชกน้ำชามาให้แล้ว" หลี่เซี้ยนเจ่อเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
   "ข้าเห็นนายน้อยไม่พูดจากับใครมาหลายวันแล้ว ข้าเห็นแล้วก็อดเป็นกังวลไม่ได้" พ่อบ้านหลี่พูดอย่างเศร้าสร้อย
   "ข้าไม่ได้เป็นอะไรหรอก แค่อยากอยู่เงียบๆ อย่าได้กังวลเลย" หลี่เซี้ยนเจ่อยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
   "หลายวันมานี้ข้าเห็นนายกับนายหญิงมีสีหน้ากังวล ข้าก็เลยพลอยเป็นกังวลไปด้วย"
     เพียงไม่นานนายใหญของบ้านก็เดินมาพร้อมกับตำราขงจื่อด้วยใบหน้าที่ไปบ่งบอกถึงอารมณ์ใดๆ
   "เซี้ยนเจ่อเจ้าพร้อมที่จะต่อบทเรียนหรือยัง" คนเป็นพ่อมาถึงไม่เอ่ยทักทาย เพียงแต่นั่งลงแล้วก็เริ่มเข้าประเด็น
   "ข้าพร้อมแล้วท่านพ่อ" หลี่เซี้ยนเจ่อพูดพลางจิบชาไปหนึ่งถ้วย
   "อืม.......ดีมาก คราวก่อนเราได้ทิ้งประเด็นถึงความสัมพันธ์ของหลี่กับอี้ไว้ วันนี้ข้าจะต่อบทเรียนให้ว่าสองอย่างนี้เกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กันยังไง ก่อนอื่นมาเริ่มต้นที่คำว่าอี้กันก่อน อี้มีความหมายว่าถูกต้องและเที่ยงธรรม เป็นคุณธรรมพื้นฐานอย่างหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ก่อเกิดคำว่าหลี่นั้นมีความสมเหตุสมผลกัน แล้วอี้ก็ยังมีความหมายว่าเหมาะสมอีกด้วยตามที่ปรากฎในคัมภัร์จงหยง การที่จะตัดสินว่าอะไรเหมาะสมหรือว่าถูกต้องก็ขึ้นอยู่กับความมีเหตุมีผล ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าอี้เป็นคุณธรรมที่แสดงถึงการพิจารณาตัดสินอย่างมีเหตุผลว่าสถานการณ์ไหนควรตัดสินแบบใด จึงทำให้ในส่วนของหลี่ที่ทำตามการอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมโดยทั่วไป แต่ในสถานการณ์เฉพาะที่นอกเหนือจากที่หลี่กำหนดไว้แล้วหรือจำเพาะในสถานการณ์ที่คับขันแล้ว อี้จะทำหน้าที่ในการติดสินเองว่าควรจะทำอย่างไร ในบางครั้งการทำตามอี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำตามหลี่เสมอไป จึงกล่าวสรุปได้ว่า หลี่กับอี้แม้จะมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ว่าหลี่อาจจะละเว้นได้ในบางสถานการณ์ซึ่งอี้มิอาจจะละเว้นได้
@Admin

แสดงความคิดเห็น

เส้นทางอาชีพขุนนาง Day 4 : คงเหลือ 6-Day  โพสต์ 2017-8-10 01:38

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +200 ชื่อเสียง +20 ความหิว -10 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 20 -10 + 2

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสทมิฬ
หลี่ซื่อชุนชิว
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x2
x13
x1
x1
โพสต์ 2017-8-9 22:01:04 | ดูโพสต์ทั้งหมด
     สืบเนื่องจากเมื่อวานที่หลี่เซี้ยนเจ่อได้เข้าช่วยเหลือหญิงสาวโหรวหรานจนตัวเองต้องบาดเจ็บนอนพักฟื้นอยู่ที่โรงหมอของหมอหวังหมิงอยู่หนึ่งวันเต็มๆ ซึ่งในเรื่องนี้หมอหวังก็ได้ไปบอกกล่าวกับคนที่บ้านของหลี่เซี้ยนเจ่อเรียบร้อยแล้ว การที่เขาไม่ยอมบอกความในใจให้คนที่บ้านรู้แต่กลับยอมเล่าให้คนที่ทำการรักษาตนได้ฟังแทน แม้ดูเหมือนตัวเองจะไว้ใจญาติตัวเองแต่อย่างน้อยก็ได้ระบายมันออกมาให้ตัวเองได้สบายใจขึ้น ตัวเขาแม้จะไม่ค่อยได้ต่อบทเรียนอะไรมากมายนักแต่ก็อาศัยทวนบทเรียนเอาเมื่อยามว่าง
     วันนี้เมื่อหลี่เซี้ยนเจ่อกายจากอาการบาดเจ็บแล้วก็ขอตัวกลับบ้านก่อน ซึ่งเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วสมาชิกในบ้านล้วนนั่งกันอยู่พร้อมหน้าแล้วที่ห้องโถงรับรอง ผู้เป็นพ่อเมื่อเห็นหน้าลูกชายก็เหมือนจะอยากตำหนิแต่ฮูหยินก็ได้ห้ามปรามไว้ได้ทัน
   "เซี้ยนเจ่อ อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?" หลี่ฮูหยินลุกขึ้นเดินมาดูอาการของบุตรชาย
   "ดีนักน่ะ มีเรื่องก็ไม่เคยคิดจะบอกพ่อบอกแม่ แต่กลับไปบอกหมอหวังแทน อาการบาดเจ็บของเจ้าคงไม่หนักหนาเท่ากับตอนตกหน้าผาหรอกมั้ง" ผู้เป็นบิดาพูดจาเป็นเชิงตำหนิและเน้นทุกคำ
   "ท่านพี่ ท่านจะตำหนิลูกทำไม ลูกเรากลับมาปลอดภัยก็ดีแล้ว" หลี่ฮูหยินกอดลูกชายไว้แบบอก
    "ฮูหยิน แล้วมันน่าตำหนิไหม เจ็บตัวเพราะช่วยสตรี นี่กี่หนแล้ว หนแรกก็ผู้หญิง แล้วมาคราวนี้อีก เจ้าคิดถึงนางนั้นก็ได้ พ่อไม่ห้าม แต่การที่เจ้าเอาตัวเข้าไปเสี่ยงเพียงเพราะนึกว่าเป็นผู้หญิงคนนั้นมันคุ้มค่ากันไหม อนาคตเจ้านั้นอีกยาวไกล อย่าปล่อยให้เรื่องไม่เป็นเรื่องมาทำให้เจ้าต้องเสียอนาคตเลย"
   "พี่ใหญ่ ว่าแต่ปิ่นปักผมประจำตัวพี่ไปไหน ข้านั่งสังเกตุอยู่ตั้งนานแล้ว" หลี่เหม่ยหลินมองเลยขึ้นไปบนศีรษะของหลี่เซี้ยนเจ่อ
   "สงสัยมันคงจะหล่นหายตอนที่พี่ได้รับบาดเจ็บ" หลี่เซี้ยนเจ่อตอบปัดไป
   "วันนี้ข้าฝากให้เจ้าไปทบทวนบทเรียนก็แล้วกัน แล้วก็เอาหัวข้อของวันนี้ไปศึกษาแล้วพรุ่งนี้เจ้าค่อยมาอธิบายให้พ่อฟัง ซื่อสัตย์ สัตย์จริง จริยธรรม สามอย่างนี้ข้าจะฝากให้เจ้าไปอ่านมา แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาต่อบทเรียนกัน" บิดาสั่งบทเรียนให้กับบุตรชายเสร็จก็เดินออกจากโถงรับรองออกไป
   "ข้าว่าท่านพี่คงไม่ได้ทำปิ่นหายหรอกมั้ง เพราะพี่รักมันจะตาย ถามจริงให้ใครไปรึเปล่า?" หลี่เหม่ยหลินไม่ลดละความพยายามที่จะถาม
   "ท่านพ่อของพวกเจ้าไม่อยู่แล้ว บอกแม่กับน้องได้" หลี่ฮูหยินที่ทั้งลูกชายและลูกสาวต่างก็ให้ความสนิทสนมและความใกล้ชิดมากกว่าบิดาของตน จึงทำให้ทุกครั้งเวลามีเรื่องหรือปัญหาใดๆจึงมักบอกกับมารดาของตนเสมอมา
   "ลูกขอเรียนท่านแม่ตามตรงลูกได้มอบปิ่นปักผมให้กับสตรีโหรวหรานที่ลูกไปช่วยเมื่อวานเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยพาลูกไปหาหมอ" หลี่เซี้ยนเจ่อพูดอย่างไม่ปิดบัง
   "ข้าก็ว่าแล้วเชียว คนอย่างท่านพี่มีหรือจะทำของหายง่ายขนาดนั้น" หลี่เหม่ยหลินพุดเสียงประชดหลี่เซี้ยนเจ่อ
   "ไม่เป็นไร เดี๋ยวแม่ทำให้ใหม่ ว่าแต่เจ้าไปพักผ่อนเถอะ นี่ก็ดึกมากแล้ว"
     สิ้นคำพูดของมารดาทุกคนต่างก็แยกย้ายกลับห้องของคน ซึ่งมีเพียงหลี่เซี้ยนเจ่อที่ดูจะเดินช้ากว่าทุกคน
   "พี่ ให้ข้าพยุงท่านกลับห้องไหม" น้องสาวที่ดูสงสารพี่ชายตนก็พยุงแขนพาเดินกลับห้อง
@Admin

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +22 ความหิว -3 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 22 -3 + 3

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสทมิฬ
หลี่ซื่อชุนชิว
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x2
x13
x1
x1
โพสต์ 2017-8-11 22:18:32 | ดูโพสต์ทั้งหมด
     เมื่อวานนี้ที่หลี่เซี้ยนเจ่อไม่ยอมเข้าต่อบทเรียนนั้นเพราะเขาออกซ้อมกระบี่กับหลี่เหม่ยหลินน้องสาวของเขานั้นเอง เนื่องด้วยตัวเองห่างหายจากการซ้อมไปนานจึงต้องได้รับการชี้แนะจากน้องสาวของเขา หลี่เหม่ยหลินพัฒนาอย่างก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัดนอกจากความพริ้วไหวที่รวดเร็วมากขึ้นนางยังสามารถกระโดดได้สูงขึ้นอีกมาด้วย หลี่เวี้ยนเจ่อในยามนี้จึงดูด้อยฝีมือลงไปมากหากเทียบกับน้องสาวของตนในตอนนี้
   "น้องพี่ ฝีมือเพลงกระบี่เจ้าก้าวหน้ามากขึ้นทีเดียว" หลี่เซี้ยนเจ่อกล่าวชมอย่างจริงใจ
   "ข้าคิดว่าพี่คงออมฝีมือให้ข้ามากกว่า ว่าแต่นั้นกระบี่เล่มใหม่ของพี่เหรอ? ทำไมข้าไม่เคยเห็น" หลี่เหม่ยหลินเดินเข้ามาดูกระบี่ของหลี่เวี้ยนเจ่อใกล้ๆ
   "ไม่มีอะไรพ้นสายตาเจ้าได้เลยจริงๆนะ ใช่ พี่เพิ่งซื้อมาใหม่ แต่ข้าว่าข้าไม่ออมกำลังให้เจ้านะ" หลี่เซี้ยนเจ่อยื่นกระบี่ให้น้องสาวของตนเอาไปลองใช้
     หลี่เหม่ยหลินนำเอากระบี่ของหลี่เซี้ยนเจ่อออกมากวัดแกว่งและวาดลวดลายเพลงกระบี่ด้วยความคล่องแคล่ว อีกทั้งยังมีกระโดดและตีลังกาม้วนทุกกระบวนท่าที่ออกมาล้วนบุกโจมตีแทบทั้งสิ้น ยามนี้หากจะบอกถึงฝีมือกันแล้วหลี่เหม่ยหลินเน้นรุกมากกว่ารับส่วนหลี่เซี้ยนเจ่อเน้นรับมากกว่ารุก อยากประลองกันแล้วใครเผยช่องโหว่อาจจะถึงสาหัส หลี่เหม่ยหลินจบท่วงท่าด้วยการหมุนตัวและสะบัดกระบี่ไปด้านข้าง
   "กระบี่ของพี่เล่มนี้ไม่มีสะบัด ไม่ดีดตัว แต่น้ำหนักกลับเบาเหมือนกระบี่ทั่วไป เพียงแต่ขาดคุณสมบัติที่ดีของกระบี่ไปก็เท่านั้นเอง" หลี่เหม่ยหลินตวัดกระบี่ก่อนแล้วจึงส่งคืนให้กับหลี่เซี้ยนเจ่อ
   "เจ้านับวันยิ่งก้าวหน้า ฝีมือกับรุกคืบอย่างเห็นได้ชัด ไม่แน่ว่าตอนนี้เจ้าอาจจะเหนือชั้นกว่าท่านพ่อไปแล้วก็ได้" หลี่เซี้ยนเจ่อตวัดกระบี่เก็บเข้าฝัก
   "พี่ก็ชมข้าเกินไป เทียบกับท่านพ่อข้ายังด้อยกว่าเยอะ" หลี่เหม่ยหลินยิ้มแย้มอย่างดีใจ "เสียแต่ว่าตอนนี้พี่เน้นที่ตำรามากไปหน่อยกระบี่พี่จึงออกมาในท่วงท่ารับ การป้องกันพี่ดีแต่ไม่แน่นพอจะกันเหล่าผู้มีฝีมือด้านนี้ได้" หลี่เซี้ยนเจ่อชี้แนะอย่างคนที่ศึกษาและฝึกซ้อมประจำ
   "ใครจะไปเทียบเจ้าเก่งเสียขนาดนี้ สักวันเถอะเจ้าจะหาคนมาเป็นคู่ครองกับเจ้าด้วยยาก" หลี่เซี้ยนเจ่อหัวเราะอย่างคนชอบใจ
   "แล้วใครจะไปมีเสน่ห์เหมือนท่านพี่ของข้ากันล่ะ แอบชอบลูกสาวเขาก็โดนคนอื่นเขาตัดหน้า พอรักชอบพอกับใครเข้าพ่อกับแม่ก็ไม่ถูกใจ" หลี่เหม่ยหลินพูดจาด้วยน้ำเสียงประชดประชัน จากนั้นสองพี่น้องก็เริ่มวิ่งไล่ตีไปทั่วบริเวณลานซ้อมอาวุธ
     ค่ำคืนวันนี้หลี่เซี้ยนเจ่อและบิดาออกมานั่งสนทนากันที่ศาลาริมน้ำโดยมีคนบรรเลงพิณให้ฟังอยู่ด้านนอก ซึ่งบรรยากาศแบบนี้หลี่เหม่ยหลินไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง ด้วยนั่งฟังและทำท่าทางตามคนดีดพิณเมื่อพ่อบ้านหลี่หันมาเก็นก็อดยิ้มไม่ได้ ซึ่งนางก็ทำหน้าตาไปตามอารมณืของเพลงพร้อมกับท่าทางดีดพิณที่เลียนแบบคนเล่นพิณ แม้ฮูหยินและนายใหญ่ของบ้านจะกลับมาปรองดองกันแล้วแต่ฮูหยินก็เลือกที่จะนั่งใกล้กับลูกสาว วันนี้เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศฮูหยินจึงได้ให้พ่อบ้านหลี่ไปจ้างนักดนตรีที่ร้านน้ำมาเล่นให้กับที่บ้านโดยบอกเห็นผลไปว่ากลัวลูกๆจะเคร่งเครียดกับการต่อบทเรียนมากเกินไป จึงทำให้บรรยากาศที่ศาลาริมน้ำในวันนี้เต็มไปด้วยทำนองขับขาน
   "เซี้ยนเจ่อ เมื่อวานเจ้าหลบการต่อบทเรียนไปซ้อมกระบี่น้อง พ่อก็หวังว่าเจ้าคงยังไม่ลืมบทเรียนที่พ่อให้เจ้าไปทำมาหรอกนะ ใช่ไหม?" ผู้เป็นบิดาถามด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมแต่ก็ไม่มาก ด้วยกลัวฮูหยินจะเคืองที่ตนอาจจะทำลายบรรยากาศดีๆของวันนี้
   "ไหนลองตอบบทเรียนพ่อมาสิ" หลี่เฟิงหลงพูดเสียงที่สบายๆ
   "ครับ ซื่อสัตย์ อักษร คือ ‘จง 中’ หมายความว่าจะกระทำการสิ่งใดต้องต้องถูกต้องและยุติธรรม ไม่โป้ปดหลอกลวง ไม่ทำสิ่งที่น่าละอายต่อตนเองและผู้อื่น ต้องถูกต้องต่อฟ้าและดิน ต่อสิ่งศักสิทธิ์ ต่อสังคม ต่อพ่อม่ ต่อพี่น้อง บุตร และภรรยา ทุกสิ่งที่ทำไปต้องไม่ผิดมโนธรรมจึงเรียกว่า จง
ต่อมาคือ ความสัตย์จริง อักษรคือ 'ซิน 信‘ หมายความว่าคนควรมีวาจาสัตย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของมนุษย์ กิจการใดจะรุ่งเรืองหรือล้มเหลวก็เริ่มต้นที่ว่าจาสัตย์ ดังคำกล่าวของขงจื่อที่ว่า กัลยาณชนเอ่ยว่าจาใด ต่อให้ม้าฝีเท้าไวก็ไม่อาจตามคืนมาหรือ กัลยาณชน เมื่อเอ่ยวาจาว่าจะบำเพ็ญธรรมคำไหนก็คำนั้น เชื่อในวิถีแห่งธรรม เชื่อในกฎแห่งกรรม เมื่อได้นัดหมายกับใครไว้แล้วหรือจะทำอะไรก็ตาม หากคำนึงถึงแต่ประโยชน์ของตนเองแล้วผิดสัญญาที่ได้ให้ไว้ถือว่าเป็นการหลอกลวงไม่มีความสัตย์จริง เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อพูดให้คิดถึงการกระทำ เมื่อจะกระทำให้คิดถึงสิ่งที่พูด ปากกับใจคืออันหนึ่งอันเดียวกัน ควรซื่อสัตย์ต่อการกระทำที่ได้ให้วาจาไว้แล้ว
สุดท้ายคือ จริยธรรม อักษรคือ ซี อ่านว่าหลี่ ซึ่งมีความหมายว่า การปฏิบัติที่ถูกต้องตามแบบแผนอันดีงามตามหลักธรรม คนหากไม่มีจริยธรรมก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานทั่วไปและก็จะไมไ่ด้รับการยกย่อง จริยธรรมแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติของตน ความอ่อนน้อมถ่อมตน ท่าทางสุภาพสง่างาม อยู่ในระเบียบแบบแผนอันดีงาม มีความสัมมาคาราวะต่อผู้ใหญ่ มีความกรุณาปราณีต่อผู้น้อย เรามีจริยธรรมต่อเขา เขาย่อมตอบสนองเราด้วยจริยธรรม ฉะนั้นการบำเพ็ญธรรมจึงแสดงให้เห็นความสำคัญของแบบแผนจริยธรรม รัก เคารพ และให้เกียรติผู้อื่นเช่นนี้จึงเป็นคุณสมบัติที่สูงส่ง ไม่ละอายต่อจริยธรรม จบแล้วครับ ท่านพ่อ" หลี่เซี้ยนเจ่อจบการสาธยายถึงหัวข้อที่ตนได้ไปศึกษามา
   "ดี ดีมาก เจ้าทำได้ดีมาก ลูกพ่อ งั้นพ่อจะให้หัวข้อสุดท้ายสำหรับการต่อบทเรียนในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน นั้นก็คือ พี่น้องปรองดองและมโนธรรม ก่อนที่พ่อจะสรุปการเรียนทั้งหมดให้เจ้าได้ฟังในวันถัดไป" บิดาลูบเคราอย่างสบายอารมณ์
     บรรยากาศหลังจากที่ต่อบทเรียนเสร็จแล้วสมาชิกทั้งหมดรวมทั้งพ่อบ้านหลี่ก็สำราญและดื่มด่ำไปกับการขับกล่อมเสียงเพลงด้วยเสียงพิณที่ศาลาริมน้ำ
@Admin

แสดงความคิดเห็น

เส้นทางอาชีพขุนนาง Day 5 : คงเหลือ 5-Day  โพสต์ 2017-8-11 22:31

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +200 ชื่อเสียง +20 ความหิว -8 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 20 -8 + 2

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสทมิฬ
หลี่ซื่อชุนชิว
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x2
x13
x1
x1
โพสต์ 2017-8-13 22:08:44 | ดูโพสต์ทั้งหมด
     บ่ายเมื่อวานหลี่เซี้ยนเจ่อคลุกตัวอยู่แต่ในห้องของตัวเองบนโต๊ะมีสมุดปกสีน้ำเงินอยู่หนึ่งเล่มถูกเปิดอยู่ภายในหน้ากระดาษมีตัวอักษรที่เขียนด้วยตัวบรรจง เหนือขึ้นไปมีแท่นหมึกวางอยู่และถัดไปมีพู่กันสามด้ามที่วางอยู่เรียงกัน ห้องนี้คนที่มักเข้ามาก่อกวนเป็นประจำคือหลี่เหม่ยหลินน้องสาวของเขา บางครั้งหากเขาตื่นสายนางมักจะมาพร้อมกับบ่าวสองสามคนแล้วมาทำเสียงเอะอะโวยวายอยู่หน้าห้อง เขานั่งจดถึงความหมายในหัวข้อที่พ่อได้ให้เขามาอ่านและต้องสรุปให้ท่านฟัง แต่เขาได้บอกไปว่าอย่างพักผ่อนให้เต็มที่แล้ววันพรุ่งนี้จะไปสรุปให้ฟัง หัวข้อคือ พี่น้องปรองดองและมโนธรรม หลี่เซี้ยนเจ่อลงมือฝนหมึกและทำการเขียนลงไปในกระดาษตามหลักการและความเข้าใจ
   "พี่น้องปรองดอง ประกอบไปด้วยตัวอักษรที่เริ่มจากจุดแรกเป็นพี่ จุดหลังเป็นน้อง โค้งตัวเคารพ ครอบมือครบเท้าในร่างเดียวกันคือพ่อแม่เดียวกัน อ่านว่า ที่ ซึ่งหมายถึงสายเลือดที่สนิทชิดเชื้อที่สนิทที่สุดคือ พี่น้อง เหมือนกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ต้นเดียวกัน ให้สำนึกว่าเกิดจากแม่เดียวกัน ดื่มนมจากแม่เดียวกัน พี่จึงควรรู้ให้อภัย น้องให้รู้อดทน ไม่ตัดมือตัดเท้า ความเจริญของครอบครัวเกิดได้เพราะพี่น้องปรองดองกัน
มโนธรรม หมายถึงการกระทำที่ถูกต้องตามหลักธรรม เป็นคนไม่ควรทุจิต ทรพย์สินเงินทองแม้เป็นของน่ายินดี แต่ควรได้มาอย่างถูกต้อง หากช่วงชิงมาแล้วผุูอื่นเดือดร้อนเพื่อนผลประโยชน์ของตนเองเช่นนี้แล้วย่อมได้รับความเดือดร้อนในภายหลัง ฉะนั้นกัลยาณชนผู้มีมโนธรรมไม่เพียงแต่ไม่โลภในทุกขลาภ ยังต้องสละทรพย์เพื่อมนุษยธรรม ชวยเหลือผู้คนและงานธรรมต่างๆ เป็นที่ชื่นชอบต่อเทพยดา เป็นที่เคารพของคนทั้งหลาย ดำรงไว้ซึ่งเกียรติคุณของลูกหลานและบรรพชนอยู่ชั่วกาลนาน" หลี่เซี้ยนเจ่อเขียนเสร็จตัวอักษรสุดท้ายเสร็จก็ปิดสมุดจดบันทึกของตัวเองลง แต่ยังไม่ทันจะได้ชื่นชมยินดี น้องสาวตัวดีก็มาคว้าเอาไปดูเสียแล้ว
   "สิ่งของย่อมมีเจ้าของเจ้าเอาไปอ่านก็ควรจะขอพี่ก่อนนะ เหม่ยหลิน" หลี่เซี้ยนเจ่อลุกขึ้นชี้หน้าตำหนิอย่างไม่พอใจ
   "ข้าก็แค่อยากอ่านเห็นท่านพี่คร่ำเคร่งมาตั้งหลายวันแล้ว ดูๆไปแล้วลายมือของพี่ก็สวยดีนะ แต่ทำไมถึงไม่ลองเขียนไปจีบสาวดูบ้างละเพื่อสาวเขาจะชอบ" หลี่เหม่ยหลินกวาดสายตาดูทุกตัวอักษรอย่างชื่นชมและไม่ลืมที่จะแซวพี่ชายของตน
   "ข้าจะทำอะไรมันก็เรื่องของข้า ไม่ใช่ธุระของเจ้า แล้วสมุดที่เจ้าถืออยู่นั้นนะ ข้าจะต้องเอาไปให้ท่านพ่ออ่านในวันพรุ่งนี้ วางลงเดี๋ยวนี้" หลี่เซี้ยนเจ่อกระแทกน้ำเสียงลงในประโยคสุดท้าย
   "ทำไมต้องดุข้าด้วยละ ข้าจะมาบอกพี่ว่าพรุ่งนี้ท่านพ่อมีธุระต้องไปต่างเมืองพี่ก็ต่อบทเรียนกับท่านแม่ก็แล้วกัน" หลี่เหม่ยหลินวางสมุดจดบันทึกลงอย่างเบามือที่สุดด้วยพี่ชายของตนมองอย่างไม่วางตา
   "ขอบใจที่มาบอก แล้ววันนี้เจ้าไม่ออกซ้อมกระบี่รึไง" หลี่เซี้ยนเจ่อถามถึงกิจวัตรประจำยามบ่ายของน้องสาว
   "ข้าก็จะเข้าขอยืมกระบี่ของท่านพี่หน่อย เห็นสวยดีเลยอยากเอาไปลองซ้อมให้คล่องมือเสียหน่อย" หลี่เหม่ยหลินเมื่อโดนพี่ชายบตำหนิอย่างแรงไปหนหนึ่งจึงมีสีหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
   "กระบี่อยู่ข้างที่นอน เจ้าก็เข้าไปหยิบสิ ซ้อมเสร็จแล้วก็เอามาไว้ที่ห้องด้วย" หลี่เซี้ยนเจ่อชี้ไปยังตำแหน่งที่อยู่ของกระบี่
     เมื่อได้รับการอนุญาติแล้วหลี่เหม่ยหลินจึงไม่รอช้ารีบไปเอากระบี่จากนั้นก็วิ่งออกจากห้องของหลี่เซี้ยนเจ่อไปในทันที หลี่เซี้ยนเจ่อที่มองดูการกระทำของน้องสาวตั้งแต่ต้นจนจบจึงอดส่ายหน้าเบาๆไม่ได้ ถึงยังไงก็ยังคงเป็นน้องสาวที่วุกซนไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ หลังจากพ้นช่วงบ่ายของวันนั้นไปแล้วหลี่เซี้ยนเจ่อก็ไปเดินเล่นที่ตลาด พอถึงช่วงค่ำเขาก็รับประทานอาหารร่วมกับคนในครอบครัว ก่อนนอนก็นั่งอ่านทวนสิ่งที่เขียนไว้ในสมุดจดบันทึกแล้วจึงเข้านอน
     ช่วงค่ำวันนี้หลี่เซี้ยนเจ่อกับมารดาของเขานั่งกันอยู่ศาลาริมน้ำของบ้าน วันนี้ดูท่านแม่ของเขามีท่าที่ผ่อนคลายลงกว่าวันที่พวกเขามานั่งฟังเสียงบรรเลงของพิณ เบื้องหน้าของสองแม่ลูกยามนี้มีเพียงชุดน้ำชาที่วางอยู่ บรรยากาศรอบศาลาริมน้ำมีลมเย็นๆพัดหนุนเนื่องผ่านเข้ามาตลอด
   "ท่านแม่ ดื่มชาไหมครับ" หลี่เซี้ยนเจ่อถามเพื่อที่จะได้มีอะไรคุยกันต่อ
   "ก็ดีเหมือนกัน" เขาไม่รอชาหยิบถ้วยชาออกมาแล้วก็เริ่มรินลงไปจากนั้นก็ส่งให้มารดาของตน "วันนี้เจ้าต้องต่อบทเรียนนี่ใช่ไหม?" มารดาเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ
   "ใช่แล้วครับท่านแม่ ลูกจึงนำสมุดจดบันทึกที่ท่านพ่อให้ไปเป็นการบ้านมาด้วย" หลี่เซี้ยนเจ่อยื่นสมุดบันทึกส่งให้มารดาของตน
   "พี่น้องปรองดอง มโนธรรม ใช่ที่พ่อเจ้าให้ไปเขียนสรุปมาให้ฟังหรือเปล่า?" เมื่อมารดาอ่านผ่านตารอบหนึ่งก็ถามผ่านสมุด
   "ใช่แล้วครับ" หลี่เซี้ยนเจ่อพลางพยักหน้า
   "งั้นก็เริ่มทวนบทเรียนที่ไปเขียนมาพูดให้แม่ฟังสิ" มารดาปิดสมุดลงแล้วเตรียมตัวฟังในสิ่งที่บุตรชายกำลังจะอธิบายบทเรียนให้ฟัง
   "พี่น้องปรองดองหมายถึง พี่น้องที่เกิดจากพ่อและแม่เดียวกัน เปรียบดั่งกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ที่แตกออกมาจากต้นไม้ตนเดียวกัน พี่น้องต้องรักใคร่
พี่ต้องรู้จักให้อภัย น้องต้องเรียนรู้ที่จะอดทน ความเจริญของครอบครัวเกิดขึ้นได้เพราะพี่น้องปรองดองกัน
  ส่วนมโนธรรมหมายถึงสิ่งที่บุคคลต้องทำตามแบบแผนที่เป็นธรรม การลักทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตนย่อมต้องให้โทษและเป็นภัยแก่ตนเองได้ในภายหลัง คนเราจึงต้องถือความสุจริตใจเป็นสำคัญ เราจึงต้องสละทรัพย์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและงานที่เป็นธรรมต่างๆ หากทำได้ดั่งนี้แล้ว จึงคงไว้ซึ่งเกียรติคุณของลูกหลานและบรรพชนให้อยู่ชั่วกาลนาน" หลี่เซี้ยนเจ่ออธิลายจบแล้วก็ลอบถอนหายใจเฮือกใหญ่
   "ไม่เสียแรงที่ไปทบทวนบทเรียนมา เส้นทางของการสอบเป็นขุนนางเหนื่อยหน่อยน่ะ แต่แม่เชื่อว่าลูกต้องผ่านมันไปได้แน่ๆ อย่าเพิ่งท้อล่ะ" มารดายิ้มให้อย่างอบอุ่น
   "ลูกจะไม่ทำให้ที่ลงทุนมาต้องเสียแรงเปล่า"
   "เซี้ยนเจ่อรู้ไหม?ว่าทำไมแม่ถึงได้มานั่งอยู่ที่ศาลานี้" มารดามองไปยังนอกศาลา
   "ลูกไม่รู้เหมือนกันครับ ท่านแม่" หลี่เซี้ยนเจ่อมองไปทางมารดาของตนพลางลูบเครา
   "นั้นก็เพราะว่าเป็นสถานที่ที่พ่อเจ้าชอบพาแม่มานั่งอยู่ที่บ่อยๆแล้วก็มักจะพกขลุ่ยมาเป่าให้แม่ฟังทุกครั้งก่อนเข้านอน" มารดาพูดถึงคืนวันเก่าๆที่อยู่ในความทรงจำให้บุตรชายฟังอย่างอาวรณ์ "แม่ก็หวังว่าสักวันหนึ่งเจ้าจะหาคู่ครองที่เหมาะสมมาเป็นคู่คิดคู่ยากได้น่ะ" มารดาหันมาสบตากับบุตรชาย
   "ท่านแม่ ลูกไม่รู้ว่าจะมีใครที่เหมาะสมอย่างที่ท่านแม่ว่าไว้หรือเปล่า?เพราะนอกจากไป๋หลานแล้ว ลูกก็ยังนึกไม่ออกว่าจะมีใครได้อีก" หลี่เซี้ยนเจ่อพูดพลางส่ายหน้า
   "ไป๋หลานของลูก ใช่ว่าแม่จะเกลียดชังนางอะไรหนักหนา แต่ด้วยพ่อเจ้ายึดถือธรรมเนียมของบ้านแม่จึงไม่อาจจะคัดค้านอะไรได้ แต่แรกพบเห็นแม่ก็ชอบนางอยู่บ้าง จนใจที่ช่วยเหลืออะไรนางไม่ได้เลย" มารดาพูดพลางดูสีหน้าบุตรชายที่เหมือนจะยังคงอาลัยอยู่ไม่น้อย
   "จนป่านนี้แล้วข้าก็ไม่รู้ว่านางไปอยู่ที่แห่งไหน จะลำบากยากกายแค่ไหน" หลี่เซี้ยนเจ่อลุกขึ้นไปยังระเบียงศาลาริมน้ำ
   "แม่รู้ว่าเจ้ายังคงคิดถึงนาง วันหนึ่งโชคชะตาคงจะพาเจ้าทั้งสองคนให้ได้มาพบเจอกันอีกครั้ง" มารดาเดินมาบีบไหล่เบาๆ "แต่แม่ว่าตอนนี้เจ้าควรไปพักผ่อนก่อน" มารดาส่งสมุดบันทึกคืนให้กับบุตรชาย
   "งั้นลูกขอไปส่งท่านแม่เข้านอน" หลี่เซี้ยนเจ่อเตรียมจูงมือมารดา แต่เหมือนว่ามารดาคงจะไม่ต้องการแบบนั้น

   "ไม่ต้อง แม่เดินไปเองได้ แยกย้ายกันไปนอนเถอะ" มารดาพูดเสร็จก็ไม่รีรอคำตอบจากบุตรชายรีบเดินออกจากศาลาริมน้ำทันที
     หลี่เซี้ยนเจ่อมองดูมารดาเดินจากไปก่อนที่ตัวเองจะเดินออกไปบ้าง ระหว่างทางเดินเขาก็ครุ่นคิดไปด้วย ไม่นานก็มาถึงห้องของตัวเอง หลี่เซี้ยนเจ่อวางสมุดบันทึกลงแล้วก็ล้มตัวลงนอน
@Admin

   



     

แสดงความคิดเห็น

เส้นทางอาชีพขุนนาง Day 4 : คงเหลือ 4-Day   โพสต์ 2017-8-13 23:43

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +200 ชื่อเสียง +20 ความหิว -6 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 20 -6 + 2

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสทมิฬ
หลี่ซื่อชุนชิว
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x2
x13
x1
x1
โพสต์ 2017-8-16 20:29:39 | ดูโพสต์ทั้งหมด
     หลี่เซี้ยนเจ่อเดินเข้าบ้านมาด้วยใบหน้าที่ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา เขาเดินมาจนถึงห้องรับรองแขกจากนั้นเขาก็นั่งลง เพียงไม่นานพ่อบ้านหลี่ที่กลับมาจากการดูแลร้านน้ำชาก็มาพร้อมกับชุดน้ำชาแล้ววางลงไว้ที่โต๊ะที่อยู่ข้างตัวเขา    "คุณชาย ข้าอยากรู้ว่าที่คุณชายได้ตามคนของพรรคเมาเซียนที่คุณชายกล่าวถึง เรื่องหลังจากนั้นเป็นยังไงหรือครับ" พ่อบ้านหลี่ถามพลางเทน้ำชาส่งให้กับหลี่เซี้ยนเจ่อ
   "ข้าออกเดินตามไปจนถึงจวนหลังใหญ่หลังหนึ่งที่มีทหารเฝ้าอยู่ตรงแถบถนนสายตะวันตก หญิงสาวที่ข้าพบพร้อมคนของพรรคเมาเซียนที่ตามมาภายหลังนั้น ต่างก็วิ่งไล่ล่ากันจนถึงไปหน้าจวนหลังใหญ่ ข้าสังเกตุเห็นว่าเสื้อของหญิงสาวคนนั้นฉีกขาดขณะถูกไล่ล่า สุดท้ายโชคดีที่ทหารที่เฝ้าจวนอยู่ช่วยไว้ได้ จากนั้นนางก็อ้อนวอนขอร้องแล้วก็ตามทหารคนนั้นเข้าไปในจวนหลังใหญ่ ซึ่งจากที่ข้าแอบยืนสังเกตุดูอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบกลับพบพิรุธที่หญิงสาวคนนั้น" หลี่เซี้ยนเจ่อพูดเสร็จก็จิบชาไปอึกใหญ่แล้วก็วางถ้วยชาลง
   "ไม่ทราบว่าคุณชายพบพิรุธอะไรจากหญิงสาวคนนั้นเหรอครับ" พ่อบ้านหลี่ถามด้วยความสงสัย
   "ที่ข้าสงสัยคือเสื้อของนางเหมือนมีการฉีกขาดซึ่งเท่าที่ข้าดูน่าจะเป็นนางที่ฉีกเสื้อตัวนั้น ข้อสงสัยต่อมาคือเมื่อกลุ่มคนของพรรคเมาเซียนถูกทหารไล่ไปแล้ว นางกลับแอบยิ้มมาทางที่ข้าแอบยืนดูอยู่ และที่สงสัยที่สุดคงไม่พ้นตอนที่ตามทหารเข้าไปในจวนใบหน้าของนางมีความเจ้าเล่ห์อย่างเห็นได้ชัด" หลี่เซี้ยนเจ่ออธิบายถึงเหตุการณและข้อพิรุธทั้งหมดให้พ่อบ้านหลี่ฟัง "แต่เจ้าอย่าเพิ่งไปบอกใครล่ะ ข้าเพียงสงสัยเท่านั้น" หลี่เซี้ยนเจ่อหันมาย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
   "รับทราบครับ ข้าจะไปบอกให้ใครรู้" พ่อบ้านหลี่พยักหน้าอย่างเข้าใจ
   "ขอบใจสำหรับน้ำชามาก ยังไงข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อน" หลี่เซี้ยนเจ่อกล่าวเสร็จก็เดินออกจากห้องรับแขกแล้วกลับยังห้องพักของตนทันที
@Admin



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +15 เงินตำลึง +200 ชื่อเสียง +100 ความหิว -2 Point +4 ย่อ เหตุผล
Admin + 15 + 200 + 100 -2 + 4

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสทมิฬ
หลี่ซื่อชุนชิว
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x2
x13
x1
x1
โพสต์ 2017-8-17 21:23:49 | ดูโพสต์ทั้งหมด
     ค่ำคืนนี้คงเป็นคืนสุดท้ายที่หลี่เซี้ยนเจ่อจะอ่านตำราเรียนที่ตัวเขาพารเพียรมาตลอดหลายวัน วันคืนล่วงเลยไปย่อมมิอาจเรียกคืนกลับมาได้ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ยามนี้หลี่เซี้ยนเจ่อนั่งอยู่คนเดียวที่ศาลาริมน้ำบนโต๊ะมีตำราเรียนเพียงหนึ่งเล่มเท่านั้น เขานั่งนิ่งหลังตรงตาหลบลงต่ำมือพลางลูบเคราอย่างช้าๆ หลี่เซี้ยนเจ่ออยู่ในท่าทางนี้ได้สักระยะจากนั้นก็เปิดตำราเม่งจื๊อไปที่บท 'ปรัชญาการเมือง'
   'เม่งจื๊อให้ความคิดเห็นว่า 'มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง' คือรู้จักคิดหาหลักในการอยู่ร่วมกัน รับจึงจัดว่าเป็นสถาบันทางจริยธรรมที่สำคัญ ผู้นำของรัฐจึงควรเป็นผู้นำที่ประกอบด้วยคุณธรรมและเป็นผู้นำในทางจริยธรรมด้วย นักปรัชญาของขงจื๊อยึดถือว่า 'ปราชญ์เท่านั้นที่จะเป็นฮ่องเต้ที่แท้จริงได้' ซึ่งเม่งจื๊อกล่าวว่าถ้าหากขาดคุณธรรมที่พึงมีประชาชนมีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะล้มล้างและหากมีใครฆ่าผู้นำที่ปราศจากคุณธรรมก็ไม่ถือว่าเป็นการฆ่าผู้นำ เพราะเม่งจื๊อถือว่าผู้มีอำนาจสูงสุดในทางการปกครองไม่ว่าไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไร หากไม่ตั้งอยู่ในคุณธรรมแห่งตนก็ถือว่าเป็นเพีงคนธรรมดาสามัญเท่านั้น และในการปกครองผู้นำจะต้องถือประชาชนเป็นสำคัญ
รูปแบบการปกครองในความคิดของเม่งจื๊อและขงจื๊อมีการปกครองอยู่ 2 แบบ คือ
วังหรือธรรมานุภาพหมายถึงการปกครองโดยธรรมซึ่งเป็นการปกครองแบบปราชญ์
ปาหรือเดชานุภาพ การปกครองโดยอำนาจซึ่งเป็นการปกครองของขุนนาง
  รัฐในอุดมคติของเม่งจื๊อคือรัฐที่มีความเมตตากรุณาและเม่งจื๊อปฏิเสธรัฐที่ปกครองประชาชนด้วยอำนาจ ตราบใดที่ผู้ปกครองมีความเมตตากรุณาต่อประชาชน ประชาชนก็จะเข้าใจและยอมรับถึงหน้าที่ของประชาชนเอง ความเมตตากรุณาจึงเอกลักษณ์ของผู้ปกครอง
  เม่งจื๊อนั้นคัดค้านเรื่องสงคราม เพราะสงครามนำความทุกข์ยากอันใหญ่หลวงมาให้ประชาชน อย่างไรก็ตามเม่งจื๊อยอมรับว่ามีสงครามที่เป็นธรรม สงครามนั้นก็คือสงครามที่ล้มล้างผู้ปกครองที่ชั่วร้าย แต่ถ้าเป็นสงครามที่รุกรานแล้วล้วนเป็นสงครามที่ชั่วร้ายทั้งสิ้น
  ส่วนของการอบรมให้พลเมืองมีคุณธรรมนั้น คุณธรรมก็มีหลายอย่างแต่คุณธรรมที่สำคัญและเป็นพื้นฐานของตุณธรรมทั้งหลายมี 2 อย่างคือ ให้ความเมตตาปราณีต่อกันและให้มีความละอายและเกรงกลัวต่อความชั่ว เมื่อประชาชนมีทั้งหารศึกษาและคุณธรรมจะทำให้มีความสุข ปลอดโปร่งใจ เพราะฉะนั้นหน้าที่สำคัญของผู้ปกครองจึงมี 2 อย่างคือ
ทำให้ประชาชนมีความสุขอันเกิดจากการอยู่ดีกินดี มีความปลอดภัย
ทำให้ประชาชนได้รับการศึกษาและวิทยาการต่างๆตลอดทั้ง ประเพณี จารีต มารยาททางสังคม อีกทั้งให้การอบรม เพื่อให้เป็นพลเมืองที่ดีมีศีลธรรมประจำใจ
"ผู้ใดปกครองด้วยคุณธรรม ผู้นั้นจะสามารถตั้งตนเป็นจักพรรดิ์ได้สำเร็จ โดยมิต้องเอาอาณาเขตอันกว้างใหญ่มาเป็นขุมกำลัง" ' หลี่เซี้ยนเจ่อปิดตำราลงอย่างช้าๆเมื่ออ่านบทสุดท้ายจบลง ยามนี้มีเพียงลมที่พัดผ่านมีจันทราที่ลอยเด่นอยู่เป็นเพื่อน มารดาของเขาช่วงนี้ก็เคร่งเครียดอยู่กับกิจการร้านผ้าและบางครั้งก็ขอสมุดบัญชีของร้านน้ำชาจากพ่อบ้านหลี่ไปตรวจดู ส่วนหลี่เหม่ยหลินถ้าไม่คลุกอยู่กับการฝึกกระบี่ก็ออกไปเที่ยวเลานในตลาด ส่วนตัวหลี่เซี้ยนเจ่อก็ไปดูแลร้านน้ำชาในช่วงระหว่างนี้ ตอนนี้เขาคงไม่อยากที่จะคิดอะไรให้ต้องเปลืองแรงสมองของตัวเอง เขาหยิบตำราปรัชญาเม่งจื๊อบนโต๊ะแล้วก็เดินเร็วกลับไปที่ห้องของตน
@Admin

แสดงความคิดเห็น

เส้นทางอาชีพขุนนางครบกำหนด  โพสต์ 2017-8-17 22:16

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +200 ชื่อเสียง +20 ความหิว -4 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 20 -4 + 2

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสทมิฬ
หลี่ซื่อชุนชิว
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x2
x13
x1
x1
โพสต์ 2017-8-26 13:47:11 | ดูโพสต์ทั้งหมด
     วันนี้ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งล่วงถึงบ่ายโถงรับแขกได้ถูกใช้เป็นที่รับรองเฉพาะสมาชิกของบ้านตระกูลหลี่เท่านั้นและคงเป็นวันเดียวที่ผู้อาวุโสสูงสุดของบ้านจะออกมานั่งดูหน้าบ้าน เก้าอี้คู่ในตำแหน่งประธานมีปู่กับย่าของหลี่เซี้ยนเจ่อนั่งคู่กันอยู่ ถัดไปด้านซ้ายมือมีบิดาและมารดาของหลี่เซี้ยนเจ่อ และในฝั่งตรงข้ามก็เป็นหลี่เซี้ยนเจ่อและหลี่เหม่ยหลิน ไม่นานพ่อบ้านหลี่ก็นำซองที่ลงประทับตราเดินถือเข้ามายังข้างในโถงรับแขกจากนั้นก็เดินไปยื่นให้กับนายใหญ่ของบ้าน
   "นี่เป็นจดหมายเทียบเชิญให้คุณชายหลี่เข้าไปร่วมสอบการเป็นขุนนางที่หอบัณฑิตครับ เมื่อสักครู่นี้ขุนนางท้องถิ่นเพิ่งนำมาส่งให้" พ่อบ้านหลี่ชี้แจงอย่างละเอียด ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่บิดาของหลี่เซี้ยนเจ่ออ่านเทียบเชิญเสร็จพอดี
   "นับว่าข้าโชคดีที่มาทันเวลาที่ลูกของข้าจะเข้าสอบเป็นขุนนางพอดี ถ้าข้ามาไม่ทันคงแย่ ว่าแต่เจ้าพร้อมเข้าสอบหรือยัง" ผู้เป็นบิดาหันมาถามหลี่เซี้ยนเจ่ออย่างเป็นงานเป็นการ
   "ข้าพร้อมเข้าสอบแล้วท่านพ่อ" หลี่เซี้ยนเจ่อตอบอย่างตื่นเต้น
   "ดี งั้นข้าจะให้พ่อบ้านหลี่ไปกับเจ้าด้วย พอสอบเสร็จก็ให้กลับมาพร้อมกันเลย" บิดาวางเทียบเชิญลงที่โต๊ะข้างๆ
   "ท่านพ่อ ทำไมไม่ให้ข้าไปกับพี่ใหญ่ ข้าอยากไปดู" หลี่เหม่ยหลินพูดอย่างสงสัย
   "ไม่ได้ เพราะพ่อจะให้เจ้าช่วยพ่อตรวจบัญชีของร้านน้ำชาและให้อยู่ช่วยงานที่ร้านด้วย" บิดาตอบเสียงแข็ง
   "เซี้ยนเจ่อ พ่อว่าเจ้ากับพ่อบ้านหลี่รีบเดินทางไปเตรียมตัวที่หอบัณฑิตเถอะ เดี๋ยวจะสายได้"
หลี่เซี้ยนเจ่อลุกจากเก้าอี้ด้วยความตื่นเต้นจนมีอาการลนลาน จากนั้นเขาก็เร่งเดินออกจากบ้านโดยมีพ่อบ้านหลี่เดินตามมาข้างหลัง
@Admin

แสดงความคิดเห็น

เวลา 18.00 น. มารอหน้าแชทเพื่อเตรียมตัวเข้าหอบัณฑิต  โพสต์ 2017-8-26 14:04

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +200 ชื่อเสียง +20 ความหิว -3 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 20 -3 + 2

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสทมิฬ
หลี่ซื่อชุนชิว
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x2
x13
x1
x1
ไม่ระบุชื่อ
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2017-8-26 23:24:45
    รถม้าคันหรูแล่นมาจอดหน้าจวนตระกูลหลี่ ชายวัยหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้มราวกับสตรีเดินก้าวลงมา เขามองซ้ายมองขวาก่อนเดินไปแจ้งคนเฝ้าจวนด้านหน้า ซึ่งเมื่อเขาเพียงแนะนำตัวแจ้งว่ามีราชโองการคนรับใช้ก็รีบเข้าไปแจ้งทั้งบ้านตะโกนเสียงดัง และพาขันทีหนุ่มเข้าไปในจวนยังห้องโถง    "มีราชโองการ หลี่เซี้ยนเจ่อมารับราชโองการ" ขันทีพูดเสียงเข้ม พร้อมกับเดินย่างเท้าเข้ามาในโถงรับแขก
    "......" @Hazan
    "อ้าว คุกเข่าสิย่ะ จะยืนทำไมอยากโดนตัดหัว 7 ชั่วโครตเหรอ" ขันทีหนุ่มพูดเสียงดัง
    "......" @Hazan
    เมื่อคนภายในห้องโถงทั้งเจ้าบ้านและบ่าวคุกเข่ากันหมดแล้ว ขันทียิ้มจองหองก่อนคลี่ม้วนราชโองการออกมาอ่านให้พวกเขาฟัง

    "ด้วยบารมีฟ้า ฮ่องเต้มีราชโองการ ทรงมีพระบัญชาว่า หลี่เซี้ยนเจ่อ ได้ผ่านการคัดเลือกขุนนาง เข้ารับราชการในตำแหน่ง ขุนนางชลประทาน เป็นขุนนางท้องถิ่น เข้าประจำการที่เมืองอู๋จวิ้น เบี้ยหวัด 20 ชั่ง 400 ตำลึง"
    "......" @Hazan
    "จบแล้วย่ะ" ขันทีหนุ่มพูดเสียงไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นชายตรงหน้ายังนั่งบื้อ
    "......" @Hazan
    "รีบๆ เก็บข้าวของไปรับตำแหน่งด้วยล่ะ ขอตัว" ขันทีหนุ่มพูดขึ้นก่อนเดินออกไป
    "......" @Hazan
    "ไม่จำเป็น" ขันทีหนุ่มตอบปฏิเสธเมื่ออีกฝ่ายจะชวนเชิญกินน้ำชา ขนมนมเนย เขาเดินออกไปก่อนขึ้นรถม้ากลับสู่วังหลวง
    "......" @Hazan  สรุปโรลเพลย์

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x50
x50
x50
x30
x30
x2
โพสต์ 2017-8-27 15:09:39 | ดูโพสต์ทั้งหมด
     รถม้าคันหรูแล่นมาจอดหน้าจวนตระกูลหลี่ ชายวัยหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้มราวกับสตรีเดินก้าวลงมา เขามองซ้ายมองขวา ก่อนเดินไปแจ้งคนเฝ้าจวนด้านหน้า ซึ่งเมื่อเขาเพียงแนะนำตัวแจ้งว่ามีราชโองการคนรับใช้ก็รีบเข้าไปแจ้งทั้งบ้านตะโกนเสียงดังและพาขันทีหนุ่มเข้าไปในจวนยังห้องโถง "มีราชโองการ หลี่เซี้ยนเจ่อมารับราชโองการ" ขันทีพูดเสียงเข้มพร้อมกับเดินก้าวเข้ามายังโถงรับแขก   "...." หลี่เซี้ยนเจ่อได้แต่ยืนนิ่งอย่างคนทำตัวไม่ถูก เพราะบ้านตัวเองไม่เคยมีขุนนางหรือบุคคลสำคัญมาหาที่บ้านเลย
   "อ้าว คุกเข้าสิย่ะ จะยืนทำไมอยากโดนตัดหัว 7 ชั่วโคตรเหรอ" ขันทีหนุ่มพูดเสียงดัง
   "ข้าพระองค์หลี่เซี้ยนเจ่อน้อมรับพระราชโองการ" หลี่เซี้ยนเจ่อรีบคุกเข่าลงทันทีพร้อมกับเอามือทั้งสองข้างประสานกันไว้ข้างหน้าแล้วก้มหัวลงเล็กน้อย
     เมื่อคนภายในห้องโถงทั้งเจ้าบ้านและบ่าวคุกเข่ากันหมดแล้ว ขันทียิ้มจองหองก่อนคลี่ม้วนราชโองการออกมาอ่านให้พวกเขาฟัง
   "ด้วยบารมีฟ้า ฮ่องเต้มีราชโองการ ทรงมีพระบัญชาว่า หลี่เซี้ยนเจ่อ ได้ผ่านการคัดเลือกขุนนาง เข้ารับราชการในตำแหน่ง ขุนนางชลประทาน เป็นขุนนางท้องถิ่น เข้าประจำการที่เมืองอู๋จวิ้น เบี้ยหวัด 20 ชั่ง 400 ตำลึง"
   "...." หลี่เซี้ยนเจ่อยังคงอยู่ในท่าเดิมโดยไม่รู้ว่าขันทีหนุ่มได้อ่านประกาศราชโองการเสร็จแล้ว
   "จบแล้วย่ะ" ขันทีหนุ่มพูดเสียงไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นชายตรงหน้ายังนั่งบื้อ
   "ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอพระองค์จงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นๆปี" หลี่เซี้ยนเจ่อกล่าวถวายพระพรแล้วรับม้วนพระราชโองการก่อนจะลุกขึ้นยื่น
   "รีบๆ เก็บข้าวของไปรับตำแหน่งด้วยล่ะ ขอตัว" ขันทีพูดขึ้นก่อนเดินออกไป
   "เชิญกงกงอยู่ดื่มน้ำชาก่อน" หลี่เซี้ยนเจ่อกล่าวอย่างนอบน้อม
   "ไม่จำเป็น" ขันทีหนุ่มตอบปฏิเสธเมื่ออีกฝ่ายจะชวนเขิญกินน้ำชา ขนมนมเนย เขาออกเดินไปก่อนขึ้นรถม้ากลับสู่วังหลวง
     เมื่อขันทีผู้นำเชิญพระราชโองการมาได้เดินทางกลับไปแล้วบรรยากาศภายในห้องโถงก็ดูผ่อนคลายขึ้นมาก หลี่เซี้ยนเจ่อเมื่อได้ทราบว่าตนต้องไปทำงานในตำแหน่งไหนและต้องไปประจำการยังเมืองใด ในใจก็รู้สึกว่าชีวิตและความรับผิดชอบคงจะตามมาหลังจากนี้
   "เซี้ยนเจ่อ พ่อกับแม่ดีใจด้วยที่เจ้าสอบผ่านจนได้เป็นขุนนาง แล้วจะต้องออกเดินทางเลยสิน่ะ" บิดาเอ่ยด้วยความยินดีเป็นล้นพ้น
   "นี่เป็นเสื้อผ้าที่แม่สั่งตัดใหม่ทั้งหมดมีทั้งหมด 10 ชุด ให้เจ้าไว้ใส่ตอนไปอยู่ที่นั้น" มารดายื่นห่อผ้าให้พร้อมกับสวมกอดบุตรชายอย่างอาลัย
   "เจ้าไปทำงานอยู่ที่อู๋จวิ้นแล้ว ยังไงก็ส่งข่าวมาบ้างก็แล้วกัน" บิดาเดินเข้าตบบ่าบุตรชาย
   "อู๋จวิ้น เมืองติดแม่น้ำ ยังไงข้าขอตามพี่ไปด้วยแล้วกัน" หลี่เหม่ยหลินเดินเข้ามาสวมกอดแขนพี่ชายของตน
   "พี่เจ้า เขาไปทำงาน เจ้าไปต้องตามไปหรอก" บิดาพูดเสียงแข็งพลางมองบุตรสาวด้วยสายตาแข็งกร้าว
   "ไม่เป็นไรหรอกครับ ท่านพ่อ เหม่ยหลินไปด้วยก็ดีครับ เผื่อบางเรื่องต้องวานน้องให้ช่วยทำ" หลี่เซี้ยนเจ่อพูดพลางยิ้มแย้ม
   "งั้นก็ได้ ลูกชาย พ่อให้พ่อบ้านหลี่เตรียมรถม้าไว้ให้แล้ว ส่วนนี่เป็นเงินสำหรับการเดินทางและค่าใช้จ่าย ถือว่าเป็นเงินขวัญถุงของพ่อกับแม่ก็แล้วกัน" บิดายื่นถุงเงินสีแดงให้กับบุตรชาย หลี่เซี้ยนเจ่อรับมาเก็บไว้ ซึ่งเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหลี่เซี้ยนเจ่อก็อำลาบิดาและมาดาเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนพระราชโองการเขาได้เก็บไว้ในเสื้อไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นหลี่เซี้ยนเจ่อก็ออกเดินมาขึ้นรถม้าที่ด้านหน้าของจวน
@Admin

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +200 ชื่อเสียง +20 ความหิว -5 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 20 -5 + 2

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสทมิฬ
หลี่ซื่อชุนชิว
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x2
x13
x1
x1
โพสต์ 2017-9-18 22:23:56 | ดูโพสต์ทั้งหมด
     บ้านตระกูลหลี่ที่โอ่อ่าและกว้างใหญ่ที่ดูสวยงามและยังสว่างไสวไปด้วยโคมที่ประดับอยู่รายล้อมทั่วทุกมุมบ้านบรรยากาศที่สงบเงียบ สมกับบ้านของคหบดีที่มีกิจการอยู่ในนครหลวงฉางอันถึงสองแห่ง ทว่ากับสงบเงียบมีเพียงเสียงของแมลงเล็กๆเท่านั้น บ้านที่เคยมีเสียงเอะอะและดังลั่นไปทั่วบ้านตอนนี้ไม่มีให้ได้ยินอีกแล้ว      ณ ศาลาริมน้ำหลังบ้านตระกูลหลี่มีบุคคลสองคนกำลังวางหมากล้อมกันเสียงการวางหมากดุดันและฉับไว ชุดน้ำชาที่ยกมาตอนร้อนบัดนี้แทบไร้การแตะต้องจนน้ำชาเย็นชืด ฝั่งหนึ่งดุดันและสงบ ฝั่งหนึ่งมุ่งมั่น ไร้ความปราณี จึงทำให้ในตอนนี้พวกเขาต้องหยุดพักกันชั่วคราว
   "หมากของฮูหยินทำให้ข้าต้องวางแผนกันเดินหมากใหม่เสียแล้ว" เสียงทุ้มลึกผสมกับการหัวเราะคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเจ้าบ้านตระกูลหลี่
   "หากท่านพี่ไม่โหมบุกกลางกระดาน ข้าคงไม่ต้องเดินหมากต้านท่านหรอกคะ" ฮูหยินพูแประหนึ่งงอนสามีก็ไม่ปาน
     ยามค่ำคืนนี้ไร้บุตรสาวและบุตรชายมายืนคอยให้กำลังใจและรินน้ำชาให้ จึงทำให้หลี่เฟิงหลงอดที่จะอดหวนคิดถึงวันเก่าๆเหล่านั้นไม่ได้ เขาจึงลุกขึ้นเดินไปยังระเบียงศาลาริมน้ำ
   "เจ้าสองคนนั้นไม่อยู่ บ้านหลังนี้ก็เหงียบหงาลงไปเยอะ คนที่ชอบหยอกล้อก็ดันไปอยู่ซะไกลเลย" หลี่เฟิงหลงหลับตาพลางยกมือขึ้นลูบเครา
   "ลูกชายเราก็ไปเป็นขุนนางประจำอยู่ที่นั้น ลูกสาวเราก็เลยขอตามไปด้วย แล้วจะให้ทำไงได้ล่ะคะ" หลี่ฮูหยินหันมาตอบแผ่นหลังของสามีของตน
   "หึ เหม่ยหลินไม่ชอบอยู่ที่ไหนนานๆ ข้าว่าป่านนี้คงไปอ้อนเจ้าเซี้ยนเจ่อแล้วแน่ๆ" หลี่เฟิงหันมาบอกฮูหยินพลางยิ้มอย่างคนที่รู้ใจลูกๆของตน
   "เรื่องนี้ข้าไม่เถียงหรอก กลัวก็แต่เซี้ยนเจ่อจะทนเอาไม่ได้ จนอาจจะเขียนจดหมายมาหาเราน่ะสิ" หลี่ฮูหยินเทน้ำลงถ้วยแล้วส่งให้สามี
   "มันก็จริง ขุนนางไม่ว่าตำแน่งเล็กหรือตำแหน่งใหญ่ล้วนมีงานยุ่งกันทั้งนั้น ข้าคิดว่าหลี่เซี้ยนเจ่อคงจะจัดสรรเวลาว่างให้ตัวเองได้" หลี่เฟิงจิบน้ำชาแล้วก็กลับมานั่งลงตามเดิม
   "ท่านพี่ข้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะถาม" หลี่ฮูหยินเอ่ยถามอย่างเป็นงานเป็นการ
   "เชิญฮูหยินถามมาได้" หลี่เฟิงหลงผายมือออกมาเล็กน้อย
   "ท่านพี่ว่าลูกสาวของเรา หลี่เหม่ยหลินนี่ถึงเวลาออกเรือนหรือยัง?" หลี่ฮูหยินมองหน้าสามีด้วยแววตาหยั่งเชิง
   "เหม่ยหลินน่ะหรือ........อืม.......ด้วยวัยและอายุแล้วมันก็ถึงแก่เวลาแล้วก็จริง แต่ข้ากลับคิดว่าลูกสาวเราคงยังรักสนุกอยู่มาก คงยังไม่ยอมออกเรือนในตอนนี้แน่ๆ" หลี่เฟิงหลงโบกมือให้ฮูหยินพลางทำหน้านิ่ง
   "เฮ้อ......หากเป็นอย่างนี้ต่อไป ข้ากลัวว่าอนาคตลูกสาวของเราจะหาคนออกเรือนด้วยยากน่ะสิ ท่านพี่" หลี่ฮูหยินพูดอย่างกลุ้มใจและกระทืบเท้าลงพื้นเล็กน้อย อากัปกริยาของนายหญิงของบ้านหลังนี้ดูแล้วจะเหมือนอาการเดียวกับบุตรสาวของบ้านไม่มีผิด
   "เอาน่า ใจเย็นๆสิ น้องหญิง ขนาดเจ้าลูกชายของเรายังไม่ได้แต่งงานเลย เหม่ยหลินก็อย่าเพิ่งห่วงและกังวลเลย" หลี่เฟิงหลงเข้ามาโอบกอดภรรยาให้อารมณ์สงบลง
   "ถ้าตอนนั้นท่านพี่รับไป๋หลานเป็นลูกสะใภ้ ป่านนี้ลูกสาวก็คงได้ออกเรือนนานแล้ว" หลี่ฮูหยินยังคงมีท่าทีฮึดฮัดเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืน
   "เอาไว้เราหาเวลาเดินทางไปเยี่ยมลูกๆของเราดีไหม แล้วพอถึงตอนนั้นเราก็ค่อยพูดกันอีกที" หลี่เฟิงทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่ฮูหยินเอ่ยเมื่อสักครู่
     หลี่ฮูหยินได้ยินดังนั้นก็หันหน้ามามองหน้าสามีครู่หนึ่งแล้วก็เดินจากไปไม่สนใจหมากล้อมที่เล่นค้างไว้อยู่ หลี่เฟิงหลงเห็นอาการแบบนั้นก็รีบเดินตามฮูหยินไปแล้วสั่งให้พ่อบ้านหลี่เก็บของทั้งหมดในศาลา
@Admin



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสทมิฬ
หลี่ซื่อชุนชิว
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x2
x13
x1
x1

ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|

Copyright © 2001-2012 | The Legend of Wulin  สงวนลิขสิทธิ์ | GMT+7, 2020-9-21 15:20

ขึ้นไปด้านบน