ดู: 2185|ตอบกลับ: 27

{ ทะเลทรายนอกเมือง } ถ้ำมั่วเกาคู

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2017-11-30 03:14:36 |โหมดอ่าน
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ไม่ระบุชื่อ เมื่อ 2018-8-15 23:52




ถ้ำมั่วเกาคู

{  ท ะ เ ล ท ร า ย น อ ก เ มื อ ง  }










【ถ้ำกินคนมั่วเกาคู】
' ตามเสียงเรียกของข้ามา แล้วจะพาเจ้าไปพบสิ่งที่ต้องการ '
หุบเขาหินโบราณนอกเมืองตุนหวงเลยจุดพักม้าร่วมพันลี้ปรากฏถ้ำธรรมชาติแห่งหนึ่ง 
โดยรูปลักษณ์ไม่มีสิ่งใดเป็นพิเศษนอกจากความลึกและกว้างพอที่ขบวนคาราวานจะใช้หยุดพักเพื่อหลบพายุทรายได้
พื้นผิวแห้งและแข็งแรงพอที่จะใช้หลบภัยธรรมชาติ ด้วยตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหม
ถ้ำแห่งนี้จึงเป็นสถานที่พักระหว่างเดินทางของชาวทะเลทรายและกองคาราวานอยู่บ่อยครั้ง 
จากสภาพความซับซ้อนและมากด้วยโพรงผา บางคราวยังสามารถได้ยินเสียงประหลาดออกมาจากหลายทิศทาง 
ฟังดูเป็นเรื่องลี้ลับที่รอวันพิสูจน์ โดยมีข่าวลือจากปากสู่ปากว่ากันว่าถ้ำแห่งนี้ 'กินคน'  
เนื่องจากผู้ที่มาพักจำนวนหนึ่งมักจะหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา.... 




 

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 แต้มวาสนา +4 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 4

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2017-11-30 11:46:36 | ดูโพสต์ทั้งหมด
{ ทำดีได้ดี 4 }

ถ้ำกินคนตามคำบอกเล่า

++++++++++++++++++++++++


        ออกจากจุดพักม้าไตรอาชามาได้ห้าสิบลี้ เตร่อยู่บนผืนทรายระยะหนึ่ง เสิ่นหลิงเฮ่าก็พบปากทางเข้าถ้ำมั่วเกาเข้าจนได้ในเวลาเที่ยงวัน ถ้ำนี้ปรากฏอยู่บนทิศตะวันออกของภูเขาหินทราย หมิงซา ปากทางเข้านั้นกว้างพอที่ขบวนคาราวานจะใช้ผ่านเข้าไปได้

        ตอนแรกที่ได้ยินเขายังเข้าใจว่าเป็นเพียงถ้ำธรรมชาติเล็กๆ ....แต่ภาพเบื้องหน้าคล้ายมีคนออกมาชี้หน้าแล้วหัวร่อใส่ว่า 'เล็กบ้านเจ้าสิ!'

        นี่เป็นถ้ำขนาดใหญ่....

        นอกจากใหญ่แล้ว ยังเต็มไปด้วยซอกหลืบจำนวนมาก การที่คนจะเดินหลงเข้าไปแล้วไม่กลับมาอีกเลยเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้

        หลิงเฮ่าลงจากหลังอวิ๋นหยาก่อนจะจะจูงเจ้าม้าด้วยมือขวาเดินเข้าสู่ตัวถ้ำ โดยมีนกฮูกเจาจวินเกาะอยู่เหนือไหล่ซ้าย

        เมื่อพบว่าในถ้ำพามีแสงสลัวให้มองเห็นได้บ้าง จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจุดคบไฟนับว่าประหยัดไปได้อีกหลายตำลึง

        ชายหนุ่มผมเงินกวาดสายตามองคร่าวๆเมื่อเข้ามาได้ถึงส่วนที่โถงกว้างภายใน ยังมีเศษผ้าและรอยเขม่าดำๆ ของกองไฟอยู่เป็นระยะ นี่คือร่องรอยการเข้ามาค้างแรมของกองคาราวานก่อนหน้า

        "เอาล่ะ....เราเริ่มที่ไหนกันก่อนดี"

        ฮูก~~ (ตัวเองเค้ามองไม่ค่อยเห็น....)

        ฮี้! (เมื่อยแล้ว!)

        "อ่า....พวกเจ้าก็มาด้วยกันทั้งหมดนี่ล่ะ"

        สามชีวิตจึงเริ่มลงมือสำรวจถ้ำมั่วเกาคู เพื่อตามหาเด็กน้อยผู้พลัดหลงต่อไป

++++++++++++++++++++



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 +25 ความหิว -14 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 25 -14 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน
รองเท้าตานชูฮว่า
รูปปั้นเทพีวีนัส
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x6
x150
x1
x120
x720
x100
x90
x270
x120
โพสต์ 2017-11-30 23:37:11 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LingHao เมื่อ 2017-11-30 23:39

เฮ่าเฮ่าผจญโชคชะตา
23
{ ทำดีได้ดี 5 }
สำรวจถ้ำ สำรวจใจ
++++++++++++++++++++++++++++++++++
“ถ้าอยากจะเป็นยอดคน ต้องทนในสิ่งที่คนอื่นทนไม่ได้"
++++++++++++++++++++++++++++++++++


          ผนังโดยรอบคือหินผาแกร่งทนทั้งสภาพอากาศและการกักกร่อนของลม แม้แสงสีทองมลางเมลืองสาดส่องเข้ามาภายในถ้ำก็ลดความร้อนอบอ้าวลงไปครึ่งส่วน
          อาชาสีขาวปลอดยืนหลับอยู่โดยมีนกฮูกน้ำตาลปีกลายเกาะอานม้าสัปหงกอยู่เป็นเพื่อน ด้านข้างกันนั้นเองมีบุรุษร่างสูงเพรียวในชุดกันลมอย่างชาวทะเลทรายนั่งพิงผนังผาอยู่ ปอยผมสีเงินระบัดไปมาด้วยลมร้อน
         เสิ่นหลิงเฮ่าพันผ้าผืนบางปิดไปครึ่งหน้า ด้วยว่าทำเช่นนี้จึงจะไม่หายใจเอาฝุ่นทรายเข้าไปจนเต็มปอด ทั้งยังกันมิให้ใบหน้าไหม้เกรียมด้วยไอแดดได้อีกด้วย


         ทะเลทรายอันเป็นหน้าด่านสุดท้ายสู่แดนตะวันตกคือสถานที่เปี่ยมไปด้วยอันตราย ทั้งจากความร้อนระอุในยามกลางวันแล้วกลับหนาวเหน็บในตอนกลางคืน ผนวกร่วมภัยธรรมชาติ พายุทราย....หลุมทรายดูด ตลอดไปจนถึงคมเขี้ยวสัตว์ร้ายอย่างงูและหมาป่า ยังมีพิษร้ายกาจของแมลงกับสัตว์นักล่า ทำให้การเดินทางโดยลำพังเป็นเรื่องที่ยากยิ่งสำหรับผู้ที่มิใช่ชาวนอกด่านโดยกำเนิด


          ทว่าเขามิได้มาโดยลำพัง
          ชายหนุ่มยังมี เจาจวินและอวิ๋นหยาร่วมทางมาด้วย...
           ดวงเนตรสีทองอำพันที่ยังเปิดปรือจากการงีบหลับไปสองรอบ กวาดมองรอบกายค่อยๆจัดลำดับความคิดในสมอง ภายหลังจากมาถึงถ้ำมั่วเกาก็ล่วงเข้าเพลาเที่ยง นับว่าเขาคิดผิดมากที่ออกจากจุดพักม้าไวจนเกินไป การเดินทางในทะเลทรายตากแสงอาทิตย์ในยามกลางวันไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย
           เคราะห์ดีที่พวกเขาเตรียมน้ำมามากพอและใช้วิธีหลบแดดเอาตามสันทราย
           แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่เมื่อทรุดกายลงพัก ทั้งม้า คน นก ต่างหมดเรี่ยวแรงกอดคอกันหลับไหลชดเชยพลังงานที่เสียไป
            สายตาของนกฮูกใช้การในตอนกลางวันได้ไม่ดีนัก แต่เมื่อเข้าสู่ถ้ำที่แสงสลัวดั่งแดนสนธยา เจาจวินกลับมองเห็นได้อย่างแจ่มชัด
            บัดนี้แทบจะกลายเป็นดวงตาคู่ที่สองให้แก่ชายหนุ่มในยามมีภัย


            ก่อนจะเดินทางมายังที่นี่สตรีชาวหูผู้ไหว้วาน และคณะนักสัญจรที่สวนทางกันกับชายหนุ่มเคยให้เบาะแสมาเล็กน้อยว่า 'ทุกครั้งที่เกิดพายุทรายขึ้น ไม่นานก็จะพบว่ามีผู้ที่พักอยู่ในถ้ำมั่วเกาได้หายไปแล้ว' หลิงเฮ่าแม้ทราบความสัมพันธ์ข้อนี้มา ทว่าเขายังคงขบคิดไม่แตกเสียที
           พายุทรายเกี่ยวอะไรกับคนหาย? แม้ชีวิตนี้เคยมีวาสนาได้เห็นเทพเจ้าแมวใส่วิ- แต่กับภูติผีปีศาจนั้นนอกจากในตำนานเรื่องเล่าเขาก็ไม่เคยได้พบเจอกับตาตนเองสักหน


           เมื่ออากาศภายในถ้ำเริ่มเย็นขึ้นเป็นสัญญานที่บอกว่าล่วงเลยเข้าสู่เวลาสายัณห์ หลิงเฮ่าที่พักผ่อนพื้นฟูกำลังกลับมาแล้ว บิซาลาเปาใส้เนื้อที่ซื้อมาจากเมืองตุนหวงเข้าปากสลับกับส่งป้อนอวิ๋นหยา เจาจวินนั้นมีหนอนในกระบอกอยู่แล้วก็หยิ่งไม่ยอมมาร่วมวงด้วย
           เติมเสบียงลงท้องเสร็จชายหนุ่มก็เดินไล่เก็บท่อนฟืนที่ยังไหม้ไม่หมดตามซากกองไฟในพื้นถ้ำ
           ฮี้~~! (ช่วยป่าวว)
           อวิ๋นหยาก้มคาบกิ่งไม้จากพื้นช่วยส่งให้อีกแรงอย่างเอาอกเอาใจ เสี่ยวเฮ่ายิ้มรับก่อนใส่รวมไว้ที่ถุงสัมภาระบนหลังม้า
          ท่อนที่ยังไม่มีรอยไหม้...ใช้ก่อกองไฟต่อได้
          ส่วนไม้ที่กลายสภาพเป็นถ่านแล้วนั้น เขามีแผนอื่นต้องใช้งานมัน


          ชายหนุ่มผมเงินคะเนขนาดของโถงถ้ำ ก่อนจะพบว่าจุดที่สูงที่สุดมีขนาดถึงร้อยสี่สิบจั้งเลยทีเดียว ทั้งยังมีปล่องด้านบนมากมายราวกับรวงผึ้ง
          "เด็กคงไม่ปีนขึ้นไปหรอกสูงขนาดนี้..." ต่อให้เป็นใหญ่ก็ไม่น่านึกคึกอยากจะปีนขืนตกลงมาไม่คอหักก็ได้สิทธิ์นอนติดเตียงไปหลายเดือน


วู้....วู้วว....


           'เสียงอะไรกัน?...' หลิงเฮ่าตรงไปยังทิศทางกำเนิดเสียงโดยมีเจ้าม้าขาวเดินตามมาติดๆ แล้วก็พบเข้ากับทางแยกจำนวนมากมาย เสาถ้ำอันเกิดจากหินงอกและหินย้อยลงมาบรรจบกัน กั้นเป็นเส้นทางนับสิบ บางหนทางมีเสียงของลมแว่วออกมา
           'บรรลัยละไง...'
ถ้ำหลายโพรงเสียด้วย... เมื่อมีลมจากภายนอกแทรกเข้ามาได้ แปลว่าถ้ำแห่งนี้ยังมีทางออกอื่นๆ อีก


            ฮี้~~! (เอาไงต่ออ่ะ จะยืนอยู่นี้หรอ?)
            "....เห็นทีรอบนี้คงต้องใช้เวลาสำรวจนานกว่าที่คิด" เหงื่อเย็นๆไร้ที่มาไหลลงขมับ เสิ่นหลิงเฮ่ารู้สึกหน้ามืดได้กลางวันแสกๆ โดยยังไม่ทันได้ทำอะไร


           เมื่อตัดสินใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาก็โยงตัวเองด้วยเชือกเข้ากับอานของอวิ๋นหยา เห็นเจ้าม้าติ๊งต๊องทำหน้างงเล็กน้อยก็เมตตาอธิบายให้
            "อวิ๋นหยา...เจ้าเดินตามมาห่างจากข้าสักสิบก้าว ไกลกว่านั้นได้แต่อย่าใกล้เกินไป ถ้ำหินทรายพวกนี้ค่อนข้างร่วน ไม่แน่ว่าจุดใดอาจทรุดตัวลงไปได้ทุกเมื่อ...ทำแบบนี้ เกิดข้าตกลงไปก็จะได้อาศัยเจ้าดึงกลับขึ้นมา"
             ฮี้~ (รับทราบ! เจ้านายสบายใจหายห่วง!)
             มันกระดิกพวงหางไปมาอย่างเริงร่าตอบกลับ
             '....ข้าคิดถูกไหมที่หวังพึ่งเจ้าม้าตัวนี้'
             กุมขมับหนหนึ่งก็มือหนึ่งจุดคบไฟ อีกมือถือท่อนถ่าน คอยเคาะ และขีดทำสัญลักษณ์บนผนังไปเป็นระยะ ด้วยวิธีเช่นนี้จึงจะทราบได้ว่าจุดใดเขาเคยเข้าไปสำรวจมาแล้ว และถ้าหากเด็กคนนั้น หรือมีผู้ใดต้องการความช่วยเหลือเมื่อได้ยินเสียงเคาะท่อนฟืน ก็น่าจะมีการส่งสัญญาณบางอย่างกลับมาบอกเขาได้
            ถ้าคนนั้นยังมีชีวิตเหลืออยู่น่ะนะ
            แสงสว่างจากคบเพลิงชุบน้ำมันสว่างสไวนำหน้า เงาของชายหนุ่มตกกระทบผนังถ้ำวูบไหว ในหนทางนั้นเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง เจ้าม้าเดินเอื่อยๆตามมาด้านหลัง จำนวนของขีดจำแนกเส้นทางมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
             หลิงเฮ่าเหน็บกระบี่ที่ข้างเอวเผื่อใช้ในยามจำเป็น
ใจของชายหนุ่มปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่าเวลานั้นจะไม่มาถึง



โพรงถ้ำหมายเลขหนึ่ง : ยาวห้าสิบห้าว ไม่พบร่องรอยของคน - ตัน
โพรงถ้ำหมายเลขสอง : ยาวร้อยสองก้าว มีรังของนกอินทรี ไม่พบร่องรอยคน - ตัน
โพรงถ้ำหมายเลขสาม : ยาวสามสิบก้าว มีเศษผ้าฝ้ายติดอยู่ที่ซอกหิน แต่เก่ามากแล้วไม่น่าจะใช่ของเด็กคนนั้น มีช่องลมอยู่ด้านบน เหนือพื้นขึ้นไปสามสิบจั้ง
โพรงถ้ำหมายเลขสี่ : ความยาว 1~2 ลี้โดยประมาณ มีลม อาจทะลุไปถึงแนวเขาอีกด้าน กว้างมากคาดว่าเป็นโถงถ้ำหลัก ด้านตะวันออกมีแอ่งน้ำจืดในถ้ำขนาดกลาง....พบร่องรอยสัตว์ป่ามาดื่มกิน ไม่พบร่องรอยคน
โพรงถ้ำหมายเลข..............


             เมื่อฟ้ามืดแล้วกระดาษที่ชายหนุ่มพกติดตัวก็เต็มไปด้วยอักษรบันทึกสีหมึก นี่ล้วนเป็นรายละเอียดที่เขาทำไว้ขณะสำรวจภายในถ้ำมั่วเกาคู ยิ่งคิดเขายิ่งแปลกใจเดินตามหาไปราวกับพบทางตัน ก่อนจะตวัดเป็นคำว่า 'ไม่พบร่องรอยคน' เขายังมีความหวังอยู่บ้าง เมื่อในถ้ำนี้มีแหล่งน้ำก็มีฌลโอกาสสูงที่ผู้สูญหายจะยังมีชีวิตอยู่ด้านใน
            แต่เมื่อหาดูจนทั่วทั้งถ้ำ กระทั่งเงาของคนรึซากปฎิกูลจากมนุษย์เขายังไม่เจอ...


             หลิงเฮ่าแก้เชือกที่มีรอยฝุ่นทรายออกจากลำตัว เขาตกปล่องลมไปสามรอบ ยังดีที่ไม่ลึกมากนักได้อาศัยตะกายสาวเชือกขึ้นมา
            'ในเวลาเช่นนี้...มีก็แต่พึ่งพาตนเอง'
ทอดถอนใจอีกหนหนึ่ง ชายหนุ่มผมเงินก็ออกไปสำรวจที่ด้านนอกถ้ำต่อ กระดาษที่เขาเตรียมมาอาจไม่พอที่จะทำแผนที่
            แต่...ใครจำกัดว่าใช้ได้แค่กระดาษกันเล่า
            ผืนผ้าดิบที่ติดมือมาด้วยตอนเข้าเมืองตุนหวง เห็นทีจะไม่พ้นเอามาวาดแผนที่ก่อน
           'ถ้ามีเวลาค่อยใช้ด้ายรึขนม้าปักเอา กันโดนความชื้นแล้วจะเลือนเสียหมด'


           ถ้ำมั่วเกาคูเมื่อดูจากภายนอกไม่ใหญ่เท่าใดนัก แต่จากที่ได้สำรวจไปเมื่อครู่...กลับยาวถึงสองลี้กว่า ความสูงมนโถงที่กว้างสุดก็ปาไปร้อยสี่สิบจั้ง
           นี่ไม่ใช่ใหญ่ธรรมดา
           แต่เป็นใหญ่โตมโหฬาร....


           หลิงเฮ่าขี่อวิ๋นหยาสำรวจดูภายนอกถ้ำอย่างละเอียด โดยอาศัยดวงตาของเจาจวินร่วมด้วยช่วยอีกแรง ทว่านอกจากความรกร้าง เศษข้าวของแตกหักจากกองคาราวานที่เคยอาศัยพำนัก....เขาก็ไม่พบสิ่งใดที่จะพอให้เบาะแสได้เลย ว่าผู้ที่ตนกำลังตามหานั้นหายไปที่ใด ได้อย่างไร
            และที่สำคัญ....คนเหล่านั้นยังมีชีวิตกันอยู่รึไม่?
++++++++++++++++++++++++++++++


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 +25 ความหิว -14 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 25 -14 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน
รองเท้าตานชูฮว่า
รูปปั้นเทพีวีนัส
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x6
x150
x1
x120
x720
x100
x90
x270
x120
โพสต์ 2017-11-30 23:45:21 | ดูโพสต์ทั้งหมด
เฮ่าเฮ่าผจญโชคชะตา

24

{ ทำดีได้ดี 6 }

ท่วงทำนองไร้คำร้อง

++++++++++++++++++++++++

"ความสุขสบายคือเค้าลางแห่งหายนะ"

++++++++++++++++++++++++




           สายลมร้อนพัดพลิ้วเอาเม็ดทรายโปรยปรายลงมาสู่ผืนดิน ร่างสูงโปร่งของชายชาตรีอยู่ในชุดคลุมกันลมสีเทาอ่อน พันใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่งด้วยผ้าฝ้ายดำแสนจะธรรมดา เอนตัวหลับพิงหลังม้าอยู่
          ฮี้~!! (อาวไงต่อดีอ่ะ)
          ฮู๊ก~!! (อย่ารบกวน! ที่รักเค้าจะนอน!)
          เสิ่นหลิงเฮ่าขยับเปลือกตาเพียงเล็กน้อยด้วยเสียงสัตว์ทั้งสอง ผิวเนียนละเอียดประดุจหยกขาวชั้นดี เริ่มมีสีน้ำตาลทองเจือจากการนอนตากแดดตากลมมาเป็นเวลานาน หัวคิ้วเรียวใบหลิวเริ่มขยับขึ้นลง เมื่อได้ยินเสียงรบกวน
          ฮี้!! (ตัวกินหนอนเงียบไปเลย! ไม่ได้ถามอย่าสอดจงอย!)
          ฮู๊กกกก~~!! (เอ๊า! อ้ายม้าถ่อย! พูดจางี้หยักมีเรื่องอ่อ!!)
          ฮี้!! ฮี๊!!! (แน่จริงก็เข้ามาเลยเด้!!)
          %@&*#&@#&....!!!!
          เสียงเอะอะขโมงโฉงเฉงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ นั่นยังไม่พอ เพื่อหลบกรงเล็บของเจาจวินเจ้าม้าขาวถึงกลับลุกยืน ทำเอาหัวของใครบางคนที่อาศัยพิงอยู่ไหลลงกระแทกผืนทราย
          ".....อื้อ!!" หนึ่งมนุษย์ผู้เดียวในที่แห่งนี้ตื่นขึ้นมาแล้ว
          %@&*#&@#&%*....!!!!
         หลังดวงตาสีอำพันได้รับรู้ถึงสาเหตุรบกวนการพักผ่อนของเขา นิ้วมือเรียวก็ชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งหนึ่ง
เช้ง!!

.....!!!!

         "อวิ๋นหยา....ในทะเลทรายแห้งแล้งกันดารเช่นนี้หาเนื้อสดๆ ยากยิ่งนัก ข้าเคยได้ยินนักเดินทางเล่ากันว่า หากยามจำเป็นจริงๆ เมื่อเสบียงที่เตรียมมาหมดลงพวกเขาก็จะล้มพาหนะเชือด 'ม้า' เชือดอูฐมากินกันตาย..." ใบหน้าสุขุมหันมายิ้มให้อย่างอ่อนโยนที่สุด "ดีที่ข้าเลี้ยงเจ้าเสียจนอ้วนพี แบบนี้คงพออิ่มไปได้หลายมื้อ"
         คมกระบี่สะท้อนแสงวิบวับ 'เสบียงสำรอง' ตัวสั่นสะท้านจนพวงหางไหว
          "........"
          ฮู๊ก! ฮูกก~!! (สมน้ำหน้าอ้ายม้าถ่อย แกโดนย่างแน่!!)
          เจ้าฮูกปีกลายบินฉวัดเฉวียนไปมาอย่างชั่วร้ายเย้ยอวิ๋นหยาที่หูลู่คอตก
          "ร้อนจริง...หากได้พัดขนนกฮูกสักอันก็คงจะดี จริงไหมเจาจวิน?"
           ชายหนุ่มแสร้งขยายคอเสื้อให้กว้างขึ้น พูดด้วยโทนเสียงอันธรรมธาอย่างสุดแสน
'วัตถุดิบทำพัด' ทิ้งตัวหล่นปุลงพื้นทรายอย่างสะเทือนใจ
           "......." เจาจวิน
           "............." อวิ๋นหยา
           "อ้าว....ไม่ตีกันต่อล่ะ? ข้าหายง่วงแล้วพอดีเลย?" กล่าวด้วยท่าทีปลอดโปร่งยิ่ง ดวงตาสีอำพันมองหนึ่งนกหนึ่งม้าที่ไปกองรวมกันอยู่มุมหนึ่งอย่าง 'ปรองดอง' หมดท่าทีเป็นปรปักษ์กันจนสิ้นแล้วหัวเราะในลำคอ
           'เหอะๆๆ ทำแบบนี้แต่ทีแรกเสียก็ดี'
เมื่อเหตุการณ์กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง หลิงเฮ่าผินมองกลับไปยังปากถ้ำมั่วเกาคู ผาหินทรายยังคงตระหง่านท้าแสงสุริยันเช่นเคย เพื่อสืบหาเบาะแสเพิ่มเติมคืนก่อนหน้านี้ตนได้ทดลองค้างแรมภายในถ้ำ ทว่าก็ยังไม่เกิดสิ่งใดขึ้น เมื่อฉุกคิดได้ว่าบางที...การหายตัวไปของผู้คนอาจจะเกี่ยวข้องกับ 'พายุทราย' ที่มักปรากฏขึ้นในละแวกนี้
          "รึข้าต้องรอดูจนกว่าจะมีพายุทราย?"
          แล้วมันกี่วันกันล่ะ....
          เขาไม่เคยผจญกับความโหดร้ายของทะเลทรายชนิดนี้โดยตรง เพียงแต่เห็นจากระยะไกลเท่านั้นว่าเป็นกระแสลมที่รุนแรงพัดหอบเอาทรายและลมร้อนลอยขึ้นสูงหลายร้อยจั้ง
          หากติดอยู่ใจกลางพายุ นั่นคงเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งยวด
          แต่ไหนแต่ไรมาคติประจำใจของหลิงเฮ่าทุกข้อ ล้วนปราศจากคำว่า 'เสี่ยงภัย' ชายหนุ่มหลับตาลงครุ่นคิดอีกครั้ง เจาจวินเห็นว่าปลอดภัยแล้วเข้ามาซุกคอออดอ้อนเขา
ฝ่ามือที่เริ่มคล้ำแดดด้วยผิวบางลูบลงบน 'บันทึกสำรวจถ้ำมั่วเกา' หลังจากทบทวนข้อมูลที่พบ เขาก็ใช้ขนหางของอวิ๋นหยามาปักแผนที่คร่าวๆ ลงบนผ้าโพกหัวสีดำเตรียมเอาไว้ เผื่อว่าวันหนึ่งจะได้ใช้งาน
           'อาจจะต้องรออยู่หลายวันกว่าจะเกิดพายุ ถึงตอนนั้น...เจ้าหมีไม่แน่ว่าตื่นแล้ว'
           ฟื้นได้จึงถือเป็นเรื่องดี ต่อให้เขาจะกลับไปทันรึไม่ซูเทียนเหมินก็มีพวกถิงเอ๋อร์ อาเค่อดูแลอยู่แล้ว


            "เจาจวิน อวิ๋นหยา...มาเถอะ"
          ฮี้~!! ฮูก~!!
            หากคิดจะปักหลักรอการมาของพายุทราย เขายังมีสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมอยู่อีกมาก ปัญหาเรื่องน้ำนั้นคลี่คลายได้ด้วยบ่อน้ำจืดภายในถ้ำ
           เพื่อสังเกตเหตการณ์ที่จะเกิดขึ้น หลิงเฮ่าทราบดีว่าต้องตั้งจุดพักให้ห่างออกมาจากถ้ำมั่วเกาสักระยะหนึ่งในการสอดส่อง เวลาที่พายุทรายก่อตัวขึ้นบนเส้นทางหลักที่กองคาราวานใช้กันเขาจึงจะล่วงรู้ได้อย่างทันท่วงที
          "ไปสร้างรังกันก่อนก็แล้วกัน"


          การค้างแรมในทะเลทรายนั้นมีมาตั้งแต่โบราณ ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ตามเขตเหลียงโจวและชาวม่อเป่ยล้วนต้องปรับตัว วิถีชีวิตของตนให้เข้ากับสภาพอากาศที่เลวร้าย หลิงเฮ่าอาศัยเพียงตำราบันทึกการเดินทางที่เคยศึกษาครั้งวัยเยาว์เรียกว่าแน่นภาคทฤษฏี พึ่งจะมีโอกาศได้นำมาใช้จริงจึงยังมีความทุลักทุเลอยู่บ้าง
ยามกลางวันพื้นผิวหน้าทะเลทรายไม่ต่างจากกระทะเดือด เขาจึงเลือกหาจุดที่มีโขดหินสองด้านต่างกำแพง
           หนึ่งเพื่อลดทอนแสงอาทิตย์อาศัยให้ร่มเงา   
           สอง...เพื่อใช้ช่วยพยุงค้ำกับเสาไม้ก่อเป็นเพิงพักที่แข็งแรง
           รังชั่วคราวจากโขดหินและผ้าดิบจึงเสร็จออกมาในเวลาไม่นาน สามารถใช้การได้ทันที
           แม้หน้าตาจะพิลึกพิลั่นคล้ายอาจโดนลมหอบไปได้ทุกเมื่อก็ตามที
           เวลาแสงกล้าสุริยันยังคงเฉิดฉาย ชายหนุ่มเลี่ยงการขยับตัวให้มากที่สุดเพื่อสงวนพลังงานเอาไว้ใช้ในยามค่ำคืน การเสียเหงื่อหรือน้ำเลี้ยงในร่างกายตอนกลางวันอาจทำให้เกิดอาการช็อคได้ นี่คือสิ่งที่เขาเคยอ่านเจอในบันทึกการเดินทางของกองคาราวาน
           'เดินทางและทำกิจกรรมในตอนกลางคืน ส่วนตอนกลางวันที่แดดจัด...นอน' นี่คือสิ่งที่เขาถนัดเป็นที่สุด....
           อย่างไรตอนเกิดพายุทรายย่อมมีการเปลี่ยนแปลงของความร้อนและกระแสลมจนเขาตื่นอยู่ดี บุรุษผมเงินจึงเอนหลังลงงีบได้อย่างเบาใจ
             ส่วนภัยเรื่องจากสัตว์มีพิษ?
             เจาจวินเปิดโต้ะจีนแมงป่อง ตะขาบ งูพิษ ไปเป็นที่เรียบร้อย เรียกได้ว่าเป็นงานที่มันกระตือรือร้นที่สุดในยามเข้าสู่ทะเลทราย


             เพลาเคลื่อนคล้อยตะวันลาลับท้องนภาเข้มจัดเป็นสีน้ำเงินตัดกับผืนทราย....ดวงดาวดารดาษอยู่เหนือท้องนภา งดงามพร่างพราวราวกับภาพมายา ดูใกล้เหมือนเพียงเอื้อมมือก็สามารถไขว่คว้าลงมาชื่นชมได้
            ".....ถ้าตอนนี้มีคนร่วมชื่นชมก็ดีสิ"
             ชายหนุ่มที่ตื่นอยู่นานแล้วทอดถอนใจ แม้เขาจะรักความสันโดษ นิยมความเงียบสงบมากแค่ไหน ทว่าแม้แต่อาจารย์ก็ยังมีอาจารย์หญิงเป็นมาลีพูดได้คอยอยู่เคียงข้าง
            'ไม่หวังคนงามเป็นหนึ่งในผืนปฐพี ขอเพียงชีวิตนี้พบผู้รู้สำเนียง ร่วมเคียงข้างกันตราบเฒ่าชรา'
            หากได้พบแต่ไม่ถูกใจ ชีวิตวุ่นวาย..เขายินดีไร้คู่จนตัวตาย ไม่ทราบเป็นคำสาปหรืออุปนิสัยนี้สืบต่อกันโดยสายเลือด ทายาทสกุลเสิ่นทุกรุ่นกว่าจะพบคู่ชีวิตก็อายุมากพอจะเป็นปู่ย่ากันแล้ว ท่านปู่ก็ใช่ บิดาเขายิ่งแล้วใหญ่....ที่ครองตัวเป็นโสดตลอดชีวิตล้วนพบเห็นได้เป็นเรื่องปกติ
             ถึงได้มีเพียงแค่เขาที่เป็นทายาทรุ่นล่าสุดเพียงคนเดียว
            'รู้แบบนี้ก็ยังอยากจะฆ่ากัน....เฮ้อ!'
            ฮูก~!! (ตัวเอง...เป็นอะไร ไม่เศร้านะมีเค้าอยู่เป็นเพื่อน)
            เจาจวินเช็ดจงอยปากชุ่มเลือดงูเข้ากับเศษผ้า ก่อนจะบินกลับมาเกาะลงที่บ่าเขา
           "ไม่ได้เล่นเพลงให้เจ้าฟังนานแล้ว ฆ่าเวลาสักหน่อยก็ดี" หลังลูบเจ้าฮูกที่เริ่มอ้วนกลมจากความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารเสร็จ หลิงเฮ่าก็ยกกูฉินคู่ใจออกมาจากกล่อง
            ค่ำคืนนี้ไม่มืดนัก แสงของจันทราส่องสะท้อนผืนทรายระยิบระยับ อากาศค่อนข้างเย็น.... ปลายนิ้วเรียวดีดลงเหนือสายสองสามครั้งเพื่อลองสำเนียง


            "เวลานี้ข้าไม่มีใจจะสรรหาถ้อยคำ...ในอกกลับเปี่ยมเต็มไปด้วยความรู้สึกอัดแน่นอยู่...เช่นนั้นก็บทเพลงไร้คำร้องแล้วกัน"
ดั่งเม็ดทรายชะล้างลงเนินผา ปลายนิ้วพรางพรมลงบนสาย ไม่ย้อนหวนถึงอดีตใบเบื้องหลัง ไม่กังวลถึงอนาคตในเบื้องหน้า มีเพียงบุรุษผมเงินผู้หนึ่งใต้ดวงดารา จิตวิญญาณเหนือผืนทรายอันกว้างใหญ่ และท่วงทำนองที่ไร้คำขาน
[Youtube]https://www.youtube.com/watch?v=vG_3amblZ6s[/Youtube]

            กระแสธารแห่งบทเพลงที่ร้อยเรียงพลันสงัดลง เสิ่นหลิงเฮ่าทอดสายตาออกไปไกลลิบ เหนือเส้นขอบฟ้านั้นปรากฏขุนเขา เหนือห้วงจิตใจเขาปรากฎเงาอันเลือนรางของใครคนหนึ่ง
           คล้ายมีเสียงกระพรวนไร้ที่มาดังแว่วขึ้นข้างหู...
            เขาหลับตาลงอีกครั้งเพื่อจมดิ่งลงสู่ม่านนิทรา
+++++++++++++++++++++++++++++

@Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 +45 ความหิว -11 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 45 -11 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน
รองเท้าตานชูฮว่า
รูปปั้นเทพีวีนัส
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x6
x150
x1
x120
x720
x100
x90
x270
x120
โพสต์ 2017-12-2 03:11:42 | ดูโพสต์ทั้งหมด
เฮ่าเฮ่าผจญโชคชะตา
25
{ ทำดีได้ดี 7 }
นอนโพรงดิน กินกิ้งก่าปิ้ง
++++++++++++++++++++++++
"ชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นกระแด่วๆกันต่อไป" ขอทานมิได้กล่าวนี่คำเฮ่าเอง!
++++++++++++++++++++++++
[Youtube]https://www.youtube.com/watch?v=thaAmRWgTjo[/Youtube]
                                                                                    
             โขดหินคู่ปลายเนินทรายสูงชะลูด ยามตะวันสนธยาสาดแสงสีส้มเอิบอาบฉาบท้องฟ้าโปร่งไร้เมฆาลงมายังผืนทราย เว้นไว้เพียงบริเวณที่เงาหินทาบทาไปจนถึงเหลี่ยมผาสะกดภาพทิวทัศน์งามตระการตาราวกับห้วงฝัน        
                                                                             
            บุรุษผู้หนึ่งสวมกางเกงผ้าดิบขายาว รองเท้าหนังหุ้มข้อสีดำสูงถึงหน้าแข้งรัดไว้ด้วยเชือกอย่างแน่นหนาเปื้อนทรายเป็นหย่อม มีร่องรอยการใช้งานมายังสมบุกสมบั่น ผูกเสื้อคลุมตัวยาวไว้รอบเอว ใบหน้าครึ่งล่างพันด้วยผ้าโปร่งดำ ไหล่ลาดผึ่งผาย แผงอกกระชับมีเหงื่อผุดซึมเล็กน้อย                                                                  
            เจ้าตัวใช้แรงแขนรั้งสายธนูเต็มเหนี่ยวจนปีกธนูโค้งดั่งจันทร์เสี้ยวลงมาแทบบรรจบกัน เมื่อปล่อยมือ....


            แรงดีดจากสายเอ็นส่งลูกศรพุ่งตัดอากาศขนานกับผืนทรายร้อนระอุ ไปปักทะลุร่าง 'เหยื่อ' ที่อยู่ห่างออกไปร่วมครึ่งลี้บนเนินทราย
                                                                       
            ฮี้~~!!!!  (โหยย!! เอาอีกแล้ว!!)


            ฮูก~~ (เจ้ามันกากเอง...)


            "วิ่งช้าจริง....อวิ๋นหยา" หลิงเฮ่าเก็บคันศรสะพายบ่าขณะรับซาก'เหยื่อ'  จากลูกธนูของตนที่เจาจวินบินนำมาส่งให้ ยังไม่ทันที่เขาจะได้นั่งพัก บนเนินทรายก็ปรากฎความเคลื่อนไหวขึ้นอีกระลอกหนึ่ง ฝุ่นผงฟุ้งตลบจนเห็นได้ชัด
                                                                    
             ฮี้~~!! (เอาอีก! รอบนี้ไม่ยอมแน่!)


             อาชาพ่วงพีสีขาวปลอดเริ่มออกวิ่งไล่ 'เหยื่อ' หรือก็คือกิ้งก่าทะเลทรายตัวยาวขนาดลำแขนมนุษย์ สัตว์ที่สามารถนำมาเป็นเสบียงได้เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้านายใช้มันต่าง 'เสบียงสำรอง'


            "หึ....ดูท่าจะไม่ยอมง่ายๆ สินะเจ้านั่น"
            ฮูก...... (อ้ายม้าเมาฝิ่นเอ้ย...)           
            สายธนูถูกรั้งขึ้นอีกหนคราวนี้เขาไม่รีบร้อนนัก ฝีเท้าของกะปอมทะเลทรายตัวนี้จัดว่าเร็วพอๆ กับอวิ๋นหยาเลยทีเดียว แล่นผ่านทรายจนเกิดเป็นฝุ่นฟุ้งเข้าตาเจ้าม้าถ่อย หลิงเฮ่ารอจนกระทั่งผู้ท้าชิงจวนจะเหยียบลงบนหลังของเหยื่อ แล้วก็....                                                
            นิ้วเรียวขาวดั่งหยกปล่อยสายเป็นอิสระ ลูกศรพุ่งแหวกอากาศไปด้วยความเร็วรี่
                                   ฟุ่บ!!
                                   ฉึก!
             เข้าเป้าทะลุกลางหัว.....
             ฮี้~!!! (อ๊ายยยย!!)
             ฮี่! ฮี้~~!! (ไม่ยอม! อวิ๋นม่ายยยอมมม)


             เจาจวินบินร่อนถลาไปเก็บซากอีกหน รอบนี้ยังไม่ลืมจิกกะโหลกหนาๆของเจ้าม้าโยเยที่ล้มลงไปดิ้นพล่านปัดขาไปมาอยู่บนผืนทรายอีกหลายหนเพื่อเตือนสติ                                 
                                                                     
            การละเล่นเช่นนี้มีมาตั้งแต่ยามบ่าย ด้วยว่าสหายร่วมทางของชายหนุ่มเกิดพบโดนบังเอิญว่าเนินทรายใกล้กับ 'รัง' ของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยโพรงดินทราย แหล่งที่อยู่อาศัยของ กะปอม กิ้งก่าทะเลทรายและสัตว์ฟันแทะหน้าตาคล้ายกะรอก                                                   


            นี่คือข่าวดี.....
                                                           
            อย่างน้อยชายหนุ่มก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาน้ำและอาหารจำพวก 'เนื้อสด' ในระยะหนึ่ง                                                         


            "ตามบันทึกการเดินทาง...กล่าวว่าเนื้อกิ้งก่ามีรสชาติเหมือนกับไก่ ดีจริง หนนี้มีโอกาสได้พิสูจน์กับตัวดูสักที"
           ชายหนุ่มรวบเส้นผมสีเงินยวงไว้กลางท้ายทอยมัดมุ่นเป็นมวยอย่างง่ายๆ ปอยผมตกระหน้าผากจนเขารำคาญใจ ทว่าหากใครได้เห็นคงกล่าวตรงกันว่า 'ดูเย้ายวนอย่างถึงที่สุด'
กระบี่ข้างเอวในยามนี้ถูกใช้ต่างมีด ด้วยความยาวของคมเหล็กกล้าจึงไม่ใคร่จะเหมาะนักกับการใช้ถลกหนังชำแหละเนื้อ บุรุษในชุดผ้าดิบดันทุรังอยู่พักใหญ่จนเจาจวินคาบเอามีดสั้นในเป้สัมภาระมาให้อย่างอาดูร
           "อ้าว...ข้ามีด้วยรึนี่?"
           เขาจำไม่เห็นได้ว่าเคยนำมาด้วย
           ฮูก! (ก็มันอยู่ในนั้น!)
          "เอ...สงสัยติดมาจากสัมภาระเจ้าหมีแน่ๆ ไหนดูซิมีอะไรติดมาอีก...."                         
            คราวก่อนด้วยเหตุที่รถเกวียนนั้นมีขนาดใหญ่ เมื่อต้องเดินทางขึ้นเขาทั้งตัวหลิฝเฮ่าและเจ้าพ่อค้าต่างไหลกองำปรวมกันที่ท้ายรถ นั่นยังไม่ได้นับร่วมว่ามีสัมภาระอีกเท่าใดที่กระจัดกระจายลงปนกัน ของใครเป็นของใครเขาก็ลืมแยกเสียด้วย                                      


             ค้นอยู่สักพักก็เจอสิ่งแปลกปลอมเข้าจริงๆ


             "....หืม บันทึกการปกครองซางหยาง? อุ๊ป! ของถิงเอ๋อร์มากกว่าล่ะมั้ง อย่างเจ้าหมีนี่นะอยากเป็นนักปกครอง? บอกไปเป็นโจรภูเขายังเข้าท่ากว่าเลย ฮ่าๆๆๆ" ด้วยการเป็นมนุษย์ผู้เดียวในละแวกนั้นเขาจึงสามารถพูดสิ่งใดก็ได้ที่ตนคิด จะโวยวายอาละวาด นินทาหมี ตัดพ้อแมว รึหัวเราะให้ดั่งลั่นเขย่าหน้าผาแค่ไหนก็ไม่มีใครว่า
                                                                  
            ฮูก~~!! (ที่รัก! ได้มีดแล้วปรุงต่อเถอะ!)


            "ฮ่าๆๆ....เอาล่ะ ชำแหละกันต่อ...ในตำราการปรุงอาหารป่ากล่าวถึงการเลือกเนื้อ...สัตว์ที่มีสีสันฉูดฉาดเกินไปมักจะมีพิษ...อย่างเช่นตัวทางขวา....เจ้าจวินเจ้าอย่าไปแตะ! นั่นกินไม่ได้!"
ชายหนุ่มตะครุบจิ้งเหลนสีแดงหลังดำออกจากปากเจ้าฮูกตะกละมันตีปีกสู้อยู่พักนึงจนเจ้านายยกมีดสั้นขู่ถึงยอมคลายจงอยปาก
           "ที่ข้าห้ามเพราะเป็นห่วงเจ้านะ...."


          ฮูก..... (ก็ได้.....)


           แม้มันจะเขมือบแมงป่องได้ทั้งตัวก็ตาม แต่สัตว์บางชนิดอาจจะมีพิษที่ไม่เข้ากันก็เป็นได้
           นี่มิใช่เรื่องล้อเล่น กลางทะเลทรายเช่นนี้เกิดตื่นขึ้นมาอีกทีเจ้านกฮูกสามช่าดิ้นปัดๆ น้ำลายฟูมจงอยปากเขาจะพามันไปรักษาที่ใดเล่า?
                                                               
            เสิ่นหลิงเฮ่าใช้เวลาแยกแยะ 'อาหาร' ออกจาก 'ยาพิษ' อยู่ระยะหนึ่งจึงแล้วเสร็จ พวกเขาได้กิ้งก่ามาเกินโหลเลยทีเดียว
            'ช่วยไม่ได้นะ...หากเป็นที่เจียงเยี่ยป่านนี้จากกะปอมคงเป็นปลาสักถังใหญ่แทนล่ะ'
             เริ่มกระบวนการเถือหนัง ขั้นแรกคือกรีดมีดเป็นแนวตรงจากลำคอลงมายังท้องหาง แล้วใช้ปลายมีดสะกิดเปิดถลกเอาดึงหนังออก
             ต่อไปก็คว้านท้องเอาเครื่องในมาคลุกเคล้ากับเกลือเสียก่อนจนเข้าเนื้อ หากว่าย่างไปพร้อมกันจะคาวจนเกินไป                                    
             เมื่อเหลือแต่เนื้อและซี่โครงมีตัวเลือกกว่าจะหมักกับเครื่องเทศให้หอมฉุย หรือจะทาเกลือย่างสดเลยก็ได้รสชาติที่สดใหม่เช่นกัน
                                                                        
             ค้นดูในเป้เขายังมีขิงดองและน้ำซอสปรุงเนื้ออยู่                                                  
             'หมักเครื่องในกินแกล้มขิงก็แล้วกัน จับคู่กับหมั่นโถวคงอิ่มพอดี'                                  
             พร้อมกันนั้นเขาก็นึกวิธีอุ่นหมั่นโถวแข็งๆ ได้                                                            
            นั่นก็คือใส่ขิงดองแล้วยัดลงไปในท้องกิ้งก่าที่เอาเครื่องในออกแล้ว อร่อยเด็ด!
                                                                     
            ปิ้งไฟอยู่สักพักหนึ่ง....
            กลิ่นหอมฉุยของกะปอมย่างก็อบอวลไปทั่วเนินทราย
            ชายหนุ่มใช้กระจกเงินลองนาบดูก่อน เมื่อไม่เปลี่ยนสีจึงส่งเข้าปากเคี้ยวกรวมๆ อย่างมีมารยาทสมเป็นคุณชายผู้ดี                           
                                                                              
             "เอาไหมเจาจวิน?"
             เสี่ยวเฮ่าส่งส่วนหัวให้เพื่อนฮูกอย่างเอาใจ ได้คำตอบคือการเมินหน้ากลมๆ กับกิริยาเชิดจงอยหันหลังไปอีกทาง                                                                                                  
            ฮู๊ก~~!! (ไม่! เค้าชอบสดๆ ย่างทำไมเสียของหมด!)                                                       
                                                                           
             "หึหึ ก็ตามใจ...รู้ไว้นะว่าเจ้าพลาดของอร่อยแล้ว"
                                                                  
             ฮี้~~!! (อย่าลืมกันสิ!!)


             "..........อวิ๋นหยามาสิ มีส่วนของเจ้าด้วย" ไม่นานนักหมั่นโถวอีกสองลูกก็ลงไปอยู่ในท้องม้า นั่นยังไม่พอมันตัวใหญ่กินจุ ลามมาถึงส่วนของเขาด้วย                                                     


              หลิงเฮ่าไม่ถือสา ทานจนเสร็จก็มือหนึ่งป้องดวงตาส่องดูดาว ตกดึกพอดี... สิ่งที่รอคอยก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะปรากฎขึ้น อดทอดถอนใจยาวๆไม่ได้ว่า                                                   
                                                                     
              ที่แท้การรอคอยอย่างไร้จุดหมาย...ก็มีรสชาติแสนทรมานเช่นนี้เอง                           
                                                                     
               "อืม...ดูเหมือนโพรงของเจ้าพวกนี้จะเย็นกว่าผืนทรายในยามกลางวันนะ" เมื่อทานเสร็จเสี่ยวเฮ่าก็เดินเล่นตามเนินทราย อุปนิสัยช่างสังเกตทำให้เขาฉุกคิดและลองขุดหลุมตามโพรงอาศัยของ 'เหยื่อ' พบว่าชั้นทรายที่ลึกลงไปราวหนึ่งศอก มีความเย็นคงที่ ไม่อมความร้อนมากเท่ากับพื้นผิวทรายด้านบน                              
                                                                     
               เกิดเป็นความคิดขุดโพรงนอนขึ้นมาทันที เพื่อกันทรายพัดลงมากลบฝังจึงเลือกจุดที่มีโขดหินบัง ใช้เวลาไม่นานนักไม้ค้ำช่วยผ่อนน้ำหนักกันชั้นดินทลาย โพรงขนานกลางที่เข้าและม้าพอจะเบียดนอนกันได้ก็เสร็จสิ้น                     


                หลังอาหารเริ่มย่อยชายหนุ่มนอนกลิ้งไปกลิ้งมาจนเบื่อหน่ายจึงได้หยิบเอา 'หลักการปกครองซางหยาง' ขึ้นมาอ่านเล่น                       
                                                                       
                 "หืม....'ดูแลปากท้องประชาชน' อย่างนั้นรึ นี่คือเรื่องพื้นฐานในการสร้างรัฐ หากขาดประชาชนไม่อาจมีรัฐผู้ปกครองที่ดีคือเอาใจประชาชน...ทว่าผู้ปกครองที่ชาญฉลาดคือรู้จักการควบคุมประชาชนต่างหากเล่า ส่วน 'กฏหมายควรมีความชัดเจน'ไม่ว่าใครก็ตามหากมีความดีความชอบก็ให้รางวัลหากกระทำผิดต้องลงโทษ 'อย่างเท่าเทียม' อะไรกันนี่พระราชาทำผิดโทษเท่าสามัญชน ฮ่าๆๆๆ" ชายหนุ่มหัวเราะจนไหล่สั่นสะท้านก่อนที่ดวงตาสีอำพันจะแปรเปลี่ยนเป็นคมเฉียบ                                                      
             "อุดมการณ์นับร้อยปีของท่าน....จะเป็นจริงได้แค่เพียงในความฝันเท่านั้น ยุคสมัยที่แพ้เป็นเจ้าชนะเป็นโจร โลหิตไม่หยุดหลั่งรดชโลมดิน...สันติสุขเป็นเพียงแค่ภาพมายาที่ใช้หลอกคนเท่านั้น" ม้วนไม้ไผ่ถูกโยนส่งๆไว้ในเป้สัมภาระ อีกครั้ง....เป็นอีกครั้งที่เขานึกเบื่อหน่ายตำราทฤษฏีที่นำมาใช้จริงไม่ได้ หากไม่ติดขัดที่ยุคสมัยก็มีปัญหาที่ชนชั้นบุคคล                           
                                                                        
             'ผลประโยชน์' เป็นเรื่องที่จัดสรรปันส่วนกันได้ยากเย็น มากด้วยความวุ่นวายและกลิ่นคาวเลือด                                                            
                                                                        
              'ความโลภ' คือหลุมฝังความเจริญและบ่อเกิดแห่งหายนะ                                          
                                                                       
               เสิ่นหลิงเฮ่ากลอกตามองท้องฟ้าเหนือปากโพรงอยู่ครู่หนึ่ง ความคิดแปรกลับเป็นว่างเปล่าอีกหน ก่อนจะปิดเปลือกตาลงเพื่อเข้าสู่ห้วงนิทรา                                                                  
++++++++++++++++++++++++++++++
(11) ผู้
                                                                                                   

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -9 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -9 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน
รองเท้าตานชูฮว่า
รูปปั้นเทพีวีนัส
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x6
x150
x1
x120
x720
x100
x90
x270
x120
โพสต์ 2017-12-3 03:43:32 | ดูโพสต์ทั้งหมด
เฮ่าเฮ่าผจญโชคชะตา
26
{ ทำดีได้ดี 8 }
ความทรงจำเบื้องหลังฝุ่นทราย
✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙
'รักของเราใยไม่ต่างจากท้องนภาแลผืนทราย
ใจของท่านมีหรือต่างจากสายลมอันโหดร้าย พานพบข้าเพียงเพื่อกล่าวคำอำลา
เหลือทิ้งไว้แค่หยาดน้ำตาและความร้าวราน'
- ฉินเอ๋อร์ -
✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙
          เขาเฝ้ามองดวงตะวันไล้ผ่านขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกมาแล้วสามหน... ท่อนแขนขาวเนียนอาบแสงสุริยันจนขึ้นสีทองอ่อนๆ จากผู้ที่งดงามก้ำกึ่งระหว่างสองเพศก็ดูสมเป็นชายชาตรีขึ้นมาก การรอคอยให้เกิดพายุทรายในแดนเหลียงโจวล่วงเข้าสู่วันที่สามอย่าเงียบสงบ ปราศจากทั้งวี่แววและสัญญาณใดใดของสิ่งที่ 'ควรจะเกิดขึ้น' ในบริเวณนี้อย่างสม่ำเสมอ
         'เคยได้ยินว่ามีการบวงสรวงเทพเจ้าเพื่อขอฝนในพื้นที่แห้งแล้ง นี่ข้าคงไม่ต้องถึงขนาดบูชายัญม้าเพื่อขอพายุทรายจากเทพไป๋เหมียวหรอกมั้ง?' คิดดูอีกหนเทพเจ้าแมวอาจไม่ชอบเนื้อม้า แต่ปลาตากแห้งที่เขาเก็บไว้นั้นเหลือเพียงไม่กี่สิบตัว ทั้งยังเป็นปลาคุณภาพดีจากลำธารวิฬารเทพเสียด้วย! แค่นำมาย่างสักพักก็ส่งกลิ่นหอมฉุยชวนทาน หากได้ทอดสักหน่อยสามารถเคี้ยวได้ทั้งตัวเลยเชียว
           ฮี้~~!! (หนมม อวิ๋นหิวหนมม!)
           นี่ยังคงเป็นยามสายจึงมีเพียงอาชาขาวปลอดที่เริงร่า เนื่องจากนกฮูกปีกลายของเขาหลังเปิดโต้ะจีนงูไปสองรอบก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการ 'จำศีลย่อยอาหาร' ไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อหลิงเฮ่าเห็นเจ้าม้าเพี้ยนขยันเอาหน้ามาดุนดันอย่างเอาแต่ใจก็อดเอ็นดูไม่ได้ ฝ่ามือเรียวยาวควานหา 'แครอท' ผักใต้ดินสีสดชนิดหนึ่งมีรสหวาน สิ่งนี้เขาได้มาโดยบังเอิญ
            บังเอิญที่ว่าก็คือเจ้าแครอทนี้หลงมาอยู่ในกระเป๋าของเขา โดยไม่ทราบสาเหตุเข้าอีกแล้ว....
            "ลาภปากของแกไปนะ อวิ๋นหยา..." ตัวเขาไม่ชอบทานอะไรที่มีสีสันฉูดฉาดนัก เจาจวินยิ่งไม่แลผักหญ้า ผลก็คือหัวแครอทพวกนี้ตกเป็นเสบียงส่วนตัวของเจ้าม้าดีดกะโหลกนี่เป็นที่เรียบร้อย
             หนแรกเขาสร้าง 'รัง' ห่างจากปากถ้ำมั่วเกาคูเพียงห้าลี้ ต่อมาจึงพบว่าระยะห้าลี้นั้นยังติดเนินทรายใหญ่บดบังทัศนวิศัยในการมองเส้นทางหลักของคณะคาราวาน แม้จะเสียดายโพรงดินที่ขึดเอาไว้แล้ว ผลสุดท้ายเขาก็ยังคงต้องย้ายมายังจุดที่ห่างจากถ้ำถึงสิบลี้....      
            'แบบนี้จึงจะเห็นได้ชัดถนัดตากว่า'          
            ยังดีที่ขนเสบียงหรือก็คือ 'เจ้าบ้านเก่า' ของโพรงดินนั้นมาด้วยได้ เมื่อคืนนี้อากาศเย็นลงอีกหนึ่งระดับ ภายหลังจากเขาสำรวจหาที่เหมาะๆ ในการสร้างโพรงดินจึงไม่รอช้าเร่งทำรังนอนในทันที
            ภายหลังจากทานมื้อกลางวัน เมื่อหนังท้องตึง หนึงตาก็เริ่มหย่อน... แต่เขาไม่ทันคาดคิดว่าขณะที่ตนกำลังผล็อยหลับนี่เอง
           กลับมีบางสิ่งเริ่มเคลื่อนไหว.....
           ขากางเกงของชายหนุ่มพองเป็นกระโจมกลมๆ แล้วยังขยับไปมาได้ด้วย! คลื่นกลมลูกนั้นเคลื่อนไปมาบนตัวเขา ไต่ผ่านท่อนขาและหน้าท้อง อวิ๋นหยากำลังเพิดเพลินกับแครอทขนมใหม่จึงไม่มันสังเกต
             กว่าที่หลิงเฮ่าจะรู้สึกตัว....กระโจมผ้าโป่งกลมนั้นก็เคลื่อนตัวไปถึงเนินอกเขา และ..
             กี๊!! (งับม่าม)
             "โอ๊ย!! อะไรกันเนี่ย!" ชายหนุ่มผมเงินดีดตัวผาง ลืมคำนึงถึงความเตี้ยและเปราะบางของเพดานทราย หัวก็ชนเข้ากับไม้ค้ำเข้าโป้กใหญ่
             ฮี้!! (อะไร อะไร! เกิดอะไรขึ้น!)
             หลิงเฮ่ารู้สึกถึงอะไรบางอย่างสิ่งตะกุยอยู่ในเสื้อเขา จึงตะครุบไว้ทันทีกะว่าหากเป็นแมลงพิษจะบีบให้แหลกคามือ!
            กี๊!! (ปล่อยนะยะ! เจ้ามนุษย์ใจบาป!)
            "หือ...นี่มันตัวอะไร" แม้จะมีเสื้อกั้นอยู่แต่ใต้ฝ่ามือกลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งกลมๆ ฟูๆ นุ่มๆ
            ฝ่ามือพลิกกลับคีบเอา 'เจ้าสิ่งแปลกปลอม' ออกมาจากคอเสื้อทันที


             "....เห้ย! นี่มันกระรอกลักหลับ!" ปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งของหลิงเฮ่าคีบพวงหางฟูฟ่องของมันไว้แล้วยกขึ้นกลางอากาศ เจ้าตัวเปี๊ยกดิ้นพล่านไปมาพยายามอย่างยิ่งที่จะพุ่งมาข่วนหน้าเขา
             กี๊!! กี๊!! (ปล่อยช๊านนน อ้ายมนุษย์เฮงซวย!)
             "อื้ม...ดูไปดูมาก็น่ารักดีแฮะ เลี้ยงกระรอกก็ไม่เลว เจ้าอ้วนกลมขนาดนี้ ชื่อ อี้หวน ก็แล้วกัน จากนี้ไปก็ทำตัวดีดีล่ะ" กล่าวจบชายหนุ่มก็ยัดเจ้ากระรอกที่ดิ้นเป็นโดนน้ำร้อนลวกใส่กระเป๋า ส่วนตนเองนั้นเอนหลังงีบเอาแรงต่อ...
               ช่วงเวลานี้เองที่หลิงเฮ่าได้พบกับความฝัน...ความทรงจำที่เลือนหายไปในวัยเยาว์


กรุ้ง กริ้ง....
นี่ยังคงเป็นเสียงของกระพรวนอีกหนหนึ่ง

'กระดิ่งน้อย....'
ใคร....ใครกันกำลังเรียกข้า
'หากท่านคืออาเหนียงจริงๆ ทำไมข้าถึงจดจำท่านไม่ได้เลย ทำไม...อาเตี่ยถึงไม่เคยพูดถึงท่านเลยสักครั้ง'
ข้ายังคงมีมารดาอยู่หรือ?
'ให้ข้าได้เห็นใบหน้าของท่านชัดๆ สักครั้งก็ยังดี อาเหนียง...'           
อย่างน้อยได้รู้อะไรเกี่ยวกับท่านบ้างก็ยังดี
'เขาจดจำได้แล้วถึงทุกสิ่งในอดีต...แต่กลับลืมสิ้นในความผูกพันธ์ของสองเรา แล้วข้าจะยังดันทุรังต่อไปเพื่ออะไร!'
..........ข้าไม่เข้าใจเลย
'ข้าไม่ต้องการของตอบแทน! น้ำใจของพวกเราชาวทะเลทรายหาใช่สิ่งที่ซื้อได้ด้วยเงิน เจ้าเอามันคืนไปแล้วส่งลูกชายข้ามานะ!'
"บุญคุณช่วยชีวิตทดแทนด้วยใช้กายเคียงคู่ข้ายอมรับได้ ทว่าเด็กคนนี้เป็นสายเลือดตระกูลข้า...ข้าทิ้งเขาไว้ที่นี่ไม่ได้"
'เขาคือลูกชายข้า เจ้าจะพาเขาไปไม่ได้! ถึงเจ้าจะไม่ยอมรับข้าที่เป็นนางระบำแล้วอย่างไร ทะเลทรายผืนนี้ก็คือแดนเกิดของเขาเจ้าไม่มีสิทธิ์มาเปลี่ยนแปลงมันได้!'
หยุดนะ....อย่าทะเลาะกันเลยเตี่ย..เหนียง
"เมื่อเลือกแล้ว...เช่นนั้นจงจำไว้จากวันนี้ไปจนชั่วชีวิตเจ้าคือ 'เสิ่นหลิงเฮ่า' คือชาวต้าฮั่นมิใช่ชนเผ่าทะเลทราย....คือบุตรชายคนเดียวของข้าเสิ่นเทียนฉี...'
อาเตี่ย...แท้จริงแล้วข้าคือใครกันแน่
'เจ้าคือเสิ่นหลิงเฮ่า'
พอแล้ว...ไม่ต้องพูดอีกแล้ว
'กระดิ่งน้อย....'
หยุดนะ! ข้าไม่อยากฟัง!
'หลิงเฮ่า!'
พอสักทีเถอะ!!
          แฮว๊กกก!!! (ตัวเอง! ตื่นเดี๊ยวนี้!!)
          ฮี้~~~!!! (มาแล้ว!! มันมาแล้ว!!)
          "เฮือกกก!!" ชายหนุ่มผวาลุกขึ้นในทันใดไม่ทราบว่าด้วยเสียงปลุกอันดังของเจาจวินและอวิ๋นหยา หรือเพราะฝันร้ายที่แทบจะสูบเอาจิตใจของเขาไป
          'ต้องเป็นเพราะช่วงนี้คิดมากแน่ๆ ถึงได้เก็บไปฝัน...' เขาราดน้ำลงบนหน้าตัวเองเพื่อไล่ความเหนื่อยล้า ขณะนั้นเองก็รู้สึกได้ถึงกระแสอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป.....
           ฮู๊ก~~!! (ไปเร็ว! มันมาแล้ว!)
           เกลียวทรายสูงร้อยจั้งเริ่มก่อตัว กระแสลมร้อนพลันโหมสะพัดรุนแรงจนปอยผมตีกันยุ่ง หลิงเฮ่ารวบสัมภาระด้วยมือเดียวก่อนจะออกวิ่งไปยังถ้ำมั่วเกาคู
           ให้รอมาสามวัน ในที่สุดก็มาถึงจนได้!
           'นี่สินะพายุทราย.....'


✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -7 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -7 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน
รองเท้าตานชูฮว่า
รูปปั้นเทพีวีนัส
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x6
x150
x1
x120
x720
x100
x90
x270
x120
โพสต์ 2017-12-3 06:47:34 | ดูโพสต์ทั้งหมด
เฮ่าเฮ่าผจญโชคชะตา
27
{ ทำดีได้ดี 9 }
ม้าทรพี
✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙
'หยั่งรู้ฟ้าลิขิตนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่หมายจะฝืนชะตาฟ้าลิขิตนั้น เป็นเรื่องยาก'
✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙
           ลมร้อนระอุพัดโหมกระหน่ำดูดกลืนเอาทุกสิ่งรอบข้างเข้าไปจนเกิดเป็นกำแพงฝุ่นทรายสูงร่วมสองร้อยจั้ง หลิงเฮ่ามือหนึ่งกอดกระเป๋าสัมภาระอีกมือลากกล่องกู่ฉินตรงดิ่งเข้าสู่ถ้ำ การวิ่งเต็มฝีเท้าในทะเลทรายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบาก ด้วยว่าพื้นทรายมีการยุบตัวตามน้ำหนักที่กดลงยิ่งชลอความเร็วในการเคลื่อนไหวของพวกเขา
            เมื่อพบว่าอวิ๋นหยาเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าตน ชายหนุ่มผมเงินจึงเหวี่ยงตัวขึ้นหลังอาชาสีขาวปลอดในทันที
            ฮี้~~!! (ก็บอกให้ขึ้นมาตั้งแต่ทีแรก!)
            ฮู๊กก ! (ควบเข้าเจ้าม้ามันจะตามเราทันแล้ว!)                                                            
           เจาจวินจิกจงอยปากลงหัวอวิ๋นหยาอย่างเร่งรัด กำแพงทรายด้านหลังคล้ายมีดวงตาที่มองเห็นตรงดิ่งมายังทางนี้ด้วยความรวดเร็ว

             '....ก่อนจะหาตัวเด็กคนนั้นเจอ หวังว่าข้าจะไม่โดนทรายพวกนี้กลบหน้าไปเสียก่อนนะ'
บุรุษในชุดผ้าดิบสีหม่นสามารถสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุและแรงลมที่ไล่ตามหลังตนมา
              "เร่งเข้าอวิ๋นหยา!"
              วิ้วว~~ วู้ว~~
              ทั้งสามชีวิตโกยแน่บด้วยวิชาฝ่าเท้าหนีตาย เข้าสู่เส้นชัยถ้ำมั่วเกามาได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนที่พายุทรายจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นกว่านี้

               'แฮ่ก.....' หลิงเฮ่ารู้สึกเหมือนเส้นยาแดงผ่าแปด หลังจากตรวจเช็คสัมภาระต่างๆดูว่าเข้าที่และเรียบร้อยดีรึยัง ชายหนุ่มพยายามวางตนเองให้เป็นเสมือนนักเดินทางธรรมดาที่ติดพายุจนเดินทางไปต่อไม่ได้ เลือกที่จะพักค้างแรมในถ้ำแห่งนี้...

               ???าง นี้~ ทานี?

               "หืม...พวกเจ้าได้ยินเสียงอะไรบ้างไหม?" จู่ๆ ก็มีเสียงประหลาดไร้ที่มาดังขึ้นในบริเวณถ้ำ เขาแปลกใจนักเพราะเมื่อครั้งสำรวจเมื่อสองวันก่อนเขายังไม่พบความผิดปกติใดใด

               มาสิ~ มาทางนี้~ มา~

               สุ้มเสียงคล้ายสตรีผู้หนึ่งเพรียกหาชายในดวงใจ คล้ายทั้งมารดาเพรียกหาบุตรอย่างอ่อนโยน เป็นน้ำเสียงที่อ่อนโยนบริสุทธิ์ และเปี่ยมไปด้วยความลึกลับเกินจินตนาการ
                ฮูก.... (ได้ยินชัดแจ๋ว)
                ฮี้.....(ผีรึเปล่า! อวิ๋นกลัว!)
                หลิงเฮ่าไม่มีความหวั่นเกรงต่อภูติผีอยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่จำความได้อาเตี่ยเคยกล่าวกับเขาว่า 'ภูตผีนั้นไม่น่ากลัวเท่าคนเป็น ส่วนมากมนุษย์นั่นล่ะที่ถูกความกลัวเข้าครอบงำเมื่อใดที่ประคองสติไม่อยู่ก็กลายเป็นทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนรอบข้าง' คิดได้ดั่งนั้นหลิงเฮ่าจึงทบทวนจุดประสงค์ของตนเองอีกหน
               'ข้ามาเพื่อช่วยคน...จะถอยหลังกลับตอนนี้ไม่ได้โดยเด็ดขาด!'                                
               เขาต้องตั้งสติให้มั่นคง พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ ก่อนคิดจะช่วยเหลือผู้ใด จิตใจของเราต้องเข้มแข็งเสียก่อน!
                "เจาจวิน อวิ๋นหยา...มาเถอะ"
                สองเท้าวก้าวเข้าไปภายในถ้ำอย่างหนักแน่น จุดหมายคือทิศทางที่มาของเสียงปริศนานั้นเอง
                                                                    
             หลิงเฮ่ามาหยุดยืนอยู่หน้าปากปล่องทางแยก อุโมงค์ในถ้ำนั้นเขาสำรวจครบทุกซอกทุกมุมแล้ว แต่ไม่ทราบด้วยเหตุอันใดจึงมีจุดหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไป.....อุโมงค์ที่สิบ

โพรงถ้ำหมายเลขหนึ่ง : ยาวห้าสิบห้าว ไม่พบร่องรอยของคน - ตัน
โพรงถ้ำหมายเลขสอง : ยาวร้อยสองก้าว มีรังของนกอินทรี ไม่พบร่องรอยคน - ตัน
โพรงถ้ำหมายเลขสาม : ยาวสามสิบก้าว มีเศษผ้าฝ้ายติดอยู่ที่ซอกหิน แต่เก่ามากแล้วไม่น่าจะใช่ของเด็กคนนั้น มีช่องลมอยู่ด้านบน เหนือพื้นขึ้นไปสามสิบจั้ง
โพรงถ้ำหมายเลขสี่ : ความยาว 1~2 ลี้โดยประมาณ มีลม อาจทะลุไปถึงแนวเขาอีกด้าน กว้างมากคาดว่าเป็นโถงถ้ำหลัก ด้านตะวันออกมีแอ่งน้ำจืดในถ้ำขนาดกลาง....พบร่องรอยสัตว์ป่ามาดื่มกิน ไม่พบร่องรอยคน
โพรงถ้ำหมายเลข......สิบ........
ประกอบไปด้วยโขดหินธรรมดา พื้นดินเรียบ
ไม่พบร่องรอยคน.....

           ใช่แล้วควรจะไม่พบสิ่งใดตามที่ได้บันทึกตามการสำรวจรอบแรก แต่เมื่อเขาเดินเข้ามากลับพบว่าแหล่งกำเนิดของเสียงประหลาด มาจากหลุมข้างโขดหินในอุโมงค์นี้เอง...                       

           โขดหินเกิดประกายแสงแววระยับจับตา ส่องมลางเมลืองดั่งอัญมณีล้ำค่า

            มาสิ~ มาทางนี้~

            เสียงนั้นยังคงเพรียกหาเขามิได้ขาด วูบหนึ่งที่หลิงเฮ่าเกือบประคองสติไว้ไม่อยู่และกระโดดลงไปตามคำเรียก

            ฮี้~!! (น่ากลัวววว กลัวแล้ววว)

            อวิ๋นหยาเริ่มไม่อยู่สุกมันยืนกระสับกระส่ายไปมา ไม่ยอมห่างจากเขามากเกินไป

            ฮูก!! (เอาไงต่อดีล่ะที่รัก)

            เขายังคงครุ่นคิด นี่ออกจะ...แปลกประหลาดมากเกินไป ข้างล่างหลุมไม่ทราบลึกเท่าไร เขามาช่วยคนมิใช่ฝังศพตัวเอง หลิงเฮ่ามองเชือกที่เอว ตอนเดินเข้ามาในโถงถ้ำก็ได้ผูกพ่วงอาชาไว้เช่นเดิมเพื่อกันอุบัติเหตุ

            ทว่าหนนี้เชือกจะยาวพอรึไม่?

            "เจาจวินเจ้ารู้ไหม...มิจฉาชีพบางประเภทก็มาเคาะประตูถึงหน้าบ้านเราเพื่อยัดเยียดในสิ่งที่เราไม่ต้องการ นั่นน่ะน่ากลัวเสียยิ่งกว่าพวกซ่อนดาบในรอยยิ้มเสียอีก"

            และตอนนี้เขาก็กำลังโดนล่อลวงเพื่อยัดเยียด 'อันตราย' ให้อยู่ ขืนโดดลงไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลังคนผู้นั่นก็มิใช่เขา 'เสิ่นหลิงเฮ่า'

            ขณะชายหนุ่มผมเงินกำลังครุ่นคิดอยู่นั่นเอง เบื้องหลังไม่ทราบเกิดเหตุอันใดขึ้นอวิ๋นหยาเจ้าม้าขี้ปอดก็แหกปากลั่นถ้ำ เสี่ยวเฮ่าไม่ทันได้หันกลับไปดู ก็ถูกลำตัวม้ากระแทกร่วงลงไปในหลุมเบื้องหน้าทันที

            เสียงโหยหวนในความมืดมีใจความว่า

            "อวิ๋นนนหยาาา อ้ายยม้าา ทรยศ ศ ศ"

✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 +35 ความหิว -24 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 35 -24 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน
รองเท้าตานชูฮว่า
รูปปั้นเทพีวีนัส
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x6
x150
x1
x120
x720
x100
x90
x270
x120
โพสต์ 2017-12-3 22:24:07 | ดูโพสต์ทั้งหมด
เชิญหมูลงหลุม

✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙

[Youtube]https://www.youtube.com/watch?v=2GgKVpyQv7k?t=2472[/Youtube]

        "อวิ๋นหยาาา อ้ายยยม้าทรยศ...ศ..."

        เสียงก้องสะท้อนโหยหวนดังขึ้นมาจากปากปลุมภายในอุโมงค์ที่สิบแห่งถ้ำมั่วเกา เจาจวินแผดร้องลั่นพุ่งเข้าจิกตีเจ้าม้าพิฆาตนายหวังแลกชีวิตกัน

          ฮู๊กกก!! (แก๊!! ทำอะไรลงป๊ายย! อ้ายม้าโง่สมองแกลบ!!)

          ฮี้!! (อวิ๋นเปล่านะ! อวิ๋นไม่ได้ตั้งใจ!)

          &%@*%#@&!!!

          การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด เจ้าฮูกน้ำตาลปีกลายโถมเข้าจิกลูกตา ม้ามีหรือจะยอมพุ่งงับปีกมันไว้แล้วสะบัดอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีตัวใดที่สังเกตเห็นเลยว่าขดเชือกด้านข้างอานนั้นลดความยาวลงไปเรื่อยๆ และเมื่อมันหมดลง...

          ฉึบ!!

           "....!!!!"

           แรงมหาศาลกระชากขึ้นมาตามสายเชือก ดูดเอาอีกปลายด้านหนึ่งที่ผูกติดแน่นกับอานของอาชาสีขาวปลอดให้พุ่งลงไปยังปากหลุมอย่างรวดเร็ว

          ฮี้!! (ช่วยโด้ยยย!!!)

          ฮูก..ฮูก!! (สมน้ำหน้า! ลงไปเลยนะแก!)

          เจาจวินตีปีกบินเย้ยมองเจ้าม้าที่ครึ่งตัวหายเข้าไปในหลุมประหลาดนั่นอย่างลำพองใจ

          ทว่ายังไม่ทันรื่นรมย์ในทุกข์ของผู้อื่นได้นาน เจ้าม้าบ้าเลือดก็ใช้แรงเฮือกหนึ่งดีดตัวขึ้นมางับปางมันไว้ ก่อนจะดึงลงไปพร้อมกัน!

          แฮว๊กกก!!! (ม๊ายย!! ปล่อยนะอ้ายม้าเลวว)

          ฟลุ๊บ!!

          สุดท้าย....ไม่ว่ามันจะดิ้นรนอย่างไร ทั้งนกและม้าต่างก็โดนดูดลงหลุมไปตามเจ้านายในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน...

            ......

            ............

            .....................

            ภายในหลุมนั้นปรากฎแสงสีฟ้าวูบวาบอยู่รอบกาย ทั้งสามชีวิตต่างอยู่ในสภาพดิ่งลงด้วยความเร็วยิ่ง

           "อ๊าาาาา---------!!!!"

           แก๊วกกกกก-------!!!!

           ฮ๊ายยยยยยย----------!!!!

          แหกปากร้องประสานเสียงกอดคอกันดิ่งลงเช่นนี้มาเป็นเวลาครึ่งเค่อแล้ว... ทว่าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะถึงพื้นดินเมื่อใด

          พลิกตัวตีลังกาไปห้าสิบตลบ หกหน้าหกหลังอีกนับไม่ถ้วน หลิงเฮ่ารู้สึกราวกับตนเองเป็นนักกายกรรม

          หนึ่งเค่อผ่านไป.......

          "อ๊าาาาา---------!!!!"

           แก๊วกกกกก-------!!!!
           ฮ๊ายยยยยยย----------!!!!
           ก็ยังคงไปไม่ถึงพื้นเช่นเดิม....
           สองเค่อผ่านไป......
           "อ๊า....."
          แกว้ก......
           ฮี้........
           ผู้เคราะห์ร้ายเริ่มคอแห้งกันเสียแล้ว... เสิ่นหลิงเฮ่าดิ่งลงมาเช่นนี้ครึ่งชั่วยาม คราวแรกก็เหมือนท้องใส้ปั่นป่วนจนอาเจียนเอาของเก่าออกมา อวิ๋นหยาเองก็ตาเหลือน้ำลายฟูมปากไปหน เจาจวินสลบคาเส้นทางไปสามรอบ....กล่าวมาทั้งหมดที่เกิดขึ้น พวกเขาก็ยังคงร่วงลงไปไม่ถึงพื้นเสียที
         หลิงเฮ่าจนปัญญาจะนึกว่าสรุปแล้วตนเองกำลังเผชิญอยู่กับสถานการณ์ใดกันแน่ วูบหนึ่งเขาแค่คิดว่าจะต้องร่วงหล่นอยู่เช่นนี้ตลอดไป หากอาหารหมดก็ต้องอดตาย
         นึกแล้วพาลให้สติแตก...เลิกคิด
         ชายหนุ่มผมเงินพยายามประคองตัวให้ 'หล่น' อย่างมืออาชีพ คือท่าหดคองอเข่า ถุงน้ำข้างเอวถูกยกขึ้นมาจิบและสำลักไปสองหน
         อีกครึ่งชั่วยามต่อมา....
         จู่ๆ แสงสีฟ้าที่รายล้อมรอบพวกเขาก็เริ่มวูบวาบเร็วขึ้น เสิ่นหลิงเฮ่าตาพร่าจนไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้อีกต่อไป รู้สึกบิดมวนในท้องจนอยากจะอาเจียนอีกรอบ เจาจวินแทบจะฝังตัวเองลงในแขนเสื้อเขา อวิ๋นหยานั้นสลบไปเป็นที่เรียบร้อย                                                         
        ".....เทพไป๋เหมียวทรงโปรดดด!!"

✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙

         @Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -47 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -47 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน
รองเท้าตานชูฮว่า
รูปปั้นเทพีวีนัส
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x6
x150
x1
x120
x720
x100
x90
x270
x120
โพสต์ 2017-12-10 05:48:45 | ดูโพสต์ทั้งหมด
เฮ่าเฮ่าผจญโชคชะตา
32
{ ทำดีได้ดี 14 }

กวี กะปอม กับเด็กหลงผู้ปกครอง
✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙
มนุษย์เราใช้เวลาในการ 'ลืม' ความรู้สึกที่เกิดขึ้นยาวนานยิ่งกว่าพยายาม 'จดจำ' เรื่องบางเรื่อง
นั่นเป็นเพราะเราใช้ 'สมอง' ในการจดจำสิ่งที่ผ่านเข้ามา
แต่ใช้ 'หัวใจ' ในการเก็บรักษาความรู้สึกที่มี
✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙



             ดวงตะวันลับลาลงสู่ทิศประจิม เงาของจันทราฉายโฉมอย่างเลือนลางเหนือเส้นขอบฟ้า ฝุ่นทรายคละคลุ้งโปรยปรายดั่งละอองไอ เนินสูงผาหินภายนอกถ้ำมั่วเกาในเวลานี้อาบย้อมไปด้วยแสงแห่งสนธยาสีส้มอมคราม

           คนกลุ่มหนึ่งแต่งกายด้วยชุดหลากหลายชนเผ่ายืนนิ่งมองตรงไปอย้างไร้ทิศ พวกเขาอยู่บนเนินทรายด้วยอากัปกิริยาเช่นนี้มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ราวกับต้องมนต์สะกดลึกลับของ 'ใคร' หรือ 'อะไร' บางอย่าง

           อาชาสีขาวปลอดตัวหนึ่งพยายามเอาหัวของมันดุนดันหลังบุรุษผู้เป็นเจ้านายอย่างมุ่งมั่น เจ้าของเกศาสีเงินยวงยังคงยืนนิ่ง มือของเขาจับจูงเด็กหญิงผมม้าอายุราวไม่เกินสิบปีเอาไว้

           ฮี้~~~!!! (เจ้านายยย เป็นอะไรไหมม)

           'หืม? เสียงม้า...?' เสิ่นหลิงเฮ่ารู้สึกตัวอีกครั้งกลับไม่ทราบว่าตนมายืนอยู่บนผืนทรายได้อย่างไร หันมองรอบกายก็พบผู้คนนับสิบหงากหลายชนเผ่ายืนงุนงงไม่ต่างจากตน

            ฮูก.... (ตัวเอง...เค้าหิว)

            "เจาจวิน....อวิ๋นหยา? เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น คนพวกนี้มาจากไหน? เอ๊ะ?" เหมือนพึ่งรู้สึกได้ถึงสายตากลมโตคู่หนึ่งที่จ้องมา ผ่ามือน้อยๆที่เกาะกุมอยู่เริ่มคลายตัวออก

            "พี่ชายเป็นใครหรอ? เห็นท่านแม่ของหนูไหมคะ?" ผมหน้าม้าสีดำปัดน้อยๆ ไปตามแรงลมเผยให้เห็นดวงตาลูกกวางสีดำขลับที่แสนไร้เดียงสา

            'แล้วเด็กนี่ใครกัน?..?...' นักกวีหนุ่มเริ่มสับสน ก่อนจะเรียงลำดับความทรงจำในหัวทีละฉากอย่างช้าๆ เขาถูกนักล่าค่าหัวตามตัวเจอที่อู่โต้ว ตามด้วยการเตลิดของอวิ๋นหยาเจ้าม้าเถื่อนลากพ่วงมากลางทะเลทราย... เจาจวินนำทางเข้าเมืองตุนหวงหลังจากนั้น ก็ได้เข้าช่วยเหลือสตรีชาวหูผู้หนึ่งในการตามหาบุตรีของนางที่หายตัวไปภายในถ้ำมั่วเกาคู

           "ถ้ำมั่วเกาคู?" นักกวีหนุ่มหันขวับไปด้านหลัง พบโพรงถ้ำลี้ลับที่ผู้คนต่างขนานนามกันว่า 'ถ้ำกินคน' นี่คือสถานที่ๆ ตนเฝ้าดูอยู่เป็นเวลาครึ่งสัปดาห์ พื้นที่ในถ้ำคล้ายว่าได้สำรวจไปแล้วทุกซอกทุกมุม แผนที่ถ้ำถูกยกขึ้นมาเพื่อความแน่ใจก่อนจะเก็บลงไปในกระเป๋า

           'แล้ว....ข้าไม่ใช่ตกลงไปในอุโมงค์ที่สิบหรอกหรือ?' แล้วทำไมถึงขึ้นมาอยู่ที่นี่ได้ เด็กเบื้องหน้าเขาคือใครกัน....

            ในใจของชายหนุ่มรู้สึกมีบางอย่างไม่ถูกต้อง ร่องรอยของความทรงจำคง้ายจะขาดหายไปบางช่วง... เขามายืนอยู่กลางกลุ่มคนนับสิบจูงเด็กที่ไม่รู้จักได้ยังไงกัน?

            ทำไมจึงรู้สึกว่าลืมบางเรื่องที่สำคัญยิ่งไป ทว่ายิ่งค้นลงลึกเท่าใดกลับพบเพียงความว่างเปล่า

            หลังพิจารณาเค้าหน้าของแม่หนูผมม้าดูแล้วก็พบว่ามีเงาซ้อนของสตรีเผ่าหูผู้นั้นอยู่หลายส่วน

             "หนูคือซาร์อี? ที่พลัดหลงกับมารดาในกองคาราวานรึเปล่า?" ลองถามดูก่อนแล้วกัน

              คำตอบที่ได้รับคือการพยักหน้ารัวๆ น้ำตาคลอเต็มหน่วยนั้นทำให้ชายหนุ่มรีบเอ่ยคำถัดไป
               
               'ไม่ๆๆ อย่าร้องนะ ร้องขึ้นมาล่ะงานเข้าแน่ คนได้หาว่ารังแกเด็กพอดี!'

                "ดีจริง! ท่านแม่ของหนูกำลังตามหาตัวหนูอยู่ แต่ทะเลทรายนั้นกว้างมากเลยให้พี่ชายช่วยหาอีกแรง เอาล่ะ...ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว พี่ชายจะพาเรากลับไปหามารดาดีไหม?"

                  หลิงเฮ่าปลอบโยนเด็กน้อยเสร็จก็ผิวปากเรียกเจาจวินและอวิ๋นหยามายังเนินทราบ หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กร่วมเดินทางกลับเข้าสู่เมืองตุนหวง

✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -16 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -16 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า