เจ้าของ: ไม่ระบุชื่อ

{ เมืองฉางอัน } ย่านการค้า

  [คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2017-10-5 23:18:24 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LIN เมื่อ 2017-12-2 12:47

87
= ค่ำคืนแห่งเทศกาลไหว้พระจันทร์ บทสาม =

          เจียนหลิวแยกทางกับพวกหลินที่ไปร่วมงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ ณ หอปี้ซู เป็นการชั่วคราวโดยเขาบอกกับอีกสามคนว่าจะไปรออยู่หน้าโรงเตี๊ยมแต่ทว่าเมืองหลวงฉางอันนั้นนับว่าเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองที่สุดในอาณาจักรทำให้มีโรงเตี๊ยมตั้งอยู่มากมายเกินกว่าที่บุรุษหนุ่มจะตัดสินใจเลือกเข้าไปได้ ทำไมก่อนหน้านี้เขาจึงไม่คิดเรื่องนี้กันนะ?
          บุรุษหนุ่มเดินเตร่อย่างไร้จุดหมายท่ามกลางผู้คนมากมายภายในย่านการค้า เขาไม่ค่อยรู้เรื่องเส้นทางภายในเมืองหลวงรวมทั้งเมืองอื่นๆเลยแม้แต่น้อยนั่นเป็นเพราะว่าเท่าที่จำความได้ตัวเขาได้เติบโตขึ้นที่เมืองเยี่ยเฉิงโดยไม่ค่อยได้ออกไปใช้ชีวิตนอกเมืองเท่าไรนัก เขาตัดสินใจหยิบลูกเต๋าที่เขาพกติดตัวตลอดเวลาโยนขึ้นในมือหวังเสี่ยงโชคจากตัวอักษรที่จะขึ้นบนหน้าลูกเต๋าระหว่างที่ผู้คนกำลังเดินสวนไปสวนมาจนแทบจะชนไหลกัน
          "โอ๊ย" หญิงสาวคนหนึ่งถูกชนจนล้มไปกับพื้น
          "เป็นอะไรมากหรือเปล่า?" เมื่อเห็นเช่นนั้นเจียนหลิวจึงรีเข้าไปช่วยพยุงหญิงสาวคนนั้นเพื่อไม่ให้นางถูกผู้คนที่สัญจรไปมากันอย่างแน่นหนาในคืนเทศกาลเช่นนี้เหยียบเข้าให้
          "ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ ขอบคุณที่ช่วยข้าเอาไว้มิเช่นนั้นข้าคงถูกเหยียบไปแล้ว" หญิงสาวปัดเศษฝุ่นเศษดินออกจากเสื้อผ้าเล็กน้อย นางส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับชายหนุ่มผู้ให้ความช่วยเหลือ
          "ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว เจ้าควรเดินให้ระวังหน่อยในที่ที่คนมากมายเช่นนี้" เจียนหลิวเอ่ยบอกกับหญิงสาวคนนั้นด้วยความหวังดี
          "ขอบคุณมากจริงๆเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อน" หญิงสาวเอ่ยอำลาก่อนเดินจากไปอย่างเร่งรีบ บางทีด้วยสภาพในชุดขอทานเช่นนี้อาจทำให้เจียนหลิวดูท่าทางไม่ค่อยน่าเชื่อถือก็เป็นได้
          เจียนหลิวเดินวนไปวนมาในย่านการค้าอยู่นานสองนาน เขาตัดสินใจไม่ได้เสียทีว่าจะเลือกโรงเตี๊ยมแห่งไหนดีทั้งที่ไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว แต่ไม่ว่าอย่างไรคนไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเขาก็พอจะหาที่ซุกหัวนอนได้ ด้วยเป็นขอทานจึงทำให้เขายังพอที่จะสามารถหาทางเอาตัวรอดจากปัญหาเฉพาะหน้าเช่นนี้ได้บ้าง เขาสามารถนอนที่ไหนก็ได้หากไม่มีใครไล่ที่ทว่าปัญหาเพียงอย่างเดียวในตอนนี้ก็คือเขาได้นัดกับพวกหลินเอาไว้แล้วว่าจะเจอกันที่โรงเตี๊ยมสักที่นั่นเอง ชายหนุ่มคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกซ้ำร้ายความซวยซ้ำซวยซ้อนมาเยือนจู่ๆอาการที่เรียกแปลกๆที่ไม่ทราบสาเหตุของเขาเกิดกำเริบขึ้น ภาพตรงหน้าของชายหนุ่มเริ่มพร่ามัวร่างทั้งร่างหนักอึ้งจนยากที่จะทรงตัวไหว สติของเขาเลือนลางจนกระทั่งวูบดับไป






คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -4 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -4 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กำหนดลมหายใจ<br>ขั้นสูง
สุราไผ่เขียว
ฮั่นเสียทองเทวะ
เกราะทองคำ
รูปปั้นไป๋เหมียว
กระบี่ไม้
ตัวเบาพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x32
x5
x8
x2
x5
x28
x10
x1
x1
x1
x764
x1
x1
x6
x30
x6000
x100
x100
x5
x1
x5
x11
x50
x40
x2
x26
x128
x100
x50
x200
x5
x10
x110
x50
x280
x4
x84
x10
x10
x15
x15
x165
x20
x130
x682
x22
x74
x5000
x158
x22
x360
x1
x105
x259
x33
x5
x9999
x50
x30
x10
x34
x1
x5
x100
x1075
x50
x1
x3
x221
x10
x5
x20
x30
x20
x25
x35
x100
x25
x25
x10
x200
x3
x200
x150
x92
x120
x125
x400
x170
x20
x250
x20
x205
x50
x115
x50
x640
x25
x1
x92
x7
x24
x20
x1
x1

85

กระทู้

422

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147464120
ดีนาเรียส
0
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483292
โพสต์ 2017-10-6 14:43:46 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-18 00:02

PART CVIX


     ...วันแรกสำหรับการค้าขาย...
     กว่าที่คาราวานกองเสบียงจะเดินทางมาถึงฉางอันก็ปาเข้าไปบ่ายโมงกว่าและเป็นช่วงเวลาที่สุดของวัน ซึ่งนั่นไม่เป็นการดีสำหรับคาบูโตะที่ร่างกายเป็นธาตุหยินเท่าไร เขาต้องนำเสื่อคลุมสินค้ากางออกมาเพื่อบังแดดและพยายามทำสมาธิกักไอเย็นไม่ให้ร่างไหลออกจากร่างกาย และเพราะว่าเกวียนได้รับเสบียงมาจากซานตงด้วยแล้วทำให้พื้นที่นั่งมีเหลืออยู่น้อยต้องเบียดเสียดกับสินค้าและอาหารจนต้องนั่งคุดคู้อยู่บนนั้น
     "ถึงแล้วฉางอัน" ทหารคุมกองเสบียงเอ่ยบอกหลังจากที่ขบวนเกวียนจอดสนิทดี ภาพตรงหน้าคือฉางอันที่คุ้นเลย ทั้งตึกรามบ้านช่องใหญ่โตโอ่อ่า หรูหราสมกับเป็นเมืองหลวงและที่แน่ๆ คนยังคงขวักไขว่เช่นเดิม
     "ขอบคุณพี่ชายมากเลยขอรับที่ให้พวกเราติดเกวียนมาด้วย" เลี่ยงเหลียงโค้งคำนับ ซึ่งคาบูโตะที่ออกมายืนบิดตัวยืดเส้นสายก็ก้มคารวะตาม
     "พวกเจ้าเอาสินค้ามาขายแล้วเดี๋ยวจะกลับว่านเฉิงใช่ไหม ถ้ามาทันเย็นนี้ก็ติดคาราวานกลับไปด้วยกันได้" นายทหารคนนั้นบอกอย่างมีไมตรีสมกับเป็นทหารตัวอย่างที่ทำหน้าที่รับใช้ประชาชน อาจจะเป็นเพราะจิตสำนึกส่วนบุคคลและเจ้านายดีที่ปลูกฝังความคิดที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา
    "ใช่แล้ว แต่ว่าข้าต้องขายทั้งหมดอีกตั้งเก้าร้อยกว่าคู่ ไม่แน่ใจว่าจะขายทันไหม ไม่เป็นไรหรอกพี่ชาย เดี๋ยวพวกข้ากลับกันเองได้" คาบูโตะเอ่ยบอกอย่างรู้สึกเกรงใจหากให้ใครต้องมารอ อันที่จริงเขาก็อยากจะแบ่งรองเท้าสานพวกนี้เป็นสินน้ำใจให้กับทหารด้วยแต่ดันเป็นของที่ขายเพื่อทดสอบเสียด้วย การแจกฟรีอาจจะผิดวัตถุประสงค์นี้ไปหน่อย...
     "งั้นก็โชคดี ขายให้หมดไวๆ ล่ะ ว่านเฉิงต้องการกำลังคนหนุ่มมาช่วยงานอยู่"
    "เช่นกันพี่ชายขากลับก็เดินทางปลอดภัย" คาบูโตะกล่าวลาออกมาในใจเขาก็คิดเช่นนั้น
     "โชคดีขอรับ แล้วเจอกันอีกทีที่ว่านเฉิง" นักพรตหนุ่มยกมือขึ้นคารวะ แล้วจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็แยกจากกันไป

     ชายหนุ่มทั้งสองมองผู้คนที่พลุกพล่านเต็มถนนทางเดินแล้วคิดว่าจะไปตั้งแผงขายที่ตรงไหนดีเพราะแต่ละที่ก็มีร้านค้าตั้งเรียงเต็มไปหมดยากที่พ่อค้าหน้าใหม่จะมาตั้งแผงเร่ขายสินค้า ดีไม่ดีจะมีการเก็บค่าเช่าที่หรือภาษีการค้าอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ท่าทางว่าพวกเขาคงต้องแอบตั้งแผงกันซึ่งสถานที่ที่อำนวยก็มีคนพลุกพล่านน้อยกว่าใจกลางของตลาดมากนัก
    "ระวังด้วย ถึงพ่อค้าใหญ่จะบอกว่ารองเท้ามีต้นทุนสิบตำลึงแต่เจ้าจำสิ่งที่ไหลออกมาจากรองเท้าสานได้ไหม?" คาบูโตะกอดหีบสินค้าไว้แน่นเขาแข็งแรงจนสามารถยกมันขึ้นได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ถึงกระนั้นก็เคลื่อนไหวไม่สะดวกนักยามเมื่อต้องฝ่าฝูงชนและทั้งต้องระวังโจรขโมย
     "จำได้สิขอรับ เงินสิบชั่งใช่ไหม?" เลี่ยงเหลียงกระซิบตอบ คงไม่เป็นการดีหากมีใครรู้ว่าสิ่งของในหีบนี้แม้จะเป็นรองเท้าสานหน้าตาบ้านๆ แต่มันกลับซุกซ่อนทองคำไว้ในนั้น ซึ่งมันทำให้ทั้งสองรู้สึกแคลงใจว่ารองเท้านี้มีต้นทุนที่สิบตำลึงแน่หรือ หรือหากต้นทุนต่ำขนาดนั้นจริงแล้วทองคำสิบชั่งที่ร่วงลงมาคือทองจริงหรือทองเก๊
     "ใช่" คาบูโตะพยักหน้าพลางคิด หากเป็นทองปลอมก็ถือว่าเจ๊ากันไป แต่หากเป็นทองคำจริงล่ะก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าสิ่งที่อยู่ภายในหีบสินค้านี้จะมีมูลค่ามากมายขนาดไหน "แล้วข้าเคยมีเข้าไปพัวพันกับการจับขโมยด้วย ไม่แน่ว่าอาจจะมีโจรเยอะอยู่ ต้องระวังเป็นพิเศษ"
    "ขอรับ" เลี่ยงเหลียงพยักหน้าตอบรับ หากต้องถึงเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลอีกคงไม่เป็นการดี เสียทั้งเวลาและเงินทองสู้ไม่ประมาทและปลอดภัยแต่เนิ่นๆ คงดีกว่า
     เดินหาทำเลอยู่สักพักทั้งสองก็ได้ที่นั่งขายของที่ทั้งร่วมรื่นและไร้การตรวจตราจากทางการแต่ก็อยู่ตั้งท้ายตลาดและผู้คนสัญจรผ่านไปมาไม่มากเพราะใกล้เข้าเขตที่พักอาศัยของประชาชนแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ย่อท้อ ลองประกาศขายเวลามีคนเดินผ่านไปผ่านมาก็ได้ ก่อนอื่นพวกเขาปูเสื่อลงบนพื้นแล้วเอาสินค้ามาวางเรียงที่หน้าร้านสองสามคู่เช่นเดียวกับที่ทำที่ว่านเฉิง แล้วประกาศขายรองเท้าเป็นช่วงๆ เมื่อมีคนเดินผ่านไปผ่านมาโดยอุบเรื่องที่มีเงินร่วงลงมาจากรองเท้าไว้เผื่อมีคนมาซื้อไปเก็งกำไร เพราะเขาอยากจะขายให้กับชาวบ้านธรรมดาที่ยากจกได้ใส่รองเท้าที่ดีและมีเงินแถมให้ตั้งตัว
     "เร่เข้ามา! เร่เข้ามา! รองเท้าสานคุณภาพดีจากเมืองว่านเฉิง ใส่แล้วนุ่มเบาสบายเท้า บัณฑิตก็ใส่ได้ ชาวนาก็ใส่ดี แค่คู่ละยี่สิบตำลึง รายได้ส่วนหนึ่งร่วมพัฒนาเมืองว่านเฉิงจากภัยพิบัติด้วยนะเอ้อ! ไม่ซื้อไม่ว่าลองเข้ามาดูก่อนได้!!"
     มีชาวบ้านสนใจมาเลือกซื้อรองเท้าสานของคาบูโตะอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากเท่าไร เพราะว่ามันทั้งราคาถูกเพียงแค่ยี่สิบตำลึง ราคาเพียงเท่านี้ถือว่าถูกมากเผลอๆ จะถูกกว่าข้าวสวยดีๆ หนึ่งชามเสียอีก แต่ก็ยังขายได้ไม่มากพอที่จะทำให้รองเท้าในหีบลดจำนวนลงมากกว่านี้ จนพวกเขาชักคิดแล้วว่าจะขายหมดภายในสามวันหรือไม่
     "ขอซื้อรองเท้าสองคู่เจ้าค่ะ" หญิงชาวบ้านคนหนึ่งที่ผ่านมาเลือกดูรองเท้าสานราคาถูกแล้วตัดสินใจซื้อมันไปสองคู่ มาถึงตรงนี้เขาก็ขายรองเท้าที่ฉางอันไปได้สิบคู่แล้ว ยังเหลืออีกตั้งแปดร้อยแปดสิบคู่ที่ยังขายไม่ออก
    "ขอบคุณที่มาอุดหนุนขอรับ" เลี่ยงเหลียงทำหน้าที่รับเงินและส่งสินค้า เมื่อทำการขายเรียบร้อยแล้วเขาก็หันไปคุยกับคาบูโตะเรื่องพื้นฐานของการทำบัญชี "ข้าคิดว่ามีการจดบันทึกก็ดีนะขอรับ ทั้งรายรับ รายจ่าย มีของที่ยังเหลืออยู่ในหีบอีกเท่าไร"
    "งั้นรึ" คาบูโตะลูบคางคิด แม้ว่าอาชีพเดิมของเขาคือชาวประมงหาปลามาขายแต่ก็ไม่เคยทำการจดบันทึกบัญชีทางการเงินเลยสักครั้ง เพราะแบบนี้จึงไม่รู้เลยว่าเงินที่หามาได้ทั้งหมดรั่วไปกับหนี้สินค่าเหล้าของบิดา "อืม... ข้าคิดว่าก็ดีนะ แต่ไม่มีกระดาษกับพู่กันคงต้องไปซื้อมาใหม่"
     "เช่นนั้นข้าไปหาซื้อมาให้นะขอรับ" เลี่ยงเหลียงเอ่ยบอกถุงเงินรายได้ที่ขายของได้ทั้งหมดก็อยู่ที่นักพรตหนุ่มพอดี คาบูโตะพยักหน้าให้ไปเขาไว้ใจอีกฝ่ายและไม่คิดว่าเลี่ยงเหลียงจะเชิดเงินหนีไปด้วย และเมื่อเลี่ยงเหลียงปลีกตัวไปซื้ออุปกรณ์ทำบัญชีคาบูโตะก็ต้องขายรองเท้าต่อคนเดียว
     "รองเท้าขายยังไงคะ" หญิงชาวบ้านแม่ลูกดกจูงมือลูกๆ วัยไล่เลี่ยกันถึงเจ็ดคนและยังมีที่อุ้มอยู่อีกเดินมาดูแผงรองเท้าราคาถูกที่ตั้งขายอย่างเงียบเหงา
    "โอ้ รองเท้าคู่ละยี่สิบตำลึงครับ เป็นแบบขนาดมาตรฐานถ้าจะปรับขนาดให้พอดีเท้าก็แก้ที่เชือกเอา" คาบูโตะหยิบรองเท้าคู่หนึ่งมาลองทดสอบให้ดูโดยพยายามสาธิตให้เบามือเพราะกลัวเงินจะรั่วออกมาอีก
     "แบบนี้ลูกๆ ของข้าก็น่าจะใส่ได้ ถ้างั้นเอาทั้งหมดเก้าคู่แล้วกันค่ะ" หญิงคนนั้นเห็นการสาธิตรองเท้าก็พอใจเลยตั้งใจจะซื้อให้ครบทุกคนในครอบครัว
     "ซื้อสิบคู่เลยไหมพี่สาวจะได้จ่ายเป็นเงินชั่ง เนี่ยทั้งหมดสองชั่งพอดีเลยนะ" ชายหนุ่มส่งสายตาอ้อนวอนให้หญิงชาวบ้านได้ซื้อเพราะมันง่ายต่อการจำด้วยสมองปลาทองของเขา
     "สิบคู่รึ" นางคิดอยู่พักหนึ่ง "ก็ได้ๆ เก็บเอาไว้ฝากแม่ข้าด้วย"
    "ขอบคุณมากพี่สาว!" ในเมื่อตกลงการขายได้สำเร็จคาบูโตะก็ห่อรองเท้าสานสิบคู่ให้แก่หญิงคนนั้นพร้อมกับรับเงินมา "ขอให้โชคดี ร่ำรวยๆ นะ"
     ลูกค้าแม่ลูกดกรับสินค้ามาพร้อมกับยิ้มงงๆ ที่อยู่ๆ พ่อค้ารองเท้าก็มาอวยพรให้นางร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะบางทีก็เคยได้ยินคำอวยพรจากพ่อค้าที่ให้บริการบ้างเหมือนกัน

      เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงเลี่ยงเหลียงยังไม่กลับมา ตอนนี้คาบูโตะขายรองเท้าเพิ่มได้อีกห้าคู่โดยลูกค้าที่เป็นคู่รักและชายชรา ตอนนี้ชายหนุ่มชักเริ่มร้อนใจเสียแล้วที่อยู่ๆ นักพรตก็หายตัวไปพร้อมกับถุงเงินที่ขายได้มา หรือว่าเขาจะคิดผิดที่ไว้ใจคนร่วมเดินทางกันมานานกันแน่ หัวคิ้วสีขาวขมวดเจ้าหากัน แม้จะเรียนเคล็ดวิชาใจน้ำแข็งมาแล้วแต่ก็ไม่อาจช่วยทำให้เขาใจเย็นลงได้
    "กลับมาแล้วขอรับ" นักพรตเลี่ยงเหลียงหายไปครู่ใหญ่กว่าจะกลับมา ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาซื้อมาจะมากกว่ากระดาษและหมึกพู่กัน "หาร้านขายอุปกรณ์ตั้งนานขอรับกว่าจะเจอ" เขานั่งลงและวางห่อของที่ซื้อมาไว้ตรงหน้า
     "หายไปนานจนข้าคิดว่าเจ้าเชิดเงินหนีไปแล้วนะ" คาบูโตะพรูลมหายใจเย็นๆ ออกมาอย่างโล่งอกที่อย่างน้อยเขาก็เลือกไม่ผิด พลางมองของที่นักพรตหนุ่มซื้อมา "ไม่ได้ซื้อมาแค่กระดาษกับพู่กันรึ?"
     "ใช่ขอรับ ข้าซื้อนี่มาด้วย" เลี่ยงเหลียงนำบางสิ่งออกมาจากห่อกระดาษ มันมีลักษณะเป็นกรอบสี่เหลี่ยมและมีเม็ดลูกไม้เสียบกับไม้มากมายมันคือลูกคิดนั่นเอง "ลูกคิดขอรับ"
    "หืม มันจำเป็นสำหรับการทำบัญชีด้วยนี่นะ" คาบูโตะเลิกคิ้วมองเขาคาดไม่ถึงและลืมไปเลยว่าพ่อค้าจำเป็นจะต้องพกสิ่งนี้ติดตัวไว้ตลอดเวลา
     "แล้วนี่ขายได้เพิ่มกี่คู่แล้วหรือขอรับ?" เลี่ยงเหลียงเอ่ยถามเพราะว่าเขาจะจดข้อมูลสินค้าที่ขายได้ในวันนี้ลงในสมุดบัญชีก่อนกันลืม ส่วนวิชาการเขียนและการทำบัญชีค่อยสอนคาบูโตะทีหลัง
    "หลังจากที่เจ้าคล้อยหลังไปก็... แม่ลูกดกซื้อไปสิบคู่ ลุงแก่ๆ ซื้อไปสาม แล้วก็คู่รักซื้อไปอีกสอง" คาบูโตะไล่ความทรงจำของตัวเองออกมา จากนั้นเลี่ยงเหลียงก็ดีดลูกคิดที่ซื้อมาใหม่โดยไม่ต้องคำนวนในใจให้เสียเวลา แล้วลงบันทึกต่อจากรายการที่ขายได้ไปก่อนหน้านี้
     "รวมแล้วก็สิบห้าคู่สินะขอรับ" เลี่ยงเหลียงเขียนตัวเลขที่เป็นอักษรฮั่นด้วยตัวบรรจง คาบูโตะเลิกคิ้วมองเมื่อได้เห็นอักษรฮั่นเขาก็จำได้ว่าทันทีว่าเขียนมันได้เพราะการเขียนตัวเลขในความทรงจำที่ติดมานั้นเหมือนกัน
    "ถึงตัวหนังสือข้าจะยังเขียนไม่ได้ แต่ข้าเขียนตัวเลขได้นะ" คาบูโตะตอบออกมา
     "จริงหรือขอรับ เช่นนั้นก็ง่ายขึ้น แปลว่าตัวเลขของฮั่นกับยามาโตะใช้อักษรเดียวกันสินะขอรับ" เลี่ยงเหลียงค่อนข้างมั่นใจว่าอีกฝ่ายเป็นชาวยามาโตะเช่นเดียวกับลูกค้าที่ซื้อรองเท้าหนึ่งร้อยคู่เมื่อตอนก่อนฟ้าสางเพราะเข้าใจภาษาเดียวกันได้
    "อาฮะ งั้นเดี๋ยวจากนี้ข้าบันทึกเอง!" คาบูโตะตอบรับอย่างแข็งขัน และในวันนี้พวกเขาก็ขายรองเท้าสานไม่ได้อีกจึงตัดสินใจกันว่าจะไปพักที่โรงเตี๊ยมฉางอันกันก่อนแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยเริ่มขายรองเท้ากันใหม่  


@Admin

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +200 ชื่อเสียง +20 ความหิว -11 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 20 -11 + 2

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

422

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147464120
ดีนาเรียส
0
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483292
โพสต์ 2017-10-7 16:48:24 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-18 00:08

PART CXII


    ...วันที่สองสำหรับการค้าขาย...
     หลังจากทานข้าวปลาและจัดการธุระของตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว สองหนุ่มหนึ่งพ่อค้าฝึกหัดและอีกหนึ่งศิษย์รุ่นใหม่สำนักฉวนเจินได้ออกมาตั้งแผงขายรองเท้าสานกันแต่เช้าตรู่โดยตั้งแผงขยับทำเลให้ใกล้ใจกลางตลาดมากกว่านี้เพื่อจะได้ขายสินค้าให้หมดทันภายในสามวัน พวกเขาลองใช้วิธีให้คนหนึ่งเฝ้าแผงส่วนอีกคนหนึ่งเดินเร่ขายไปด้วย
     แม้รองเท้าที่ขายจะราคาเพียงเท่าเดียวของต้นทุนแต่ชายหนุ่มทั้งสองก็ไม่อยากที่จะขึ้นราคาให้แพงไปมากกว่านี้เพราะจะไม่ยุติธรรมกับคนที่มาซื้อใหม่ และพวกเขาต้องการขายให้กับชาวบ้านที่มีฐานะยากจนได้ใส่รองเท้าดีๆ รวมอาจได้ลาภลอยจากการซื้อสินค้าของพวกเขา
     คาบูโตะเป็นฝ่ายเฝ้าแผงเพื่อจดบัญชีไปด้วยส่วนเลี่ยงเหลียงก็เอารองเท้าไปเดินเร่ครั้งละสิบคู่ ในครั้งแรกๆ ที่คาบูโตะต้องลงบัญชีด้วยตัวเองเขาทำได้อย่างเชื่องช้าและเขียนตัวอักษรไม่สวยงามนัก แต่พอเขียนไปได้หนึ่งหน้ากระดาษเขาก็เริ่มชินและทำได้อย่างคล่องแคล่วขึ้น พ่อค้าฝึกหัดลงบัญชีอย่างละเอียดทุกครั้งหลังการขายตามที่นักพรตหนุ่มได้ย้ำนักย้ำหนา ทั้งนี้เพื่อให้ติดเป็นนิสัยและไม่ให้ลืม
     "ขายหมดไปอีกสิบคู่แล้วขอรับ" เลี่ยงเหลียงกลับมาตัวเปล่าแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หลังจากการเดินเร่ขายในรอบที่สี่ ดูเหมือนว่าวิธีการให้คนหนึ่งเดินขายจะได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจกว่าการนั่งอยู่ติดที่ ถ้าหากว่าซูปี้ยังอยู่อีกคนและช่วยกระจายกันขายก็น่าจะยิ่งขายรองเท้าหมดได้เร็วขึ้นยิ่งกว่านี้ แต่พอคิดถึงน้องสาวที่ถูกจับตัวไปคาบูโตะก็ถอนหายใจออกมาเป็นไอเย็น
     ระหว่างที่เขานั่งขายอยู่ที่แผงก็แอบสืบข่าวของซูปี้ไปด้วยโดยแกล้งเนียนถามถึงชายชุดดำที่มีรอยสักรูปกระต่าย แต่ดูเหมือนว่าชาวบ้านฉางอันและนักเดินทางพเนจรจะไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ช่างน่าใจหายที่เมืองว่านเฉิงทั้งเมืองถูกวางเพลิงราบคาบแต่ชาวบ้านที่พอรู้ข่าวจะเข้าใจว่าเป็นเหตุไฟไหม้จากความประมาทธรรมดาทั้งที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทางการอาจต้องการปิดข่าวของพรรคภูติทมิฬลมดำเพื่อไม่ให้ชาวบ้านต้องหวาดกลัวซึ่งเขาก็ว่าอะไรไม่ได้ ได้แต่หวังว่าทางการจะมีวิธีการรับมือและป้องกันเหล่าคนชั่วไม่ให้ไปทำเมืองไหนวอดวายอีกเป็นครั้งที่สอง
     "แล้วทางนั้นเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?" เลี่ยงเหลียงเอ่ยถามขณะกำลังเติมสินค้าเพื่อทำการเดินขายรอบที่ห้า
     "นี่ไง" คาบูโตะยกบัญชีให้อีกผ่ายได้ดูเห็นรายการสินค้าที่ขายออกไปแล้วเป็นหน้าๆ ก็ชื่นใจ ท่าทางวันนี้พวกเขาน่าจะขายสินค้าได้เกินสองร้อยคู่แน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ควรจะขายให้ได้เกินสี่ร้อยคู่เพื่อไม่เป็นภาระของวันสุดท้ายมากนัก
     "ตอนนี้ก็ขายไปได้สามร้อยกว่าคู่แล้วสินะขอรับ" เลี่ยงเหลียงเห็นว่ายอดการขายเพิ่มขึ้นก็ยิ่งดีใจและมีไฟมากกว่าเก่าราวกับว่าตัวเขาเป็นพ่อค้าเสียเอง "งั้นข้ารีบเอาไปขายเพิ่มดีกว่าขอรับ"
    "ไปดีมาดีล่ะ" คาบูโตะอวยพรยิ่งเร่ขายได้เยอะก็ยิ่งดี และเขาก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าผู้ช่วยพ่อค้าจะถูกโจรปล้นกลางทางเพราะวิทยายุทธ์ของอีกฝ่ายไม่เป็นรองใคร ถ้ามีโจรมาวิ่งราวล่ะก็ถือว่าฆ่าตัวตายชัดๆ

     ในระว่างที่คาบูโตะกำลังนั่งเฝ้าแผงและประกาศขายรองเท้าเร่ไปด้วยนั่นเองก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าตาและสารรูปบ่งบอกได้เลยว่าเป็นคนขี้เหล้าเพราะเนื้อตัวมอมแมมกอปรกับกลิ่นสุราเหม็นหึ่งที่โชยออกมาจากลมหายใจ แต่ในฐานะพ่อค้าที่ดีเขาก็ต้องยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรไม่ว่าลูกค้าจะเป็นใครก็ตาม
     "ขาย... เท่าไร เอิ้ก..." ชายเมาเหล้ายืนโซเซไปมาเหมือนคนที่จะล้มไม่ล้มแหล่ถามราคารองเท้าสานกับคาบูโตะ
     "รองเท้าสานคู่ละยี่สิบตำลึงพี่ชาย ลองดูก่อนได้เป็นขนาดมาตรฐาน ซื้อใส่เองก็ดีฝากคนอื่นก็ได้นะพี่ชาย" คาบูโตะโปรยรอยยิ้มการค้าเต็มที่
     "งั้นข้าเอา..." ชายเมาสุรายกมือขึ้นนับนิ้วเหมือนกับว่านับตามจำนวนของสมาชิกภายในบ้านก่อนที่จะสรุปออกมา "เอิ้ก... เอาข้างนึง"
    "หะ? ข้างนึง เอิ่ม... หมายถึงคู่นึงสินะ" ชายหนุ่มขมวดคิ้วที่ขาวโพลนเข้าหากันทันที นี่เขาฟังผิดใช่ไหม? หรือว่าฟังถูกแล้ว?
     "ข้างนึงไง ข้างนึง ฮ่าๆๆ ล้อเล่นน่าทำหน้าเป็นหมางงไปได้ เอารองเท้ามาให้ข้าคู่นึง" ลูกค้าเมาเหล้ายังคงยียวนกวนประสาทจนทำให้เส้นเลือดที่ขมับของพ่อค้าหนุ่มผุดขึ้นมา เขาสูดหายใจเข้าลึกแล้วนับหนึ่งถึงสิบในใจเพื่อทำให้หัวที่เริ่มอุ่นนั้นเย็นลงและถือสุภาษิตที่ว่า 'อย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมา..'
     "ได้ คู่นึงยี่สิบตำลึง" คาบูโตะส่งมอบสินค้าและรับเงินมาตามจำนวน แต่ก็ต้องทำใจเย็นเพราะชายเมาสุรามั่วแต่นับเงินวนไปวนมาอยู่นาน จนต้องท่องเคล็ดวิชาในใจเพื่อดับไฟร้อนที่เริ่มจะสุมหัว 'ใจนิ่ง ดังน้ำแข็ง แม้ฟ้าถล่ม ก็ไม่หวั่น ดวงจิต ไร้พัวพัน สุขกายสบายใจ...'
     หลังจากที่ชายเมาเหล้าซื้อรองเท้าหายไปเพียงแค่คล้อยหลังไปเลี่ยงเหลียงก็กลับมาเติมสินค้าที่แผงขายอย่างรวดเร็ว
     "กลับมาไวนะรอบนี้?" คาบูโตะเลิกคิ้วถามเลี่ยงเหลียงอย่างประหลาดใจ ไม่คิดว่าวันนี้จะขายรองเท้าได้ดีราวกับเทน้ำเทท่า
     "มีลูกค้าเหมาไปน่ะขอรับ แล้วก็มีลูกค้าเก่าบางคนมาขอซื้อเพิ่มด้วย" นักพรตหนุ่มยิ้มแหยๆ "สงสัยว่าลูกค้าบางคนจะรู้แล้วนะขอรับว่ารองเท้านี่มันมีเงินซ่อนอยู่"
    "ฮึ่ม... งั้นรึ จนได้สินะ" ถึงจะได้ยินดังนั้นแต่สองหนุ่มไม่ได้ดีใจเท่าไรเพราะเขาต้องการขายรองเท้าให้กับผู้ไม่รายได้น้อยจริงๆ ไม่ใช้ให้ไปเก็งกำไรกัน
     "แต่จะไม่ขายก็ไม่ได้ล่ะขอรับ" เลี่ยงเหลียงถอนหายใจออกมาแล้วลงไปนั่งพักดื่มน้ำข้างๆ คาบูโตะ
    "หวังว่าอย่ามีคนแบบนั้นรู้ตัวเพิ่มอีกเร็วนักแล้วกัน..." คาบูโตะกล่าวออกมาพลางมองรองเท้าสานที่ขายออกไปได้กว่าครึ่งหีบแล้ว แต่คนที่ซื้อมันสนใจคุณค่าของมันน้อยกว่าเงินที่แถมอยู่ในนั้น
     พูดยังไม่ทันขาดคำชายเมาสุราคนเดิมก็กลับมาคราวนี้ใบหน้าของเขาตื่นเต้นและสร่างเมาเต็มที่ เพียงแค่ปราดสายตามองก็รู้ได้ทันทีว่าชายคนนั้นรู้แล้วว่าภายในรองเท้านี้มีอะไรซ่อนอยู่
     "เหะๆ น้องชายข้าขอซื้อรองเท้าเพิ่มห้าสิบคู่สิ" คราวนี้ชายขี้เมาสร่างเมาดีและมาพูดดีกับคาบูโตะ เห็นได้ชัดเลยว่าสายตานั้นมีความละโมบโลภมาก
    "โห พี่ชาย ซื้อเยอะแยะจะเอาไปฝากที่บ้านสินะ" ชายหนุ่มยิ้มแหยทำทีเป็นเนียนคุยไปอย่างนั้นไม่ให้เสียบรรยากาศ "ห้าสิบคู่สิบชั่งครับ" เขาห่อรองเท้าสานให้ลูกค้าโลภมากเป็นอย่างดีแล้วรับเงินมาก่อนจะถอนหายใจยาว "เฮ้อ..."
    "เอาน่า ถือว่าเขาเอาไปให้ญาติหรือแจกคนอื่นก็แล้วกันนะขอรับ" เลี่ยงเหลียงพูดปลอบใจด้วยรอยยิ้มแห้งๆ แต่ผ่านไปไม่นานนักชายขี้เมาคนนั้นก็กลับมาโวยวายที่แผงขายของ
     "เฮ้ย! หลอกลวงกันนี่หว่า รองเท้าห้าสิบคู่ที่ข้าซื้อไปไม่เห็นว่ามันจะมีทองออกมาเลย!!" เขาโวยวายเสียงดังจนกระทั่งชาวบ้านและพ่อค้าแถบนั้นตาโตเงี่ยหูฟัง และด้วยความเสียงดังนั้นทำให้เลี่ยงเหลียงและคาบูโตะถึงกับเหงื่อตกเมื่อฮั่นมุงเริ่มเข้ามาออ
     "ช้าก่อน พี่ชายพูดอะไรเนี่ย รองเท้าสานร้านข้ามันก็เป็นรองเท้าธรรมดาๆ จะมีทองไหลออกมาได้ไงเล่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า..." คาบูโตะแกล้งเนียนแสดงละครด้วยท่าทีเกร็งๆ ที่เขาไม่ร้อนตามเพราะเตรียมใจไว้แล้วและหากโวยวายไปตามนิสัยอาจทำให้การค้ามีปัญหา เขาจึงได้แต่ขบฟันกรอดแล้วหัวเราะออกมา
     "ก็คู่แรกที่ข้าซื้อไปมันมีเงินอยู่ในนั้นไงเล่า!! ไม่งั้นใครจะบ้ามาซื้อเพิ่มหา!!!" ชายขี้เมาอันธพาลเสียงดังจนชาวบ้านที่มามุงดูต่างส่งเสียงซุบซิบว่ารองเท้าสานมันจะมีทองออกมาได้จริงหรือ
    "ช้าก่อน เรื่องนี้พวกข้าไม่รู้จริงๆ แค่เอารองเท้าจากว่านเฉิงมาขายถูกๆ เท่านั้น หากมีทองจริงข้าคงไม่ขายราคาถูกกว่าข้าวสารหรอกน่า" เขาเบนสายตาหลบหลังจากที่โกหกคำโตออกไป และได้เรียนรู้ทักษะของพ่อค้าอีกอย่างก็คือสกิลตอ*ตื๊ด* และหลังจากนี้คงได้ใช้ทักษะนี้อีกหลายครั้งด้วยกัน ทั้งที่หากเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากจะโกหกใคร
     "นั่นสิขอรับ หากขายต่ำกว่าต้นทุนพวกข้าก็ขาดทุนย่อยยับกันพอดี" เลี่ยงเหลียงรีบเอ่ยสนับสนุนไม่เปิดโอกาสให้ลูกค้าโลภมากได้เถียงต่อ ชาวบ้านที่มามุงต่างซุบซิบกันบางคนก็เห็นด้วยแต่บางคนก็แย้งบอกว่าเคยได้ยินข่าวลือแบบนี้ออกมาเหมือนกัน
     "ไม่รู้แหล่ะ ยังไงข้าก็จะขอเงินคืนในเมื่อรองเท้านี้ไม่มีประโยชน์อะไรกับข้าแล้ว!!" ลูกค้าขี้เมาโวยวายใหญ่โตเหมือนกับว่าพวกเขาเป็นพ่อค้าช่อโกงเอารัดเอาเปรียบอย่างนั้น จนทำให้คาบูโตะเริ่มจะเดือดขึ้นมาจริงๆ
    "นี่พี่ชายคิดจะเรียกเงินคืนด้วยรองเท้าสภาพนั้นจริงรึ" ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกรวมถึงบรรยากาศรอบตัวก็เริ่มเย็นลงไม่รู้ด้วยปราณเย็นที่เขาแผ่ออกมาหรือว่าเป็นรังสีอำมหิตส่วนตัว ทุกคนในที่นั้นต่างมองไปที่รองเท้าสานสภาพยับเยินบ้างถูกฉีกบ้างถูกมีดกรีดจนชำรุดเสียหายเพราะชายคนนั้นต้องการหาเงินที่ซุกซ่อนอยู่ด้านใน "แล้วที่พี่ชายเจอเงินในนั้นมันก็เรื่องบังเอิญ มาซื้อเพิ่มเพราะโลภมากแท้ๆ บอกไว้เลยว่าการลงทุนมันก็มีความเสี่ยงแบบนี้แหล่ะ ถ้ารับผลของมันไม่ได้ก็อย่าคิดจะเสี่ยงตั้งแต่แรก"
     "นั่นสิจริงด้วย แล้วจะเอาของเสียมาคืนแบบนี้ก็หน้าด้านไปนะ" เสียงซุบซิบของชาวบ้านยิ่งกดดันให้ชายขี้เมายอมแพ้
     "ชิ! งั้นข้าก็ไม่เอาแล้วทั้งรองเท้าทั้งเงิน" ชายขี้เมาเขวี้ยงซากรองเท้าทิ้งลงตรงหน้าแล้วเดินแหวกฝูงชนไปด้วยโทสะ แต่เหนือสิ่งอื่นใดเขาน่าจะเจ็บใจตัวเองมากกว่า คาบูโตะขมวดคิ้วมองซากรองเท้าที่เสียหายพยายามสูดหายใจเข้าให้ใจเย็นลงโดยคิดว่าอย่างน้อยก็พอเอาไปทำเชื้อฟืนต่อได้
     หลังเรื่องชุลมุนเกิดขึ้นชาวบ้านบางส่วนต่างแยกย้าย แต่ก็มีชาวบ้านบางส่วนเหมือนกันที่เชื่อเรื่องข่าวลือและต้องการจะเสี่ยงโชค
     "เอ่อ... พ่อค้าข้าขอซื้อรองเท้าคู่นึงสิ แหะๆ" ชาวบ้านที่อยากลองเสี่ยงโชคมารอซื้อลองเท้าของร้านเขาดู ในเมื่อรองเท้าราคาถูกขนาดนี้หากได้เงินมาก็ถือว่ากำไรแต่หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ถือว่าได้รองเท้าใส่เล่นคู่หนึ่ง ในเมื่อการแลกเปลี่ยนที่ชนะทั้งสองฝ่ายไม่มีใครเสียผลประโยชน์ไปกว่ากันการค้าจึงเกิดขึ้น
     ตรงนี้เองคาบูโตะกับเลี่ยงเหลียงก็ขายรองเท้าเพิ่มได้อีกเกือบหนึ่งร้อยคู่ และหลังจากที่เรื่องชุลมุนยุติลงคาบูโตะและเลี่ยงเหลียงก็ได้มาคุยกัน
     "แสดงว่ารองเท้าทุกคู่ไม่ได้มีเงินอยู่ในนั้นสินะขอรับ?" นักพรตหนุ่มเอ่ยถามหลังจากที่เงียบไปนาน
     "อาจจะนะ แต่ไม่รู้สิตอนที่ข้าเอาใส่ห่อมันก็น้ำหนักเท่ากันหมด... หรือไม่ฟ้าดินคงอยากให้บทเรียนกับคนโลภมั้ง" คาบูโตะยักไหล่พลางจดบัญชีไปด้วย และหวังว่าจะไม่ขาดตกเพราะมีชาวบ้านที่ต้องการซื้อรองเท้าเพื่อเสี่ยงโชคเยอะเหลือเกิน
    "แต่นี่ก็เหลืออีกไม่เยอะแล้วนะขอรับ" เลี่ยงเหลียงเอ่ยบอกเมื่อมองไปที่หีบสินค้าพบว่ารองเท้าสานลดลงไปมากกว่าครึ่งหีบแล้ว หากประเมินด้วยตาเปล่าน่าจะเหลืออยู่ราวๆ เกือบสามร้อยคู่เท่านั้น แต่มีถุงเงินถุงใหญ่วางแทนที่สินค้าที่พร่องลงไป ซึ่งหากพรุ่งนี้ขายดีแบบวันนี้อีกก็จะได้ปิดแผงแล้วกลับไปว่านเฉิงกัน
    "อาฮะ งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า ขายมาทั้งวันเริ่มจะหิวแล้วสิ" คาบูโตะเอ่ยบอกเมื่อลงบัญชีได้จนถึงยอดปัจจุบันเขาก็เก็บข้าวของเตรียมกลับไปพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมที่เดิม
     

@Admin

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +200 ชื่อเสียง +20 ความหิว -4 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 20 -4 + 2

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

422

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147464120
ดีนาเรียส
0
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483292
โพสต์ 2017-10-8 21:02:59 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-18 00:10

PART CXIV


     ...วันที่สามสำหรับการค้าขาย...
    "อะ.. ผมท่านเหมือนจะเริ่มกลับมาเป็นสีเดิมแล้วนะขอรับ" เลี่ยงเหลียงเอ่ยทักขึ้นหลังจากลุกออกจากที่นอนในยามเช้าและเห็นคาบูโตะที่เพิ่งงัวเงียขึ้นจากเตียงเช่นกัน
     "หะ? งั้นรึ" คาบูโตะที่เพิ่งตื่นนอนตาสว่างแล้วรีบไปส่องเงาหน้าตัวเองในโลหะเนื้อแบนเรียบที่ติดไว้กับผนังห้องทันที ใบหน้าที่ซีดเซียวไร้ชีวิตชีวาของเขาเริ่มมีสีสันขึ้นกว่าเดิม เรียวคิ้วหนากลับกลายเป็นสีเข้ม ส่วนเส้นผมเป็นสีน้ำตาลเข้มแบบก่อนหน้าที่เรียนวิชาแต่มีสีขาวแซมประปรายเหมือนกับคนผมหงอก เขาลองทดสอบลมหายใจของตนเองดูก็พบว่ามันยังคงเย็นเหมือนเดิมสม่ำเสมอ "อืม ท่าทางจะเป็นอย่างที่อาจารย์บอกจริงๆ พรุ่งนี้คงกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้แล้วมั้ง"
     ชายหนุ่มร่างสูงหันซ้ายและขวามองภาพสะท้อนของตัวเองบนแผ่นโลหะติดผนังห้องอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ตัดสินใจล้างหน้าล้างตาแล้วลงไปหาอะไรทานที่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม จากนั้นจึงออกหาทำเลที่ตั้งร้านที่ใหม่กัน

     คาบูโตะและเลี่ยงเหลียงลองเปลี่ยนสถานที่ขายรองเท้าสานมาใกล้ๆ กับถนนสายตะวันตกเพราะพวกเขายังไม่เคยได้เฉียดไปขายสินค้าในบริเวณนั้นเลยสักครั้ง ตั้งแผงขายสินค้าตั้งแต่งเช้ามาจนบ่ายก็ยังขายรองเท้าสานได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยคู่ เหลือสินค้าในหีบกว่าสองร้อยคู่ดูท่าทางแล้ววันนี้พวกเขาคงขายมันไม่หมดและไปรายงานการขายกับพ่อค้าใหญ่ไม่ทันเวลาแน่ๆ
     "เฮ้อ... เอาอย่างไรดีล่ะขอรับ ท่าทางว่าที่ตรงนี้จะขายออกยากสุดๆ" เลี่ยงเหลียงหันมองไปทางซ้ายขวาก่อนจะเอ่ยออกมา ทั้งที่ถนนฉางอันตะวันตกเป็นทางไปสำหรับย่านสถานเริงรมย์แท้ๆ และน่าจะมีผู้คนขวักไขว่ที่สุดแห่งหนึ่งของฉางอัน แต่กลับไม่ค่อยมีลูกค้าสนใจซื้อรองเท้าสานมากนัก
     อันที่จริงแล้วก็สมควรจะขายไม่ออก เพราะเห็นว่าลูกค้าที่เดินไปเล่นการพนันในบ่อนใกล้ๆ นั้น เดินออกมาด้วยสภาพล่อนจ้อนหมกตัวเพราะไม่มีเงินเพียงพอสำหรับจ่ายเดิมพันมากมายหลายราย หากว่าพวกเขาเปลี่ยนจากขายรองเท้าสานเป็นขายใบจากปิดช่วงล่างน่าจะได้เงินดีกว่านี้
    "ฮึ่ม... นั่นสินะ บัญชีแทบไม่ได้ลงเลยด้วย" คาบูโตะมองสมุดบัญชีการขายในวันที่สามที่นานๆ จะได้เขียนสักตัวอักษร ไม่แน่ว่านอกจากเรื่องทำเลที่ตั้งแล้วยังเกี่ยวกับสิ่งที่เขาคิดเอาไว้เมื่อคืนก็อาจจะมีส่วนที่ถูกต้องด้วยเช่นกัน
    "แล้วถ้าขายไม่ทันจะเป็นอย่างไรล่ะขอรับ" เลี่ยงเหลียงเอ่ยถามสีหน้าเป็นกังวลทันที
    "อืม... ตอนนี้เหลืออีกตั้งสองร้อยเจ็ดสิบสามคู่ ถ้าไม่มีใครซื้อข้าคงซื้อเองแล้วเอาไปแจกขอทานตามทางกลับไปว่านเฉิงมั้ง" คาบูโตะถอนหายใจยาว เพราะหากว่าเขาต้องเสียเงินซื้อเองก็เป็นเงินถึงห้าสิบสี่ชั่งเลยทีเดียว
     "ขอให้มีเศรษฐีใจบุญผ่านมาแถวนี้แล้วซื้อรองเท้าไปแจกคนจนด้วยเถ้อ" เขายกมือขึ้นภาวนากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่แถวๆ นั้นโดยไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะเป็นเจ้าแม่หนี่วา เง็กเซียนฮ่องเต้ หรือเทพีฉางเอ๋อห์ ให้ช่วยส่งใครคนนั้นมาเพื่อซื้อรองเท้าสานเหมายกแผง

     
@Admin

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +200 ชื่อเสียง +20 ความหิว -11 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 20 -11 + 2

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

422

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147464120
ดีนาเรียส
0
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483292
โพสต์ 2017-10-9 00:08:25 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-18 00:10

PART CXV



     "เอ... ท่านคาบูโตะหรือเปล่าเจ้าคะ?" เงาของสตรีนางหนึ่งที่กางร่มหยุดยืนอยู่ด้านหน้าเมื่อเดินผ่านมาที่หน้าแผงขายรองเท้าสาน น้ำเสียงของนางนั้นไพเราะและคุ้นหู และเมื่อไล่สายตามองไปยังด้านบนนางคือ จ้าวเฟยเอี้ยน บุตรสาวร้านขายข้าวที่เคยช่วยเหลือคาบูโตะไว้ตอนที่มีคดีความกับโม่ต้าจื่อนั่นเอง
     "อ้าว สวัสดี... แม่นางจ้าว" ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่นึกชื่อของนางอยู่สักพักจึงลองเรียกออกมา ในตอนแรกเขากะว่าจะขอความช่วยเหลือจากนางเรื่องซูปี้แต่เมื่อวุ่นวายอยู่กับการขายของก็ลืมไปเสียสนิทว่าสามารถพึงพาคนตระกูลจ้าวได้
     "ทำไมผมของท่านเป็นเช่นนั้นล่ะเจ้าคะ? แล้วนี่ท่านกำลังขายรองเท้าสานอยู่หรือ? แล้วซูปี้ไปไหนหรือเจ้าคะ?..." เฟยเอี้ยนยิงคำถามออกมาเยอะแยะมากมายจนรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนเองนั้นถามไปเสียเยอะจนต้องยกมือขึ้นมาปิดปากพลางอมยิ้มน้อยๆ อย่างเก้อเขิน "ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าตื่นเต้นจึงถามเยอะเกินไป..."
     "ไม่เป็นไรๆ" คาบูโตะยิ้มเกร็งๆ ที่มุมปากออกมา แม้ว่าพวกเขาจะแยกจากตระกูลจ้าวมานานเป็นเดือนแต่พอมารู้ว่านางยังไม่ลืมซูปี้และยังให้การเอ็นดูเด็กคนนั้นอยู่ก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมา "คำถามแรก ผมของข้าทำไมเป็นแบบนี้..." ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับจับปอยผมสีน้ำตาลผสมขาวของตนเองขึ้นมาอย่างชั่งใจพลางขมวดคิ้วคิดว่าจะบอกความจริงแก่นางไปดีหรือไม่แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะใช้ทักษะตอ*ตื๊ด* ที่ได้เรียนรู้มาเมื่อวาน
     เพราะเขาพอจะรู้นิสัยของจ้าวเฟยเอี้ยนมาบ้าง หากทีคนร้องขอนางที่สิบแต่นางพร้อมจะช่วยเหลือกลับไปยี่สิบ เรื่องนี้ก็เช่นกันร่างกายนี้เป็นของเขานางคงช่วยอะไรไม่ได้และหากให้รู้คงต้องเก็บความกังวลไปคิดมากมายแน่ๆ เขาจึงเลือกปกปิดพร้อมหัวเราะแก้เก้อออกมา "ช่วงนี้ข้ากำลังรับแบบทดสอบการเป็นพ่อค้าเลยเครียดๆ นิดหน่อยน่ะ ผมเลยหงอก ฮ่าๆๆๆ"
     "เช่นนั้นเองสินะเจ้าคะ การค้าขายมีเรื่องให้ต้องคิดมากมายท่านคงปวดหัวมากเลยทีเดียว อย่างไรก็รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าคะ" หญิงสาวยิ้มตอบด้วยรอยยิ้มหวานสะท้านใจชายแต่อาจจะใช้ไม่ได้กับนักพรตและพ่อค้าที่ใสซื่อ (?)
    "รู้จักกันหรือขอรับ?" เลี่ยงเหลียงกระแซะตัวมาใกล้ๆ กับคาบูโตะพลางกระซิบถาม
    "อาฮะ ผู้หญิงที่ข้าเคยเล่าให้ฟังว่าช่วยเรื่องคดีตอนนั้นไง" คาบูโตะตอบกลับไปพลางขมวดคิ้วว่าอีกฝ่ายจะกระแซะเข้ามาทำไมทั้งที่มีที่นั่งบนเสื่อตั้งเยอะแยะ
     "อะ.. ข้ายังไม่ได้แนะนำตัวสินะเจ้าคะ ข้าแซ่จ้าว ชื่อเฟยเอี้ยน เป็นลูกสาวร้านขายข้าวที่เมืองนี้น่ะเจ้าค่ะ" เฟยเอี้ยนคลี่ยิ้มเป็นมิตรให้กับนักพรตหนุ่มที่เพิ่งจะได้พบกันเป็นครั้งแรก เพียงแค่นางยิ้มชายหนุ่มทั้งสองก็เหมือนได้รับพรอันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่หนี่วา
     "ข้าศิษย์สำนักฉวนเจิน ฉายาธรรมเลี่ยงเหลียงขอรับ" เลี่ยงเหลียงแนะนำตัวหลังจากที่ตั้งสติได้จากรอยยิ้มที่สามารถทำให้คนนิพพานได้เพียงเสี้ยววินาที
     "แล้วรองเท้าสานพวกนี้ขายคู่ละเท่าไรหรือเจ้าคะ?" หญิงสาวย่อตัวลงมาพร้อมกับหุบร่มกระดาษสาไว้ข้างกาย เลือกดูรองเท้าที่ตั้งอยู่ตรงหน้าไว้หยิบจับมันเพื่อทดสอบ
     "คู่ละยี่สิบตำลึงน่ะ ข้ารับมาจากว่านเฉิง มาขายวันนี้วันสุดท้ายแล้วล่ะ" คาบูโตะพูดบอกหวังว่านางจะซื้อไปสักคู่หรือสองคู่ก็ยังดี
     "เอ.. ขายวันนี้วันสุดท้ายแล้วสินะเจ้าคะ แถมยังถูกมากอีกด้วยถ้างั้นข้าขอซื้อแล้วกันนะเจ้าคะ" เฟยเอี้ยนยกมือขึ้นทาบอกแล้วรีบนึกจำนวนสมาชิกในบ้านรวมถึงคนงานทุกคนทันที "ยี่สิบแปด.. เอ๊ะ ยี่สิบเก้าสิเจ้าคะ แต่ข้าซื้อสามสิบคู่เลยดีกว่าเจ้าค่ะ" หญิงสาวเอ่ยบอกหลังนึกจำนวนคนงานที่บ้านเสร็จสรรพ
    "ขอบคุณมากนะแม่นางจ้าวที่ช่วยอุดหนุน ถ้าสามสิบคู่ก็... หกชั่งพอดี โทษทีนะข้าให้ฟรีไม่ได้เพราะรับแบบทดสอบมาน่ะ แล้วเงินที่เหลือข้าคิดว่าจะให้เป็นรายได้ช่วยซ่อมแซมพัฒนาเมืองว่านเฉิงด้วย" คาบูโตะดีดลูกคิดคำนวนเงินออกมาส่วนเลี่ยงเหลียงก็จัดการห่อรองเท้าสานให้กับลูกค้าสาวให้เรียบร้อย
     "เอ... ที่ว่านเฉิง... เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?" จ้าวเฟยเอียนเอ่ยถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ว่านเฉิงทันที คาบูโตะและเลี่ยงเหลียงจึงหันมามองหน้ากันตัดสินใจว่าจะเล่าอย่างไรดี "แล้วซูปี้... ยังไม่กลับมาอีกหรือเจ้าคะ?" ในตอนแรกหญิงสาวคิดว่าน้องสาวที่น่ารักของคาบูโตะอาจจะไปทำธุระส่วนตัวแบบผู้หญิงๆ แต่หลังจากที่สนทนากับชายหนุ่มไปได้สักพักแล้วยังไม่เห็นเด็กหญิงกลับมาเสียที ในฐานะที่เคยช่วยเหลือเลี้ยงดูซูปี้นางจึงอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ และนั่นยิ่งเป็นการเร่งเร้าให้คาบูโตะต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาอย่างไม่มีทางเลือก
     "คืองี้... หลังจากที่ออกจากคุกข้าได้ช่วยเหลือเด็กหญิงคนหนึ่งที่บ้านของเธอถูกฆ่าตายหมดส่วนพี่สาวถูกจับตัวไป ความจริงก็ไม่ใช่ข้าที่ช่วยโดยตรงหรอก แต่คนซูปี้รู้จักช่วยเหลือเธออยู่พอรู้เรื่องเข้าข้าเลยช่วยตามหา พวกที่เป็นคนร้ายคือ..." คาบูโตะขมวดคิ้วเคร่งเหมือนกับนึกชื่อคนร้ายไม่ออก "พรรคดำๆ?"
    "พรรคภูติทมิฬลมดำขอรับ" เลี่ยงเหลียงช่วยบอกชื่อกลุ่มคนร้ายช่วยคาบูโตะที่จำชื่อไม่ได้
     "พรรคภูติทมิฬลมดำหรือเจ้าคะ?" เฟยเอี้ยนยกมือที่ขาวราวกับหยวกขึ้นทาบแก้มครุ่นคิด "ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยเจ้าค่ะ"
    "งั้นรึ... เอางี้พรรคลมดำที่ว่าที่มีสัญลักษณ์กระต่ายสักที่ต้นแขนขวา พวกนั้นไปก่อเรื่องไล่ฆ่าคนที่ว่านเฉิงเพราะอยากเผยแพร่นิกายประหลาดเรื่องวันล้างโลกน่ะ ข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจแต่พวกมันเผาว่านเฉิงซะราบเลย" คาบูโตะเล่าเรื่องย่อความในแบบฉบับของเขาจบภายในไม่กี่ประโยคแต่นั่นทำให้จ้าวเฟยเอี้ยนผู้มีจิตใจงดงามพอๆ กับหน้าตาอันสะสวยนั้นแสนสะเทือนใจ
     "แย่จริงๆ เลยไม่น่าเชื่อเลยนะเจ้าคะว่าจะมีเรื่องราวที่โหดร้ายแบบนั้นเกิดขึ้นโดยที่ข้าไม่รู้..." หญิงสาวยกมือขึ้นป้องริมฝีปากก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับซูปี้ที่ไม่ได้อยู่กับคาบูโตะในตอนนี้ ดวงหน้าขาวถอดสีดวงตาสีเปลือกไม้เบิกขึ้นอย่างวิกลกังวล "หรือว่าซูปี้จะ!"
    "อืม..." คาบูโตะพยักหน้า "ยัยนั่นยอมเอาตัวเองเป็นตัวประกันแล้วออกอุบายเพื่อให้ข้ารอด ข้าควรจะไปช่วยนางเร็วกว่านี้ก่อนที่เจ้าพวกบ้าจะหายตัวไป!!" ชายหนุ่มกัดฟันกรอดพร้อมทุบกำปั้นลงบนเสื่อ ด้วยความแรงทำให้ลูกคิดไม้ที่วางอยู่กระเด้งขึ้นมาจากพื้น "ข้าช่างเป็นพี่ชายที่แย่ แม้แต่น้องสาวเพียงคนเดียวก็ปล่อยให้พวกมันพาตัวไป..."
     เฟยเอี้ยนพูดไม่ถูกและไม่รู้ว่าควรจะปลอบใจชายหนุ่มที่รู้สึกผิดอย่างไรดี แต่หากว่าคนร้ายพาตัวไปซูปี้ก็อาจจะยังมีชีวิตอยู่ซึ่งก็น่าจะพอมีความหวัง "ข้าพอมีสหายพรรคกระยาจกอยู่บ้าง เดี๋ยวข้าจะลองขอให้พวกเขาช่วยสืบข่าวอีกแรง... ไม่ต้องเป็นกังวลนะเจ้าคะ" ในตอนนี้เธอรู้แล้วว่าสิ่งที่ทำให้คาบูโตะผมหงอกก่อนวัยอันควรน่าจะเป็นเรื่องของซูปี้มากกว่าเรื่องของการค้า (ซึ่งผิด...)
     "รองเท้าพวกนี้ท่านขายเพื่อช่วยเหลือชาวว่านเฉิงสินะเจ้าคะ เช่นนั้นข้าจะช่วยเหลืออีกแรงเจ้าค่ะ ไหนๆ พรุ่งนี้จะไม่ได้เจอกันแล้วข้าขอเหมาหมดนี่เลยเจ้าค่ะ!!"
    "ช้าก่อนแม่นางจ้าว เหมาหมดเนี่ย... สองร้อยเจ็ดสิบสามคู่เลยนะ!" คาบูโตะร้องเหวอออกมา ในหนึ่งดีใจที่อย่างน้อยสวรรค์ก็ยังเมตตา จะเจ้าแม่หนี่วา เทพีฉางเอ๋อห์ หรือว่าเง็กเซียนฮ่องเต้ ไม่รู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ในดลบันดาลจึงที่ส่ง 'พระแม่เฟยเอี้ยน' มาซื้อรองเท้าสานของพวกเขา แต่อยู่ๆ นางจะซื้อรองเท้าสองร้อยกว่าคู่ไปเพราะสงสารก็ใช่เหตุเพราะมันเป็นเงินจำนวนมากถึงห้าสิบกว่าชั่ง
     "ใช่เจ้าค่ะ รองเท้าที่ซื้อไปข้าไม่ได้เอาไปเก็บไว้ใช้เองหรอกเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ข้ากะจะทำบุญใหญ่กับเด็กๆ ที่ร้านพอดี เลยคิดว่าเอาไปศาลเจ้าก็น่าจะดี จะบริจาคให้คนยากจนก็ดี พรรคพวกสมาชิกพรรคกระยาจกก็มีเยอะเสียด้วย ให้พวกเขาได้สวมรองเท้านุ่มๆ ตลอดการเดินทางก็นับว่าไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะเจ้าค่ะ" เฟยเอี้ยนยิ้มหวานด้วยรอยยิ้มพระแม่ผู้อารีย์อีกครั้ง แม้ท้องฟ้าจะมืดสลัวเพราะตะวันตกดินไปแล้วแต่ชายหนุ่มทั้งสองกลับเป็นนางมีรัศมีสีเหลืองทองราวกับนางฟ้าในตำนานแผ่ออกมาโดยรอบร่างกาย
     "โอ้ ถ้างั้นก็ดีแล้วล่ะนะ ข้ายินดีจริงๆ ที่คนดีอย่างแม่นางได้ซื้อไป รองเท้าที่เจ้าซื้อต้องมอบโชคลาภมาให้เจ้าและคนที่เอาไปแบ่งปันแน่นอน!" คาบูโตะยิ้มอย่างยินดี เขาเปลี่ยนเอารองเท้าที่เพิ่งห่อเสร็จยัดลงหีบกะจะแถบหีบเก็บของให้นางไปด้วยเลย
     "แต่ว่าข้าต้องไปเอาเงินที่บ้านก่อนนะเจ้าคะ ที่พกติดตัวมาเหมือนจะไม่พอด้วยสิ" หญิงสาวยกมือขึ้นทาบแก้มอีกครั้งก่อนที่จะลุกขึ้นยืนเพื่อกลับไปเอาเงินมา
    "งั้นข้าจะเอาหีบไปส่งให้ที่บ้านเลยแล้วกัน เดินไปพร้อมกันเนี่ยแหล่ะเสร็จแล้วพวกข้าจะได้ขึ้นรถม้ากลับว่านเฉิงเลยทีเดียว" คาบูโตะลุกขึ้นยกหีบสินค้าขึ้นมาโดยมีเลี่ยงเหลียงที่ช่วยเก็บของให้แล้วลุกขึ้นมาตาม
     ทั้งสามเดินไปส่งแม่นางจ้าวที่ร้านขายข้าวกลางสี่แยกกลางตลาดฉางอันพลางพูดคุยสัพเพเหระสอบถามชีวิตประจำวันตามประสาคนเคยรู้จักและช่วยเหลือเกื้อกูล รวมถึงสอบถามเรื่องของเจ้าแก่ร้านขายข้าวที่ยังเดินทางไปค้าขายยังไม่กลับมาที่บ้านเสียทีหนึ่ง และเมื่อทำการแลกเปลี่ยนสินค้ากับเงินตราเสร็จเรียบร้อยแล้วคาบูโตะและเลี่ยงเหลียงก็ขอตัวลาจ้าวเฟยเอี้ยนจากนั้นทั้งสองจึงว่าจ้างรถม้ากลับว่านเฉิง คาบูโตะพยายามลงบัญชีในในรถม้าจึงทำให้ตัวหนังสือที่เขียนยึกยือนิดหน่อย...


     
@Admin



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +200 ชื่อเสียง +20 ความหิว -8 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 20 -8 + 2

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999
ไม่ระบุชื่อ
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2017-10-9 19:09:19
  ชายหน้าหวานในชุดขันที เขาได้รับพระราชเสาวนีย์จากฮองเฮาให้มาเผยแพร่รับสั่งประกาศต่อผู้คน เนื่องด้วยวังหลังมีเพียงฮองเฮาพระองค์เดียว ท่านทรงต้องการให้ต้าฮั่นมีการแผ่กิ่งก้านสาขามากมาย จึงได้ออกรับสั่ง แม้ฮ่องเต้จะทรงไม่เห็นด้วยเท่าที่ควร แต่ตัวท่านได้ร้องขอจนเป็นผลสำเร็จ

   ขันทีก้มศีรษะลงคำนับชาวบ้านที่มายืนออกัน "สวัสดีขอรับกระผมขันทีจากในวัง มีพระราชเสาวนีย์จากฮองเฮามาแจ้งข่าวดีต่อสตรีทุกท่านที่ยังสาว"
   "ฮองเฮาทรงมีอะไรกันนะ" หญิงสาวนางหนึ่งพูดกับเพื่อนข้างๆ นาง
   "โห อะไรวะ ฮองเฮาก้าวก่ายราชกิจ หวยหนานอ๋องพูดไว้ไม่มีผิด" ชายสองคนยืนใกล้ๆ บริเวณนั้นซุบซิบกับเพื่อน
   "........" @นักเดินทาง
   "เอาล่ะ ผมจะอ่านล่ะนะขอรับ" ขันทีคลี่ม้วนราชโองการออกก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงดัง


   "........" @นักเดินทาง
   "เอาล่ะ ขอให้ทุกคนช่วยเผยแพร่ข่าวนี้ไปยังวงกว้างด้วยล่ะนะ การคัดเลือกนางสนมครั้งนี้ฮองเฮาจะทรงคัดเลือกด้วยตัวพระองค์เอง สตรีท่านใดที่มีใจกุศล เมตตาอารี ก็ไปสมัครกันนะ" ขันทึหนุ่มพูด "เอาล่ะงั้นข้าขอตัวก่อน"
    ขันทีน้อยพูดจบ เขาตัดสินใจเดินออกลงจากลานก่อนขึ้นรถม้ากลับวัง

   "........" @นักเดินทาง  

   { เขียนโรลเพลย์อิสระ }
รางวัลโรลเพลย์ {* ลากพร้อมกันนะคะ เข้าร่วมได้ 2-4 คนขึ้นไป *}
25 ชั่ง, 800 ตำลึง, 35 ชื่อเสียง และ 4 Point

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
โพสต์ 2017-10-10 18:41:40 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LIN เมื่อ 2017-12-2 12:51

89
= ค่ำคืนแห่งเทศกาลไหว้พระจันทร์ บทห้า =

          หลินที่เพิ่งมาถึงยังหน้าโรงเตี๊ยมฉางจิ้นฮั่วพร้อมกับซ่งหยางหมิงและซ่งเหมยฮัวได้ไม่นานจำต้องกลับออกมาจากสถานที่ดังกล่าวเพื่อออกตามหาสหายอีกคน นางอาสาออกตามหาเจียนหลิวที่ไม่ได้มายังจุดนัดพบเพราะความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน
          เมื่อมาถึงย่านการค้าทำเอาหญิงสาวต้องคิดหนักอีกครั้งเพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เล็กๆเลยที่จะหาคนเพียงหนึ่งคน โชคดีนักที่เมื่อหลังงานเทศกาลไหว้พระจันทร์จบลงอีกทั้งเริ่มดึกมากแล้วทำให้คนเริ่มกลับบ้านกลับช่องและเริ่มซาลงจึงง่ายต่อการเดินหาอีกคนเล็กน้อย หลินตัดสินใจเดินหาบริเวณโรงเตี๊ยมที่อยู่แถบนี้แต่กลับไม่เจอตัวเจียนหลิวเลยสักที่
          "การตามหาคนในเมืองใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ" หญิงสาวบ่นพึมพัมพลางก้าวเท้าเดินหาต่อไป

- - -

          บุรุษหนุ่มที่หมดสติไปได้ครู่หนึ่งเริ่มรู้สึกตัวเล็กน้อย เขาฟื้นจากอาการวูบที่มักเกิดขึ้นกับตนเองอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งครั้งนี้ถือว่าโชคดีที่เขาสลบไปได้ไม่นานมากแต่หากโชคร้ายเขาอาจหมดสติไปถึงสองสามวันเลยทีเดียว

          หลังฟื้นคืนสติบุรุษหนุ่มพบว่าตนเองนอนสลบอยู่หลืบข้างทางนับว่าโชคดีอีกต่อที่เขาไม่ถูกคนที่เดินผ่านไปผ่านมาเหยียบตายเอาเสียก่อน เมื่อมองดูโดยรอบพบว่า หลังจากนั้นเจียนหลิวจึงนึกถึงเรื่องที่ตนต้องทำซึ่งเขาต้องตามหาโรงเตี๊ยมอันเป็นจุดนัดพบกับสหายอีกสามคนนั่นเอง
          "เจียนหลิว!?" เสียงใครบางคนร้องเรียกทำให้เจ้าของชื่อต้องหันไปตามเสียง
          "หลิน?" เจียนหลิวเลิกคิ้วมองก่อนทักชื่อของอีกฝ่าย
          "อยู่นี่เอง ข้าจะพาไปยังโรงเตี๊ยม" หลินเอ่ยเสียงเรียบก่อนเดินนำอีกฝ่ายไปยังโรงเตี๊ยมฉางจิ้นฮั่ว
          "โทษที ข้าลืมนึกไปเลยว่าเมืองหลวงมีโรงเตี๊ยมมากมาย" เจียนหลิวเกาหัวแกรกๆพร้อมกับเดินตามอีกฝ่ายไปด้วยความฉงน
          "..."

- - -

          ระหว่างทางทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียวนั่นทำให้เจียนหลิวรู้สึกอึดอัดไม่น้อยจนต้องเปิดประเด็นสนทนาเพื่อทำลายความเงียบของทั้งสองฝ่าย
           "ให้ตายเถอะไกลชะมัด" เจียนหลิวสบถขึ้นแต่ยังคงเดินตามคนนำทางที่อยู่ข้างหน้าอยู่

           "ใกล้ถึงแล้วเจ้าเลิกบ่นเสียที.." หลินเอ่ยตอบอย่างหัวเสียเล็กน้อย นอกจากจะต้องตามหาคนหายเกือบทั่วเมือง(?) แล้วยังต้องมาฟังคำบ่นอีกบางทีนางต่างหากที่จะต้องเป็นฝ่ายบ่นเสียเอง
           หลินนำทางเจียนหลิวกลับไปยังโรงเตี๊ยมฉางจิ้นฮั่วอีกครั้ง หญิงสาวหวังว่าจะได้พักผ่อนเสียทีเพราะความเหนื่อยสะสมจากเหตุวุ่นวายที่ผ่านมามันคงทำให้นางต้องนอนยาวๆเลยทีเดียว








คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -8 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -8 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กำหนดลมหายใจ<br>ขั้นสูง
สุราไผ่เขียว
ฮั่นเสียทองเทวะ
เกราะทองคำ
รูปปั้นไป๋เหมียว
กระบี่ไม้
ตัวเบาพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x32
x5
x8
x2
x5
x28
x10
x1
x1
x1
x764
x1
x1
x6
x30
x6000
x100
x100
x5
x1
x5
x11
x50
x40
x2
x26
x128
x100
x50
x200
x5
x10
x110
x50
x280
x4
x84
x10
x10
x15
x15
x165
x20
x130
x682
x22
x74
x5000
x158
x22
x360
x1
x105
x259
x33
x5
x9999
x50
x30
x10
x34
x1
x5
x100
x1075
x50
x1
x3
x221
x10
x5
x20
x30
x20
x25
x35
x100
x25
x25
x10
x200
x3
x200
x150
x92
x120
x125
x400
x170
x20
x250
x20
x205
x50
x115
x50
x640
x25
x1
x92
x7
x24
x20
x1
x1
โพสต์ 2017-10-12 00:46:46 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YutaIzumi เมื่อ 2017-10-13 13:01

- เควสส่งอาหาร -
เดินทางกลับ 3
     หลังจากที่พวกเขาออกเดินทางมาจากเมืองเป่ยผิง พวกเขาเดินผ่านเมืองหลาย และทุกๆ เมืองก็ได้มีการต้อนรับกองทัพเหล่านี่เป็นอย่างดี ไม่ว่าเมืองไหนๆ ก็ต่างมีชาวบ้านออกมาต้อนรับอย่างดีใจ
     และแล้วหลังจากที่กองทัพนั้นจากบ้านไปไกลนานแสนนาน ในที่สุดเหล่าทหารกล้าทั้งหลายก็ได้เดินทางกลับบ้านเมืองฉางอัน อย่างสมภาคภูมิ นำหน้ามาด้วยนายพลฮั่วกับเว่ยชิงที่ขี่ม้าอยู่ ส่วนทางด้านชาวเมือก็ต่างต่อแถวยาวตั้งแต่หน้าประตูจนไปถึงประตูวัง ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ บ้างก็โปรยดอกไม้ต้อนรับการกลับมา
     ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นส่งผลให้ชายหนุ่มที่อยู่บนหลังมาม้าสีดำตัวหนึ่งที่นายพลฮั่วได้มอบให้เขาไว้ ปกติเขาเองก็เป็นคนขี่ม้าไม่แข็งอยู่แล้ว ก็ยื่งสั่นเท่าไปด้วยความตื่นต่อฟูงชนมากมาย เขารู้สึกว่านี่มันไม่ใช้ที่ของเขาเอาเสียเลย ทั้งคนเยอะ และเสียงดังและวุ่นวาย เขาอยากจะหนีหายไปจากที่แห่งนี่ซะเดียวนี่เลย แต่เขาก็ทำไม่ได้ นั้นคิอความในใจจากชายหนุ่มที่อยู่ตรงกลาง
     และแล้วพวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูวัง อันใหญ่โตก่อนที่นายพลฮั่วจะเดินมาหาชายหนุ่มแล้วพูดขึ้น
     “เดียว เจ้ารออยู่ที่ตรงนี่ก่อนนะ ข้ากับแม่ทัพเว่ยจะเข้าไปกราบทูลรายงาน” นายพลฮั่วกล่าวขึ้นกับชายหนุ่ม
    “ได้ครับไม่มีปัญหา” ชายหนุ่มกล่าวรับขึ้น
     แล้วนายพลฮั่วกับแม่ทัพเว่ยก็เดินเข้าประตูวังเพื่อไปทูลรายงาน ปล่อยชายหนุ่มทิ้งไว้กับนายทหารอีกหกคนที่ยังยืนรออยู่ก็แล้วแต่ ส่วนนายทหารคนอื่นๆ นั้นได้แยกย้ายกลับค่ายทหานของตนเองกันไปหมดแล้ว หรือบ้างส่วนก็ขอแยกตัวไปหาความสำราญตามประสาหนุ่มๆ ก็มี ส่วนชายหนุ่มที่ยังคงยืนรออยู่หน้าประตูนั้นก็ได้แต่แอบยิ้มออกมาเมื่อได้(แอบ)ได้ยินบทสนาเหล่านั้น ก่อนที่เขาจะนึกอะไรบางอย่างออก
     ( _ิบหายแล้ว ลืมไป๋หลานไปซะสนิทเลย!!! ) ชายหนุ่มที่คิดได้ก็เอามืกุมหัว พร้อมกับทำท่าทางตื่นตระหนกขึ้นมาจนนายที่ยืนรออยู่ด้วยถ้าเข้ามาถามว่าเป็นอะไรรึเปล่า…..
     
     ……….
     …………
     ……………..
     
     หลังจากที่เขารอมาได้สักประมานสิบนาที ชายหนุ่มที่นั่งๆ ยืนๆ รออย่างเบื่อหน่ายเต็มนั้นก็เริ่มบ่นอุบอิบออกมาอย่างช่วยไม่ได้
    ฟุบ! ฉึก! แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีเสียงประหลาดดังขึ้นมาอย่างไม่มีที่มาที่ไป
     และเมื่อชายหนุ่มหันตามไปก็พบกับทหารเฝ้าประตูทั้งสอง ถูกลูกธนูปักอยู่
     “อุก---!!” ทหารทั้งสองร้องออกมาก่อนที่จะล้มลงไป
     “ศัตรู!!!!” ยูตะที่เห็นดังนั้น ก็ตะโกนขึ้นเพื่อเตือนเหล่าทหารที่ยืนเป็นเพื่อนเขาก่อนที่จะชักอาวุธออกมา
    อย่างไม่มีที่มาที่ไปอยู่ๆ ก็ปรากฎกลุ่มยอดฝีมือกลุ่มนึงออกมาหกคน แต่งตัวชุดสีม่วงแถบน้ำเงิน มีผ้าโพกศีรษะสีม่วงทั้งชายและหญิงปักสัญลักษณ์ตรงกลางผ้าด้านหน้าเป็นรูป "ไหสุราไขว้กับดาบ" ถือกระบี่เดินเข้ามา
    “พวกแกเป็นใคร! ต้องการอะ---” ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้ถามคำจบก็มีหญึงสาวคนนึงพุ่งเข้ามาฟาดลงไปที่ยูตะอย่างรวดเร็ว
    “อุก!!!” ถึงยูตะจะยกอาวุธขึ้นมาป้องกันทัน แต่ว่าเขานั้นก็ถ่อยกระเด็นไป
     แต่ก่อนที่เหล่าคนลึกลับนั้นจะเข้ามาโจมตีซ้ำ ก็ได้มีกลุ่มปริศนาอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาคั่นกลางไว้ และเมื่อยูตะมองไปดีๆก็พบว่า นั้นคือคาบูโตะ พ่อค้าที่เขาเคยซื้อของด้วย
    @KABUTO @LIN
    “โอ้ว !!!ขอบใจมากเลยนะ” ชายหนุ่มกล่าวก่อนที่จะ ลูกขึ้นมายืนดีๆ
    @KABUTO @LIN
    “ได้เลย! เข้าใจแล้ว เดียวฉันจะจัดการตรงนี่เอง ส่วนนายฝากด้านนู้นด้วยนะ” ชายหนุ่มกล่าวรับ
     (โรลต่อสู้แยกกันฝั่งละ 3 คน)
     “พวกนาย แยกไปกลุ่มละ 3 คน แล้วล้อมพวกมันอีกสองคนไว้ อย่างทำอะไรละ รอกำลังเสริมมา! ส่วนฉันจะรับมือเธอคนนี่เอง” แล้วอยู่ๆ ชายหนุ่มก็ออกคำสั่งกับนายทหารที่ยืนรออยู่กับเขา ซึ่งนายทหารก็ทำตามซะด้วย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่
     ฟุบ! สิ้นเสียงของชายหนุ่มหญิงที่เคยโจมตีใส่เขา ก็พุ่งเข้ามาอีกรอบ โดยรอบนี่เธอแทงเข้าที่คอของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว
     “ฮึย!” ชายร้องออกมาพร้อมกับหลบได้อย่างหวุดหวิด ก่อนที่จะสบัดขวานกลับไป
     ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! หญิงสาวคนนั้นก็ตีลังการหลบหลับไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะ พุ่งกลับเข้ามาฟาดกระบี่ลงอีกครั้ง
     เคร้ง! เสียงปะทะกันอาวุธดังขึ้น ยูตะที่ยกอาวุธขึ้นมาป้องกันไว้ทัน
    เมื่อหญิงคนนั้นถูกรับดาบไว้ได้ เธอก็ถีบยูตะเข้าที่ท้องให้กระเด็นล้มลงไป
     “อุก! “ ยูตะที่ถูกถีบก็กระเด็นล้มกลิ้งลงไปกับพื้น ก่อนที่จะตาเห็นอะไรบางอย่าง
    ฟุบ! ฉึก!! หญิงคนนั้นกระโดดตามมาแทงลงซ้ำหมายจะสังหารยูตะ แต่ว่าชายหนุ่มก็กลิ้งหลบออกมาได้ ทำให้เธอเสียบโดนแค่พื้นเท่านั้น
    “จิ!” เธอเดาะลิ้นออกมาอย่างไม่พอใจ ก่อนที่จะดึงดาบขึ้นมาจากพื้นแล้วแกว่งไปมา ก่อนจะพุ่งเข้ามาโจมตีอีกครั้ง
    เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เสียงปะระกันของอาวุธดังขึ้นต่อเนื่องไม่หยุด ดูเหมือนว่าหญิงคนนั้นจะกระหน่ำโดยไม่ให้โอกาศยูตะโต้ตอบเลยแม้แต่น้อย
     ขณะที่เธอกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบนั้น อยู่เธอก็หยุดดาบลงแล้วถอยออกมา หันมองพรรคพวกของเธอที่ถอยตามๆ กันออกมาด้วย
     “จิ!” เธอเดาะลิ้นออกมาอย่างไม่พอใจ อีกครั้งก่อนที่จะล่าถอยหายไปในที่สุด เมื่อยูตะเห็นดังนั้นก็ลดอาวุธ แล้วหันไปกล่าวกับผู้ที่มาช่วยเขา

    “ขอบใจนายมากเลยนะ ถ้าไม่มีนายป่านนี่ก็ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง” ยูตะกล่าวออกมาพร้อมกับเดินไปตบไหล่ของ ซูเทียนเหมิน
     “ไม่นึกว่าพ่อค้าจะเก่งขนาดนี่นะเนี้ย คาบูโตะ  ฮาฮาฮา” แล้วเขาก็ยังหัวเราะตอนตบไหล่ ซูเทียนเหมินโดยที่ไม่รู้ว่าคู่สนทนาเขาเปรียนชื่อแล้ว
       @KABUTO @LIN
    “แล้วขอบใจเธอมาด้วย ไม่ทราบว่าจะขอทราบนามได้มั้ย ผมมีชื่อว่า  อิซุมิ ยูตะ” แล้วเขาก็หันไปแนะนำตัวกับหญิงสาวอีกคนที่มากับ ซูเทียนเหมินด้วย
       @KABUTO @LIN
       “ยินที่ได้พบนะครับหลิน” ชายหนุ่มตอบกลับไปเมือได้ยินเธอแนะนำตัวกลับมา

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -14 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -14 + 3

ดูบันทึกคะแนน

今でもあなたはわたしの光
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x30
x12
x8
x5
x11
x6
x2
x8
x20
x25
x71
x6
x10
x60
x35
x12
x25
x40
x520
x710
x10
x9999
x107
x375
x2
x5
x8
x7
x20
x120
x30
x30
x2
x4
x1
x50
x90
x1247
x2
x900
x18
x162
x125
x499
x148
x6
x20
x482
x311
x37
x163
x10
x2
x400
x19
x50
x4
x20
x1
x1
x19
x1

85

กระทู้

422

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147464120
ดีนาเรียส
0
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483292
โพสต์ 2017-10-13 20:21:49 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-18 00:21
YutaIzumi ตอบกลับเมื่อ 2017-10-12 00:46
- เควสส่งอาหาร -เดินทางกลับ 3     หลังจากที่พวกเขาออกเด ...

{ เควสเรื่องราว 3 } บุญคุณ - ความแค้น

PART CXXVII


     ซูเทียนเหมินหรือนามเดิมคือคาบูโตะ เดินทางด้วยรถม้ามาที่ฉางอันกับ หลิน ซ่งหยางหมิง ซ่งเหมยฮั่ว เจียนหลิว และสัตว์เลี้ยงที่พวกเขาได้นำมาด้วย ด้วยรถม้าหนึ่งคันแต่ต้องบรรทุกผู้โดยสารถึงห้าคนและสัตว์อีกสองตัวทำให้พวกเขาต้องนั่งเบียดเสียดยัดเยียดกันภายในนั้นแทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้กระดิกตัว หากตอนนั้นไม่เหลือรถม้าเพียงคันนี้แค่คันเดียวพวกเขาทั้งหมดคนแบ่งจำนวนนั่งแยกกันไปแล้วและไม่ต้องมาลำบากนั่งเบียดกันอย่างนี้
     ก่อนหน้านี้มีฝนฟ้าคะนองตกอย่างหนักจึงทำให้เส้นทางผ่านมากลายเป็นหลุมเป็นบ่อ รถม้าต้องค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านเส้นทางไปอย่างช้าแต่ถึงกระนั้นก็ทำให้ผู้โดยสารที่นั่งเบียดกันเป็นแตงกวาที่หมักในไหดองโคลงเคลงไปมาจนน่าเวียนหัว แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนได้

โครม!!

     เสียงไม้ลั่นหักดังขึ้นก่อนที่เหล่าผู้โดยสารที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอกจะเกิดความรู้สึกเหมือนตกหลุมอย่างแรงทำให้รถม้าเอียงเทไปด้านหนึ่ง...
     @LIN
     "ขออภัยด้วยนายท่าน แต่ขอเชิญพวกท่านลงมาก่อน เพราะว่าเมื่อครู่รถม้าตกหลุมอย่างแรงเลยทำให้ล้อเกวียนแตกไป อ้อ แต่ไม่ต้องห่วงข้ามีล้อสำรองมาด้วย" คนขับรถม้ารีบวิ่งมาเปิดประตูรถม้าออกแล้วยกมือขึ้นประสานเพื่อขอขมาสีหน้าของเขาหวาดวิตกเล็กน้อย
     เทียนเหมินขมวดคิ้วทันทีกับความโชคร้ายที่ผ่านเข้ามาทักทายเป็นระรอกขนาดว่าเปลี่ยนชื่อก็แล้วยังไม่อาจเสริมดวงชะตาให้ได้หรือคิดในอีกมุมหนึ่งก็คือเขาโชคร้ายเกินไปแม้แต่การเปลี่ยนชื่อก็ยังฉุดรั้งความดวงดีเอาไว้ไม่อยู่ ในเมื่อสถานการณ์พาไปให้เป็นเช่นนั้นแล้วก็มีแต่ต้องก้มหน้ายอมรับแล้วเดินหน้าต่อไป แต่ก่อนอื่นเขาต้องลงจากรถม้าคันนี้เสียก่อน
     @LIN
     เมื่อผู้โดยสารลงมาจากรถม้าหมดแล้วทุกคนต่างออกมายืดเส้นยืดสายสูดอากาศภายนอกที่บริสุทธิ์สดชื่นกว่าภายในรถม้าเป็นไหนๆ พลางมองคนขับซ่อมแซมเปลี่ยนล้อเกวียนให้เรียบร้อยจึงเดินทางต่อ แม้จะช้าไปบ้างแต่ทั้งหมดก็ถึงฉางอันโดยสวัสดิภาพ...

    'มาถึงแล้วพวกเจ้าเอาไงต่อ?' เทียนเหมินเอากระดาษออกมาเขียนเพื่อถามพวกหลิน เขารู้สึกว่าถึงจะสามารถสื่อสารโดยการเขียนได้แต่ก็ไม่ถนัดเอาเสียเลยเพราะต้องเอาพู่กันกับแท่นหมึกออกมาอีก ในระหว่างที่ยังพูดไม่ได้คงต้องหาวิธีสื่อสารอย่างอื่น
     @LIN
     เทียนเหมินพยักหน้ารับเมื่อพวกของหลินพูดจบแต่ยังไม่ขาดคำก็มีเสียงโหวกเหวกโวยวายสับสนอลหม่านดังขึ้นที่ทิศทางของหน้าประตูพระราชวังที่สูงตระหง่าน
     "!?!!!" เทียนเหมินมองไปทางต้นเสียงเหมือนจะเห็นความวุ่นวายขึ้นแล้ว ทหารของต้าฮั่นกำลังต่อสู้กับกลุ่มคนที่สวมอาภรณ์สีม่วงแถบน้ำเงินฉูดฉาดดูโดดเด่นและกระทำการโจ่งแจ้งกว่าพวกที่มีรอยสักรูปกระต่าย เมื่อประเมินจากสถานการณ์ดูเหมือนว่าทางฝ่ายศัตรูจะมีฝีมือไม่เบาและทหารที่กำลังต่อสู้อยู่ก็ดูเหมือนจะรับมือไม่ไหว
     @LIN
     ชายหนุ่มชาวอาทิยต์อุทัยพยักหน้ารับทันทีก่อนจะเก็บอุปกรณ์อย่างลวกๆ แล้ววิ่งเข้าไปร่วมตะลุมบอนช่วยทหารต้าฮั่นปราบผู้ร้ายที่เข้ามาโจมตี สายตาของชายหนุ่มเห็นว่ามีชายคนหนึ่งกลางวงการต่อสู้กำลังถูกนางมารชุดม่วงแถบน้ำเงินทำร้าย เขาจึงรวบรวมพลังปราณเย็นไว้ที่ฝ่ามือจนเกิดไอน้ำแข็งขึ้นมาเป็นก้อนจากนั้นจึงซัดฝ่ามือไปที่ก้อนน้ำแข็งให้มันกระเด็นพุ่งชนไปยังคมกระบี่ที่เงื่อฟันลงมาให้วิถีดาบคลาดเคลื่อน เมื่อเห็นว่ามีคนมาขวางไว้นางมารตรงหน้าจึงกระโดดถอยหลังเพื่อออกไปตั้งหลัก
     @LIN

     “โอ้ว !!!ขอบใจมากเลยนะ” ชายหนุ่มคนนั้นกล่าวก่อนที่จะ ลุกขึ้นมายืนดีๆ
     เทียนเหมินขมวดคิ้วมองชายผู้นั้นราวกับว่าเคยพบหน้ามาที่ไหน อาจจะเป็นลูกค้าสักคนของเขาก็ได้ แต่อย่างว่าขายรองเท้าไปก็เยอะแยะและความจำของเขานั้นแสนสั้นจึงจำได้เพียงลางๆ เท่านั้น
     @LIN
     “ได้เลย! เข้าใจแล้ว เดียวฉันจะจัดการตรงนี่เอง ส่วนนายฝากด้านนู้นด้วยนะ” ชายหนุ่มคนนั้นกล่าวรับ

     @LIN (โรลต่อสู้แยกกันฝั่งละ 3 คน)

     เทียนเหมินพยักหน้าแล้วรีบวิ่งออกไปรับมือคนร้ายกลุ่มใหม่ที่เข้ามาโจมตี โชคดีที่คราวนี้ต้องสู้กับบุรุษชุดผ้าแถบม่วงแหวกอกจึงทำให้เขาไม่จำเป็นต้องออมมือ ชายหนุ่มมองชายผ้าที่ด้านหน้าเป็นสัญลักษณ์รูป 'ไหสุราไขว้กับดาบ' เมื่อเห็นดังนั้นเรียวคิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากันทันที 'ต้องมาเจอกับพรรคอะไรอีกวะคราวนี้!?!!' เหมือนหนีเสือปะจระเข้ หากต่งอี้เป็นเสือทางฝ่ายคนร้ายชุดม่วงกลุ่มนี้ย่อมเป็นจระเข้อย่างไม่ต้องสงสัย
     เจ้าขาวสุนัขป่าเพศเมียที่แสนดีมันไม่ได้เข้ามายุ่งกับการต่อสู้เพียงแต่กรรโชกเห่าใส่คนร้ายเหมือนเสียงกลองศึกที่โหมโรงซึ่งนั่นสามารถข่มขวัญของศัตรูได้อยู่บ้าง ท่าทีของคนร้ายชุดม่วงมีความหวาดกลัวสุนัขป่าตัวใหญ่อยู่บ้างสังเกตได้จากมือที่จับกระบี่นั้นสั่นเทาเล็กน้อย แต่เมื่อดูลาดเลาแล้วว่าสุนัขก็แค่เห่าเท่านั้นเขาก็เข้ามาจู่โจมทันที
    "!!!" เทียนเหมินรีบชักกริชเล่ออี้ออกมารับมือคนคนร้ายที่พุ่งกระบี่ออกมาแทง 'อึก! ความเร็วนี่... ไม่ธรรมดา' ชายหนุ่มใช้กริชป้องกันตัวไว้พร้อมกับเบี่ยงตัวไปด้านข้างหากเทียบกันที่วิถีดาบแล้วทางเขาเป็นฝ่ายเสียเปรียบเห็นๆ แต่ว่านั่นเป็นปัญหาเสียเมื่อไร เขารีบก้มตัวลงแล้วหมุนตัวเตะตัดขาคนร้ายชุดม่วงทันที แต่คนร้ายท่าทางมีวรยุทธ์และกำลังภายในพอประมาณสามารถหลบหลีกการโจมตีด้านล่างได้อย่างพริ้วไหวใช้แรงขากระโดดทีเดียวถอยหลังไปไกลหลายเมตร
    'เวร... คิดจะใช้ระยะที่ได้เปรียบสินะ ได้!' ชายหนุ่มน้อมรับคำท้าและเมื่ออีกฝ่ายพุ่งกระบี่จากระยะไกลใส่อีกรอบเขาก็รีบหมุนพลิกฝ่ามือรวบรวมความเย็นเอาไว้แต่ยังไม่ได้ปล่อยออกมา และเมื่อคมกระบี่เข้าประชิดคราวนี้เขาไม่ได้ใช้กริชรับกระบี่แต่ทว่าเอนตัวหลบไปด้านหลังก่อนจะซัดฝ่ามือที่เต็มไปด้วยไอน้ำแข็งเข้าที่ท้องของคนร้าย
     "อุก!!" ท่าทางจะได้ผลดูเหมือนว่าคนร้ายชุดม่วงจะจุกไม่น้อยทั้งความเย็นและแรงอัดคงทำให้เขารู้สึกมวลท้องไปอีกหลายวัน แต่เทียนเหมินคงไม่หยุดอยู่แค่นั้นเขาจับชายผ้าด้านหลังคอเสื้อของอีกฝ่ายแล้วดึงกระชากทุ่มลงพื้นเต็มแรง
    'ไวดี แต่ก็เปราะไปหน่อยนะ' ชายหนุ่มเงื้อหมัดน้ำแข็งขึ้นจะชกซ้ำไปที่ใบหน้าของคนร้ายแต่อยู่ๆ ก็มีมีดบินเล่มหนึ่งพุ่งผ่านใบหน้าของเขาจึงทำให้ต้องรีบม้วนตัวหลบไปด้านข้างปล่อยให้คนร้ายได้หลุดออกจากพันธนาการ 'มีดบิน?! ยังมีอีกคน!!!' และเมื่อหันไปก็พบกับพายุมีดบินอีกสิบเล่มปาใส่ทำให้เขาได้แต่พลิกตัวหลบไปมา
     'มีทั้งโจมตีระยะไกลแล้วก็ใกล้เลยนะ...' รอยยิ้มหยัดขึ้นมาบนใบหน้าของชายหนุ่มราวกับการการต่อสู้ในครั้งนี้ได้ปลุกไฟบางอย่างที่ได้ได้ลุกโชนมานานของเขาให้ลุกขึ้นมา 'ถ้าง่ายๆ ก็ไม่สนุก' ชั่วแว้บหนึ่งที่ชายหนุ่มเกิดความคิดสนุกสนานกับการต่อสู้นั่นอาจจะเป็นนิสัยดั้งเดิมที่ติดตัวเขามา ดวงตาสีครามคมเข้มมองศัตรูทั้งสองอย่างประเมินแล้วจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนอีกสามคนวิ่งมาทางด้านหลังเขา
     "ข้ามาช่วยแล้ว!" ทหารต้าฮั่นสามนายถือทวนไปตรงหน้า การช่วยเหลือที่มาถึงช่วยเรียกสติที่กำลังบ้าคลั่งให้สงบลง และเมื่อใจเย็นลงก็ชี้ให้ทหารที่มาสมทบไปจัดการคนถือกระบี่ส่วนตัวเองจะจัดการกับคนร้ายที่ใช้มีดบินเอง
     เทียนเหมินรวบรวมกำลังไว้ที่ขาแล้วพุ่งกระโจนใส่คนร้ายทันทีทำให้อีกฝ่ายถอยหลังหนีพร้อมกับปามีดบินออกมาจากแขนเสื้อไม่หยุด ซึ่งชายหนุ่มก็วิ่งหลบซ้ายทีขวาทีบ้างก็เอากริชมาฟันทิ้ง เห็นได้ชัดเลยว่าเจ้าชุดม่วงคนนี้ไม่ถนัดเรื่องการต่อสู้ระยะประชิด ดังนั้นถ้าหากว่าเข้าประชิดตัวได้ก็จบ จึงพยายามหาทางไล่ต้อนให้คนร้ายเข้าไปประชิดกำแพงสูงที่ไม่สามารถปีนขึ้นได้ง่ายแล้วจึงจัดการตัวคนร้ายทันที
     เช่นเดียวกันกับคนก่อนหน้าที่มีความรวดเร็วว่องไวอย่างร้ายกาจแม้ว่าชายหนุ่มจะต่อยเตะหรือฟันกริชใส่คนร้ายก็หลบได้หมดเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้ที่แทบจะไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวกัน แต่ดูเหมือนว่าศัตรูจะรู้แล้วว่ากำลังของตนเองเริ่มถดถอยหากเอาแต่ปัดป้องคงต้องพลาดพลั้งเข้าสักที เขาจึงดึงชายผ้าที่เป็นชุดประจำตัวแล้วปาใส่หน้าคู่ต่อสู้ทันที
     "!!!" ชายหนุ่มรีบฟันผ้าสีม่วงนั้นทิ้งแล้วรีบหลบมีดบินที่ซัดตามมา เป็นจังหวะที่ทำให้คนร้ายฉวยโอกาสหนีไปได้ 'เว้ย! เกือบจะชนะแล้วเชียว!!!' เขาปาผ้าสีม่วงลงกับพื้นแล้วมองสัญลักษณ์ 'ไหสุราไขว้กับดาบ' ที่ถูกผ่าครึ่ง จากนั้นหันหลังกลับไปมองคนอื่นๆ ว่าเป็นอย่างไรบ้างก็ดูเหมือนว่าการต่อสู้จะจบลงไปแล้วโดยที่คนร้ายหนีไปได้หมด...

     “ขอบใจนายมากเลยนะ ถ้าไม่มีนายป่านนี่ก็ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง” ชายที่เขาช่วยเอาไว้ในตอนแรกกล่าวออกมาพร้อมกับเดินไปตบไหล่ของเขา ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกผิดปกติกับอุณหภูมิที่ไม่เหมือนมนุษย์ของเขาหรือเปล่าแต่เห็นว่าชายคนนั้นก็ยังพูดต่อ “ไม่นึกว่าพ่อค้าจะเก่งขนาดนี่นะเนี้ย คาบูโตะ  ฮาฮาฮา”
     เทียนเหมินพยักหน้ารับเหมือนเป็นการขอบคุณที่อีกฝ่ายนั้นชมแถมยังจำชื่อเก่าของเขาได้ ก็คงจะเป็นลูกค้าเก่าจริงๆ ชายหนุ่มยกมือขึ้นชี้ที่ปากแล้วจึงยกแขนขึ้นทำท่ากากบาดให้รู้ว่าตอนนี้พูดไม่ได้
     @LIN
    “แล้วขอบใจเธอมาด้วย ไม่ทราบว่าจะขอทราบนามได้มั้ย ผมมีชื่อว่า  อิซุมิ ยูตะ” ชายที่แนะนำตัวว่าอิซุมิหันไปแนะนำตัวกับหลิน นั่นทำให้เทียนเหมินถึงบางอ้อทันที ชายผู้นี้คือลูกค้าคนแรกที่ซื้อรองเท้าสานไปถึงหนึ่งร้อยคู่แถมยังเป็นชาวยามาโตะที่พลัดแผ่นดินมาเช่นกัน การพบกันอีกครั้งคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่ก็สังหรณ์ใจแปลกๆ ว่าจากนี้น่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแน่ๆ
     @LIN
     “ยินที่ได้พบนะครับหลิน” อิซุมิตอบกลับไปเมือได้ยินหลินแนะนำตัวกลับมา
      


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ชื่อเสียง +35 ความหิว -28 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 35 -28 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999
โพสต์ 2017-10-13 23:32:25 | ดูโพสต์ทั้งหมด
KABUTO ตอบกลับเมื่อ 2017-10-13 20:21
{ เควสเรื่องราว 3 } บุญคุณ - ความแค้น
PART CXXVI ...

100
หลิน ซ่งหยางหมิง ซ่งเหมยฮัว เจียนหลิว และซูเทียนเหมินหรือคาบูโตะ ได้เดินทางโดยรถม้ามายังฉางอันพร้อมด้วยสัตว์เลี้ยงของพวกเขา ด้วยรถม้าหนึ่งคันแต่ต้องบรรทุกผู้โดยสารถึงห้าคนและสัตว์อีกสองตัวทำให้พวกเขาต้องนั่งเบียดเสียดยัดเยียดกันภายในนั้นแทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้กระดิกตัว หากตอนนั้นไม่เหลือรถม้าเพียงคันนี้แค่คันเดียวพวกเขาทั้งหมดคนแบ่งจำนวนนั่งแยกกันไปแล้วและไม่ต้องมาลำบากนั่งเบียดกันอย่างนี้
          ก่อนหน้านี้มีฝนฟ้าคะนองตกอย่างหนักจึงทำให้เส้นทางผ่านมากลายเป็นหลุมเป็นบ่อ รถม้าต้องค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านเส้นทางไปอย่างช้าแต่ถึงกระนั้นก็ทำให้ผู้โดยสารที่นั่งเบียดกันเป็นแตงกวาที่หมักในไหดองโคลงเคลงไปมาจนน่าเวียนหัว แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนได้

          'โครม!!'

          เสียงไม้ลั่นหักดังขึ้นก่อนที่เหล่าผู้โดยสารที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอกจะเกิดความรู้สึกเหมือนตกหลุมอย่างแรงทำให้รถม้าเอียงเทไปด้านหนึ่ง...
          "เหวอ!" เจียนหลิวร้องตกใจเล็กน้อยเมื่อรถม้ากระเทือนอย่างแรงก่อนที่ศีรษะของเขาจะกระแทกกับผนังเข้า "อูยยยย"
          "เกิดอะไรขึ้น?" เมื่อเป็นเช่นนี้หลินจึงชะโงกหน้าออกไปเพื่อถามคนขับ
          "ขออภัยด้วยนายท่าน แต่ขอเชิญพวกท่านลงมาก่อน เพราะว่าเมื่อครู่รถม้าตกหลุมอย่างแรงเลยทำให้ล้อเกวียนแตกไป อ้อ แต่ไม่ต้องห่วงข้ามีล้อสำรองมาด้วย" คนขับรถม้ารีบวิ่งมาเปิดประตูรถม้าออกแล้วยกมือขึ้นประสานเพื่อขอขมาสีหน้าของเขาหวาดวิตกเล็กน้อย
          เทียนเหมินขมวดคิ้วทันทีกับความโชคร้ายที่ผ่านเข้ามาทักทายเป็นระรอกขนาดว่าเปลี่ยนชื่อก็แล้วยังไม่อาจเสริมดวงชะตาให้ได้หรือคิดในอีกมุมหนึ่งก็คือเขาโชคร้ายเกินไปแม้แต่การเปลี่ยนชื่อก็ยังฉุดรั้งความดวงดีเอาไว้ไม่อยู่ ในเมื่อสถานการณ์พาไปให้เป็นเช่นนั้นแล้วก็มีแต่ต้องก้มหน้ายอมรับแล้วเดินหน้าต่อไป แต่ก่อนอื่นเขาต้องลงจากรถม้าคันนี้เสียก่อน
          "อย่าคิดมากเลยพี่ชายอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นมันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ" เจียนหลิวเอ่ยกับคนขับรถม้าพลางลูบศีรษะที่ปูดเพราะแรงกระแทกไปมา ในเมื่อเส้นเป็นหลุมเป็นบ่อหลังฝนตกเช่นนี้จะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมักเป็นเรื่องธรรมดา
          เมื่อผู้โดยสารลงมาจากรถม้าหมดแล้วทุกคนต่างออกมายืดเส้นยืดสายสูดอากาศภายนอกที่บริสุทธิ์สดชื่นกว่าภายในรถม้าเป็นไหนๆ พลางมองคนขับซ่อมแซมเปลี่ยนล้อเกวียนให้เรียบร้อยจึงเดินทางต่อ แม้จะช้าไปบ้างแต่ทั้งหมดก็ถึงฉางอันโดยสวัสดิภาพ...


          'มาถึงแล้วพวกเจ้าเอาไงต่อ?' ซูเทียนเหมินนำกระดาษขึ้นมาเขียนข้อความเพื่อสื่อสารแทนการพูด
          "เรามีสัมภาระมากมายไปหาโรงเตี๊ยมเพื่อนำสัมภาระไปเก็บก่อนท่าจะดีไม่น้อยขอรับ" ซ่งหยางหมิงเสนอแนะพลางมองโครงกระดูกมนุษย์ที่เจอมาก่อนหน้านี้ แม้จะเป็นเพียงโครงกระดูกทว่ามันก็มีน้ำหนักไม่น้อยเลยทีเดียว
          ซูเทียนเหมินพยักหน้ารับเป็นการตอบตกลงแต่แล้วจู่ๆก็มีเสียงโหวกเหวกโวยวายสับสนอลหม่านดังขึ้นที่ทิศทางของหน้าประตูพระราชวังที่สูงตระหง่าน
          "!?!!!" ซูเทียนเหมินมองไปทางต้นเสียงเหมือนจะเห็นความวุ่นวายขึ้นแล้ว ทหารของต้าฮั่นกำลังต่อสู้กับกลุ่มคนที่สวมอาภรณ์สีม่วงแถบน้ำเงินฉูดฉาดดูโดดเด่นและกระทำการโจ่งแจ้งกว่าพวกที่มีรอยสักรูปกระต่าย เมื่อประเมินจากสถานการณ์ดูเหมือนว่าทางฝ่ายศัตรูจะมีฝีมือไม่เบาและทหารที่กำลังต่อสู้อยู่ก็ดูเหมือนจะรับมือไม่ไหว
          "เกิดอะไรขึ้น!?" หลินหันขวับไปทันที เห็นทีว่าจะมีอะไรบางอย่างไม่ดีเกิดขึ้นเสียแล้ว
          "รีบไปช่วยกันเถอะ!" เจียนหลิวเอ่ยบอกกับสหายทุกคนก่อนวิ่งไปยังจุดเกิดเหตุทันที
          ชายหนุ่มชาวอาทิยต์อุทัยพยักหน้ารับทันทีก่อนจะเก็บอุปกรณ์อย่างลวกๆ แล้ววิ่งเข้าไปร่วมตะลุมบอนช่วยทหารต้าฮั่นปราบผู้ร้ายที่เข้ามาโจมตี สายตาของชายหนุ่มเห็นว่ามีชายคนหนึ่งกลางวงการต่อสู้กำลังถูกนางมารชุดม่วงแถบน้ำเงินทำร้าย เขาจึงรวบรวมพลังปราณเย็นไว้ที่ฝ่ามือจนเกิดไอน้ำแข็งขึ้นมาเป็นก้อนจากนั้นจึงซัดฝ่ามือไปที่ก้อนน้ำแข็งให้มันกระเด็นพุ่งชนไปยังคมกระบี่ที่เงื่อฟันลงมาให้วิถีดาบคลาดเคลื่อน เมื่อเห็นว่ามีคนมาขวางไว้นางมารตรงหน้าจึงกระโดดถอยหลังเพื่อออกไปตั้งหลัก
          "เป็นอะไรมากไหมขอรับ?" ซ่งหยางหมิงวิ่งเข้ามาสมทบก่อนเอ่ยถามชายหนุ่มที่ซูเทียนเหมินเพิ่งช่วยเอาไว้เมื่อครู่
          "โอ้ว !!!ขอบใจมากเลยนะ" ชายหนุ่มคนนั้นกล่าวก่อนที่จะ ลุกขึ้นมายืนดีๆ
          "พวกเราจะช่วยเอง" หลินเอ่ยขึ้นเมื่อประเมินจากสถานการณ์แล้วคนพวกนั้นมีฝีมือร้ายกาจมากทีเดียว
          "ได้เลย! เข้าใจแล้ว เดียวฉันจะจัดการตรงนี่เอง ส่วนนายฝากด้านนู้นด้วยนะ" ชายหนุ่มคนนั้นกล่าวรับ
          "จัดไป!!" เจียนหลิวเอ่ยพึมพัมพร้อมหักนิ้วดังกร๊อบแกร๊บแล้วรีบวิ่งไปอีกด้าน
          "ซ่งหยางหมิงเจ้าพาน้องสาวไปหลบก่อน" หลินบอกกับสหายเพราะเกรงว่าสถานการณ์เช่นนี้พวกเขาคงไม่ปลอดภัยเท่าไรนัก ก่อนที่หญิงสาวจะตามไปสมทบกับเจียนหลิว
          ซ่งหยางหมิงพยักหน้ารับแล้วพาจึงพาซ่งเหมยฮัวน้องสาวของเขาหลบไปยังที่ปลอดภัยเสียก่อน

         
          หลังจากนั้นหลินและเจียนหลิวจึงรับมือกับศัตรูที่กำลังบุกเข้ามาอีกด้าน ฝ่ายศัตรูพวกมันแต่งกายด้วยชุดสีม่วงแถบน้ำเงินมีผ้าโพกศีรษะสีม่วงทั้งชายและหญิงดูท่าว่ามีฝีมืออยู่ไม่น้อย คนพวกนั้นสองคนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วมุ่งมายังจุดที่อีกสองคนยืนประจันอยู่ทว่าทั้งสองสามารถหลบการโจมตีได้โดยแยกออกเป็นสองทาง
          "ฝากทางนั้นที" หลินตะโกนบอกเจียนหลิวแล้วรับมือกับคนในชุดม่วงแถบน้ำเงินหนึ่งคน

          เจียนหลิวซึ่งรับมือกับคนในชุดม่วงแถบน้ำเงินอีกด้านสังเกตเห็นสัญลักษณ์ 'ไหสุราไขว้กับดาบ' ซึ่งปักสัญลักษณ์ตรงกลางผ้า พรรคเมาเซียนรึ? เขาคิด ทว่าไม่มีเวลาให้เขาคิดต่อว่าพวกนั้นต้องการอะไรแต่ที่แน่ๆคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน อีกฝ่ายพุ่งดาบตรงมาด้วยความรวดเร็วการเคลื่อนไหวราวกับสายลมเจียนหลิวชักกระบี่ขึ้นประกับดาบของศัตรูได้ทันท่วงที ดาบของศัตรูฟาดฟันอย่างหนักหน่วงและรุนแรงไม่น้อยจนชายหนุ่มต้องกระโดดไปด้านหลังเพื่อตั้งหลัง
          "ฝีมือไม่เลวนี่" เจียนหลิวเอ่ยก่อนพุ่งกระบี่โต้ตอบอีกฝ่ายบ้างแต่มันก็สามารถเบี่ยงหลบได้อย่างสวยงาม ชายหนุ่มเจ็บใจอยู่ไม่น้อยจึงกราดเข้าไปอย่างไม่ยั้งคิด

          ฝ่ายหลินเองรับมือกับศัตรูอย่างทะมัดทะแมงแต่ฝ่ายนั้นมีฝีมืออยู่มากจึงไม่สามารถสร้างบาดแผลให้ได้เลยแม้แต่น้อย ในขณะที่สู้อยู่นั้นทว่าจู่ๆอีกฝ่ายกลับหยุดการโจมตีไปเสียเฉยๆแล้วพากันล่าถอยอย่างไม่ทราบสาเหตุและนับว่าโชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร หลังจากนั้นหลินและเจียนหลิวจึงกลับไปสมทบกับซูเทียนเหมินและชายหนุ่มแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันในเหตุชุลมุนเมื่อครู่
          "ขอบใจนายมากเลยนะ ถ้าไม่มีนายป่านนี่ก็ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง" ชายหนุ่มผู้นั้นกล่าวออกมาพร้อมกับเดินไปตบไหล่ของซูเทียนเหมิน "ไม่นึกว่าพ่อค้าจะเก่งขนาดนี่นะเนี้ย คาบูโตะ  ฮาฮาฮา" ดูเหมือนว่าชายหนุ่มผู้นั้นจะรู้จักกับซูเทียนเหมินหรือคาบูโตะมาก่อนหน้านี้แล้วทว่าคงยังไม่ทราบว่าตอนนี้คาบูโตะได้เปลี่ยนชื่อแล้ว
          "แล้วขอบใจเธอมาด้วย ไม่ทราบว่าจะขอทราบนามได้มั้ย ผมมีชื่อว่า  อิซุมิ ยูตะ" หลังจากที่ชายหนุ่มผู้นั้นพูดคุยกับซูเทียนเหมินได้ครู่หนึ่งเขาก็หันมาแนะนำตัวกับหลิน ดูเหมือนว่าชายผู้นี้น่าจะเป็นชาวนอกด่านเช่นเดียวกันเพราะชื่อของเขานั้นไม่ใช่ภาษาฮั่น
          "ข้าหลิน ยินดีที่ได้พบ" หลินเอ่ยแนะนำตัวตามที่อีกฝ่ายถามหลังจากที่ชายหนุ่มผู้นั้นแนะนำตัวแล้ว
          "ยินที่ได้พบนะครับหลิน" ชายหนุ่มตอบกลับมาหลังจากที่หลินแนะนำตัวเรียบร้อยแล้ว

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ชื่อเสียง +35 ความหิว -14 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 35 -14 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กำหนดลมหายใจ<br>ขั้นสูง
สุราไผ่เขียว
ฮั่นเสียทองเทวะ
เกราะทองคำ
รูปปั้นไป๋เหมียว
กระบี่ไม้
ตัวเบาพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x32
x5
x8
x2
x5
x28
x10
x1
x1
x1
x764
x1
x1
x6
x30
x6000
x100
x100
x5
x1
x5
x11
x50
x40
x2
x26
x128
x100
x50
x200
x5
x10
x110
x50
x280
x4
x84
x10
x10
x15
x15
x165
x20
x130
x682
x22
x74
x5000
x158
x22
x360
x1
x105
x259
x33
x5
x9999
x50
x30
x10
x34
x1
x5
x100
x1075
x50
x1
x3
x221
x10
x5
x20
x30
x20
x25
x35
x100
x25
x25
x10
x200
x3
x200
x150
x92
x120
x125
x400
x170
x20
x250
x20
x205
x50
x115
x50
x640
x25
x1
x92
x7
x24
x20
x1
x1

ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|

Copyright © 2001-2012 | The Legend of Wulin  สงวนลิขสิทธิ์ | GMT+7, 2020-10-23 04:09

ขึ้นไปด้านบน