ดู: 242|ตอบกลับ: 2

[คิดมาก] { ♝ ความฝันของ ✥ เหมยไป๋อวี้ } สุขล้ำเสมือนฝัน

[คัดลอกลิงก์]
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย MeiBaiyu เมื่อ 2021-4-15 23:45



ชื่อผู้ฝัน : เหมยไป๋อวี้
ความฝันประเภท : คิดมาก



สุขล้ำเสมือนฝัน

.
.
.

               นับว่าน้อยครั้งจริงๆ ที่จะรู้สึกได้พักผ่อนเต็มๆ ในช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่กับกองคาราวาน ความเคยชินที่ว่าจะต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันมีดวงตะวันเพื่อตรวจสอบสินค้า เหมือนว่าวันนี้จะจางหายไป ตื่นขึ้นมากลางกระโจมที่คุ้นตา ใช้ชีวิตแบบเดิม กิจวัฒเดิมๆ แปลกตรงที่ความครึกครื้นยามเช้าของทุกคนดูจะหายไป ขนาดที่นางตื่นมารับรู้โลกภายนอกแล้ว ยังไม่ได้ยินเสียงตะโกนตรวจสอบของเหมือนอย่างที่เคย

               เพราะว่าความแปลก ที่ว่า.. สตรีอาภรณ์แดงเลยเลือกที่จะเร่งรีบเป็นพิเศษ เดินออกจากกระโจมไปอย่างว่องไวโดยตั้งใจที่จะตรวจสอบบางสิ่ง ทว่าพอออกมาจริงๆ ก็หยุดชะงักเสียอย่างนั้น รอบข้างยังคุ้นตาเหมือนเคย  แต่กลับไร้ซึ่งผู้คนที่คุ้นเคย

               หายไปไหนกันหมด ?

               “... นายท่าน ? พี่สาวซิ่นฮวา ? หลวนเฉิน !? อวี่หงงง !! ”

               “บ้าจริง.. หายไปไหนกันหมด..” ความสับสนตีตื้นจนยากจะทำความเข้าใจได้ ข้าวของหายไป หลงเหลือไว้เพียงหลักฐานการเคยปักฐานค้าขาย แค่นางพักผ่อนเต็มอิ่มวันเดียวถึงกับทิ้งกันเลยหรอ !? ไม่โหดร้ายกันเกินไปหน่อยหรอ !! แล้วอย่างที่ไหนเอาคนของนางไปแต่ไม่เอานางไปด้วยเนี่ย ??

               บรรยากาศโดยรอบแม้เงียบสงัดด้วยอยู่กลางทะเลทราย ส่วนของใช้บางจุดยังมีร่องรอยของคนสัญจรผ่าน น่าเสียดายที่แวดล้อมนั้นไม่มีเงาของมนุษย์อยู่เลย เห็นเพียงก็แต่เงาลิบๆ ของโอเอซิสอันเป็นจุดพักกองคาราวาน

               เหมือนเด็กหลงที่พยายามชะเง้อคอหาผู้ปกครอง หลังจากมองซ้ายมองขวามาพักใหญ่ในที่สุดก็พบกับโอเอซิสที่น่าจะเป็นจุดแวะใหม่ของคาราวาน แค่นางตื่นไม่ทันทำกันขนาดนี้ไม่สมควรเรียกนายท่านว่าพ่อพระใจดีแล้ว เขามันคนร้ายกาจ ! บ่นในใจอยู่เป็นพันหมื่น สุดท้ายก็หอบข้าวหอบของตะล่อนๆ ไปจนถึง โอเอซิสที่มีน้ำใสสะอาดถึงขนาดนี้นานๆ ทีจะมีให้เห็นกลางเส้นทางเดินขบวนของพวกนาง อดไม่ได้ที่จะทิ้งของแล้ววิ่งไปกวักน้ำล้างหน้าสักหน่อยให้ตื่นเต็มตาสักที

               ระหว่างที่หญิงสาวกำลังสดชื่นรื่นเริงกับความฉ่ำเย็นของสายธารอยู่นั้น เจ้าลูกแพะหลงฝูงไม่ทราบมาจากที่ใด วิ่งอย่างแตกตื่นมาแล้วก็ชนเข้ากับบั้นท้ายขของผู้ที่กำลังก้มหน้ากวักน้ำเข้าโครมหนึ่ง “แบ๊ะ…” แทนที่จะหยุดงุนงงมันกลับวิ่งทะยานร้องเสียงยาวแล้วจากไป

               “อ๊ะ… เหวอออ

               ตู้ม !!!

               เสียงของหญิงสาวที่โดนแพะประทุษร้ายจากด้านหลังตกลงไปในโอเอซิส ชะตาชีวิตนางมีอะไรนักหนากับการตกน้ำ เอะอะตก เอะอะตก ใช่ว่านางจะว่ายน้ำเป็นซะที่ไหน ! เกิดมาตลอดชีวิตคิดพยายามว่ายน้ำครั้งเดียวก็เกินพอ ต่อให้นางชอบน้ำก็ไม่ได้หมายความว่าจะชอบการตกน้ำนะ !!

               ใต้สายวารีอันเย็นฉ่ำสีของผืนน้ำครามกระจ่างใสเดิมทีควรมีแต่กุ้ง หอย ปู ปลา และเหล่าสัตว์น้ำว่ายไปมารอบกายของหญิงสาว มิคาดว่าคราวนี้เรียวนิ้วของนางกลับสัมผัสถูกความลื่นละมุนของเส้นสายสีเงิน ระดับที่ลึกลงไปอีกช่วงตัวมีร่างของพรายน้ำผู้หนึ่งคล้ายว่ากำลังลืมตาอย่างช้าๆ นัยน์ตาหงส์คู่เรียวปรายยังร่างเล็กที่กำลังดำดิ่งลงมา

               แสบตา !!! สตรีบุปผาคร่ำครวญในใจเป็นหมื่นล้านคำขณะที่พยายามเม้มปากแน่นเมื่อที่จะไม่กลืนน้ำลงคอ เปลือกตาที่เมื่อตอนตกลงมาไม่ทันได้ปิดดีก็กลายเป็นว่าจะปิดตอนนี้ก็รู้สึกแปลกๆ แสบทั้งจมูกแสบทั้งตา จะพยายามตะกายขึ้นสับสนเกิดกว่าจะตั้งสติ เห็นเงาลางๆ สีเงินที่ใต้น้ำแล้วก็รู้สึกใจเต้นแบบแปลกๆ.. ส่งเสียงอืออึงในลำคอขณะที่พยายามเงยหน้ามองผิวน้ำ

               ท่านพ่อ ท่านแม่ ! ช่วยลูกด้วย !!! มีผีอยู่ใต้น้ำ !!!!!!!!!

               ‘ผี’ ตัวนั้นล่องลอยเข้ามาใกล้นางเรื่อยๆ วิธีที่เขากางแขนนั้นวาดสายวารีออกไป ทิศทางของน้ำกระเพื่อมไหว เป็นคลื่นเล็กๆ ระหว่างทั้งสองคน จนกระทั่งอยู่ในระยะใกล้ชิดแล้ว ‘ผี’ ตนนั้นคล้ายมีวี่แววสงสัยเล็กน้อยพาดผ่านบนใบหน้า จากนั้นก็โอบเอวบางเข้ามาแล้วประกบริมฝีปากลง

               แรกเริ่มที่รู้สึกถึงการเคลื่อนเข้ามา หญิงสาวตัดใจหลับตาปี๋ ข้าไม่เห็นเจ้า ! เจ้าไม่เห็นข้า ! แต่เหมือนจะเป็นวิธีคิดที่เด็กเกินไปหน่อย สุดท้ายก็โดยรวบให้เข้าประชิด และตามด้วยการสัมผัสที่ไม่คิดว่าจะได้รับ ใต้น้ำก็ใต้น้ำเถอะ.. อยู่ๆ สตรีบุปผาก็เปิดเปลือกตาขึ้นมามองภาพตรงหน้ายิ่งกว่าเจอเรื่องตกใจอย่างพี่ชายอาจจะมายืนอยู่ตรงหน้าทั้งๆ ที่ควรอยู่ผู๋หยาง .. อะไรแบบนี้

               เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยกับท่าทีดื้นรนขัดขืน แน่นอนว่าไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายทำตัวเองลำบากง่ายๆ ฝ่ามือเรียวลูบลงแนวกระดูกสันหลังอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว จากนั้นอาศัยที่นางเผยอริมฝีปากออกแล้วถ่ายเทอากาศเข้าไปสายหนึ่ง นัยน์ตาหงส์คลี่ยิ้มราวกับพูดได้ทั้งที่อยู่ลึกใต้น้ำ

               หือ ?? หืออ ?? เกิดอะไรขึ้น ? ตอนนี้นางกำลังทำอะไรอยู่ ? หนึ่งสิ่งที่มักจะมาควบคู่กัน เมื่อใดที่แผ่นหลังถูกสัมผัส หญิงสาวมักจะมีอาการตอบสนองอยู่เสมอ จึงไม่แปลกที่ต่อให้เป็นใต้น้ำก็ยังหลุดขยับริมฝีปากลดความแน่นหนาของตัวเองลง จนเปิดโอกาสให้ … อะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่รู้ว่าคืออะไร แล้วมาได้ยังไงช่วยต่อลมหายใจให้นางไปหนึ่งช่วง จะว่าไป ตาเขาก็ดูคุ้นๆ อยู่เหมือนกันนะ..

             รอจนเมื่อคนหยุดดิ้นเหมือนหนีตายแล้วร่างสูงค่อยยกมือขึ้นมา จากนั้นใช้นิ้วชี้จิ้มไปตรงๆ ที่หน้าผากนางเบาๆ หนึ่งที ‘เด็กโง่.. ทำไมตกน้ำอีกแล้ว เจอเจ้าเมื่อใด ไม่ตกน้ำก็ตกหน้าผาตลอด’ บุรุษเกศาเงินแม้คิดในใจทว่าน่าแปลกที่อีกฝ่ายคล้ายจะรับรู้ได้ลางๆ

               กระพริบตาปริบๆ พร้อมกับย่นคอหนีเล็กน้อยเมื่อมีอะไรเบาๆ มาแตะที่หน้าผาก ไม่ได้รู้สึกแสบตาเหมือนอย่างเคย แล้วก็รู้สึกว่าเหมือนจะมองเห็นอะไรชัดขึ้นมาบ้าง พยายามนึกในหัวว่าแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ นี่มันมีอะไรมาบาง แล้วก็… ไม่ใช่ว่าตรงหน้านี่มัน..

               ‘ซือฟุ ?’ ตกใจโลกแตกกว่าเจอผีคือเจอซือฟุ สตรีสีชาดคล้ายจะชะงักค้างไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย เขามาทำอะไร ? มาได้ยังไง ? แล้วมาจากไหน ? เมื่อกี้อยู่ใต้น้ำชัดๆเลยนี่นา แบบท่านอ่ะนะจะตกน้ำลงมา เป็นไปไม่ได้ !!

               ‘........’ อีกฝ่ายไม่ตอบคำกลับคลี่รอยยิ้มอ่อนโยนราวกับแสงตะวันที่อบอุ่นให้ จากนั้นรวบเอวบางพาทะยานขึ้นสู่ผิวน้ำ ตอนนั้นเองเด่นชั้นแล้วว่าตัวเขา… มิได้สวมอาภรณ์ชั้นบน มีเพียงส่วนของกางเกงที่พันลงมาตั้งแต่เอวลงไป เผยมัดกล้ามในระดับของผู้ฝึกยุทธ์มิใช่บัณฑิตอ้อนแอ้น

               “เสี่ยวอวี้ ลงมาทำอะไรในน้ำ ข้านึกว่าเจอปลาแสนสวยเข้าแล้วเสียอีก”

               คำถามกระทันหันทีเล่นทีจริง แขนทั้งสองข้างยังคงโอบรอบเอวบางทว่าคลายให้หลวมลงเพื่อให้นางหายใจได้สะดวก ก่อนจะหัวเราะเสียราวกับระฆังเงินเมื่อดูสภาพเปียกปอนของอีกฝ่ายจนชัดเจนเต็มตา

               “แค่ก !” ไม่รู้จะไอเพราะแสบจมูก หรือเผลอกลืนน้ำลงคอไปตอนไหน หรือจะไอเพราะคำถามที่น่าแปลกใจของคนเป็นซือฟุ ไป๋อวี้สองมือเกาะอยู่ที่ไหล่เจ้าของเส้นเกศาสีเงิน อ้าปากหายใจดึงอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุด ก่อนจะพยายามเรียบเรียงคำตอบที่คิดว่าถูกต้องที่สุดแล้ว “ข้า… เฮ้อ.. ข้าโดนแพะประทุษร้ายเตะตกน้ำมา

               คิ้วคมเลิกขึ้นสูงอีกคราหนึ่ง นางมีวรยุทธ์กลับโดนแพะประทุษร้าย??

               “แถวนี้ไม่ค่อยมีอะไรพอดี ข้าจับมันกลับมาย่างให้เจ้าระบายแค้นไหม?”

               ดี ! เอ๊ะ .. เอ่อ ไม่สิ ไม่ดีๆ” แค้นฝังหุ่นแพะพิสดาร มีที่ไหนวิ่งมาเตะกันแล้วยังทำตกใจวิ่งเตลิดหายไปอีก สองมือละจากไหล่ของผู้มีพระคุณมาเช็ดหยดน้ำตามใบหน้าตัวเอง ยังรู้สึกแสบจมูกอยู่บ้าง แต่ก็นับว่าหายใจคล่องกว่าก่อนหน้านี้ ชั่งอกชั่งใจระหว่างชาตินี้จะตามจองล้าญจองผลาญกินแพะย่างตลอดไป หรือสมควรจะไม่ยุ่งเกี่ยวเพิ่มความแค้นระหว่างนางกับแพะดี ?

               “ฮะๆ ตกลงว่าดีหรือไม่ดีค่อยตัดสินใจระหว่างที่เจ้าเปลี่ยนชุดเถอะ… มีชุดมาเปลี่ยนหรือเปล่า?” ประคองหญิงสาวกลับขึ้นมาบนฝั่งได้เป็นผลสำเร็จ ทะเลทรายร้อนแห้งก็จริงแต่ปล่อยให้ตัวชื้นนานตกกลางคืนอากาศเย็นอาจจะจับไข้เอาได้ พูดไปถึงตรงนี้เขาพึ่งสังเกตเห็นว่าบนฝั่งนอกจากสัมภาระของเขาที่วางไว้หลังพงหญ้า นางกลับไม่มีห่อผ้าอันใดติดตัวมาเลย..

               “... หืม” เหมือนจะพึ่งนึกได้.. หญิงสาวก้มลงมองสภาพตัวเองที่ชุดเปียกลู่แนบไปกับผิว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนหน้าเทพบุตรที่ช่วยเหลือนางไว้ กระพริบตาปริบๆ อยู่สองสามทีนึกได้ว่านี้เข้าข่ายคำว่า ‘ล่อแหลม’  ก็กลายเป็นว่าร่างบางหมุนขวับหันหลังให้ผู้มีพระคุณเป็นการเร่งด่วนซะอย่างงั้น

               “ ข ข้า.. เอ๊ะ..  ” ห่อของที่นางแบกมามันหายไปไหน !!!!!!!!

               เซิ่งว่านกู่รู้ทันอยู่ก่อนแล้วไม่เสียเวลามองจ้องจนนางมุดแทรกแผ่นดินหนีอีก แต่เดินกลับไปยังสัมภาระของตนหยิบเอาเสื้อมาคลุมตัวเป็นเสียงผืนผ้าทับกันไวๆ จนกระทั่งเขาเปลี่ยนชุดเสร็จก็เดินกลับมา เสื้อคลุมหนึ่งตัวกางเกงหนึ่งตัวยื่นให้อีกฝ่าย “ช่วยไม่ได้.. ใช้ของข้าไปก่อนแล้วกัน เมืองเอกของซูเล่ออยู่ไม่ไกลจากนี้เข้าไปแล้วค่อยหาชุดให้เจ้าใหม่ตอนนั้น”

               “ อ อื้อ ขอบคุณเจ้าค่ะ.. ” ทำไมรู้สึกหน้าร้อนแบบแปลกๆ สองมือของหญิงสาวขยับไปรับเอาบรรดาชุดที่คนเป็นอาจารย์ยื่นมาให้ กลืนน้ำลายอยู่พักนึง ก่อนจะค่อยๆเดินถอยทีละก้าวสองก้าว จนกระทั้งพอเว้นระยะห่างกับคนเป็นอาจารย์ได้สี่ห้าก้าวก็หันเดินก้าวขาไวๆ ไปหามุมเปลี่ยนชุดแทบไม่ทัน

               บุรุษเกศาเงินขบขันนักกับท่าทีกล้าๆ กลัวๆ ของอีกฝ่าย พอนึกขึ้นได้เวลานี้นางสติอยู่ตรงทั้งยังไม่เมา ตามประสาสตรีที่ถูกอบรมมาย่อมเขินอายที่จะผลัดผ้าต่อหน้าบุรุษเช่นตน เขาจงใจหันหลังให้ จากนั้นก็ก่อไฟแล้วเริ่มต้นย่างปลาที่จับขึ้นมาก่อนหน้า….

               ….นั่งได้ผิดจุดจนเกินไป หารุ้ไม่ว่าพื้นน้ำสะท้อนดุจกระจก เรือนร่างขาวนวลข้างพุ่มไม้ แม้จะเห็นไม่ชัดเต็มสองตา เพียงแค่เรียวขารำไรก็ทำเอาเลือดลมตีกลับเพราะไม่ทันตั้งตัวจนชายหนุ่มต้องยกมือขึ้นปิดใบหน้าลูบแล้วลูบอีก ตั้งสติเบาๆ ก็ใช่ว่าพึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเสียทีไหน…

               สงบจิตสงบใจเอาไว้สิตัวเรา...

               อาภรณ์สีอ่อนของซือฟุแน่นอนว่าสำหรับสตรีแบบนางมันค่อนข้างจะใหญ่กว่าขนาดตัวไปมาก ใช้เวลาอยู่สักพักเหมือนกันกับการทำให้แน่ใจว่าทุกส่วนที่ใส่ไปจะไม่หลวนจนหลุด ถึงแม้ว่ามันจะยังดูหลวมในสายตาคนนอกแต่สำหรับคนใส่ก็มั่นใจว่าน่าจะไม่ลำบากชีวิตเวลาเดินเวลานั่ง พ่นลมหายใจออกจากริมฝีปากไปสักรอบ ค่อยๆ ออกจากพุ่มไม้ที่นางหลบมาเปลี่ยนอาภรณ์อย่างใจเย็น ระหว่างเดินก็หันมองซ้ายขวา ชั่งใจว่าควรจะตากอาภรณ์สีแดงสดที่เปียกชุ่มของตัวเองไว้แถวไหนดี

               กลิ่นควันจากการย่างปลาหอมฉุย โรยเกลือเล็กน้อยก็ทั้งสดทั้งหวาน เซฺ่งว่านกู่พลิกไม้แกนที่เสียบปลาพันใบไม้ย่างไว้สองสามหน ครั้นได้ยินเสียงฝีเท้าที่ด้านหลังก็เอ่ยโดยยังไม่ทันหันไปมอง “หากข้ารู้ว่าจะเจอเจ้าคงไม่จับปลาไว้แค่สองตัว ทานรองท้องก่อนเถอะ พอตกเย็นจะพาเจ้าไปหาของอร่อยกินในเมือง”

               จากนั้นเนตรหงส์คู่เรียวดั่งภาพวาดเบนกลับมาช้าๆ เขานิ่งงันไปหนึ่งอึดใจจากนั้นคลี่รอยยิ้มลมวสันต์ “น้องชายท่านนี้เห็นแม่นางที่เดินผ่านเจ้าไปรึไม่? กำลังหลงทางอยู่หรือ? ถ้าไม่รังเกียจก็ร่วมทานอาหารด้วยกันสักหน่อยไหม”

               “.... นี่ท่านจริงจังไหมเนี่ย ” เลิกคิ้วขึ้นชั่วขณะนึง พร้อมทั้งก้มลงมองตัวเองสลับกับเงยหน้าไปมองซือฟุที่เห็นนางเป็นน้องชายไปแล้ว น้องชายที่ไหนจะใส่ชุดของท่านออกมาเดินหน้าตั้งได้ขนาดนี้เล่าพี่ชาย !!

               รอยยิ้มคลี่ออกจนเผยฟันขาวมุกเรียงคือคำตอบแทนโดยนัยแล้ว กระบวนท่าหยอกหนนี้เกิดขึ้นเพราะอาภรณ์ของเขาเมื่อเปลี่ยนคนสวม ช่างดูน่ารักน่าเอ็นดูราวกับคุณชายแรกเข้าสำนักศึกษา ทั้งท่าทีประหม่าเก้อเขิน นวลแก้มแดงเรื่อง.. รู้สึกน่ามอง เห็นแล้วไม่เบื่อ

               “เหมาะมากทีเดียว ฮะๆ เอาชุดเจ้ามาผิงไฟก่อนเถอะอีกสักพักเราค่อยออกเดินทางกัน”

               “ ฮ่า.. ตอนมันอยู่บนตัวท่านก็ให้ความรู้สึกเหมาะสม ไหงพอมาอยู่กับข้าแล้วดูนุ่มนิ่มแปลกๆ.. ” สายตาคนใช้ชีวิตอยู่กับการเฟ้นหาชุดมากมายให้เข้ากับลักษณะเด่นของลูกค้าเช่นนางย่อมรู้ดี อาภรณ์สีอ่อนเช่นนี้ใช่ว่าใครจะใส่แล้วดูสุขุมปลอดโปร่งได้เท่าซือฟุนางอีก เพราะชุดสีอ่อนๆ มักจะทำให้นางดูนุ่มนิ่มขัดสายตาแปลกๆ เพราะใบหน้าที่ดูจะเหมาะสีเข้มๆ มากกว่า ดังนั้นนอกจากวัยเด็กแล้ว ไป๋อวี้ก็ไม่เคยดันทุรังจะพยายามใช้อะไรที่สีอ่อนบนตัวอีกเลย

                เขาบอกให้เอาชุดไปผิงไฟ ก็เอาชุดไปผิงไฟ ว่าง่ายทำง่าย สักพักก็กลับมานั่งจุ้มปุ๊กตาใสอยู่ไม่ไกลผู้ที่ช่วยชีวิตนาง ซือฟุย่างปลา ครั้งนี้ถือว่าลาภปากของแท้ รสชาติปลาย่างที่นางตราตรึงที่สุดก็ไม่พ้นปลาย่างฝีมือเจ้าตัว

               “อาภรณ์ขับเน้นบุกคลิกผู้คน แต่จริงอยู่ว่าผู้ที่น่ามองเมื่อสวมสิ่งใดก็ล้วนน่ามองยิ่งขึ้นไปอีก…” มือยกไม้ที่ย่างปลาจนได้ที่แล้วขึ้นมาเป่ากระทั่งคลายร้อนก่อนจะแกะห่อไม้ไม้ออก หนนี้เป็นความเอาใจใส่อย่างผิดปกติทั้งค่อยๆ ลอกหนังปลา ลงมือแกะเอาแต่เนื้อขาวๆ วางลงบนใบไม้สะอาดยื่นส่งให้หญิงสาว รอยยิ้มอ่อนโยนบรรจุแล้วหวานยิ่งกว่าน้ำตาลเสียอีก

                “ระวังร้อน..”

               “อ่า.. พูดถึงปลาย่างก็ต้องนึกถึงซือฟุ.. ” สองมือประคองรับใบไม้ที่เปรียบเสมือนจานใส่เนื้อปลาย่าง กลิ่นหอมหวานชวนให้ตะปบคว้าเข้าปาก แต่หญิงสาวก็ยังนั่งนิ่งเหมือนรอบางอย่าง ไอ้ที่ว่ารอก็คือรอให้ซือฟุเริ่มทานก่อน เมื่อนั้นนางถึงจะเริ่มทานกับเขาบ้าง

               “เสี่ยวอวี้ เจ้าคงมิได้เห็นแค่ข้าผู้นี้เป็นคนย่างปล่าเท่านั้นหรอกกระมั้ง?” ชำเลืองไปทางด้านข้างเป็นระยะขณะจัดการส่วนของตัวเอง เนื้อปลาสดหวานฉ่ำ กลิ่นหอมนั้นนุ่มฟูราวกับสำลี อาหารภัตตาคารมาแลกก็ไม่ยอมแล้วจุดนี้ มองเจ้าเด็กสาวทำท่าทีน่ารักน่าชัก คอยเขาเริ่มทานก่อนก็จำต้องจัดการมื้ออาหารอย่างรวดเร็วเสียไม่ได้

               “แน่นอน ! ท่านไม่ใช่แค่คนย่างปลา ท่านยังเป็นคนรอรับผ้าปัก กับคนตรวจคัดอักษรด้วย ” หนนี้คือการหยอกเล่นที่มาพร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ ซะมากกว่า นัยน์ตารัตติกาลมีความไม่ทุกข์ร้อนแม้ว่าการพูดแบบนั้นสำหรับบางคนอาจจะถือเป็นการล่วงเกินซือฟุ .. ก็ใช่ มันคือการล่วงเกินซือฟุจริงๆนั้นแหละ ….

               “ได้อ่านแล้วหรือยัง” จดหมายฉบับนั้นของข้า...

               “แค่ก..” สำลักเนื้อปลาโดยไม่ต้องคาดเดาให้ยาก ลืมจดหมายเจ้าปัญหานั้นไปเลย !! มาถึงจุดนี้แล้วใบหน้าหวานพลันเห่อร้อนขึ้นชั่วขณะ นัยน์ตารัตติกาลบ่ายเบี่ยง จะตอบเขายังไงดีว่านางอ่านแล้ว และก็เข้าใจความหมายที่ต้องการจะสื่อ ควรบอกยังไงว่าทุกวันนี้แค่เห็นจดหมาย แค่เห็นดวงตะวัน ในหัวข้าก็มีแต่ท่านลอยขึ้นมา !

               ริมฝีปากสีวุ้นกุหลาบหยักมุมขึ้นสูงอีกหนพอวางซากปลาย่างลงก็นำผ้าขึ้นมาซับลงฝ่ามือตนเอง จากนั้นยื่นไปประคองมือคู่เล็กเริ่มเช็ดทำความสะอาดอย่างละเมียดละไม “หากอ่านแล้ว… คำตอบของเจ้าล่ะ” ทำไมถึงไม่เขียนกลับมา ปล่อยให้ข้ารอ ทั้งยังพูดคำเหล่านั้นราวกับว่าทั้งคู่คือ ‘ศิษย์-อาจารย์’ กันจริงๆ

               “... เอ่อ ข้า ” นางควรตอบยังไงโดยอาศัยคำพูดล่ะ ?  คำถามที่ทำเอาความคิดของหญิงสาวว่างเปล่าครั้งใหญ่ เขาเล่นแฝงมากี่ประเด็นในจดหมายนั้น จะให้นางตอบกลับโดยที่พูดต่อหน้าเขาเนี่ยนะ ?! ซือฟุ ท่านช่วยเห็นใจข้าหน่อยได้ไหม !

               “หึหึ เจ้าไม่จำเป็นต้องตอบในตอนนี้ก็ได้.. รับปากข้าลองเก็บไปคิดดูให้ดีๆ อีกครั้งเท่านั้นก็พอ เข้าใจรึไม่เสี่ยวอวี้?” นิ้วที่เรียวยาวยกขึ้นอย่างได้องศาอันงดงาม เกี่ยวปอยปมที่ยังขึ้นของนางไปทัดไว้หลังหูจากนั้นลุกขึ้นยืน รอยยิ้มปลอดโปร่งอย่างเช่นที่เคยมีมาตลอด แผ่นหลังกว้างที่คล้ายจะแบกรับทุกความคาดหวังรอบกายได้โดยไม่สั่นคลอน บุรุษผู้มีรูปลักษณ์ดุจดวงตะวัน.. ผู้ที่ส่งจดหมายฉบับนั้นให้กับนาง

               จดหมายที่แฝงความนัยสื่อจากผู้หนึ่งถึงอีกคนว่า ‘คิดถึง’

               “อื้อ.. เข้าใจแล้ว”

               “เซิ่งเกอ” คำเรียกนี้แผ่วเบาจนคล้ายจะไม่ได้พูด หญิงสาวโน้มตัวลงกอดเข่าตัวเองอย่างไว ตั้งแต่ใบหน้าไปจนถึงหูล้วนแต่แดงชัดจนไม่สามารถปิดบังได้ ขี้โกง.. เซิ่งว่านกู่ท่านขี้โกงที่สุดในโลก ! ท่านเป็นใคร ! ทำไมถึงมาทำให้ก้อนเนื้อในอกนางทำงานหนักขนาดนี้ ! ไม่ดีแล้วๆ แบบนี้ไม่ดีแล้ว..

               ทั้งสองรอคอยจนกระทั่งเสื้อผ้าของหญิงสาวแห้งพอจะเก็บลงห่อสัมภาระได้ การเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองซูเล่ออาศัยอูฐเพียงตัวเดียว ตลอดเส้นทางที่ใช้งานแผ่นหลังของนางแนบชิดกับเขา ใกล้ชิดเสียจนไม่มีที่ใดให้หลบหนี คนผู้หนึ่งยังคงแจกรอยยิ้มเหมือนขายขนมถังหูลู่ให้อีกฝ่ายจนใบหน้าดรุณีน้อยแผ่ซ่านสีดอกท้อ กว่าคนทั้งคู่จะถึงตัวเมืองได้ ทิวทัศน์ของทะเลทรายงดงามรอบกายดุจฉากหลัง ใครบางคนใจเต้นเสียจนชายหนุ่มสัมผัสแล้วได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาด้วยกัน

               จริงๆ แล้วท่านให้ข้าวิ่งตามยังจะดีกว่าให้มาอยู่ชิดกันขนาดนี้หลังจากที่ท่านเล่นเปิดประเด็นที่ข้าพยายามจะไม่คิด ! ทั้งๆ ที่พอเริ่มใช้เวลาแถวต้าหว่าน นางก็เริ่มขี่อูฐจนชินแล้วแท้ๆ จะบอกว่าที่ใจเต้นไม่หยุดนี่เป็นเพราะเจ้าของเส้นเกศาสีเงินคนเดียวไม่เกี่ยวกับการขี่อูฐหรอ ? บ้าหน่า.. แบบนั้นออกจะเกินไปหน่อยรึเปล่า ไม่หรอก ไม่ใช่หรอก ต้องกังวลเพราะขี่อูฐสองคนแน่ๆ แต่พอพยายามคิดเลี่ยงประเด็นกลับกลายเป็นว่าพอเจอความจริงที่นางกับเขาอยู่ใกล้กันขนาดนี้ สุดท้ายก็เป็นนางที่พ่ายแพ้กับความจริงครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ดี

               เรียกได้ว่ากว่าจะถึงเมืองซูเล่อ เกือบจะมีคนหมดสติเพราะหัวใจทำงานหนักเกินขนาด

               พวกเขาไปที่ร้านค้าอาภรณ์เป็นจุดแรกน่าเศร้าที่ชุดสตรีแนวซีอวี้ค่อนข้างเปิดเผยผิวกาย ยามที่ดรุณีน้อยเลือกใส่ก็คล้ายว่านัยน์ตาหงส์จะคมกริบครุ่นคิดเป็นพิเศษ ท้ายสุดก็ห้าผ้าคลุมให้นางได้จับห่อราวกับแฮมยูนนานหนึ่งมัด ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะจับเปลี่ยนเสื้อผ้าทำกะไร จากนั้นลงทุนตามหาโรงเตี้ยมของชาวฮั่นที่เปิดการค้ากับชาวซูเล่อน่าแปลกจู่ๆ บุรุษเกศาเงินตรงเข้าไปสนทนากับเถ้าแก่ ชี้มือชี้ไม้มาทางหญิงสาวผู้นั่งรอที่โต๊ะพักหนึ่ง

               “เสี่ยวอวี้ เจ้าสั่งขนมน้ำชารอข้าสักครู่” ส่งยิ้มหนึ่งหนจากนั้นหายขึ้นชั้นสองไป

               เท้าคางมือนึง อีกมือก็เคาะโต๊ะเป็นจังหวะเบาๆ แก้เบื่อ ถึงจะมีน้ำชาและขนมตามมาให้อย่างที่นางสั่ง หรือการมองซ้ายมองขวาเก็บบรรยากาศ ทว่าก็ยังน่าเบื่อเกินไปมากเมื่อในความเป็นจริงแล้วนางมีคนที่มาด้วยแต่เขาก็ดันหายไปซะแล้ว ช่วยไม่ได้ที่อย่างน้อยก็มีอะไรให้เล่นรอ ยกตัวอย่างการลองแงะๆ ผ้าคลุมที่ห่อตัวนางจนไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้จะแวะร้านอาภรณ์ไปเพื่ออะไร ถึงมันจะดีกว่าที่ได้ใส่ของขนาดตรงกับตัว แต่พอโดนห่อแบบนี้ก็รู้สึกเสียดายความพิถีพิถันของชุดแปลกๆ เกรงว่าคนหน้าเทพบุตรคงไม่ทันได้สังเกตเห็นหน้าเจ้าของร้านที่เสียดายปานใจจะขาดตอนถูกอีกฝ่ายพันผ้าทับชุดนางไปซะมิด..

               เวลาผ่านไปราวสองเค่อ จัดว่านานอยู่สำหรับหญิงสาวผู้นั่งเฝ้าโต๊ะคนเดียว บุรุษผู้แหกขนมทำให้สตรีเฝ้าขนมคอยตนท้ายสุดก็กลับมาพร้อมกับถาดในมือ บนตัวของเขามีเศษผงแป้งติดอยู่ประปราย เคราะห์ดีว่ามักสวมชุดสีเรียบจึงไม่โดดเด่นสะดุดตามาก ส่วนด้านบนนั้นคือชามบะหมี่โซ่วเมี่ยนใส่ไข่สองฟอง กับจานเล็กด้านข้างเป็นขาแพะย่างที่ถูกปักเทียนไว้หนึ่งเล่มทื่อๆ

               “ทำไมทำหน้าแบบนี้? เพราะข้าหายไปนานหรือเพราะเจ้าลืมแล้วว่าวันนี้คือวันอะไร?”

               “ท่านหายไปนานมากกกกกก เอ.. วันนี้ วันนี้หรอ ?” ห๊ะ… วันนี้วันอะไรนะ ? ปกติแล้วในความเป็นจริง เหมยไป๋อวี้ไม่ค่อยจดจำวันที่เกี่ยวข้องกับตัวเองสักเท่าไหร่ ความคิดความจำล้วนมีแต่เก็บไว้จดจำเรื่องราวของคนอื่นมากกว่าเรื่องราวของตัวเอง หากลองถามของที่ชอบเชื่อว่าคงจะตอบได้แค่อะไรก็ตามที่เป็นสีแดง นอกนั้นต่อให้มีของที่ชอบเจ้าตัวก็ตอบไม่ได้เพราะหลงลืมไปหมดแล้ว..

               “ลืมอะไรลืมได้ แต่เรื่องของตัวเองกลับไม่จำนี่นา..”

               มิผิดเซิ่งว่านกู่เจรจาขอยืมครัวเถ้าแก่เขาจดจำวันเกิดของนางได้ดี ทั้งยังทราบอีกด้วยว่าโรงเตี้ยมของชาวซูเล่อไม่แน่ว่าจะมีวัตถุดิบสำหรับทำบะหมี่อายุยืน พานางเดินหาแทบทั่วเมืองในที่สุดก็เจอเข้าหนึ่งที่พอดี ในอดีตครั้งอยู่ค่ายทหารเด็กๆ ต่างกำพร้าทุกวันเกิดคนในค่ายจะทำบะหมี่กินกันเอง ถึงจะออกมาหน้าตาธรรมดา บ้านๆ แต่รสชาติก็ไม่ได้แย่นัก เส้นก็นวดได้นุ่มลิ่นดีเขาคิดว่าคงไม่มีปัญหาอันใด เมื่อจัดแจงวางชามโซ่วเมี่ยนลงตรงหน้าอีกฝ่าย บะหมี่น้ำใสใส่ไข่ไก่สองพองสื่อถึงดาวชีวิตและเนื้อแพะอบน้ำผึ้ง เส้นหมี่ยาวๆ ที่ทำขึ้นสดใช้เวลานานสักหน่อยแต่ก็คุ้มค่า

               หัตถ์ขาวยกขึ้นลูบหัวอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู จากนั้นส่งตะเกียบให้นาง “จูหนี่เช่อหนี่ไค่วเล่อ เสี่ยวอวี้ อธิษฐานแล้วค่อยกินนะ”

               “อื้อ..” ยังสับสนอยู่ ขยับมือไปรับตะเกียบ กระพริบตาปริบๆ เขาบอกให้อธิษฐานแต่นางก็ไม่ได้มีความคิดอะไรมากมาย ดังนั้น.. ‘ขอให้ทุกคนมีความสุข หวังว่าชีวิตต่อจากนี้จะราบรื่นไม่วุ่นวาย เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว’ ทันทีที่อธิษฐานเรียบร้อยก็ลืมตาขึ้น เป้าหมายแรกคือบะหมี่น้ำใสที่ดูน่ากิน แต่พอคีบไปแล้ว นึกย้อนไปแล้ว ‘จูหนี่เช่อหนี่ไค่วเล่อ...’

               “วันเกิดข้านี่นา !!”

               ผู้ลงมือเข้าครัวในวันนี้นั่งเท้าคางกับโต๊ะอมยิ้มเรียบๆ มองอีกฝ่ายด้วยท่าทีสงบสุข นางพึ่งจะรู้ตัวเอาป่านนี้ ให้ตายสิจริงๆ เลย…

               “ลืมไปเลย.. แต่โชคดีที่ครั้งนี้ได้ท่านจัดการให้” จังหวะนี้ถึงเวลากิน เส้นหมี่ยาวๆ ที่ตามความเชื่อแล้วมีความมงคลถูกคีบเข้าปาก ท่าทีพออกพอใจกับรสชาติมีให้เห็นอยู่ชัดเจน อยู่ไกลถึงซูเล่อ แต่นางยังได้ฉลองวันเกิดกับคนที่ไว้ใจ แล้วก็เป็นการฉลองแบบฮั่นถึงจะเล็กน้อยแต่ก็นับว่าประทับใจมาก !

               “ข้าไม่เคยลืมเรื่องที่เกี่ยวกับเจ้าอยู่แล้ว”

               ถึงจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างวันเกิดหรือท่าทีเขินอายยามอยู่ด้วยกันตามลำพังก็ตาม เรียวนิ้วยกขึ้นเช็ดข้างแก้มนวลที่เปื้อนน้ำมันนั้นเบาๆ พลางหัวเราะไปด้วย คอยจนกระทั่งเส้นบะหมี่ยาวๆ ที่สื่อถึงอายุยืนนั้นถูกเจ้าปลาน้อยซัดเข้าไปจนหมดค่อยยกเอาจานขาแพะย่างมาเบื้องหน้าอีกฝ่าย เทียนถูกจุดขึ้นบอกว่า “นี่เป็นจานพิเศษ ถ้าทางโรมันคงใช้เค้กหรือขนมปังแทน.. ข้าคิดว่าเจ้าคงอยากได้สิ่งนี้มากกว่า อธิฐานแล้วเป่าสิ”

               “ฮะ.. แพะย่างมาถูกเวลาที่สุดแล้ว.. ” คำอธิษฐานเดิมถูกยกมาใช้อีกครั้ง หญิงสาวโน้มตัวเล็กน้อยและเป่าเบาๆ เพื่อดับเทียน ถือว่าครบขบวนการทั้งฉลองแบบบ้านเกิด แล้วก็มีแบบต่างเชื้อชาติด้วย “ท่านเป็นคนหามาให้ข้า .. ดังนั้นจานนี้กินด้วยกันแล้วกันนะ” จัดแจงดึงเทียนออกก่อนใครเพื่อน จานแรกก็เป็นเรื่องปกติที่นางจะต้องจัดการ แต่สำหรับจานที่สองแพะย่างจานใหญ่ขนาดนี้ไม่ใช่ว่าคนตรงหน้าคิดจะขุนนางให้อ้วนใช่ไหม ?

               “ได้.. เจ้าของวันเกิดเชื้อเชิญแล้วจะปฎิเสธให้เสียน้ำใจได้อย่างไร”

               วันนี้นางมีความสุข ในใจว่านกู่รู้สึกยินดีไปด้วยพยักหน้าเชิงยอมรับอยู่ในที จากนั้นสั่งซวนไหน่ที่โรยผลไม้แห้งแล้วมาอีกชาม เขาฉีกขาแพะออกเป็นเส้น จากนั้นชุบลงในชามนมเปรี้ยวทรงเครื่องนั้น ความข้นของมันเคลือบลงผิวชุ่มๆ ของเนื้อแพะ เมื่อเข้าปาก ทั้งหอมทั้งมันรสชาติตัดเลี่ยนได้เป็นอย่างดี เมื่อสาธิตเสร็จแล้วก็รอดูนักเรียนของตน

               ไป๋อวี้อ้าปากค้างดูการสาธิตของอาจารย์ นัยน์ตารัตติกาลดูจะมีประกายแวววับแลดูสนอกสนใจกับวิธีกินเป็นพิเศษ หลังจากกระพริบตาปริบๆ ทวนภาพที่เห็นเมื่อครู่อยู่สองสามที หญิงสาวก็เริ่มลงมือปฏิบัติกับเขาบ้าง ถึงจะดูทุลักทุเลเล็กน้อยช่วงเริ่มต้นแต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี ลิ้มรสความหอมมันที่แสนลงตัว ไป๋อวี้ยกให้จานนี้จะเป็นอีกหนึ่งเมนูที่นางต้องกินถ้าผ่านทะเลทรายแน่นอน

                รอจนกว่าทั้งสองจะอิ่มหนำ.. ราตรีมาเยือนจึงถึงเวลาพักผ่อน

                แม้ไร้รสสุราทว่าผู้คนยังสามารถเมามายในความสุข อิ่มเอมใจ เพียงได้พบคนที่ปรารถนาจะพบ ได้ใช้เวลาร่วมกันบนเส้นทางที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งวัยเยาว์อันไม่แน่นอน ถูกพลักดันด้วยกระแสอารมณ์จนหันเหไปในทิศทางต่างๆ

                 บุรุษเกศาเงินเลือกเพียงห้องเดียวคล้ายมีเจตนาแฝงบางอย่าง ปากพูดว่าประหยัดทรัพย์กลับไม่มีเสียงค้านจากสตรีด้านข้าง เขายกยิ้มบาง.. หลังจากประตูปิดลงแล้วหนึ่งจุมพิตก็ประกบลงมาทั้งนิ่มนวลและแผ่วเบา เจือความร้อนกรุ่นของลมหายใจอยู่เต็มส่วนก่อนจะผละออกลอบมองสีหน้าของอีกฝ่าย


                   “เสี่ยวอวี้ ต่อให้วันเกิดของเจ้าในปีหน้าไม่มีบะหมี่ ไม่มีข้า ‘เซิ่งว่านกู่’ คอยอยู่เป็นเพื่อน เจ้าก็ต้องมีความสุขมากๆ ทั้งในปีนี้ ปีหน้า และอีกสิบๆ ปีถัดไป เข้าใจรึไม่?”

                “... หาก ไม่มีท่าน ? ” คล้ายว่าทุกอย่างจะดูน่าแปลกใจ หากไม่มีท่านอยู่เป็นเพื่อนแล้วจะให้ข้ามีความสุขก็ต้องดูสาเหตุด้วยสิว่าเพราะอะไร.. คล้ายว่าพอคิดถึงวันที่ไม่มีเขาตรงหน้าแล้ว มันก็พอจะมีเค้าโครงความเป็นไปได้ หากถึงวันที่นางเลือกเส้นทางอีกเส้น.. เส้นทางที่นางจะทำใจเจอหน้าเขาไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ยิ่งคิดความรู้สึกของนางก็ยิ่งตกลงในหลุมลึก ไม่รู้ว่าสมควรตอบกลับเช่นไร ไม่รู้ว่าสมควรจะมองผู้ที่อยู่ใกล้ด้วยสายตาเช่นไรด้วยซ้ำ

                 อีกหนึ่งจุมพิตแผ่วเบาพรมลงกลางหน้าผากเนียน “เด็กโง่… ไม่ว่าตัวข้าจะอยู่ที่ไหน ใจข้าจะเฝ้าอธิษฐานให้เจ้าพบพานความสุขในทุกๆ ปี” แม้ว่าในเวลานั้นนางอาจจดจำไม่ได้กระทั่งใบหน้าของเขา ลืมเลือนนามนี้ไปจนหมดสิ้นแล้วก็ตาม

               “ท่านเองก็ด้วยนะ.. ต้อง.. มีความสุขในทุกๆปีเหมือนกันนะรู้ไหม..

               ทำไมถึงรู้สึกว่าการจะฝืนตาขึ้นมามองภาพตรงนี้ต่อมันช่างยากลำบาก ภายใต้อ้อมแขนของคนที่นางสามารถเรียกเขาว่าเป็น ‘รักแรก’ ในตอนนั้นเองที่ภาพการมองเห็นค่อยๆดับลง เพื่อที่จะได้กลับไปรับรู้เพียงว่าสิ่งที่เกิดนี้

               เป็นแค่ ‘ความฝัน’ เท่านั้น..






แสดงความคิดเห็น

ความจ๊าดเหมือนสั่งลา ปล. 60k เลย 55  โพสต์ 2021-4-16 02:10
โพสต์ 66037 ไบต์และได้รับ 60 EXP!  โพสต์ 2021-4-15 23:44

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 5

ดูบันทึกคะแนน

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้