ดู: 766|ตอบกลับ: 10

[ลางสังหรณ์] { ความฝันของ ❖ อิเสะ มิซุอุมิ ❖ } ทะเลสาบกับเรือ 2 !![Boy's Love : Rate-?]!!

[คัดลอกลิงก์]
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Mizuumi เมื่อ 2021-8-28 12:50

          สถานที่นอนหลับของตัวละคร : ทะเลทรายทากลามากัน
          ชื่อผู้ฝัน : อิเสะ มิซุอุมิ
          ความฝันประเภท : ลางสังหรณ์





4

ทะเลสาบกับเรือ ภาค 2
สายสัมพันธ์แห่งโชคชะตา
~ สู่โลกนับอนันต์นิรันดร ~
Part 1
(( ป.ล. ภาคหนึ่งยังไม่จบ ติดตามไปก่อนได้ที่นี่ ))





ผีเสื้อขยับปีก โบกโบยบินเฝ้าดอมบุปผา ผกานั้นร่วงโรย   

          ดวงตาสีน้ำผึ้งจับจ้องไปยังผีเสื้อสีเหลืองม่วงครามที่กำลังเด็ดดอมน้ำหวานจากเกศรดอกฟุจิบาคามะ สัญลักษณ์ของการผันเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูใหม่จากคิมหันต์ไปยังสารทฤดู

          ปีกอันบอบบางทว่าแต่งแต้มไปด้วยลวดลายสดสวยขยับไหวอย่างงดงามชดช้อย และยิ่งเขากะพริบตาก็เหมือนกับเห็นมันขยับช้าลงจนสังเกตถึงแรงกระเพื่อมใต้ปีกได้ ราวกับว่าการขยับปีกแต่ละครั้งมีความหมายแฝงบางอย่าง ฉับพลันในใจก็เกิดคำถาม

          ‘การขยับปีกของผีเสื้อมีความหมายเช่นไร และสิ่งที่ข้ากระทำอยู่นั้น.. ก็ไม่ได้สูญค่าฉันท์นั้นเช่นกันใช่หรือไม่?’

          ไม่รู้ด้วยเหตุใดทำไมจึงคิดเช่นนั้น อาจเพราะผีเสื้อคือสัญลัษณ์ของต้นตระกูลเก่าแก่ก่อนแตกสายมาเป็น 'อิเสะ' ส่วนดอกไม้แม้เป็นฟุจิบาคามะไม่ใช่ฟูจิโดยตรงแต่ดอกไม้ก็ถือว่าเป็นตราประจำตระกูลของนายท่านที่เฝ้าตามหาด้วยเช่นกัน

          เพียงสิ้นสุดคำถามภายในหัว เจ้าผีเสื้อตัวนั้นก็สยายปีกบินมาใกล้ราวกับว่าลิ้มชิมน้ำหวานจนพอใจแล้ว มิซุอุมิเอียงใบหน้าจ้องมองมัน เขาหงายฝ่ามือออกไปด้านหน้าและเมื่อมันเกาะลงที่ปลายนิ้ว ร่างผีเสื้อผลันสลายไปกลายเป็นเถ้าธุลี




          “!?!”

          บุรุษชะงักนิ่งด้วยความตกใจแล้วทุกอย่างก็พลันตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มีแม้แต่เสียงลม และใบไม้ไหว ภาพตรงหน้าหยุดนิ่งเปลี่ยนเป็นสีขาวและดำ

          แต่กลับมีเสียงหนึ่งที่ทำลายความเงียบและเมื่อกะพริบตาครั้งหนึ่งสีสันทุกอย่างก็กลับมาสู่ดวงตา สรรพสิ่งรอบข้างเคลื่อนไหวตามธรรมชาติเป็นไปดั่งภาวะปกติ

          ความสนใจทั้งหมดหันเหไปยังทิศทางที่เสียงใหม่กำเนิดขึ้น มิซุอุมิสงบนิ่งเงี่ยหูฟังดี ๆ ว่าเสียงดังกล่าวคือเสียงอะไร..

          “คร่อกกกกกกกก…….ฟี้~”

          คลับคล้ายคลับคลาจะเป็นเสียงลมหายใจตอนนอนที่ออกจะดังเกินไปหน่อย..

          ‘เสียงกรน? ผู้ใดมานอนอยู่ตรงนั้น?’

          ทิศทางที่บุรุษมองไปเป็นเรือนไม้เก่า หน้าตาคุ้นเคยเหมือนกับโรงฝึกที่ปราสาทตระกูลคาโต้ แต่ไม่ใช่ หลายอย่างในนั้นแตกต่างออกไป เขาอยู่กินที่นั่นมาครึ่งชีวิตย่อมจำสถานที่ได้แม่นยำชนิดที่ว่าแม้หลับตาเดินยังคลำทางไปถูก ที่นี่ไม่ใช่ปราสาทคาโต้ แค่เป็นสถานที่ที่คล้ายคลึงกัน

          เสียงนั้นดึงดูดให้เขาเดินเข้าไปหา

          “คร่อกกกกกกกก…….ฟี้~”

          ยิ่งเข้าไปใกล้เสียงกรนยิ่งดังฟังชัดขึ้นทุกที..

          “คร่อกกกกกกกก…….ฟี้~”

          บุรุษถอดเกะตะไว้นอกชานและจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะค่อย ๆ สืบเท้าขึ้นไปเดินบนพื้นไม้อย่างเงียบเชียบด้วยติดมาจากตอนรับใช้นาย คาตาฟุเนะจะอารมณ์เสียมากหากถูกรบกวนขณะนอนหลับ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งทักษะที่ไม่ฝึกไว้เห็นทีจะไม่ได้ และเขาเองก็ไม่ต้องการรบกวนคนนอน เพียงแค่อยากรู้จึงมาดูก็เท่านั้น

          “คร่อกกกกกกกก…….ฟี้~”

          และสิ่งที่เห็นคือร่างของเด็กหนุ่มตัวโต ร่างกายกำยำล่ำสัน เรือนผมสีน้ำตาล ผิวน้ำผึ้งแทนเข้ม ในชุดเคโคกิสีขาวที่สวมใส่ไม่เรียบร้อยและฮากามะสีดำที่ใช้สำหรับการฝึกซ้อมการต่อสู้ ข้างกายมีดาบไม้วางอยู่ ดูทรงแล้วอีกฝ่ายน่าจะม่อยหลับด้วยความเพลียหลังฝึกซ้อมเสร็จ

          “นายน้อย?”

          สุ้มเสียงอุทานสรรพนามเรียกขานแผ่วเบา เหตุไฉนนายน้อยถึงได้มานอนอยู่ตรงนี้ได้ แถมยังกรนเสียงดังเสียสนั่นลั่นทุ่ง ตั้งแต่ที่เลี้ยงดูมามิซุอุมิไม่เคยได้ยินเด็กคนนั้นกรนดังเช่นนี้มาก่อนเลยสักครั้งไม่ว่าเขาจะเหนื่อยล้ามากแค่ไหนก็ตามที

          ‘ซ้ำยังแต่งตัวไม่เป็นระเบียบ เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอกขอรับ’

          บุรุษส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม เอ็นดูก็เอ็นดูอยู่หรอก แต่ปล่อยไว้เฉย ๆ คงไม่ได้ หากตื่นมาคงต้องสั่งสอนสักครั้งในฐานะอาจารย์

          “คร่อกกกกกกกก…….ฟี้~”

          ร่างสูงยอบกายลงนั่งใกล้ ๆ กับเด็กหนุ่ม ดวงตาสีน้ำผึ้งจ้องมองไปยังแผงอกแกร่งที่ขยับไหวไปตามจังหวะการหายใจ มีบางอย่างที่ผิดสังเกต

          ‘นายน้อยโตขึ้นมากขนาดนี้เชียวหรือ?’

          ตั้งแต่ที่อีกฝ่ายผ่านพิธีเก็มปุคุซึ่งถือเป็นการฉลองก้าวผ่านสู่การเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เขาก็ไม่ได้ดูแลนายน้อยใกล้ชิดอย่างอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อีก และเด็กหนุ่มมักจะแต่งกายอย่างสุภาพมิดชิดไม่เว้นแม้แต่ในวันที่ร้อนที่สุดกลางเดือนฮาซึกิ (สิงหาคม) ได้เห็นเรือนร่างที่โผล่พ้นอาภรณ์ออกมาเพียงแค่ลำคอ ข้อมือ และข้อเท้า แต่นี่จวนจะเข้าสู่คันนะซึกิ (ตุลาคม) ซึ่งอากาศเย็นลงมาก กลัวคนนอนตากลมจะเป็นไข้เสียจริง

          แต่ก็นั่นแหล่ะ… มิซุอุมิอมยิ้มอย่างปีติ มันคือความภาคภูมิใจที่ได้เลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบใหญ่สมชายชาตรี

          เขามองข้ามความผิดปกตินั้นไป มือจะเอื้อมไปจัดการเสื้อแสงที่แหวกอกจนเกือบถึงสะดือให้เป็นระเบียบเรียบร้อยแต่ก็ต้องชะงักไปเสียก่อน เมื่อเห็นสิ่งที่คาดยาวอยู่บนหน้าผากคนนอนกรน มือจึงเลื่อนมาเกลี่ยผมที่ปรกหน้าผากอยู่ดูร่องรอยนั้นอย่างแผ่วเบา

          "?"




          “แผลเป็น?”

          และน่าตกใจยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่ารอยแผลนั้นใหญ่ยาวลากจากขมับข้างหนึ่งจรดสู่ขมับอีกข้าง แผลใหญ่ขนาดนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ตอนที่ได้รับมันมา

          สายตาอ่อนโยนที่มีมาเสมอเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นทันที เหตุใดนายน้อยที่เคยถนอมไม่ให้เกิดริ้วรอยมานานเกือบสิบปีถึงมีแผลเป็นขนาดใหญ่เช่นนี้บนศีรษะได้ เขาจากมาตุภูมิไปเพียงไม่กี่วัน ใครกันที่มารังแกนายน้อย!

          ‘ไทระที่เหลืออย่างนั้นหรือ… ฆ่าให้หมดเสียดีหรือไม่?’

          รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมากจากชายหนุ่มแม้รอยยิ้มจะยังคงประดับอยู่บนใบหน้า ไม่ว่าใครที่ทำอะไรไว้กับคาตาฟุเนะ ไม่ว่าจะเป็นคาตาฟุเนะคนไหน มิซุอุมิก็ยอมลงให้ไม่ได้!

          “อื่อ..”

          ร่างที่นอนแผ่หงายส่งเสียงครางในลำคอเหมือนคนกำลังรู้สึกตัวตื่น ดวงตาที่หลับพริ้มค่อย ๆ ปริบปรือขึ้นมา

          ...และมันเป็นสีครามดั่งน้ำทะเล...

          “!?!”

          มิซุอุมิรีบชักมือกลับทันที ด้วยความตกตะลึงเขาเคยเห็นดวงตาสีนี้มาก่อน เป็นดวงตาคู่เดียวที่คุ้นเคยและสุดถวิลหา มันเป็นของ... ‘คาตาฟุเนะ?’



          “เฮ้ย! ใครวะ!?!!!”

          เด็กหนุ่มที่ลืมตาตื่นขึ้นเต็มที่แล้วอยู่ในอารามตกใจจนหน้าเหวอไม่แพ้กันหรืออาจจะหนักกว่าเสียด้วยซ้ำ เขารีบผุดลุกขึ้นนั่งจนศีรษะเกือบจะโขกกับปลายคางของบุรุษผมแดง แต่ด้วยสัญชาตญาณนักรบทำให้มิซุอุมิผละหลบได้ทัน

          ดวงตาสีครามคู่นั้นช่างงดงามเหลือเกินในสายตาของนันโชคุ และดวงตาคู่เดียวกันนั้นก็กำลังจับจ้องมาที่เขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยท่าทีสับสน ดูเหมือนว่าคาตาฟุเนะคนนี้ คนที่มีรอยแผลเป็นคาดอยู่บนหน้าผากจะไม่รู้จักกัน นั่นทำให้หัวใจชายหนุ่มรู้สึกเจ็บปวดราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงอยู่ก็ไม่ปาน

          ทางด้านเด็กหนุ่มที่ตกใจ... สถานที่ที่เขาพักอาศัยมีแต่เพียงสตรีและคนชรา ไม่มีคนหนุ่มวัยกลางคนที่คุ้นตากับบุรุษผมแดงคนนี้ สิ่งแรกที่สงสัยเลยก็คือ

          ‘ขโมย!!!’

          ทว่าเมื่อสังเกตเครื่องแต่งกายดี ๆ แล้วคงไม่มีตีนแมวที่ไหนสวมกิโมโนและฮากามะมายกเค้าบ้านคนอื่น แถมเมื่อกี้รู้สึกว่าอีกฝ่ายจะมาลูบผมเขาหรืออะไรสักอย่างจนทำให้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เพราะฉะนั้นช้อยส์ตัวเลือกว่าเป็นขโมยจึงถูกกาทิ้งไป แต่มีอักษรใหม่ที่ถูกเขียนเน้นหนาด้วยฟ้อนท์สยองขวัญเด้งขึ้นมาแทนเป็นคำว่า ...ผี

          “ว้ากกกกกกก!!!! ผีหลอก!!!!!”

          เด็กหนุ่มคนนั้นตะโกนลั่นออกมาสุดเสียงด้วยสีหน้าหวาดผวาราวกับว่าเห็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต

          “ผี?”

          หนุ่มผมน้ำตาลนัยน์ตาสีน้ำทะเลรีบถดตัวถอยหลังหนีออกจากมิซุอุมิอย่างรวดเร็วจนหลังไปชนเข้ากับแท่นวางดาบเข้าโครมใหญ่ คาตานะที่ตั้งอยู่บนนั้นร่วงหล่นลงมา ถึงคมดาบจะไม่หลุดออกจากฝักแต่หากโดนตัวเข้าคงหัวปูดแน่ ๆ

          “อันตราย!”

          มิซุอุมิรีบพุ่งตัวเข้าไปคว้าคาตานะเล่มนั้นเอาไว้ไม่ให้ตกลงบนเกล้าของเด็กหนุ่มที่หน้าตาเหมือนกับนายท่าน

          ดูเหมือนคนที่นั่งขดตัวคุดคู่เอามือกุมหัวตัวเองไว้จะไม่เป็นไร ชายหนุ่มจึงพรูหายใจออกมา รอยยิ้มหยักขึ้นที่มุมปากราวกับต้องการปลอบประโลมคนตรงหน้าว่า ไม่มีอะไร ท่านปลอดภัยแล้ว’ แต่แววตากลับเศร้าสร้อยกว่าที่เคย

          มือแกร่งยกคาตานะเล่มนั้นขึ้นวางเก็บบนแท่นดังเดิม ทว่าเขาก็ต้องพบกับเรื่องน่าประหลาดใจอีกหน เพราะคาตานะในมือ คือ ‘มุเฮียวโต’ ที่ได้ฝากไว้ที่นายน้อยคาตาฟุเนะเพียงแต่ว่ามุเฮียวโตเล่มนี้ดูเก่าแก่กว่ามากราวกับผ่านกาลเวลาและถูกใช้งานมานานหลายปีจนเขาไม่กล้าที่จะคำนวนช่วงเวลาที่ผ่านไปนั้นเลย

          “มุเฮียวโต?”

          ไหมสึเกะสีเขียวแก่ที่พันด้ามจับขาดรุ่ยเป็นขุย ปลอกดาบไม้เนื้อแข็งลงมุกลายเกล็ดหิมะก็เต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งานจนไม้สึกถลอกร่อน มิซุอุมิแทบไม่เชื่อสายตาว่ามุเฮียวโตที่อยู่ในมือเขาจะทรุดโทรมได้ถึงเพียงนี้ แต่คิดอีกทีนี่อาจเป็นเพียงคาตานะเล่มอื่นที่บังเอิญคล้ายกับอุจิคาตานะของนายท่านเฉย ๆ ก็เป็นได้

          พิสูจน์ได้ไม่ยากหากชักออกมาจากฝักก็จะรู้ได้ทันทีว่าใช่หรือไม่ และเมื่อดึงปลอกออกอักษรสลักคำว่า
露氷刀 (มุเฮียวโต) ปิดทับด้วยทองคำก็เด่นหราขึ้นมา ใบดาบฮะมงลายคลื่นน้ำยังคงแวววาวไร้รอยสนิมสมกับที่ตีมาจากแร่ทามะฮากาเนะและเหล็กกล้าชั้นดี แต่มีร่องรอยการใช้งาน รอยบิ่นตามคม สัน และร่องเลือด ดูจากรอยคราบต่าง ๆ ที่ติดอยู่บนใบดาบ มุเฮียวโตน่าจะได้รับการดูแลนานปีทีหน เห็นแล้วก็ปวดใจแทนเจ้าของเก่าจริง ๆ

          คาตาฟุเนะเป็นคนรักดาบ มิซุอุมิยังคงจำครั้งแรกที่ได้เห็นมันพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใสเหมือนเด็ก ๆ ของเจ้าของดาบเล่มนี้ได้ คนผู้นั้นชวนให้เขาดูชุดดาบคู่ที่ได้มาในวันแรกเสียห้าหกครั้งได้กระมัง...


          'นี่คือมุเฮียวโตเล่มเดียวกับเล่มที่อยู่กับนายน้อยจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?'

          หากเทียบกับโคโตะเซ็นในอกเสื้อแล้ว… ฉุกคิดได้เขาก็หยิบวากิซาชิที่ซ่อนอยู่ใต้กิโมโนลายโคจิสึนากิออกมา เทียบกันแล้วโคโตะเซ็นที่เป็นดาบคู่ในชุดเดียวกันใหม่กว่ามากนัก

          “มุเฮียวโต?”

          เสียงคุ้นหูที่อยู่ใต้ร่างเอ่ยทวนชื่อคาตานะออกมาตามที่บุรุษร่างสูงใหญ่ได้ขานนามในครั้งแรก มิซุอุมิละความสนใจจากตัวดาบหันกลับมามองบุคคลผู้หน้าเหมือนนายท่านแทน และเมื่อนัยน์ตาสีเหลืองน้ำผึ้งสบมองเด็กหนุ่มคนนั้นก็สะดุ้งตัวสั่นราวกับถูกสิ่งน่ากลัวจับจ้องอยู่

          ฉึบ!

          คมดาบถูกเก็บเข้าสู้ฝักตามเดิม

          บุรุษผมแดงคลี่ยิ้มอย่างมีไมตรีเช่นทุกครั้ง อยากจะบอกว่าตนเองไม่ใช่คนที่มีพิษมีภัยและสามารถไว้ใจได้ สำหรับอีกฝ่ายตนคงเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้า ยากทำใจยอมรับแต่ก็ต้องจำใจยอม

          ปกติมิซุอุมิไม่ใช่คนพูดมากกับคนแปลกหน้า แต่เขาพอจะรู้วิธีการจัดการกับเด็ก หรือหากเนื้อในคือคนเดียวกันกับนายท่านก็ยิ่งตะล่อมได้ไม่ยาก

          “ใช่แล้วขอรับ คาตานะเล่มนี้มีนามว่ามุเฮียวโต ส่วนวากิซาชิเล่มนี้คือโคโตะเซ็นขอรับ”

          ชายหนุ่มวางดาบทั้งสองลงตรงหน้าเด็กหนุ่มด้วยท่าทางที่สุภาพนอบน้อม เขาไม่ต้องพยายามวางท่าอะไรมากเพราะนั่นคือสิ่งที่ตนปฏิบัติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

          “ส่วนข้า.. มิซุอุมิขอรับ” ชายหนุ่มค้อมศีรษะลงคำนับผู้ที่หน้าเหมือนนายก่อนจะเอ่ยถามต่ออีกคำ “ขอทราบชื่อของท่านได้หรือไม่ขอรับ?”

          “เหอ.. ข้า? ขอรับ? วากิซาชิ? โคโตะเซ็น? มิซุอุมิ?”

          เด็กหนุ่มผมน้ำตาลยังคงหน้าเหวอแล้วกะพริบตาปริบด้วยความงุนงง อาการหวาดผวาคลายลงไปบ้างเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้านั้นไม่มีเจตนามาร้ายแต่ยังคงความระแวงเอาไว้อยู่เนือง ๆ เขาเอ่ยทวนชื่อและคำต่าง ๆ ที่ตนเองไม่เข้าใจออกมาหางเสียงตวัดขึ้นสูง

          ‘ข้า’ กับ ‘ขอรับ’ ยังพอเข้าใจ เจอบ่อยในมังงะและละครย้อนยุค แต่อีกสามสิ่งที่เหลือนี่สิคืออะไร

          และสิ่งแรกที่เด็กหนุ่มทำคือรีบยกหลังมือตัวเองขึ้นมาดูว่ามีตราอะไรประหลาด ๆ ประทับอยู่บนนั้นหรือไม่ เพราะบทพูดของอีกฝ่ายฟังดูคุ้นหูเหมือนตัวละครในอนิเมะที่เคยดู แต่หากเป็นตามอนิเมะเรื่องนั้นอีกฝ่ายควรจะถามเขาว่า ‘ขอถาม ท่านคือมาสเตอร์ของข้าใช่หรือไม่?’ มากกว่าสิ และเมื่อดูที่หลังมือตัวเองมันไม่มีรอยอะไรอยู่บนนั้นนอกเสียจากร่องรอยขีดข่วนจากการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน

          “อ่า… คาโต้ ...คาโต้ คาตาฟุเนะ”

          สิ้นเสียงเด็กหนุ่มมิซุอุมิรีบเงยขึ้นมามองคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อหู

          ‘อะไรกัน มีคนที่หน้าตาและชื่อเหมือนกับนายท่านอีกคนแล้วอย่างนั้นหรือ!?’

          คราวนี้เขาไม่ได้โกรธเพียงแต่ตกตะลึงมากกว่า เพราะเด็กหนุ่มตรงหน้ามีความเหมือนนายท่านที่รักเสียยิ่งกว่านายน้อยผู้เป็นบุตรเสียอีก

          “เอ่อ.. นายน่ะ คงไม่ใช่เซอร์แวนท์คลาสเซเบอร์ใช่ไหม? หรือวิญญาณดาบ ...อะไรทำนองนั้น”

          ประโยคคำถามที่มาจากปากของคาตาฟุเนะ (คนที่สาม) ทำเอามิซุอุมิชะงักงันอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเพราะความงงงวยมากกว่า

          “....ขอรับ?”

          หนุ่มผมแดงโคลงศีรษะถามอย่างสงสัย ‘เซอร์แวนท์’ ‘เซเบอร์’ ‘วิญญาณดาบ’ มีแต่คำที่เขาไม่เข้าใจเต็มไปหมด

          นอกเหนือจากภาษาแม่มิซุอุมิรู้จักเพียงภาษาดัตช์และภาษาของชาวต้าชิงเพียงเท่านั้น นอกจากนั้นฟังไม่เข้าใจ แม้รากศัพท์จะคล้ายอยู่บ้างแต่ก็ยังงง และอีกเรื่องคือสำนวนภาษาของเด็กหนุ่มช่างเป็นภาษายามาโตะที่แปลกประหลาด ไม่เคยได้ยินเช่นนั้นมาก่อนเลยสักครั้ง

          “อ้าว งง? ไม่ใช่งั้นเรอะ? งั้นก็… ผีเจ้าที่?”

          “ไม่ใช่ขอรับ ข้ายังไม่ตา-..”

          พูดยังไม่ทันจบประโยคมิซุอุมิก็กลืนคำพูดของตนเองลงคอ ไม่สิ.. หรือว่าเขาจะตายแล้วจริง ๆ ? หากจำไม่ผิดครั้งสุดท้ายนั้นตัวเองซวนเซอยู่ท่ามกลางทะเลทราย ถูกโจรล้อม แล้วก็… อาจจะตายแล้วจริง ๆ ก็ได้

          ‘อา.. เช่นนั้นท่านก็คือภาพมายาที่ข้าสร้างขึ้นมาก่อนตายนั่นเองสินะขอรับ?’

          ปลายนิ้วเรียวที่หยาบกร้านยกขึ้นเกลี่ยข้างแก้มสากเต็มไปด้วยตอหนวดของเด็กหนุ่มและยังคงชื้นคราบน้ำลายอยู่ ถึงกระนั้นมิซุอุมิคนนี้ก็ไม่เคยนึกรังเกียจนายท่านเลยสักนิด

          เพี๊ยะ!

          “เฮ้ย! ทำอะไรวะ!!”

          มือของเขาถูกปัดออก สติจึงถูกดึงกลับมาอีกครั้ง แม้เป็นภาพที่สร้างขึ้นมาก็ยังสัมผัสไม่ได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ? มิซุอุมิสำนึกผิดไปแล้วที่ล่วงเกิน เขารีบก้มหัวลงคำนับขอขมาคาตาฟุเนะในทันที

          “ขออภัยขอรับนายท่าน”

          หลังปัดมือคนตัวใหญ่ทิ้งไป คาตาฟุเนะก็ยกมือตัวเองขึ้นมากุมแก้มเอาไว้ นอกจากกลัวผีแล้วยังกลัวคนตรงหน้าทำผิดผีอีกต่างหาก

          เมื่อครู่ตอนที่ถูกลูบแก้มรู้สึกเหมือนได้รับการสัมผัส ถ้าหากแตะตัวกันได้แปลว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ดวงวิญญาณจริงหรือเปล่า? ถ้าไม่แน่ใจคงต้องลองสัมผัสดูอีกสักครั้ง คราวนี้เป็นคาตาฟุเนะเองที่ยื่นมือออกไปสัมผัสคนตรงหน้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

          ปลายนิ้วแตะลงไปบนบ่ากว้างมันไม่ได้ทะลุลงไป เขายังสัมผัสได้ถึงชุดผ้าไหมที่ถักทออย่างเรียบลื่น และเมื่อทิ้งน้ำหนักลงไปทั้งฝ่ามือก็รู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อและสะบักไหล่ที่อยู่ใต้สาบเสื้อกิโมโน
         
          “โหะ! จับได้แฮะ งั้นนายก็ไม่ใช่ผีน่ะสิ?”

          “....ขอรับ”

          ชายในชุดย้อนยุคเอ่ยตอบด้วยความที่นายท่านถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นยังคงอยู่ในท่าขอขมา

          ดวงตาสีน้ำทะเลจับจ้องไปยังชายที่คุกเข่าจรดหน้าผากลงกับหลังมือทั้งสองข้างที่ทาบลงบนเสื่อทาทามิ คน ๆ นี้ไม่ยอมเงยขึ้นมาเสียทีจนคิ้วหนาขมวดเข้าหากันยิ่งกว่าเดิม

          “โอเค ๆ ฉันไม่โกรธนาย เงยหน้าขึ้นมาได้แล้ว”

          “....ขอบคุณขอรับ นายท่าน”

          ในที่สุดมิซุอุมิก็เงยหน้าขึ้นตามคำสั่ง คาตาฟุเนะไม่รู้เลยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้เคารพเขานักทั้งที่อายุก็น่าจะมากกว่าหลายปี เพราะเป็นเซอร์แวนท์ประจำตัวก็เลยต้องจงรักภักดีอย่างนั้นหรือ?

          ตลอดชีวิตของเด็กหนุ่มลำบากยากแค้น วัน ๆ ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว ไม่ได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับเด็กนักเรียนวัยเดียวกัน เผลอ ๆ ซ้ำยังถูกกดขี่จากเด็กรุ่นน้องที่เรียกว่า ‘ลูกค้า’ ..อย่างว่าลูกค้าคือพระเจ้าจำเป็นต้องบริการไปตามหน้าที่ ดังน้ันที่ผ่านมาเขาไม่เคยได้รับความเคารพจากใครที่ไหนมาก่อน

          จนกระทั่งชีวิตพลิกผันได้พบกับญาติที่เหลืออยู่และเพิ่งมารู้ว่าตระกูลของตนเป็นอภิมหาเศรษฐี นับแต่นั้นมาวิถีชีวิตของเด็กหนุ่มก็ต้องเปลี่ยนไป มีคนมารับใช้ดูแล แต่คาตาฟุเนะรู้ดีว่าคนเหล่านั้นแค่ทำตามหน้าที่ ก็เหมือนกับที่เขาเคยทำไม่ได้ต่างกันเลย

          แต่กลับกันชายผมแดงดวงตาสีน้ำผึ้งคนนี้ต่างออกไป ทั้งความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด เหมือนว่าเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนแต่ก็จำไม่ได้ และรู้สึกได้ว่าความภักดีนั้นเป็นของจริง จริงจังเกินไปจนเริ่มจะรู้สึกอึดอัด…

          คาตาฟุเนะหลุบสายตาลงต่ำพูดเสียงอ้อมแอ้ม

          “ฉันน่ะ..ต้องขอบคุณนายนะ ที่ช่วยเอาไว้” อึกอักเว้นช่วงไปก่อนกล่าวต่อ เอาเว้ยวะเข้าข่มอีกที “แล้วก็.. ไม่ต้องเรียกว่านายท่านหรอก ฟังแล้วแปลก ๆ ว่ะ แบบ.. ได้ยินแล้วคันยิบ ๆ”

          “ได้ขอรับ เช่นนั้น… คาตาฟุเนะ”

          “ไม่ ๆ ๆ คาโต้สิ”

          คาตาฟุเนะยืนกรานให้อีกฝ่ายเรียกนามสกุล สำหรับคนที่ไม่สนิทมาเรียกชื่อกันตรง ๆ รู้สึกผิดธรรมเนียมไปเสียหน่อย ซึ่งคนที่เรียกชื่อเด็กหนุ่มตรง ๆ ได้ ณ ตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดอื่นนอกเสียจากบุคคลในครอบครัว

          “....”

          สรรพนามที่ให้เรียกช่างเสียดแทงใจ ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยเรียกคาตาฟุเนะคนไหนว่า ‘คาโต้’ มาก่อน ฟังดูห่างเหินยิ่งนัก เหินห่างเสียยิ่งกว่าคำว่านายท่าน หรือนายน้อยเสียอีก แต่หากคนตรงหน้าต้องการเช่นนั้นเขาก็ยินยอม

          ‘อะไรกันนักนะ! ข้าก็เป็นนันโชคุของเจ้านะเว้ย! เลิกมัวแต่ใช้คำพูดเกรงใจนั่นได้แล้ว!’

          มิซุอุมิหลับตานึกถึงอดีต

          ‘ทั้งที่ท่านมักจะพูดเช่นนั้นออกมาเสมอแท้ ๆ ...’

          ลมหายใจแผ่วเบาที่พรูออกมาสั่นสะท้านอย่างเจ็บปวด

          “ขอรับ...ท่านคาโต้”

          “อา… ก็ยังมีท่านอยู่แฮะ ไม่คุ้นหูเลย”

          หนุ่มหน้าบากยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแกรก ๆ ราวกับว่าคำยกย่องมันทำให้เขารู้สึกคันคะเยอขึ้นมาจริง ๆ แต่นั่นก็ยังดีกว่าถูกเรียกว่า ‘นายท่าน’ ถึงจะเป็น ‘นายท่าน’ (อะรุจิซามะ) ที่ต่างจาก ‘นายท่าน’ (โกะชุจินซามะ) ก็เถอะ มันทำให้เขารู้สึกเหมือนกับอยู่ในเมดคาเฟ่ตลอดเวลา ทว่าผู้เรียกกลับไม่ใช่น้องเมดน่ารักที่ใส่ชุดกระโปรงและผ้ากันเปื้อนฟูฟ่อง แต่เป็นผู้ชายที่ตัวโตกว่าเขา ที่เดิมทีตนก็เป็นคนตัวโตมาก ๆ อยู่แล้วด้วยน่ะสิ

          ด้านคนฟังอยากจะแย้งกลับไปเหลือเกินว่า ‘ก็ให้เรียกเพียงชื่อสิขอรับ’ แต่ไม่อาจทำได้

          “เออ.. ช่างเถอะ นายน่ะ มิซุอุมิใช่ไหม? มาทำอะไรที่บ้านฮาทาเคยามะ? หรือมีธุระอะไรกับฉัน? ถ้าไม่ใช่ผีเจ้าที่ก็แปลว่าไม่ใช่คนที่นี่ใช่ไหมล่ะฮึ?”

          คาตาฟุเนะเปลี่ยนอิริยาบถมานั่งขัดสมาธิพร้อมทั้งกอดอกขึงขัง เป็นภาพที่คุ้นตาอีกนั่นเช่นเคย

          มิซุอุมิยิ้มน้อย ๆ อย่างรู้สึกขมขื่น อีกฝ่ายให้เขาเรียกนามสกุลแท้ ๆ แต่เด็กหนุ่มที่ไม่รู้ประสากลับเรียกชื่อเขาเต็ม ๆ คงเพราะคิดว่า ‘มิซุอุมิ’ เป็นนามสกุลเสียกระมัง ซึ่งนั่นก็อาจเป็นข้อดี แม้เขาต้องเรียกอีกฝ่ายว่า ‘คาโต้’ แต่ก็ไม่อยากจะถูกเรียกว่า ‘อิเสะ’ นัก จะยิ่งน้อยใจกับความเหินห่างเท่าทวีคูณ โอกาสนี้ขอใช้ช่องว่างในความไม่รู้นั้นไปก่อนก็แล้วกัน

          ดวงตาสีน้ำผึ้งสบมองไปยังดวงตาสีครามน้ำทะเลอีกครั้ง หากคนตรงหน้าเป็นความฝันเช่นนั้นเขาก็ควรจะตอบตามตรงเพราะว่าอีกฝ่ายก็เป็นเพียงแค่ภาพมายาที่สร้างขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกของตนเอง

          ‘แต่.. บ้านฮาทาเคยามะ?’

          มิซุอุมิไม่รู้จักกับตระกูลดังกล่าว ที่เขาพัวพันด้วยบ่อย ๆ เห็นจะมีแต่ คาโต้ กับ ไทระ แม้แต่อิเสะที่เป็นสกุลของตนเองยังแทบไม่เคยได้คลุกคลีด้วยแม้แต่น้อย ดังนั้นฮาทาเคยามะคือใครเขาไม่รู้จักเลยสักนิด

          “ข้าตอบได้เพียงบางคำถามที่ทราบ ต้องขอโทษท่านด้วยขอรับ” บุรุษค้อมศีรษะขอโทษอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่ค้างนานเช่นครั้งแรก “ข้อแรก.. ถูกต้อง ข้าคือมิซุอุมิขอรับ ข้าไม่มีธุระอะไรกับบ้านฮาทาเคยามะและไม่เคยรู้จักมาก่อน ส่วนกับท่าน.. ท่านคือคนที่ข้าตามหามาตลอด ...และข้อสุดท้ายข้าไม่ทราบว่าบ้านฮาทาเคยามะที่ท่านกล่าวถึงอยู่ที่ใด จึงไม่อาจตอบได้ขอรับว่าเป็นคนที่นี่หรือไม่”

          “อะหือ.. ตอบทุกข้อจริง ๆ ด้วยเว้ย” ไม่รู้จะเรียกว่าซื่อบื้อหรือตรงไปตรงมาเกินเหตุดี เด็กหนุ่มไม่ได้กะจะให้ตอบทุกประโยคที่เขาถามสักหน่อย “แล้วที่นายบอกว่าตามหาฉันมาตลอดน่ะคือยังไง?” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอีกครั้ง คำว่าตามหามาตลอดฟังดูน่าขนลุกแปลก ๆ

          “อธิบายยากนะขอรับ...”

          บุรุษเกศาเพลิงหลุบสายตา เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันซับซ้อนเกินไป เขาไม่เคยเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ใครฟังมาก่อนด้วยไม่อยากพูดถึง ส่วนมากคนอื่นรู้กันจากการกระทำที่ได้เห็นเสียมากกว่าจนเกิดเป็นข่าวลือกันปากต่อปาก

          เขาถอนหายใจออกมาอีกครั้ง แปลกประหลาดจริง ๆ ที่ต้องมาเล่าเรื่องของอีกฝ่ายให้ฟังทั้งที่คาตาฟุเนะที่เขาสร้างขึ้นมาควรจะรู้เรื่องราวทั้งหมดเช่นเดียวกันกับเขาไม่ใช่หรืออย่างไร? ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรเสียหาย หากอยากทราบเขาก็จะเล่าให้ฟังทั้งหมด

          “คาโต้ คาตาฟุเนะ คือ นายท่านของข้าขอรับ ข้าคือนันโชคุของเขา ท่านคาโต้มีรูปร่าง หน้าตา น้ำเสียง และนิสัยบางส่วนที่คล้ายกับนายท่าน วันหนึ่งนายท่านออกเรือเพื่อทำภารกิจด่วนที่สำคัญมาก แต่เรือถูกกบฏภายในโจมตีจนอับปาง ข้าพยายามตามหาทั่วดินแดนฮิโนะโมโตะมาหลายสิบปี ไม่ว่านายท่านจักเป็นหรือตายแม้แต่เศษเสื้อผ้าก็ไม่เคยพบ ที่ได้คืนมามีเพียงแค่ดาบคู่ชุดนี้ขอรับ ทั้งโคโตะเซ็นและมุเฮียวโต ทั้งคู่เคยเป็นของนายท่านมาก่อน...”

          ฝ่ามือแกร่งผายออกไปด้านหน้ายังที่ ๆ ดาบสองเล่มวางขนาบกัน

          คาตาฟุเนะตั้งใจฟังน้ำเสียงสุภาพนุ่มลึกถ่ายทอดเรื่องราวออกมา แม้คำศัพท์บางคำจะยากเกินความเข้าใจของคนการศึกษาน้อยแต่ก็มากพอที่จะจับใจความได้

          “คน ๆ นั้นน่ะ เหมือนกับฉันขนาดนั้น? นอกจากภายนอกแล้วชื่อก็ยังเหมือนอีกงั้นเหรอ?” ฝ่ามือหนายกขึ้นทาบปลายคางอย่างครุ่นคิด “เพราะงั้นนายก็เลยใจดีกับฉัน.. งั้นสินะ?”

          ดวงตาสีครามหรี่มองคนตรงหน้า ซึ่งมิซุอุมิก็เพียงแต่ขยับยิ้มอ่อนออกมา

          “แต่ว่า.. ดูท่าทางนายจะไม่ใช่คนในยุคฉัน ผีก็ไม่ใช่ คืออะไรน่ะ? อย่างกับพวกพล็อตในมังงะอิเซไคอย่างนั้นน่ะ?”

          “ต่างโลก? (อิเซไค) หมายถึงอย่างไรหรือขอรับ?” บุรุษฉุกใจคิดขึ้นมา ไหนยังคำพูดแปลกประหลาดที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาอีก ไม่ใช่ยุคสมัยเดียวกันคืออะไร? “ขณะนี้มิใช่ปีเก็นโรคุที่สิบสามหรือขอรับ?”

          “หะ ปีเก็นโรคุที่สิบสาม?”

          คาตาฟุเนะทำหน้างง ไม่รู้ว่าไอ้เก็นโรคุที่ว่าน่ะมันคืออดีตหรืออนาคต หรือชื่อสมมุติที่ไม่เคยมีจริง เขาไม่ใช่คนขยันเรียนเลยไม่มีหัวไปจดไปจำว่าปีไหนคือปีไหน แค่เรียงลำดับจาก เมจิ ไทโช โชวะ เฮย์เซย์ เรวะ ถูกก็เต็มกลืน นอกจากนั้นไม่เคยถูกจากรึกไว้ในหัวสมองไร้รอยหยัก

          “ตอนนี้ ปีสองพันยี่สิบ เรวะที่หนึ่ง”

          กลับกันมิซุอุมิที่ไฝ่รู้และอ่านตำรามามากเขาค่อนข้างจดจำปีรัชศกได้ดี แต่ไม่เคยได้ยินชื่อปีเรวะมาก่อน และหากจำไม่ผิด อีกฝ่ายบอกเขาว่าขณะนี้ปีสองพันยี่สิบ น่าจะเป็นปีคริสต์ศักราชที่ชาวดัตช์ใช้กัน

          ชายหนุ่มมั่นใจว่าเขาจำตัวเลขบนปฏิทินฝรั่งในวันออกเรือได้ คือ คริสต์ศักราชที่หนึ่งพันเจ็ดร้อย และหากนำสองพันยี่สิบลบหนึ่งพันเจ็ดร้อยเท่ากับสามร้อยยี่สิบปี!

          รู้เท่านั้นมิซุอุมิก็ยกมือขึ้นลูบหน้า รู้สึกวูบ ๆ คล้ายจะเป็นลม เพราะแบบนี้สินะมุเฮียวโตจึงได้เก่าแก่ทรุดโทรมนัก

          “เฮ้! อะไร? ยังไง?”

          คาตาฟุเนะส่งเสียงเรียกคาดคั้นคำตอบ เห็นอีกฝ่ายดูนิ่ง ๆ แต่กลับแสดงปฏิกิริยาขัดกับบุคลิกออกมาคงต้องรู้อะไรบ้างแน่ ๆ

          มิซุอุมิกลับมาสำรวมอาการอีกครั้งก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุขุม

          “สองพันยี่สิบที่ท่านว่า คือ คริสต์ศักราช ใช่หรือไม่ขอรับ หากว่าใช่… ข้ามาจากอดีตเมื่อสามร้อยปีก่อน ทว่า.. ให้คิดว่านี่คือความฝันน่าจะง่ายกว่าขอรับ...”

          แม้กล่าวเช่นนั้นแต่ในหัวของชายหนุ่มกลับมีความคิดต่าง ๆ รุมเร้าเข้ามามากมาย ทั้งคิดว่าเรื่องนี้คือความฝันจริงอย่างที่พูด แต่เขามักจะฝันถึงแต่อดีตไม่เคยไปไกลถึงอนาคตเลยสักครั้ง หรือนี่จะเป็นเรื่องจริงและเขาเพียงแค่หลุดมาต่างโลก (อิเซไค) ที่ละม้ายคล้ายกับโลกเดิม หรือข้อสันนิษฐานที่สาม.. เขาได้ข้ามเวลามายังอนาคตจริง ๆ และคนตรงหน้าคือ ‘คาโต้ คาตาฟุเนะ’ คนรักของเขาที่กลับชาติมาเกิดใหม่?

          ไม่ว่าอย่างไหนล้วนเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อด้วยกันทั้งสิ้น ให้คิดว่าเป็นฝันน่าจะดีกว่า

          ‘อย่างน้อยก็ถือเป็นฝันดีในรอบหลายเดือน เพราะอย่างน้อยก็มีท่านอยู่ตรงหน้า’

          “ฝันเหรอ นี่ฉันกำลังฝันอยู่สินะ?”

          เสียงพึมพำเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเด็กหนุ่ม บัดนี้ดวงตาสีน้ำทะเลไม่ได้จับจ้องมายังคู่สนทนาแต่กลับมองไปรอบ ๆ ราวกับกำลังสำรวจหาอะไรบางอย่างที่ผิดแผกไป หัวคิ้วหนาขมวดมุ่นจนชิดติดกัน สำหรับคาตาฟุเนะโรงฝึกแห่งนี้ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ จะมีสิ่งแปลกประหลาดก็เพียงอย่างเดียวคือชายที่หลงยุคผมน้ำตาลแดงตรงหน้านี้เท่านั้น แววตาที่เปี่ยมไปด้วยประกายกล้าจับจ้องไปยังอดีตซามูไรคนนี้เช่นเดิม

          “งั้นนายก็คือความฝันของฉัน?”

          ริมฝีปากขบเม้มเข้าหากัน หากเป็นเป็นเพียงแค่ความฝัน เมื่อตื่นมาก็จะลืมไปเสียสิ้นไม่ว่าจะเป็นฝันร้ายหรือฝันดีเพียงใด คาตาฟุเนะไม่เคยจดจำความฝันเมื่อครั้นตื่นนอนได้เลยสักครั้งเดียว

          สำหรับเด็กหนุ่มผมน้ำตาล คนตรงหน้าไม่ได้มีความสำคัญใด ๆ ถ้าจะตื่นแล้วลืมไปก็ไม่เห็นจะมีปัญหา ทว่ากลับมีความรู้สึกเสียดายอย่างหาสาเหตุไม่ได้เกิดขึ้นภายในอก

          ‘ยังไม่อยากจะลืม’

          มิซุอุมิจับจ้องอีกฝ่ายทุกการกระทำ และจับสังเกตบางอย่างได้ คาตาฟุเนะก็บอกว่าตนเองกำลังฝันอยู่อย่างนั้นหรือ? ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ แต่ในความไม่สมจริงกลับมีบางอย่างที่ทำให้คิดว่าสมเหตุสมผล และหากทั้งคู่กำลังฝันอยู่จริง ๆ อะไรคือจุดเชื่อมโยง?

          หรือเพราะดาบชุดนี้ที่วางอยู่เบื้องหน้าก่อเกิดอภินิหาริย์? ไม่อยากจะเชื่ออะไรทั้งนั้น แต่หากได้เคยล่องเรือเจอพายุแล้วถูกพัดไปตกที่ทะเลทรายได้ ไม่ว่าอะไร ๆ ก็คงไม่ใช่เรื่องประหลาดจนเหนือความคาดหมายอีกต่อไป

          อยู่ ๆ เด็กหนุ่มก็ดูสลดลง ท่าทีเหมือนกับมีบางอย่างที่อยากพูดแต่กลับเงียบเสียง แค่เห็นคาตาฟุเนะมีสีหน้าลำบากใจเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้เขาไม่สบายใจหนักขึ้น อยากจะเก็บความทุกข์ทั้งหมดทั้งมวลที่อีกฝ่ายได้รับมาไว้ที่ตัวเอง

          “คาตา-.. ท่านคาโต้ กรุณาอย่าคิดมากเลยขอรับ”

          “หืม? อา.. ก็ไม่ได้คิดมากอะไรหรอก มันก็แค่...” เด็กหนุ่มถอนหายใจ “แค่ตื่นขึ้นมาฉันก็ลืมหมดทุกอย่างแล้ว ที่ผ่านมาไม่เคยจำความฝันได้เลยสักครั้ง… อ่ะนะ”

          คาตาฟุเนะเงียบเสียงลงอีกครั้ง ท่าทางหงอย ๆ นั่น ทำเอาอยากลูบหัว แต่มิซุอุมิก็ต้องกดมือตัวเองไว้ไม่ให้ทำมันลงไป ยิ่งคนนี้ท่าทางจะไม่ชอบให้สัมผัสตัวเช่นนายท่านคนก่อนเสียด้วยสิ ที่ทำได้คงมีแต่ส่งยิ้มเศร้ากลับคืนไป

          ‘ท่านพูดเหมือนกับว่าไม่อยากลืมข้าเลยนะขอรับ… ดีใจจั--..!’

          แต่แล้วหัวใจก็ตกไปที่ตาตุ่มเมื่ออยู่ ๆ คนหงอยก็โพลงขึ้นมาเสียงดัง

          “ก็! ก็แบบว่ามันน่าสนใจไงล่ะ! แบบว่านายคือเซอร์แวนท์ของคนที่หน้าตาเหมือนกับฉัน เอ้อ! หรือไม่คน ๆ นั้นก็อาจจะเป็นฉันในอดีตก็ได้ เป็นซามูไรใช่ไหม? เท่โคตร!! แล้วดูสิ ยังไม่ทันได้ผจญภัยเลยต้องมาตื่นซะแล้ว น่าเสียดายออกใช่ไหมล่ะ!!”

          “....”

          ท่าทางของเด็กหนุ่มที่พยายามหาเหตุผลมาแก้ต่างเหมือนคนที่หาข้อแก้ตัวไม่มีผิด ในประโยคที่ร่ายยาวมีคำที่ไม่เข้าใจผุดออกมาอีกครั้ง ซ้ำยังมีคำหยาบ ไม่สุภาพ ไม่น่ารัก และน่าตีเสียจริง แต่นั่นกลับทำให้มิซุอุมิหลุดขำออกมา เป็นเสียงหัวเราะแรกที่กลั่นมาจากใจในรอบหลายปี

          “อุบ.. ฮะ ฮะ เป็นจริงเช่นนั้นขอรับ”

          การผจญภัยอย่างนั้นหรือ.. เหมือนกับว่าเขาเองก็เคยเล่นผจญภัยในวัยเด็กมาก่อน หากคาตาฟุเนะไม่พูดถึงเขาก็คงลืมไปแล้วว่าตนก็เคยมีช่วงเวลาเล่นสนุกแบบนั้นด้วย ตอนนี้ยังมีเวลาเหลืออยู่ เพราะฉะนั้นเขาก็อยากจะเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ไว้ตราบนานเท่านาน และหากนี่เป็นความฝัน เราจะทำอะไรก็ได้มิใช่หรือ?

          “เช่นนั้นเริ่มจากตรงไหนดีล่ะขอรับ?”

          “เริ่มจากตรงไหนงั้นเหรอ? อื่ม..” คาตาฟุเนะยกมือทาบปลายคางคิดอีกครั้ง “อ้อ นายน่ะ เป็นซามูไรตัวจริงใช่ไหม? งั้นช่วยฉันซ้อมดาบหน่อยได้หรือเปล่า?”

          “ซ้อมดาบหรือขอรับ ได้ขอรับ”

          มิซุอุมิคลี่ยิ้มนุ่มนวล กับนายท่านเขาก็เป็นคู่ซ้อมศาสตราวุธให้เสมอไม่เพียงแค่เคนจุทสึ กับนายน้อยก็เป็นอาจารย์สอนดาบ แม้แต่คาตาฟุเนะคนนี้ยังขอให้ช่วยซ้อมดาบอีก ชีวิตนี้คงหนีไม่พ้นแล้วกับการเป็นอาจารย์

          “แต่ว่าข้ามิใช่ซามูไรหรอกขอรับ-...”

          “เป็นแค่คนพเนจรผ่านทางมา.. รึไงเล่า คำพูดในหนังได้ยินมาทุกเรื่องแล้ว”

          คาตาฟุเนะหยิบคาตานะมุเฮียวโตที่เป็นสมบัติของตระกูล ‘ฮาทาเคยามะ’ ขึ้นมาวางไว้บนชั้นวางดาบ เด็กหนุ่มที่ไม่มีความรู้ ไม่รู้หรอกว่าตนเองนั้นเก็บดาบได้อย่างถูกต้องหรือไม่แต่ก็พยายามจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยมากที่สุด

          ส่วนดาบอีกเล่มที่สั้นกว่าเขาหยิบมันขึ้นมามอง ถ้าบอกว่าดาบนี่เป็นของ ‘คาโต้ คาตาฟุเนะ’ งั้นนี่ถือว่าเป็นดาบของเขาแล้วหรือยังนะ?

          ด้านมิซุอุมิยิ้มแห้ง ๆ เขาไม่รู้ว่าหนังที่อีกฝ่ายพูดถึงคืออะไร แต่ถูกดักคอแบบนี้แปลว่าน่าจะมีคนที่พูดเช่นนั้นอยู่หลายคนสินะ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย

          “ไม่ใช่หรอกขอรับ ข้าจะพูดว่า ไม่ใช่ ‘ซามูไร’ แต่เป็นเพียง ‘โรนิน’ ต่างหากขอรับ”

          “โรนิน? อา.. คุ้น ๆ แฮะ เหมือนกับว่าเคยเรียนในคาบประวัติศาสตร์อยู่นา.. แต่ช่างเถอะ”

          เด็กหนุ่มถือวากิซาชิในมือลูบคลำมันอยู่นาน ดาบเล่มนี้ดูใหม่เอี่ยมเหมือนไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อนแตกต่างจากคาตานะที่ตั้งบนแท่นอย่างสิ้นเชิงจนดูไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าเป็นดาบคู่ชุดเดียวกัน ด้วยความสงสัยจึงทำให้เขาเอ่ยถาม

          “ขอดูได้ไหม?”

          “ขอรับ”

          หากเป็นคนอื่นมิซุอุมิคงไม่ยอมให้แตะต้อง แม้แต่นายน้อยคาตาฟุเนะเองก็ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัส ทว่ากับเด็กคนนี้ไม่รู้ทำไมเขาจึงยอม แต่ก็ได้คำตอบในทันทีว่า ‘เพราะเป็นคาตาฟุเนะที่ถูกสร้างขึ้นมาในความฝัน’ จึงจำยอมได้อย่างง่ายดาย

          คมดาบถูกชักออกจากฝัก เผยใบดาบลายฮะมงรูปเปลวเพลิงสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามบ่ายเป็นประกายงดงาม คาตาฟุเนะไม่เคยเห็นคาตานะที่สวยงามเช่นนี้มาก่อน ส่วนใกล้โคนดาบสลักตัวอักษรคำว่า 湖と船 (โคโตะเซ็น) สีทองเอาไว้ ผู้ที่ถือวากิซาชิเล่มงามไม่ทันรู้สึกตัวว่าตนนั้นถูกอีกฝ่ายจ้องมองอย่างจับพิรุด

          “ทะเลสาบกับเรือ? (มิซุอุมิ โตะ ฟุเนะ) อ้อ...”

          เด็กหนุ่มหรี่ตามองอดีตซามูไรพลางแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลศนัย ก่อนจะเอ่ยแซวออกไปโดยไม่ได้มีนัยยะใดแอบแฝง เขาก็แค่อยากแกล้งหยอกอีกฝ่ายก็เท่านั้น

          “เจ้านายของนายเนี่ยท่าทางจะรักนายมากเลยนะ ขนาดเอาชื่อไปตั้งเป็นดาบด้วยน่ะ ไม่ใช่ว่าเป็นอะไรกันมากกว่านั้นหรอกใช่มะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

          “....”

          อีกคนหัวเราะร่วน แต่อีกคนกลับนิ่งเงียบ องศารอยยิ้มที่มุมปากของบุรุษผมแดงค่อย ๆ ลดลงจนกลายเป็นเส้นตรงบางเฉียบ คนหัวเราะเห็นดังนั้นรีบกลืนก้อนขำลงคอไป

          “เฮ้.. ขอโทษน่-..”

          “ขอรับ นายท่านกับข้า เข้าพิธีชูโดด้วยกัน มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมากกว่านายบ่าว”

          คำพูดตรงไปทำมาทำเอาคาตาฟุเนะหน้าชา ในหัวมีแต่คำว่า ‘ฉิบหายล่ะ!’ เต็มไปหมด คะนองปากจนลืมเสียหมดว่า ‘คาโต้ คาตาฟุเนะ’ คนนั้นกับตนเองน่ะแทบจะถอดพิมพ์เดียวกันมา พอเป็นแบบนี้แทบไม่รู้เลยว่าคนตรงหน้าคิดกับเขาอย่างไรกันแน่

          ฉึบ!

          รีบเก็บดาบเข้าฝักทันควัน เพียงสิ้นเสียงเขาควายกันกระแทกที่ประดับปลอกดาบกระทบเข้ากับสึบะมิซุอุมิก็ทำตาโต

          “คาตาฟุเนะ ข้าขอวากิซาชิคืนด้วยขอรับ”

          “อะ..อืม”

          ขอของคืนแบบนี้คงถูกโกรธเข้าจัง ๆ แล้ว และคราวนี้เขาเป็นคนผิดจึงยอมส่งคืนอย่างง่ายดาย ไม่เพียงแต่ดาบ แต่มือของเขากลับถูกดึงกลับไปด้วย พูดตรง ๆ เลยว่าจากสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ทำเอาเด็กหนุ่มใจคอไม่ดี

          ‘เชี่ย!?!!’

          “ขออนุญาตขอรับ”

          ไม่รีรอคำตอบ มือที่ใหญ่กว่าคลี่ฝ่ามือของเด็กหนุ่มผิวน้ำผึ้งออกพิจารณา ทั้งฝ่ามือ ปลายนิ้ว และง่ามนิ้ว ไม่พบร่องรอยใดที่มือข้างขวาจึงปล่อยไป จากนั้นจับมือข้างซ้ายมาพินิจเช่นเดียวกัน

          “เดี๋ยวทำอะไร?”

          จะดึงออกก็ทำไม่ได้ อีกฝ่ายจับไว้แน่นเกินแม้ไม่รู้สึกเจ็บ

          “ดูว่ามีบาดแผลหรือไม่ขอรับ”

          “แผลอะไร?”

           มิซุอุมิยอมปล่อยมือที่เล็กกว่าแต่ระดับความหยาบกร้านมากพอกันของคาตาฟุเนะออกหลังจากมองไม่เห็นริ้วรอยบาดแผล เขาถอนหายใจก่อนที่จะให้คำตอบ

          “ท่านจับดาบผิดวิธีขอรับ ทั้งวิธีจับ ตอนชักออกจากฝัก ตอนเก็บเข้าฝัก เมื่อครู่เกือบได้แผลแล้วนะขอรับ” บุรุษผมแดงติงด้วยน้ำเสียงจริงจังกึ่งดุ “ท่านยังไม่สมควรจะใช้ดาบจริงในตอนนี้ ข้าจึงจำเป็นต้องขอคืนขอรับ”

          คำตอบที่ชัดแจ้งทำเอาคาตาฟุเนะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่รู้อีกฝ่ายยังโกรธอยู่หรือไม่แต่หากยังโกรธจะมีเวลามามัวเป็นห่วงจำเลยได้อีกหรือ เกิดมาไม่เคยได้รับการเอาใจใส่มากขนาดนี้มาก่อน ทำเอารู้สึกแปลก ๆ อยู่เหมือนกัน

          “แล้ว.. นายโกรธฉันหรือเปล่า?”

          “โกรธ? เรื่องใดหรือขอรับ?”

          มิซุอุมิเลิกคิ้วบาง ๆ ของเขาขึ้นอย่างฉงน บัดนี้รอยยิ้มจางได้กลับมาประทับอยู่บนเรียวปากคู่นั้นแล้ว

          “ก็เรื่องที่ฉัน.. ล้อนาย” คนผิดขมวดคิ้วจ้องอย่างรู้สึกสำนึก แต่อีกฝ่ายดูไม่มีท่าทีใด ๆ กับสิ่งที่เขาพูด แบบนี้ยิ่งชวนให้อึดอัดจนต้องกล่าวเพิ่มเพื่อทำลายความเงียบ “ก็ตอนนั้น.. นายไม่ยิ้มเลย”

          “เป็นอย่างนั้นหรือขอรับ?” แต่ตอนนี้เขากำลังยิ้มอยู่ แววตาสีน้ำผึ้งก็อ่อนโยนลงมาก “ในตอนนั้นข้าเพียงแค่คิดว่าจะตอบท่านอย่างไรดีขอรับ เรื่องบางเรื่อง.. ก็ไม่ควรพูดออกมาตรง ๆ”

          ชายหนุ่มผินใบหน้าออก สำหรับเขาการอธิบายเรื่องพิธีชูโดออกจะน่าอายเสียหน่อย ทั้งที่ภาคภูมิใจกับมันมากแท้ ๆ ตอนนี้ใบหน้าได้รูปร้อนวูบวาบขึ้นมาอย่างไรชอบกล

          “หืม? นั่นตรงแล้วเหรอน่ะ ฉันว่านายน่ะโคตรจะอ้อมค้อมเลย ถ้าตรงต้องพูดว่าเซ็กส์ หรือเ-็---!”

          ยังไม่ทันพูดจบประโยคปลายนิ้วเรียวก็พุ่งมาแตะริมฝีปากเด็กหนุ่มเอาไว้ มิซุอุมิไม่รู้หรอกว่าคำที่อีกฝ่ายกำลังจะกล่าวคืออะไร แต่สัมผัสความรู้สึกได้ว่าคงเป็นคำศัพท์ในปีสองพันยี่สิบที่ตรงมากเกินไปจนทนฟังไม่ไหวอย่างแน่นอน จนเมื่อคาตาฟุเนะยอมหยุดเขาจึงผละปลายนิ้วออก

          “หือ?”

          นัยน์ตาครามหรี่มองอย่างมีนัยยะอีกครั้ง เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาราวกับชอบใจในบางสิ่ง ดูท่าคนอายุมากกว่าจะปลุกสัญชาตญาณขี้แกล้งขึ้นมาเสียแล้ว

          “นายเนี่ยขี้อายจังเลยนะ ชักสนุกขึ้นมาแล้วสิ ฮ่ะ ฮ่ะ” เขายันตัวเองให้ลุกขึ้นยืน “อยู่กับนายแล้วไม่เบื่อจริง ๆ ด้วย ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วต้องลืม ฉันชักไม่อยากจะตื่นขึ้นมาจริง ๆ แล้วสิ”

          พูดจบทั้งหมดเด็กหนุ่มก็ประสานมือไว้ด้านหน้าก่อนจะเหยียดแขนออกไปจนสุด บิดขี้เกียจซ้ายทีขวาทีคลายเส้นไม่ให้ยึด การนั่งสนทนานาน ๆ มันทำให้เขาเมื่อยไปทั้งตัว ร่างสูงใหญ่กำยำเดินไปหยิบดาบไม้ขึ้นมา ณ จุดที่เขาเคยนอนอยู่ แล้วจึงเหลียวหลังหันกลับมาเรียก

          “เอ้า มาสิ! นายบอกจะสอนดาบให้ฉันไม่ใช่เหรอ?”

          มือข้างที่ว่างยืนออกมาด้านหน้า มิซุอุมิมองกิริยาเหล่านั้นก่อนจะขยับรอยยิ้มกว้างขึ้นแล้วเดินตามออกไป ท่าทางต้องสอนวิชาที่ถูกต้องใหม่ทั้งหมดตั้งแต่วิธีการเริ่มจับดาบ

          “ขอรับ"

          และเมื่อเดินเข้าไปใกล้ เด็กหนุ่มคนนั้นก็กระโดดลงจากชานบ้านตามประสาคนซน

          ฉับพลันภาพทั้งหมดก็กลายเป็นสีขาวโพลนยิ่งกว่าหิมะ

.
.
.




แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +50 คุณธรรม +20 ความชั่ว +50 ความโหด โพสต์ 2020-10-1 22:46

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +3 ดีนาเรียส +350 ความหิว -62 แต้มวาสนา +10 ย่อ เหตุผล
Admin + 3 + 350 -62 + 10

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2020-9-30 09:58:33 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Mizuumi เมื่อ 2021-8-28 12:51

5

ทะเลสาบกับเรือ ภาค 2
สายสัมพันธ์แห่งโชคชะตา
~ สู่โลกนับอนันต์นิรันดร ~
Part 2
(( ป.ล. ภาคหนึ่งยังไม่จบ ติดตามไปก่อนได้ที่นี่ ))


          วิ้ง…

          เสียงวิ้งดังในหูจนอื้ออึง กอปรกับภาพเบื้องหน้าที่ขาวโพลนทำให้ชายหนุ่มตกอยู่ในอาการตระหนก ไม่ว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่เพียงสีผ่องไม่ว่าซ้าย ขวา หน้า หลัง บน หรือล่าง ในความรู้สึกมันน่ากลัวเสียยิ่งกว่าความมืดมิดจนมองไม่เห็นสิ่งใดเลย

          “....”

          “....”

          “....”

          “....”

          “....”

          ริมฝีปากตะโกนเรียกขานนามของคู่สนทนาที่หายไปหลายต่อหลายครั้ง ทว่าเขาไม่เคยได้ยินเสียงตนเองสะท้อนกลับมา ไม่มีเสียงใดเลยนอกเสียจากเสียงวิ้งในหู

          ‘นี่มันอะไร!?’

          เรียวคิ้วบางขมวดเข้าหากันด้วยความตระหนก เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดพรายขึ้นข้างขมับแม้ไม่รู้สึกร้อนหรือหนาว ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าปอดอีกครั้งก่อนจะตะโกนออกมาสุดเสียง

          “คาตาฟุเนะ!!!!”

          โครม!!!

          เสียงอะไรบางอย่างล้มตึงไปตรงหน้าด้วยความดังนั้นเองทำให้บุรุษต้องข่มตาลงไปโดยอัตโนมัติ

          เปลือกตาค่อย ๆ เปิดปรือขึ้นอย่างช้า ๆ เพื่อดูว่าเมื่อครู่คือเสียงใด และเมื่อลืมตาขึ้นมา ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือเด็กหนุ่มผมน้ำตาล ดวงตาสีน้ำทะเล ผิวแทนเข้มและมีรอยแผลเป็นคาดอยู่บนหน้าผากหกล้มก้นจ้ำเบ้า และมีอะไรบางอย่างที่เอียงกระเท่เร่อยู่ข้างกัน ริมฝีปากบางพูดพึมพำบางสิ่ง

          “ผิ.. ผิ.. ผีหลอก!!!”

          สองแขนแกร่งยกขึ้นบังหน้าตัวเองไว้ท่วมศีรษะ ร่างกายใหญ่โตสั่นเทาไม่สมตัว ภาพนี้ไม่ได้ต่างจากครั้งแรกที่เจอกันเมื่อครู่เลย เพียงแต่ตอนนี้เครื่องแต่งกายของอีกฝ่ายได้เปลี่ยนไป คาตาฟุเนะส่วมชุดแบบตะวันตกสีขาวคล้ายกับชุดฝรั่งชาวดัตช์ก็ไม่ปาน ตอนนี้เด็กหนุ่มสั่นสะท้านหนักจนได้ยินเสียงฟันกระทบกันกึก ๆ

          “ใจเย็น ๆ ก่อนขอรับท่านคาโต้” ฝ่ามือใหญ่จับไหล่ทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มเอาไว้ เกลี่ยนิ้วหัวแม่มือแผ่วเบาเป็นการปลอบประโลม “มิซุอุมิเองขอรับ ข้าจับตัวท่านได้ เพราะฉะนั้นข้ามิใช่ผีนะขอรับ”

          บุรุษผมแดงยิ้มปลอบ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนตรงหน้าถึงได้กลัวภูติผีวิญญาณถึงขนาดนั้น ทั้งที่นายท่านของเขาใจกล้าบ้าบิ่นไร้ซึ่งความกลัวในทุกเรื่อง หรือวิญญาณในปีสองพันยี่สิบจะกล้าแกร่งเพราะอาคมที่ผนึกไว้เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา

          “มิซุอุมิ?

          คาตาฟุเนะชะงักเล็กน้อย ท่าทางของเขาเหมือนกับเพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก ท่าทีของความกลัวจางลงไปแต่ยังหลงเหลือความระแวงอยู่บ้าง ท่อนแขนที่ยกขึ้นป้องกันตนค่อย ๆ ลดลงมา นัยน์ตาครามจ้องมองใบหน้าหล่อเหลามีอายุนิ่งค้างชั่วขณะ ก่อนร่างกายจะกระตุกเหมือนกับคนหลุดออกจากภวังค์

          “จำได้แล้ว นายคือเซอร์แวนท์ของฉันนี่นา!”

          “....ขอรับ”

          มิซุอุมิยิ้มรับ มาถึงตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าเซอร์แวนท์ที่อีกฝ่ายมักพูดถึงคืออะไร แต่ก็ดีใจที่คนตรงหน้าจำเขาได้และหายกลัว ชายหนุ่มจึงปล่อยมือออกจากไหล่หนา

          “นึกว่าจะไม่ได้เจอกันแล้ว หายไปนานเลยนะ ...นายน่ะ”

          เด็กหนุ่มถอนหายใจออกมา แล้วขยับเจ้าสิ่งของบางอย่างที่เอียงกระเท่เร่ให้ตั้งตรง หน้าตามันคล้ายกับเก้าอี้บุนวมของชาวดัตช์ทว่ามีล้อเกวียนขนาดเล็กอยู่ด้านใต้ อาจเป็นเก้าอี้ของปีสองพันยี่สิบ..

          ถ้อยคำที่ได้ยินทำเอามิซุอุมิชะงักหันมาสนใจคำถามมากกว่าเก้าอี้แห่งโลกอนาคต

          “นาน… หรือขอรับ?”

          บุรุษผมแดงโคลงศีรษะถาม สำหรับเขาที่ห่างกันถือเป็นช่วงเวลาอันสั้นไม่ทันที่น้ำชาในกาจะเย็นเสียด้วยซ้ำ แม้จะมีสุญญากาศสีขาวมากางกั้นจนน่าอึดอัดแต่ก็เรียกว่านานไม่ได้อยู่ดี

          “อาทิตย์นึงได้มั้ง แปลกจังที่ฉันยังจำนายได้อยู่”

          คำตอบของคาตาฟุเนะทำเอาคิ้วบางของมิซุอุมิขมวดเข้าหากันอีกครั้งหนึ่ง

          ‘หนึ่งอาทิตย์?’

          ชายหนุ่มมั่นใจว่าเวลาที่ล่วงมาไม่ได้นานขนาดนั้น…

          “เช่นนั้นหรือขอรับ?”

          “อื้อ” คาตาฟุเนะตอบรับสั้น ๆ แล้วบุ้ยหน้าให้อีกฝ่ายไปนั่งบนฟูกยกสูงที่อยู่ด้านหลัง จากนั้นเจ้าตัวก็ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ยุคใหม่ “ห้องรกหน่อยนะ”

          ร่างสูงทำตามที่อีกฝ่ายต้องการทั้งที่นั่งคุกเข่าบนพื้นก็ยังได้ แต่ตอนนี้เขาขึ้นไปนั่งคุกเข่าบนฟูกนอนที่อยู่ด้านหลังแทน มันนุ่มมากจนเมื่อทิ้งน้ำหนักลงไปสัมผัสได้ถึงแรงยวบที่มากจนไม่ชิน มิซุอุมิมองไปรอบ ๆ บัดนี้เขาไม่ได้อยู่ที่โรงฝึกบ้านฮาทาเคยามะแล้ว

          ภายในห้องขนาดหกเสื่อถือว่ามีขนาดปานกลาง แต่ก็นับว่าใหญ่โตหากเป็นห้องที่พักอาศัยอยู่คนเดียว ฟุสุมะ (ประตูบานเลื่อน) ทำจากไม้และมีกลอนล็อคผสมผสานศิลปะจากตะวันตก แต่ก็ยังมีโชจิ (หน้าต่างบานเลื่อนที่ทำจากกระดาษ) กั้นระหว่างตัวห้องและนอกชาน ประดับโทโคโนมะ (ชั้นวางของแบบญี่ปุ่น) และตู้ไม้เนื้อแข็งไว้ที่ผนังอีกด้านซึ่งบัดนี้มีเครื่องใช้สมัยใหม่ที่ไม่รู้จักปะปนอยู่มาก ที่กล่าวมาเป็นของเก่าแต่ก็มีงานไม้สมัยใหม่อยู่ตรงมุมที่คาตาฟุเนะนั่งอยู่

          บนชั้นวางมีหนังสือที่ตัวสันปกพิมพ์สีสดใสดูแปลกตาแต่ไม่ได้มีจำนวนมากเท่าไร บนโต๊ะไม้สมัยใหม่ก็มีกระดานประหลาดตั้งอยู่ แต่มันไม่ด้านเหมือนกระดานชนวน หากพึงจากวัสดุแล้วน่าจะทำจากแก้วไม่ก็โลหะ ข้าวของเครื่องใช้มีไม่มาก จัดวางอย่างเป็นระเบียบบ้างไม่เป็นระเบียบบ้าง หากวิเคราะห์ต่ออีกหน่อยจะรู้ว่าห้องนี้เพิ่งเข้าพักอาศัยได้ไม่นาน

          “ไม่ถือว่ารกหรอกขอรับ”

          มิซุอุมิว่าไปตามสิ่งที่เห็น ออกจะประหลาดใจเสียด้วยซ้ำที่ไม่มีข้าวของวางกองบนพื้นระเกะระกะ

          นึกย้อนไปถึงนายท่านเวลาจะอาบน้ำก็ถอดเสื้อผ้ากองเอาไว้ตรงนั้นตรงนี้และไม่คิดจะเก็บ ส่วนฟูกนอนหากลุกออกมาแล้วมันจะคงสภาพยับเยินเช่นเดิมไม่เคยเรียบ

          ชายหนุ่มมองยังฟูกนอนที่เขานั่ง ผ้านวมสีเข้มคลุมผ้าปูที่นอนได้เป็นระเบียบ มีเพียงแค่หมอนที่เหลือร่องรอยหลุมและเส้นผมสีน้ำตาลติดบนนั้น

          ‘แค่รู้จักคลุมที่นอน ข้าก็ดีใจมากแล้วขอรับ’

          ชายหนุ่มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนอีกฝ่ายทัก

          “ยิ้มอะไรอยู่ได้ฟะ.. เอ้า”

          ป๊อก!


          คาตาฟุเนะหักอะไรบางอย่างแล้วยื่นมาให้ตรงหน้า มันคือแท่งหวานเย็นสีฟ้าสดใส อีกมือก็ถือของที่เหมือนกันอยู่

          “ขอบพระคุณขอรับ”

          เขารับหวานเย็นยุคใหม่มาพิจารณา เมื่อก่อนครั้งวัยเยาว์ตนเคยชิมหวานเย็นที่ทำมาจากน้ำแตงโมอยู่หรอก แต่สีฟ้าแบบนี้ไม่เคยทานมาก่อน และเมื่อส่งหวานเย็นให้เสร็จคาตาฟุเนะก็ไถเก้าอี้มีล้อกลับไปนั่งมุมเดิม

          ชายหนุ่มลองชิมหวานเย็นสีฟ้าดู นับว่าเป็นอาหารอย่างแรกที่ได้ทานเมื่อมายังโลกอนาคต รสชาติของมันหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอมของผลไม้บางอย่าง แถมยังมีรสหนึ่งที่ประหลาดจนเขาไม่เข้าใจว่ามันคือสิ่งใด ที่แน่ ๆ คือรู้สึกแสบที่ปลายลิ้น มันคือรสเผ็ดอย่างนั้นหรือ? เขาละริมฝีปากออกมา สายตาต้องมองเจ้าแท่งเย็นนี่อีกที

          “หืม ไอ้อ้อบ?”

          คาตาฟุเนะเอ่ยถามทั้งที่ยังอมแท่งหวานเย็นไว้คาปาก

          “ขอรับ?”

          “ฉันถามว่าไม่ชอบเหรอ?” เอาหวานเย็นออกจากปากแล้วถามใหม่อีกครั้งดี ๆ “เห็นทำหน้าแปลก ๆ”

          “เปล่าหรอกขอรับ เพียงแต่.. เผ็ดนิดหน่อยขอรับ”

          หนุ่มผมแดงยิ้มแห้ง ๆ คำตอบที่ได้ยินทำให้คิ้วหนาของคนที่เด็กกว่าเลิกขึ้นข้างนึง

          “เผ็ดเนี่ยนะ?” คาตาฟุเนะเลียไอติมยักษ์คู่อีกทีก่อนจะถึงบางอ้อ “อ้อ น่าจะเพราะโซดามั้ง”

          “โซดา?.. หรือขอรับ”

          ยิ่งฟังยิ่งไม่เข้าใจหวานเย็นในอีกสามร้อยปีข้างหน้าใส่ส่วนผสมประหลาดลงไปด้วยหรือ

          “อา.. ยุคนายไม่มีโซดางั้นเหรอ อธิบายไงดีวะ” มือข้างที่ว่างยกมือขึ้นเกาหัวแกรก ๆ “มันคือน้ำที่อัดแก๊สเข้าไปเลยทำให้ซ่า”

          “แก๊ส?.. หรือขอรับ”

          เป็นอีกครั้งที่เกิดคำถาม คำต่อมายิ่งทำให้งงหนักกว่าเดิม คาตาฟุเนะเกาหัวอีกครั้งพร้อมกับร้องอ๊ากออกมาจนบุรุษร่างสูงสะดุ้ง

          “อ๊ากกกก!! แก๊สก็คือ.. ลมไง! ใช่ลมนั่นแหล่ะ!!” อธิบายไปแบบคนโง่ ซึ่งไม่ผิดเสียทีเดียวแต่ก็ใช่ว่าจะถูกทั้งหมด “นาย! ห้ามถามอะไรอีกนะ โอเค้?”

          ขืนถามมากกว่านี้เขาจะโยนหนังสือวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนมัธยมปลายไปให้ศึกษาแทน

          “....ขอรับ”

          มิซุอุมิจำใจต้องตอบรับทั้งที่ในหัวมีแต่คำถามเต็มไปหมด ไม่ได้มีเพียงแค่โซดาหรือแก๊ส แต่ยังมีสิ่งอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่เข้าใจ เอาไว้อาจต้องคอยสังเกตและเรียนรู้ไปเองในภายหลัง แต่ตอนนี้เขาต้องจัดการแท่งหวานเย็นนี้ให้หมดก่อนที่มันจะละลาย

          ‘ทานไปทานมา… ก็อร่อยดีเหมือนกัน’

          คาตาฟุเนะหันเก้าอี้มีล้อกลับไป

          มิซุอุมิที่จ้องมองอีกฝ่ายไม่วางตาก็ต้องทึ่งกับสิ่งประดิษฐ์แห่งอนาคตชิ้นนี้อีกครั้ง มันมีล้อเคลื่อนที่ได้แถมยังหมุนได้รอบโดยไม่ต้องขยับเก้าอี้ใหม่ได้อีก ช่างเป็นนวัตกรรมล้ำอนาคตเหลือจินตนาการ ขนาดว่าเก้าอี้ยังมหัศจรรย์ได้ขนาดนี้ คาดเดาไม่ออกเลยว่าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นอื่นจะน่าประทับใจขนาดไหน

          ชายหนุ่มจ้องมองแผ่นหลังที่นั่งหันหลังให้อยู่ครู่ใหญ่ เกิดความสงสัยว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ เวลาผ่านล่วงไปนานหลายนาทีคาตาฟุเนะก็ยังนั่งอยู่ท่านั้น ไม่มีที่ท่าจะขยับเคลื่อนไหว เขากลัวจะเกิดเรื่องประหลาดอะไรขึ้นอีกด้วยความเป็นห่วงจึงลุกขึ้นไปดู

          “ท่านคาโต้?”

          เอ่ยถามเสียงแผ่วเบาไม่อยากรบกวนอีกฝ่ายที่กำลังทำอะไรอยู่ก็ตามให้เสียสมาธิ เมื่อชะโงกหน้าเข้าไปดูก็เห็นว่าคาตาฟุเนะกำลังนั่งกุมขมับ ปากคาบแท่งไม้เปล่าที่หวานเย็นหมดไปแล้ว อีกมือถือดินสอกดจุดย้ำ ๆ ลงบนหน้ากระดาษมีเส้น

          “ว้อยยยย! ไม่ทำมันแล้วโว้ย!! พอกันที!!!”

          คนที่นั่งนิ่งอยู่นานโวยวายออกมาหลังจากที่ไม่ได้เขียนอะไรเลยนอกจากวาดจุดโง่ ๆ ลงไปบนกระดาษ จากนั้นจึงปิดหน้าสมุดดังพั่บ

          “ขะ.. ขอโทษขอรับ ข้ารบกวนอย่างนั้นหรือ”

          มิซุอุมิแทบจะก้มลงไปกราบขอขมาที่ตนเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายหัวเสีย แต่ก็ถูกเด็กหนุ่มห้ามไว้ก่อน

          “เฮ้! ไม่ใช่นาย ฉันหมายถึงไอ้การบ้านเลขเฮ็งซวยนั่น”

          “การบ้านเลขหรือขอรับ? อะ.. การบ้านนี่เอง” ในฐานะ (อดีต) ซามูไร การคำนวนเป็นหนึ่งในวิชาพื้นฐานที่ได้เรียนรู้ และเขาเองก็อยากสอนให้อีกฝ่ายเข้าใจในฐานะอาจารย์ที่เคยสอนศิษย์ด้วยเช่นกัน “ขอข้าดูหน่อยได้หรือไม่ขอรับ”

          “นายทำได้เหรอ?” คาตาฟุเนะเลิกคิ้วหนาถามไป “งั้นก็.. ข้อหนึ่งเนี่ยอ่ะ” แล้วยื่นหนังสือเรียนออกไปตรงหน้า

          มิซุอุมิรับมันมาดูเพียงแค่เห็นโจทย์ก็ตกตะลึง ตอนแรกเขาคิดว่าจะเป็นเพียงแค่การจดบัญชีและการใช้ลูกคิด หารู้ไม่ว่าในนั้นมีทั้งอักษรยามาโตะตัวเล็กกระจิ๊ดริด ทั้งตัวเลขตะวันตก และอักษรต่างชาติที่ไม่สามารถอ่านเป็นคำและดูไม่เข้าใจ แต่ก็มีรูปวาดเป็นเส้นโค้งต่าง ๆ  หาความหมายไม่ได้อยู่ข้าง ๆ

          “นี่คือวิชาการคำนวนจริงหรือขอรับ?”

          บุรุษเงยหน้าขึ้นยิ้มเจื่อนถาม มันช่างแตกต่างจากวิชาที่เขารู้จนหาจุดเชื่อมโยงไม่ได้

          ‘ตำราของคาตาฟุเนะเหมือนการไขปริศนาอักษรลับในจดหมายของชิโนบิอย่างไรอย่างนั้น’

          “ช่าย เนี่ยแหล่ะ ยากใช่ไหมล่ะ เรียนแล้วเอาไปทำอะไรได้นะ ไอ้พาราเบลลัม (โบลา) อะไรเนี่ย” เด็กหนุ่มฉวยแบบเรียนในมือมิซุอุมิกลับมา เขาไม่ได้หวังว่าคนโบราณจะมาเข้าใจอยู่แล้ว “เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยไปขอโฮชิมิยะลอกเหมือนเดิมก็ได้วุ้ย” สัญญาไว้ว่าจะพยายามด้วยตัวเองก่อน แต่ให้ตายสิ ทำไม่ได้จริง ๆ นั่นแหล่ะ

          มิซุอุมิรู้สึกแย่ขึ้นมาไม่น้อย เมื่อก่อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดเขาก็ทำแทนให้อีกฝ่ายได้ทุกอย่าง แต่ตอนนี้เขาหลุดมาอยู่ในโลกอนาคตที่ห่างไกลจากยุคสมัยที่ตนจากมาอยู่มากโข และไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่วิชาง่าย ๆ อย่างการคำนวนที่แค่คิดในใจก็ได้คำตอบ

          ‘แล้วแบบนี้ข้าจะเป็นกำลังให้ท่านได้อย่างไร’

          มือแกร่งกำหมัดเข้าหากันอย่างเจ็บใจในความไร้พลังและความสามารถของตัวเอง

          “จะว่าไปแล้วนะ”

          เสียงของคาตาฟุเนะเรียกสติให้กลับมาอีกหน มิซุอุมิมองตามเจ้าของเสียงแหบห้าวที่บัดนี้ลุกขึ้นยืนและเดินไปที่หน้าชั้นหนังสือ เด็กหนุ่มหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมา บนปกเป็นภาพวาดมนุษย์ลายเส้นประหลาด หัวโต ตาโต ตัวผอม สีสันฉูดฉาด แตกต่างกับอุคิโยเอะโดยสิ้นเชิง

          “อ้ะ เจอแล้ว นี่ นี่ แล้วก็นี่ด้วย”

          หนังสือเหล่านั้นลอยหวือมาที่มิซุอุมิ การรับให้ทันไม่ใช่เรื่องยาก แต่หัวคิ้วบาง ๆ ของชายหนุ่มต้องขมวดมุ่นเขาหากัน

          เขารักหนังสือ แม้จะน้อยกว่านายท่านแต่ก็ถือว่ารัก การกระทำของคนที่ไม่เห็นคุณค่าของของตำราช่างน่าตีนัก แต่พอมองไปที่ผู้โยนหัวคิ้วก็คลายปมออก

          ...ตีไม่ลง แม้แต่จะตำหนิก็ยังไม่กล้าทำเลย…

          “นี่คือหนังสืออะไรหรือขอรับ?”

          หนุ่มผมแดงมองหนังสือในมือ พอมาเห็นใกล้ ๆ ก็ต้องประหลาดใจอีกหน เป็นหนังสือประหลาด รูปเล่มพอดีมือ แถมหน้าปกยังมันวาว ไม่รู้ทำจากกระดาษอะไร แม้มีภาพวาดรูปคนเช่นกัน แต่คุณภาพนั้นแตกต่างจากหนังสือรวมภาพอย่างซุงกะ (หนังสือปลุกใจเสือป่าสไตล์อุคิโยเอะ) โดยสิ้นเชิง มิซุอุมิกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ยังไม่กล้าเปิดมันด้วยกลัวว่าด้านในจะมีเนื้อหาแบบซุงกะ

          “ลืมไป ยุคนั้นคงยังไม่มีมังงะสินะ” เด็กหนุ่มเดินไปนั่งไขว่ห้างบนเตียงนุ่มราวกับว่าหมดธุระกับชั้นตำราและโต๊ะเขียนหนังสือแล้ว “อยู่ดี ๆ ฉันก็ซื้อมาทำไมก็ไม่รู้ ...เพิ่งรู้ตัวอีกทีเมื่อกี้” ดวงตาสีครามเคลื่อนสบนัยน์ตาสีน้ำผึ้ง “ว่าฉันซื้อมาให้นาย”

          “ให้ข้า? ขอบคุณขอรับท่านคาโต้”

          มิซุอุมิยังคงอยู่ในอาการสับสน หรือคาตาฟุเนะคนนี้จะจำได้ว่าเขาชอบอ่านหนังสือและร่ายบทกลอน แต่ว่าหากเป็นซุงกะเขาก็ไม่ถูกโรคด้วยสักเท่าไร

          “อื้อ เพราะว่านายเป็นคนข้ามเวลามาใช่ไหมล่ะ ถึงจะเป็นแค่มังงะก็เถอะนะ แต่ในนั้นก็น่าจะอ้างอิงได้บ้างล่ะน่า”

          “เป็นเช่นนั้นนี่เอง”

          มิซุอุมิถึงบางอ้อ รอยยิ้มที่มุมปากคลี่ออกกว้างขึ้น เขาดีใจที่ได้รับการใส่ใจจากคาตาฟุเนะ จะถือว่าเป็นของสำคัญอีกสิ่งที่ได้รับมา

          บุรุษมองมังงะจำนวนสามเล่มในมือ ซึ่งทั้งสามเล่มเป็นคนละเรื่องและลายเส้นต่างกันออกไป

          “ขอบคุณขอรับเช่นนั้นข้าขอเปิดอ่านเลยนะขอรับ”

          คาตาฟุเนะไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงแค่พยักหน้าหงึก แบบว่าอยากจะทำอะไรก็ทำตามใจ มันเป็นของนายแล้ว

          เล่มแรกที่เปิดออกหน้าปกเป็นสตรีผมแดงแต่งกายแบบชาวตะวันตกแต่นุ่งสั้นจนเห็นเรียวขาซึ่งไม่เป็นอันเหมาะอันควร หนุ่มโบราณพยายามไม่จับจ้องยังส่วนนั้น เพียงแค่เปิดมาหน้าแรกก็ไม่เข้าใจว่าต้องอ่านอย่างไร แต่ก็พยายามทำความเข้าใจด้วยตนเอง เลื่อนสายตาไล่อ่านทุกบรรทัดอย่างละเอียด

          นอกจากภาพสวยงามแต่ยังไม่ค่อยชินตา เขายังได้รับความบันเทิงและอารมณ์ขันบางอย่างที่สอดแทรกเข้ามาในเนื้อเรื่อง คงเป็นความบันเทิงในแบบฉบับของปีสองพันยี่สิบกระมัง นอกจากนั้นเขายังได้เรียนรู้วัฒนธรรมสมัยใหม่จากการอ่านหนังสือภาพเล่มนี้ แม้จะไม่ทั้งหมด แต่ก็ถือว่าคลี่คลายไปได้บ้าง

          และเมื่ออ่านไปได้ครึ่งเล่มชายหนุ่มก็ทำตาโตแล้วเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือการ์ตูนอย่างตื่นตะลึง

          “นางเอกเรื่องนี้ตายหรือขอรับ?”

          “ว้ากกก อย่างสปอยสิวะ ฉันยังไม่ได้อ่านเลยนะเฟ้ย!!!”

          คาตาฟุเนะที่ลงไปนอนเอกเขนกแล้วทำอะไรบางอย่างกับวัตถุรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็โวยวายออกมาเตะขากับเตียงตึงตัง ซึ่งมิซุอุมิก็ทำหน้างงไม่รู้จักว่าสปอยคืออะไร แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ให้ถามคำยาก ๆ เพราะฉะนั้นเขาจึงเก็บความสงสัยเอาไว้ก่อน

          “....ขอรับ”

          ชายหนุ่มรับคำแล้วก้มหน้าลงอ่านมังงะเล่มนั้นต่อ หลังจากฉากสำคัญเกิดขึ้นเนื้อเรื่องที่เคยตลกขบขันก็พลันกลับตาลปัตรกลายเป็นเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยทฤษฎีที่เข้าใจยากมากมาย จนหน้าตาคนอ่านก็พลอยเคร่งเครียดตามไปด้วย

          มิซุอุมิจำศัพท์ยาก ๆ ในนั้นไม่ได้ แต่ตัวละครในเรื่องค่อนข้างอธิบายทฤษฎีชื่อยากนั้นได้อย่างละเอียด แม้เนื้อหาจะเข้มข้นกดดันแต่ชายหนุ่มกลับรู้สึกว่าเนื้อเรื่องในส่วนนี้สนุกมากกว่าตอนแรกที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันอยู่มากกว่าเสียอีก

          จนถึงหน้าสุดท้ายเป็นตอนที่พระเอกกำลังจะย้อนเวลากลับไปช่วยนางเอก มังงะก็จบเล่มพอดี

          “จบเสียแล้วขอรับ เห็นมีเขียนว่าติดตามต่อเล่มต่อไปด้วยนะขอรับ”

          “อ้อ ใช่ นั่นน่ะเล่มหนึ่ง ส่วนเล่มสองฉันไม่ได้ซื้อมา”

          คาตาฟุเนะตอบโดยไม่ละสายตาออกจากอุปกรณ์สี่เหลี่ยมขนาดเท่าฝ่ามือ ซ้ำยังง่วนกดอะไรอยู่อย่างใช้สมาธิ

          “น่าเสียดายนะขอรับ...”

          มิซุอุมิไม่ได้ไถ่ถามต่อกลัวว่าจะรบกวนอีกฝ่ายที่กำลังทำบางสิ่ง เขาวางมังงะเล่มแรกลงแล้วหยิบเล่มถัดไปขึ้นมาอ่าน หน้าปกเป็นภาพที่ดูน่ารักเหมาะสมกับเยาวชน เรื่องนี้มีตัวอะไรสักอย่างที่เป็นก้อนกลมสีฟ้าหน้าตาเหมือนกับจิโซย้อมสีเป็นตัวเอก

          เนื้อหาในเรื่องนี้เบาสมองกว่ามากแตกต่างจากเรื่องแรกโดยสิ้นเชิง เป็นเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของจิโซสีฟ้าที่ชอบทานขนมโดรายากิ ในเรื่องอธิบายถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงเครื่องย้อนเวลา

          ‘อุปกรณ์เหล่านี้มีจริงในยุคนี้หรือไม่นะ?’

          ชายหนุ่มอดคิดตามไม่ได้ ถ้าหากมี ‘ประตูไปไหนก็ได้’ สักบานคงสะดวกดีพิลึกสำหรับคนชีพจรลงเท้าอย่างเขา

          เนื้อหาดำเนินไปเป็นตอน ๆ จนมาถึงตอนหนึ่งที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอดีตจนส่งผลถึงอนาคตทำให้ชีวิตของเด็กในเรื่องดีขึ้นและได้แต่งงานกับหญิงที่รัก จบเล่มที่สองก็มาต่อยังเล่มที่สาม…

          หน้าปกของเรื่องค่อนข้างเป็นภาพสมจริงจนรู้สึกว่าเนื้อหาต้องจริงจังมากอย่างแน่นอน และเมื่อเปิดอ่านก็เป็นจริงอย่างที่ว่า เริ่มเรื่องมาที่ตัวเอกของเรื่องสูญเสียคนรักและพยายามหาวิธีที่จะทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้เธอตาย แต่ต่อให้พยายามกี่ครั้งต่อกี่ครั้งคนรักของตัวเอกก็ไม่มีวันฟื้นคืนมา ดูแล้วคล้ายคลึงกับมังงะเล่มแรกมาก แม้แต่ชื่อทฤษฎียังตรงกัน

          ‘หรือเรื่องแรกก็จะมีจุดจบแบบนี้เช่นกัน?’

          เป็นความจริงที่น่าหดหู่ที่ไม่ว่าทำอย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้เลย..

          เนื้อเรื่องของมังงะเล่มที่สามไปไวกว่าเล่มแรกอยู่หลายขุมจนได้ข้อสรุปและข้อห้ามบางอย่างมาจึงทำให้ชายหนุ่มเอะใจขึ้นมา และเมื่ออ่านมาถึงหน้าสุดท้ายเขาก็ปิดปกหลังลง

          ทั้งสามเรื่องกล่าวเหมือนกัน เรื่องอุปกรณ์ย้อนเวลา แต่ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน เรื่องที่หนึ่งยังหาข้อสรุปไม่ได้เพราะยังอ่านไม่จบ เรื่องที่สองกล่าวว่าหากแก้ไขอดีตอนาคตก็จะเปลี่ยนแปลงตาม ส่วนเรื่องสุดท้ายต่อให้แก้ไขอดีตอย่างไรอนาคตก็จะเหมือนเดิมเสมอ

          มิซุอุมิหน้าเครียด แล้วแบบนี้เขาควรจะเชื่อเรื่องไหนดี?

          “เป็นไง ได้อะไรบ้างไหม?”

          เสียงถามดังขึ้นจากบนเตียง คาตาฟุเนะลุกขึ้นมานั่งห้อยขาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ดูจากท่าทางน่าจะมองเขาอ่านมังงะได้พักใหญ่

          “ได้ขอรับ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับข้าเท่าไร”

          บุรุษผมแดงหัวเราะเสียงแห้ง ทั้งสามเรื่องกล่าวถึงการย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต แต่ในตอนนี้เขาเป็นคนที่เดินทางข้ามมายังอนาคตจะไปแก้ไขอดีตได้อย่างไร ทว่าแม้ไม่เกี่ยวแต่ก็อดคิดตามไม่ได้อยู่ดีนั่นแหล่ะ

          “อ้าวเหรอ แย่จังแฮะ”

          “ไม่แย่เสียทีเดียวหรอกขอรับ อย่างน้อยก็เป็นสารที่สนุก ข้าชอบนะขอรับ”

          “หืม งั้นนายชอบเรื่องไหนมากที่สุดล่ะ?”

          ไม่ต้องใช้เวลาคิดให้มากมิซุอุมิก็ตอบได้อย่างรวดเร็ว อาจเพราะความประทับใจแรกหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ

          “เรื่องแรกขอรับ”

          “เรื่องแรก ที่นางเอกตายอ่ะนะ?”

          “เรื่องที่สามนางเอกก็ตายนะขอรับ”

          “อ๊ากกกก นายสปอยฉันอีกแล้ว!!!”

          ไม่โวยเปล่าหมอนได้ลอยไปตรงหน้าคนสปอยทันที แต่ด้วยจิตวิญญาณบูชิโดมิซุอุมิก็รับมันไว้อย่างง่ายดาย เขาอ่านทฤษฎียาก ๆ ในมังงะมาถึงสามเรื่องแต่ก็ยังไม่เข้าใจคำว่าสปอยอยู่ดี

          “ฮะ ฮะ.. ขอโทษขอรับ”

          “เออ ช่างเถอะน่า ยังไงฉันก็ไม่อ่านอยู่ดีนั่นแหล่ะ..” คนอะไรจะขี้เกียจกระทั้งอ่านหนังสือการ์ตูน “เล่มแรกงั้นรึ? งั้นเอาไว้ถ้าไปร้านหนังสืออีกจะหาเล่มสองมาให้”

          “ขอบคุณขอรับ”

          มิซุอุมิอมยิ้มน้อย ๆ อย่างดีใจ คาตาฟุเนะคนนี้เอาแต่ใจและขี้โวยวายแต่ก็ใจดีกับเขาเสมอเหมือนกับนายท่าน เหมือนหัวใจที่แห้งแล้งได้รับการเติมเต็ม มันตื้นตันไปหมด

          “แล้วคาตา-.. ท่านคาโต้คิดอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้หรือขอรับ?”

          “คิดยังไง? หมายถึงย้อนเวลาน่ะเหรอ.. อื่ม” เด็กหนุ่มกุมคางคิดเหมือนกับว่านั้นคือท่าประจำตอนใช้สมอง “ไม่รู้อ่ะ.. แต่ว่าฉันเคยดูหนังอยู่นะ”

          “....ขอรับ?”

          บุรุษผมแดงตีหน้างง หนังหมายถึงอะไร?

          “ก็แบบว่า ย้อนเวลาไปแก้ไขอดีตใช่มะ ก็ต้องใช้ไทม์แมชชีน แต่การย้อนเวลาในเรื่องนั้นเป็นแค่การแก้ไขเวลาในช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้เกิดเส้นโลกใหม่ที่มีอนาคตใหม่ แต่เส้นโลกเก่าก็ยังเป็นเหมือนเดิม”

          มิซุอุมิพยายามนึกภาพตาม... ก่อนอื่นต้องยัดตัวเองเข้าไปในลิ้นชักโต๊ะแล้วก็เข้าไปนั่งในโต๊ะโคทัตสึประหลาด จากนั้นจึงแก้ไขอดีต แต่เขาไม่เข้าใจคำว่าเส้นโลกเก่าเส้นโลกใหม่ตามที่อีกฝ่ายกล่าว สีหน้าเขาคงงงจัดจนอีกฝ่ายเด้งตัวลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะหยิบสมุดกับดินสอขีดเขียนบางอย่างลงไป

          ในที่สุดบนหน้ากระดาษนั้นก็มีอย่างอื่นนอกจากจุดโง่ ๆ เสียที เสร็จแล้วพลิกสมุดให้ดู

(หมายเหตุ : กรุณามองให้เป็นภาษาญี่ปุ่น...)


          “แบบนี้.. ปัจจุบันก็คือสีดำ ถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต อดีตของสีดำจะไม่ได้รับการแก้ไข แต่มันจะกลายเป็นสีน้ำเงินแทน แล้วถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขสีน้ำเงินอีกรอบก็จะกลายเป็นสีแดงแบบเนี้ย หมายความว่าการแก้ไขเวลาแต่ละครั้งจะทำให้เกิดอนาคตใหม่ตลอดเวลา”

          คาตาฟุเนะอธิบายได้ค่อนข้างชัดเจน ติดแต่เพียงลายมือไก่เขี่ยจนน่าเอ็นดูทำให้ต้องเพ่งอ่านเล็กน้อย

          “เข้าใจแล้วขอรับ แล้วถ้าเช่นนั้นอนาคตของสีดำหลังการย้อนเวลาจะเป็นเช่นไรหรือขอรับ?”

          “อื้ม.. ไม่รู้แฮะ ในหนังไม่ได้มีบอกด้วยแต่ฉันคิดว่า.. คน ๆ นั้นคงหายตัวไปจากโลกสีดำเลยมั้ง แล้วไปโผล่ในสีน้ำเงินแทน”

          ข้อสงสัยในใจกระจ่างแจ้งถ้าหากเป็นดั่งที่เด็กหนุ่มกล่าวขึ้นมาจริง แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีอะไรมาพิสูจน์ชัดได้อยู่ดี

          “เช่นนี้เอง… แล้ว”

          คำพูดขาดช่วงไป เขาหลุดปากออกมาแล้วแต่ไม่กล้าถามต่อ

          “หืม?”

          ดวงตาสีครามน้ำทะเลจ้องมองอย่างคาดคั้น เขาแพ้สายตานั้น เห็นทีคงต้องถามจริง ๆ

          “ท่านคาโต้มีอดีตที่อยากแก้ไขหรือไม่ขอรับ?”

          ไม่ว่าใครคงมีอดีตที่อยากลบเลือนด้วยกันทั้งนั้น เขาก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นจึงอยากจะรู้ว่าอีกฝ่ายมีปมในใจอะไรหรือไม่ บางทีอาจเป็นเรื่องที่ได้รับแผลเป็นบนหน้าผากนั้นมาหรือเปล่า?

          ทว่าคำตอบที่ได้รับทำให้คนโตกว่าต้องนิ่งอึ้ง

          “ไม่เลย”

          คาตาฟุเนะตอบทันควันโดยไม่ต้องคิดพร้อมกับแยกเขี้ยวยิ้มแฉ่งจนตาหยี

          “ไม่มีเลยจริง ๆ หรือขอรับ?”

          มิซุอุมิถามทวนซ้ำ เพราะคำตอบที่ได้รับต่างจากความคิดของเขาอยู่มากโข

          “อื้อ ไม่มีเลย” ดวงตาสีครามน้ำทะเลสบตรงมาอีกครั้ง “อดีตที่ผ่านมาไม่ว่าสุขหรือเศร้า ฉันก็อยากจะเก็บมันไว้ทั้งหมด เพราะว่ามันคือความทรงจำยังไงล่ะ! และถ้าแก้ไขอดีตง่าย ๆ ความทรงจำเหล่านั้นมันก็ไม่มีค่าน่ะสิใช่มะ?”

          ดวงตาสีน้ำผึ้งมองสบกลับเข้าไป เขาไม่รู้เรื่องราวของเด็กหนุ่มตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย แต่แววตาที่เต็มเปี่ยมด้วยประกายแรงกล้านั้นน่าจะผ่านอะไรมาบ้างพอควรจนสื่อให้รู้สึกถึงความทุกข์และสุขในแววตานั้นได้จริง ๆ

          ...เปล่งประกายและแข็งแกร่ง…

          “จริงอย่างที่ท่านว่าขอรับ… แต่ข้าก็ยังมีเรื่องที่อยากกลับไปแก้ไขอยู่ดี”

          บุรุษร่างสูงหลุบสายตาลงต่ำราวกับสู้ความร้อนแรงในดวงตานั้นไม่ไหว รอยยิ้มเจื่อนฉาบทับบนเรียวปาก

          “เรื่องเจ้านายของนายน่ะเหรอ?” เจ้าของใบหน้าขยับมองตาม แต่มิซุอุมิก็ไม่กล้าจะสู้สายตาอยู่ดี “ฉันรู้ว่าอดีตมันเจ็บปวด อาจรู้สึกไม่เท่านาย เพราะว่าฉันไม่ใช่นาย แต่ว่าอะไรที่ผ่านไปแล้วก็ช่างมันเถอะ คิดว่าจะทำยังไงกับอนาคตไม่ดีกว่าหรือไง?”

          คนที่มาจากอดีตทำตัวไม่ถูก เขาได้แต่ฟังและยิ้มเจื่อนต่อไป สำหรับตนเองที่ไม่ได้มีอนาคตมากไปกว่าปีสองพันยี่สิบจะไปทำอะไรได้


          เพี๊ยะ!

          ปลายนิ้วสีน้ำผึ้งดีดผึงไปที่หน้าผากคนตัวสูงกว่า แม้ไม่เจ็บมากแต่ก็เกิดความรู้สึกตึงอยู่บางเบา

          “เฮ้ อย่านอยด์นานดิ นายอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญของอะไรบางอย่างก็ได้นะ”

          คำพูดที่ฟังไม่รู้ความเรียกเสียงหัวเราะจากมิซุอุมิขึ้นมาได้ แม้ไม่ได้หัวเราะจากใจเพราะความขบขันแต่เขาก็ยังคงยิ้มอยู่

          “ขอรับ อาจเป็นดั่งท่านว่าก็ได้ขอรับ”

          มิซุอุมิไม่ได้คิดไปถึงขนาดนั้น โรนินอย่างเขาคงไม่อาจเป็นตัวแปรสำคัญของอะไรได้หรอก แต่คำพูดของคาตาฟุเนะก็ทำให้ตนรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องของบทบาทสำคัญอะไร แต่เป็นเพราะดีใจที่อีกฝ่ายเป็นห่วง

          ก๊อก ๆ...

          “คาโต้คุง”

          เสียงปริศนาดังขึ้นขัดจังหวะมาจากอีกด้านหนึ่งของบานประตู เป็นเสียงที่รู้สึกคุ้นหู และเป็นเสียงของสตรี

          “ครับ! ฮาทาเคยามะซัง”

          เด็กหนุ่มรีบขานรับสุ้มเสียงดังกล่าว ฟังจากสรรพนามแล้วสตรีผู้นี้น่าจะอาวุโสกว่าเด็กหนุ่มหลายปี และแน่นอนว่าไม่ใช่มารดาหรือญาติมิตร

          “กับข้าว... เสร็จแล้วนะจ๊ะ...”

          น้ำเสียงหวานโทนเย็นนุ่มละมุนราวกับนางอัปสรในจินตนาการโต้ตอบกลับมา นางคือใครกัน มิซุอุมิยังสงสัย

          “ครับ เดี๋ยวไปครับ!”

          สิ้นเสียงตอบของคาตาฟุเนะก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินจากไปอย่างแผ่วเบา

          “ผู้ดูแลน่ะ เฮ้อ.. ว่าไปก็หิวแล้วแฮะ” เสียงท้องร้องอ่อน ๆ ดังขึ้นเจ้าตัวจึงยกมือลูบท้องไปมาโดยไร้ท่าทีเก้อเขินใด ๆ “จะว่าไป.. เอายังไงกับนายดีล่ะ? ขืนพาไปกินข้าวด้วยมีหวังที่บ้านตกใจแน่ ๆ ฮะ ฮะ..”

          คำตอบกระจ่างขึ้น แต่มิซุอุมิก็ยังสงสัยว่าฮาทาเคยามะคือใครและเกี่ยวข้องอย่างไรกับคาตาฟุเนะคนนี้

          ...สักวันคงได้รู้…

          และยังมีอีกหลายเรื่องที่เขาอยากรู้เกี่ยวกับตัวตนของอีกฝ่าย

          ...หวังแค่ว่าสักวันคงได้รู้...

          ...ใช่ สักวันคงได้รู้...

          “ไม่เป็นไรขอรับข้ายังไม่หิว”

          มิซุอุมิยิ้มอ่อน แต่ทันทีที่พูดจบท้องของเขาก็ร้องขึ้นมาอีกคน ปฏิกิริยากลับกันบุรุษร่างสูงรู้สึกอายจนหูแดง

          “ฮ่ะ ฮ่ะ งั้นเอางี้ นายรอที่นี่ไปก่อนแล้วเดี๋ยวฉันมา แล้วดึก ๆ เราค่อยย่องไปคอนบินิด้วยกัน”

          “....ขอรับ”

          มีศัพท์แปลก ๆ ออกมาจากปากของเด็กหนุ่มอีกแล้ว มิซุอุมิก็เพียงแค่ยิ้มรับเช่นเดิม เขาจะรอจนถึงตอนนั้น อยากรู้เหมือนกันว่าคอนบินิคือสถานที่แบบใด ตอนนี้คงได้แต่รอในห้องนอนของอีกฝ่ายอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว

          บุรุษผมสีเพลิงมองตามแผ่นหลังกว้างเดินไป และเมื่ออีกฝ่ายเปิดประตูออก ภาพทุกอย่างก็กลายเป็นสีขาวโพลนอีกครั้งหนึ่ง…

.
.
.

      



แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +50 คุณธรรม +20 ความชั่ว +50 ความโหด โพสต์ 2020-10-1 22:46

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 2เงินตำลึง +103 ดีนาเรียส +350 ความหิว -142 แต้มวาสนา +10 ย่อ เหตุผล
LingHao + 100 น่ารักก
Admin + 3 + 350 -142 + 10

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เหล้าพันปี
เกราะทองแดง
คัมภีร์จงยง
หมวกเกราะนักรบอสูร
ง้าวมรกต
รองเท้าหยกนิล
ผ้าคลุมหั่วจู
จมูกฉลาม
หายใจใต้น้ำ
ตาสมุทร
หมีว่านชุน
หน้ากากยักษา
สร้อยทองคำปักษาเพลิง
คัมภีร์ละติน
พู่ฉีเซิ่งหูเตี๋ย
ชุดเฟิงไป๋จวิ้น (ช)(ญ)
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x2
x50
x20
x10
x2
x24
x10
x1
x28
x285
x20
x260
x18
x194
x30
x16
x1
x60
x53
x254
x719
x884
x259
x2258
x783
x919
x1
x1639
x210
x881
x752
x840
x74
x840
x1998
x1184
x1944
x2479
x1665
x978
x30
x10
x1
x10
x7
x7
x11
x2
x68
x1
x11
x2
x1
x1
x2
x55
x9
x35
x9
x35
x9
x35
x5
x1
x1
x1
x1
x1
x10
x4
x1
x1
x10
x1
x106
x5
x1
x50
x1
x69
x6
x5
x5
x1
x19
x5
x7
x38
x5
x1
x23
x2435
x50
x5
x7
x9999
x270
x650
x1
x17
x2
x19
x22
x1
x40
x15
x16
x147
x6
x1
x1
x2
x30
x1340
x5
x7
x1
x4
x10
x34
x35
x70
x215
x490
x3
x70
โพสต์ 2020-10-31 23:37:47 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Mizuumi เมื่อ 2021-8-28 12:50

          สถานที่นอนหลับของตัวละคร : { นอกแคว้นโหรวหร่าน } ถ้ำโบราณปาหม่านเสอ
          ชื่อผู้ฝัน : อิเสะ มิซุอุมิ
          ความฝันประเภท : ลางสังหรณ์


7

ทะเลสาบกับเรือ ภาค 2
สายสัมพันธ์แห่งโชคชะตา
~ สู่โลกนับอนันต์นิรันดร ~
Part 3
(( ป.ล. ภาคหนึ่งยังไม่จบ ติดตามไปก่อนได้ที่นี่ ))



          จิ๊บ.. จิ๊บ..

          เสียงสกุณาตัวน้อยปลุกชายหนุ่มให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ แสงแดดรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามารำไรผ่านช่องประตูกระดาษโซชิ เบื้องหน้าคือเพดานห้องอันแสนคุ้นเคย ครั้งนี้มิซุอุมิได้กลับมาอยู่ในเรือนพักของบุตรชายคนเล็กแห่งแคว้นฮิโกะ และดูเหมือนว่าเขาจะตื่นสายกว่าทุกวันพอรู้ตัวเข้าก็รีบเด้งตัวลุกขึ้นมา


          ‘แย่ล่ะ.. สายป่านนี้เชียวหรือ ต้องรีบเตรียมอาหารเช้าและปลุกนายท่าน!’

          ทว่าเมื่อเดินไปดูคนหลับยังอีกฟากหนึ่งของฉากกั้นรูปหงส์เพลิงซูซาคุก็พบเพียงความว่างเปล่าไม่มีกระทั่งฟูกนอนกางอยู่

          “....”

          จิ๊บ.. จิ๊บ..

          ทั้งเรือนพักตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งมีเพียงนกน้อยที่ยังคงส่งเสียงร้องขับขานบทเพลงตามธรรมชาติสัตว์โลก

          ‘จริงสิ.. ขณะนี้นายท่านยังไม่กลับจากเกียวโตนี่นะ’

          ลมหายพรั่งพรูออกมาแผ่วเบาพร้อมกับสายตาอ่อนใจ ท่าทีของเขาห่อเหี่ยวลงไปถนัดตา

          โดยปกตินายท่านจะเดินทางไปยังเกียวโตปีละสองครั้งเพื่อไปราชการและแวะหาคู่หมั้น ตามปกตินันโชคุอย่างมิซุอุมิควรเดินทางติดตามนายไปทุกที่แต่ไฉนคราวนี้เขาถึงไม่ได้ไปด้วย ชายหนุ่มพยายามนึก แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกราวกับว่าเรื่องราวดังกล่าวไม่เคยได้เกิดขึ้นจริง

          ครืด!!

          เสียงประตูกระดาษเลื่อนออกอย่างแรงทำเอาคนที่ยืนเหม่ออยู่ในห้องไหล่สะดุ้ง ปกติแล้วเรือนพักของคาตาฟุเนะจะไม่มีผู้ใดมารบกวน หรือหากเป็นบ่าวรับใช้ก็ไม่มีทางเลยที่จะเปิดโซชิพรวดพราดเข้ามาเช่นนี้

          นัยน์ตาสีน้ำผึ้งที่ปกติจะไม่แสดงอารมณ์หันไปจ้องมองผู้บุกรุกแววตาจริงจัง และเมื่อได้เห็นร่างของผู้มาเยือนก็ทำให้ชายหนุ่มปรับสีหน้าแทบไม่ทัน

          เด็กหนุ่มผิวเข้ม คิ้วหนา ดวงตาสีคราม เรือนผมสีน้ำตาลเข้ม และการแต่งกายประหลาดไม่ใช่คนของยุคเอโดะ

          “ท่านคา--”

          “ว้ากกกก ผีหลอก!!!”

          พูดไม่ทันจบก็มีคนโวยวายออกมาก่อน เป็นอีกครั้งที่พอเจอหน้ากันทีไรอีกฝ่ายก็ต้องเป็นตะโกน ‘ผีหลอก’ อยู่ร่ำไป แหกปากเสร็จคาตาฟุเนะแห่งยุคเรวะก็วิ่งพรวดลงจากชานบ้านอย่างรวดเร็ว

          “ไม่ได้นะขอรับ ตรงนั้นน่ะ!”

          ตู้ม!!!

          เตือนยังไม่ทันขาดคำเสียงน้ำกระเซ็นโครมใหญ่เหมือนมีใครโยนหินก้อนยักษ์ลงไปก็ดังขึ้น เพียงทว่านั่นไม่ใช่หินแต่เป็นคน…

          ที่นอกชานเรือนพักของนายท่านไม่ใช่สวนหินอย่างเช่นบ้านฮาทาเคยามะแต่เป็นบ่อปลาโค่ยขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถลงไปเดิน นั่ง หรือนอนได้ แต่บัดนี้มีร่างของเด็กหนุ่มก้นจ้ำเบ้าอยู่กลางบ่อ น้ำไม่ลึกแต่ก็ทำให้คาตาฟุเนะคนนี้เปียกไปได้ทั้งตัว

          “อูย… อะไรวะเนี่ย”


.
.
.


          ผู้มาเยือนที่เปียกปอนได้เปลี่ยนไปสวมกิโมโนของนายท่านแล้ว แน่นอนคนที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกันย่อมใส่ชุดกันได้พอดี พอเป็นแบบนี้คาตาฟุเนะจากปีสองพันยี่สิบยิ่งเหมือนกับนายท่านคาตาฟุเนะเข้าไปใหญ่ เว้นเสียแต่รอยแผลเป็นที่คาดกลางหน้าผาก

          มิซุอุมิมองเด็กหนุ่มที่นั่งทำหน้าซังกะตายอยู่กลางห้อง แม้จะตัวจะแห้งแต่หัวยังเปียก ผ้าเช็ดผมที่ควรจะทำหน้าที่ของมันกลับถูกวางพาดบ่าปล่อยให้เส้นผมที่เปียกระใบหน้า หยาดน้ำหยดติ๋งลงมาจนบ่าชุ่ม เห็นแล้วรู้สึกขัดใจในฐานะพ่อบ้านเสียจริง

          “ขออนุญาตขอรับ”

          พูดจบบุรุษผู้สูงวัยกว่าก็เข้าไปหยิบผ้ามาเช็ดผมให้อีกฝ่ายแทนจนเจ้าตัวร้องโวยพร้อมกับหดคอหนี

          “เฮ้! ฉัน.. ฉันทำเองได้น่า!”

          “แต่ก็ไม่เห็นจะทำเลยนี่ขอรับ ประเดี๋ยวได้ป่วยไข้พอดี นี่ก็กลางเดือนคันนะสึกิแล้ว อากาศเย็นลงมากแล้วนะขอรับ”

          ด้วยอายุที่มากขึ้นกอปรกับการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งมานานเกือบสิบปีระดับความเจ้ากี้เจ้าการจึงเพิ่มขึ้นตามเป็นเท่าตัว หากทั้งสองอยู่ในวัยเดียวกันนันโชคุหนุ่มคงไม่กล้าแม้จะขัดผู้เป็นนาย แต่ตอนนี้อีกฝ่ายเป็นผู้น้อยที่อายุน่าจะน้อยกว่าได้เป็นรอบ ถึงอีกฝ่ายจะไม่ใช่นายท่านตัวจริงแต่มิซุอุมิก็ปฏิบัติต่อเด็กหนุ่มอย่างนุ่มนวลไม่ได้แตกต่างกัน

          เดิมทีบุรุษผมแดงก็เป็นคนอาบน้ำ จัดเตรียมเสื้อผ้า และแต่งตัวให้ผู้เป็นนายอยู่แล้ว สำหรับเขาจึงถือว่านี่คือเรื่องปกติเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำ แต่ไม่ใช่กับอีกคน คาตาฟุเนะมีท่าทีขัดขืนอยู่บ้างในตอนแรกแต่สุดท้ายก็ต้องจำยอมไปโดยดุษฎี

          “ชิ! เออ ทำไปเลย”

          ปากเอ่ยบ่นแต่ก็ไม่ได้หดคอหนีอีกต่อไปคงเพราะเป็นแบบนี้ก็สบายดีเหมือนกัน ส่วนผู้บริการคลี่ยิ้มบางด้วยนึกเอ็นดูกิริยานั้นไม่น้อย

          ‘ผมดูหยาบแต่กลับนุ่มกว่าที่คิด’

          เมื่อเช็ดไปเรื่อย ๆ มือก็จับความผิดปกติบางอย่าง ที่ศีรษะของเด็กหนุ่มผมน้ำตาลไม่ได้เรียบเนียนอย่างที่ควรเป็น และเมื่อเปิดชั้นผมออกดูก็เห็นตะเข็บรอยเย็บแผลคาดยาวไปจนถึงด้านหลังน่าจะเป็นแนวเดียวกับรอยแผลเป็นบนหน้าผาก

          ‘กะโหลกผิดรูปไปเล็กน้อย แล้วยังรอยแผลนี่อีก.. เกิดอะไรขึ้นกับท่านกันแน่นะ คาตาฟุเนะ’

          ความปวดร้าวแล่นผ่านกลางใจทุกครั้งเมื่อได้เห็นร่างกายของคนตรงหน้ามีริ้วรอย ถึงไม่ใช่คาตาฟุเนะตัวจริงแต่เป็นเพียงคนในฝันเขาก็ปวดใจมากถึงขนาดนี้ และหากว่าคนรักตัวจริงของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลใจจะทนไหวได้อย่างไรกัน

          ‘ตามหาข้า’

          ทันใดนั้นภาพของผู้เป็นที่รักร่างกายเต็มไปด้วยรอยบาดแผลก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด แม้จะชั่วขณะและผ่านไปเพียงแค่เสี้ยววินาทีแต่ก็ทำให้มือที่กำลังเช็ดผมหยุดชะงักลง

          เด็กหนุ่มที่คิดว่าอีกฝ่ายจัดการให้เสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นฝ่ายผละออกมาเอง เขาเอามือสางผมหมาดของตนเองลวก ๆ ปกติไม่ได้ใส่ใจกับรูปลักษณ์ตัวเองมากมายอยู่แล้วนี่จึงเป็นการกระทำตามปกติ

          “นี่บ้านนายเหรอ?”

          ดวงตาสีครามมองไปรอบ ๆ อย่างสนอกสนใจ เรือนพักขนาดใหญ่แม้จะเล็กกว่าสิ่งปลูกสร้างโดยรวมภายในปราสาท แต่ก็ถือว่าใหญ่พอ ๆ กับบ้านที่ยามานาชิ เพียงพอสำหรับการอยู่อาศัยเป็นครอบครัว แต่ก็มีบางส่วนที่ดูเหมือนกับเป็นห้องพักสุดหรูในออนเซ็นเรียวกังเสียมากกว่า เพราะมีแค่ส่วนของห้องรับรองแขกและห้องนอนแต่ไม่มีห้องครัว ส่วนห้องน้ำจัดแยกไว้ด้านนอกในบริเวณไม่ไกลกัน เขาได้สำรวจมาแล้วตอนถูกให้ไปล้างตัวหลังตกบ่อปลาโค่ย


          คำถามของคาตาฟุเนะดึงความสนใจของมิซุอุมิให้กลับมาสู่ปัจจุบัน

          “ไม่ใช่หรอกขอรับ แต่เป็นเรือนของท่านคาตาฟุเนะขอรับ… ส่วนข้าเป็นเพียงบ่าวรับใช้จึงได้พักอาศัยเพื่อรอคำสั่งเท่านั้นขอรับ”

          “หืม บ้านของฉันงั้นเหรอ.. ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าบ้านของคนที่ชื่อเหมือนฉันสินะ” คาตาฟุเนะยังคงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ราวกับกำลังหาบางสิ่งบางอย่าง “อยากรู้จังแฮะว่าคน ๆ นั้นเหมือนกันแค่ไหน ไม่มีรูปถ่ายหรืออะไรบ้างเลยงั้นเหรอ?”

          “....ขอรับ?”

          เด็กหนุ่มคนนี้เริ่มพูดจาประหลาดออกมาเหมือนครั้งก่อนอีกครา รูปถ่ายที่ว่าหมายถึงอะไร? ที่เขารู้จักมีเพียงแค่ภาพวาด หรือจะเหมือนกันเพียงแค่เป็นศัพท์ใหม่ของคนต่างยุคกันแน่

          “หรือว่ายังไม่ถึงยุคที่มีกล้องถ่ายรูปกันนะ?”

          “....”

          มิซุอุมิไม่อาจตอบคำถามนั้นได้เลยสักอย่างด้วยไม่รู้ว่าที่อีกฝ่ายหมายถึงคืออะไร แม้ใคร่รู้แต่ไม่ได้ถามต่อเพราะจำได้ว่าคาตาฟุเนะคนนี้สั่งว่าห้ามถามในคราวที่เจอกันเมื่อครั้งก่อน

          “หืม ไม่มีจริง ๆ ด้วยสินะ”

          คาตาฟุเนะหรี่ตามองอย่างคาดเดาจากปฏิกิริยานิ่งเงียบทั้งที่อีกฝ่ายเป็นเซอร์วอนท์ของเขาควรต้องตอบคำถามให้ทุกเรื่อง แต่เรื่องง่าย ๆ กลับเงียบเสียอย่างนั้น

          “โอเคเข้าใจละ กล้องถ่ายรูปก็คือ...”

          เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบหนึ่งในสัมภาระของตน มิซุอุมิจำได้ว่าคาตาฟุเนะเคยใช้งานของสิ่งนี้ในคราวก่อน มันเป็นอุปกรณ์รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอดีมือที่ส่งเสียง ‘ปิ้ว ๆ ๆ’ ออกมาได้

          “หวังว่าจะไม่พังนะ” เขาทำอะไรบางอย่างกับมันก่อนที่จะโพลงออกมาอย่างดีใจ “เยี่ยม ติดแล้ว!”

          “สิ่งนั้นคือ.. กล้องถ่ายรูป หรือขอรับ?”

          บุรุษจ้องมองสิ่งของที่อยู่ในมือของอีกฝ่าย ไม่เข้าใจเลยว่ามันมีกลไกการใช้งานอย่างไร แต่เหมือนจะมีภาพและเสียงอยู่ในนั้นด้วย

          “อ้อ ไม่ใช่หรอก นี่คือโทรศัพท์มือถือ”

          คำตอบที่ได้ฟังทำเอาใบหน้าที่ไม่เคยปราศจากรอยยิ้มขมวดคิ้วบางเข้าหากันทั้งที่หน้ายังยิ้มอยู่

          “....ขอรับ?”

          “จะอธิบายไงดีวะ” มือแกร่งของคนผิวเข้มยกขึ้นขยี้ผมตนเองอย่างใช้ความคิด “มันคือเครื่องมือสื่อสารที่เอาไว้ใช้คุยกันจากที่ไกล ๆ แทนการเขียนจดหมาย” คาตาฟุเนะจ้องมองกลับมาอีกครั้งสายตาเหมือนจะถามว่า ‘จดหมายน่ะรู้จักใช่มะ?’

          “เข้าใจแล้วขอรับ แต่ว่า… เขียนสิ่งนี้แทนจดหมาย ...หรือขอรับ?”

          แม้จะพูดว่าเข้าใจแต่ดูเหมือนมิซุอุมิจะไม่ได้เข้าใจเลยสักนิด ทำเอาอีกฝ่ายถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

          “ไม่ใช่ว้อย เอาไว้คุยกันแบบนี้น่ะ” คาตาฟุเนะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบหู “โมชิโมช (ฮาโหล) คาโต้ครับ” แล้วก็ขยับไปนั่งอีกที่เก๊กเสียงอีกเสียงเป็นคนอื่น “โมชิโมชิ (ฮัลโหล) ทานากะครับ โทรมาคุยเรื่องธุระครับ” จากนั้นก็กลับมานั่งที่เดิมแล้วพูดเสียงเป็นตัวเอง “อ้อ ทานากะซัง มีธุระอะไรเหรอครับ...” ถึงตรงนี้อีกฝ่ายก็หันกลับมามอง “เนี่ย พอเข้าใจยัง?”

          “อา คิดว่านะ… ขอรับ”

          จากที่เห็นโทรศัพท์เป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีไว้สำหรับการสนทนาไม่ใช่การเขียนแบบจดหมาย และหากสามารถพูดคุยกันผ่านเจ้าเครื่องนั่นได้แล้วหมายความว่าสามารถสื่อสารกันได้ทันทีไม่จำเป็นต้องได้รับข้อความตอบกลับ แต่คู่สนทนาจำเป็นต้องมีเครื่องที่ว่าด้วยเช่นกัน

          “แล้วสามารถสนทนาได้ไกลขนาดไหนหรือขอรับ?”
         
          “ไกลขนาดไหนน่ะเหรอ.. ก็ทั้งโลกนั่นแหล่ะ ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ใช้ได้ขอแค่มีคลื่นสัญญาณก็พอแล้ว อ้อ แล้วก็ต้องจ่ายค่าบริการให้มันด้วย”

          “ทั้งโลก? สะดวกมิใช่น้อยเลยนะขอรับ”

          ความตื่นเต้นปรากฏขึ้นในดวงตาแม้แต่น้ำเสียงสุภาพก็เปลี่ยนสำเนียงไปเล็กน้อย ในตอนนี้มิซุอุมิรู้สึกสนใจเจ้าสิ่ง ๆ นั้นมากกว่าเก้าอี้หมุนได้ในห้องของท่านคาโต้เสียแล้วสิ จินตนาการไม่ถูกเลยว่าโลกในอีกสามร้อยปีข้างหน้าได้พัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว

          “แล้วโทรศัพท์มือถือกับกล้องถ่ายรูป ...เกี่ยวข้องกันอย่างไรหรือขอรับ?”

          คาตาฟุเนะพูดถึงเรื่องรูปถ่ายในตอนแรก แต่กลับวกมาที่เรื่องโทรศัพท์ได้อย่างไรไม่เข้าใจ และเขาก็นึกความเชื่อมโยงระหว่างเครื่องมือสื่อสารกับเครื่องถ่ายภาพไม่ออกจริง ๆ

          “เพราะว่ามือถือใช้ถ่ายรูปได้น่ะสิ ดูนี่!”

          แชะ..

          เด็กหนุ่มยกโทรศัพท์มือถือหันมาทางเขาทันใดก็เกิดเสียงประหลาดดังขึ้นแผ่วเบา เป็นเสียงที่ไม่เคยได้ยิน จะว่าคล้ายเสียงตอนใช้หินจุดไฟก็ไม่ใช่ เจ้าของเครื่องหันด้านจอภาพมาให้ดู ในนั้นเป็นภาพมิซุอุมิทำหน้าสงสัย ภาพดังกล่าวเหมือนกับเขาราวถอดแบบแค่ว่ามัวไปหน่อยแถมยังมีบางสิ่งติดมาด้วยลักษณะคล้ายกับปลายนิ้วคน

          “นั่น.. มีข้าอีกคนในนั้นด้วยขอรับ”

          มิซุอุมิกล่าวเสียงเครียด โทรศัพท์มือถือของอีกฝ่ายฉายภาพเขาทำหน้าที่คล้ายกับคันฉ่องเพียงแต่ตัวตนในนั้นไม่ได้ขยับตาม เป็นภาพนิ่งไม่เคลื่อนไหว แม้จะสนใจเทคโนโลยีสมัยใหม่แต่ในใจก็กังวล หากตัวเขาอีกคนอยู่ในนี้จะมีผลกระทบอันใดหรือไม่ แล้ววิญญาณจะถูกสะกดในนั้นด้วยหรือเปล่า

          “ไม่เป็นไรแน่หรือขอรับ?”

          “ไม่เป็นสิ เนี่ย”

          คาตาฟุเนะเลื่อนจอภาพไปมาพลันรูปภาพนั้นก็เปลี่ยนเป็นรูปอื่น มีบางสิ่งที่คล้ายกับตันมะโมะเม็ง (ผีผ้าขาว) แต่มีขา ภาพทิวทัศน์ ต้นไม้ใบหญ้า สิ่งของแปลกประหลาด สตรีในชุดวาบหวิวหลายภาพ จนถึงภาพถ่ายของครอบครัวที่มิซุอุมิไม่รู้จัก หรือนั่นอาจเป็นครอบครัวปัจจุบันของคาตาฟุเนะคนนี้ที่มีน้องสาวฝาแฝดหน้าตาเหมือนกันถึงสามคน ต่างก็เพียงแค่อาภรณ์ที่สวมใส่เป็นคนละสี หากมีรูปคนมากมายขนาดนี้แต่คาตาฟุเนะบอกว่าไม่เป็นไรไม่แน่ว่าอาจไม่เป็นไรจริง ๆ

          “อ้ะ พอและ” เด็กหนุ่มเก็บโทรศัพท์มือถือกลับมา “นอกจากใช้โทรคุยกันแล้ว โทรศัพท์มือถือยังใช้ถ่ายรูปได้ หาข้อมูลได้ แล้วก็เล่นเกมได้ด้วย”

          “ทำได้ขนาดนั้นเชียวหรือขอรับ เจ้าเครื่องเล็ก ๆ นั่น”

          “อืม เมื่อก่อนโทรศัพท์ก็ใช้โทรอย่างเดียวล่ะนะ แถมเครื่องยังใหญ่พกพาไปไหนมาไหนไม่ได้ด้วย แต่เดี๋ยวนี้เหลือเครื่องแค่นี้แหล่ะแถมยังทำอะไรได้หลายอย่างมาก ๆ และในอนาคตก็น่าจะยิ่งทำอะไรได้มากกว่านี้ล่ะนะ”

          เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ ไม่ใช่เพราะซาบซึ้งในเทคโนโลยีแต่เป็นเพราะนานทีปีหนจะได้อธิบายบางสิ่งให้คนแก่ที่มีความรู้น้อยกว่าตนเองฟัง ทำให้รู้สึกฉลาดขึ้นมาอย่างไรบอกไม่ถูก นั่นก็เป็นเวลาหลายปีมาแล้วตั้งแต่ที่น้องสาวเรียนจบชั้นอนุบาลยัยพวกนั้นก็ไม่ค่อยถามอะไรอีกเลย แถมหนึ่งในนั้นก็ดูจะฉลาดเกินหน้าเกินตาพี่ชายไปแล้วด้วย

          “ว่าแต่.. แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ไงวะเนี่ย! ถูกย้อนเวลากลับมาในอดีตงั้นเรอะ! อ๊ากกก ซวยแล้ว!!!”

          จากที่กำลังยืดอกอวดตนอยู่ดี ๆ คาตาฟุเนะก็ร้องโวยขึ้นมาอีกรอบ บุรุษผมแดงถึงกับปรับตัวตามไม่ทัน

          “ใจเย็นก่อนนะขอรับ.. บางทีอาจเป็นในยุคสมัยท่านแต่แค่เปลี่ยนสถานที่มายังที่แห่งนี้ก็ได้ขอรับ”

          ชายหนุ่มพูดปลอบใจให้อีกฝ่ายเย็นลง ซึ่งอันที่จริงมิซุอุมิไม่ทราบหรอกว่าเป็นอย่างที่เขาพูดจริงหรือไม่ หรือว่าคาตาฟุเนะย้อนอดีตมาในยุคสมัยของเขาได้จริง ๆ ทว่าคำพูดนั้นได้ผล เด็กหนุ่มที่กำลังทึ้งผมตนเองอย่างวิตกหยุดการกระทำและมีท่าทีที่อ่อนลง

          “เออ.. ก็จริงของนายแฮะ”

          “แล้วไปมาอย่างไรท่านถึงมาที่นี่ได้หรือขอรับ”

          “ฉันน่ะเหรอ มาทัศนศึกษากับโรงเรียน เดินดูปราสาทไปเรื่อย ๆ รู้สึกตัวอีกทีคนอื่นก็หายไปไหนหมดแล้วไม่รู้ แล้วก็มาเจอนายเนี่ย” ปลายนิ้วชี้ไปที่คู่สนทนา “ว่าแต่ที่นี่ใหญ่จริง ๆ แฮะ คนที่หน้าเหมือนฉันเนี่ยท่าจะรวยมากเลยสินะ ขนาดแค่ห้องนอนยังเบ้อเร่อ”

          ท่าทางอยากรู้อยากเห็นกลับมาอีกครั้งชวนให้เอ็นดูกระตุ้นจิตวิญญาณพี่เลี้ยงเด็กให้ลุกโชน มิซุอุมิมีใจที่อยากจะอธิบายอย่างเต็มเปี่ยม

          “นายท่านเป็นบุตรชายคนเล็กของท่านเจ้าแคว้นฮิโกะขอรับ”

          “โฮ่.. บ้านของซามูไรตัวจริงงั้นรึ เท่โคตร!!”

          พูดจบเด็กหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่จัดกิโมโนให้เข้าที่เข้าทางเสียด้วยซ้ำ จากนั้นก็เดินสำรวจไปรอบ ๆ บริเวณราวกับว่านี่คือบ้านของตนจริง ๆ ส่วนพี่เลี้ยงก็ทำหน้าที่แค่เดินตาม

          “ลูกชายคนเล็กงั้นเหรอ..” คาตาฟุเนะนิ่งไปเล็กน้อยเหมือนคิดอะไรบางอย่างแต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา “ไหน ๆ ฉันก็หน้าตาเหมือนเจ้านายของนายแล้ว งั้นก็สวมรอยเดินเที่ยวเลยดีมะ ฮ่ะฮ่ะ”

          “สวมรอย.. หรือขอรับ?”

          มิซุอุมิทวนคำสีหน้าตื่นเล็กน้อยเขาไม่คิดว่าเป็นการดี อ่านมังงะฝ่ามิติพิชิตกาลเวลาของคาตาฟุเนะมาถึงสามเล่ม ในนั้นระบุว่าควรหลีกเลี่ยงไม่ให้พบกับตัวตนในอดีตของตนเองเด็ดขาดแล้วถ้าทำแบบนั้นจะไม่เป็นเรื่องแย่หรอกหรือ

          “อื้อ ก็ฉันอยากรู้นี่ว่าการจะเป็นซามูไรต้องทำอะไรบ้าง อีกอย่างฉันทั้งหน้าเหมือนเจ้านายของนายแถมยังชื่อเดียวกันอีกต่างหาก แค่พูดคำโบราณหน่อยก็เหมือนแล้ว” มือสองข้างเท้าสะเอว ท่าทางคาดคั้นเอาคำตอบ “บอกมาสิว่าข้าไม่เหมือนเจ้านายของเจ้าตรงไหนกันฮึ”

          “....”

          เห็นท่าทางนั้นมิซุอุมิก็ชะงักนิ่ง ไม่ใช่เพราะความตกใจ แต่เพราะเขากำลังกลั้นขำ

          ‘อุ.. เอาแต่ใจเหมือนกันเปี๊ยบ’

          “เหมือนขอรับ ถ้าไม่สังเกตรอยแผลเป็นก็ดูไม่ออกจริง ๆ ทว่า..”

          “ทว่า?”

          “นายท่านไม่ตื่นเต้นกับบ้านของตนเองหรอกนะขอรับ”

          “หะ! โอ้ จริงด้วย ไม่มีใครตื่นเต้นกับบ้านตัวเองกันหรอกเนอะ ใช่.. ใช่.. ใช่...”

          รู้ดังนั้นคาตาฟุเนะก็ปรับตัวเสียใหม่ให้สุขุมขึ้นแต่เนตรสีครามก็ยังหลุกหลิก มองนู่นมองนี่ด้วยความสนใจราวกับไม่เคยพบเห็นสิ่งต่าง ๆ มาก่อน

          “แล้วก็..”

          “หะ? มีอีกเรอะ นี่ยังเนียนไม่พอหรือไง!?”

          “ขอรับ” ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม “ปกติข้าเรียกนายท่านว่า ‘คาตาฟุเนะ’ ท่านคาโต้จะอนุญาตให้ข้าเรียกชื่อนี้หรือไม่ขอรับ”

          “ฮึ่ม...” เด็กหนุ่มยกมือขึ้นทาบปลายคางทำท่าเหมือนคิดหนัก เขาไตร่ตรองบางอย่างอยู่สักพักก่อนจะตอบ “ก็ได้อยู่หรอก แค่ระหว่างตอนปลอมตัวเท่านั้นนะ”

          “ขอรับ”

          รอยยิ้มแห่งความดีใจฉาบทับบนใบหน้า แม้จะดูเป็นอุบายแต่มิซุอุมิตั้งใจจริง แค่ได้เรียกชื่ออีกฝ่ายเหมือนเก่าเขาก็ดีใจมากแล้ว ถึงจะแค่ระหว่างปลอมตัวนี้ก็ตาม

          “คิดถูกคิดผิดวะเนี่ย...”

          เห็นสีหน้าชายสูงวัยกว่ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก็ทำให้หนุ่มผมน้ำตาลบ่นอุบอิบ เขายังจำได้ว่าเจ้าของชื่อกับคนตรงหน้านั้น นอกจากมีความสัมพันธ์ฉันนายบ่าวแล้วยังเป็นอะไรกันอีก แบบนี้จะเหมือนเอาตัวเองไปเสี่ยงให้ซวยเองหรือเปล่า

          แต่เขาก็ปล่อยเบลอไปเพราะว่าคาตาฟุเนะคนนี้ไม่ได้มีรสนิยมทางเพศแบบชายรักชาย ถึงจะไม่รังเกียจแต่มั่นใจว่าตนเองเป็นชายแท้และไม่หวั่นไหวกับผู้ชายด้วยกัน สองเท้าจึงก้าวเดินต่อไปบนระเบียงไม้โดยไม่ได้สนใจคนยิ้มอีกจนกระทั่งมาถึงโรงฝึกที่อยู่ติดกัน

          “โอ้โห มีโรงฝึกด้วยใหญ่ชะมัดเลยแฮะ” อยู่ ๆ คาตาฟุเนะก็หยุดเดินทำเอาคนเดินตามแทบจะชนหลัง แต่มิซุอุมิหยุดฝีเท้าได้ก่อนและก้าวถอยหลังเว้นระยะห่างทันก่อนที่อีกฝ่ายจะหันกลับมา “ว่าไปนายยังไม่ได้ซ้อมดาบกับฉันเลยนี่ ที่รับปากตอนนั้นจำได้ใช่มะ?”

          “จำได้ขอรับ”

          ชายหนุ่มพยักหน้าตอบ

          “ดีเลย งั้นฝึกกัน!”

          มาดขรึมแตกไปแล้วพร้อมกับคำพูดที่ไม่โบราณอีกต่อไป และเจ้าตัวก็วิ่งนำไปนู่น ถึงจะไม่เหมือนกับคาตาฟุเนะวัยสิบเจ็ดแต่กลับเหมือนกับคาตาฟุเนะวัยสิบขวบเสียแทน มิซุอุมิได้แต่อมยิ้มส่ายหน้าแล้วเดินตามไปเปิดประตูโรงฝึกให้


          ภายนอกก็ว่ายิ่งใหญ่แต่ภายในอลังการงานสร้างยิ่งกว่า จนเผลอคิดไปว่านี่คือโรงฝึกหรือโรงยิมกันแน่ ไม่เพียงแต่มีลานฝึกตรงกลางแต่ยังมีชั้นสองสำหรับใช้สอยอีกชั้นหนึ่ง และทุกสิ่งในนั้นไม่ใช่ของเก่าจากพิพิธภัณฑ์แต่เป็นเครื่องใช้ตรงสมัยที่สามารถใช้งานได้จริง

          ดูท่าคาตาฟุเนะที่มัวแต่ตื่นตาตื่นใจลืมความกังวลที่ย้อนเวลา มีเพียงแค่มิซุอุมิที่รับรู้ว่าโรงฝึกแห่งนี้คือความทรงจำสมัยที่เขาอายุสิบเก้าปี เรียกว่าย้อนอดีตกลับมาทั้งคู่อาจไม่ผิดนัก

          คาตาฟุเนะเดินสำรวจไปทั่วและให้ความสนใจกับศาสตราวุธชนิดต่าง ๆ มากเป็นพิเศษ แม้มืออยากจับแต่สิ่งเหล่านั้นเหมือนกับสมบัติของชาติในพิพิธภัณฑ์จนไม่กล้าแตะต้อง มิซุอุมิปล่อยให้เด็กหนุ่มเดินเล่นไปก่อนโดยไม่ขัดแย้งจนกระทั้งผู้เยี่ยมชมพอใจและเดินกลับมาหาเอง

          “ฉัน! พร้อม! แล้ว!!”

          หนุ่มผิวน้ำผึ้งกำหมัดแน่น ทั้งในน้ำเสียงและแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิงอันเร้าร้อนจุดไฟในใจให้โชติช่วงชัชวาลย์ เขาพร้อมแล้วที่จะได้รับการฝึกในฐานะนักดาบสมัครเล่น

          “เช่นนั้นแล้ว มาไหว้พระกันก่อนนะขอรับ”

          มิซุอุมิยิ้มตอบพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงใจเย็นดุจกระแสน้ำ เขาจัดแจงหาฟูกมาให้นั่งและนำไหว้พระทำจิตใจให้สงบ

          การไหว้พระ สงบจิต และกำหนดลมหายใจถือเป็นส่วนสำคัญสำหรับการฝึกดาบ สำหรับนักรบที่มีเกียรติอย่างเช่นซามูไรต้องนำใจไว้กับดาบ ลบอารมณ์ความรู้สึก ทั้งความปีติและความขุ่นมัวทั้งหลายทิ้งไปจนสิ้น และเมื่อใจสงบนิ่งเช่นเดียวกับสายธารจะเกิดสมาธินำไปสู่ความกล้าหาญไม่หวั่นกลัวต่อความตาย

          แต่สำหรับมือใหม่อย่างคาตาฟุเนะแค่ให้เขาใจเย็นลงได้ก็เพียงพอ นันโชคุที่ตอนนี้ต้องยกระดับตนขึ้นมาเป็นอาจารย์คอยสังเกตท่าทีของคนข้าง ๆ แม้วิธีการหายใจยังไม่ถูกต้องแต่อีกฝ่ายก็อยู่ในท่าทางสงบพร้อมสำหรับการฝึก

          เป็นครั้งแรกที่คาตาฟุเนะจะได้รับการฝึกอย่างจริงจังและถูกต้องตามขั้นตอน ก่อนหน้านี้เขาได้คุณตาฮาทาเคยามะช่วยชี้แนะ แต่คุณตาไม่ได้มีความรู้ในการเป็นนักดาบเขาเป็นเพียงลูกหลานที่สืบสายเลือดอยู่ในตระกูลซามูไรเก่ามากว่าร้อยปี และแค่บังเอิญว่ามีกุญแจโรงฝึกดาบก็เท่านั้น จึงทำให้เด็กหนุ่มทำได้เพียงแค่ฝึกหวดลมแต่ไม่เคยได้ฝึกกระบวนดาบและการรับมือจริงจัง

          มิซุอุมิส่งดาบไม้ไปให้ถือ เพียงแค่มองด้วยหางตาก็รู้ว่าแม้แต่การจับดาบอีกฝ่ายก็ยังทำผิดวิธี ไม่รู้เลยว่าที่บอกว่าฝึกหวดลมมานั้นถูกต้องมากน้อยเพียงใด

          “คาตาฟุเนะ ดูวิธีการจับนะขอรับ.. มือขวาจับด้ามดาบโดยนิ้วชี้ชิดกับสึบะ (กระบังดาบ) แต่ดาบไม้ไม่มีสึบะ ให้จับส่วนที่ต่ำจากคอดาบลงมา ส่วนมือซ้ายกุมปลายด้ามนิ้วก้อยเกี่ยวปลายสุดของด้ามไว้ขอรับ จับให้พอกระชับมือแต่ไม่แน่นจนเกินไปนะขอรับ”

          “หะ แบบนี้เหรอ? ไม่ค่อยถนัดเลย ทำไมต้องกุมตรงด้ามด้วย”
      
          แม้สงสัยแต่คาตาฟุเนะก็ทำตาม ท่าทางไม่ทะมัดทะแมงเท่าไรเพราะต้องเปลี่ยนวิธีการจับดาบใหม่หมด

          “เพื่อใช้ประคองและรักษาสมดุลย์ของใบดาบไม่ให้แกว่งขณะฟันขอรับ”

          “งั้นเหรอ?”

          ลองฟันลมด้วยท่าจับใหม่ตามที่บอก แม้ยังไม่ถนัดมือนักในการหวดครั้งแรกแต่ร่างกายพอจะเข้าใจแล้วว่ามันควบคุมทิศทางการแกว่งได้ดีกว่าจริง ๆ

          “ขอรับ แต่ว่าต้องอย่างอแขนด้วยนะขอรับ”

          “นี่ยังผิดอีกเหรอ!?” ผู้ฝึกร้องออกมา แต่เขาก็พยายามทำให้ถูกต้องตามที่ครูฝึกแนะนำ “อึก! ตึงแขนชะมัด”

          “อดทนหน่อยนะขอรับคาตาฟุเนะ”

          แม้อยากจะตามใจแต่มิซุอุมิก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ การฝึกอย่างถูกต้องนั้นดีสำหรับผู้ฝึกมากกว่าอยู่แล้ว นอกจากการแกว่งแขน ท่ายืนก็ยังถูกจัดใหม่ และเมื่อทุกอยู่เข้าที่เข้าทางเขาก็ปล่อยให้ศิษย์ใหม่ฝึกหวดลมต่อไป

          คาตาฟุเนะทั้งสามคนเหมือนกันอยู่หนึ่งเรื่องคือการฝึกดาบ พวกเขามักจะจริงจังมากกว่าตอนไหน ๆ

          “ระหว่างนั้นควบคุมลมหายใจให้ดีด้วยนะขอรับ การหายใจที่ถูกต้องจะทำให้เหนื่อยช้าลง สูดหายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องแฟ่บขอรับ”

          “โอ้!”

.
.
.

          การฝึกพื้นฐานดำเนินมาถึงสองชั่วยามเห็นจะได้ ซึ่งตอนนี้เด็กหนุ่มเหงื่อโทรมเต็มกายได้ที่ ที่ผ่านมามิซุอุมิได้สอนถึงท่าฟันพื้นฐานทั้งเจ็ดทิศทางรวมถึงการตั้งรับและสวนกลับง่าย ๆ  สุดท้ายคือการป้องกันตัวด้วยมือเปล่าสำหรับคู่ต่อสู้ที่ทั้งมีและไม่มีอาวุธ แม้ไม่มีพื้นฐานแต่คาตาฟุเนะคนนี้ก็เรียนรู้ได้ไว น่าจะไวกว่าเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องใช้หัวอยู่หลายขุม

          “ฝึกมาหลายชั่วโมงแล้วงั้นมาลองของจริงกันหน่อย รับมือ ย้าก!!”

          คาตาฟุเนะเงื้อดาบไม้ขึ้นฟันคนไม่มีอาวุธในมือตรง ๆ ยังไม่ทันได้ตั้งตัว มิซุอุมิจึงเผลอรับมือไปตามสัญชาตญาณ กับนายท่านพวกเขาก็เป็นคู่ฝึกซ้อมกันอย่างจริงจังเรื่องแค่นี้คาตาฟุเนะคนนั้นสามารถแก้ทางได้ง่าย ๆ แต่ไม่ใช่กับคาตาฟุเนะคนนี้รู้สึกตัวอีกทีร่างกายก็ลอยหวือแล้วตีลังกากระแทกพื้นไปหนึ่งตลบ

          “แอ๊ก!”

          “ขอโทษขอรับคาตาฟุเนะ ท่านเป็นอะไรหรือไม่!?”

          มิซุอุมิจะเข้าไปประคองอีกฝ่ายให้ลุกยืนทว่าคนล้มกลับยกมือขึ้นปรามไว้

          “อูย.. ไอ้ท่าเมื่อกี้นายไม่ได้สอนฉันนี่หว่า ลองอีกที! อะ.. อิตะ อิตะ อิตะ”

          เด็กหนุ่มยันดาบกับพื้นเสื่อ แต่แรงกระแทกเมื่อครู่ทำเอาไหล่ซ้นจนฝึกต่อไม่ไหวมืออีกข้างต้องยกกุมไหล่เอาไว้แทน ชายผมแดงสีหน้าสลดลงในทันทีที่เห็นอาการนั้น

          “ขอโทษขอรับ กลับไปพักก่อนนะขอรับ ข้าจะไปเตรียมชา ขนม และทายาให้”

          “...งั้นเหรอ อืม เอางั้นก็ได้”

          เด็กหนุ่มเนตรสีครามกล่าวออกมาอย่างรู้สึกเสียดาย นอกจากฝึกการต่อสู้ขั้นพื้นฐานเขาก็อยากจะลองวิชาจริง ๆ แล้วด้วย แต่ตอนนี้ก็ทำได้แค่กำหมัดทุบไหล่ตัวเองคลายเส้นที่เคล็ดขัดยอกดังปึก ๆ แต่ไม่รู้ว่าทำแบบนั้นจะยิ่งทำให้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นแทนหรือเปล่า

          “ไม่ได้ออกแรงมานานแล้วสิ ปวดตัวเป็นบ้า”

          “คาตาฟุเนะตัวแข็งมากเลยขอรับ เอาไว้กลับไปที่เรือนข้าจะนวดให้นะขอรับ”

          “นวดเหรอ?” คราแรกคิดอยากปฏิเสธ เด็กหนุ่มไม่อยากให้ผู้ชายที่มีประวัติมาวอแวกับร่างกายตนเองมากเกินไป แต่พูดก็พูดเลยว่าตอนนี้รู้สึกระบมไม่น้อย ได้นวดผ่อนคลายสักนิดก็น่าจะดีเหมือนกัน “ก็ได้ งั้นก็กลับกันเลย”

          “ขอรับ”

          บุรุษผมแดงเก็บอุปกรณ์สำหรับฝึกซ้อมให้เข้าที่จากนั้นจึงพานายท่านตัวปลอมกลับไปพักที่เรือนนอน ให้อีกฝ่ายนั่งรอไปก่อนแล้วรีบจัดแจงเตรียมขนมน้ำชาและผ้าเย็นมาให้ซับเหงื่อ

          “ขนมวันนี้คือคุริคินตง (เกาลัดบดกับมันหวาน) ทานคู่กับชาคิขุขอรับ”


          เขาวางถาดของว่างประจำฤดูใบไม้ร่วงไว้ข้างกับเด็กหนุ่มที่นั่งหย่อนขาออกนอกชานมองดูปลาโค่ยว่ายน้ำไปมาในบ่อ ตอนนี้ขวัญของพวกมันคงกลับมาแล้วหลังจากที่เด็กตัวโตพลัดตกลงไปในนั้นจนน้ำกระจาย

          “อืม ขอบใจ”

          คาตาฟุเนะรับผ้าเย็นมาเช็ดทำความสะอาดใบหน้าและเถาคออย่างสดชื่น ก่อนจะหยิบถ้วยชาขึ้นจิบและทานขนมหวานรวดเดียวหมด กับของฟรีไม่มีคำว่าเกรงใจแม้สักนิด

          “บาดเจ็บตรงไหนบ้างขอรับ ข้าขอดูได้หรือไม่”

          “แค่เคล็ดนิดเดียว ไม่ได้บาดเจ็บอะไรสักหน่อย”

          คำของคนปากหนักทำเอาบุรุษผมสีเพลิงยิ้มเจื่อนด้วยความระอา กับนายท่านไม่ว่าบาดเจ็บแค่ไหนก็ยังฝืนทนปากแข็ง อนึ่งไม่อยากให้เป็นห่วง สองด้วยความยึดมั่นในอัตตาของตนเอง กระนั้นคนที่รู้จักนิสัยส่วนนั้นดีจึงเข้าใจว่าคาตาฟุเนะในความฝันคนนี้คงไม่ได้ต่างกัน

          “ขอรับ”

          พูดรับปากแต่ขยับมือเข้าไปกดบีบไหล่ข้างที่เจ็บของเด็กหนุ่มจนอีกฝ่ายสะดุ้งโหยงด้วยความปวดแปลบ

          “เฮ้ย!”

          เนตรน้ำเงินจ้องกลับมาตาถมึงเอาเรื่อง แต่ผู้สูงวัยกว่าไม่ได้สะท้านกับแววตานั้น โต้ตอบกลับด้วยสีหน้าและวาจาห่วงใย

          “บีบเพียงเบา ๆ เองขอรับ เจ็บอยู่จริง ๆ ด้วยสินะขอรับ”

          “....”

          คนหนุ่มบุ้ยหน้าแล้วเบนสายตาเอาเรื่องนั้นออกไปอีกทาง เป็นความจริงดังที่เซอร์วอนท์สีแดงกล่าว

          “ทายานะขอรับ จะได้หาย”

          “....”

          อีกฝ่ายยังคงเงียบ แต่ท่าทีไม่ได้แข็งกร้าวแสดงความโกรธ ถ้าเช่นนั้นความเงียบคือคำตอบของคำอนุญาต มิซุอุมิเปิดกิโมโนของอีกฝ่ายออก มองดูร่องรอยบนกล้ามเนื้อกำยำที่เป็นรอยจ้ำอ่อน ๆ เขาเปิดกระปุกยาทานำมันมาชะโลมลงบนสะบักไหล่กว้าง ค่อย ๆ บีบคลึงนวดเคล้นอย่างเบามือ

          คาตาฟุเนะนิ่วหน้าอยู่บ้างแต่ด้วยความเจ็บที่ย้ำลงไปกลับทำให้รู้สึกผ่อนคลายลงได้อย่างน่าประหลาด ระหว่างที่เพลิน ๆ อยู่นั่นเองแขนของเขากลับถูกล็อคขัดไว้รู้ตัวอีกทีมือแกร่งของอีกฝ่ายก็ดันไหล่อย่างรุนแรงจนเกิดเสียงกระดูกลั่น

          กร๊อบ!

          “อ๊ากกกก ทำบ้าอะไรว้า!!!” เด็กหนุ่มร้องโวยออกมาในทันที แขนข้างที่เจ็บเงื้อหมัดขึ้นจะชกอีกฝ่าย แต่ในตอนนั้นเองทำให้เขาได้รู้ตัว “หืม? ไม่เจ็บแล้วนี่นา แถมยังยกได้ดีกว่าเดิมอีก?”

          หมุนแขนไปมาได้ดีไม่มีขัดจนรู้สึกโล่งสบายแถมยังใช้กำลังแขนได้มากขึ้นกว่าเก่า ผลมาจากการจัดกระดูกเมื่อครู่นี้ คาตาฟุเนะลองหมุนแขนอีกข้างที่ไม่เจ็บแต่มันกลับติดขัดมากกว่าอีกข้างหนึ่งเสียอีก

          “สบายตัวขึ้นหรือไม่ขอรับ”

          “อื้อ” เด็กหนุ่มพยักหัวลงหนึ่งหงึก “นายทำแบบนี้กับอีกข้างให้หน่อยได้ไหม?” กลายเป็นคนที่เพิ่งร้องจ๊ากเมื่อครู่กลับขอร้องให้ทำซ้ำแทน “แต่คราวนี้จะทำอะไรต้องบอกกันก่อนนะ เมื่อกี้ตกใจหมด ไอ้บ้า..”

          “รับทราบแล้วขอรับ” มิซุอุมิกลั้นขำหึหึในลำคอแล้วเข้าไปคลายเส้นที่แขนอีกข้างให้ ไม่ลืมส่งสัญญาณก่อน คราวนี้คาตาฟุเนะเพียงแค่ส่งเสียงออกมาเบา ๆ “เอาล่ะนะขอรับ”

          กร๊อบ!

          “อึก! เฮ้อ… โล่ง” เสียงพรูหายใจลอดออกมาแผ่วเบาด้วยความสบายตัว เด็กหนุ่มคิดว่าจบแล้วแต่กลับรู้สึกได้ถึงแรงมือที่วางลงบนบ่าทั้งสองข้าง “หืม?”

          “เมื่อครู่แก้แค่ไหล่ขอรับ แต่บ่าท่านยังตึงอยู่เลย”

          “อ้อ...”

          คาตาฟุเนะเข้าใจและไม่ได้แย้งอะไรอีก ถ้าทำแล้วรู้สึกสบายตัวแบบนี้เขาก็ไม่ปฏิเสธ เพียงสิ้นเสียงอ้อมิซุอุมิก็เพิ่มแรงกดลงไป นายท่านมักจะบอกว่าให้กดแรง ๆ แต่สำหรับคนยังไม่ชินมือเขาจึงเริ่มจากทำเบา ๆ ก่อนไม่ให้ไก่ตื่นแล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มแรงในภายหลัง

          ไม่เพียงแต่บ่าที่แข็ง แม้แต่เส้นที่แขน มือ ขา และหลังก็ยังตึง ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไปทำอะไรมาแต่คาดเดาได้ว่าช่วงชีวิตคงไม่ได้ผ่อนคลายจากการหักโหมทำอะไรบางสิ่ง นวดไปนวดมาได้พักใหญ่ ๆ ร่างตรงหน้าก็ไหลมาซบอก

          “คาตาฟุเนะ?”

          “....ฟรี้”

          เสียงกรนเบา ๆ ลอดผ่านออกมาจากริมฝีปากเปิดเผยอ คาตาฟุเนะหลับไปแล้ว อาจด้วยความเพลียจากการฝึกกอปรกับความผ่อนคลายจากการนวดช่วยเสริมเลยทำให้ง่วง

          ‘หึหึ เหมือนเด็กน้อย’

          มิซุอุมิประคองร่างนั้นในอ้อมแขน ดวงตาสีน้ำผึ้งที่บัดนี้วาดโค้งไม่ต่างไปจากรอยยิ้ม บอกไม่ได้ว่านอกจากความรู้สึกเอ็นดูแล้วยังมีความรู้สึกใดเคลือบแฝงไว้อยู่ด้วยหรือเปล่า

          ...บอกไม่ได้จริง ๆ ...

          ใบหน้าของเขาโน้มต่ำลงไปใกล้ชิดกับคนนอนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นพรูรดปลายจมูก..


          ‘กล้ามากนะที่มาลักหลับข้า’

          เสียงของนายท่านคนก่อนดังขึ้นในใจ ทำให้บุรุษร่างใหญ่หยุดการกระทำนั้นไว้ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งสองจะได้แนบชิดสนิทกัน

          ‘ไม่ได้ ๆ พอเขาหลับเราก็เป็นแบบนี้ทุกที’

          ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ รวมปราณเอาไว้ไม่ให้สมาธิแตกซ่าน และเมื่อใจเย็นลงแล้วก็ช้อนตัวอุ้มร่างที่หลับไหลกลับเข้าไปในห้องนอน

          “นะ..หนัก”

          เสียงบ่นแผ่วเบาหลุดออกมาเหนือความคิด คาตาฟุเนะก็ใช่ว่าเป็นคนตัวเล็ก แม้จะสูงน้อยกว่าเขาครึ่งคืบแต่ก็ร่างหนาพอกันหรืออาจจะมากกว่า ทำให้ตอนสำหึกลุกบุรุษร่างสูงจึงมีเซบ้างเล็กน้อย การเดินทางระยะสั้นไม่เกินสิบเก้าก็ถึงจุดหมายปลายทางได้โดยสวัสดิภาพ

          จัดแจงฟูกนอนเสร็จก็วางเด็กหนุ่มนอนหนุนหมอนห่มผ้าให้...

          ผลั่ก!

          ห่มผ้าได้ไม่ถึงนาทีก็ถูกถีบออก ถึงกระนั้นเจ้าตัวก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมาแถมยังเริ่มส่งเสียงกรนดังขึ้น คนเห็นภาพนั้นอดที่จะขำไม่ได้

          “คร่อกกกกกกกกกกกกกกก ฟรี้~”

          “โธ่.. แบบนี้ประเดี๋ยวก็ได้เป็นหวัดกันพอดี”

.
.
.






แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +50 คุณธรรม +20 ความชั่ว +50 ความโหด โพสต์ 2020-11-1 10:02

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ความหิว -42 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 -42 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เหล้าพันปี
เกราะทองแดง
คัมภีร์จงยง
หมวกเกราะนักรบอสูร
ง้าวมรกต
รองเท้าหยกนิล
ผ้าคลุมหั่วจู
จมูกฉลาม
หายใจใต้น้ำ
ตาสมุทร
หมีว่านชุน
หน้ากากยักษา
สร้อยทองคำปักษาเพลิง
คัมภีร์ละติน
พู่ฉีเซิ่งหูเตี๋ย
ชุดเฟิงไป๋จวิ้น (ช)(ญ)
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x2
x50
x20
x10
x2
x24
x10
x1
x28
x285
x20
x260
x18
x194
x30
x16
x1
x60
x53
x254
x719
x884
x259
x2258
x783
x919
x1
x1639
x210
x881
x752
x840
x74
x840
x1998
x1184
x1944
x2479
x1665
x978
x30
x10
x1
x10
x7
x7
x11
x2
x68
x1
x11
x2
x1
x1
x2
x55
x9
x35
x9
x35
x9
x35
x5
x1
x1
x1
x1
x1
x10
x4
x1
x1
x10
x1
x106
x5
x1
x50
x1
x69
x6
x5
x5
x1
x19
x5
x7
x38
x5
x1