ดู: 2895|ตอบกลับ: 65

{ เมืองเฉิงตู } ตลาด ซังเฉินบ๊วย

  [คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2017-7-19 14:07:59 |โหมดอ่าน




 ตลาดซังเฉินบ๊วย 


{  เ มื อ ง เ ฉิ ง ตู  }






【 ตลาดซังเฉินบ๊วย 】

『ตลาดยิ่งใหญ่แห่งปาสู่ แดนใต้


ตลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแดนใต้ หรือ ปาสู่ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ศูนย์รวมคณะกายกรรมจากที่ต่างๆ มาแสดงแข่งกัน สินค้าหลากหลายไม่ว่าจะเป็นงาช้างที่มีพ่อค้านำเข้าจากทางใต้ต้าฮั่น ในเขตดินแดนชาวใต้


ซึ่งเป็นชนเผ่าป่าเถื่อนตอนใต้เสฉวน แต่ยังดีที่พวกเขาไม่ค่อยรุกรานเรา เพราะจากปากคำเล่าของพ่อค้า การเดินทางลงแดนใต้เสฉวนนั้นนับว่าลำบากเอาเรื่อง เพราะเต็มไปด้วยบ่อโคลนตม บ่อพิษ ป่าสลับคดเคี้ยว งูมากมาย หรือแม้แต่สัตว์ป่าดุๆ อาทิ เสือ






53

กระทู้

411

โพสต์

6หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
84709
เงินตำลึง
110188
ชื่อเสียง
17300
ความหิว
-60

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
316
ความชั่ว
0
ความโหด
0
ไก่บ้าน
เลเวล 1

ชิง หลิ่งอี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-7-24 17:20:06 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LIN เมื่อ 2017-8-19 11:16

9
                     การทำงานวันที่ 3 (2) : ณ ตลาดซังเฉินบ๊วย เมืองเฉิงตู
                    
เมืองเฉิงตูอยู่ติดกับเมืองจื่อถงทำให้ระยะทางไม่ไกลกันมากจึงให้ใช้เวลานั่งรถม้าไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็ถึง ตลาดซังเฉินบ๊วยขึ้นชื่อว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในแดนใต้เลยทีเดียวเพราะเป็นสถานที่ศูนย์รวมคณะกายกรรมจากที่ต่างๆ มีสินค้าหลากหลายอาทิเช่นงาช้างที่มีพ่อค้านำเข้าจากทางใต้ต้าฮั่น บรรยากาศในตลาดครึกครื้นเป็นอย่างมากมีผู้คนพลุกพล่านและมีร้านค้าตั้งอยู่ตลอดแนวสองข้างถนน เมื่อหลินและซ่งหยางหมิงมาถึงจึงรีบจับจองเช่าที่ชั่วคราวแล้วจึงตั้งร้านขายผ้าไหมอยู่ระแวกนั้น
                    "เร่เข้ามาๆ ผ้าไหมชั้นดีจากเมืองจื่อถงอยู่ที่นี่แล้ว!!" ซ่งหยางหมิงตะโกนเรียกลูกค้าซึ่งแน่นอนว่าได้ผล
                    "..." หลินได้เลือกที่จะเงียบเพราะเกรงว่าหากตนเปิดปากพูดอะไรออกไปมีหวังว่าลูกค้าคงสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างแล้วหนีหายไปกันหมดเป็นแน่
                    "เนื้อผ้าใช้ได้เลยนี่พี่ชาย ขอข้าซัก 3 พับ" ลูกค้าบอกก่อนจะหยิบถุงเงินเพื่อเตรียมเงินขึ้นมาจ่าย "ฮูหยินเจ้าดูเรียบร้อยดีนี่ ช่างเหมาะสมกันจริงๆคนหนุ่มสาวเนี่ย ฮ่าๆ"
                    "เอ่อ... ฮ่าๆ คงจะเป็นเช่นนั้นขอรับ" ซ่งหยางหมิงหัวเราะแห้งๆกลบเกลื่อนหากจะบอกความจริงว่าเป็นเพียงแค่มิตรสหายก็เกรงว่าเขาคงจะเสียหน้าจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรเพื่อรักษาน้ำใจ "ทั้งหมด 20 ชั่งขอรับ"
                    "ฮูหยิน? คำนี้ข้าคุ้นนัก..." หลินพึมพัมเบาๆก่อนจะครุ่นคิดคิดแล้วคิดอีกแต่ก็นึกไม่ออก
                    "เจ้าไม่ต้องรู้หรอก ฮะๆ" ซ่งหยางหมิงบอกอย่างโล่งอก ค่อยยังชั่วนางคงรู้ศัพท์ภาษาฮั่นไม่มากสิท่า ซ่งหยางหมิงคิด
                    "อื้ม..." หลินตอบ
                    ผ่านไปได้สักพักไม่นานก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นมีชายคนหนึ่งดูจากภูมิฐานแล้วคาดว่าจะเป็นคนชั้นขุนนางเขาผ่านมาย่านตลาดซังเฉินบ๊วยและเกิดรักสนุกหรือคิดบ้าอะไรก็ไม่ทราบ เขากำลังโปรยทองที่ผูกเชือกซึ่งเขาถือเชือกไว้ในมือบนรถม้าของเขาทองจึงกลิ้งไปตามพื้น ชาวบ้านต่างแห่ตามรถม้าไปกระโดดหวังจะเอาทองแต่ก็ไม่มีใครเก็บได้สักทีจึงวิ่งไล่ทองกัน
                    "หานเหยียนเกิดคิดเล่นตลกอะไรกับพวกชาวบ้านอีกล่ะเนี่ย" เถ้าแก่ขายซาลาเปาร้านข้างๆบ่นเบาๆ "แทนที่จะเอาเวลามาคิดทำงาน เฮ้อ..." เขาส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจก่อนจะนั่งขายของต่อ
                    "นี่มันเรื่องอะไรกัน?" หลินหันไปหาซ่งหยางหมิงก่อนจะถามอย่างไม่สบอารมณ์นัก
                    "พวกขุนนางล่ะมั้ง ข้าว่าเจ้าอย่าไปหาเรื่องใส่ตัวเลยเรารีบขนเสื้อผ้าไปหลบตรงนั้นก่อนดีกว่าเกิดโดนรถม้าเหยียบเข้าคงโดนเถ้าแก่หวงเอ็ดตายแน่" ซ่งหยางหมิงบอกก่อนจะรีบเก็บผ้าไหม
                    "ไม่ว่าจะขุนนางที่ไหนก็เป็นแบบนี้กันหมด ข้าไม่สบอารมณ์เลยจริงๆ!" หลินบอกอย่างหัวเสียแต่ก็ช่วยซ่งหยางหมิงเก็บเสื้อผ้าไปหลบในตรอกด้านหน้าเพื่อไม่ให้ผ้าไหมถูกรถม้าเหยียบซะก่อน






คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ความหิว -4 ย่อ เหตุผล
Admin -4

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กำหนดลมหายใจ<br>ขั้นสูง
สุราไผ่เขียว
ฮั่นเสียทองเทวะ
เกราะทองคำ
รูปปั้นไป๋เหมียว
กระบี่ไม้
ตัวเบาพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x32
x15
x5
x25
x8
x2
x5
x28
x10
x1
x1
x1
x764
x1
x1
x6
x30
x6000
x100
x100
x5
x1
x5
x11
x50
x60
x2
x26
x128
x100
x50
x200
x5
x10
x110
x50
x280
x4
x84
x10
x10
x15
x15
x165
x20
x130
x682
x22
x74
x5000
x158
x22
x360
x1
x105
x259
x33
x5
x9999
x50
x30
x10
x34
x1
x5
x100
x1075
x50
x1
x3
x221
x10
x5
x20
x30
x20
x25
x35
x100
x25
x25
x10
x200
x3
x200
x150
x92
x120
x125
x400
x170
x20
x250
x20
x205
x50
x6
x115
x50
x640
x25
x1
x92
x7
x24
x20
x1
x1

53

กระทู้

411

โพสต์

6หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
84709
เงินตำลึง
110188
ชื่อเสียง
17300
ความหิว
-60

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
316
ความชั่ว
0
ความโหด
0
ไก่บ้าน
เลเวล 1

ชิง หลิ่งอี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-8-11 21:30:41 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LIN เมื่อ 2017-8-12 18:20

21
-- { เควสเรื่องราว 2 } น้ำใจในแดนใต้ --

                    เมื่อ 30 นาทีก่อน...
                    "นี่เรากำลังไปฉางอันรึ?" หลินเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนักเพราะเส้นทางที่กำลังเดินทางมามันค่อนข้างคุ้นตาเล็กน้อยจึงตัดสินใจที่จะเอ่ยถามซ่งหยางหมิงผู้นำทาง
                    "ใช่" ซ่งหยางหมิงตอบก่อนที่จะเอ่ยถามหลินกลับไปบ้าง "เจ้ามีอะไรไม่สบายใจรึ?"
                    "เปล่า... ข้ารู้สึกว่าเหมือนเคยผ่านเส้นทางนี้มาก่อน" หลินตอบ ในใจยังนึกสงสัยอยู่เล็กน้อยแต่ก็มิได้ใส่ใจอะไร
               
                     ณ ตลาดซังเฉินบ๊วย เมืองเฉิงตู
                     ซ่งหยางหมิงได้ตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับหลินด้วยเหตุนี้หลินและซ่งหยางหมิงจึงได้ออกเดินทางจากเมืองจือถงหมายจะเดินทางต่อไปยังเมืองหลวงฉางอันซึ่งเป็นเป้าหมายแรกของทั้งสองเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยนั้นยากลำบากกว่าที่คิดไว้มาก ตอนนี้ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะเดินทางมาผิดทางเสียแล้ว
                     "ซ่งหยางหมิง..." หลินกวาดสายตามองรอบๆสถานที่จึงแน่ใจว่าที่นี่ไม่น่าใช่เมืองหลวงฉางอันเป็นแน่แท้นั่นก็เพราะว่าที่นี่คือตลาดซังเฉินบ๊วยซึ่งเป็นสถานที่ที่หลินและซ่งหยางหมิงนั้นเคยได้รับมอบหมายให้มาขายผ้าไหมในช่วงที่ยังทำงานอยู่ที่ร้านผ้าไหมหวงจืออิงนั่นเอง
                     "เอ่อ.. แหะๆ" ซ่งหยางหมิงเหงือตกเกาแก้มเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะแหะๆกลบเกลื่อนความผิด
                     "นี่มันเมืองเฉิงตูคนละทางกับที่จะไปฉางอันเลยไม่ใช่รึ?" หลินเอ่ยถามอย่างเยือกเย็นทำเอาคนผิดที่ยืนอยู่ข้างๆขนลุกซู่เลยทีเดียว
                     "ก็... เส้นทางมันก็เหมือนกันทั้งนั้นมันผิดรึยังไงที่ข้าจะหลงทาง" ซ่งหยางหมิงหาข้ออ้างที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
                     "ไหนบอกว่าเจ้ารู้ทางเป็นอย่างดี" หลินบอกก่อนจะถอนหายใจยาวๆ "ข้าไม่น่าเชื่อคนอย่างเจ้าเลย"
                     "มันก็ต้องมีผิดพลาดกันบ้างสิ แต่ข้าจำได้ว่าทางนี้นี่นา" ซ่งหยางหมิงทำท่าลูบคางครุ่นคิดซึ่งไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่เป็น
เพราะเขาไม่ได้เดินทางไปยังเมืองหลวงฉางอันมานานอย่างนั้นหรือ แต่ทว่าซ่งหยางหมิงและหลินก็เพิ่งจะเดินทางมายังเมืองเฉิงตูเมื่อไม่นานมานี้เช่นกัน
                     ระหว่างที่หลินและซ่งหยางหมิงกำลังหารือกันก็ไม่ใช่ทะเลาะกันก็ไม่เชิงจู่ๆก็มีเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือดังมาจากหมู่คนจำนวนมากที่เดินชุลมุนในตลาด
                     "ช่วยจับโจรนั่นทีมันขโมยถุงทองของข้า!!" เสียงชายคนหนึ่งตะโกนขอความช่วยเหลือพร้อมกับวิ่งไล่โจร
                     เมื่อหลินเห็นดังนั้นจึงเข้าสกัดขาก่อนที่หัวขโมยผู้นั้นจะหัวขมำเกลือกกลิ้งไปกับพื้น
                     "นี่ของท่านพี่ชาย" ซ่งหยางหมิงหยิบถุงทองที่หลุดจากมือหัวขโมยก่อนจะนำไปมอบให้ชายผู้เป็นเจ้าของที่วิ่งไล่จับโจรอย่างเหนื่อยหอบ
                     "ข..ขอบใจพวกเจ้ามากจริงๆ ถ้าไม่ได้เจ้าข้าคงไม่มีเงินไปจ่ายค่าที่เป็นแน่" ชายคนนั้นบอกอย่างซาบซึ้งใจแล้วจึงโค้งให้เป็นการขอบคุณ
                     "เราคนกันเองด้วยความยินดีขอรับ" ซ่งหยางหมิงบอกก่อนจะส่งยิ้มให้ชายเจ้าของถุงเงินอย่างเป็นมิตร
                     "แล้วจะทำอย่างไรกับโจรนี่?" หลินเอ่ยถามพร้อมกับล็อกคอล็อกแขนหัวขโมยคนนั้นราวกับกลัวว่าจะหลบหนีไปได้
                     "ข..ข..ข้ากลัวแล้วๆ ข้าก็แค่หิวจนทนไม่ได้ ลูกข้ายังรอข้าอยู่ปล่อยข้าไปเถอะขอร้องล่ะ" หัวขโมยร้องอย่างวิงวอน
                     "หิวจนทนไม่ได้งั้นหรือ?" หลินพึมพัมเบาๆ การที่หิวจนเหมือนกับไส้จะขาดความรู้สึกนี้หลินเข้าใจเป็นอย่างดี ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรมาอธิบายหลินตัดสินใจปล่อยโจรผู้นั้นอย่างไม่ต้องคิด
                     "เจ้านี่เป็นหัวขโมยนะจะปล่อยไปหรือ?" ซ่งหยางหมิงเลิกคิ้วก่อนจะเอ่ยถาม
                     "อืม..." หลินตอบห้วนๆ
                     "..." ซ่งหยางหมิงไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
                     "ขอบคุณแม่นางเหลือเกิน" หัวขโมยบอกแล้วจึงวิ่งหนีไป
                     "ช้าก่อน" หลินตะโกนเรียกหัวขโมยคนนั้นก่อนที่เขาจะวิ่งออกไปเสียก่อน "เจ้าบอกว่ายังมีลูกๆรออยู่หรือ?"
                     "..." หัวขโมยหยุดชะงักพลางพยักหน้าอย่างเศร้าๆหากไม่หาอะไรกลับไปวันนี้ลูกๆของเขาคงจะต้องอดตายกันเป็นแน่
                     "มื้อนี้ข้าจะเลี้ยงเจ้ากับครอบครัวเอง" หลินบอกกับหัวขโมยคนนั้นอย่างนึกสงสารเหมือนกับเป็นคนหัวอกเดียวกันอย่างไรอย่างนั้น
                     "นี่ท่านไม่ใด้พูดโกหกใช่ไหม!?" หัวขโมยผู้อดอยากเอ่ยถามราวกับว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
                     "ข้าจะโกหกทำไมกัน" หลินตอบ "นำทางข้าเถิด"
                     "แม่นางช่างมีจิตใจงดงามเหลือเกิน" หัวขโมยผู้อดอยากบอกอย่างซาบซึ้งก่อนจะนำทางไป
                     หลังจากนั้นหัวขโมยที่ตอนนี้ดูเหมือนจะต้องเรียกว่าชายผู้ยากไร้จึงได้นำทางหลินและซ่งหยางหมิงไปยังสถานที่ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นบ้านของเขา เมื่อเดินไปเข้าไปในตรอกที่ห่างออกไปไม่ไกลนักจึงได้พบกับครอบครัวของชายผู้ยากไร้เขามีลูกสาวหนึ่งคนกับลูกชายที่เป็นเด็กเล็กๆอีกสองคนดูแล้วช่างน่าสงสารที่ไม่มีผู้เป็นแม่คอยดูแล  อีกทั้งที่นี่ยังเป็นตรอกเปลี่ยวๆมีคนยากไร้มากมายตลอดสองข้างทางเดิน
                     "แถวนี้มีคนยากไร้มากมายขนาดนี้เชียวรึ?" หลินเอ่ยถามอย่างสงสัย
                     "ก็อย่างที่เห็นนี้แหละ..." ชายผู้ยากไร้บอกเศร้าๆ "ที่นี่มีแต่พวกขอทานทั้งนั้น"
                     "ข้าคงช่วยอะไรได้บ้าง" หลินบอกพลางครุ่นคิด "ถ้าข้าเลี้ยงพวกเจ้าทั้งหมดนี่เลยเป็นไง?"
                     "เจ้าแน่ใจหรือว่ามีเงินพอเลี้ยงพวกเขาน่ะ?" ซ่งหยางหมิงกระซิบเบาๆ
                     "ย่งน่า!" หลินตอบซ่งหยางหมิง
                     "จริงหรือ!? แม่นางข้าซาบซึ้งในน้ำใจท่านจริงๆ" ชายผู้ยากไร้บอกด้วยความซาบซึ้งก่อนจะออกไปบอกกับกลุ่มคนขอทานคนอื่นๆที่อยู่ในระแวกนี้
                     "เอาล่ะข้าจะไปหาของกินมาเลี้ยงพวกเจ้าเอง ซ่งหยางหมิงเจ้ารออยู่ที่นี่แล้วกัน" หลินบอกก่อนที่จะวิ่งออกไป
                     ผ่านไปได้ไม่นานหลินจึงกลับมาพร้อมกับหมั่นโถวจำนวนห้าสิบลูกและข้าวสวยจำนวนเทียบเท่ากับยี่สิบถ้วย หลังจากนั้นจึงแจกจ่ายให้กับขอทานและผู้คนยากไร้ที่อาศัยอยู่ในตรอกแห่งนี้รวมเป็นจำนวนเจ็ดสิบคน เมื่อได้เห็นผู้คนอดอยากเหล่านั้นได้ทานอาหารนั่นทำให้หลินรู้สึกมีความสุขและก่อนจะจากลากับขอทานและคนยากไร้เหล่านั้นหลินจึงมอบเงินสองร้อยตำลึงให้กับคนยากไร้จำนวนสิบคนแล้วจึงออกเดินทางต่อไป



บริจาค : หมั่นโถว 50 ลูก . ข้าวสวย 20 ถ้วย,
เงิน 200 ตำลึง จำนวน 10 คน

แสดงความคิดเห็น

บริจาค : หมั่นโถว 50 ลูก . ข้าวสวย 20 ถ้วย #ยืนยัน  โพสต์ 2017-8-11 21:39
มอบเงิน 200 ตำลึง ให้คนยากไร้ จำนวน 10 คน  โพสต์ 2017-8-11 21:38

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง -2000 ชื่อเสียง +100 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin -2000 + 100 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กำหนดลมหายใจ<br>ขั้นสูง
สุราไผ่เขียว
ฮั่นเสียทองเทวะ
เกราะทองคำ
รูปปั้นไป๋เหมียว
กระบี่ไม้
ตัวเบาพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x32
x15
x5
x25
x8
x2
x5
x28
x10
x1
x1
x1
x764
x1
x1
x6
x30
x6000
x100
x100
x5
x1
x5
x11
x50
x60
x2
x26
x128
x100
x50
x200
x5
x10
x110
x50
x280
x4
x84
x10
x10
x15
x15
x165
x20
x130
x682
x22
x74
x5000
x158
x22
x360
x1
x105
x259
x33
x5
x9999
x50
x30
x10
x34
x1
x5
x100
x1075
x50
x1
x3
x221
x10
x5
x20
x30
x20
x25
x35
x100
x25
x25
x10
x200
x3
x200
x150
x92
x120
x125
x400
x170
x20
x250
x20
x205
x50
x6
x115
x50
x640
x25
x1
x92
x7
x24
x20
x1
x1
โพสต์ 2017-10-10 15:43:40 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2017-10-10 15:45

เรื่องราวที่ 2 แต่งงาน
บท การเดินทางของเกี้ยวเจ้าสาว3 ณ ป่านอกเมืองเฉิงตู เมืองเฉิงตู

          การเดินทางเริ่มเข้าใกล้จุดหมายเข้าไปเสียทุกที เมื่อเดินทางผ่านประตูเมืองก็ได้ยินแต่เสียงคนสรรเสริญและยินดีกับท่านอ๋องแห่งปาสู่ ไหนจะดูเหมือนมีเหล่าชายทหารเพิ่มมากขึ้นคงเป็นทหารที่มาช่วยจากเหล่าขุนนางทั้งหลายเสียละกระมัง?

          ผู้คนมากมายต่างอยู่ล้อมรอบสองข้างทางในถนน มีทั้งพวกพ่อค้านักท่องเที่ยวและเหล่านักแสดงกายกรรมทั้งหลาย สมแล้วที่ตลาดแห่งนี้คือตลาดที่ใหญ่ที่สุด ในแดนใต้ ตลาดที่มีความหลากหลายทางด้านสินค้าอาหาร การบริโภคเสื้อผ้าอาภรณ์ เหล่าผู้คนที่เข้ามาท่องเที่ยวนั้นก็ต่างมากมาย

          ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวนั้นดูยิ่งใหญ่ ดูเหมือนว่าเธอจะเข้ามาในเมืองที่มีคนเยอะเสียแล้วสิ
          เมื่อเข้ามาสู่ตลาดทำให้เธอนั้นอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้นไปอีก เพื่อที่จะได้รับรู้ว่าคนที่นี่กินอยู่กันอย่างไร เพราะโดยปกติแล้วอาหารเสฉวนคงไม่เหมือนกับที่หูเป่ย เท่าไหร่นัก เธอได้กลิ่นเครื่องเทศและความเผ็ดร้อนจากพริกไทยมาตามทาง
          ให้ทายว่าที่นี่คงจะชอบทานอาหารที่เผ็ดร้อน กลิ่นเข้ม รสจัด ซึ่งจะแตกต่างจากที่บ้านของเธอ ที่เด่นที่รสอ่อนละไม สด นุ่มละมุน

          มันคือวัฒนธรรมในใหม่ที่เธอไม่เคยลิ้มลอง

          แต่แล้วดวงตาอันงดงามของเธอก็ได้เหลือบไปมองเห็นเหล่าคนแนวหลังที่จ้องมองขบวนเจ้าสาวของเธออยู่ ….ทั้งๆที่พวกเขาก็ใส่เสื้อผ้ามอมแมมและขาดวิ่นบ้างก็เย็บปะชุนเพื่อให้สามารถได้ใส่ดูไม่น่ากลัวหรือน่าเกลียดจนเกินไป

          นั่นคือเหล่าผู้คนยากไร้ที่ท่านอ๋องเคยบอกเธอ……..
          นี่มันช่างแย่มากกว่าที่เธอคิดไว้เสียอีก เหล่าเสนาบดีขุนนางทั้งหลายต่างโกงกินบ้านเมืองเสียจนแทบไม่มีชิ้นดี สร้างความลำบากใจให้เธอและว่าที่สามีอย่างระทมใจ ดวงตาอันแข็งกร้าวนั้นปรากฏขึ้น

          ไม่ว่าอย่างไรเธอจำต้องช่วยเหลือเรื่องราวพวกนี้ให้ได้ การช่วยเหลือผู้คนคือสิ่งที่บัณฑิตนั้นควรที่จะทำ บัณฑิตที่ดีนั้นไม่ใช่บัณฑิตที่มีความรู้มากมายก่ายกองเพียงอย่างเดียว
          แต่บัณฑิตที่ดีนั้น ควรที่จะมีความเป็นมนุษย์ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ด้วยความรู้และความสามารถที่มี หากเอามาโกงกินบ้านโกงเกินเมืองเฉกเช่นสิ่งที่เธอเห็นนั้นคงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นประชาราษฎร์จะอยู่เย็นเป็นสุขได้เช่นไร

          ทั้งองค์ฮ่องเต้องค์ฮองเฮาก็คงทรงเหนื่อยหน่ายพระทัย ทั้งคงยังพยายามช่วยกันอย่างเต็มที่ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นแล้วอย่างไรเสียสิ่งที่เธอต้องทำนั้นมีมากมาย

          เมื่อแต่งงานเข้ามาย่อมมีหน้าที่รับผิดชอบมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ การเป็นภรรยาที่ดีของสามี การเป็นแม่ที่ดีของลูก การเป็นเจ้านายที่ดีของบ่าวไพร่ ไม่ว่าจะอย่างไรเธอก็จะทำให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้น้อยหน้าท่านพ่อท่านแม่และท่านพี่ที่สอนเธอมา ดังคำที่ท่านพ่อของเธอเคยสอน

          ‘มนุษย์เรานั้นขอแค่มีอันจะกิน มีครอบครัวที่ดีก็พอแล้ว แต่ผู้ใดที่โลภมากโกงกินถึงประเทศชาติโกงกินถึงประชาชน มนุษย์นั้นย่อมมิใช่มนุษย์
          ‘หากเจ้าคือคนของฮ่องเต้ เจ้าก็จำต้องเป็นคนของแผ่นดินเป็นคนของประชาชน จงจำไว้ว่าหากเป็นขุนนางแล้วไซร้ เจ้าคือคนของราชา ข้าของแผ่นดิน อย่าอกตัญญูแก่แผ่นดินเกิดของเจ้า ที่บรรพบุรุษนั้นได้เสียสละเลือดสละเนื้อและชีวิตปกป้อง มาให้พวกสูเจ้าได้อยู่กันอย่างสงบสุขจนถึงเวลานี้’



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +35 ความหิว -6 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 35 -6 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2017-10-12 02:11:58 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2017-10-12 02:18

เรื่องราวที่ 3 สร้าง
บท ค้นหา ณ ตลาด ซังเฉินบ๊วย  เมืองเฉิงตู
        เช้าของวันเป็นช่วงที่เงียบสงบอย่างเช่นที่เคยบอก เด็กสาวกำลังนั่งอยู่เพื่อตรวจสอบสิ่งของต่างๆทำความคุ้นเคย ไม่นานเกินรอที่หญิงสาวกำลังคิดทบทวนในใจ ก็มีเสียวเอ้อห์สาวใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับก้มคำนับเธอที่กำลังนั่งอยู่

       “พระชายาเจ้าคะ พ่อบ้านใหญ่ของจวนมาขอเข้าพบเจ้าค่ะ”
        “ให้ท่านพ่อบ้านใหญ่เข้ามาได้จ๊ะ ขอบใจมาก” เธอพูดยิ้มๆ เมื่อสิ้นเสียงการอนุญาตร่างของชายร่างสูงดูมีอายุก็เดินเข้ามาเขายิ้มบางๆให้กับเธอก่อนที่จะก้มคำนับเธอ
        “ว่าไงเจ้าคะท่านพ่อบ้านใหญ่ ท่านมีเรื่องอันใดที่อยากจะบอกกล่าวกับข้าหรือเจ้าคะ?” เธอสอบถามท่านพ่อบ้านใหญ่

       “ขอรับ พระชายา ข้าได้รับคำสั่งจากท่านอ๋องให้มาดูแลคอยแนะนำท่านในเรื่องการที่จะสร้างสิ่งที่ท่านปราถนาขอรับข้าจะพาท่านไปดูรอบๆ เมือง เป็นการคุ้นเคยไปในตัว และเป็นการแนะนำให้ท่านได้พบสถานที่ต่างๆ ขอรับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะสั่นเครือและไม่สั่นเครือเหมือนกับว่ากล่องเสียงของเขานั้นไม่ค่อยดีเท่าที่ควร แถมยังมีความนอบน้อมอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้นเองเธอจึงควรทำกับเขาเช่นกัน

       หญิงสาวค่อยๆ ก้มลงคำนับอีกฝ่ายเช่นกัน ก่อนที่จะค่อยๆลุกขึ้น “งั้นเรารอช้าอยู่ใย เราควรไปกันเสียแต่บัดนี้เถิด” หญิงสาวกล่าวอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะให้ท่านพ่อบ้านใหญ่เดินนำ เพื่อไปที่รถม้า


       นั่นเป็นเรื่องราวในช่วงเช้าของวันนี้ ขณะนี้เธอกำลัง อยู่บนรถม้าทำงานกับพ่อบ้านใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปทางสถานที่ต่างๆ เขาก็ช่วยแนะนำทาง ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ร้านแก้วแหวนเงินทอง ร้านเสื้อผ้าร้านอาหาร รวมถึงร้านขายกำยาน โคมของต่างๆมากมาย เขาก็ช่วยแนะนำ สมแล้วที่เป็นเมืองใหญ่แห่งแดนใต้ เหมือนกับว่าเป็นเมืองแห่งท่องเที่ยว มองไปทางใดก็มีแต่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาอยู่
       แต่บางครั้งมองไปทางไหนเธอก็เห็นแต่เหล่าผู้คนยากไร้อยู่เนืองเนือง ทำให้ความรู้สึกความสงสารเข้ามาอยู่ในร่างกายในความคิดดวงจิตของเธอ เด็กสาวกลุ้มคิดอยู่สักพักก่อนที่จะเริ่มมองหาทำเลที่ดินในการที่จะตั้งหอโคมเขียว หรือโรงน้ำชา โรงสุรา

       “ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไรท่านพ่อบ้านใหญ่ หากข้าจะจัดตั้งขึ้นมา แล้วมันอาจจะช่วยเหล่าผู้คนที่ยากไร้ให้มีงานมีการทำ เหมือนเป็นการเลี้ยงชีพของเขาไปในตัว”
       “อีกอย่าง ป้องกันการที่เหล่าขุนนางอาวุโสทั้งหลายจะซื้อตัวหรือว่าบังคับพวกเขาไปเล่นเกมการพนันที่เสี่ยงซึ่งไปด้วยชีวิต ถ้าคิดว่าสิ่งนั้นไม่ถูกต้อง บางครั้งเราก็อาจจะต้องทำในสิ่งนี้ เราขายศิลปะไม่ใช่ขาย…..สิ่งที่ท่านก็รู้ว่าข้าจะพูดอะไรต่อไป”
       หญิงสาวผู้มีตำแหน่งเป็นชายาของท่านไต้อ๋องแห่งปาสู่ได้พูดสอบถามท่านพ่อบ้านประจำจวนของท่านอ๋อง เธอจ้องมองเหล่าผู้คนด้วยสายตาที่ห่วงหาอาทรทั้งยังเป็นสายตาที่เป็นห่วงใยหาได้เปรียบ ส่วนชายสูงวัยก็ได้แต่มองตามก่อนที่จะพูดไป

        “เป็นการดีขอรับ แต่ทว่าบางครั้งก็อาจจะไม่ดีก็ได้ เหล่าผู้คนที่มองท่านอ๋อง นั้นอาจจะ…กล่าวหาว่าไม่ดี”

       เขาพูดแสดงถึงความกังวลในเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไปภายภาคหน้า หรือว่าเป็นเรื่องที่ควรจะเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งนั่นก็คือความคิดของพวกคนในเมืองอาจจะคิดด้านลบกับท่านอ๋องก็เป็นได้ ซึ่งเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เธอคิดไว้แล้วว่ามันคงจะต้องเกิดขึ้น
       ไหนจะเรื่องของขุนนางทั้งหลายที่เป็นขุนนางอาวุโส อาจจะคิดถึงว่าท่านอ๋องผู้นี้นำหญิงสาวที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าไม่รู้จักที่ไปที่มามาเป็นพระชายาพอได้เป็นพระชายาแล้วก็จัดตั้งสถานที่รื่นเริงทั้งหลายขึ้น คงจะโดนปั่นหัวโดยภรรยาเป็นแน่แท้

       “ข้าเข้าใจ ท่านพ่อบ้าน...ข้าเข้าใจเรื่องนี้เสมอมา แต่ทว่าข้าไม่อยากให้ใครนั้นว่าร้ายท่านอ๋องก็คงจะไม่ได้ ก็ปากนั้นก็เป็นปากเขา หัวนั้นก็เป็นหัวของเขา เราควบคุมให้ใครคนนึกคิดไม่ได้หรอกว่าจะชอบหรือเกลียด”

       “อย่างไรเสียสถานที่ ที่เราจะทำ เราจะทำให้สมเกียรติของท่านอ๋อง อีกอย่างหนึ่งเป็นการเพิ่มทุนเศรษฐกิจ และบางครั้งเหล่าขุนนางที่ชื่นชอบในสุราและนารี การขับกล่อมร่ายรำ เสียงบทเพลงก็อาจจะมาใช้บริการ ใช้ทางนี้เป็นลู่ทางในการที่จะให้ท่านอ๋องนั้นเพิ่มเติมบารมี หรือมิตรสหาย ถึงแม้มิตรนั้นจะเที่ยงตรงมิได้ แต่เราก็ควรที่จะต้องหามิตร ผู้ที่จะทำการใหญ่ไร้ซึ่งมิตรสหายในการช่วยกันทำ คงไม่ใช่สิ่งที่ดีหากทำด้วยตัวคนเดียว”

       “ท่านเคยได้ยินหรือไม่คำว่าหัวเดียวกระเทียมลีบน่ะ มันอาจจะไม่โดนสนใจทำการอะไรไม่ได้ แต่ก็เกือบจะเป็นตัวเลือกสุดท้าย ถ้าเกิดคนๆ นั้นคิดจะทำอาหารที่มีกระเทียม จะต้องเลือกกระเทียมที่อวบนูน  ดูน่าอร่อยก่อนเสมอ….หากที่จะมีภัยร้ายก็คงยากที่จะถึงตัว ด้วยคนพวกนั้นคงไม่ได้มองท่านอ๋อง ว่าเป็นพิษเป็นภัยแก่ตนเองได้”

       “เพราะฉะนั้นแล้วตอนนี้สิ่งที่ข้านั้นควรทำก็คือเป็นกำลังให้ท่านอ๋อง และคอยปรนนิบัติท่านเฉกเช่นภรรยาที่ดีทั่วไป”
เด็กสาวพูดคุยกับพ่อบ้านไปได้สักพักหนึ่ง ก็ได้เห็นจวนร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ในทำเลการค้าขาย แต่ทว่ามันค่อนข้างอยู่ตรงหัวมุมทำให้คนนั้นไม่ค่อยจะ    เห็นเท่าไหร่เพียงแค่ เดินผ่านจวนร้างหลังนั้น ผ่านไปผ่านมาอย่างไม่ค่อยได้สนใจยิ่งนะ

       เมื่อสอบถามว่าที่ตรงนี้เป็นของใครก็เห็นว่าเคยเป็นร้านขายของร้านหนึ่งมาก่อน ก่อนที่จะร้างไปเพราะว่ามันเป็นทำเลที่อยู่ตรงมุมเกินไปทำให้คนไม่ค่อยเห็นก็เลยไปสร้างร้านค้าอยู่ที่อื่น ถึงว่ามันจะอยู่ที่ย่านการค้าก็ตามแต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกร้านจะขายดีไปเหมือนเสียกันหมด

       หญิงสาวเดินลงมาจากรถม้าก่อนที่จะต้องมองทำเลของร้านนั้น ส่วนระหว่างพื้นที่ที่อยู่ใกล้ใกล้นั้นก็ค่อนข้างเป็นที่ที่เหมาะสมถึงแม้จะอยู่ในมุม แต่หากตกแต่งสักหน่อยก็จะดูโดดเด่นได้ในไม่ช้า รวมถึงเป็นสถานที่ ที่สงบไม่ค่อยได้ยินเสียงจากร้านค้าภายในตลาดมากมายนัก หากเปิดการแสดงหรือว่าหากมีการพักผ่อนคนที่เข้ามาพักผ่อนก็จะสามารถพักผ่อนได้เต็มที่นอนหลับเต็มอิ่ม

       หญิงสาวเดินรอบรอบเพื่อดูสถานที่ เป็นส่วนขนาดใหญ่ ถ้าเกิดว่าปรับปรุงเพิ่ม เปลี่ยนของใหม่ ก็จะกลายเป็นร้านค้า โรงละครที่งดงามได้ในไม่ช้า เห็นทีว่าเธอคงจะต้องใช้ที่นี่ในการที่จะจัดตั้งเป็นห้างร้านขึ้นมา

       เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วหญิงสาวก็เดินไปหาพ่อบ้านใหญ่ของจวนอย่างสงบ เธอบอกความต้องการของเธอกับเขาเพื่อให้เขาได้ไปดำเนินการในการซื้อขายจวนหลังนี้ โดยใช้เงินทั้งหมดที่เธอนั้นได้มา จู่ๆ ท่านพ่อบ้านจวนก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับพาเธอให้ไปคุยเจรจา กับเจ้าของสถานที่แห่งนี้
ดูเหมือนว่าเค้าจะเป็นพ่อค้าจากต่างเมืองที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ที่เฉิงตูแห่งนี้ คุยกันไปได้สักพักก็เข้าสู่เรื่องเนื้อหาการค้าขาย ตอนแรกเขากะว่าจะไม่ขายแต่เนื่องด้วยการพูดโน้มน้าวใจของเธอรวมถึงบารมีของท่านอ๋อง ทำให้เธอนั้นสามารถซื้อจวนกลางหลังนั้นมาด้วยราคา  3 หมื่นตำลึง พร้อมกับได้มิตรสหายในอีก 1 คนในการร่วมทำธุรกิจ


       เมื่อเธอเดินออกมา แล้วขึ้นรถม้าพร้อมกับท่านพ่อบ้านใหญ่ของจวน ดวงตาสีม่วงดอกพวงครามก็เริ่มที่จะจ้องมองออกไปยังหน้าต่างที่มีผ้าสีพื้นบางๆกั้นอยู่ เป็นเหมือนผ้าม่านนะ? ดวงตานั้นแวววาวประกายแต่ก่อนอื่นใดเธอจึงควรที่จะสอบถามอะไรต่างๆให้มากกว่านี้      

       “ขอโทษนะเจ้าคะท่านพ่อบ้าน.. ข้ามีเรื่องที่จะสอบถามท่านเล็กน้อย ท่านช่วยจัดการให้ข้าได้หรือไม่?? ข้าต้องการคนที่จะมาเป็นเถ้าแก่ทำกิจการได้ ฝีมือดีดี มาดูแลหอฟ้อนรำแห่งนี้ ทั้งเรื่องการละคร อาหาร จำเป็นที่ต้องมีคนที่มีความสามารถในเรื่องนี้มาจัดการแทนข้า”
       “ได้ขอรับพระชายา แต่ว่า..ไม่ต้องเรียกข้าอย่างสุภาพขนาดนั้นก็ได้ขอรับ” เขาพูดด้วยความนอบน้อม เด็กสาวก็ได้แต่หัวเราะให้ก่อนที่จะยิ้มรับให้กับเขา
       “ไม่ได้หรอกเจ้าคะ อย่างไรเสีย ถึงข้าจะเป็นภรรยาของท่านอ๋อง ก็ตามที่ แต่ข้ายังเป็นเพียงเด็กจำที่จะต้องเคารพผู้อาวุโสกว่า อีกอย่างท่านเองก็เป็นผู้อาวุโสภายในจวนของท่านอ๋อง ข้านั้นต้องยิ่งสมควรที่จะเคารพท่านมากยิ่งขึ้น ในการแสดงความเป็นผู้น้อยผู้ใหญ่ ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอกนะเจ้าคะ”

       หญิงสาววัยสิบห้าพูดด้วยใบหน้ายิ้มยิ้ม เธอไม่ได้แต่เป็นเพียงคนที่ยิ้มเก่งอัธยาสัยดี แต่เธอยังเป็นคนที่นอบน้อมถ่อมตนอีกต่างหาก
        “อีกอย่างสิ่งที่สำคัญในตอนนี้ก็คือต้องทำสิ่งตรงหน้าให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ”
       “ถ้าจะฝากท่านดำเนินการเรื่องเถ้าแก่ที่จะมาดูแลยังสถานที่หอฟ้อนรำแห่งนี้ก็คงจะได้ใช่ไหมเจ้าคะ เพราะว่าเดี๋ยวข้าจะต้องเตรียมตัวสำหรับในการหาเหล่าคนงานและหญิงสาวที่จะมาทำงานที่นี่ ไหนจะเรื่องที่จะต้องปรับปรุงสถานที่นั้นที่เราซื้อมาอีก ช่วงนี้ก็คงจะไม่ค่อยว่างกันหน่อยเสียแล้วกระมังคะ เหนื่อยหน่อยนะเจ้าคะ”

        เด็กสาวพูดยิ้มยิ้มก่อนที่เธอจะนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างสนใจทิวทัศน์ภายนอก



แสดงความคิดเห็น

เปิดรับสมัครเด็กสาวพร้อมใบสัญญาด้วยจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 400 ชั่ง 20000 ตำลึง  โพสต์ 2017-10-12 10:11
ซื้อจวนว่างหลังหนึ่ง  โพสต์ 2017-10-12 10:09

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง -400 เงินตำลึง -50000 ชื่อเสียง +35 ความหิว -7 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin -400 -50000 + 35 -7 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2017-10-12 02:32:33 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2017-10-12 02:35

{ เควสเรื่องราวที่ 2 ของ หลิน เจียวหย่า} น้ำใจแดนใต้
ณ ตลาด ซังเฉินบ๊วย

          ในช่วงเวลาบ่ายของวัน เธอก็เขียนหนังสืออยู่ภายในห้อง ก่อนที่จะเรียกเหล่าคนใช้เข้ามา เพื่อสอบถามในเรื่องที่เธอไม่รู้ ซึ่งนั่นก็คือการหาคนงาน เธอยกหน้าที่การรับสมัครเหล่าคนใช้ เสี่ยวเอ้อห์ คนงานในหอฟ้อนรำให้กับเหล่าคนใช้ ให้ไปป่าวประกาศหา ส่วนตัวเธอนั้นมีหน้าที่ในการที่จะไปหาเหล่าเด็กสาวที่จะเข้ามาเป็นนางรำที่หอนี้

          การเดินทางเริ่มในช่วงเกือบบ่ายคล้อยในช่วงที่เธอตามหา เธอได้เลือกหญิงงามหน้าตาดีกิริยาอ่อนหวานจากเหล่าคนยากไร้ เพื่อเป็นการหางานให้พวกเขา ร่วมถึงบางคนที่ดูกำยำคล่องแคล่วเธอก็ชักชวนให้ไปทำงานเป็นเหล่าเด็กใช้
          หรือบางทีก็มีเด็กสาวหน้าตาน่ารักขายตัวเองเพื่อแลกกับการให้เงินให้กับครอบครัวของตนเองเธอก็รับไว้ด้วยความยินดียิ่งเป็นการดูแลเหล่าเด็กๆไปในตัว จนหมดเงินชั่งไปทั้งหมด 400 ชั่ง 20,000 ตำลึง

          เมื่อเธอเลือกเหล่าคนงานและผู้ที่เธอจำต้องเกลาเป็นนางรำนักดนตรี พอจำนวนแล้วก็คงจะได้เวลาที่จะกลับจวน แต่ดวงตาเจ้ากรรมก็เหลือบมองไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ เมื่อยิ่งลงมาทำงานเช่นนี้ ทำให้เธอนั้นรู้สึกหดหู่แทบจะไม่น้อยเลย
          ทั้งเหล่าผู้คนที่ยากไร้ผอมแห้งเสื้อผ้าเนื้อตัวมอมแมม เหล่าเด็กที่กำลังหิวโหยไปด้วยภัยแห่งการอดอาหารข้าวยากหมากแพงขึ้นทุกหย่อมหญ้า เห็นเป็นเช่นนั้นทำให้เธอนั้นรู้สึกถึงความเวทนาสงสารอย่างยิ่ง

          ความรู้สึกแห่งการช่วยเหลือเหล่าคนพวกนี้ก็ยิ่งมีมากมาย หญิงสาวหันไปหาคนใช้ที่ติดตามเธอมา จากนั้นก็กระซิบกระซาบกันอยู่สักครู่ก่อนที่จะค่อยๆให้พวกเขานั้นไปนำบางสิ่งบางอย่างออกมา

          นั้นเป็นสิ่งที่เธอมีอยู่แล้วนั่นก็คือ ขนมเยว่ปิ่ง จำนวน 220 ชิ้น เธอให้เหล่าคนใช้ทั้งหลาย ตามไปแจกจ่ายขนมเยว่ปิ่งให้กับเหล่าผู้คนที่อดอยากยากแค้น โดยเฉพาะ เหล่าเด็กๆที่ไม่มีอันจะกิน ซึ่งเด็กๆเหล่านั้นต่างควรที่จะมีอนาคตที่ดีในการเป็นอยู่ แต่กลับต้องมารอนแรมนั่งขอทาน ขอเศษอาหาร ไปให้ครอบครัวหรือให้ตนเองประทังชีวิตเพื่อให้อยู่รอด

          เหล่าคนงานที่พึ่งสมัครงานกับเธอ ได้เห็นก็รู้สึกถึงความเมตตาของหญิงสาวผู้นี้ ถึงเธอจะตัวเล็กแต่ความเมตตาของเธอก็ไม่ได้เล็กไปตามตัว
ดวงตาสีม่วงดอกพวงคราม มองไปยังเหล่าผู้คนที่กำลังมองผู้ที่มีสถานะไม่ได้ต่างกัน และบางคนก็เป็นครอบครัวของพวกเขา ก็ได้แต่ถอนหายใจยิ้ม มองเหล่าผู้ที่มีงานทำก่อนที่เธอจะพูดด้วยน้ำเสียงหวานๆ ว่า

          “พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงครอบครัวของพวกเจ้าไปหรอกนะ หากพวกเจ้ามีงานทำ พวกเจ้าก็จะมีเงิน มาช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวของพวกเจ้าได้บ้าง ขอแค่พวกเจ้าตั้งใจทำงาน ไม่งอมืองอเท้า ร้องขอเศษข้าวไปวันๆ นั่นคือสิ่งที่พวกเจ้าควรที่จะทำ การที่เราแจกอาหาร นั้นเป็นเพราะเราสงสาร และเราพร้อมที่จะช่วยเหลือพวกเจ้า เราไม่ได้นิ่งดูดาย” เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงหวานช้อย ก่อนที่สายตาของเธอจะมีความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างมากหากต้องมองลงไป

          เหล่าเด็กๆหลายคนที่เดินตรงมายังเธอ ก่อนที่จะพูดคุยกล่าวขอบคุณอย่างน่ารัก ด้วยคำพูดหลายๆคำ

          “พี่สาวทั้งใจดีจังเลยขอบคุณมากที่ให้อาหารแก่พวกข้า”
          “พี่สาวท่านเหมือนนางฟ้าเลยขอบคุณท่านมาก”
          “ขอบคุณนะคะ/ขอบคุณนะขอรับ”

          เธอยิ้มบางๆเมื่อเห็นเด็กๆนั้นพูดกับเธอก่อนที่เธอจะย่อตัวลงให้ไปอยู่ในระดับเดียวกันกับเหล่าเด็กๆพวกนี้ เธอจ้องมองและประเมินค่าสิ่งที่พวกเขาสวมอยู่นาน พลางช่างใจนึกคิดด้วยความรู้สึก เด็กๆที่กำลังมีใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับแก้มตุ่ยเพราะได้กินขนมเพื่อประทังชีวิต รอบรอบปากของพวกเด็กๆก็มีรอยขนมที่กินอยู่อย่างน่ารัก เธอหันไปหาคนใช้ที่กำลังแจกจ่ายอาหาร ก่อนที่จะบอกให้พวกเขานั้นไปนำของในหอบผ้าของเธอมาให้
เธอส่งขอบผ้าหนาให้กับเด็กๆก่อนที่จะพูด

          “ในนี้มีเครื่องนุ่งห่มอยู่ทั้งหมด 20 ชุด พวกเจ้าจงนำมันไปสวมหรือให้พ่อกับแม่เถิด จงใช้ของที่ข้าให้อย่างคุ้มค่า และรักษามันเหมือนกับการที่พวกเจ้ารักษาตัวเอง” เธอพูดก่อนที่เหล่าเด็กๆจะรับมันไว้ทำหน้าตาดีใจพร้อมทั้งกระโดดโลดเต้น พากันวิ่งนำหอบผ้ากันไปคนละทิศละทางเพื่อที่จะนำไปให้กับผู้ปกครองของตน

          หญิงสาวลุกขึ้นก่อนที่จะจ้องมองแล้วให้สัญญาใจกับตัวเอง ในสิ่งที่เธอพบเห็นในวันนี้ ไม่ว่าอย่างไรความฝันของท่านเซียวไต้อ๋องคนเก่า ก็จะต้องเป็นจริงให้ได้ในสักวัน         

         “พระชายาขอรับ ท่านจะกลับเลยหรือไม่ขอรับ” คนรถม้าเดินมาหาเธอก่อนที่จะถามไถ่
          “ได้จ๊ะ นี่ก็เย็นมากแล้วเดี๋ยวเราจะกลับแล้วล่ะ ก่อนที่เราจะกลับเดี๋ยวให้นำขนมหมั่นโถวที่เรามี  50 ชิ้น กับข้าวสวย 10 ถ้วย มาให้เราคนยากไร้พวกนี้ด้วยนะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงหวาน ดูเหมือนว่าจากที่เธอดูเธอก็ได้พบเห็นเหล่าผู้คน เกือบ 200 คนที่เธอได้ช่วยพบในครั้งนี้ทำให้เธอนั้นรู้สึกดียิ่งนัก

บริจาก :  ขนมเยว่ปิ่ง จำนวน 220 ชิ้น, เครื่องนุ่งห่ม จำนวน 20 ชุด, หมั่นโถว จำนวน 50 ชิ้น และ ข้าวสวย 10 ถ้วย




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ชื่อเสียง +100 ความหิว -6 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 100 -6 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2017-10-15 23:55:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด
          หญิงสาวเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม เดินเข้ามาภายในตลาด เพื่อที่จะเดินทางเข้ามาดูการสร้างปรับปรุงบูรณะจวนร้านหลังนั้น

          เมื่อหญิงสาวดูการดำเนินงานเสร็จเรียบร้อยจึงเดินมาดูตลาดภายในเมืองด้วยเช่นกันทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งนักท่องเที่ยวพ่อค้าแม่ขายหรือแม้กระทั่งเด็กน้อย จะเรียกว่าโชคดีหรือว่าโชคร้ายที่เธอนั้นได้ไปได้ยินคนที่เดินผ่านมา

          “เนี้ยๆ เมื่อกี้นะ ข้าไปเห็นมาที่ร้านขายหมั่นโถวล่ะ”
          “จริงหรอ ไหนเจ้าลองเล่าให้ข้าสิ”
          “จริงๆ..เชื่อสิ ข้าเห็นมากับตา ไม่อยากเชื่อเลย พวกทหารไม่ยอมเข้ามากำกับดูแลเลย”

          เธอได้ยินดังนั้นจึงมีความรู้สึกสงสัยใคร่รู้ยิ่งนักว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเช่นเดินไปทางร้านขายหมั่นโถว เธอก็ได้พบกับหญิงสาวสองคนที่กำลัง โดนกลุ่มชายฉกรรจ์ล้อมอยู่ ดูท่าทางแล้วคงจะเป็นเรื่องไม่น้อยถ้าเกิดพวกนางทั้งสองโดนพาตัวไป ดูเหมือนว่าหญิงสาวหนึ่งในสองคนนั้นถ้าจะไม่ใช่ชาวฮั่น เนื่องจากสำเนียงการพูด

          แย่ล่ะสิ…

          “ดูสิ นี่มันเกิดเสียงเอะอะโวยวายอะไรกันขึ้นเจ้าคะ? เหตุใดพวกท่านทั้งสี่ ถึงทำตัวเช่นนี้กับนักท่องเที่ยวแขกผู้มาเยือนเมืองของเราเล่า??” หญิงสาวปรากฏตัวด้วยการเดินถือพัด พัดให้ตนเองเบาเบาๆ เธอเดินเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผยรวมถึงจ้องมองสภาพการโดยรอบ

          “หากพวกท่านทำเสียงเอะอะโวยวายกันเช่นนี้แล้วจะมีใครเล่ากล้าเข้ามาเยือนเมืองของเรา ช่างน่าเสียดายยิ่งนักที่พวกท่านไม่ได้สำเหนียกเลยหรือ ว่าพวกท่านกำลังทำอะไรอยู่ ข้าคิดว่าพวกท่านควรที่จะไปได้แล้วนะ” หญิงสาวพูดก่อนที่จะหันไปหาเด็กสาวทั้ง 2 ที่กำลังอยู่ในวงล้อม

         “..........” @

         เมื่อพวกเขามีท่าทีจะเดินเข้ามา เหมือนกับไม่ได้รับรู้ในสถานะของตัวเธอและตัวเหล่าชายฉกรรจ์ เธอจึงหยิบขวานทองขึ้นมาซึ่งนั่นเป็นรางวัลจากองค์ฮองเฮา ออกมาบนมือ

         “เอ๊ะ หรือว่ามีคนแถวนี้ที่อยากจะลิ้มรสอาวุธเคียงคู่กายของเรา” เธอพูด พร้อมกับหันไปทางเหล่าชายฉกรรจ์นั้น รวมถึงหญิงสาวที่อยู่ใกล้ๆหนึ่งในนั้นก็ทำท่าเหมือนจะสู้ด้วย จนพวกเขานั้นรีบปรี่ตัวเข้ามาหาเธอและหญิงสาวพวกนั้น เธอจึงต้องหยิบขวานทองออกมาเพื่อป้องกันตัว จนพวกเขาทั้ง 4 คน ต้องหน้าเสีย แล้วเดินจากไป

         “พวกท่านไม่เป็นไรใช่ไหม?.. ข้าต้องขออภัย หากพวกท่านเข้ามาที่เมืองนี้แล้วพบเจออะไรเช่นนี้” หญิงสาวยิ้มให้กับพวกเขา

         “..........” @AKIKOMINAMOTO

         “ดีแล้ว ระวังตัวด้วยนะ พวกท่านเป็นสาวแซ่ระวังด้วยนะเจ้าคะ ขอให้การท่องเที่ยวของพวกท่าน มีความสุุขและสนุกสนาน” หญิงสาวพูดตอบรับพวกเขาก่อนที่จะขอตัวเดินออกมาก่อน

            "............" @AKIKOMINAMOTO


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +50 ความหิว -8 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 50 -8 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2017-10-20 00:31:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2017-10-20 00:33


ท่านพี่สาม

          ในช่วงบ่ายตะวันคล้อย ดวงตะวันอยู่ในช่วงบ่ายคล้อยของวัน เมฆลมฝนพัดผ่านไปก้อนเมฆกำลังลอยตุ๊บป่องตุ๊บป่องอยู่ด้านบน ปล่อยวันเวลาให้เลื่อนผ่านไปในแต่ละวัน
          หญิงสาวนั่งพูดคุยกับท่านพี่ไปได้สักครู่ใหญ่ๆ จนเธอนั้นเริ่มที่จะอยากนำพี่ชายของเธอนั้นเที่ยวทั่วเมืองเฉิงตู หญิงสาวนั้นได้ให้คนรถม้า มาส่งเธอและพี่ชายสามยังตลาดซังเฉินบ๊วย ของเมืองเฉินตู เพื่อที่จะให้พี่ชายได้ผ่อนคลายบ้าง


          ท่านพี่และเธอ เดินลงมาจากรถม้าเมื่อมาถึงสถานที่ ก่อนที่เธอนั้นจะค่อยๆ เดินแนะนำโน่นนั้นนี้ให้ท่านพี่สามเพื่อความสนุก ทั้งสองข้างทางงานเต็มไปด้วยร้านขายของทั่วไปในเสื้อผ้าแพรพรรณหรือจะเป็นอาหารการกินที่หาได้ทั่วไปในปาสู่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะให้คุณพี่นั้นได้ผ่อนคลายและเปิดโลกกว้าง

          พ่อค้าแม่ขาย มาขายของกันเต็มไปหมดตลอดทั้งสองข้างทาง มีทั้งเสื้อผ้าอาหารผักผลไม้จากแดนใต้ ไหนจะเครื่องประดับเสื้อผ้าแพรพรรณ เกือบตลอดทางให้เหล่านักท่องเที่ยวทั้งหลายที่โดนดึงดูดไปด้วยความสวยงามแห่งปาสู่

          ทั้งสองเดินเที่ยวกันอยู่สักพักภาพทิวทัศน์เป็นภาพทิวทัศน์ในตลาด ผู้คนมากหน้าหลายตานั้นเดินผ่านมาแล้วก็ผ่านไปมีบ้างที่เหล่าหญิงสาวจะจ้องมองพี่ชายของเธอตาเป็นมันหรือบางครั้งก็มีบ้างที่ชายหนุ่มจะมองเธอด้วยความรู้สึกที่อยากจะครอบครอง

          แต่เสียใจด้วยนะฉันลูกหนึ่งแล้วนะย่ะ!!

          แต่แล้วบางสิ่งบางอย่างมันก็เกิดขึ้น เธอเห็นว่าเหล่าคนยากไร้บางคนก็เริ่มที่จะลืมตาอ้าปากได้จากการทำงาน แต่บางคนก็ยังคงอยู่อย่างคนเหงาเหงาอย่างคนเดียวดายใครจะทุ๊กกก แต่เขากับสุขใจจจ #ผิด มากมายเฉกเช่นเดิม มีบ้างที่บางคนจะหันมายิ้มให้เธอเบาเบาจนทำให้พี่ชายของเธอนั้นมีความรู้สึกว่านี่มันเกิดเรื่องอะไรกันขึ้นนะเนี่ยหรือว่าเป็นเพราะน้องสาวของเธอคือพระชายาแห่งเซียวไต้อ๋องหรือ? ถึงมีความเป็นเซเลปเช่นนี้

          อยู่ๆเหล่าเด็กๆไม่กี่คนนั้นก็วิ่งเข้ามา ทำให้หญิงสาวหน้าตาเปลี่ยนไปเล็กน้อยแล้วยิ้มบางๆ

          “พี่สาวท่านอีกแล้ว สวัสดีครับ ท่านมาเที่ยวเล่นหรือ?”
          “พี่สาวขอบคุณท่านมากๆเลยนะ เมื่อครั้งนั้นข้าจะไม่ลืมบุญคุณ”
          “พี่สาวท่านมากับใครหรอ?เจ้าคะ?”

          เด็กๆต่างล้อมเธอเป็นแฟนกระแต ก่อนที่จะเข้ามาถามเรื่อยๆพวกเด็กเหล่านี้สวมเสื้อผ้าที่ดูใหม่แต่เนื้อตัวกลับมอมแมม ก่อนที่พวกเขาจะยิ้มบางๆพูดคุยกับหญิงสาวอย่างเป็นกันเอง พระชายาเองก็ค่อยๆย่อตัวลงแล้วพูดคุยกับเราเด็กๆด้วยความยินดียิ่ง

          “พวกเจ้ายิ้มได้ก็ดีแล้ว เป็นอย่างไร? สบายดีกันใช่ไหม?? นี่พี่ชายของข้าเอง เขาเพิ่งเดินทางมาเยี่ยมข้า” หญิงสาวยิ้มก่อนที่จะหันไปหาพี่ชายแล้วยิ้มบางๆ พี่ชายเองก็ยิ้มแก้เขินด้วยเหมือนกันทางเกาหัวอย่างใกล้ๆเพราะไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรเมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กๆแบบนี้

          “ท่านเองก็มีพี่น้องหรือ?? ข้าเองก็มีพี่น้อง!!ขอรับ นี่ไงน้องสาวค่ะ”
“ใช่แล้วค่าาา ข้าเองก็มีพี่ชายนี่นี่ คนนี้เลย”

          เหล่าเด็กๆต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนานและสนิทสนมกัน เธอนั้นจำที่จะต้องลุกขึ้นเมื่อพูดคุยกันเสร็จแล้วเด็กพวกนี้อายุไม่ห่างจากลูกชายของเธอเท่าไรเพราะฉะนั้นแล้วบางครั้งหากเด็กพวกนี้มีความสามารถเขาอาจจะเป็นกำลังได้ในต่อไป

          “เอาหละ เดี๋ยวข้าจะเดินเที่ยวเล่นเสียหน่อย พวกเจ้าเองก็เหมือนกัน รีบกลับไปหาท่านพ่อท่านแม่เถิดอยู่เดียวเดี่ยวในนี้มันอันตราย” หญิงสาวยิ้มขึ้นแล้วโบกมือให้แล้วเดินไปกับพี่ชายของตัว

          “เจ้าดูสนิทสนมกับพวกเขานะ?? เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นหรอ” พี่ชายถาม

          “พวกเขาคือเหล่าคนยากไร้ที่ข้าเคยช่วยเหลือไว้ เมื่อครั้งมาหาคนที่จะทำงานยังหอฟ้อนรำ ข้ากำลังสร้างหอฟ้อนรำขอให้สิ่งที่มี ท่านพี่สามอาจจะอยากจะเห็นมันแต่ข้าอยากให้ฉันเห็นมันตอนที่มันเสร็จแล้ว เรากำลังปรับปรุงมันอยู่เพราะว่าข้าใช้จวนเก่าเพื่อที่จะได้ไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างจสรใหม่ตกแต่งเล็กน้อยดูความแข็งแรงปรับเปลี่ยนอะไรหน่อยมันก็ใช้ได้แล้ว”

          เธอพูดทางเดินไปเรื่อยๆ มีบ้างที่เธอเดินหยุดดูเหล่าของสวยของงามแต่ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอนั้นต้องหยุดหันมองตลอดก็คือ อาหารทะเลปิ้งย่าง ที่เธอที่เธออยากจะทานมานานนมกุ้งแม่น้ำรวมถึงปลาหมึก ที่กำลังโดนย่างจิ้มกับซอสอร่อยอร่อย ไหนจะเป็นหอยที่กำลังพบว่ามันยากจนมีน้ำใสไหลออกมาแสดงถึงความสดของหอย..

          หอมอร่อย แสนเย้ายวนอาหารทะเลทั้งหลาย  ….อ๊า...พูดไปแล้วก็หิว





คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -6 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -6 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2017-10-20 13:49:57 | ดูโพสต์ทั้งหมด
สือ เฉียงหรง

[ บทที่ 1 : พาร์ทไทม์ (วันที่1.2)]

          ใช้เวลาค่อนครึ่งวัน เฉียงหรงก็มาถึงเมืองเฉิงตู เธอจ่ายเงินให้ควาญม้าก่อนท่ีจะลงจากรถม้า การเดินทางระหว่างเมืองจื่อถงมายังเฉิงตุงนั้นราบรื่นดีไม่มีปัญหา ด้วยเหตุที่ว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางการค้าระหว่างเมืองเฉิงตุงและจื่อถง ทำให้มีการรักษาความปลอดภัยบนท้องถนนที่แน่นหนาดูน่าชม มิมีปัญหาเรื่องโจรปล้นระหว่างทาง

          เธอเดินๆ วนรอบเมืองเฉิงตูพักหนึ่งพบความแตกต่างของสถานที่อย่างหลากหลาย บ้านเมืองอารามนั้นดูโอ่อ่าไม่เสียชื่อหนึ่งในเมืองที่เจริญที่สุดในแผ่นดินฮั่น ไม่นานนักเธอก็เดินมาถึงตลาดที่เป็นที่กล่าวถึงในหมู่ชาวบ้าน ตลาดซังเฉินบ๊วย ตลาดแดนใต้ที่มีของแปลกแดนใต้นาๆ นับประการ และมีการแสดงแข่งขันของเหล่าคณะกายกรรมอย่างดุเดือด

          ในช่วงเวลานี้ยังมีแสงแดดที่ส่องประกายแรงกล้าเหนือศีรษะอยู่ การแสดงกายกรรมจึงมิหลากหลายนัก จะมีก็เพียงฟ้อนรำธรรมดาๆ ข้างถนนเล็กน้อยก็เพียงเท่านั้น แต่ที่ไม่น้อยหน้าไปกว่าตลาดแห่งจื่อถงก็คือเสียงโหวกเหวกโวยวายเร่ขายสินค้าต่างๆ นาๆ นั่นเอง ตั้งแต่ลดราคา ต่อราคา โฆษณาขายผ้า หรือแม้กระทั่งงาช้างหายากจากแดนใต้ที่ไม่รู้ว่าไปได้มาอย่างไรก็มีขายอยู่ด้วย

          "เถ้าแก่ ไอ้นี่มันคืออะไรน่ะ?"

          เฉียงหรงทักชายผู้เปิดร้านขายของอยู่ข้างทางพลางชี้ไปบนโต๊ะ มันคือ... แก้วอะไรสักอย่างที่มีทรายบรรจุอยู่ภายใน มีลักษณะโค้งจากด้านหัวและท้ายเข้าข้างในและมีช่องตรงกลางให้ทรายผ่านที่เล็กมากๆ

          "โอ้ พี่ชาย! ท่านช่างตาถึงจริงๆ เจ้าสิ่งนี้เรียกว่า นาฬิกาทราย เป็นสิ่งที่ใช้บอกเวลา! นี่นะ เจ้าสิ่งนี้มันจะบอกเวลาได้เที่ยงตรงเสียยิ่งกว่าก้านธูปอีก เพราะมันจะไม่โดนลมพัดแน่ๆ นี่เป็นของนำเข้าจากเส้นทางแห่งสายไหมเชียวนะ! ข้ามีหลายขนาดหลากหลายให้ท่าเลือก! ถ้าท่านซื้อตอนนี้ ทางเราจะแถมฟรี...."

          แล้วเถ้าแก่ร้านก็สาธยายไปจนถึงประวัติว่าเขาได้มายังไง มีสิทธิพิเศษอะไรบ้าง ยาวเหยียดจนเฉียงหรงต้องหูชา

          จากข้อมูลที่ได้ เจ้านาฬิกาทรายนี้เถ้าแก่ได้ติดต่อค้าขายกับพวกชาวตะวันตก เห็นว่ามาจากอาณาจักรโรมันอะไรนี่แหละ สามารถใช้บอกเวลาได้อย่างเที่ยงตรงกว่าก้านธูปเพราะไม่มีปัจจัยเรื่องลมหรือความชื้นอะไรมาเกี่ยวข้อง นาฬิกาทรายอันที่เธอสงสัยนั้นมีขนาดเล็ก บอกเวลาได้ประมาณสองก้านธูป สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้ ส่วนอันอื่นๆ นั้นมีขนาดใหญ่ตั้งแต่สี่ก้านธูปไปจนถึงหกชั่วยามเลยทีเดียว แต่ขนาดมันก็ใหญ่เกินกว่าจะแบกไหว

          "ชิ้นนี้เท่าไหร่?"

          เธอหยิบเอานาฬิกาทรายอันเล็กนั้นขึ้นมา

          "โอ้! พี่ชายต้องการจะซื้อสินะขอรับ! ท่านช่างตาถึงจริงๆ สำหรับท่านผู้ตาถึงชิ้นนี้ ข้าลดให้พิเศษเลย! ชิ้นที่ท่านถือราคาเพียงห้าชั่งเท่านั้น!"

          ไม่มีคนซื้อสิไม่ว่าเถ้าแก่...

          ของประหลาดเช่นนี้ผู้ที่ใช้ไม่เป็นมักไม่ให้ความสนใจนัก การที่เถ้าแก่ร้านพยายามจะโฆษนาขายขนาดนี้ คงเป็นเพราะไม่มีใครสนใจซื้อเลย ดูจากปริมาณของสินค้าที่วางเรียงรายแล้ว มันดูจะไม่มีคนให้ความสนใจมากนัก ไม่แน่ว่าเธออาจเป็นลูกค้ารายแรกก็ได้

          "สองชั่ง"

          "เอ๊ะ? ต... แต่ว่าพี่ชาย..."

          "คิดดีๆ เถ้าแก่ ถ้าหากข้ามิผ่านมาทางนี้ มิแน่ว่าท่านจะได้ขายด้วยซ้ำนะ? ของต่างแดนเช่นนี้ ผู้ที่สนใจของประหลาดๆ หากมิใช้ผู้ที่ประหลาดพอกันก็เป็นผู้ที่ตาถึง เช่นข้า! ท่านคงขายไม่ออกมาหลายวันแล้วระมัง? สินค้าของท่านมีฝุ่นจับเยอะมาก ท่านมิสังเกตรึ? แค่สองชั่งข้าว่าก็คุ้มทุนท่านแล้วนะ?"

          "พูดอะไรกันพี่ชาย ข... ข้าไม่สามารถขายได้ในราคานั้น! แบบนั้นข้าขาดทุนย่อยยับพอดีสิ!"

          "สองชั่ง ห้าร้อยตำลึง แล้วข้าจะช่วยท่านโฆษนาสินค้าของท่านด้วย ว่าไง? สนใจหรือยัง?"

          เธอแสยะยิ้มกระดกคิ้วยียอนเจ้าของร้าน เหงื่อเม็ดโป้งๆ ผุดออกมาจากหน้าผากของเถ้าแก่ร้าน มันเป็นจริงอย่างที่ลุกค้าคนนี้บอก ไม่มีใครมาสนใจสินค้าของเขาเท่าไหร่จริงๆ ครั้งใดที่เขาเริ่มโฆษณา ผู้คนก็หนีหายหมด! เขายังพูดไม่จบประโยคด้วยซ้ำ! และไม่ทันที่เถ้าแก่จะปฏิเสธหรือตกลง…

          “ไม่น่าเชื่อ! เจ้าของสิ่ง… เจ้าของวิเศษจากต่างแดนเช่นนี้ ท่านได้แต่ใดมา!!”

          เฉียงหรงตะโกนก้องแข่งกับเสียงของเหล่าร้านจนเหล่าผู้จับจ่ายใช้สอยต่างหันมามอง

          “เจ้าของวิเศษชิ้นนี้มันช่างบอกเวลาได้แม่นยำยิ่งนัก! แม้ก้านธูปหรือกระบอกไม้ไผ่ที่บ้านข้าก็มิอาจบอกเวลาให้แม่นยำได้เท่านี้! เถ้าแก่ เจ้าสิ่งนี้มันเรียกว่าอะไร”

          เถ้าแก่ร้านถึงกับเหวอไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่สติและสัญชาติญาณพ่อค้าของเขาจะทำให้เขาไหวตัวทันและเล่นตามน้ำทันที

          “โอ้พี่ชาย! ท่านช่างตาถึงหายากจริงๆ! ถุกต้องแล้ว ของวิเศษที่สามารถบอกราคาได้แม่นยำมีชื่อว่านาฬิกาทราย! ข้าต้องดั้นด้นขวนขวายเดินทางนับพันลี้เพื่อที่จะได้สิ่งๆ นี้มาสิ่งเดียว! นี่เป็นของที่มหาปราชญ์แห่งต่างแดนใช้เพื่อคำนวณเวลาและทำกิจการอันยิ่งใหญ่! ข้าขายให้ท่านไปเลยหกชั่ง!”

          เฉียงหลงแอบคิ้วกระตุกเบาๆ กับการที่เถ้าแก่เพิ่มราคาจากที่ขายให้ตนอีกหนึ่งชั่ง แหม่ะ ได้ทีเอาใหญ่เลยนะ ในตอนนั้นเอง เหล่าคนที่สัญจรไปมาก็เริ่มเกิดฮั่นมุงขึ้น

          “สวรรค์! ท่านขายเพียงหกชั่งเองหรือนี่!? จากราคาที่ข้าประเมินไว้ ของที่แม่นยำเช่นนี้มันต้องมีราคาไม่ต่ำกว่าห้าสิบชั่ง! นี่ถ้าใครไม่ซื้อก็นับว่าโง่แล้ว!!”

          “จริงหรือนี่! เถ้าแก่ ข้าขออันใหญ่นั่นหกอัน!”

          “ข้าขอสาม!”

          “ไม่ๆ ท่านพี่ขา ได้โปรดขายให้ข้าก่อนเถอะค่ะ!”

          แล้วผู้สัญจรจำนวนมากก็ถาโถมเข้าสู่ร้านทันที เฉียงหรงลอบยิ้มในใจ นี่นับว่าการโฆษณาของเธอประสบผลสำเร็จยิ่งนัก เหล่าผู้คนนั้นมักจะมิเป็นผู้ริเริ่มแต่จะตามกระแสคนอื่นไปเรื่อยๆ นั่นทำให้การที่เธอตะโกนเปิดไปเช่นนั้นสามารถดึงดูดผู้คนไดด้อย่างดี

          ทางด้านเถ้าแก่ร้านเองเมื่อหมดวัน เขาก็ยิ้มจนแก้มแทบปริกับกำไรที่เขาทำได้ นี่มิใช่แค่เขาจะขายณาฬิกาทรายออกหมด เขายังได้ขายสิ้นค้าอื่นๆ ในร้านอีกด้วย วันนี้เขาได้กำไรมหาศาลเลยทีเดียว

          “พี่ชาย! ท่านมันตัวเงินตัวทองของข้าชัดๆ! ท่านสนใจที่จะมาทำงานกับข้าไหม? ข้าจะจ่ายให้ท่านอย่างงามเลย!”

          “ขอโทษทีเถ้าแก่ ข้ามีจุดมุ่งหมายที่อื่น แล้วข้าจะต้องท่องแผ่นดินใหญ่นี้ไปทั่วหล้า ข้าคงมิสามารถอยู่ช่วยท่านได้หรอก”

          “ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก…”

          เฉียงหรงเองก็ยิ้มร่า นี่เป็นกลยุทธ์ที่เธอเพิ่งทดลองใช้ครั้งแรก การที่มันประสบผลสำเร็จเช่นนี้ก็นับว่าน่ายินดียิ่งแล้ว อีกทั้งเธอยังได้ซื้อของในราคาถูกสุดๆ อีกด้วย

          เธอหยิบเอานาฬิกาทรายขนาดพกพาที่สามารถบอกเวลาได้สองก้านธูปลงในกระเป๋าของเธอแล้วเดินออกจากร้านไป แต่ก่อนที่เธอจะพ้นประตู เธอก็หันมาบอกกับเถ้าแก่

          “อีกเรื่องหนึ่งเถ้าแก่ ท่านเข้าใจข้าผิดไปหนึ่งอย่าง”

          “อะไรรึีพี่ชาย?”

          “... ข้าเป็นสตรี”

          เธอยิ้มให้กับเถ้าแก่ และออกจากร้านหายเข้าไปในฝูงชนทันที ปล่อยให้เถ้าแก่ยืนนิ่งค้างอยู่เช่นนั้น…

          “... เอ๊ะ?”



          “หืม? อะไรน่ะ?”

          หลังจากที่เธอเดินออกมาไม่นาน เท้าของเธอก็ไปเตะเข้ากับอะไรบางอย่างบนพื้นที่มีใครบางคนทำหล่นไว้เข้า...




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +35 ความหิว -6 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 35 -6 + 3

ดูบันทึกคะแนน

ปั่นนนนน!!
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
หมีศึก
ตัวเบาขั้นกลาง
กราดิอุสทมิฬ
กุหลาบสีทอง
คัมภีร์ละติน
ปราณชีพจรกุญแจทอง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x20
x4
x9
x4
x14
x4
x10
x3
x15
x10
x6
x219
x10
x4
x8
x5
x1
x1
x18
x175
x390
x12
x60
x1632
x5
x198
x309
x270
x63
x418
x540
x3
x500
x3
x3
x2000
x100
x15
x115
x100
x100
x100
x300
x8
x25
x2
x4
x2000
x43
x5
x22
x10
x10
x35
x25
x15
x40
x20
x22
x10
x102
x1127
x11
x4
x10
x76
x39
x101
x47
x220
x1
x1
x100
x1
x211
x50
x10
x84
x93
x49
x3
x66
x23
x15
x25
x5
x1
x30
x20
x100
x1
x25
x14
x244
x32
x16
x1
x1
x1
x1
โพสต์ 2017-10-21 00:14:46 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Qiangrong เมื่อ 2017-10-21 00:22

สือ เฉียงหรง

[ บทที่ 1 : พาร์ทไทม์ (วันที่1.3)]

          “กระบี่รึ?”

          เฉียงหรงมองวัตถุที่อยู่ในมือ มันคือกระบี่เล่มไร้คมหนึ่งตรงที่ด้ามจับของดาบนั้น มีตัวอีกษรสลักไว้ว่า ‘คณะละครเหม่ยหยุน’ อยู่ แม้ว่าจะดูเป็นของประกอบการแสดง แต่ก็ดูมีค่าอยู่ไม่ใช่น้อย

          เธอที่เพิ่งจะเคยเดินเข้าเมืองเฉิงตูเป็นครั้งแรกย่อมมิรู้จักคณะละครที่มีชื่อว่าเหม่ยหยุนนี้แน่นอน การจะตามหาเจ้าของกลางฝูงชนเช่นนี้นั้นคงยาก นอกเสียจากว่าเธอจะรู้ว่าคณะละครนี้จะเปิดแสดงตอนไหนหรือไม่อย่างไร

          “นี่ๆ พี่ชาย พี่ชาย”

          เฉียงหรงสะกิดคนแถวๆ นั้นดู

          “พี่ชายท่านรู้จักคณะละครเหม่ยหยุนหรือไม่?”

          “เหม่ยหยุน? ข้าไม่เห็นจะรู้จักเลย”

          เธอถามอยู่ประมาณสิบกว่าคนก็ได้คำตอบทำนองเดียวกันนี้ทั้งหมด ซึ่งก็ไม่เกินความคาดหมายของเธอ หลังจากนั้นเธอจึงเดินเข้าไปหาทหารยามรักษาการณ์อยู่แถวๆ นั้นแทน

          “ลุ—”

          “เจ้าเรียกใครว่าลุงห๊ะ!?”

          “—ประติมากรรมอาณาจักรฉู่ช่างน่าสนใจยิ่ง ท่านว่าไหม?”

          “แล้วไป ข้าก็คิดว่าน่าสนใจเหมือนกัน… เจ้ามีอะไร?”

          เฉียงหรงลอบถอนหายใจเบาๆ ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่เธอจะพูดคำว่าลุง (叔叔/Shūshu) ตาลุงทหารยามก็ทำท่าจะเอาหอกฟาดเธอซะแล้ว นี่ยังดีที่เธอสามารถเลี่ยงให้กลายเป็นอาณาจักรฉู่ (蜀國/Shǔ guó) ได้ มิเช่นนั้นเธออาจได้เจ็บตัวฟรีจากการถามคนเป็นแน่

          “ท่านทหาร ท่านสามารถนำของสิ่งนี้ให้คณะละครเหม่ยหยุนได้หรือไม่?”

          “เจ้าเห็นข้าเป็นคนส่งของของเจ้าหรือไง? ไป ออกไปไกลๆ ข้าจะทำงานของข้า!”

          แล้วเธอก็โดนไล่ออกมา… เฉียงหรงรู้สึกอารมณ์เสียนิดๆ ที่ผู้รักษาเมืองไล่เธออกมาเช่นนั้น แล้วเธอก็นึกขึ้นได้ถึงใครบางคนที่อาจนำเอาภาระตรงนี้ไปให้พ้นๆ ตัวเธอเสียที

          หญิงสาวหันหลังกลับเข้าไปในตลาดที่ยังคงพลุกพล่านอยู่อีกครั้ง เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาแล้วกลับมาหยุดอยู่ที่ร้านที่คุ้นเคย…

          “เชิญเลยขอรับท่านลูกค้า! ทางเรามีของจากเส้นทางแห่งสายไหมให้ท่านได้เลือกชมมากมาย! ทั้งผ้าแพรชั้นดี ทั้งสิ่งประดิษฐ์หายากหลากหลาย ทางเราก็มีให้ท่านอย่างแน่นอน!”

          “เถ้าแก่ นี่ข้าเอง”

หลังจากได้ยิน เขาก็สังเกตดูอีกครั้งแล้วก็อุทาน

          “โอ้! พี่ชาย… สาว? เอ่อ… ท่านนั่นเอง ท่านกลับมาเร็วยิ่งนัก หรือว่าท่านจะเปลี่ยนใจแแล้ว?”

          “เปล่าเถ้าแก่ ข้ามีของจะให้ดู”

          เสร็จแล้วเธอก็เอากระบี่เล่มนั้นให้เถ้าแก่ดู

          “หืม? กระบี่ไร้คมแห่งคณะละครเหม่นหยุนรึ? ท่านเอามาให้ข้าทำไม… ท่านคงจะไม่บอกว่าจะขายใช่ไหม?”

          ‘ถูกเผงเลยเถ้าแก่!?’

          ตามแผ่นของเธอ ไม่มีใครในตลาดนี้รู้จักคณะละครเหม่ยหยุนเลยเท่าที่เธอถามมา ทำให้เธอค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าเธอมิสามารถคืนให้เจ้าของได้ และเธอก็คิดจะขายเจ้ากระบี่นีี่ทิ้งซะ ไม่นึกเลยว่าเถ้าแก่จะรู้จักกระบี่นี้เสียได้

          “ต้องไม่ใช่อยู่แล้ว ท่านรู้จักคณะละครนี้ด้วยหรือ?”

          “แน่นอน นี่เป็นคณะละครจากแดนเหนือเลยนะ เป็นคณะละครที่มีลีลาแตกต่างจากที่ข้าเห็นแสดงที่นี่บ่อยๆ เลยล่ะ พวกเขาจะแสดงไปทั่วแผ่นดินฮั่นเพื่อชื่อเสียง และไม่กี่วันนี้เองพวกเขาก็จะมาแสดงที่ตลาดแห่งนี้ด้วย”

          เฉียงหรงพยักหน้าตาม

          “ท่านนี่รู้เยอะดีนะ”

          “แน่นอนพี่ช...สาว ข้าน่ะเป็นพ่อค้าที่ดั้นด้นไปยังทั่วหล้าเพื่อค้นหาสิงประดิษฐ์อัศจรรย์ด้วยตัวคนเดียวเชียวนะ แต่ไม่รู้ทำไม พอข้าจะขายของทีไร ข้าต้องขาดทุนทุกทีเลย…”

          เถ้าแก่ร้านทำหน้าเศร้าแล้วเกาหัว นี่ถ้าไม่ได้เธอช่วยวันนี้ เขาอาจต้องกินหมั่นโถวคลุกข้าวจากพรรคกระยาจกกินตลอดชีวิตก็ได้

          “ส่วนดาบนั่นน่ะนะ… มันก็ดาบไร้คมธรรมดาๆ ที่พวกนางแสดงในคณะใช้นั่นแหล่ะ เดี๊ยวเขามาท่านก็ค่อยเอาไปคืนก็ได้”

          “เช่นนี้เอง ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวล่ะเถ้าแก่”

          “ไว้มีโอกาสก็กลับมาอีกได้เรื่อยๆ เลยนะพี่ช—สาว!”

          ‘ไม่ต้องพยายามขนาดนั้นก็ได้มั้ง…’

          เธอคิด แล้วก็นึกแปลกใจ เขาเป็นเพียงไม่กี่คนที่ยังคงเรียกเธอว่าพี่อยู่ทั้งๆ ที่ถ้าดูจกาภายนอก เขาต้องมีอายุมากกว่าแท้ๆ บางทีเรื่องที่เขาเป็นพ่อค้ามากประสบการณ์ก็อาจเป็นเรื่องจริงก็ได้… แต่ไอ้ที่มากประสบการณ์อาจจะเป็นเรื่องการเอาตัวรอดมากกว่าการเป็นพ่อค้ากระมั้ง

          เมื่อเธอเข้าใจสถานการณ์ดีแล้ว เธอก็มุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมในเมืองถูกๆ เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนทันที



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -9 Point +6 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -9 + 6

ดูบันทึกคะแนน

ปั่นนนนน!!
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
หมีศึก
ตัวเบาขั้นกลาง
กราดิอุสทมิฬ
กุหลาบสีทอง
คัมภีร์ละติน
ปราณชีพจรกุญแจทอง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x20
x4
x9
x4
x14
x4
x10
x3
x15
x10
x6
x219
x10
x4
x8
x5
x1
x1
x18
x175
x390
x12
x60
x1632
x5
x198
x309
x270
x63
x418
x540
x3
x500
x3
x3
x2000
x100
x15
x115
x100
x100
x100
x300
x8
x25
x2
x4
x2000
x43
x5
x22
x10
x10
x35
x25
x15
x40
x20
x22
x10
x102
x1127
x11
x4
x10
x76
x39
x101
x47
x220
x1
x1
x100
x1
x211
x50
x10
x84
x93
x49
x3
x66
x23
x15
x25
x5
x1
x30
x20
x100
x1
x25
x14
x244
x32
x16
x1
x1
x1
x1


ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|

Copyright © 2001-2012 | The Legend of Wulin  สงวนลิขสิทธิ์ | GMT+7, 2020-7-14 17:18

ขึ้นไปด้านบน