เจ้าของ: ไม่ระบุชื่อ

{ เมืองเฉิงตู } จวนผู้ว่าการเมืองเฉิงตู | เซียวไต้อ๋อง

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2018-7-23 10:48:13 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-7-23 10:51


หลังคลอด
{ป่วยวันที่ 1}

        พระชายาหลินเฟยที่กำลังนอนรวยรินเนื่องจากเวลาที่ผ่านมานั้นพระนางได้ผ่านศึกหนักเกี่ยวกับการให้กำเนิดทารกถึงสี่คน ทำให้ตอนนี้เธอมีใบหน้าที่ซีดเซียวจนหมอที่จวนต้องเข้ามาดูอาการอย่างใกล้ชิด เห็นว่าเป็นเพราะว่าการที่ต้องใช้กำลังในการกำเนิดทารกน้อย ทำให้นางต้องอ่อนแอ เพราะไม่ค่อยได้รับสารอาหารเท่าไรนัก

        “คงต้องให้พระชายาหลินเฟยพักสักหน่อยขอรับ ข้าจะเตรียมยาบำรุงกำลังสำหรับแม่ลูกอ่อนไว้ให้ ไม่ต้องกังวนอะไรหรอกนะขอรับท่านอ๋อง ดื่มเช้าค่ำ ไม่นานก็จักหายดี ตอนนี้ก็ขอให้พระชายาเจริญอาหารมากๆเข้าไว้ด้วยนะขอรับ” หมอประจำจวนนั้นกล่าวกับท่านอ๋องหลิวฉุน เขานั้นเข้าใจดี ถึงสภาพร่างกายของพระชายาของตนเอง เนื่องจากว่าเขารู้ว่าเธอหลับไปเป็นเวลา 1 ปีเต็ม แล้วก็ตั้งท้อง เหมือนกับว่าต้องพักร่างกาย

        “ขอบใจเจ้ามาก” เซียวไต้อ๋องพูดเบาๆ แล้วเดินไปข้างๆร่างของพระชายาหลินเฟยที่กำลังนอนหายใจรดรวยรินอย่างเหนื่อยๆอยู่ ใบหน้ายามหลับนั้นเป็นใบหน้าที่ยากจะไม่หมายมอง..ช่างเป็นภรรยาที่อดทนจริงๆ…

        เซียวไต้อ่องจูบลงไปที่หน้าผากของพระชายาหลินเฟยเบาๆ ก่อนที่จะได้ยินเสียงการมาของแขกของตนเอง “อ้าว ท่านจิ้นอัน ...โอ้..ทุกคนมากันพร้อมเลยหรือนี้?” เขากล่าวอย่างแปลกใจ เพราะเห็นกับโต้วเซี่ยวและจ้างจง รวมถึงชาติด้วย

       “ขอรับท่านอ๋อง ข้ามาดูอาการของน้องสาว ข้าเล่าเรื่องราวให้กับท่านพ่อบ้านใหญ่และจงเอ๋อห์กับชาติแล้ว ไม่ต้องกังวนไปนะขอรับ” จิ้นอันกล่าว ก่อนที่โต้วเซี่ยวและจงเอ๋อห์นั้นจะวิ่งเบาๆไปดูอาการของผู้มีพระคุณของตนเอง

        “อย่าไปกวนพระชายาเสียล่ะโต้วเซี่ยว” จิ้นอันกล่าว
        “นายน้อยให้พระชายาได้พักเถอะขอรับ” ชาติกล่าวกับจงเอ๋อห์

        ดูเหมือนว่า จิ้นอันและชาติจะกลายเป็นพี่เลี้ยงเด็กด้วยกันแล้วล่ะ ถึงแม้ว่าจงเอ๋อห์นั้นจะเริ่มเจริญวัย อายุ 11 ปี แล้วก็ตามส่วนโต้วเซี่ยวก็อายุ ?..เท่าไรกันนะ? ท่านอ๋องที่เห็นว่าเด็กทั้งสองนั้นเป็นห่วงพระชายาของตนก็ได้แต่พรายยิ้ม

        เขาเข้าใจ แล้วก็หันไปทางจิ้นอันและชาติ เหมือนกับว่าปล่อยให้พวกเขาพักกันเถอะ

        ไต้อ๋องนั้นพาทั้งสองมานั่งภายในห้อง แต่ห่างจากบริเวณเตียงหน่อยเพราะไม่อยากรบกวนคนป่วย แต่ก็หากมีอะไรเขาจะได้ช่วยได้ทันด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ตอนนี้เหล่าคนงานกำลังยกเปลเด็กถึงสี่อันมาไว้ภายในห้องแห่งนี้

        “ไม่นึกเลยว่าจะเจริญพันธุ์ขนาดนี้นะเนี้ยท่านอ๋อง” ชาติพูดขึ้นด้วยความที่เขาไม่เคยเจอคนที่มีครรย์เยอะขนาดนี้ ส่วนท่านอ๋องนั้นก็ได้แต่ยิ้มเขินๆแล้วเกาหัวตัวเองเหมือนโดนชมอย่างไรก็ไม่รู้ แต่จิ้นอันกลับมองด้วยสายตาเหมือนกับว่า อายุเยอะแล้วยังมีน้ำยา ช่างเก่งจริมๆ---

        “อย่างไรข้าก็ให้เหล่าบ่าวในจวนเตรียมอาหารอะไรมา เดี๋ยวก็คงจะยกมาแล้วล่ะ เจียวหย่าจะได้ทานอะไรด้วย จะว่าไปชาติ ระหว่างที่เจ้าอยู่ที่นี้ ลูกชายข้าได้กลับมาบ้างไหม?” ท่านอ๋องหลิวฉุนนั้นหันไปถามชาติ แต่คำตอบที่ได้มานั้นก็คือการส่ายหัว เพราะว่าเขานั้นไม่ได้เห็นใครเป็นพิเศษเลย

        “......แล้วอี้โหวไม่พกนกสื่อสารหน่อยหรือ?” จิ้นอันถาม
        “...ข้าก็ว่าอยู่ แต่ช่วงนั้นข้ามัวแต่เร่งกับการฝึก จนลืมไปเลย...ข้าควรส่งนกไปให้ลูกสักตัวเสียแล้ว..” ไต้อ๋องพูดขึ้นอีก

        พวกเขาพูดคุยกันได้ไม่นาน อาหารมากมายก็โดนยกมาทั่งซาลาเปา น้ำซุป อาหารทะเล อาหารอ่อน และของหวาน รวมถึงผักผลไม้ เพื่อเป็นการฉลองไปในตัว หลายคนบอกว่าข่าวเรื่องบุตรสาวทั้งสี่ของท่านอ๋องและพระชายาหลินเฟยนั้นน่าจะกำลังกระจายออกไปทั่วเฉิงตู เพราะเกิดกฤษฎาภินิหารในการให้กำเนิดทั้งสี่


        ….
        …….

        ในช่วงที่ท่านอ๋องและเหล่าผู้คน(?)ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกำลังทานอาหารกันอยู่นั้น ร่างของพระชายาหลินเฟยก็ลุกขึ้นมาจากเตียง เมื่อเห็นอาหารแล้ว ก็หรี่ตาเหมือนกับว่า… ว้าว..นั้นอาหารล่ะ...อาหาร..อาหาร…..!!!!!!

        ร่างของพระชายารีบรุดมาอย่างที่คนที่โต๊ะอาหารไม่ได้ทันตั้งตัว หญิงสาวฟาดอาหารอย่างซาลาเปาไป 10 ลูกเต็มๆ พร้อมกับอาหารที่มาเรื่อยๆ เหมือนตายอดตายอยากมาขนาดหนัก การกินของพระชายาที่ลุกขึ้นมาเองวิ่งมาเองนั้นทำให้คนทั้งหลายต้องตกใจกันน่าดู ส่วนท่านอ๋องเกือบสติหลุด แต่เห็นว่าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว

        “อูกอ้าอะ อ้วอางอะอายอีไอออ” (ลูกข้าล่ะ พวกนางสบายดีไหม?) พระชายาพูดในขณะที่ปลาย่างเต็มปาก ส่วนท่านอ๋องก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆแล้วให้นำทารกทั้งสี่มาให้พระชายาได้พบหน้า เพียงนางได้พบหน้า ก็บอกให้เหล่าแม่นมผู้ดูแล ดูแลเด็กดีๆ หากนางหายดี นางจะเลี้ยงดูเอง ก็ช่วยนางด้วยแล้วกัน รวมถึงพูดคุยกับจงเอ๋อห์และโต้วเซี่ยวด้วย..

        “ดูเหมือนว่าพวกเจ้าต้องช่วยน้าดูแลน้องสาวของพวกเจ้าแล้วล่ะ” พระชายาหลินเฟยยิ้มพราวกับเด็กทั้งสอง ก่อนที่เมื่อนางทานอาหารแล้ว จะเดินกลับไปล้มลงเตียงเหมือนสภาพของพะยูนที่กินอาหารเสร็จ พร้อมกับยาที่ท่านอ๋องมาป้อนให้ถึงบนเตียง …. หลังจากที่ทานยาเสร็จแล้วพระชายาหลินเฟยก็ดูเหมือนจะเพลียหนังจนต้องนอนต่อไป...แต่ก่อนที่นางจะนอน เธอก็หันไปถามชาติด้วยความสงสัย

         "อี้โหวกลับจวนมาหรือยังชาติ?..ข้าคิดถึงลูก" เธอพูดขึ้นส่วนชาติก็ต้องบอกว่าส่ายหัว ....... เห่อ..รอบหน้าจะซื้ออินทรีให้สักสองสามตัวมันไปเลยดีไหม? แม่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน

@Admin



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 +25 ความหิว -18 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -18 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-7-24 16:36:23 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-7-24 16:43


นามของธิดาทั้ง 4
(ป่วยวันที่ 2)

        เช้าวันต่อมายังคงมีเรื่องที่ต้องจัดการกันอีกมาก แม้ว่าพระชายาหลินเฟยนั้นกำลังนอนซมเพราะป่วย เนื่องจากการให้กำเนิดบุตรรีทั้งสี่คน แต่ทว่าด้วยความรักลูกทั้งสี่เธอถึงต้องให้เหล่าพี่เลี้ยงนั้นคอยพาลูกๆมาให้เธอได้โอบอุ้มดูหน้าอยู่ใกล้ๆ

        เมื่อตื่นเช้าก็ได้ทานอาหาร พระชายาหลินเฟยดูจะทานเยอะไปหน่อยเพราะว่าต้องเจริญอาหารเพื่อเตรียมการฟื้นร่างกาย

        “เจ้านี้ทานเยอะไปแล้วนะเจียวหย่า หรือเป็นเพราะนอนไปหนึ่งปีถึงกินอะไรเยอะถึงเพียงนี้” เซียวไต้อ๋องที่ละจากหน้าที่การงานนั้นเดินกลับเข้ามาหา พร้อมทั้งพรายยิ้มให้กับพระชายาหลินเฟยที่กำลังทานอาหารหมูพะโล้น้ำแดงอยู่..

        “แหม่..ข้าหิวนี้เจ้าค่ะ อย่างไรก็ต้องกินยาด้วย..ข้ายังรู้สึกเหนื่อยอยู่เลยท่านอ๋อง จะว่าไปแล้วพวกเด็กๆเล่า? เป็นอย่างไรกันบ้างเจ้าคะ?” เจียวหย่านั้นถามพระสวามีของตัวเอง เนื่องจากว่าแม้จะมีลูก แต่เธอก็ยังคงเป็นห่วงและให้ความสำคัญกับเหล่าลูกบุญธรรมและเด็กน้อยทั้งสองที่เธอรับมาเลี้ยงเหมือนกัน

       “อ้อ..โต้วเซี่ยวกับจงเอ๋อห์ ข้าให้เหล่านักปราญช์และนักดาบช่วยสอนวิชาความรู้ให้ทั้งสอง เหมือนว่าโต้วเซี่ยวจะชอบการฟันดาบ ต่อยตีเหมือนชายชาตรีไม่มีผิด..ถึงนางจะเป็นเด็กสาวก็ตามที” เซียวไต้อ๋องพูด ก่อนที่จะหัวเราะแห้งๆให้กับพระชายาตน

        “ไม่แปลกหรอกเจ้าค่ะ โต้วเซี่ยวเดิมคือลูกสาวเจ้าเมืองเยี่ยหลาง นางคงอยากแก้แค้นให้กับท่านแม่และพี่ชายของนาง อย่างไรก็ตามให้นางอยู่กับเราก่อน แบบนี้คงจะดีกว่าไม่น้อยเลย ส่วนจงเอ๋อห์ข้าจะให้เลือกว่าเขาจะยังอยู่ที่นี้หรือจะไปหาท่านป้าของเขาที่ฉางซา” พระชายาหลินเฟยตอบในขณะที่กำลังดื่นน้ำเพื่อที่จะกล้วงคอของตนเอง จนในที่สุดแล้ว ก็ได้มีบ่าวคนหนึ่งในจวนเดินเข้ามาบอก ว่าท่านนักพรตมาแล้ว..

        ดูเหมือนว่าสิ่งที่ยากที่สุดของงานนี้จะมาแล้วล่ะ นั้นคือการตั้งชื่อลูกทั้งสี่ของไต้อ๋องหลิวฉุน เมื่อท่านนักพรตแห่งเฉิงตูเดินทางมาถึงก็คำนับพระชายาและไต้อ๋อง รวมถึงธิดาทั้งสี่ที่กำลังอยู่ในแปลนอนเด็กทารกก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรนอกจากการหลับปุยอยู่ด้านใน

       “สวัสดีท่านนักพรต ที่ข้าเชิญท่านมาในครั้งนี้เป็นเพราะข้าอยากจะสอบถามเรื่องการตั้งชื่อลูกสาวทั้งสี่ของข้าเสียหน่อย” ไต้อ๋องพูดขึ้น ส่วนพระชายาที่กำลังอยู่บนเตียงนั้นก็ได้แต่ยิ้มบางๆ นั้นสินะ การตั้งชื่อก็เป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน

        “เรียนไต้อ๋องและพระชายาหลินเฟย ข้าคิดว่าธิดาทั้งสี่ของไต้อ๋องนั้นหาใช่เด็กธรรมดา จากการที่ข้าได้เห็นและพบเจอ พวกนางเหมือนนางฟ้าที่มาจุติ ณ ครรภ์ของพระชายาหลินเฟยจากการบอกเล่า เรื่องราวการให้ขององค์แม่หนี่วา ข้าอยากสอบถามพระชายา ว่าคิดว่าธิดาทั้งสี่ของท่านเกิดจากสิ่งใด?”

        “.........ฤดูทั้งสี่...” เสียงหวานใสของพระชายาหลินเฟยพูดขึ้น นางทำหน้าคิดก่อนที่จะเล่าความ “ที่ข้าบอกว่าเป็นฤดูทั้งสี่ เพราะว่าเมื่อครั้งข้าฝันนิมิตเห็น องค์แม่หนี่วาส่งไหทองมาให้ข้า ลายที่ไหนั้นเป็นลายสี่ฤดู ส่วนตรงกลางเป็นดอกบัวที่กำลังเบ่งบาน..น่าจะหมายถึงลูกสาว ข้าอยากตั้งชื่อลูกให้ตรงตามฤดูทั้งสี่ หรือตัวแทนของฤดูทั้งสี่” พระชายาหลินเฟยกล่าวต่อก่อนที่จะกระแอมไอ เนื่องจากว่าเธอเหนื่อยจากการคลอดและยังคงฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก

       “ถ้าเช่นนั้นแล้ว...อืม...”


        และแล้วช่วงเวลาตั้งชื่อนั้นก็เลยเวลาไปถึงครึ่งค่อนวัน แต่พระชายาหลินเฟยนั้นกลับต้องนอนก่อนเพราะว่าหลังจากดื่มยาแล้ว นางก็กลับไปนอนเฉกเช่นเดิม เหลือท่านอ๋องและนักพรตที่ย้ายกันมาที่ห้องทำงานของท่านอ๋องทำให้พบเจอกับท่านจิ้นอันที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ ทั้งสามนั้นสรุปกันได้ว่าจะนำชื่อของธิดาทั้งสี่เป็นดอกไม้ประจำฤดูทั้งสี่

       เด็กสาวคนแรกมีนามว่า “หลิว เลี่ยงเหม่ยเปา” (亮梅苞) ซึ่งมีความหมายว่า ดอกเหมยที่อุดมสมบูรณ์และสว่างไสว เป็นตัวแทนของเหมันต์ฤดู เนื่องจากนางนั้นมีกลิ่นหอมของดอกเหมยยามแรกแย้ม รวมถึงผิวที่ขาวเหมือนกับหิมะยามแรกตก

       เด็กสาวคนที่สองนั้นมีนามว่า “หลิว ลู่ฝูลี่” (璐芙丽) ซึ่งมีความหมายว่า ดอกบัวหยกที่สวยงาม เป็นตัวแทนของคิมหันต์ฤดู เนื่องจากนางนั้นมีผิวกายกลิ่นของดอกบัวหิมะ ทั้งผิวกายเนียนละเอียดเฉกเช่นหยกเนื้อดี

       เด็กสาวคนที่สามนั้นมีนามว่า “หลิว หลานฟางเหนียง” 兰芳娘 ซึ่งหมายความว่า หญิงสาวผู้มีกลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ เป็นตัวแทนของวสันต์ฤดู เนื่องจากนางนั้นมีกลิ่นกายหอมเหมือนกับดอกกล้วยไม้ซึ่งเป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ผลิ รวมถึงรอยยิ้มของนางยังเหมือนดอกไม้ยามแรกแย้ม แยกกิ่งใบ

       ส่วนเด็กสาวคนสุดท้ายมีนามว่า “หลิว หมู่หนิงเซียน” 牡宁仙 ซึ่งหมายความว่า นางฟ้าดอกโบตั๋นผู้สงบเสงี่ยม เป็นตัวแทนของศารทวิษุวัตฤดู เนื่องจากนางนั้นมีกลิ่นกายหอมดั่งดอกโบตั๋น แต่กลับดูเงียบสงบไม่ค่อยร้องออกมา เส้นผมของนางนั้นเฉกเช่นใบไม้ยามเปลี่ยนสี

@Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 +25 ความหิว -16 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -16 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-7-25 16:03:50 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-7-25 21:42

เป็นห่วง
ป่วยวันที่ 3

        พระชายาหลินเฟยผู้ซึ่งกำลังนอนหลับเพื่อเก็บแรงของตนเองนั้นโดนปลุกให้ตื่นในช่วงเช้า เพราะว่าถึงเวลาอาหารเช้าแล้ว เป็นเหตุว่าเธอต้องตื่นเพื่อที่จะมาทานอาหารและยาที่หมอยาได้เตรียมไว้ให้ และแน่นอน ว่าไต้อ๋องหลิวฉุนก็ถึงขั้นมานั่งเฝ้าเธอกินข้าวเพราะเกรงว่าภรรยาตนเองจะดื้อไม่กินยาเอาเสียนี้..

        “ท่านไม่จำเป็นต้องจ้องข้าขนาดนี้ก็ได้เจ้าค่ะท่านอ๋อง..แหม่” เจียวหย่ากล่าว ก่อนที่นางจะพรายยิ้มให้กับคนรักของตนเอง ส่วนท่านอ๋องนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ ตอนนี้เช้าเกินไปที่ธิดาทั้งสี่ของเขาจะตื่น เพราะอย่างไรแล้วก็คงหลับปุ่ยอยู่ในแปลนอน ทั้งยังมีพี่เลี้ยงและแม่นมคอยอยู่ใกล้ๆด้วย

       “....ข้าห่วงเจ้าพอๆกับห่วงลูก..เจ้าจะให้ข้าไม่มาดูไข้เจ้าก็อย่างไรอยู่เจียวหย่า” ไต้อ๋องนั้นพูดขึ้น เขารอจนพระชายาหลินเฟยทานอาหารเสร็จหมดแล้ว จึงป้อนยาที่หมอประจำจวนนั้นเตรียมให้ พระชายาหลินเฟยก็ดื่มมันแต่โดยดี…

       “จะว่าไป..จงเอ๋อห์กันโต้วเซี่ยวละเจ้าคะ?” เธอถาม
        “หืม?..ตอนนี้คงกำลังเรียนอยู่กับท่านจิ๋นอันน่ะ ทำไมหรือ?” ไต้อ๋องถามต่อ

        พระชายาหลินเฟยนั้นถอนหายใจกับเรื่องของทั้งสอง ก่อนที่นางนั้นจะหันไปทางพระสวามีเนื่องจากว่าเธอนั้นมีความคิดที่อยู่ๆ น่าจะมีเทพหมูและเทพแมวบินดลใจให้ถามเช่นนี้

        “ท่านอ๋องเจ้าคะ ข้า..ข้าอยากให้เด็กทั้งสองนั้นร่ำเรียนวิชาเข้าสำนัก เพื่อที่จะได้ปกป้องตนเอง รวมถึงศึกษาเรื่องราวของชาวฮั่นเรา เราบอกได้ว่าทั้งสองนั้นเป็นบุตรบุญธรรมเรา ข้าเป็นห่วง หากเขาอยู่ที่จวนเรา อาจจะไม่ได้อะไรมากมาย อย่างอี้โหว ข้าก็ฝากท่านประมุขพรรคกระยาจก ซึ่งเป็นพระสหายของท่าน..”

       “ข้าอยากให้ทั้งสองได้ร่ำเรียนเหมือนอี้โหวบ้างเจ้าค่ะ..ยิ่งโต้วเซี่ยว..ข้าไม่แน่ใจว่าแม่นางหลินเฟยนั้นจะตามมาจองล้างจองผลาญนางอีกหรือปล่าว อย่างน้อย การที่นางอยู่สำนักใด หรือมีพลังในการปกป้องตนเอง ข้าเชื่อว่าโต้วเซี่ยวจะต้องแข็งแกร่งได้ในเร็ววัน เฉกเช่นจงเอ๋อห์..” พระชายาหลินเฟยพูดขอร้องท่านอ๋อง ใบหน้าของท่านอ๋องนั้นขมวกคิ้ว ก่อนที่จะคิดอะไรบางอย่าง….

       “เจ้าคิดว่าอย่างงั้นหรือ?” ไต้อ๋องถามทวนเพราะการที่จะให้เด็กทั้งสองนั้นไกลหูไกลตาอาจจะเป็นอันตราย แต่เขาก็เห็นด้วยกับความคิดนี้

       “เจ้าค่ะ..เดิมจงเอ๋อห์ก็อยู่ตัวตนเดียวตั้งแต่อายุเพียงห้าปี...เขาแข็งแกร่งมาก..แม้อาจจะพูดไม่เก่ง แต่ข้าคิดว่าจงเอ๋อห์และโต้วเซี่ยวจะเป็นคนดีแห่งแผ่นดินฮั่นได้แน่นอนเจ้าค่ะ...แค่กๆ...แฮ่ก...” เจียวหย่านั้นพูดมากเกินไป เป็นเพราะร่างกายและยาประท้วงแล้วว่าให้เธอพักผ่อน ...ก่อนที่ไต้อ๋องจะรีบพานางล้มตัวลงนอนบนเตียงใหญ่…

        ………..เอาล่ะ…..ไต้อ๋องจะทำอย่างไรนะ?

        ไต้อ๋องนั้นเมื่อเห็นว่าพระชายาหลินเฟยของตนเองนั้นเริ่มอาการทรุดลง เขาจึงถอนหายใจก่อนที่จะพาหญิงสาวให้นอนบนเตียงดีๆ ก่อนที่จะพรายยิ้มให้กับพระชายาหลินเฟยของตนเอง

        “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะให้พ่อบ้านพาจงเอ๋อห์และโต้วเซี่ยวไปฝากเป็นศิษย์สำนักหัวซานเอง ในฐานะของบุตรและธิดาเซียวไต้อ๋องแห่งปาสู่” เขาลูบใบหน้าของพระชายาหลินเฟยอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะจูบลงมาที่หน้าผาก ก่อนที่จะหายจากห้องนอนเพื่อให้พระชายาได้พักผ่อนจากการป่วย…

        ไต้อ๋องนั้นเดินไปยังห้องทำงาน รวมถึงเขียนจดหมายแนะนำประทับตราของเขาเพื่อเป็นเครื่องยืนยันสถานะของเด็กทั้งสองเพื่อเป็นสิทธิ์แห่งสำนักหัวซาน เขารู้ว่าเจียวหย่านั้นเป็นห่วงเด็กน้อยเหมือนลูกในไส้ เพราะฉะนั้นแล้ว เขาเองก็เป็นห่วงเหมือนกัน อยากจะให้พวกเขานั้นได้รับความรู้ และวิชาเพื่อใช้ชีวิต

       “ทหาร..ไปตามพ่อบ้านใหญ่ของจวนมาหาข้าสิ” เขากล่าวเรียกทหารที่อยู่ด้านหน้าห้องทำงานของตัวเขาเอง และไม่นานเกินรอ พ่อบ้านใหญ่ก็ได้มาปรากฏต่อหน้าของเขา

       “ต้องขอโทษนะ ที่ช่วงนี้ลำบากหน่อย เดี๋ยวเราจะให้ท่านช่วยทำงานให้ข้าหน่อย นี้คือหนังสือแนะนำศิษย์จากเราไปให้สำนักหัวซาน เราอยากให้พาจงเอ๋อห์และโต้วเซี่ยวที่เรารับเป็นบุตรบุญธรรมทั้งสองนั้นไปที่นั้นเพื่อร่ำเรียนวิชาการเรียนทั้งหลาย ข้าอยากให้ท่านเป็นคนพาพวกเขาไปอย่างปลอดภัยแล้วค่อยกลับมา” ไต้อ๋องอธิบายก่อนที่จะส่งมอบจดหมายนั้นให้กับพ่อบ้านของตนเอง

        และแน่นอนว่าพ่อบ้านนั้นก็น้อมรับคำสั่งแต่โดยดี โดยที่เขาเองก็เห็นด้วยกับการที่จะส่งพวกเขาให้ไปร่ำเรียนวิชา เพราะพวกเขาเริ่มเป็นเด็กที่เดียงสาเหมาะกับเวลาเรียนรู้ ถึงแม้ว่าทั้งสองจะเป็นเด็กใฝ่เรียนรู้ทั้งคู่ก็ตาม

        แต่การส่งไปก็แสดงความท่านอ๋องใส่ใจลูกบุญธรรมเฉกเช่นกัน…

       “ขอรับ..”

        .
        .
        .
        เย็นวันนั้นเป็นช่วงเวลาที่ยากแก่การบอกกล่าวทั้งวันนั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวายเพราะการเตรียมตัวของคุณหนูคุณชายของจวนเพื่อที่จะไปร่ำเรียนในสถานที่อันห่างไกล จงเอ๋อห์และโต้วเซี่ยวนั้นแปลกใจอยู่เหมือนกันแต่ก็ไม่ได้ขัดหรือไม่อยากไปอะไร เพราะตนเองรู้ว่าการอยู่ที่นี้เฉยๆ คงช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้แน่ๆ

       “....พวกเจ้าคงไม่กลัวการเผชิญหน้ากับเหล่าศิษท์ที่นั้นหรอกนะ?” จิ้นอันกล่าวในขณะที่กำลังอ่านหนังสือสงบจิตใจ

        “ข้าไม่มีปัญหาขอรับ” จงเอ๋อห์กล่าวเสียงเรียบ
        “โต้วเซี่ยว..อืม..โต้วเซี่ยวจะพยายามเจ้าค่ะ” โต้วเซี่ยวก็กล่าวขึ้นมาอีกครั้ง เธอทำท่าเหมือนกับว่าพยายามเพราะไม่อยากให้เป็นห่วง.. แต่จิ้นอันกลับหันมาทางเธออย่างเป็นห่วง..รวมถึงค่อยๆลูบหัวเด็กน้อยอย่างเบามือ เขานั้นผูกพันธ์กับโต้วเซี่ยวมาก เพราะหนึ่งปีที่ผ่านมา เด็กหญิงอยู่กับเขาตลอด

        และก็มีเขาที่คอยสอนเรื่องราวต่างๆให้เด็กตัวเล็กๆคนนี้

        “พวกเจ้าไปก็ต้องดูแลกันและกันนะ เพราะตอนนี้พวกเจ้าก็เป็นพี่น้องกัน มีพ่อแม่คนเดียวกันแล้ว เอาเถอะ..ดูแลตัวเองดีๆ เจ้าไปร่ำลาพระชายากับไต้อ๋องซะ ข้ากับพ่อบ้านจวนจะไปส่งพวกเจ้าทั้งสองคนด้วยกันเองไม่ต้องเป็นห่วง” จิ้นอันกล่าว ก่อนที่เด็กทั้งสองจะตอบรับแล้วพยักหน้า

        พระชายาหลินเฟยไม่อยากเชื่อเลยว่าท่านอ๋องนั้นจะจัดการเรื่องราวให้เธอได้เร็วขนาดนี้ แต่มันก็เป็นเรื่องที่ดีมาก ในการที่เด็กๆจะได้มีอนาคตที่ดี จงเอ๋อห์และโต้วเซี่ยวนั้นเข้ามาหาเธอที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงพร้อมกับไต้อ๋อง

        “มานี้สิจ๊ะ จงเอ๋อห์ โต้วเซี่ยว” พระชายาพูดพร้อมกับอ้าแขน ก่อนที่เด็กทั้งสองนั้นจะเดินเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของหญิงสาวและท่านอ๋อง โดยที่พระชายาก็กอดทั้งสองคนแน่น…

        “เจ้าทั้งสองจะต้องไม่เป็นอะไร..ตั้งใจเรียนนะลูก...หากมีอะไรก็ส่งข้อความมาหาก็ได้ มีอะไรก็บอกครอบครัวเรา ไม่ต้องกลัวอันใด ตอนนี้เราเป็นคนครอบครัวเดียวกันแล้ว ….พวกเจ้าจงจำไว้นะ อย่างไรพวกเจ้ายังมีครอบครัวอยู่ตรงนี้เสมอ แม้โลกภายนอกจะโหดร้าย หรือผู้คนอื่นอาจจะเดาความไม่ได้ พวกเจ้าต้องพยายามฝึกฝนตัวเองเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า? เข้าใจไหมจ๊ะ” พระชายาหลินเฟยพูด ก่อนที่โต้วเซี่ยวจะน้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อย แต่ก็เช็ดออกลวกๆ ต่างกับจงเอ๋อห์ที่มีใบหน้าอ่อนลงแต่ก็ไม่ได้ร้องไห้

       “ค่ะ..”
       “ขอรับ”

       "อ่ะ...จริงสิโต้วเซี่ยว...ตอนนี้ข้ามีเรื่องที่จะบอกเจ้า เพื่อความปลอดภัยของเจ้าตอนนี้เจ้าจะมีนามใหม่ คือสกุลหลิว หลิว มี่อี้เหริน ซึ่งแปลว่า ความลับ ความเมตตา ความยุติธรรมถูกต้อง..เพื่อป้องกันเจ้าจากแม่เลี้ยงหลินเฟย เจ้าชอบชื่อนี้หรือไม่? " ไต้อ๋องกล่าว โต้วเซี่ยวนั้นเมื่อได้ยินก็ยืนคิดสักครู่ก่อนที่จะพยักหน้ายิ้มสดใส ดูเหมือนนางจะชอบชื่อนี้มาก

         "งั้นต่อไปนี้เรียกหนูว่า มี่อี้เหริน หรือ มี่เหรินใช่ไหมเจ้าคะ?" เด็กหญิงที่ได้ชื่อใหม่นั้นยิ้มพร่าให้กับพระชายาที่เป็นแม่ของตน
         "จ๊ะ..ใช่แล้วมี่อี้เหริน..จงเอ๋อห์ช่วยดูแลน้องด้วยนะ?" พระชายาหลินเฟยพูดแล้วหันไปหาจงเอ๋อห์ที่รับรู้
        นั้นคือการร่ำลากันของคนที่พึ่งจะเป็นครอบครัวและต้องจากกัน แต่เธอพร้อมที่จะรับความเสี่ยงรวมถึงให้พวกเขานั้นได้มีอนาคตที่ดี..นั้นคือหน้าที่ของพ่อแม่ที่ควรทำ..

        “จริงสิ..เอานี้..มี่เหริน นกพิราบขาว เอาไว้เผื่อติดต่อกัน..ส่วนจงเอ๋อห์ แม่มอบม้าตี้หลู่นี้ให้เจ้านะ และนี้ข้าให้อาหารและเงินตรา ติดตัวไว้ใช้ไม่ให้ต้องลำบากเจ้าทั้งสอง” พระชายาหลินเฟยกล่าวก่อนที่จะมอบนกพิราบให้พี่น้องสองคนที่เตรียมออกไปเรียน ณ สำนักหัวซาน

พระชายาหลินเฟย มอบ นกพิราบให้มี่อี้เหริน 1 ตัว และมอบ ม้าตี้หลู่ให้จงเอ๋อห์ 1 ตัว
เงินให้คนละ 200 ชั่ง
รวมถึงมอบ ซาลาเปาให้คนละ 50 ลูก ขนมเย่วปิ่งคนละ 50 ชิ้น
@Admin



แสดงความคิดเห็น

ส่งนกพิราบขาว 1 ตัว / ม้าตี้หลู่ 1 ตัว เงิน 400 ชั่ง /ซาลาเปา 100 ลูก /ขนมเย่วปิ่ง 100 ลูก ให้ ID:Admin เสร็จเรียบร้อย  โพสต์ 2018-7-25 21:44

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 +250 ความหิว -19 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 250 -19 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-7-26 13:15:36 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-7-26 13:17

เงียบไปเยอะเลย
ป่วยวันที่ 4

        ช่วงเช้าของวัน วันนี้เป็นวันหลังคลอดวันที่สี่แล้ว พระชายาหลินเฟยที่อุดอู้อยุ่ในห้องเป็นเวลานานนั้น ก็อยากที่จะออกมาสูดอากาศด้านนอกบ้าง เธอนั้นให้สาวใช้อุ้มธิดาทั้งสี่มาให้เธอ เพราะตอนนี้เธอพอมีเรี่ยวแรงที่ทำให้สามารถอุ้มลูกรวมถึงให้น้ำนมได้แล้ว เพียงแต่ยังต้องพักผ่อนและเพลียอยู่มาก โดยเมื่อไต้อ๋องตื่น เขาก็แต่งตัวเพื่อมาดูอาการพระชายาและธิดาทั้งสี่ทันที

        “อ้าว...เจ้าดีขึ้นแล้วหรอ เจียวหย่า?” ไต้อ๋องหลิวฉุนพูด เมื่อเห็นว่าชายาของตนเองกำลังอุ้มธิดาเพื่อให้นมแก่ทารกน้อยอยู่

        “ข้าตื่นขึ้นมาก่อนน่ะเจ้าค่ะท่านอ๋อง..วันนี้ข้าอยากออกไปชมสวนเสียหน่อย อยู่ในห้องคุดคู้มาตั้งสามสี่วันแล้ว ให้ข้าออกไปบ้างได้หรือไม่เจ้าคะ?” พระชายาหลินเฟยเอ่ยถามในขณะที่กำลังให้นมทารกน้อย เมื่อท่านอ๋องได้ยินดังนั้นก็พิจารณาร่างกายของพระชายาที่เริ่มดีขึ้นมาก แต่ก็ไม่ได้มากพอจะเดินเหินสะดวก …

        “อืม….ไปเพียงตรงระเบียงก็พอแล้วกระมัง?? หากเป็นที่สวนเจ้าควรอาการดีกว่านี้ก่อน เอาเถอะ หลังทานอาหารเช้าแล้วเดี๋ยวข้าจะพาเจ้าออกไปสูดอากาศตรงระเบียงสวนเองตกลงไหมชายาข้า?” ไต้อ๋องสอบถาม ส่วนพระชายาหลินเฟยก็ได้แต่พรายยิ้มเพราะว่าไม่ว่าเวลาไหนชายคนนี้ก็จะดูแลเธอเสมอ

        “เจ้าค่ะ...เสียงดูเงียบไปเลย..จงเอ๋อห์กับมี่อี้เหรินไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วสินะคะ...อี้โหวก็ออกท่องยุทธ์..ข้าเริ่มเหมือนเห็นลูกๆโตแล้ว แต่ก็มีลูกสาวน้อยๆที่ต้องดูแลอีกถึงสี่คน..ฮ่ะๆ” พระชายาหลินเฟยยิ้มบาง นางหันไปหาทางไต้อ๋องที่เดินมานั่งข้างๆ เธอแล้วอุ้มลูกสาวอีกสองคนเหมือนกับเป็นพ่อแม่ลูกสุขสันต์

       “เจ้าจะเป็นแม่ที่ดีได้แน่เจียวหย่า...ไม่ต้องเป็นห่วงทั้งสอง และทำหน้าที่ภรรยาให้ดีเถิด..” เซียวไต้อ๋องพูดขึ้น...ทั้งสองนั้นกอดกายกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะถึงเวลาอาหารและดื่มยาเพื่อบำรุงร่างกายของพระชายาหลินเฟย…

        .
        .
        .

        “ข้าไม่ได้รู้สึกสบายใจขนาดนี้มานานแล้วนะเจ้าค่ะ” พระชายาหลินเฟยนั้นพูดขึ้นเมื่อเธอได้ออกมาบริเวณด้านหลังของจวนที่เป็นระเบียงสวนน้ำ ที่มีอากาศที่สดชื่น ใบหน้าของเธอที่เคยซีดเซียวตอนนี้ดีขึ้นมาก โดยที่มีไต้อ๋องที่กำลังประคองภรรยาของตนเอง เพื่อให้ความสมดุล ไม่ให้พระชายาหลินเฟยนั้นต้องล้มลงไปก่อน..

       “ข้าเช่นกัน...” เซียวไต้อ๋องพูด.. เขาไม่นึกเลยว่าต้องใช้เวลานานกว่าจะได้โอบกอดร่างของหญิงสาวตรงหน้าเหมือนกับว่าเวลาที่ผ่านมามันทำให้เขาต้องอดทนสู้เพื่อใครสักคน ทั้งๆที่เขาก็ไม่ได้ชอบความรุนแรง หรือการทำอะไร.. นางเป็นคนที่เปลี่ยนเขา

        “....จะว่าไป..เมื่อไรอี้โหวจะกลับมานะ? ข้าคิดถึงลูกเหลือเกิน นกส่งข่าวก็ไม่ได้เอาไปด้วย….ท่านนี้น่า..ไม่ดูแลลูกเลย” พระชายานั้นอมลมเหมือนกับงอลคนที่กำลังโอบกอดเธออยู่ แต่ท่านอ๋องก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ เนื่องจากว่าอี้โหวนั้นเขาออกไปเพื่อฝึกฝนตนเอง..แต่ก็น่าจะได้ข่าวเรื่องของพระชายาหลินเฟยเฉกเช่นกัน..

        “โธ่..ไม่เอาสิ...เดี๋ยวอี้โหวก็ได้ยินข่าวของเจ้าเองนั้นล่ะ..เดี๋ยวเขาก็มา ข้าเชื่อเช่นนั้น ไม่เอาน่า เจ้าไม่โกรธข้านะ” ไต้อ๋องพูดยิ้มๆ ก่อนที่จะหอมแก้มที่พองขึ้นนั้นเล็กน้อย ส่วนพระชายาหลินเฟยก็เอียงแก้มอย่างเอียงอายไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรมากมาย เพราะตัวเองก็เขินและเหนื่อยจะหนี… เอาเถอะ ขอแค่ลูกปลอดภัยก็ดีแล้ว

       “.....เดี๋ยวข้าอยากจะไปดูเด็กๆที่ศาลเจ้าร้างด้วย..ไม่รู้ตอนนี้เป็นเช่นไรบ้างแล้ว?” เจียวหย่านั้นพูดแบบนั้น แต่ทว่าเมื่อท่านอ๋องได้ยินก็หรี่ตา …

        “เจ้าพึ่งโดนจับตัวไป พึ่งป่วยยังจะออกไปอีกหรือ? ทำไมไม่อยู่ในจวนดีๆเล่าเจียวหย่า?” เขาพูด เนื่องจากเป็นห่วงพระชายาหลินเฟยของตนเอง ยิ่งชอบโดนลักพาตัวไปโดนขังโดนจับด้วย แม้ว่าจะอายุ 20 ปีแล้วก็ตามที หากเป็นเช่นนั้นอีก เขาคงได้กัดลิ้นตัวเองตายไปข้างกันเลย

        “เจ้าต้องดูแลตัวเองมากกว่านี้นะ เจ้าเป็นพระชายาของเซียวไต้อ๋องแห่งปาสู่เชียวนะ….เจ้าควรรู้สถานะตัวเองดีได้แล้วตกลงไหม? ...ข้าจะทำอย่างไรหากปล่อยเจ้าไปแล้วเจ้าเป็นอันตราย..” ไต้อ๋องพูดพลางจับมือของพระชายาหลินเฟยแล้วจ้องตานางด้วยความเป็นห่วง ส่วนพระชายาหลินเฟยเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ใจอ่อน….

        จริงสิ…

       “ข้าเข้าใจตัวเองดีเจ้าค่ะท่านอ๋อง..แต่ทว่าข้าจะไม่ออกเฉิงตูเร็วๆนี้หรอกเจ้าค่ะ ข้าจะยังอยู่กับท่านไปตลอด ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้านะเจ้าคะ..อีกอย่างยังมีงานที่ข้าค้างคาไว้ตั้ง 5 ปี แนะ..ไหนจะธิดาทั้งสี่คนของเราอีกเล่า?..ข้าไม่ไปไหนหรอกเจ้าค่ะท่านอ๋อง” พระชายาหลินเฟยพูด นางค่อยๆขยับร่างกาย แล้วยืดตัวขึ้นเพื่อจูบเบาๆที่ริมฝีปากของท่านอ๋อง

        ก่อนที่จะพริมยิ้มอย่างหวานอ่อน…

       “ข้ารักท่าน และรักครอบครัวของเรา ข้าจะอยู่ข้างๆท่านตรงนี้ล่ะเจ้าค่ะ”


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 +77 ความหิว -14 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 77 -14 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-7-26 23:30:12 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-7-26 23:31

ตะเพียรทอง(?)

        ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ใกล้เย็นเต็มทีดวงตะวันนั่นเริ่มหย่อนคล้อยพร้อมกับดวงจันทร์ที่เข้ามาแทนที่ พระชายาหลินเฟยของเซียวไต้อ๋องแห่งป่าสู่นั่นนอนอยู่บนที่นอนอันหนานุ่มเนื่องจากความเพลียเพราะพิษไข้ที่ถึงแม้จะทุเลาลงแล้วแต่ก็ไม่อาจที่จะหายไปหมดได้ในเร็ววัน

        “แง้…..อือออ...แง๊….”

        เธอได้ยินเสียงของพระธิดาน้อยดังขึ้นมาเป็นระยะๆ เนื่องจากว่าอยู่ในช่วงกลางคืนเราพี่เลี้ยงและแม่นมจึงพาธิดาของเธอไปยังอีกห้อง เพื่อดูแลและให้เธอนั้นได้มีกำลังวังชาจากการพักผ่อน แต่สำหรับคนที่เป็นแม่เมื่อได้ยินเสียงร้องของลูกแล้วจักให้นอนอยู่เฉยเฉยๆได้อย่างไร  พระชายาหลินเฟยนั้นค่อยๆลุกขึ้นมาจากบนเตียง จนบ่าวที่อยู่ข้างกาย ต้องคอยมาประคองดูว่าพระชายาหลินเฟยนั ้นต้องการสิ่งใด

       “พาเราไปหาลูกของเราทีสิ...ข้าได้ยินเสียงร้องของลูกแล้ว แล้วนอนมิหลับเลย..เราเป็นห่วงพวกนาง” เสียงหวานของพระชายาดังขึ้นมา จนบ่าวจำต้องให้นางนั้นนั่งลงบนเตียงใหญ่ดังเดิม ก่อนที่จะกล่าวว่าจะนำธิดาทั้งสี่มาให้ ให้นั่งรอประเดี๋ยวก่อน มิเช่นนั้นหากพระนางเป็นอะไร บ่าวคนนี้คงแย่

        นั้นเป็นเหตุให้พระชายาหลินเฟยจำต้องนั่งทำหน้าเจียมๆอยู่บนเตียง พร้อมกับพองแก้มเล็กน้อยเพราะว่าไม่มีอะไรทำ แต่ไม่นานเกินรอ ร่างของพี่เลี้ยงทั้งสี่และแม่นมทั้งสองก็มา พร้อมกับทหารที่ยกเปลของเด็กมาด้วย

        “ข้าเกรงว่าพระชายาจะเป็นห่วงธิดาทั้งสี่ จึงคิดว่าการที่เราย้ายมายังห้องนี้ น่าจะดีกว่าเจ้าค่ะ พระชายาคิดเห็นเป็นเช่นไรเจ้าคะ?” พี่เลี้ยงนั้นสอบถามเธอ ก่อนที่รอยยิ้มของพระชายา นั้นจะผุดขึ้นมา

        “ทำได้ดีมาก ตอนนี้ก็ไม่ต้องเกรงใจนะ ให้ลูกอยู่กับเราได้ เราเริ่มจะหายแล้ว ช่วงเช้าเรายังให้นมลูกเราอยู่เลย พวกท่านไม่ต้องกังวน มีลูกใกล้เรานั้นจะดีกว่า เราจะได้หายห่วง” พระชายาหลินเฟยกล่าว ก่อนที่จะรับอุ้มเด็กทารก รวมถึงค่อยๆล้มตัวลงนอนกับเตียง โดยที่ทารกน้อย ค่อยๆขยับริมฝีปาก เพื่อใช้ในการดูดนมจากยอดอกของผู้เป็นแม่..

        เหตุการณ์นั้นช่างเป็นเหตุการณ์ที่ดีเลยทีเดียว โดยที่พระชายาหลินเฟยก็ลูบหลังตบก้นธิดาเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบประโลมให้นอน ส่วนพี่เลี้ยงทั้งสี่ ก็ดูแลธิดาอีกสามคนที่เหลือ เพราะว่าการที่พระชายาดูแลทั้งสี่นั้นอาจจะเป็นไปไม่ได้…

        .
        .
        .

        “........” ไต้อ๋องหลิวฉุน ที่พึ่งทำงานกิจการบ้านเมืองเสร็จแล้ว เขากำลังที่จะเข้ามาหาดูอาการพระชายา แต่ทว่ากลับเห็นเหล่าแม่นมและคนเต็มห้อง พร้อมกับมีร่างของธิดาทั้งสี่ของเขาอยุ่ด้วย แม้หนึ่งในนั้น จะกำลังรับน้ำนมจากพระชายาหลินเฟยอยู่ก็ตาม…

        เขาหลุบยิ้มไม่ได้ที่จะเห็นว่าครอบครัวนั้นช่างสุขสันต์ นัยต์ตาสีดำนั้นแสดงถึงความอ่อนโยนขึ้นมาอย่างมาก เวลาที่ผ่านมามันช่างยาวนาน แต่ก็คุ้มค่าที่จะได้อยู่กับคนที่เป็นที่รักเช่นนี้ … เมื่อเขาเห็นว่าพระชายาหลินเฟยนั้น กำลังดูแลธิดาอยู่ก็ไม่อยากเข้าไปกวน แต่ทว่า เขาก็อยากจะเข้าไปดูใบหน้าอันหน้ารักของลูกเสียสักหน่อยจะเป็นอะไรไป…

       “......” ชาติที่เดินถือปลาตะเพียนทองเข้ามาเห็นนั้นก็กำลังจ้องมองเซียวไต้อ๋องที่กำลังเกาะบานพับประตูต้องมองเหมือนกับยีราฟเข้าไปภายในห้องของพระชายาหลินเฟย ตอนแรกเขากะว่าจะนำปลาตะเพียนมาให้ธิดา.. แต่ว่าไม่รู้ว่าจะชอบหรือปล่าว เลยจึงลองทำมาสองตัวดูก่อน แต่พอเห็นไต้อ๋องเช่นนี้ก็ทำให้เขาต้องจ้องมองด้วยใบหน้าอันยากจะคาดเดา..

        “ท่านทำอะไรอยู่หรือขอรับ?” ชาติพูดขึ้นหลังเซียวไต้อ๋องที่ขนลุกซู่ เพราะไม่ทันรู้ว่ามีคนอยู่ด้านหลังของตนเอง เมื่อเขาหันไปก็ต้องพบกับชาติที่ถือของหน้าตาประหลาดเข้ามา

        “ปล่าวหนิ?..ข้า..ข้ามาดูเจียวหย่าน่ะ?” ไต้อ๋องหลิวฉุนกล่าว
       “แล้วเหตุใดไม่เข้าไปละขอรับ?” ชาติถามอีก

        ……..ก่อนที่ชาตินั้นจะชะเง้อมองด้านในห้อง ก็เห็นสภาพที่ไม่น่าเข้าไปรบกวน จึงได้รู้ว่าทำไมเซียวไต้อ๋องถึงทำตัวเหมือนกับพ่อที่กำลังอิจฉาลูกที่ได้อยู่กับแม่ตลอดทั้งวันอย่างไรอย่างงั้น

       “จะว่าไป..เจ้ามาทำอะไรหรือ แล้วนั้นอะไรล่ะ?” ไต้อ๋องสอบถาม เขาจ้องไปยังของที่รูปร่างเหมือนปลาสานจากใบไม้ ที่ดูสวยงามและแปลกตาดี

        “อ้อ...สิ่งนี้เรียกว่าปลาตะเพียรสานขอรับ มันทำมาจากใบลาน คนไทจะนำมันมาห้อยไว้บนเปลของเด็กทารกยามแรกเกิด และมันยังเป็นสัญญาลักษณ์ของความอุดม สมบูรณ์เติบโตแข็งแรงของชาวไท ข้าจึงอยากลองถามว่า อยากได้หน่อยไหมน่ะขอรับ เลยลองทำมาให้ดูเป็นบางอันก่อน” ชาติตอบคำถามนั้น ส่วนไต้อ๋องที่เห็นว่ามันแปลกตา รวมถึงยังเป็นของที่มีศิริมงคลแบบนี้เขาก็สนใจ…

       “อืม...ข้ากำลังว่างอยู่พอดีเลย” ไต้อ๋องพูดลอยๆ แต่ตากลับจ้องไปที่เจ้าตะเพียรทองตัวน้อย ที่เด่งไปมาอยู่ ส่วนชาติเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาจึงอาสาสอนไต้อ๋องในการสานปลาตะเพียรเพื่อให้ธิดาทั้งสองของไต้อ๋องเอง …. เอาล่ะ คุณจะเห็นฉากเหมือนพ่อบ้านใจกล้า ที่กำลังสายปลาตะเพียรทองให้กับลูกสาวตัวเองอยู่…

        …….
        ……..
        
        แต่มันก็ไม่เสร็จง่ายๆหรอกนะ

@STAFF_Pixiu


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -9 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
STAFF_Pixiu + 5 + 300 -9 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-7-27 18:52:38 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-7-27 18:54


เริ่มหายดี
(ป่วยวันที่ 5)

        แสงแดดที่สาดส่องลงมาจากช่วงเช้าของวันนั้นทำให้พระชายาหลินเฟยต้องตื่นขึ้นมา เด็กทารกข้างกายของเธอนั้นหายไปแล้ว แต่นางกลับไปอยู่บนเตียงเด็กที่เห็นว่าตอนนี้มีสิ่งประหลาดลอยอยู่ด้านบน ...มันรูปร่างเหมือนของสานที่เธอเคยเห็นที่หมู่บ้านชาวไท

        และมีทุกเปลเด็กเลย.. พระชายาหลินเฟยนั้นตื่นขึ้นมาจ้องมอง แล้วหันไปถามพี่เลี้ยงว่านั้นคืออะไร?

        “อ้อ..นี้คือปลาตะเพียรทองเจ้าค่ะพระชายา ไต้อ๋องและชาติเขาสานเองกับมือเลยเจ้าค่ะ เห็นว่าคนไทจะนำมันมาห้อยไว้บนเปลของเด็กทารกยามแรกเกิด และมันยังเป็นสัญญาลักษณ์ของความอุดม สมบูรณ์เติบโตแข็งแรงของชาวไทน่ะเจ้าค่ะ” พี่เลี้ยงและแม่นมของธิดาทั้งสี่นั้นพูดกัน ก่อนที่จะยิ้มขำกับฉากตอนที่ท่านอ๋องนั้นโผล่มาตอนที่พระชายากำลังหลับนอน..

        “....เช่นนี้เองหรือ?” พระชายาหลินเฟยพรายยิ้ม ก่อนที่จะเหลือบมองดูใบหน้าของเด็กทารกทั้งสี่คนซึ่งเป็นลูกของเธอ.. ใบหน้านั้นหลับพริมอย่างมีความสุข..

        “ตอนนี้เราเริ่มหายดีแล้ว ขอเราอาบน้ำหน่อยได้ไหม?..เรารู้สึกเหนียวตัวไปหมดเลย” พระชายาหลินเฟยกล่าว ก่อนที่เหล่าบ่าวสาวใช้จะเตรียมน้ำโรยกลีบดอกไม้นั้นให้เธออาบ และเหมือนว่ามันจะอุ่นกำลังดี ..พระชายาหลินเฟยที่ค่อยๆย่างกรายเข้าไปอาบน้ำในอ่างน้ำขนาดใหญ่นั้นก็ได้แต่ถอนหายใจจากความผ่อนคลายที่ได้รับ..

        “....” ไต้อ๋องก็ทำอะไรกุ๊กกิ๊กน่ารักกับเขาเหมือนกันนี้นะ?

        .
        .
        .

        และแล้วช่วงเวลาอาหารเช้า พระชายาหลินเฟยในชุดสีม่วงตัวเก่งนั้นก็ได้ปรากฏกายที่ระเบียงด้านหลังสวน ที่ท่านอ๋องมักจะอยู่บ่อยๆ … และแน่นอนว่าเธอเห็นท่านอ๋องที่กำลังนั่งอยู่บนที่นั่ง ส่วนบนโต๊ะก็มีอาหารอยู่มากมายแต่ก็พอสำหรับสองคนทาน..ความจริงมันทานได้เยอะกว่านั้นอีก

        “เจ้ามาแล้วชายาข้า” ไต้อ๋องกล่าว ก่อนที่จะส่งมือให้พระชายานั้นนั่งข้างกายของตนเอง ส่วนพระชายาหลินเฟยก็พรายยิ้มเฉกเช่นเดิมและนั่งลง “ใบหน้าเจ้าดูดีขึ้นนะ? ไม่ซูบแล้ว อีกไม่กี่วันเจ้าคงหายดีแล้วล่ะเจียวหย่า”

        “เจ้าค่ะ ข้าเองก็คิดแบบนั้น..จะว่าไป ข้ายังไม่ได้ขอบคุณท่านเลย ที่ทำปลาตะเพียรทองนั้นให้ลูกของเราทั้งสี่..ต้องขอบคุณชาติด้วย” พระชายาหลินเฟยกล่าวขึ้นมา แล้วยิ้มหัวเราะอย่างชอบใจ และแน่นอนว่าไต้อ๋องเองก็รู้สึกอิ่มเอมไปด้วย เขาใช้เวลาตั้งนานกว่าจะสามารถสานปลาตะเพียรทองนั้นได้ ช่างลำบากจริงๆ แต่มันก็สวยจริงๆ

        เขาต้องเลือกใบลานสีสวยเพื่อที่จะทำให้เหล่าธิดาของเขา

       “ไม่เป็นไร เห็นเจ้ากับลูกชอบข้าก็ดีใจแล้ว มาเถอะมาทานอาหารเช้ากัน เจ้าจะได้กินยาแล้วพักผ่อน” ไต้อ๋องพูดในขณะที่กำลังตักน้ำซุปให้กับพระชายาหลินเฟย เพื่อที่จะให้นางได้ชิม เพื่อเราะเป็นน้ำซุบเห็ดที่เขารู้ว่าพระชายาหลินเฟยนั้นน่าจะชอบ กลิ่นหอมๆ ช่วยให้ผ่อนคลาย

        “หืม..ท่านเอะอะจะให้แต่ข้าพักๆ เลยหรือเจ้าคะ? ข้าอยากออกไปข้างนอกสูดอากาศสักหน่อย ไม่ได้หรือเจ้าคะท่านอ๋อง?”
        “เจ้าจะออกไปสูดอากาศที่ใดหรือ?..ข้าเป็นห่วงเจ้าอยู่ด้วย เจ้ายิ่งชอบโดนคนจับตัวไปเรื่อย..แม้จะปลอมตัวหรืออะไรเจ้าก็มักจะเป็นคนที่โดนจับตัวได้บ่อยๆจริงๆ ยิ่งตอนนี้เจ้าป่วยอยู่ด้วย คิดว่าข้าจะยอมให้เจ้าไปได้หรือ?” ไต้อ๋องกล่าวเป็นเชิงดุ เพราะว่าเขานั้นเป็นห่วงพระชายาของตนเอง แต่ทว่าความดื้อของพระนางท่านก็รู้ดี…

       “ไม่ได้จริงๆหรือเจ้าคะ..ข้าจะพาทหารไปด้วย ไปเพียงตลาดซังเฉินบ๊วยเองเจ้าค่ะ รอบนี้ข้าจะพาทหารไปด้วย แล้วก็จะพาชาติไปด้วย จะได้ไม่มีใครกล้ายุ่งกับข้าอย่างไรเจ้าคะ” พระชายาหลินเฟยนั้นกล่าวขึ้นมาอย่างเป็นเชิงอ้อน.. แต่ทว่าไต้อ๋องกลับต้องเรียกว่าทนกับการอ้อนของหญิงสาวให้ได้ เขาไม่รู้ว่าจะทนได้ขนาดไหน…

        แต่แล้วก็นึกถึงอะไรบางอย่างออก

        “งั้นไปพรุ่งนี้แทนได้ไหม? เป็นวันเสาร์ด้วย? เดี๋ยวข้าจะได้ออกไปด้วย วันนี้เจ้าพักอยู่ที่นี้ ตั้งแต่มาเจ้ายังไม่ได้ส่งจดหมายไปหาทางบ้านที่ฉางซาเลยนี้? ข้าว่าเจ้าควรเขียนจดหมายไปหาท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าหน่อยนะ? คิดว่าอย่างไรเล่าเจียวหย่า?” ไต้อ๋องนั้นกล่าว ก่อนที่พระชายาหลินเฟยนั้นเริ่มนึกขึ้นได้ ว่าลืมไปเสียสนิทเลย..

        การส่งจดหมายไปให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องใช้คำดีๆด้วยสิ..ไหนจะเล่าเรื่องจงเอ๋อห์…

       “เช่นนั้นก็ย่อมได้เจ้าค่ะ...งั้นเรามาทานอาหารกันเถอะเจ้าค่ะ” พระชายาหลินเฟยยิ้มหวาน ก่อนที่จะลงมือทานอาหาร หลังจากนั้นก็ทานยา…….. และต่อไปก็คือต้องเขียนจดหมายให้กับท่านพ่อท่านแม่ เพื่อให้ทหารม้าเร็วไปส่งจดหมายถึงท่านพ่อและท่านแม่อีก..อืม…

        .
        .
        .

        “เจียวหย่า..เจ้าอย่ามาเนียนไม่กินยา..” ไต้อ๋องพูดขึ้นในขณะที่พระชายาหลินเฟยนั้นมือค้างอยู่กับการป้อนยาของตนเอง… ใครจะไปรู้ว่ายามันขมขนาดนี้กันเล่า? ตอนป่วยหนักกินอะไรมันก็ไม่ได้รส แต่พอได้รสมันไม่น่าดื่มลงคอเลย!!!!!!!!!!

@Admin



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -16 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -16 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-7-27 19:35:12 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-7-27 20:10


จดหมายถึงครอบครัว

        หลินเจียวหย่านั้นหลังจากการทานอาหารเธอก็ค่อยๆ ลากสังขารของตัวเองกลับเข้ามาที่ห้องนอน โดยที่มีเซียวไต้อ๋องที่ชนะศึกการจับยาอัดปากพระชายาเสร็จแล้วคอยพยุงเข้ามาในห้อง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาเห็นธิดาวัยทารกที่กำลังนอนหลับ พระชายาหลินเฟยนั้นชอบที่จะได้อยู่ข้างๆลูก เพราะฉะนั้นเธอจึงขอให้เธอมานั่งเขียนจดหมายในที่นี้

        โต๊ะทำงานนั้นโดนตั้งเสร็จเรียบร้อย พระชายาหลินเฟยก็นั่งลงแล้วโบกมือให้กับพระสวามี โดยที่ไม่ลืมจะขยิบตาให้เหมือนกับว่าพรุ่งนี้ห้ามลืมนะ ซึ่งไต้อ๋องก็เข้าใจ..

        พระชายาหลินเฟยเมื่อได้อยู่ทามกลางกลิ่นของเด็กทั้งสี่ก็ยิ้มบาง เหล่าพี่เลี้ยงก็ดูแลทารกน้อยไปตามเรื่อง เพราะฉะนั้นก้ถึงเวลาที่เธอจะเขียนจดหมายถึงท่านพ่อและท่านแม่ของเธอแล้ว…


ถึงท่านพ่อและท่านแม่รวมถึงท่านพี่สกุลหลิน
        ท่านคงจำลายมือของข้าได้แม้ผ่านไป 5 ปี แล้วก็ตามใช้ไหมท่านพ่อท่านแม่? ข้าหลิน เจียวหย่า ตอนนี้ข้าออกมาจากคุกตำหนักมรณะที่เตี๋ยนแล้ว ต้องขออภัยที่ข้าไม่ได้ส่งข่าวให้พวกท่านต่อ นั้นเป็นเพราะว่าข้าต้องพบเจอเรื่องราวมากมาย และมีเรื่องที่อยากจะบอกท่านพ่อท่านแม่มากมาย
        เรื่องแรกคงไม่พ้นเรื่องที่ข้าไปพบกับ จงเอ๋อห์หรือจ้าว จง ที่เป็นลูกชายของท่านน้ายรือเฟย ข้าต้องแสดงความเสียใจ ซึ่งท่านน้ายรือเฟยนั้นเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน ส่วนจงเอ๋อห์ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าอยู่คนเดียว ก่อนที่ข้านั้นจะไปพบ ตอนนี้ข้าได้พาจงเอ๋อห์กลับมาที่เฉิงตู และรับจงเอ๋อห์เป็นบุตรบุญธรรมของข้ากับท่านไต้อ๋องหลิวฉุน
        เรื่องที่สองคือ ความจริงข้ากลับมาดินแดนฮั่นตั้งแต่เมื่อหนึ่งปีก่อนแล้ว แต่โดนจับตัวไปยังเมืองเยี่ยหลางก่อน กว่าจะออกมาได้ ต้องให้แม่นางที่เป็นชาวยุทธ์คนหนึ่งมาช่วย ซึ่งระหว่างที่ข้าอยู่ที่นั้น ท่านอ๋องก็โดนจับตัวไปด้วย ข้าจึงได้ตั้งครรภ์ เมื่อข้าหนีออกมาได้ ก็หนีออกมาพร้อมกับเด็กคนหนึ่ง นั้นเป็นเหตุที่ทำให้ข้านั้นส่งข่าวให้ท่านช้า
        เรื่องที่สาม … ท่านแม่ ตอนนี้ข้ามีธิดาถึง 4 คนที่เป็นทารก … เอ่อ..มันก็ยากที่จะอธิบาย แต่ทว่าธิดาของข้าก็คือหลายของท่าน ท่านพ่อท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะดูแลพวกนางอย่างดีที่สุด ระหว่างนั้นข้าก็รับเด็กกำพร้าคนหนึ่งมาเป็นธิดาบุญธรรม นางชื่อ..มี่อี้เหริน
        ข้าส่งมี่อี้เหรินและจงเอ่อห์ให้ไปร่ำเรียนเข้าสำนักที่สำนักหัวซาน เพื่อจะได้มีวิชาการเรียนรู้อะไรกับเขาบ้าง ท่านไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะคนที่พาไปส่งมีท่านพ่อบ้านใหญ่และท่านพี่จิ้นอัน
        ...ก็น่าจะมีเรื่องที่ข้าจะบอกข่าวพวกท่านเพียงแค่นี้ เพียงแต่ข้าก็อยากจะบอกว่าข้าคิดถึงพวกท่านมากๆ หากมีเวลาข้าจะพาลูกๆไปกราบพวกท่าน ณ ฉางซา ตอนนี้ข้ากลายเป็นคุณแม่ลูก 7 ไปเสียแล้ว
        พี่ใหญ่มีนาม อี้โหว ตอนนี้กำลังท่องยุทธภพอยู่หากท่านพบเจอ ก็ขอให้รู้ไว้ว่านั้นคือหลานของท่านนะเจ้าคะ
        คนรองก็คือ จงเอ๋อห์ ที่ตอนนี้เรียนอยู่ที่สำนักหัวซาน
        คนต่อมาก็คือ มี่อี้เหริญ ที่ตอนนี้ก็เรียนอยู่ที่สำนักหัวซานเช่นกัน (นางสนิทกับท่านพี่จิ้นอันมากเจ้าค่ะ)
        ต่อไปจะเป็นธิดาแฝดสี่ของข้าเอง
       ธิดาแฝดสี่คนแรกมีนามว่า เลี่ยงเหม่ยเปา (亮梅苞) ซึ่งมีความหมายว่า ดอกเหมยที่อุดมสมบูรณ์และสว่างไสว เป็นตัวแทนของเหมันต์ฤดู เนื่องจากนางนั้นมีกลิ่นหอมของดอกเหมยยามแรกแย้ม รวมถึงผิวที่ขาวเหมือนกับหิมะยามแรกตก
       ธิดาแฝดสี่คนที่สองนั้นมีนามว่า ลู่ฝูลี่ (璐芙丽) ซึ่งมีความหมายว่า ดอกบัวหยกที่สวยงาม เป็นตัวแทนของคิมหันต์ฤดู เนื่องจากนางนั้นมีผิวกายกลิ่นของดอกบัวหิมะ ทั้งผิวกายเนียนละเอียดเฉกเช่นหยกเนื้อดี
       ธิดาแฝดสี่คนที่สามนั้นมีนามว่า หลานฟางเหนียง 兰芳娘 ซึ่งหมายความว่า หญิงสาวผู้มีกลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ เป็นตัวแทนของวสันต์ฤดู เนื่องจากนางนั้นมีกลิ่นกายหอมเหมือนกับดอกกล้วยไม้ซึ่งเป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ผลิ รวมถึงรอยยิ้มของนางยังเหมือนดอกไม้ยามแรกแย้ม แยกกิ่งใบ
       ธิดาแฝดสี่คนสุดท้องมีนามว่า หมู่หนิงเซียน 牡宁仙 ซึ่งหมายความว่า นางฟ้าดอกโบตั๋นผู้สงบเสงี่ยม เป็นตัวแทนของศารทวิษุวัตฤดู เนื่องจากนางนั้นมีกลิ่นกายหอมดั่งดอกโบตั๋น แต่กลับดูเงียบสงบไม่ค่อยร้องออกมา เส้นผมของนางนั้นเฉกเช่นใบไม้ยามเปลี่ยนสี
        ข้ากลายเป็นแม่ลูก 7 แต่ท่านพี่กลับยังไม่มีใครที่จักแต่งงานเลยเสียสักคน หากท่านแม่ได้ข่าวเกี่ยวกับท่านพี่เจี๋ยเฟยก็บอกข้าด้วยนะเจ้าคะ? ข้าเป็นห่วงพี่เจี๋ยเฟย แต่พี่จิ้นอันกลับบอกว่าเขาคงไม่เป็นอะไรหรอก หากพี่เจี๋ยเฟยไม่เข้าไปยุ่งเรื่องราวแปลกๆ ก็คงจะดีนะเจ้าคะ ท่านพ่อท่านแม่
รักพวกท่านเสมอ
ข้าส่งกระสอบข้าว 10 กระสอบมาให้ท่านด้วย ท่านจะได้แจกจ่ายเหล่าเด็กๆที่โรงเรียนได้
@Admin  @STAFF_Pixiu

แสดงความคิดเห็น

ส่งกระสอบข้าว 10 กระสอบให้ ID : Admin แล้วค่ะ  โพสต์ 2018-7-27 19:44

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 2เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 +88 ความหิว -10 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 88
STAFF_Pixiu + 5 + 300 -10 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-7-28 14:32:04 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-7-28 14:46


ความจริงและเศร้าโศก
(ป่วยวันที่ 6)

       ช่วงเช้าของถัดมานั้นมาเยือน พร้อมกับร่างอันสดใสของพระชายาหลินเฟยที่ตื่นขึ้นมาท่ามกลางความสดชื่น เมื่อวานนี้เธอใช้สมองกับการเขียนจดหมาย รวมถึงคอยดูแลลูกๆอยู่อย่างไม่ห่าง แต่วันนี้เธอจะได้ออกจากจวนไปยังตลาดสักที คาดว่าจำเป็นต้องซื้อของบางอย่าง เธออยากที่จะเตรียมตัดชุดเสื้อผ้าให้กับเหล่าเด็กๆยามเมื่อโตขึ้นด้วยตัวของเธอเอง

        แม้ว่าจะสามารถสั่งให้เหล่าบ่าวในจวนทำก็แต่ ได้ทว่าการปักผ้านั้นเป็นสิ่งที่เธอก็อยากจะทำ ให้แสดงถึงความรักของนางที่มีต่อลูกบ้าง ไต้อ๋องอุสส่าทำปลาตะเพียรทองแล้ว นางเล่าต้องทำอะไรให้ได้บ้าง ช่วงเช้านั้นผ่านไปอย่างไม่สะดุด นั้นเป็นเพราะไต้อ่องมีงานด่วนจำต้องไปทำ

        ทำให้เขานั้นเตรียมทหาร รถเกี้ยว รวมถึงให้ชาติตามพระชายาไปด้วย เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จก็ได้เวลาเตรียมตัวเพื่อที่จะไปยังตลาดแล้วล่ะ



        หญิงสาวใส่หมวกคลุมผ้าทำทีเดินดูของที่แผงร้านค้าบริเวณจวนเซียวไต้อ๋อง พลางหาโอกาสจะลอบเข้าจวนเพื่อแก้แค้นให้พี่ชายของตน


        พระชายาหลินเฟยนั้นออกมาภายนอกจวนได้สำเร็จจากการต้องนอนคุดคู้อยู่ภายในห้องนอนมาเป็นเวลานาน เมื่อเห็นว่ามีแผงร้านค้าบริเวณหน้าจวนเซียวไต้อ๋องจึงลงตั้งแต่ตรงนี้ เพราะว่าอยากเดินดูของมันเสียจริงนี้เลย…

       “อืม….สวยจังเลย” พลันสายตาของเธอก็เห็นว่ามีหญิงสาวที่กำลังดูแผงร้านค้าเดียวกันเช่นกัน “ท่านก็มาดูผ้าไหม?เหมือนกันหรือ?”

        เหมิงเยี่ยฟงเงยหน้ามองอีกฝ่ายภายใต้หมวกผ้าคลุมนางเห็นใบหน้าคุ้นเคยก่อนวิ่งไปทางตรอกข้างๆ พระชายาหลินเฟยเมื่อเห็นดังนั้นนางจึงมองอย่างเลิกลัก เอาล่ะหว่า!! นี้มันอะไรกัน เธอหันไปทางแม่ค้า “นางขโมยของหรือ?!”

       “เปล่านะเจ้าคะ ของที่นางถือเมื่อกี้ก็ยังวางอยู่” แม่ค้าส่ายหน้าก่อนตอบหญิงสาว

        เธอไม่เข้าใจว่าเหตุใดหญิงสาวผู้นั้นต้องวิ่งไปด้วยจึงเร่งรีบกระโดดขึ้นฮั่นเสียหม่าของตนเองไปตามทางตรอกข้างๆมันเสียเลย ท่ามกลางความตกใจของทหารที่วิ่งตามมาด้วยเช่นกัน แต่เหมือนว่าฮั่นเสี่ยจะเร็วเกินว่าที่คนธรรมดาจะวิ่งตามทัน

       “แม่นาง หยุดก่อน!! ท่านจะวิ่งหนีทำไม!!??”

        เยี่ยฟงเหลียวมองหลังเห็นนางวิ่งตามมาในตรอกก่อนวิ่งต่อ

        
        พระชายาหลินเฟยนั้นเลือกที่จะตามใจ มันแปลกเกินไปกว่าที่จะเรียกว่าหญิงสาวที่มา อยู่ๆเห็นนางก็วิ่งหนี ต้องเป็นคนที่น่าจะรู้จัก หรือว่าจะเป็น!! คนร้าย!! หรืออะไร นางก็ต้องรู้ให้ได้ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างไม่เจียมตัว นั้นทำให้พระชายาหลินเฟย ได้ไปอยู่ในตรอกเปลี่ยว อย่างไม่ทันตั้งตัว..

        “แฮ่กๆ...แม่นาง..แม่นางอยู่ไหน..ออกมาเถิด ท่านจะหนีข้าไปทำไม?”

        เหมิงเยี่ยฟงที่แอบมองหญิงสาว จงแน่ใจแล้วว่านางมาลำพังก่อนพุ่งตัวออกไป เงื้อมีดที่เหน็บที่เอวยกขึ้นขู่หญิงสาว มีดอยู่เหนือคออีกฝ่ายเพียงไม่กี่คืบ ก่อนดันร่างหญิงสาวไปชิดกำแพง

        “ท่านทำไมยังไม่ตาย”

        !!!?? “เฮ้ย!!” ร่างของพระชายานั้นตอนนี้อยู่ในสถานะที่คับขันจนได้ มีดนั้นอยู่เหนือคอของนาง และร่างก็ติดกำแพงไปไหนไม่ได้ แต่ทว่าเมื่อได้ยินเสียงนั้น เสียงที่ห่างหายไปหลายปีแต่พระชายาหลินเฟยก็ยังคงจำเสียงของน้องสาวไม่ได้รู้ลืม

       “เยี่ยฟงหรือ?...ข้า..ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด..ได้โปรดฟังข้าก่อน”

       “ไม่มีเยี่ยฟงอีกแล้ว นางตายไปแล้ว...และทำไมท่านยังไม่ถูกประหาร คงเป็นมารยาท่านที่ยั่วเขาสินะ” หญิงสาวกล่าวเค้นถามเสียงแข็ง

        “ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังทุกอย่าง แต่ตอนนี้มีดที่คอข้า เจ้าช่วยเอามันออกไปก่อนได้ไหม?” พระชายาหลินเฟยพูด ก่อนที่จะถอนหายใจเมื่ออีกฝ่ายนั้นเริ่มถามเสียงแข็ง

        “ข้าจะยืนยันคำเดียว ว่าข้าไม่ได้ฆ่าเหมินจู้ และข้าก็ไม่อาจทราบได้ว่าคนที่ฆ่านั้นเป็นใคร ข้าโดนช่างไก่เนรเทศข้าไปอยู่ ณ หุบเขามรณะ และข้าก็ได้พบความจริงบางอย่างเกี่ยวกับแม่ทัพที่เป็นสหายสนิทของเหมิงจู้..ที่โดนฆ่าโดยหมอผีช่างไก๋...ได้โปรดเชื่อข้าเถิดเยี่ยฟง” พระชายาหลินเฟยกล่าว นางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน…

        “ข้าอยู่กับเจ้าและพี่ของเจ้ามาสองปี เจ้าคิดหรือว่าข้าจะทำเรื่องไร้เกียรติเช่นนั้นเยี่ยฟง??”

       “เพราะต้าหวางเมาและเขาจะขืนใจเจ้าใช่ไหม เจ้าไม่ยอมจึงลงมือฆ่าเขา!!?” หญิงสาวพูดถามขึ้นด้วยเสียงหนักแน่นและกล้ำกลืน เธอมือสั่นเทาเธอไม่อยากทำร้ายอีกฝ่ายเลย ทำไมซ่างไก๋ไม่จัดการเธอไปนะ พวกผู้ชายก็แบบนี้ทุกคนหลงเสน่ห์สตรีไม่ลืมหูลืมตา

        “เหมินจู้ไม่เคยคิดแม้แต่จะทำร้ายข้า เขาเป็นเพื่อนและสุภาพบุรุษที่ดี วันสุดท้ายที่ข้าได้พบกับเขา เขาเมา และพร่ำบอกรักข้าอย่างจริงใจ แม้ข้าไม่อาจตอบรับได้ แต่เขาก็เป็นสหายที่ข้าเคารพ ต่างกับช่างไก๋ที่จ้องจะจับข้าแม้มีเหมิงจู้ ข้าไม่เคยคิดทำร้ายเขา หากข้าจะทำ ข้าทำไปนานแล้ว ไม่ทำตอนเขาเมาเช่นนั้นหรอก การฆ่าเขามีอะไรดี? ถ้าต้าหวางคนใหม่ขึ้นมาอาจจะสั่งฆ่า ข้าเลยก็ได้..เขาเป็นสหายของข้า เหมือนที่เจ้ายังคงเป็นน้องสาวของข้าเสมอ ได้โปรด เยี่ยฟง เจ้ายังจำช่วงเวลาดีๆที่เรามีให้กันได้หรือไม่?”

        “หากข้ารู้ว่าผู้ใดฆ่าต้าหวางข้าก็อยากจะไขความจริง แต่ข้าโดนขัง ณ ตำหนักมรณะมานานเหลือเกิน..ข้ายังเป็นเพียงหญิงอ่อนแอ..ได้โปรด ยกโทษให้ข้าด้วยเยี่ยฟง” พระชายาหลินเฟยนั้นพูดทั้งน้ำตา เขาเห็นว่าเหมิงจู้เป็นสหายจริงๆ และเมื่อนึกถึงทีไร น้ำตาของนางก็ไหลอาบแก้มไม่เคยหาย ความรู้สึกนั้นแทบจะเหมือนการเสียสหายไป ถึงแม้จะเป็นการบังคับ แต่เขาก็ทำทุกอย่างเพื่อนาง น้ำตาที่ไหลนั้น บ่งบอกว่า นี้คือสิ่งที่นางจริงใจที่จะมอบให้จริงๆ….นางไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ นางเสียใจจริงๆที่นางอ่อนแอ…

        “ได้โปรด..เถอะ..ฮึก..เยี่ยฟง...”

        
        เยี่ยฟงผลักอีกฝ่ายออกไปก่อนเปิดหมวก “ไปชะก่อนข้าจะเปลี่ยนใจ”


        “ข้ารอเจ้าที่จวนเซียวไต้อ๋องเสมอ..รอวันที่เราสองจะกลับมาเป็นพี่น้องกันได้อีกครั้งนะเยี่ยฟง..” พระชายาหลินเฟยกล่าว ก่อนที่นางนั้นจะค่อยๆ วางบางสิ่งไว้ รวมถึงคำขอโทษที่อยากจะบอกเยี่ยฟงมานาน …. สิ่งนั้นคือ แร่อความารีนสีงาม ที่เยี่ยฟงเคยบอกว่านางชอบมัน… และอยากที่จะมีไว้สักอัน เพราะที่เมืองเตี๋ยนนั้นหายากมาก

        “วางไว้ตรงนั้นข้าจะเก็บไว้” เหมิงเยี่ยฟงตอบหญิงสาวโดยไม่แม้แต่เงยหน้ามอง น้ำตาทั้งสองข้างไหลอาบแก้ม มือกุมหมัดแน่น ‘ขอบคุณ’ นางพูดในใจ

        พระชายาหลินเฟยนั้นเห็นแบบนั้นจึงค่อยๆเดินออกไป… โดยหวังว่าเยี่ยฟงจะเปลี่ยนใจ “ข้าจะได้เจอเจ้าอีกใช่ไหม?”

       “ข้าไม่รู้” เยี่ยฟงตอบเสียงราบนิ่งกลับไป พยายามข่มความรู้สึกเศร้าไว้ในใจ

        พระชายาหลินเฟยนั้นคิดว่าครั้งนี้หากคุยต่ออาจจะต้องลำบากใจทั้งสองฝ่าย ปล่อยให้นางนั้นได้อยู่กับความคิดของนางสักหน่อย นางเชื่อว่าหากนางและเยี่ยฟงยังไม่อาจตัดสายสัมพันธ์ได้ อย่างไรก็ต้องได้เจอกันอย่างแน่นอน นางเชื่อในโชคชะตาที่นางจะพบกับน้องสาวคนนี้อีกครั้ง…

        “งั้นข้าไปละนะ เจ้าอย่าลืมดูแลตัวเองด้วย” พระชายาหลินเฟยพูดทิ้งท้าย ก่อนที่จะหันหลังกลับไป เพื่อกลับไปยังหน้าจวนเซียวไต้อ๋อง พลางนำมือเช็ดน้ำตาลวกๆ เพราะว่าตนเองไม่อยากจะให้ใครรู้ว่าเธอนั้นร้องไห้ออกมา…. แค่รู้ว่าเยี่ยฟงยังสบายดี นั้นก็ดีแล้ว แต่รู้ว่านางต้องทนอยู่กับความแค้นมาหลายปี นั้นก็เจ็บหัวใจ…

        
        เหมิงเยี่ยฟงเดินไปเก็บสิ่งนั้น ถ้าเป็นสมัยก่อนนางจะดีใจอย่างมาก แต่สำหรับตอนนี้และคนที่นางไม่แน่ใจว่าจะควรเชื่อใจอีกสักครั้งดีไหม ดูเหมือนพระชายาตัวจริงจะกลับมาแล้ว เห็นทีนางคงต้องเขียนจดหมายขอโทษวูฮูหยินที่ด่วนจากไป

@Admin



แสดงความคิดเห็น

ได้รับความสัมพันธ์จากการสนทนา {+5}  โพสต์ 2018-7-28 23:15
ได้รับความสัมพันธ์จากการมอบของขวัญให้ [NPC] {+30}   โพสต์ 2018-7-28 23:15
เหมิงเยี่ยฟงยอมให้อภัย ความสัมพันธ์กลับมา 4 ดวง   โพสต์ 2018-7-28 23:14

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 +77 ความหิว -23 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 77 -23 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-7-29 03:49:20 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-7-29 03:52


เรื่องราว..
ป่วยวันที่ 7 (วันสุดท้าย)

        พระชายาหลินเฟยนั้นตื่นขึ้นมาในช่วงเช้า เรื่องราวเมื่อวานนั้นทำให้พระนางเดินกลับจวนมาช้า เพราะว่าต้องไปทำอะไรเยอะแยะ...แต่ทว่าในตอนนั้น เหล่าทหารและผู้ติดตามนั้นกลับตกใจกันยกใหญ่ ที่หญิงสาวอยู่ๆก็หายตัวไป อยู่ๆก็กลับมา ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ทว่าเมื่อกลับมาถึงจวน พระชายาหลินเฟยนั้นก็ขอตัวนอนอยู่ภายในห้องดูแลธิดาทั้งสี่อยู่เงียบๆ และฮัมเพลงเบาๆ

       “เกิดอะไรหรือเจียวหย่า?...เจ้าควรทานยาแล้วพักผ่อนนะ เกิดอะไรขึ้นหรือปล่าวตอนที่เจ้าออกไป ทหารบอกว่าเจ้าตามหญิงสาวคนหนึ่งออกไป??” ไต้อ๋องนั้นเดินมาหาพระชายาที่กำลังอุ้มทารกน้อย ส่วนเธอเมื่อได้ยินพระสวามีนั้นถามเช่นนั้นก็ถอนหายใจ..เธอควรเล่าเรื่องทุกเรื่องให้ชายตรงหน้าได้รู้ไว้.. นั้นคือสิ่งที่เป็นจริง..

        ...แต่นางยังไม่พร้อม…

        “ตอนนี้ข้ายังไม่พร้อม..ขอข้าพักสักคืนก่อนแล้วกันนะเจ้าคะท่านหลิวฉุน” นั้นคือคำบอกเล่าของพระชายาหลินเฟยเมื่อคืนวาน เพราะฉะนั้นวันนี้เซียวไต้อ๋อง จักต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากทานอาหารและทานยาแล้ว ไต้อ๋องจึงเรียกตัวพระชายาหลินเฟยให้มาหาตนเองที่ห้องทำงาน..

       “ไต้อ๋อง” เสียงของพระชายาดังขึ้น ชายหนุ่มจึงค่อยๆวางเอกสารลงไป เขานั้นปวดหัวเล็กน้อยกับเรื่องสงครามที่น่าจะเกิดขึ้น คงยากที่จะพบเจอ เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ควรทำเช่นไร แต่ก็อยากจะบอกว่าเค้าพยายามฟังคำร้องเรียน และนำตำรายุทธ์ออกมาอ่านทุกวันจนจำได้ ส่วนวิชาทวนดาบ ก็ไม่ได้ลืม เพราะตนเองก็ฝึกฝนเข้าทุกวัน แม้จะไม่มีอะไรก็ตามที

        “เจ้ามาแล้วหรือเจียวหย่า?...มานั่งนี้สิ..เล่าให้เราฟังว่าเมื่อวานเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?” ไต้อ๋องถามพระชายาด้วยความเป็นห่วง เขาค่อยๆรินชาให้กับพระชายาของตนเองจิบเพื่อความผ่อนคลายก่อนที่พระชายาหลินเฟยนั้นจะเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น

        “ข้าออกไปด้านนอกแล้วพบเจอกับคนรู้จักเจ้าค่ะท่านอ๋อง นางมีนาม เยี่ยฟง เป็นองค์หญิงแดนเตี๋ยน แต่ว่าขอสละราชสมบัติเป็นคนธรรมดาตั้งแต่กษัตริย์เตี๋ยนต้าหวางองค์ก่อนโดนลอบปลงพระชนย์เจ้าค่ะ” เจียวหย่าเล่าด้วยใบหน้าเหนื่อยเล็กน้อย.. ก่อนที่จะเล่าต่อไป แต่ดูเหมือนว่าไต้อ๋องจะค่อนข้างตกใจน่าดู

        “ข้ากับเยี่ยฟงนั้น ค่อนข้างสนิทกันเมื่อยามอยู่เตี๋ยน เขาคอยเชียร์ให้ข้ารักพี่ชายของเขาก็จริง แต่ข้าก็เห็นเยี่ยฟงเป็นน้องสาวตลอดมา และสนิทกันมา..ข้าไม่ได้ฆ่ากษัตริย์เตี๋ยนนั้นคือสิ่งที่แน่นอน เขาโดนใครสักคนฆ่า แต่ไม่ใช่ข้า ...ข้าสงสัยว่าอาจจะเป็นหมอผีนามช่างไก๋ที่ขึ้นครองราชต่อจากเขา เพราะเขาเลือกที่จะให้ข้าเลือกแต่งงานกับเขาหรือโดนเนรเทศทรมาร..ท่านก็รู้..”

       “ตอนนั้นข้ารู้ว่าเยี่ยฟงหายตัวไปอย่างลึกลับ..น่าแปลก แต่พอเห็นนางข้าจึงตามไป ..นางเกือบที่จะฆ่าข้า เพราะยังไม่หายเข้าใจผิดเรื่องที่ข้านั้นไม่ใช่คนฆ่าต้าหวางเหมิงจู้… ข้าจึงเล่าความจริงพร้อมทั้งนำหัวข้าเป็นประกัน..นางยังคงโศกเศร้ามาตลอด 5 ปีเหมือนข้า ...ข้ารู้ว่าต้าหวางคนเก่านั้นแยกเราสองออกจากกันก็จริง..แต่เขาไม่เคยทำร้ายอะไรข้าเลย ข้าเห็นเขาเป็นสหายเสียด้วยซ้ำไป”

        “เรื่องที่เตี๋ยนจะโจมตีปาสู่ก็คอยมีการห้ามไว้เพราะมีข้าเป็นตัวประกัน หากเขาทำ ข้าก็จะตาย..ข้าเลือกแผ่นดินและท่านไต้อ๋อง ไม่ได้เลือกเขา เขาเป็นได้เพื่อนที่ดี...แต่ข้าก็ต้องมาเสียเพื่อนไป..พร้อมกับการโดนกล่าวหา” พระชายาหลินเฟยนั้นพูด เธอมีใบหน้าเศร้าสร้อย เขาไม่เคยรู้เลยว่าพระชายาของเขานั้นจะรู้สึกว่าต้าหวางนั้นเป็นเพื่อน อาจจะเป็นเพราะว่ามีเวลามากมาย..เขาคงดีต่อนางมาก ไม่เช่นนั้นนางคงไม่คิดเช่นนั้น..

        ไต้อ๋องหลิวฉุนนั้นเดินไปนั่งข้างพระชายาแล้วโอบกอด..

       “แล้วนางให้อภัยเจ้าไหม? ที่เจ้าไม่อาจปกป้องพี่ชายนางได้..” ไต้อ๋องถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เข้าอกเข้าใจ ไม่มีการหึงหวงอย่างไร้สาระอย่างใช่เหตุ..

        “ข้าเองก็ไม่รู้เจ้าค่ะ...แต่ข้าดีใจที่ได้รู้ว่านางยังคงมีชีวิต..ข้าหวังแค่ว่า สักวัน ข้ากับนางจะพบกันอีกครั้ง ข้าอยากที่จะตอบแทนนางที่ดูแลข้ายามที่ข้าอยู่เตี๋ยน..ข้าอยากให้ข้ากับเยี่ยฟงนั้นเข้าใจกันมากกว่านี้…..แต่ข้าคิดว่าคนอย่างนาง...อาจจะตามล่าคนที่ฆ่าต้าหวางเหมินจู้ก็ได้...” เจียวหย่าพูดด้วยน้ำเสียงหนายๆ เธอถอนหายใจออกมาดังเฮือก นี้ก็ใกล้จะวันเทศกาลเข้าทุกที….ยังมีเรื่องให้น่าปวดหัวได้อีก…

        “เอ๊ะ...เทศกาล?”

       “...หืม?...ทำไมหรือเจียวหย่า?” ไต้อ๋องถามชายาที่อยู่ในอ้อมกอดด้วยความงง

        “นี้ ช่วงนี้มีงานเทศกาลอะไรอยู่หรือเปล่าวเจ้าคะ?” พระชายาหลินเฟยถามไต้อ๋อง เนื่องจากตอนที่เธอออกไปได้ยินมีคนพูดอะไรก็ไม่รู้เกี่ยวกับเทศกาล กับคนทีื่ยังลำดับวันเวลาแบบมึนๆ แบบนางอาจจะยากไปเสียหน่อยกับการต้้องมานั่งอึนๆดูเอง..

        “อ้อ  เทศกาลชีซีน่ะ นี้ข้ากำลังมึนหัวอยู่เลย มีหลายคนจะจัดพิธีแต่งงาน เหมือนเดิมเลย ฮ่ะๆ แต่คราวนี้ก็เลยมีการตกแต่งตามบ้านเรือนด้วยนะ? จะว่าไปเห็นว่า วันดังกล่าวทั้งหญิงที่แต่งงานแล้วและยังไม่ได้แต่งงานจะพากันไปไหว้ตาวหนุ่มเลี้ยงวัวที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือและดาวสาวทอผ้าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อรำลึกถึงความรักของทั้งสองและอธิษฐานขอให้เจอเนื้อคู่ ด้วยนะ?” ไต้อ๋องนั้นพูด ก่อนที่พระชายาหลินเฟยจะค่อยๆหันไปทางไต้อ๋องแล้วจูบเบาๆลงที่แก้มของไต้อ๋อง

       “ข้าจะหาเนื้อคู่อีกทำไมหรือเจ้าคะ? ก็ท่านอยู่ตรงนี้แล้วหนิ?” เจียวหย่ายิ้มหวาน เธอนั้นทำให้ชายตรงหน้าใจเต้นได้ไม่ยาก อยากจะจัดสักดอกสองดอก ถ้าไม่นับว่าป่วยอยู่หรอกนะ ไม่เช่นนั้นจะจัดให้หนำใจหัวปีท้ายปีเลย

       “คิดอะไรอยู่น่ะเจ้าคะ?” พระชายาหลินเฟยกล่าว ก่อนที่จะดึงจมูกของไต้อ๋องอย่างหมั่นเขี้ยว “ข้าไปดูแลลูกเราดีกว่า ไม่อยู่กับคนที่กำลังจะเสียสมาธิทำงานหรอกเจ้าค่ะ คิคิ..แล้วพบกันนะคะ ตอนนี้ข้าป่วย ท่านยังทำอะไรข้าไม่ได้หรอกก กก ” พระชายากล่าวเสียงหวานกึ่งยั่วยวน เนื่องจากว่าเธอพึ่งให้กำเนิดธิดา อย่างที่รู้ ว่าควรพักร่างกาย หากจะมีบุตร

        ส่วนไต้อ๋องของเราก็ดูเหมือนจะต้องใช้ข้อนิ้วทั้งห้าไปก่อนแล้วละนะ..ดันมีภรรยาสุดแสนที่จะแรงเสน่ย์อยู่นี่นะ

@Admin



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 +25 ความหิว -18 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 25 -18 + 5

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-7-29 21:52:09 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-7-29 21:53


เทศกาลอย่างงั้นหรือ?

        พระชายาหลินเฟยนั้นควบม้าฮั่นเสียของตนเองกลับมาจากชานเมืองฮั่นจงจากการพบเจอท่านพี่ยูตะ ที่ไม่ได้เจอกันมานานนับ 5 ปี ทำให้เธอนั้นยังรู้สึกดีที่ได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ เพราะว่าโดนจับบ่อยๆ อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอนั้นกลัวว่าจะเข้ากับใครไม่ได้ แต่ทว่ากลับไม่ใช่..อย่างน้อยก็มีการเข้าได้

        “ชาติ เราฝากเจ้าดูฮั่นเสียหน่อยนะ..ข้าว่าเราควรตั้งชื่อให้มันได้แล้วล่ะ” พระชายาหลินเฟยกล่าว ส่วนชาติและเจ้าม้าฮั่นเสียก็ได้แต่มองหน้ากัน..เดี๋ยวนะ… รสนิยมการตั้งชื่อของพระชายายิ่งไม่เหมือนใครเสียด้วย… เอิ่ม…

        หลังจากพูดจบพระชายาหลินเฟยก็เดินกลับห้อง วันนี้เธอเดินทางมามากพอแล้ว… เหล่าบ่าวนั้นเตรียมน้ำให้เธออาบเนื่องจากว่าร่างกายของเธอนั้นมีเหงื่อจากการที่ออกไปขี่ม้ามา อย่างน้อยนางก้กลับมาเร็ว กว่าที่คิด อาจจะเพราะความเป็นห่วงลูกของนาง

        หลังจากการอาบน้ำแล้วพระชายาหลินเฟยก็ใช้เวลาอยู่กับะิดาทั้งสี่ของตนเอง นางดูแลรวมถึงให้น้ำนมธิดาทั้งสี่ รวมถึงร้องเพลงกล่อมเหล่าธิดาทั้งสี่ของเธอ จวบจนเวล่ใกล้ค่ำ ก็ถึงเวลานอนของเหล่าทารกน้อย พระชายาจึงขอตัวออกมาเพื่อสูดอากาศก่อนที่จะกลับไปนอน ...นางเดินไปยังระเบียงใกล้กับสระบัวขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณด้านหลังของจวน พระชายาหลินเฟยนั้นนึกถึงท่านพี่ยูตะ…

        นางไม่ได้ไปงานเทศกาลที่ฮั่นมานานแสนนานแล้ว..ใช้ 5 ปีเสียแล้วกระมัง.. ตอนนั้นที่หอปิซู..ที่นางได้เจอกับชายคนนั้น..

        “.....”

        เทศกาลที่เข้ามาใกล้ก็คือเทศกาลซีซีซึ่งเป็นเทศกาลแห่งความรัก แม้นางอาจจะได้รับอนุญาติให้ไป แต่ท่านอ๋องก็คงไปไม่ได้...ไปทำไม หากไม่มีท่านอ๋องนั้นไปด้วย? การไปก็เหมือนกับการไปเดี่ยวๆเช่นนั้น สู้ไม่ไปเลยเสียจักดีกว่า?

       “เฮ้ย..” พระชายาหลินเฟยถอนหายใจออกมา นางนั่งเหม่ออยู่สักพักหนึ่ง ก็ได้รับอ้อมกอดจากใครที่คุ้นเคยจากด้านหลัง

       “เจ้าเป็นอะไรฮูหยินข้า? ข้าเห็นเจ้าเหม่อลอย” เซียวไต้อ๋องนั้นเอง เขากล่าวก่อนที่จะยิ้มให้กับพระชายาหลินเฟยแล้วหญิงสาวก็ซุกใบหน้าลงอกกว้างของพระสวามีของตนเอง.. “ปล่าวเจ้าค่ะ..ข้าแค่คิดถึงเรื่องเทศกาล...ที่จะมาถึงนี้น่ะเจ้าค่ะ” เจียวหย่าตอบหน่ายๆ เธอรู้ ฉลองที่นี้ก็ได้..ไม่เห็นเป็นไรเลย..

        “เทศกาลซีซีน่ะหรือ?...อ้อเรื่องนั้น เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าออกไปเที่ยวฉางอันนะเจียวหย่า” ไต้อ๋องพูด ก่อนที่จะกอดพระชายา แล้วนำมือใหญ่นั้นลูบหัวของพระชายาหลินเฟยของตนเอง … ส่วนนางก็นำหัวดุนมือชายตรงหน้า..

        “อ้อ...เจ้าค่ะ..เที่ยวฉางอัน…...เอ๊ะ..!!! ..เอ๊ะ!!..เที่ยวฉางอันหรือเจ้าคะ!! ท่านจะออกจากปาสู่ได้อย่างไรเล่าท่านอ๋อง? ท่านพูดเช่นนี้คงไม่ได้หมายความว่าท่านจะแอบไปฉางอันหรอกนะเจ้าคะ หากฮ่องเต้รู้เข้า ได้ทรงโกรธกริว ถึงขั้นยึดทรัพย์ถอดยศกันหมดนะเจ้าคะ..อาจดีไม่ดีหัวท่าน อาจ..อาจ..”

        “ใจเย็นๆก่อนเจียวหย่า..ใจเย็นๆ ...เจ้าดูเป็นห่วงข้าเกินไปแล้วละนะ ฮ่ะๆ ก็ช่วงที่เจ้าไม่อยู่...นั้น..ข้า..” ไต้อ๋องนั้นกล่าว..ก่อนที่จะเล่าเรื่องราวเมื่อช่วงกลางวันที่ตนเองนั้นต้องทำงานอย่างหนัก และพระชายาหลินเฟยก็ออกไปขี่ม้าเพื่อที่จะสูดอากาศ เพราะหายป่วยพอดี..
        .
        .
        .

        ไต้อ๋องหลิวฉุนนั้นนั่งทำใบหน้าเครียด เนื่องจากว่าเขานั้นต้องเคลียร์งานของตนเอง เนื่องจากว่าเทศกาลซีซีนี้เขาอยากจะพาพระชายาตนเองได้ออกไปเปิดหูเปิดตา จึงเร่งทำงาน ให้เสร็จ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นงานเล็กๆน้อยๆ และเมื่อทำเสร็จแล้ว เขาจึงมานั่งเขียน ฏีกาก่อนให้ทหารนำไปเมืองหลวงเพื่อขอพระราชานุญาตจากฮ่องเต้เข้าไปในฉางอันช่วงเทศกาลซีซี
        …..เขาคิดว่าพระชายาหลินเฟย..อาจต้องอยากไปเที่ยวเสียหน่อย

        .
        .
        .

        “เช่นนั้นเองหรือเจ้าคะ?..ท่านเขียนขอฮ่องเต้ไปหรือเจ้าคะ?” พระชายากล่าวถามอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนตนเองก็ยิ้มหวานเพราะว่าจะได้ออกไปข้างนอกเมืองปาสู่..

        “ใช่แล้ว ครั้งนี้ไม่ได้ผิดกฏอะไร ข้าเชื่อว่าฮ่องเต้จะทรงพระราชทานคำอนุญาตให้กับเราเป็นแน่ ข้าเขียนฏีการวมถึงเหตุผล และเชื่อว่าฮ่องเต้ผู้ทรงเปี่ยมคุณธรรมและเมตตาจะทรงเห็นถึงความตั้งใจจริงของข้าและเจ้า” เซียวไต้อ๋องพูด เขายิ้มแล้วลูบหัวพระชายา

        “เอาล่ะ..ตอนนี้เจ้าไปนอนได้แล้ว..พรุ่งนี้เช้าเจ้าอยากไปดูหอจินหลงซูเซียงมิใช่หรือ?”
        “...ความจริงข้าไปดูมาแล้วเจ้าค่ะท่านอ๋อง แต่ครานี้ ข้าอยากจะทำงานที่นั้นสักครั้ง ถือว่าเป็นครั้งแรก ที่ข้าจะแสดง ณ หอจินหลงซูเซียง ได้ใช้ไหมเจ้าคะ?” เจียวหย่ากล่าวยิ้ม ส่วนไต้อ๋องนั้นก็พยักหน้า เขาสร้างมันขึ้นมาก็เพื่อหญิงตรงหน้าอยู่แล้ว ความจริงให้นางบริหารก็ย่อมได้ แต่สาวเจ้าบอกว่าจะไม่บริหารท่าเดียว เพราะต้องดูแลลูก

        ไหนนางจะขอไปดูเหล่าหญิงสาวที่อยู่ที่นั้นอีก ….

        เห็นว่าจะไปดูเด็กที่ศาลเจ้าร้างด้วย… ช่างมีงานยุ่งไม่ต่างกับเขาเสียจริงเลย




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 +25 ความหิว -16 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 25 -16 + 5

ดูบันทึกคะแนน

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้