เจ้าของ: ไม่ระบุชื่อ

{ เมืองเฉิงตู } จวนผู้ว่าการเมืองเฉิงตู | เซียวไต้อ๋อง

[คัดลอกลิงก์]
โพสต์ 2017-10-19 17:07:08 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2017-10-19 17:28


ท่านพี่สาม

        เป็นช่วงเวลาเที่ยงวันยันบ่ายคล้อย ที่พระชายาเจียวหย่า อยู่ภายในจวนของไต้อ๋องแห่งปาสู่ วันนี้ท่านอ๋องออกไปข้างนอก ทำให้เธอนั้นอยู่อย่างสงบกับหมอนใบนุ่มภายในห้องนอนของตัวเธอเอง
        น้ำลายที่กำลังอยู่บริเวณหมอนนั้นทำให้รับรู้ว่าคุณท่านกำลังเข้าฝันอย่างเป็นตุเป็นตะอย่างทีเดียว เมื่อเหล่าคนใช้เดินเข้ามา นั้นก็ไม่ได้ทำให้พระนางนั้นรับรู้ตัวเสียเท่าไร เพราะกำลังนอนฝันหวานไปด้วยความฝันอันงดงาม

        “พระชายาเจ้าค่ะ”
        “พระชายา...เจ้าคะ???!”
        
        ไม่ว่าจะเรียกกี่ครั้งพระชายาที่กำลังอยู่ในห้วงนิทรานั้นก็ไม่มีท่าที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรทั้งนั้น ยิ่งแต่กอดหมอนที่อยู่ข้างกายนานขึ้นไปอีก!!! จนเมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่นาทีต่อมานั้นเธอโดนคนใช้เขย่าจนเกือบจะตกจากเตียงไปอีก!!!

        “แอ๊ค!!!”
        สงสัยล่ะสิ? ว่าทำไมต้องเกือบจะตกเตียง?? ก็พอโดนเขย่าก้นึกว่ามีอะไร เลยตกใจจนสะดุ้งขึ้น หัวโขกกับคนใช้คนดังโป๊ก!!! จนทั้งนายทั้งบ่าวจำต้องมึนหัว หัวโนเป็นบูดๆ ไปตามๆกัน

        “อู๊ยยย….อ้าว...วะ..ว่าไงจ๊ะ มีอะไรหรอ? เจ้าถึงเข้ามากวนเวลานอนของข้านี้?” เธอสอบถาม พลางเอามือจับหัวปอยๆ ..โอ้ยยย นี้คงโขกจนสมองเลื่อนสมองไหลเสียแล้วมั้งนี้? เพราะตอนนี้เธอรู้สึกมึนๆ หัวอย่างนิดๆ อาจจะเป็นเพระาว่านอนมากเกินไปหรือปล่าว? เพราะว่าวันนี้เธอว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ต้นไม้ก็เดินไปดู ไปดูลูกอี้โหว ก็เดินไปดู เห็นว่าร่องรอยใกล้หาย
        แถมยังเป็นคนที่..อืม..โตขึ้นไปก็คงจะดีหล่อ.. + ฉลาด(?) เนื่องจากแค่นี้ลูกอี้โหวก็อ่านหนังสือ จนอยากจะฝึกวิชาวิทยายุทธ์กันเลยก็มี
       “มีคนมาขอเข้าพบพระชายาเจ้าค่ะพระชายา” หญิงสาวใช้พูด เธอดูหน้าแดงๆ หน่อยๆก่อนที่จะยิ้มบางๆ แล้วก้มหน้างุดๆ
       “ใครกันมาขอพบเราในวันนี้กันนะ? เขาได้บอกชื่อบอกชื่อเจ้าไว้หรือปล่าว” พระชายาถามเธอด้วยความสนใจ ว่าเหตุใดสาวตรงหน้าของเธอถึงเป็นแบบนี้ได้หนา???

        “เห็นว่าเป็นพี่ชายของพระชายาเดินทางมาจากเมืองฉางซาเจ้าค่ะ” สาวรับใช้พูดขึ้นตอบตามตรงอย่างที่เธอเคยได้ยิน

         "ฮ่ะ!! อะไรนะ!!!" เมื่อเห็นเป็นดังนั้นเธอจึงลุกวาววาวรีบไปจัดแต่งผมเผ้าและเครื่องแต่งกายของตนเองก่อนที่จะลุกขึ้นจากเตียงนอน
       “ให้เขาไปรออยู่ที่ห้องโถงแขกเดี๋ยวข้าจะรีบตามไป เร็วเลย” พระชายาพูดด้วยท่าทีที่ร้อนรนนี่มันอะไรกันท่านพี่รีบมาขนาดนี้เลยหรออย่าบอกนะว่า ส่งพี่สามมาจริงๆ

         เมื่อพระชายาเดินเข้ามาภายในห้องโถง ก็ได้พบเห็นกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังนั่งรอด้วยท่าทีเจี่ยมเจี้ยมอยู่แถวแถวที่นั่ง เขาเป็นชายร่างสูงกำยำ เส้นผมสลวยสีดำ ส่วนตัวสีผิวนั้นเป็นสีผิวเหลืองออกไปทางคล้ำแดดเล็กน้อย แต่กลับเนียนละเอียด จนบางทีหน้าตาของเขาอาจจะโดนใครหลายๆคนจ้องมองมากมาย และตกหลุมรักได้ไม่ยาก เขานั่งอยู่ข้างหน้า เมื่อก็มาก็ได้มาพบเจอเด็กสาวผู้ซึ่งไม่ได้พบเจอกันมาเนิ่นนาน

         “ท่านพี่สาม!! ท่านมาจริงๆด้วย” พระชายาพูดด้วยความดีใจ ก่อนที่จะเดินมาอยู่ตรงกันข้ามแล้วนั่งลงตรงกันข้ามกับพี่ชายของเธอ ใช่แล้ว เราเองก็ดีใจไม่แพ้กันที่ได้เจอน้องสาว

         “น้องเล็ก!..!..อะ...ไม่สิ ตอนนี้เจ้าเป็นพระชายาของท่านเซียวไต้อ๋องแล้วนี้? ..พระชายาข้าก็ยินดีเช่นกันที่ได้พบท่าน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงติดตลก แล้วยิ้มออกมา  ส่วนพระชายานั้นก็ได้แต่ยิ้มอย่างขบขัน เนื่องด้วยความร่าเริงสดใสของพี่ชายของจน ซึ่งตอนนี้เธอก็เป็นพระชายาอยู่ตอนนี้

         “ทำไมต้องมากพิธีรีตองเล่าท่านพี่? นี้ข้าเองนะ? ท่านไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้ จะว่าไปน่าเสียดาย วันนี้ท่านคงไม่ได้พบกับท่านอ๋อง พอดีว่าท่านอ๋องออกไปข้างนอกทำธุระข้างนอก แต่ไม่เป็นอันใดนะท่านพี่ ถ้างั้นข้าจะอยู่กับท่านเอง ไม่ต้องเป็นห่วง”

         พระชายาพูดขึ้นก่อนที่จะยิ้มบางๆ เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น พี่ชายคนที่สามของพระชายาก็ได้ถือไหบางอย่างออกมา

         นั้นมันคือไหของแกงหน่อไม้ที่ท่านแม่เป็นคนลงมือทำด้วยตัวท่านเอง เพื่อที่จะเอามาให้พระชายา แต่ตัวพี่ชายของเธอนั้นกลับไม่ชอบหน่อไม้เอาเสียเลย เนื่องด้วยจากเหตุการณ์ในอดีตที่เคยโดนพี่สองหลอกให้ทานหน่อไม้ดิบ จนเกลียดหน่อไม้ไปจนวันตาย

         “นี่ของที่ท่านแม่ฝากมาให้เจ้า”
         “ท่านรู้ใจค่าเสมอเลยพี่ข้า!! แฮะๆ..” พระชายารับไขนั่นมาก่อนที่จะเข้าประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม

         “ท่านพี่คงจะรู้แล้ว ว่าทำไมข้าถึงเรียกท่านให้มาหาข้า ในตอนนี้เหตุการณ์ที่ปาสู่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ข้าอยากให้ท่านมาช่วยคอยดูแลเป็นผู้ติดตามข้า ข้าไม่อยากให้ท่านอ๋องนั้นเป็นห่วงข้า เวลาข้าเดินทางหรือว่าเวลาไปที่อื่นๆ ข้าก็จะได้รู้สึกปลอดภัย ท่านคิดว่าเป็นเช่นไรพี่ข้า อยากจะมาช่วยดูแลข้าอีกแรงหรือไม่”




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -6 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -6 + 3

ดูบันทึกคะแนน

10

กระทู้

93

โพสต์

8843

เครดิต

เงินตำลึง
2255
ดีนาเรียส
0
ความหิว
36
แต้มวาสนา
111

ใบรับรองภาษาฮั่น

STR
0+0
INT
0+0
POL
0+0
Qi
0+0
CHA
0+0
ปิงปิง
เลเวล 1
โพสต์ 2017-12-6 10:30:57 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinLiLi เมื่อ 2017-12-6 12:23

{ เควสเรื่องราว 1 } วิกฤตการณ์ขาดแคลนแรงงาน

การทำงานวันที่ 3

part 2



              หลังจากที่ตระเตรียมทุกอย่างเสร็จ เก็บห่อยาบรรจุอย่างดี ร่างบางก็ออกเดินทางมายังเมืองเฉิงตูโดยทันที โดยในระหว่างทางก็มีแวะเวียนถามทางชาวบ้านแถวนั้น เนื่องด้วยจากว่าเธอไม่เคยไปเมืองเฉิงตูมาก่อน แต่ด้วยความวิริยะอุตสาหะและการบอกทางจากชาวบ้าน ใช้เวลาอยู่พอสมควร เด็กสาวก็เดินมาถึงเมืองเฉิงตูได้สำเร็จโดยไร้รอยขีดข่วน และไม่ไปเถลไถลที่ไหนให้เสียเวลา เด็กสาวก็ถามทางชาวบ้านอีกครั้ง เพื่อที่จะไปยังจวนของเซียวไต้อ๋องเมืองเฉิงตู เมื่อรู้เส้นทางจะรีบรุดมาโดยทันที


             ภายในจวนของเซียวไตอ๋องดูสวยงาม มีสระบัวที่เบ่งบานในยามเช้า ทัศนียภาพของธรรมชาติที่ผสมผสานกลมกลืนไปกับสิ่งก่อสร้างได้อย่างลงตัว ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่เพราะเหตุใดก็ไม่รู้ เด็กสาวกลับรู้สึกเหมือนจวนแห่งนี้ขาดอะไรบางอย่างไป มันไร้ซึ่งชีวิตชีวา ดอกบัวแม้จะผลิบาน แต่มันกลับดูหงอยเหงา


             ข้า... ข้าคิดไปเองหรือเปล่านะ?


              เด็กสาวพยายามจะนึกอยู่แบบนั้น ในขณะที่เดิน เธอก็ไปติดต่อกับเหล่าบ่าวไพร่ มีชายพ่อบ้านคนหนึ่งที่ออกมารับหน้าด้วยท่าทางสุภาพ


              "ที่นี่คือจวนของเซียวไต้อ๋อง ไม่ทราบว่าท่านมีธุระกระไรรึขอรับ?"


               "ข้าเป็นคนจากโรงหมอที่เจียงโจวเจ้าค่ะ ท่านหมอให้ข้านำห่อยามาส่งที่จวน"


               "เป็นอย่างนั้นเอง มีผู้ที่แจ้งไว้แล้วว่าท่านจะมาส่งห่อยา" พ่อบ้านตอบกลับ ในใจของเด็กสาวรู้สึกอยากจะเปิดห่อยาออกดูว่ามันคือยาอะไรกันแน่ หากแต่ว่ามันผิดในสิ่งที่คิดจะทำ แม้แค่คิดก็ผิดแล้วด้วยซ้ำ ต่อให้อยากรู้สถานการณ์มากแค่ไหนก็ตาม อีกอย่าง เธอเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่สมควรเสียมารยาทเช่นนั้น ร่างบางคิด ก่อนจะหยิบห่อยาที่เก็บรักษาอย่างดีแล้วยื่นให้กับพ่อบ้านตรงหน้า


            "นี่เจ้าค่ะ"


             คนตรงหน้าที่ตัวสูงกว่ารับห่อยาไปเรียบร้อย ก่อนที่จะมีการพูดคุยขอตัวแยกออกมา ลี่หลี่เดินออกมาจากจวนของเซียวไตอ๋องอย่างช้าๆ เธอลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ หลังจากส่งห่อยา งานของเธอก็เสร็จเรียบร้อย ดังนั้นตอนนี้จึงพอมีเวลาในการเดินสำรวจที่เมืองเฉิงตู


             หากข้าคิดจะเปลี่ยนแปลง ข้าต้องรู้สถานการณ์มากกว่านี้...

              ใช่... โดยเริ่มจากที่นี่ เมืองเฉิงตู

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -14 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -14 + 3

ดูบันทึกคะแนน

วันที่ห้า
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
บันทึกซางยาง
ทวนยาว
ช้างเผือก
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x1
x100
x1
x50
x50
x50
x100
x22
x1000
x1
x19
x19
x10
x110
x16
x50
x58
x1
x1
x10
x5
x24
x25
x20
x15
x22
x7
x1

157

กระทู้

1064

โพสต์

138

เครดิต

เงินตำลึง
525
ดีนาเรียส
92
ความหิว
80
แต้มวาสนา
0

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
292
ความชั่ว
0
ความโหด
0
STR
0+0
INT
0+0
POL
0+0
Qi
0+0
CHA
0+0
โพสต์ 2017-12-25 23:28:42 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ch.47
วันที่ 4.29

     ขี่ม้าลากเกวียนมาได้สักพักก็มาถึงหน้าคฤหาสน์ใหญ่ หรั่นซิ่นหลี่รีบลงจากหลังเสี่ยไป๋เดินไปเคาะประตูไม้ที่มีลูกเหล็ก ไม่นานนักก็มีคนเดินออกมาเปิดประตู บ่าวมองหน้านางอย่างฉงนใจจนต้องเอ่ยปากเพราะอึดอัด
     "ข้ามาส่งชา"
    "ส่งชา?" บ่าวทวน คนส่งชางามขนาดนี้เลยหรือ?
     "ถูกแล้ว นี่เป็นขาจากฉางซา ที่นี่ได้สั่งไว้ใช่หรือไม่?" นางอยากรีบกลับแล้ว
     "ใช่ ลากเข้ามาที่นี่เลย" มือชี้ไปยังลานข้างในคฤหาสน์ พลางมองหน้านางผู้เดินจูงม้าไปด้วย
     หรั่นซิ่นหลี่รับรู้ได้ นางจึงรีบขนกระสอบชาลง ดวงตางามกวาดตามองรอบคฤหาสน์อย่างอดไม่ได้ ที่แห่งนี้มีสวนที่งดงามนัก เจ้าของคงจะชื่นชอบการแต่งสวนมากเป็นแน่ มีทั้งสระบัวและปลา เพลินตายิ่งนัก! หากได้มาอีกก็คงดี สวนที่นี่ทำให้นางเพลินใจ คิดพลางขึ้นขี่เสี่ยไป๋ "เสร็จธุระแล้ว ข้าขอตัว!" ว่าแล้วนางก็เดินทางกลับจื่อถง
     "ประเดี๋ยวก่อน!" เสียงแหลมตะโกนเรียกนางไว้ก่อนที่มือน้อยจะกระตุกบังเหียน หรั่นซิ่นหลี่จึงหันศรีษะกลับไปดู คิ้วเรียวขมวด นางง่วงแล้วนะ..
     "หือ?"
     "ท่านลืมรับเงิน! กรุณารอที่นี่สักครู่ได้หรือไม่ ข้าจะรีบไปนำตำลึงมาให้" บ่าวกล่าว
     ".....ได้" เมื่อนางตอบตกลงบ่าวกจึงรีบวิ่งกลับเข้าไปในคฤหาสน์ใหญ่ทันที รอไม่นานนักเขาก็กลับมาพร้อมสีหน้าไม่สู้ดีนัก "มีอะไรหรือ?" นางถาม
     "ท่านช่วยมาเซ็นรับส่งของได้หรือไม่?" เรื่องแค่นี้ต้องถึงกับหน้าซีดเลยหรือ?
     "ย่อมได้!" ร่างบางปีนลงจากหลังม้าขาวแล้วเดินตามบ่าวสะบัดชายเสื้อเขียวขี้ม้าไปในคฤหาสน์ นางถูกพาเข้าไปในห้องแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยม้วนกระดาษซึ่งคาดว่าคงเป็นบันทึกบัญชี หรั่นซิ่นหลี่ฉงนใจขึ้นมา เหตุใดต้องพานางมาที่นี่? ทว่าไม่นานนักคำตอบก็ชัดเจน
     "แม่นาง รบกวนท่านนั่งสักครู่" บ่าวผู้หนึ่งเดินเข้ามาในห้องอย่างนอบน้อมแล้วเชิญให้นางนั่ง แต่หญิงสาวย่อมเอะใจถึงเหตุผล จึงแสร้งถามไปก่อน
     "ท่านเป็นใคร?"
     "เป็นบ่าวเท่านั้น แต่หากจะไม่เป็นการรบกวน ท่านจะช่วยเรื่องข้อมูลชาพวกนี้ได้สักหน่อยหรือไม่?" เมื่อได้ยินถึงสาเหตุที่อีกฝ่ายเรียกนางเข้ามาในห้องบัญชีแห่งนี้ หรั่นซิ่นหลี่จึงคิดเข้าไปอีกว่าเหตุใดไม่เรียกนางมาแต่โดยดี ต้องหลอกมาเลยหรือ?
     "ท่านให้คนบอกข้าดีๆก็ได้ เกรงว่าท่านคงจะมีเหตุผลอื่นใช่หรือไม่?"
     "...ปราดเปรื่องนัก" บ่าวผู้นั้นยิ้ม
     "ต้องการอะไร ว่ามา" นางไม่ชอบลูกเล่น
     "ไม่มีอะไรเลย แค่แม่นางจะช่วยเป็นแบบให้ข้าสักครู่"
     "แบบ?" แบบอะไร? หรั่นซิ่นหลี่เตรียมเดินถอยหลังออกจากห้องเมื่อเหตุเริ่มสะกิดใจนาง
     "ถูกแล้ว ท่านทำให้ข้านึกถึงฤดูใบไม้ผลิ ข้ามีหน้าที่ทำขนมถวายพร้อมชา หากไม่เป็นการรบกวนจะเชิญท่านนั่งสักครู่ได้หรือไม่?"
     อ้อ! เป็นเช่นนี้นี่เองหรอกหรือ หรั่นซิ่นหลี่มองบ่าวด้วยสายตาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง บ่าวผู้นั้นจึงยกถาดขนมมาวางต่อหน้านางพร้อมน้ำชากาหนึ่ง ก่อนจะจัดเรียงให้นางชม
     "เห็นหรือไม่? นี่เป็นเพราะท่านทำให้ข้าคิดได้ว่าควรจัดอย่างไร หากไม่เป็นการรบกวน ช่วยอยู่ต่อสักครู่ได้หรือไม่?" ในเมื่อถูกขอร้องมาขนาดนี้แล้ว
     "ได้.. แต่ไม่นานนักนะ ข้ามีธุระต้องไปทำต่อ" หรั่นซิ่นหลี่ตอบ เท่านั้นบ่าวจึงรีบลงมือจัดจานตามที่เขาได้แรงบันดาลใจมาจากนางทันที
     ผ่านไปหนึ่งก้านธูป ขนมหลากชนิดถูกจัดอย่างสวยงามบนจานจนเต็มโต๊ะ บ่าวยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะรีบโค้งขอบคุณนางที่ช่วยเป็นแบบให้ หรั่นซิ่นหลี่เห็นดังนั้นจึงรีบร้อนประคองไว้ก่อนจะบอกไม่เป็นไรก่อนจะรับตำลึงมาแล้วขอตัวกลับ
     @Admin

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -14 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -14 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1
โพสต์ 2018-1-16 21:55:54 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-1-16 21:59


อับอาย

        สายลมที่พันผ่านไปนานเป็นแรมปี ส่งผลถึงเวลาที่ไม่เคยหยุดเดิน เหมือนกับสายลมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง พัดโฉมมาตลอด มีทั้งลมร้อน ลมหนาว พัดพาหัวใจให้ผ่านพ้นวันที่โหดร้ายในแต่ละวัน หยาดเหงื่อหลั่งริน พร้อมกับรอยแผลที่ได้มา ไม่อาจได้รู้ ไม่อาจได้เห็น …. ข้าก็เป็นเพียงคนแก่คนหนึ่ง ที่จะอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้เป็นนายอย่างสุดความสามารถ

        ร่างของชายมีอายุที่กำลังยืนจ้องมองสายลมที่กำลังพัดผ่านด้วยความรู้สึกอันสงบ ก่อนที่จะได้ยินเสียงเดินของเหล่าคนใช้สาวที่กำลังเดินเข้ามาหา

        “พ่อบ้านใหญ่ ไต้อ๋องเรียกท่านเข้าไปพบ”

        เด็กสาววัยแรกรุ่นคนนนั้นพูดขึ้น เมื่อไม่กี่ปีก่อนนางยังเป็นแค่เด็กสาวยากไร้ที่ไม่มีอันจะกิน แต่หลังจากที่พระชายาหลินเฟยรับนางมาเป็นคนใช้ในจวน ก็มีชีวิตเป็นอยู่ที่ดีขึ้น..

        “อืม...ขอบใจมาก”

        เขาเดินไปตามคำเรียก เพื่อไปที่ห้องทรงงานของไต้อ๋องเพื่อรับทราบคำสั่งของนายเหนือหัวของเขา ภายในจวนแห่งนี้ เมื่อเดินเข้ามา เขาก็จะพบกับชายร่างกำยำ ที่กำลังดื่มชาและอ่านหนังสือว่าราชการไปพร้อมๆกัน ดวงตาสีดำนั้นดูกร้าวขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างมากมาย เมื่อเซียวไต้อ๋องรับรู้ตัวตนเองของ ชายคนนั้นก็หันมา

       “ขอรับท่านอ๋อง” เขาพูดพลางมีท่าทีนอบน้อมต่อชายอายุน้อยตรงหน้า

        “...ข้าได้สารพวกนี้มาจากราชสำนัก...” เขาพูดเสียงเรียบก่อนที่จะส่งหนังสือจากทางการให้กับท่านพ่อบ้านอวุโสคนนี้ เนื้อหาในจดหมายฉบับนั้น คือจดหมายที่ส่งถึงพระชายาหลินเฟย ผู้มีความสามารถในด้านประจักษ์ด้านศาสตร์และศิลป์ภาพเขียน [รางวัลกิจกรรมโปรไฟล์]

        เมื่อพ่อบ้านจวนเห็นดังนั้นเขาก็พยักหน้าเหมือนกับรับรู้ว่าตนเองควรที่จะทำอย่างไร

       “พระนางไม่เคยทำให้ท่านต้องอับอายเลยแม้แต่น้อยขอรับไต้อ๋อง.." เขากล่าวยิ้มๆ เมื่อเห็นความสามารถของพระชายาหลินเฟย ผู้ซึ่งเป็นฮูหยินของนายของตนเอง แต่หลังจากนั้น เขาก็ได้คลีเห็นรอยยิ้มอันอ่อนโยนที่ไม่ได้เห็นมานาน

        "ใช่...แต่เป็นข้าเอง ที่ทำให้นางต้องอับอาย" ไต้อ๋องพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนที่จะจ้องมองผ้าที่อยู่ตรงข้อมือตนเอง.. มันเป็นสีม่วงคล้ำ เศษผ้าจากชุดของนาง ผู้ซึ่งอันเป็นที่รัก

       "ไม่หรอกขอรับ... ท่านหาได้ทำไม่ ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับไต้อ๋อง ข้าจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด” ชายมีอายุกล่าว ก่อนที่เขาจะ ก้มลงแล้วจ้องมองไต้อ๋องที่วางหนังสือไม้ แล้วเดินไปหยิบศาสตราวุธของตนเองออกมา เพื่อจะเดินไปฝึกศาสตราเฉกเช่นเคย

       “......”

        “ลูกอี้กลับมาแล้วหรือ?” เซียวไต้อ๋องพูด เขาหันมาหาญาติอวุโสของตนเอง เนื่องจากว่าชายคนนี้ ก็อยู่ตั้งแต่เขานั้นเกิดได้แล้ว..จะว่าไป?? ตอนที่เกิดกับตอนนี้ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลยด้วยซ้ำ? เขาอายุเท่าใดกันแน่นะ?...

        หนำซ้ำชื่อ???

       “ขอรับ มาแล้ว ออกไปแล้ว รอบนี้ถือพวกเครื่องรักษาไม้ด้ามเท้าไปด้วยขอรับ เด็กๆที่ศาลเจ้าร้างคงจะเป็นอะไรขึ้นมาอีกล่ะมั้งขอรับ?” ชายมีอายุพูดอธิบายเพียงแค่นั้น ก่อนที่เขาจะขอตัวออกไปเดินออกไปจากห้องทำงานของเซียวไต้อ๋อง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปยังนครฉางอัน แห่งแดนต้าฮั่น เอาตามความจริงแล้วเป็นเรื่องปกติที่ว่าเรื่องเสี่ยง เนื่องจากว่าหากรู้ว่าเหตุการณ์ในปาสู่นั้นไม่สู้ดี คิดว่าท่านอ๋องคงจะโดนอาญาเป็นแน่แท้

        ………..
บุญกรรมนำสู่
ภพภูมิเหมาะสม
วังวนกระจัดจน
สุขล้นเท่าทวี

        จะว่าไป.....นายน้อยอี้โหวดูสนุกและเปร่งประกายเสมอ..ที่พูดถึง.....เด็กสาว..............................คนนั้น..........ใครกันนะ?

@STAFF_Pixiu


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -19 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -19 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-4-2 20:57:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-4-2 21:02


กลับบ้านเรารักรออยู่

        พระชายาหลินเฟยนั้นควบบังเหียนของเจ้าม้าอาชางามนั้นตรงมายังเฉิงตูโดยที่พักเพียงบางจุดเท่านั้น เพื่อเร่งการเดินทางถึงแม้ว่าจะเหนื่อย แต่เธอก็ดูเหล่าผู้คนที่เดินทางกันมาด้วยเช่นกัน เมื่อเดินทางจนเกือบถึงที่หมายนั้นก็ยิ่งทำให้เธอต้องเร่งฝีเท้าของเจ้าม้า

        เธอเลือกที่จะใช้ทางลัดและอ้อมเพื่อให้ได้มาจนถึงจวนเซียวไต้อ๋องแห่งเฉิงตูเร็วยิ่งขึ้น หญิงสาวนั้นหัวใจเต้นระส่ำระส่ายไม่เป็นจังหวะ เนื่องจากว่าเส้นทางที่ห่างไกลกันมานานนับ 4 ปีได้เข้าสู่โสตประสาทของตัวเธอ ภาพของความทรงจำที่เลือนรางนั้นก็เริ่มเห็นเป็นโครงโครงที่มากยิ่งขึ้น ยิ่งเมื่อเดินเข้าไปด้านในเมืองเฉิงตูขึ้นน้อยๆ ก็ยิ่งแต่เห็นการเปลี่ยนแปลง

        เหล่าผู้คนที่ยากแก่การรู้ว่าพระชายาหลินเฟยนั้นกลับมาแล้ว...อืม...ก็นะ ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าตอนนี้สิ่งที่เธอต้องการก็คือการกลับไป ณ จวนเซียวไต้อ๋องเพื่อพบเจอคนที่เธอนั้นรักและห่วงหามาตลอด 4 ปี..

        …….
        ………..

        ม้าสองตัวนั้นมาหยุดอยู่ตรงบริเวณของหน้าจวนเซียวไต้อ๋อง เมื่อทหารยามเห็นจึงต้องขมวดคิ้ว แล้วหันไปหากัน เมื่อเห็นหญิงสาวในชุดคลุมดำดูน่าสงสัย มาพร้อมกับเด็กชาย และชายอีกคนหนึ่ง นั้นใครกันนั้น????

        “พวกท่านมาทำอะไรกันที่นี้.. นี้คือจวนของเซียวไต้อ๋องแห่งเฉิงตู หากพวกท่านไม่อยากโดนอาญา ก็กลับไปเสียหากไม่มีธุระ” ทหารยามนั้นกล่าว ก่อนที่พระชายาหลินเฟยนั้นจะค่อยๆเปิดผ้าขึ้นมา ให้ปรากฏเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเธอ ใบหน้าคมคาย งดงาม ที่ดูเติบโตขึ้น และเย้ายวนมากกว่าครั้งไหนๆ แต่นั้นไม่ได้ช่วยให้ทหารยามคนใหม่นั้นรับรู้ได้เลยว่าหญิงผู้นี้คือใคร

        “เราถึงชวนเซียวไต้อ๋อง..แล้วจริงๆสินะ” เสียงหวานของหญิงผู้นั้นดังขึ้นส่งผลให้ดวงตาของเธอนั้นประกายยิ่งขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่นางจะค่อยๆก้มลงไปจับเศษดินที่อยู่ตรงพื้นขึ้นมา …

        “เรียกเรา พระชายาหลินเฟย เรากลับมาแล้ว...และปล่อยให้เราเข้าไปในจวนของพระสวามีของเราดีดี หรือว่าพวกท่านจะปล่อยข้าเข้าไปแบบมีน้ำตา?” เสียงของพระชายาหลินเฟยดังขึ้น จนทหารทั้งสองนั้น เลือดขึ้นหน้า เขาจ่อทวนมาทางเธอ รวมถึงพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งแปลกใจ และไม่เชื่อ

        “จะ..จะ..จะเป็นอย่างงั้นได้ยังไงง ไม่จริง เจ้าอย่ามาล้อเล่นนะ!..มะ..ไม่ได้..ตายจริงๆดิ!!!” หนึ่งในทหารยามนั้นพูดขึ้นสั่นๆ เนื่องจากว่าหลายคนบอกว่าพระชายาหลินเฟยนั้นเสียชีวิตไปแล้ว บ้างละ เกิดเป็นข่าวลือแปลกๆ หากเป็นจริง ก็คงจะต้องเป็นผีแล้วล่ะมั้ง? ส่วนพระชายาหลินเฟยที่กำลังโดนจ่ออยู่นั้นก็ไม่ได้ไหวติงสิ่งใดเลย เธอเพียงแค่ยิ้มให้กับทหารพวกนั้น แต่ทว่าก่อนที่จะได้ทำอะไรเพิ่มเติมก็มีร่างของชายพ่อบ้านใหญ่ เดินมาก่อน เข้าจ้องมองเห็นเธอ ก่อนที่ดวงตานั้นจะเบิกกว้างเล็กน้อย

        แต่เพียงครู่เดียวก็กลับมาเป็นปกติ ก่อนที่จะก้มคำนับเธอ

        “พระชายาหลินเฟย...ไม่นึกว่าจะได้พบกท่านอีก” พ่อบ้านจวนนั้นพูดขึ้น ก่อนที่จะสั่งให้เหล่าสาวใช้นั้นไปจัดการเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับพระชายาหลินเฟย ส่วนพระชายาหลินเฟยก็กวักมือให้จงเอ๋อห์และชาติมาใกล้กับตน

        “ไม่เป็นไรท่าน...ตอนนี้ข้าต้องการพบพระสวามีและลูกอี้ รีบนำข้าไปหาพวกเขาเถิด” พระชายาหลินเฟยพูด เธอเร่งตัวขึ้นจวนไป โดยที่คนที่ตามมาคือพ่อบ้านจวนรวมถึงจงเอ๋อห์และชาติ แต่ท่าทางของพ่อบ้านจวนนั้นบ่งบอกถึงความอึดอัดอะไรบางอย่าง ส่วนพระชายาหลินเฟยนั้นก็สามารถเห็นปฎิกิริยาเช่นนั้นได้ ….

        แย่แล้วสิ…

        “....เอ่อ..เชิญท่านด้านในดีกว่าขอรับ เชิญพักผ่อนกันตามสบายแล้วค่อยมาคุยกันน่าจะดีกว่านะขอรับพระชายา” พ่อบ้านจวนพูด เขาผายมือไปทางห้องพักของพระชายา แต่เธอส่ายหัวก่อนที่จะหันไปทางชาติและจงเอ๋อห์ แล้วหันไปทางสาวใช้

        “เตรียมห้องไว้สำหรับเด็กชายผู้นี้ เค้าเป็นลูกชายของน้องสาวท่านแม่ของข้า ส่วนชายผู้นี้ คือคนสนิทของข้าจากแดนใต้ ไม่ต้องกลัวเขา เขาพูดภาษาฮั่นได้..พวกเจ้าสองคนไปพักก่อนเถอะ..จงเอ๋อห์จ๊ะ เดี๋ยวเราพักก่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวพี่ขอคุยอะไรกับทุกคนนี้หน่อย ตกลงไหมจงเอ๋อห์” พระชายาหลินเฟยกล่าว ส่วนจงเอ๋อห์และชาติก็ได้แต่พยักหน้าอย่างเจือยๆ เนื่องจากว่าเธอทำใบหน้าที่ค่อนข้างน่ากลัวไปหน่อยสักนิด

        เธอปฎิเสษที่จะพัก และขอรับรู้เรื่องราวต่างๆก่อนดีกว่า เมื่อเดินเข้ามาด้านใน ก็มีเพียงแค่เธอและท่านพ่อบ้านจวนเท่านั้น ห้องทำงานของท่านอ๋องขณะนี้เงียบเหงา แต่ยังคงสะอาด แม้จะดูว่าไม่มีคนใช้งานอยู่ก็ตามที..

        ...ขอร้องล่ะ...อะไรที่คิด..ไม่จริง...อะไรที่เธอคิด..ขอให้มันไม่จริง

        “ท่านอ๋อง..เอ่อ...ออกไปเพื่อช่วยเหลือและตามหาพระชายาหลินเฟยขอรับ ตอนนี้ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน พึ่งออกไปสักไม่นานมานี้เองขอรับ”

        ………
        ………….
        
        เหมือนอะไรสักอย่างที่ฟาดลงกลางดวงใจของเธอ ท่านอ๋องออกไปเพื่อตามหาเธอก็คือการไปที่เมืองเตี๋ยน..แต่ทว่าหนทางนั้นยากลำบาก การที่ท่านอ๋องออกเช่นนั้น ก็หมายความว่า..ท่านอ๋อง… ไม่นะ..นี้มันอะไรกัน...นี้??...นี้คือ??....

        “ส่วนนายน้อยอี้โหว ตอนนี้อยู่ในระหว่างท่องยุทธภพขอรับ ตอนนี้คนที่อยู่ที่จวนมีแค่พวกคนใช้และนายทหารเพียงเท่านั้นขอรับ”

        เมื่อได้รับรู้เรื่องทั้งหมด พระชายาหลินเฟยถึงกับทรุดลงไปนั่งกับเก้าอี้ไม้สลัด จนท่านพ่อบ้านจวนต้องรีบปรี่เข้ามา แต่ก็โดนเธอยกมือห้าม .. ดวงตาสีม่วงดอกพวงครามนั้นแสดงบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา ความเสียใจ หรือความเศร้าใจ หรือความดีใจ ที่ปนเปกันไม่ไม่อาจบอกได้…

        “ส่งจดหมาย ไปให้ท่านอ๋อง และลูกอี้โหว บอกพวกเขาว่าข้ากลับมาแล้ว ให้เร่งกลับมาที่จวน ถ้าเป็นไปได้ บอกเลย ว่าห้ามไปแดนเตี๋ยนเด็ดขาด..ข้า..ข้า...อ๊า...มันอันตรายเกินไป เร่งเขียนเร็วเข้า” พระชายาหลินเฟยนั้นกล่าว ก่อนที่จะกุมขมับ เหมือนว่าโลกทั้งโลกนั้นหมุนไปหมด ปวดเศียรเวียนเกล้าเหมือนกับว่าเป็นคนที่กำลังป่วยหนักทางจิตใจ..

        ก่อนที่สติของหญิงสาวนั้นจะดับไป.. แต่สิ่งที่คิดได้สุดท้าย ก็ยังเป็นสิ่งที่อยู่ในดวงใจของเธอ.. ซึ่งนั้นก็คือ.. ครอบครัวของเธอ…

        ได้โปรด..อย่าโหดร้ายกับข้านักเลย….เห็นแก่ความดีที่ข้าได้ทำมา….ท่านพี่...กลับ...กลับมา....




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +300 ความหิว -28 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 300 -28 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-4-3 17:52:28 | ดูโพสต์ทั้งหมด

ช่วยเหลือ

        “เจียวหย่า.. น้องรัก น้อง..น้องหญิงของพี่” เสียงเข้มนั้นดังขึ้นจากในพวังค์ของหญิงสาว ดวงตาสีม่วงดอกพวกครามของเธอนั้นค่อยๆ ปรือตาขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรงที่จะลืม แต่เมื่อได้ยินเสียงของใครที่ไม่ได้ยินมานานจึงต้องตื่นขึ้นจากห่วงนิทรา

        ใบหน้าอันคมคายของพี่ชายคนโตของเธอปรากฏขึ้นตรงหน้า ก่อนที่เขาจะเร่งเข้ามากอดเธออย่างอบอุ่น เหมือนกับจะบอกว่า เธอนั้นไม่ได้ฝันไป เพราะใบหน้าของหญิงสาวที่งดงามสะอาดองค์ ซีดเซียวแบบเห็นได้ชัด ผิวกายที่เป็นเนื้อหนัง.. นั้นคือท่านพี่ใหญ่ของเธอ..

        “ท่านพี่...ท่านพี่..จริงหรือ...ฮ่ะ..ท่าน..ท่านมาที่นี้..” เสียงของหญิงสาวนั้นแสดงความสับสน ก่อนที่จะกุมขมับขึ้นมา เนื่องจากว่ามีหลายเรื่องเกิดขึ้นเยอะจนทำให้เธอนั้นแทบจะตามไม่ทัน จนสุดท้าย พี่ชายของเธอก็หยิบจอกน้ำชาเพื่อคลายความวิตกกังวนของเธอ เมื่อรับน้ำเข้ามาภายในร่างกายหญิงสาวก็เริ่มที่จะใจเย็นลง

        “.....เจ้าโตขึ้นมากนะ เจียวหย่า” เสียงของจิ้นอันดังขึ้น เขานั่งย่องๆ ลงบนพื้น เพราะว่าตอนนี้น้องสาวของเขากำลังนอนอยู่บนเตียงภายในห้องนอนใหญ่ของเซียวไต้อ๋อง ส่วนเขาก็เฝ้าไข้น้องสาวอย่างใกล้ชิด..

        “......ทำไมท่านพี่ไม่ห้ามท่านอ๋องให้ออกไปหรือ?” น้ำเสียงสั่นเครือดังขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่ได้ถามเพราะความน้อยใจหรืออะไร แต่เพียงแค่ต้องการเพียงคำตอบเล็กน้อยเท่านั้นเอง เธอไม่เข้าใจ การที่ท่านอ๋องไปแบบนั้น มันคืออาญาแผ่นดิน..แต่สิ่งที่ทำนั้น ก็คือเพื่อเธอทั้งสิ้น..

        “.....เข้ารักเจ้า จากใจจริง...พี่ไม่นึกว่าเจ้าจะกลับมาตอนที่เขาออกไป..เหมือนนรกชังหรือสวรรค์แกล้ง..เจ้าทั้งสอง” เสียงของพี่ใหญ่นั้นดูอ่อนลง ก่อนที่จะลูบหัวน้องสาวของตนเองอย่างเบามือ เหมือนกับลูบลูกนกที่อยู่ในอ้อมอก ก่อนที่จะเห็นอยู่ไกลๆ ถึงจงเอ๋อห์ที่แอบมองเธออยู่จากด้านนอก และชาติที่ยืนทะมึน เหมือนกับว่าห้ามจงเอ๋อห์เข้ามาที่นี้

        “ไม่เป็นไร...จงเอ๋อห์เข้ามาในนี้เถอะ แล้วก็ไปตามท่านพ่อบ้านใหญ่มาที่นี้ด้วย” พระชายาหลินเฟยพูด เธอยิ้มให้กับทั้งสอง ชาตินั้นรับคำ ก่อนที่จะเดินหายไป ส่วนจงเอ๋อห์ก็ได้แต่เพียงเดินกล้าๆกลัวๆ เพื่อที่จะมาหาพระชายาหลินเฟย เพราะว่าเขารู้สึกว่า ไม่ควรเข้าใกล้ชายคนนี้(ที่อยู่ในห้อง) เกินไป..

        “อ้าวๆ..ดูทำเข้าสิ นั้นก็เป็นพี่ของเจ้านะ เขาไม่กัดหรอก” เธอพูดพลางตบบริเวณเตียงที่นั่งข้างๆ เหมือนกับว่าให้มานั่งตรงนั้น

        “หืม?...พี่อย่างงั้นหรอ?” จิ้นอันแสดงสีหน้าสงสัย นั้นเป็นจังหวะเดียวกันกับที่พ่อบ้านใหญ่ของจวนเซียวไต้อ๋องและชาติเข้ามา ทั้งสองก้มเคารพเธอตามระเบียบแล้วนั่งลง เพื่อรอดูว่าหญิงตรงหน้านั้นต้องการอะไร เหตุใดถึงเรียกผู้คนมาเช่นนี้

        “เอาล่ะ ...ท่านพ่อบ้านใหญ่ตอนนี้ท่านช่วยอธิบายสถานะการณ์ทั้งหมดให้ข้าฟังหน่อยจะได้หรือไม่”

        “ขอรับ..พระชายาหลินเฟย ...ท่านเซียวไต้อ๋องนั้นออกเดินทางเพื่อไปพาตัวพระชายาหลินเฟยกลับคืนมาขอรับ เนื่องจากไม่มีผู้ใดที่จะอาสานำพาเพื่อไปชิงตัวท่านกลับคืนมา เซียวไต้อ๋องก็ได้ฝึกปรือตนเอง ไม่ได้ต่างกับนายน้อยอี้โหวเลยขอรับ.. แล้วตอนนี้ทั้งสองท่านก็ไม่ได้อยู่ในจวนนี้ ..อาจจะไม่ได้อยู่ในปาสู่ด้วยซ้ำไปขอรับ...” พระชายาหลินเฟยเมื่อได้ยินดังนั้นแล้วก็ถอนหายใจแล้วกุมขมับ ต้องอีกกี่ปีเธอถึงจะได้เจอ ยอดแก้วตาดวงใจทั้งสอง..

        “....อืม...นั้นสินะ…..ข้าเองที่โดนจับตัวไปก็เจอเรื่องราวหลากหลายอย่างจนแทบจะไม่ต้องเล่าก็เจ็บปวดทรมาณไม่ได้แพ้กันเลย” เสียงหวานนั้นหยุดเล่า ก่อนที่จะหันไปทางจงเอ๋อห์และชาติ

        “ต่อไปนี้ ให้ชาติและจงเอ๋อห์อยู่ที่นี้ด้วยแล้วกัน ข้าเขียนจดหมายไว้ สำหรับคนถามว่าเขาเป็นใคร ชาติเป็นชาวไทที่ข้าช่วยชีวิตมาจากดินแดนสอบสองปันนา ตลอด 4 ปีนี้ เขาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับข้า ส่วนนี้คือจงเอ๋อห์ ...จ้าว จง เป็นลูกชายของท่านป้ายรือเฟย พี่สาวของแม่ข้า ข้าอยากให้ดูแลและให้การศึกษาเขาดีๆ”

        “มิน่าเล่า...ท่านป้ายรือเฟยเช่นนั้นหรือ..ไปแดนเตี๋ยนคงจะไม่แปลกเช่นใดนัก” เสียงของจิ้นอันดังขึ้นมาเป็นระยะ ก่อนที่เธอจะนั่งคิดอะไรบางอย่าง

        “...เจ้าช่วยดูแลที่นี้แทนข้าและท่านอ๋องด้วย หากอี้โหวกลับมา ให้ส่งข่าวมาบอกข้าทันที ข้าได้เพียงหวังว่าท่านอ๋องจะยังไปได้ไม่ไกลนัก เพราะการไม่ชินเส้นทาง”

        “เจ้าหมายความว่าเจ้าจะไปออกตามหาท่านอ๋องเช่นนั้นหรือเจียวหย่าน้องพี่?” ชายหนุ่มขึ้นคาน(?) นั้นพูดขึ้นด้วยความสงสัย นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ทั้งๆที่พึ่งกลับมาจากการเดินทาง รวมถึงการจับตัวครั้งใหญ่เช่นนั้น..

        “.......ข้าแค่จะออกดูรอบๆบริเวณนี้ (มั้ง) ...ข้าไม่แน่ใจท่านพี่..ข้าอยากพบหน้าเขา ข้าอยากเห็นท่านอ๋องปลอดภัย..และเห็นประชาชนปลอดภัย” เสียงหวานนั้นหันไปทางพี่ชายของตัวเธอ ก่อนที่เขานั้นจะคิดๆ เหมือนกับอิกคิวซัง ก่อนที่จะถอนหายใจแล้วลูบหัวน้องสาวคนสุดท้องของตนเองอย่างเบามือและยอมแพ้..

        “ได้..เจ้าชนะ..ตอนนี้ยังไงก็มีเจี๋ยหมิงอยู่ ข้าจะไปกับเจ้าด้วยน้องรัก...พี่จะไม่ยอมให้ใครเป็นอะไรอีกแล้ว...และนี้เป็นคำสั่งที่จะต้องพาข้าไปด้วย.. ไม่เช่นนั้นเจ้าจะไม่ได้ออกจากจวนเซียวไต้อ๋องนี้เด็ดขาดเป็นแน่แท้”


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +300 +25 ความหิว -16 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 300 + 25 -16 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-4-7 21:29:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด
เคียงคู่

        พระชายาหลินเฟยรวมถึงเซียวไต้อ๋องและมนุษย์อีกสองคนนั้นควบม้าเข้ามาในเมืองเฉิงตู ก่อนที่จะเร่งเข้าไปในจวนเซียวไต้อ๋อง นายทหารที่รักษาการตอนแรกจะสะกัดกั่นชายแปลกหน้าที่ขี่ม้าโดยมีพระชายาหลินเฟยนั่งมาด้วย แต่เมื่อพิจารณาดีๆแล้วก็เห็นว่านั้นคือนายใหญ่ของเขานั้นเอง

        “ท่านอ๋องกลับมาแล้ว!!” นายทหารคนแรกกล่าว
        “พระชายากลับมาแล้ว!!” ต่อมาด้วยนายทหารคนที่สอง

        พระชายาหลินเฟยและไต้อ๋องหยุดอยู่ตรงบริเวณหน้าจวนพร้อมกับบ่าวไพร่ที่ปรี่ตรงเรียงตัวมาเรียงรายด้านหน้ากันอย่างหน้าสลอน พร้อมกับท่านพ่อบ้านใหญ่ที่เดินมาก้มหัวให้กับเจ้าบ้านและฮูหยินที่กลับเข้ามา

        “ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เห็นภาพนี้เลยขอรับ ท่านอ๋อง” พ่อบ้านจวนพูด เขาก้มลง ก่อนที่จะรับข้าวของ ของท่านอ๋องที่เตรียมเพื่อไปเตี๋ยน คาดว่าคงจะไม่ได้ลงไปยังแดนเตี๋ยนแล้ว ส่วนพระชายาหลินเฟยก็ได้แต่เพียงเดินยิ้มๆ เข้ามาด้านใน และเสียงเดินก็ดังขึ้น เมื่อชาติและจงเอ๋อห์มาพร้อมกัน พระชายาหลินเฟยจึงทักทายพวกเขาด้วยรอยยิ้ม

        “หืม?....ข้าว่าเจ้าคงมีเรื่องหลายเรื่องเล่าให้ข้าฟังใช่ไหมฮูหยินข้า?” ท่านอ๋องกล่าว ส่วนพระชายาก็ได้แต่ยิ้มแฮะๆ แล้วกอดแขนของพระสวามีของตนเอง

        “เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ท่านฟัง เองเจ้าค่ะ ตอนนี้ท่านควรไปเปลี่ยนชุดก่อนนะเจ้าคะ ชุดนี้ข้าไม่ชินเลย แม้ท่านจะดูดีขึ้นจมเลยก็เถอะ...เดี๋ยวทานอาหารเย็นไม่อร่อย เดี๋ยวข้าให้เหล่าสาวใช้เตรียมไว้ ตกลงไหมเจ้าคะ?” พระชายายิ้มหวาน ส่วนท่านอ๋องก็พยักหน้า แล้วหันไปทางพ่อบ้านใหญ่เหมือนรู้กัน และเขาก็พยักหน้าเช่นกันเหมือนรู้กัน

        ก่อนที่ท่านอ๋องจะเดินไปห้องอาบน้ำก่อนพระชายา เนื่องจากว่าเธอมีเรื่องที่ต้องสะสางบ้าง ทั้งจงเอ๋อห์และชาติ นั้นจ้องมองด้วยความงงๆ เพราะว่าไม่เคยเจอท่านอ๋องมาก่อน และคนที่พระชายาพามาเป็นใครก็ไม่รู้ รู้เพียงเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่มอมแมม

        “โต้วเซี่ยว เดี๋ยวสาวใช้จะพาเจ้าไปอาบน้ำนะ แล้วแต่งตัวให้ดีกว่าดีแล้วมาทานอาหารร่วมกับทุกคน ตกลงไหมจ๊ะ?” พระชายาหลินเฟยพูด ส่วนเด็กสาวโต้วเซี่ยวก็เกาะชุดสีเหลืองของท่านพี่จิ้นอันแน่น เหมือนกับไม่อยากแยกจากเขาเสียอย่างงั้น..

        “งั้นเดี๋ยวพี่รับผิดชอบเองแล้วกัน เจ้าไปอาบน้ำอาบท่าเถอะ ช่วงอาหารเย็นค่อยพบกัน” จิ้นอันพูด พร้อมกับอุ้มเด็กหญิงโต้วเซี่ยว แล้วหันไปทางจงเอ๋อห์ที่จ้องเขา เด็กชายก็จ้องญาติที่พึ่งรู้จักเช่นกันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วหันกลับไปเพื่อที่จะไปหาชาติ แต่ทว่า กลับมีแต่ความว่างปล่าว เพราะว่าชาตินั้นหายไปกับสัตว์เลี้ยงของพระชายาแล้วเรียบร้อย….

        เร็วจริง..

        “งั้นเจ้าก็มากับข้าแล้วกัน จงเอ๋อห์สินะ ไม่ต้องกลัวนะโต้วเซี่ยว จงเอ๋อห์อายุใกล้เจ้าที่สุดแล้ว เขาเป็นคนดี” จิ้นอันอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่ม ทำให้เด็กสาวโต้วเซี่ยวนั้นจ้องไปทางจงเอ๋อห์ แต่จ้องได้สักครู่ เธอก็ซุกหน้าลงอกของจิ้นอันแทนเสียอย่างงั้น….

        …..
        ……..

        “เตรียมน้ำเสร็จแล้วหรือ?” เสียงหวานเข้มของพระชายาหลินเฟยพูด เมื่อเดินเข้ามาด้านในห้องนอนของเธอ เป็นจังหวะเดียวกันกับท่านอ๋องที่เดินออกมาจากห้องเสื้อในสภาพที่ไม่ได้ใส่เสื้อสีเพียงผ้าที่พันเอวของเขาเอาไว้.. จนพระชายาหลินเฟยจ้องมองด้วยความตกตะลึง.. เนื่องจากว่ามัดกล้ามของท่านอ๋องที่เธอไม่เคยเห็นนั้นปรากฏขึ้นตรงหน้า เป็นมันกล้ามแบบคนออกกำลังกายอย่างหนัก แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดแบบมีแต่กล้ามทั้งตัว
        เป็นร่างกายที่สวยงาม ยิ่งแต่หากมันมีเหงื่อไหลไคลย้อย อย่าว่าแต่หญิงงามเช่นเธอเลย..แค่เป็นชายก็คงจะต้องบอกว่ามันน่าหลงใหลอย่างมากทีเดียว..

        “จ้องนานเกินไปแล้วนะฮูหยิน” เสียงของท่านอ๋องดังขึ้นทำให้พระชายาหลินเฟยนั้นหลุดออกจากภวังค์ของตนเอง เธอหันไปทางท่านอ๋องก่อนที่จะเอามือตีเบาๆ ตรงอกของเขา เหมือนกับอยากจะแก้เขิน ส่วนท่านอ๋องเมื่อเห็นฮูหยินของตนมีท่าทีแบบนั้นก็สวมกอดหญิงสาวให้แนบเนื้อร่างกายตนไปด้วย

        “อะ...อะไรของท่านน่ะ..รีบไปอาบน้ำสิเจ้าคะ..มาสวมกอดข้าอยู่ใยเล่า” พระชายาหลินเฟยเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่ขึ้นสี
        “นั้นสิ..แล้วเจ้าไม่อาบหรือ?” ท่านอ๋องถามต่อ
        “....ท่านก็ไปสิเจ้าคะ..ไม่ต้องรอข้า” พระชายาหลินเฟยยังคงยืนยันคำ แต่เมื่อพูดจบท่านอ๋องก็อุ้มนางขึ้นในท่าเจ้าสาว จนพระชายานั้นหน้าเหวินไปเลย ก่อนที่เข้าจะยิิ้มให้กับนาง เป็นรอยยิ้มของท่านอ๋องเจ้าสำอางค์ที่ทำทุกอย่างเพื่อพระชายาหลินเฟยของเขา….



        และแล้วท่านอ๋องที่ไปเติมบัตรทรูใน 4 ปี ก็ได้กินพระชายาหลินเฟยได้อย่างสมใจอยาก แต่ทว่ากลับต้องละจากสิ่งที่เขาอยากจะต่อรอบที่สามเพราะว่าถึงเวลาอาหารเย็นพอดี

        ท่านอ๋องนั้นทรงชุดของท่านอ๋องสมฐานะ รวมถึงแผ่นป้าย แต่ครั้งนี้แปลกไป เขาใส่ชุดผ้าแพรพรรณลายเข้าคือกับชุดของพระชายาหลินเฟย อย่างดงามปิ้นปักผมสีทอง ที่เกี้ยวผมขึ้นไปนั้นยิ่งแต่ทำให้หญิงงามตรงหน้าดูสูงค่าเหมาะสมแล้วที่ได้เคียงคู่กัน เมื่อร่างทั้งสองเดินทางถึงห้องอาหารโถงใหญ่ ก็พบเห็นผู้คนที่อาศัยอยู่ที่จวนแห่งนี้ ที่เคยมีเขาเพียงคนเดียว

        ถึงแม้ว่าลูกอี้โหวนั้นจะกำลังออกเดินทางฝึกวิชาทั่วยุทธภพก็ตามที แต่นี้ก็ยิ่งกว่าเหมือนที่เขาฝันไว้ไม่มีผิด และสักวันพ่อแม่ลูกนั้นจะกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ท่านอ๋องเดินไปนั่งตรงที่ตรงกลาง ส่วนพระชายาหลินเฟยเองก็นั่งตามลำดับขั้นข้างกายท่านอ๋อง และเริ่มทานอาหารกัน

        เหล่าบ่าวสาวใช้ที่พึ่งแต่เคยพบเห็นพระชายาหลินเฟยก็ตกตะลึงในความงามของนางที่เป็น ร่างกายและใบหน้าที่เย้ายวนไปด้วยความงามและความอ่อนหวาน รัดรึงใจชายที่พานพบ นั้นยิ่งแต่ทำให้พระชายาหลินเฟยดูสูงค่าไปอีก…

        ไม่แปลก ที่ท่านอ๋องจะไม่ชายตามองผู้ใดเลย ยกเว้นนาง แม้มีหญิงหลายตามากหน้าเข้าหาท่านก็ไม่สนใจ เอาตัวออกห่างทั้งยังฝึกแต่วิชายุทธ์เพื่อช่วยเหลือพระชายาหลินเฟยเพียงเท่านั้น ไม่แปลกเลยจริงๆ

        “เอาล่ะ..จะว่าไป..เจ้าช่วยเล่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับพวกเขาหน่อยสิ...ข้าจะได้รู้ว่าใครเป็นใคร เจ้านี้ชอบเก็บอะไรมาดูแลจริงๆ ใจอ่อนมากๆ ข้าคิดว่าจะมีเด็กเลี้ยงเต็มจวน..ข้าทำให้เจ้าเองก็ได้หรอกเจียวหย่า” ท่านอ๋องหันมากระซิบประโยคท้ายกับพระชายาเพียงสองคน ส่วนพระชายาเมื่อได้ยินก็กระทุ้งศอกลงไปที่ท้องน้อยท่านอ๋อง…

        “ไม่ได้เจอกันนาน..ท่านยังไม่พออีกหรือเจ้าคะ?” พระชายาถาม ส่วนท่านอ๋องก็ได้แต่ยิ้มบางๆ พระชายาหลินเฟยก็พยักหน้ารับคำ ที่บอกว่าให้เล่าเรื่องราวเรื่องที่เกิดขึ้น

        พระชายาหลินเฟยนั้นเล่าเฉพาะช่วงที่เดินทางออกมายังตำหนักมรณะโดยการช่วยเหลือของคณะชายหนุ่มทั้งสามคน จนมาถึงอาณาจักรหนานเยว่และได้รับการช่วยเหลือจากพ่อค้าข้าว จ้าว จงถังและเดินทางจนถึงที่นี้ได้

        “เช่นนั้นเองหรือ..” ท่านอ๋องพูดอย่างอึ่งๆ เพราะว่าดูเหมือนนางจะได้เดินทางไปทั่วเลยนะ?
        “เจ้าค่ะ ส่วนจงเอ๋อห์และชาติ คือคนที่คอยดูแลข้าอยู่ไม่ห่างยามที่อยู่ที่นั้น จงเอ๋อห์เป็นหลานของท่านแม่ข้าเอง ท่านแม่ข้าเป็นหญิงชาวเตี๋ยน เช่นนั้นข้าจึงช่วยจงเอ๋อห์มา ส่วนชาติ ข้าช่วยเขามาตอนที่ลงไปยังอาณาจักรสิบสองปันนา และเมืองขอม”

        “เจ้าไปไกลถึงดินแดนสุพรรณภูมิกันเลยหรือพระชายา?” จิ้นอันพูดด้วยเสียงตกใจ เขาไม่รู้มาก่อนเลย ว่าอาณาจักรของเตี๋ยนนั้นจะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น ส่วนพระชายาหลินเฟยก็พยักหน้า

        “พวกเขามีกำลังพลมาก แต่หลังจากที่กษัตริย์เตี๋ยนองค์ก่อนสวรรคตข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมืองอื่นๆจะแข็งเมืองไหม เพราะการปกครองของพวกเขา เต็มไปด้วยความโหดร้ายและป่าเถื่อน แต่กษัตริย์เตี๋ยนองค์ใหม่นั้นคิดจะโจมตีต้าฮั่นแน่แท้..แต่ไม่รู้จะเป็นตอนไหน”

        “ไม่เป็นไร...เดี๋ยวเราจะค่อยๆแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นฮูหยินข้า.. อย่างไรข้าก็ต้องขอบคุณพวกท่านมากที่คอยช่วยเหลือพระชายาของเรา ไม่เช่นนั้นเราสองก็ไม่อาจได้พบกัน ตอนนี้พวกเจ้าก็อยู่ที่จวนแห่งนี้แล้วกันนะ ส่วนเจ้า จ้าว จง.. เรียกจงเอ๋อห์ได้ใช่ไหม?.. ก็เดี๋ยวข้าจะให้พวกนักปราชญ์ในเมืองมาช่วยสอนหนังสือ ไม่ต้องเป็นห่วงไป คนกันเอง”

       ท่านอ๋องพูด ส่วนพระชายาก็ยิ้มหวานให้กับเขา เพราะท่านอ๋องยังคงเป็นคนอ่อนโยนและใจดีเฉกเช่นวันวานที่เธอเคยพบ เมื่อหันไปทางสาวน้อยโต้วเซี่ยวก็เห็นว่ากำลังทานอาหารกับท่านพี่จิ้นอัน ทำให้พระชายานั้นโล่งใจขึ้นเป็นกอบกำ

       ……….
       ……………

       ช่วงเวลากลางคืนพระชายาหลินเฟยนั้นได้นอนอยู่บนเตียงใหญ่ของเธออีกครั้งโดยที่ครั้งนี้เธอมีคนที่คอยอยู่เคียงข้างกาย ซึ่งนั้นก็คือเซียวไต้อ๋อง เขาสังเกตุว่าเธอนั้นยังไม่ได้หลับจึงขยับร่างกายเข้ามากอดจากด้านหลัง

       “อืม...ทำไมยังไม่หลับเล่า เจียวหย่า?” เสียงของท่านอ๋องนั้นกระซิบข้างหูของพระชายาตนเอง ส่วนหญิงสาวเมื่อโดนสวมกอดก็ได้แต่ยิ้มบางๆเธอนำมือมาจับท่อนแขนแกร่งของท่านอ๋อง เหมือนกับว่าจะสัมผัสว่ามันเป็นของจริงหรือปล่าว?

       “....ข้า...ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าฝันของข้าจักเป็นจริงขึ้นมาแล้ว” เจียวหย่าพูด เธอจับท่อนแขนนั้นเหมือนกับว่าไม่อยากให้มันหายเป็น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ท่านอ๋องจูบไปที่เส้นผมหอมของพระชายา ก่อนกระซิบคำหวานข้างๆหูของหญิงสาวอันเป็นที่รัก

       “ใจของข้า เป็นของเจ้าคนเดียวทั้งหัวใจ”

       คำนั้นที่พูดขึ้น ทำเอาพระชายาพูดไม่ออก เธอที่จะต้องจ้องมองดวงจันทร์ คะนึงหาพระสวามีและลูกอี้ทุกคืนวัน จะมีโอกาศได้มาอยู่เช่นนี้ ความรู้สึกที่เอ่อล้นนั้นทำให้หยาดน้ำตาของพระชายาหลินเฟยร่วงลงออกจากดวงตางามทั้งสอง ส่วนท่านอ๋องเมื่อเห็นดังนั้นก็ไม่ห้าม แต่ค่อนๆใช้รอยจูบของตนเองซับน้ำตานั้น

       และจบด้วยรสจูบก่อนนอนที่แววหวานบนกลีบริมฝีปากบางนั้นเบาๆ อย่างโหยหา แต่ทว่าบางสิ่งบางอย่างกลับโหยหานางเหมือนกับเขาซึ่งนั้นก็คือความรักที่อยากจะอยู่ข้างๆ สี่ปีที่ทรมารกันทั้งสองฝ่าย ในที่สุด ในที่สุด…

       “เจ้าทำตัวแบบนี้คงไม่อยากนอนใช่ไหม?” เสียงท่านอ๋องพูด ก่อนที่จะพลิกร่างกายขึ้นมาทาบทับร่างกายของฮูหยินตนเอง ส่วนพระชายาหลินเฟยก็ได้แค่หัวเราะเหมือนกับแกล้งชายตรงหน้าได้ผล แต่แล้วบทบรรเลงนั้นก็เริ่มขึ้นมาอีกครั้ง...ภายในค่ำคืนนี้




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +300 ความหิว -8 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 300 -8 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-4-8 06:20:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-4-8 15:08


อีกแล้ว

        “.....ตื่นได้ยังน่า..”
        “....เหมือนจะไม่ตื่นน่าา..”

        เสียงที่คุ้นหูนั้นดังอยู่ใกล้ๆ พระชายาหลินเฟย ก่อนที่เธอจะตกใจลืมตาขึ้นตื่น เมื่อหันไปอีกครั้งก็เห็นกับท่านอ๋องที่กำลังนั่งจ้องเธออยู่ เมื่อคืนนี้เธอไม่รู้เหมือนกันว่าได้นอนตอนไหน แต่รู้เพียงว่าอวัยวะช่วงล่างจะปวดเป็นพิเศษ.. ไม่นึกเลยว่าคนที่ฝึกร่างกายมามีแต่กล้ามเนื้อจะมีแรงเยอะขนาดนี้ หรือเพราะว่าห่างหายจากเรื่องพวกนี้ไปเป็นสี่ปีกันนะ?

        “ท่าน..ท่านหลิว..ฉุน” เสียงของเจียวหย่าพูด ก่อนที่ท่านอ๋องหลิวฉุนจะก้มลงมาจูบที่พวงแก้มเนียนของนาง อย่างหมั่นเขี้ยว ว่ากว่าจะตื่นได้ก็ใช้เวลานานโข ตอนแรกเกือบอุ้มวางลงถังน้ำแล้วเป็นไงล่ะ แต่รู้สึกสงสารเพราะว่าเรื่องเมื่อวานนี้ ...หรือเมื่อคืนนี้ดี? เพราะเขาเล่นหนักข้อไปเสียหน่อย ทำให้พระชายาหลินเฟยถึงขั้นต้องร้องขอให้หยุดกันเลยทีเดียว

        แต่ใบหน้าของเขากลับมีความเอิบอิ่มอย่างมาก นั้นทำให้เขารู้สึกพอใจมากทีเดียว

        “คิดอะไรอยู่น่ะเจ้าคะท่านหลิวฉุน...” พระชายาหลินเฟยถาม ก่อนที่จะลุกขึ้นเพื่อนเตรียมอาบน้ำแต่งตัวสำหรับวันนี้ที่ท่าจะเป็นเรื่องยาวหนักเหมือนกัน

        “ปล่าวหรอก..เจ้าไปแต่งกายเถอะฮูหยินข้า เดี๋ยวเราไปทานมื้อเช้ากัน” ท่านอ๋องกล่าวก่อนที่จะจูบลงบนหน้าผากของพระชายาหลินเฟยเบาๆ แล้วลุกขึ้น เพื่อที่จะไปดูแลต้นไม้ของตนเอง ส่วนพระชายาหลินเฟยก็ลุกไปทำกิจวัติช่วงเช้าของตนเองต่อไป… เหมือนกลับมาเป็นคนปกติเลย แต่ที่ไม่ปกติคือเหล่าบ่าวไพร่ที่เตรียมเสื้อผ้าให้ รอบนี้เตรียมเป็นชุดที่เธอเคยใส่

        ยังดีที่มีชุดน่ะนะ ไม่ต้องซื้อใหม่ เพราะว่าสี่ปีมานี้ร่างกายของเธอนอกจากอกเอวสะโพกแล้วส่วนสูงก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายขนาดนั้น เพราะฉะนั้นไม่เป็นปัญหา เมื่อแต่งตัวเสร็จ ก็ถึงเวลาอาหารเช้า เธอก็เดินอย่างสง่าผ่าเผยในชุดสีม่วงผ้าบางลายดอกไม้วจีงดงามนั้นสมกับที่เป็นพระชายาหลินเฟย เมื่อเธอเดินมายังห้องทานอาหารมื้อเช้าก็เห็นว่าทุกคนนั้นมาแล้ว รวมถึงท่านอ๋องที่เดินมาพร้อมกับเธอด้วย และเมื่อเริ่มทานอาหาร ก็มีคนเปิดประเด็นขึ้นมา

        “เอาล่ะ..เจ้าสินะ เด็กน้อยแซ่โต้ว โต้วเซี่ยว” ท่านอ๋องพูดขึ้น ก่อนที่เด็กหญิงโต้วเซี่ยวที่กำลังฟาดเนื้อไก่ผัดถั่วงอกต้องค้างและหยุดการทานอาหารแล้วพยักหน้า

        “เอ่อ..ค่ะ.?...คะ?..เอ่อ..ใช่แล้ว..เจ้าค่ะ” เธอพูดตะกุกตะกักก่อนที่จะหันไปทางจิ้นอันและพระชายาหลินเฟยเหมือนกับขอความช่วยเหลือ จิ้นอันจึงใช้มือหนาใหญ่นั้นลูบหัวของโต้วเซี่ยวเบาๆเพื่อให้เด็กน้อยนั้นคลายความกังวน เมื่อท่านอ๋องเห็นดังนั้นจึงพยักหน้า แล้วพูดเพราะไม่อยากให้ต้องเสียเรื่องในการทานอาหาร

        “เอาเถอะ เจ้ากินไปเถอะ ไม่เป็นไร”

        เมื่อได้ยินดังนั้นหนูน้อยโต้วเซี่ยวจึงยิ้มและรีบทานอาหารของโปรดต่อไป คราวนี้ท่านอ๋องจึงหันไปทางเด็กน้อยจงเอ๋อห์ที่กำลังนั่งทานอาหารอย่างสงบเสงี่ยม .. คล้ายกับอี้โหวแต่ให้ความรู้สึกคนละแบบ …. เมื่อทานอาหารเสร็จก็คงจะไม่อาจเลี่ยงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ซึ่งนั้นก็คือการถามไถ่ แต่คราวนี้ท่านอ๋องเลือกที่จะให้พระชายาเป็นฝ่ายจัดการ

        “งั้นเดี๋ยวเราเข้าเรื่องกันเลยนะ?...โต้วเซี่ยวจ๊ะ ช่วยบอกได้ไหม ว่านี้มันเกิดอะไรขึ้น?” พระชายาหลินเฟยสอบถาม หนูน้อยโต้วเซี่ยว ตอนนี้คนที่อยู่ในห้องนอกจากหนูน้อยโต้วเซี่ยวแล้วก็มีเพียงพระชายา ท่านอ๋องและท่านจิ้นอัน เพราะจงเอ๋อห์จำเป็นต้องออกไปเรียนหนังสือ จากนักปราชญ์ที่ท่านอ๋องเตรียมไว้ให้ พร้อมชาติ

        “เอ่อ..ค่ะ..คือว่าท่านแม่ของหนู โดน..โดนท่านน้า นาม..นามหลินเฟย จับตัวไว้ที่บ้านละมั้งคะ ท่านน้าหลินเฟยตามล่าข้าและพี่ชาย..โดยคนพวกนั้น” เด็กน้อยพูดไปก็กอดตุ๊กตาไม้ของตนเองแน่น เธอพยายามนึกเรื่องราวที่ขมขื่น

        “แล้วที่ว่าจับไป..คงจะอยู่ที่บ้านสินะ?..ที่ไหนล่ะบ้านที่ว่า” จิ้นอันถามต่อ

        “บ้านของหนูอยู่เยี่ยหลาง ..แต่หนูไม่เคยออกจากบ้านไม่รู้เหมือนกันว่าแถวไหน พี่ชายหนูพาหนูหนีออกมา..แต่...หลังจากนั้น...นั้น..” เสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ ดวงตาเริ่มมีหยาดน้ำตาที่ไหลรินอีก เด็กสาวพยายามสะอื้นและเก็บเสียงร้องไว้ แต่น้ำเสียงที่พูดออกมาเศร้าสร้อยยิ่งนัก ความเสียใจทั้งหลายถาโถมลงมา จนพระชายาหลินเฟยสะเทือนใจอย่างยิ่ง…

        ส่วนจิ้นอันเมื่อเห็นเด็กหญิงอ่อนแอก็จำเป็นต้องใจอ่อนเสียทุกครั้ง คอยปลอบประโลมเพื่อให้โต้วเซี่ยวนั้นรู้สึกสบายใจเมื่อได้พูดเรื่องราวต่างๆ หนูน้อยจึงใช้อกของจิ้นอันเป็นที่พักพิง ส่วนพระชายาหลินเฟยก็คิดว่าจะทำอย่างไรดี ท่านอ๋องก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงค่อนข้างกังวน

        “ข้าคิดว่าเด็กผู้นี้คงจะเป็นชาวเยี่ยหลาง เป็นเมืองทางใต้เราใกล้ๆเตี๋ยนนี้เองละนะ”
        “หืม?..เยี่ยหลาง??เยี่ยหลางที่ว่าคืออาณาจักรเยี่ยหลาง แห่ง ตัวถง เช่นนั้นหรือเจ้าคะท่านอ๋อง” พระชายาหลินเฟยพูดถาม ท่านอ๋องจึงพยักหน้า ส่วนจิ้นอันเมื่อได้ยินก็พูดต่อ

        “อาณาจักรตอนใต้ของปาสู่ ปกครองเมืองจั้งเคอ เป็นพันธมิตรกับอาณาจักรเตี๋ยนแห่งคุนหมิง และงานนี้คงจะยากเอาการ ถ้าถึงขั้นส่งมือสังหารมาจัดการเด็กน้อยตัวกระเปี้ยก..ถ้าไม่เป็นเจ้าเมือง ก็ต้องเป็นคนใหญ่คนโตเป็นแน่แท้ อีกทั้งยังเป็นพันธมิตรกับเมืองเตี๋ยนด้วยแล้ว ยิ่งยากเข้าไปหนักที่จะช่วยได้” จิ้นอันนำเสนอ ส่วนพระชายาหลินเฟยเมื่อได้ยินคำว่าแดนเตี๋ยนก็ลมแทบจับแล้ว น่าจะเป็นเรื่องภายใน หากแทรกแซงก็ยิ่งจะทำให้ลำบากมากยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัว

        “แต่อย่างไร ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นข้าก็ควรที่จะช่วยเด็กคนนี้ ข้าสัญญาไว้แล้วมิอยากผิดคำสัญญา ข้ารู้ว่ามันอาจจะเสี่ยงที่จะต้องทำ ข้าคิดว่ามีคนลำบากก็ควรที่จะช่วยเหลือ และข้าคิดว่าการนี้คงจะเป็นการล้มอำนาจในบ้านตระกูลโต้ว บางทีแค่ไปช่วยแม่ของนาง ก็อาจจะพอ”

        “หากเจ้าเลือกจะช่วยเช่นนี้ข้าก็ไม่อาจขัดได้ฮูหยินข้า แต่ข้าไม่อาจสามารถเคลื่อนย้ายทหารเฉิงตูได้..เจ้า..”
        “ท่านอ๋องมิต้องเคลื่อนไหวเช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ เรื่องนี้เป็นเพราะความเอาแต่ใจของข้าเอง ท่านไม่ต้องลำบากอะไรทั้งนั้นเจ้าค่ะท่านอ๋องข้าจะไปเอง” พระชายาหลินเฟยพูด เธอจับมือท่านอ๋องไว้ เหมือนกับว่าไม่อยากให้เขามาลำบากเพราะเธอ แต่ท่านอ๋องกลับจ้องมองแล้วโอบไหล่ของพระชายาหลินเฟยเข้ามากอดอย่างไม่อายคนอื่น

        “ได้อย่างไร..เจ้าจะทิ้งข้าไปอีกแล้วหรอ..” ท่านอ๋องพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งน้อยใจ จนพระชายาหลินเฟยนั้นอึกอักเพราะไม่อยากให้พระสวามีต้องลำบากไปด้วย
        “ข้า..ข้าไม่ได้หมายความว่าเช่นนั้นท่านอ๋อง” พระชายาพูดแล้วค่อยๆลูบไหล่เพื่อปลอบท่านอ๋องเบาๆ ก่อนที่ท่านอ๋องจะค่อยๆคลายอ้อมกอดของตนเอง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่กึ่งจะชัดเจนอย่างยิ่ง

        “ข้าจะไปกับเจ้าด้วยฮูหยินข้า ข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าไปเสี่ยงอะไรเช่นนั้นตัวคนเดียวแน่ ข้าจะตามไปด้วยท่านจิ้นอันคิดเห็นเป็นเช่นใด?” เมื่อภรรยาไม่มีทางที่จะขัดได้แล้ว เซียวไต้อ๋องจึงหันไปสอบถามกับท่านจิ้นอันผู้เป็นพี่ชายของภรรยา ท่านจิ้นอันเมื่อได้ยินก็คิดหนัก ไหนจะเรื่องอาญาแผ่นดินไหนจะเรื่องโน่นนี่.. ความจริงแล้วเขาไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง แค่ให้ที่พักพิงเด็กผู้นี้มันก็ไม่ได้ลำบาก…

        “.....”

       แต่ความคิดของเขาก็ต้องมลายหายไปสิ้นเพราะการกระตุกเสื้อของหนูน้อยโต้วเซี่ยวสายตาที่บ่งบอกว่า..ไปนะ...ไปช่วยกันนะ ไปนะ นั้นทำให้จิ้นอันถวายตัวให้หมดใจ พ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์แบบ ความเงียบและการลูบหัวเด็กน้อยโต้วเซี่ยวนั้นเป็นคำตอบที่ดีที่จะได้รับจากชายที่พ่ายแพ้ให้กับเด็กน้อยร่างกายอ่อนแอ

       ส่วนพระชายาหลินเฟยก็ได้แต่ยิ้มบางๆ แล้วจับมือท่านอ๋องของเธอด้วยความรัก

       “ถ้าอย่างงั้นเราก็ควรที่จะให้ท่านพ่อบ้านดูแลที่นี้และบอกลูกอี้โหวด้วยสินะเจ้าคะท่านอ๋อง” พระชายาหลินเฟยพูด ท่านอ๋องก็พยักหน้า แล้วคิดอะไรบางอย่าง แล้วเรียกท่านพ่อบ้านใหญ่ให้เข้ามาหาและหารือกันเรื่องของจวนและการเดินทางครั้งนี้ ท่านอ๋องคิดจะเดินทางไปด้วยเพราะฉะนั้นให้เตรียมของและเตรียมม้าไว้ให้ด้วย

       จนสุดท้ายก็มีคนที่จะไปก็คือ พระชายาหลินเฟย เซียวไต้อ๋อง ท่านจิ้นอัน และหนูน้อยโต้วเซี่ยว ส่วนนอกนั้นให้อยู่ดูแลที่จวน มีอะไรค่อยติดต่อให้กลับได้ ไม่มีปัญหา ตอนแรกชาตินั้นจะขอไป แต่ทว่าต้องอยู่ดูแลจงเอ๋อห์ทำให้ตนนั้นไม่ได้ไป และโดยพระชายาสั่งให้อยู่ดูแลที่นี้ จึงเป็นเหตุทำให้ชาตินั้นไม่ได้ไปด้วย

       การเตรียมของการเดินทางก็เป็นเหมือนปกติโดยครั้งนี้มีการนำม้าออกมา มีคนอยู่สี่คนเพราะฉะนั้นก็เตรียมม้าสองตัว โดยที่ท่านอ๋องและพระชายาหลินเฟยขึ้นด้วยกัน ม้าที่ท่านอ๋องนำมานั้นคือม้าเหงื่อโลหิต ที่มีฝีเท้าเร็วอย่างมาก ส่วนท่านจิ้นอันนั้นนำม้าตี๋หลูออกมาใช้งาน

       ท่านอ๋องนั้นเตรียมแผนที่และชุดสำหรับออกเดินทาง เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตุ พระชายาหลินเฟยเองก็เช่นกัน อย่างน้อยพวกเขาก็ต้องมีอุปกรณ์ในการปกป้องตัวเอง ท่านอ๋องนั้นเตรียมอาวุธของตนเอง พระชายาเองก็เช่นกัน เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางช่วงบ่ายนี้



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +300 +25 ความหิว -18 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 300 + 25 -18 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-4-13 20:37:46 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ทอผ้า ทอรัก

        พระชายาหลินเฟยที่กลับมาจากการโดนขังนับแรมปี ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงพักอยู่ เพราะว่าการมาครั้งนี้แทบจะทำให้เธอนั้นไม่ได้พักผ่อนตามใจอยากเลย ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นวันนี้ถึงเป็นวันดีที่เธอจะเตรียมตัวในการทำงานอดิเรกของตนเองอย่างเต็มที่

        พระชายาหลินเฟยนั้นสั่งให้บ่าวในจวนนั้นเตรียมไหมชั้นดีมาเพื่อทอรวมถึงปักผ้าให้เป็นลวดลาย หญิงสาวนั้นเลือกที่จะใช้สีธรรมชาตินั้นย้อมผ้าสีต่างๆ ทำให้ไหมแต่ละเส้นนั้นมีสีสรรที่แปลกตา รวมถึงยังมีกลิ่นของดอกไม้อีกด้วย เพราะว่าตอนที่นำไหมไปย้อมสีนั้นได้ใส่น้ำมันหอมระเหยกลิ่นไป่เหอไปด้วย ทำให้เส้นไหมที่นำมานั้นหอมสวย

        เมื่อได้วัตถุดิบในการที่จะทอผ้าเสร็จแล้วพระชายาหลินเฟยก็เดินนำมันไปยังเครื่องทอกี่กระตุกที่เธอไม่ได้ใช้มานาน แต่ความทรงจำในการใช้ยังคงไม่ลืม หญิงสาวลองนั่งร่างรูปภาพของผ้าไหมที่เธอคิดจะทอขึ้นมาจากในใจของตนเอง แล้ววาดลงไปในกระดาษแผ่นสีขาว โดยที่ผ้าชิ้นนี้ เธออยากให้มันเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่ได้กลับมา

        ให้ความสดใสและความหมายดีๆเป็นมงคล

        “สีทองกับสีแดงน่าจะเป็นสีที่เหมาะสมแล้วละนะ” พระชายาหลินเฟยพูดขึ้นมา เธอใช้พู่กันวาดร่างลงไปในกระดาษแผ่นเล็ก เมื่อได้สิ่งที่เป็นฐานร่างแล้ว หญิงสาวก็เริ่มถักทอเส้นใยไหมเพียงเส้นเดียว ใช้กี่กระตุกให้มันทอเป็นผืนเดียวกันอย่างประณีต ฐานของผ้าเป็นสีแดงที่มีความหมายถึงความรัก ความหลงใหล พลัง และความมีชีวิตชีวา ส่วนในด้านความเชื่อของหลักฮวงจุ้ย สีแดงมีพลังอำนาจป้องกันพลังงานที่ไม่ดีหรือสิ่งชั่วร้ายได้

        และเมื่อกรอบของมันเป็นสีทองที่หมายถึงความสูงส่ง ความสำเร็จ ความรอบรู้และความเมตตาที่อยู่ล้อมรอบสีแดง นั้นก็ยิ่งทำให้พระชายาหลินเฟยใส่ใจกับการถักทอมันอย่างปราณีตที่สุดเท่าที่เธอจำทำได้ ความรู้สึกของเธอเมื่อต้องใช้ด้ายแต่ละเส้นในการสานต่อกันนั้นเหมือนกับความรัก ใช่แล้ว ความรักที่ต้องใช้เวลานานในการถักทอ ด้ายแดง ที่เชื่อมกันของคนสองคน คือความรักที่ก่อตัว

        ซึ่งตอนนี้เธอก็กำลังทอผ้าที่แสดงถึงความรักของเธอที่มีต่อชายหนุ่มผู้หนึ่ง ผู้ที่เป็นเจ้าของหัวใจเธอทั้งหัวใจ.. ท่านหลิวฉุน เมื่อใบหน้าหวานนั้นนึกถึงชายผู้ซึ่งเสียสละเพื่อที่จะช่วยเธอใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเหมือนสาวแรกรุ่น

        หญิงงามในตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความรักตลอดเวลา ที่ผ่าน.. ดอกไม้ที่ออกแบบไว้คือดอกไม้สี่ฤดู บ่งบอกถึงฤดูกาลที่ผันผ่าน ก็ไม่อาจทำให้ความรักนี้สั่นคลอนไปได้ แม้ต้องห่างไกล แต่ความรักก็ถักทอทั้งสองฝ่าย ปีแล้วปีเล่า ที่มีให้กันมา มันหมายถึงความจริงใจที่มอบให้กัน

        “ทำอะไรอยู่น่ะเจียวหย่า” เสียงเข้มของท่านอ๋องนั้นดังขึ้นด้านหลังของเธอ พระชายาหลินเฟยนั้นค่อยๆวางไม้ดันด้ายกับกระสวยแล้วหันไปทางพระสวามีที่ตอนแรกจะเตรียมตัวออกไปเพื่อพาตัวเธอกลับมา แต่ตอนนี้เธออยู่นี้แล้ว..เขาจึงไม่ต้องไปไหนไกล

        “กำลังทอผ้าไหมอยู่เจ้าค่ะท่านหลิวฉุน” เสียงหวานของพระชายาหลินเฟยนั้นพูดขึ้น เมื่อท่านอ๋องได้ยินดังนั้นก็เดินเข้ามาใกล้นำมือทาบไว้ตรงไหล่บางของคนรักตนเอง แล้วจ้องมองผ้าที่กำลังทอเป็นภาพที่เขาพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นภาพดอกไม้

        “หืม...ผ้านี้มีกลิ่นหอมด้วยนี้? ดอกไป่เหอใช่หรือไม่?” ท่านอ๋องถาม
        “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ไหมนี้ นอกจากจะคัดสรรในการเลือกไหมแล้วตอนที่ย้อมสีไหม ข้าใส่น้ำมันหอมระเหยเข้าไปด้วย ส่งผลให้ผ้านี้หอมหวน หากผู้ใดได้ใส่ผ้าชิ้นนี้ ก็จะยิ่งทรงเสน่ย์และเต็มไปด้วยความรักแน่นอนเจ้าค่ะท่านหลิวฉุน” พระชายาหลินเฟยอธิบาย ท่านอ๋องนั้นเลือกคิ้ว ก่อนที่จะค่อยๆนำมือไปแตะลงมือมือของพระชายาตนเอง

        “ทำไมเจ้าถึงบอกว่าเต็มไปด้วยความรักเล่า?” ท่านอ๋องพูดก่อนที่จะค่อยๆจับมือที่ใช้ทอผ้าเมื่อครู่มาจูบเบาๆ ส่งผลให้พระชายาหลินเฟยนั้นต้องมีใบหน้าขึ้นสีจนได้

        “ก็..ข้าถักทอโดยนึกถึงความรักเจ้าค่ะ เวลาที่ห่างหายจากท่านจากลูก เป็นเวลานานหลายปี ดอกไม้สี่ฤดูที่ทอไว้ หมายถึงปีที่ผันผ่านมา แต่สีแดงก็คือความรัก ด้ายแดงของข้าจะไม่มีวันขาด แม้ว่ามันจะผ่านไปนานแค่ไหน มันก็จะยิ่งแน่นขึ้น เป็นผืนงาม แม้ต้องใช้เวลาขนาดไหน ข้าก็จะไม่มีวันหมดรักท่านเจ้าค่ะ” พระชายาหลินเฟยพูดขึ้นใบหน้าของเธอนั้นแดงระเรือง ยามเมื่อพูดถึงเรื่องความรัก เธอจะงดงามยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

        เมื่อท่างอ๋องแห่งปาสู่นั้นจ้องมองเห็น เขาถึงกลับลอบยิ้มออกมา แล้วเดินไปหยิบเก้าอี้มานั่งใกล้ๆกับฮูหยินของตนเอง


        “ไหนเจ้าสอนข้าทอผ้าสิ..เราสองจะได้ถักทอไปพร้อมๆกันไง” ท่านหลิวฉุนพูดขึ้น ก่อนที่จำเหลือบสายตาไปทางผ้าไหมผืนงานที่กำลังโดนทอ เมื่อท่านอ๋องพูดเช่นนี้ พระชายาถึงกับต้องยิ้มและหัวเราะออกมา ก่อนที่คนทั้งสองนั้นจะถักทอผ้าผืนนี้ด้วยกัน

        ให้สมกับที่ได้ชื่อว่า ถักทอความรัก ให้เบ่งบานกลางใจ ให้เบ่งบานไปทั่วทิศ

        เวลาแห่งความหวานนั้นผ่านไปอย่างรวจเร็วมีรอยยิ้มของคนที่สอน และฝีมือการทำของเด็กใหม่ในการทอผ้าเป็นของขวัญเวลาที่แสนคุ้มค่านี้

        “จะว่าไป...เจ้าทอแบบนี้ไม่ส่งเข้าประกวด เทศกาลทอผ้าที่ฉางอันหน่อยหรือ?” ท่านอ๋องพูดขึ้น แล้วจ้องไปที่ผืนผ้าที่ทอได้อย่างประณีต ลวดลายและสีสันหรูหรางดงามราวกับมันมีชีวิตขึ้นมาจริงๆตรงนั้น ถึงแม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์แต่มันก็งดงามมากในสายตาของเขาและของเธอ เพราะมันเหมือนกับน้ำพักน้ำแรงของทั้งคู่

        “หืม?...ท่านจะให้ข้าส่งหรือเจ้าคะ?..ลืมไปเสียสนิทเลยว่านี้ก็จะถึงวันแล้วด้วย..ไม่ได้ส่งนานเลยนะเจ้าคะ..แต่พรุ่งนี้เราก็ต้องออกเดินทางไปเยี่ยหลางกันแล้วนะเจ้าคะท่านหลิวฉุน คงไม่ได้ไปส่งด้วยตนเองหรอกเจ้าค่ะ” พระชายาหลินเฟยนั้นพูดขึ้น ก่อนที่จะทำท่าคิด

        “ให้ท่านพ่อบ้านจวนไปส่งแทนก็ได้ อย่างไรน้องชายของเจ้าจงเอ๋อห์ก็ยังอยู่ ไม่เห็นต้องกังวนอะไรไปเลยจริงไหมเล่า? เจียวหย่า” ท่านอ๋องนั้นพูด ก่อนที่พระชายาจะทำท่าเหมือนกับว่า เอ่อ!! ใช่เลย!! แล้วยิ้มหวานให้กับพระสวามีของตนเอง

        “ตอนนี้คงต้องเก็บรายละเอียดแล้วใช่ไหม เจ้าคงต้องทำเองแล้วล่ะ ข้าคงให้กำลังใจอยู่ตรงนี้” ท่านอ๋องพูด ซึ่งพระชายาก็ส่ายหัวเหมือนกับว่าไม่เป็นไร

        “ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ เพียงแค่นี้ข้าก็ดีใจแล้วล่ะเจ้าคะท่านอ๋อง นี้เป็นเหมือนกับผลงานของข้าและท่านที่ประสานใจร่วมกันนี้เจ้าคะ?” พระชายาพูด เธอนั้นหยิบผ้าไหมที่ทอเป็นผืนออกมา ตอนนี้ลวดลามงดงามนั้นยังคงปรากฏให้เห็นแต่ไม่มาก เพราะเธอยังต้องปักผ้าให้เป็นลวดลายตามที่ต้องการอยู่ เมื่อเปลี่ยนการขึงผ้าสำหรับปักผ้า ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่มีบ่าวในจวนเดินหอบกู่เจิงมาวางไว้ใกล้กับที่เธอกำลังจะปักผ้า

        รวมถึงปูเสื่อปูสาดเอาเสียพร้อมทำให้เดาได้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อมา

        ท่านอ๋องนั้นเดินกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าแล้วค่อยๆนั่งลงตรงเครื่องดนตรีกู่เจิง บรรเลงเป็นเพลงรักหวานท่ามกลางพระชายาหลินเฟยที่กำลังปักผ้า เสียงเพลงนั้นทำให้พระชายาคล่อยตามอย่างงดงาม แต่เธอก็ไม่ได้เสียสมาธิในการปักผ้าด้วยซ้ำไป เหมือนกับเธอกำลังปักผ้าไปด้วย ร่ำร้องเพลงไปพร้อมกับท่านอ๋อง


        เหมือนกำลังไล่ผืนผ้าปักไปตามโน๊ตคีย์ที่ได้ยินอย่างเป็นสุขใจ..จนผ้านั้นเสร็จสิ้นพร้อมกับเพลงที่กำลังวนกลับมาเป็นเพลงที่บรรเลงขึ้นมา เสียงหวานของพระชายาหลินเฟยนั้นร้องบรรเลงไปพร้อมๆกับลุกขึ้นร่ายรำ เป็นบทลำนำพร้อมกับบทเพลงของท่านอ๋อง

        หญิงงามที่ร่างรำตรงหน้า หาใช่ใครอื่น นั้นคือพระชายาหลินเฟยผู้เป็นเจ้าของดวงใจท่านอ๋องหลิวฉุนแห่งปาสู่ ดวงตาสีม่วงดอกพวงครามและนัยต์ตาสีดำขลับของทั้งคู่จ้องประสานตา เมื่อบทบรรเลงเพลงจบ พระชายาหลินเฟยก็ยืนอยู่ตรงหน้าท่านอ๋องหลิวฉุน ชายร่างสูงที่มีกล้ามเนื้อเพราะการฝึกฝนนั้นเดินตรงมายังร่างของฮูหยินของตน

        ค่อยๆจรดจูบริมฝีปากลงบนกลีบริมฝีปากบางสีหวานนั้นอย่างคิดถึง รสจูบแห่งความรัก พร้อมกับผ้าแพรแห่งความสุข..ใช่แล้ว….

        ผ้าแพรไหมที่อยู่ตรงที่ปัก มันเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอยดิ้นทองที่ขึ้นมา เป็นกรอบสีทอง ด้านในเป็นสีแดงซึ่งมีความหมายมงคล รอบๆมีดอกไม้หลากชนิดที่เป็นความหมายดีๆ ส่วนตรงกลางคือดอกไม้ประจำฤดูแสนเรืองรองทั้งสี่ชนิด อยู่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว และผ้านี้ก็ส่งกลิ่นของดอกไป่เหอขึ้นมาเหมือนกับดอกไม้ในผ้าแพรพรรณผืนนี้กำลังชูช่อส่งกลิ่นไม่มีผิดเพี้ยน




        “ข้ารักท่าน..ท่านหลิวฉุน”
        “ข้าก็รักเจ้า เจียวหย่าของข้า”


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 2เงินตำลึง +4930 ดีนาเรียส +700 +25 ความหิว -18 แต้มวาสนา +6 ย่อ เหตุผล
Annadease + 4900 ขอบคุณที่ให้ยืมนะครับ
Admin + 30 + 700 + 25 -18 + 6

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-7-22 23:28:33 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-7-22 23:36


สี่ฤดู


         ร่างของพระชายาหลินเฟยที่กำลังนอนชักดิ้นชักงอ เกร็งตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนนั้นได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าไต้อ๋อง ตอนนี้คนรถม้ากำลังซิ่งตีผีเป็นเดอะฟาสเก้าอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อที่จัดการให้ถึงจวนโดยเร็ว ส่วนพรรคกระยาจกคนที่มีวิชาตัวเบา ก็เร่งไปให้ถึงก่อน เพื่อที่จะเตรียมบอกเหล่าคนที่จวนของเซียวไต้อ๋องว่าพระชายา กำลังจะคลอดแล้ว!!!
         โหคุณพี่!! หายไปหนึ่งปีแล้วกลับมาคลอดลูกที่บ้าน!!!

         นั้นทำให้เหล่าบ่าวภายในจวนนั้นวุ่นวายเป็นพิเศษ ส่วนชาติและจงเอ๋อห์ที่ได้ข่าวเองก็รีบที่จะมาดูท่านน้าของตนเองถึงด้านหน้าจวนที่กำลังเห็นรถม้าอยู่ไกลลิป กำลังซิ่งเข้ามาภายในสวนของจวนอย่างรวจเร็ว

         ทันทีที่รถม้านิ่งแต่ไม่สนิทนั้น ร่างของท่านอ๋องแห่งปาสู่ก็กระโดดออกมาลงพื้นอย่างแผวเบา(ตรงไหน) พยายามไม่ให้กระทบภรรยาตนเองในอ้อมกอดถึงที่สุด หมอและเหล่าคนใช้ก็ตามมาช่วยเหลือกันอย่างยกใหญ่ เหมือนกับว่าเป็นช่วงเวลาอันตรายอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของคนที่อยู่บ้านไม่แม้กระทั้งจะได้ต้อนรับขับสู้

         กลับต้องมีเรื่องให้หายใจหายคอกันไม่ทั่วท้องขึ้นไปอีก เพราะพระชายาหลินเฟยกำลังคลอดบุตร!! นี้มันอะไรกัน !!

         ชาติและจงเอ๋อห์ถึงขั้นกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อจิ้นอันและโต้วเซี่ยวและหญิงสาวคนหนึ่งลงมาจากรถม้าด้วย.. ใครละนั้น!!!! ไปเก็บใครมาอีก!! =[]= โอ้ย ย ย

         “นี้มัน..นี้มันเรื่องอะไรกันขอรับเนี้ย?” ชาติถามจิ้นอัน เพราะว่าตอนนี้ท่านอ๋องและพระชายาหลินเฟย ได้เข้าห้องเพื่อเตรียมการคลอดเสียเรียบร้อยพร้อมกับเหล่าสาวใช้และหมอตำแยไปแล้ว จิ้นอันนั้นยากที่จะบอกเล่า เอาเป็นว่า ตรงนี้เขาต้องเป็นคนที่จัดการเล่าเรื่องต่างๆให้ทั้งสองฟังสินะ?

.
.
.
.

         ร่างของพระชายาหลินเฟยนั้นล้มลงนอนที่เตียงใหญ่ที่ได้ทำการเตรียมการ เพื่อการคลอดไว้แล้ว หญิงสาวนั้นหอบหายใจระรัวระริน เหมือนกำลังผ่อนปรนความเจ็บปวดที่นางมี น้ำคร่ำที่ไหลออกมานั้นเริ่มที่จะหยุดเนื่องจากว่าใกล้ถึงฉากสำคัญของการเป็นมารดาคนแล้ว และแล้วมูกเลือดก็ออกมาทางช่องคลอด พร้อมกับพระชายาหลินเฟยที่เริ่มมีอาการที่ดีขึ้น

         ในระหว่างนั้นหมอตำแยก็เร่งกับการบอกว่าให้ไปนำน้ำร้อนมาบรรเทาอาการปวดของพระนาง ส่วนไต้อ๋องนั้นที่โดนบอกให้รอด้านนอก แม้ว่าชุดจะเลอะไปด้วยน้ำคร่ำของพระชายาก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนเพราะเป็นห่วงลูกที่กำลังจะเกิดขึ้นมา

         “อ๊า ค ค!!!!” เสียงร้องอย่างเจ็บปวดนั้นดังขึ้นมาอย่างกระทันหัน เพราะว่าพระชายานั้นรับรู้ถึงว่า บุตรของตนกำลังดิ้นเพื่อที่จะออกมาสู่ภิภพกว้างนี้ นางสั่นสะท้านไปทั่วท้อง และบริเวณหลัง โดยส่วนล่างนั้นไม่ต้องพูดถึง….

         เจ็บปวดเหลือนับคณา

         “พระชายาเจ้าค่ะ เบ่งเจ้าค่ะ เบ่ง!!” เมื่อได้ยินเสียงของหมอพระชายาหลินเฟยที่กำลังจับผ้าผูกด้านบน ก็ทำการแบ่งเพื่อให้เด็กนั้นได้คลอดออกมา พร้อมกับเสียงกรี๊ดร้องของพระนางและเหล่าคนที่กำลังเอาใจช่วย ไต้อ๋องเมื่อได้ยินเสียงของภรรยาตนเอง ถึงขั้นต้องลุกขึ้น แต่ก็โดนเหล่าทหารลากตัววางไว้เหมือนเดิม

         เพราะหากเข้าไปตอนนี้ก็ไม่ได้ด้วย ..

         “กรี๊ด!!!” พระชายาหลินเฟยนั้นร้องเสียงกรี๊ดหวีดร้องอย่างสุดเสียง ร่างของทารกน้อยเพศหญิงก็หลุดผลุบลงมาที่มือของหมอตำแย อย่างง่ายดายแต่ทว่ามันกลับตามมาด้วยร่างของเด็กทารกอีกถึงสามคน!!!

         แต่ทว่ากลับมีเรื่องน่าประหลาดใจเกิดขึ้น ในขณะยามคลอดธิดาทั่งสี่เสียงของนกร้องขับขามดั่งดนตรี กลิ่นมวลหมู่ผกาที่บานแม้ไม่ใช่ในฤดูของตนเอง..เมื่อคลอดธิดาคนแรก ดอกไม้ราชาแห่งฤดูใบไม้ผลิก็ลอยมา นั้นคือดอกมู่ตันนั้นเอง

         เมื่อธิดาคนที่สองของพระชายาคลอดออกจากครรภ์ครานี้ไม่ใช่กลิ่นของดอกมู่ตันแต่กลับเป็นกลิ่นของดอกเหลียนฮวาที่บอบบางบริสุทธิ์ กลิ่นหอมและสูงส่งอย่างไม่มีใครเหมือน

         เมื่อธิดาคนที่สามนั้นคลอดออกมานั้นก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นของดอกไม้อีกชนิด นั้นคือดอกจวี๋ฮวา คือกลิ่นของเบญจมาศที่กลิ่นหอมสดใส อย่างเสียไม่ได้ และเมื่อคนสุดท้าย ยามมาคลอดออกมา กลิ่นดอกไม้ก็กลายเป็นกลิ่นของดอกเหมยฮวา ที่ลอยตลบอบอวนอยู่ภายในห้องนั้น กลายเป็นกลิ่นของดอกไม้สี่ฤดู กระทั้งคนที่อยู่รอบๆห้อง ยังได้กลิ่น

         โดยที่พระชายาหลินเฟยนั้นต้องเรียกได้ว่าเบ่งกันอุตหลุด ไปสามถึงสี่รอบเลยทีเดียว กว่าจะออกมา นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไม พระชายาหลินเฟยถึงมีครรย์ใหญ่กว่าคนธรรมดายิ่งนัก เหงื่อพรายผุดขึ้นมา ร่างของทารกทั้งสี่โดนนำไปล้างคราบเลือดไคล ส่วนพระชายาก็นอนคอพับคออ่อนอย่างหมดแรง และหันไปดูร่างของลูกของตน…

         “พระชายาเจ้าคะ เป็นธิดาเจ้าค่ะ..ธิดาทั้งสี่เจ้าค่ะ...น่ารักเหลือเกิน..” เสียงของบ่าวนั้นพูดขึ้น เมื่อเธอได้ยินว่าลูกของเธอนั้นปลอดภัยดี พระชายาหลินเฟยก็ถึงขั้นถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วพรายยิ้ม

         ก่อนที่นางจะพูดขึ้น

         “งั้นเรา...คงต้องขอพักก่อน...บอกท่านอ๋อง..เรามีธิดาน้อยๆแล้ว”


         หลังสิ้นเสียงกรีดร้องของพระชายาหลินเฟย ไต้อ๋องก็ได้ยินเสียงของเด็กที่ดังก้องกังวานออกมา เขานั้นเริ่มโล่งใจเมื่อหมอนั้นเดินออกมา แต่กลับต้องดีใจมากขึ้นอีก เมื่อเห็นทารกหญิงทั้งสี่คน มิน่าๆ พระชายาถึงได้ท้องใหญ่ขนาอดนั้น ก่อนที่เขาจะพิจารณาดูเด็กในหอบผ้า

พิศพักตร์ผ่องพักตร์ดั่งจันทร   พิศขนงก่งงอนดั่งคันศิลป์
พิศเนตรดั่งเนตรมฤคิน   พิศทันต์ดั่งนิลอันเรียบราย
พิศโอษฐ์ดั่งหนึ่งจะแย้มสรวล   พิศนวลดั่งสีมณีฉาย
พิศปรางดั่งปรางทองพราย   พิศกรรณคล้ายกลีบบุษบง
พิศจุไรดั่งหนึ่งแกล้งวาด  พิศศอวิลาศดั่งคอหงส์
พิศกรดั่งงวงคชาพงศ์  พิศทรงดั่งเทพกินรา

         ใบหน้าของทารกทั้งสี่นั้นน่ารักเสียหนักหนา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแต่ละนางก็ไม่เหมือนกับ พิมพ์มาราวกับเป็นไต้อ๋องและพระชายาหลินเฟย งดงามตั้งแต่ยังเป็นทารกตัวน้อย ขนตาเรียวแพร ไม่ร้อง แต่กลับหัวเราะขึ้นมาเมื่อบิดาของตนนั้นกำลังเชยชมชิดพิศมัย

         น่าแปลกเหลือเกิน ที่เด็กทารกทั้งสี่เป็นเพศหญิง รวมถึงยังมีกลิ่นหอมของดอกไม้ประจำฤดูของแต่ละฤดูอยู่ด้วย...ช่างเป็นกฤษฎาภินิหาร ที่ยากจะลืมเลือน
@Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -182 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -182 + 3

ดูบันทึกคะแนน

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้