กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบอุปกรณ์พกพา | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

ชื่อกระทู้: [บันทึกประวัติศาสตร์] การเดินทางปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์

ดู: 82|ตอบกลับ: 6

[บันทึกประวัติศาสตร์] การเดินทางปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์

[คัดลอกลิงก์]
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Baoling เมื่อ 2018-12-6 19:00


บทความการเดินทาง หมวดบันทึกประวัติศาสตร์ (ตำนาน)
ตำนานปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์








"ตำนานปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์"
คือการเดินทางที่ยาวนาน
เป็นการเดินทางเพื่อหาความจริงของตำนานที่แท้จริงของศิลาศักดิ์สิทธิ์
เคยหรือปล่าว? ที่จะรับรู้ถึงตำนานที่แท้จริง แห่ง ศิลาศักดิ์สิทธิ์

สถานที่คัดคัมภีร์ของตัวละคร: { ใต้ซากโบราณกู่เสวียน } วิหารโบราณใต้ดิน
ประพันธ์โดย: ..... ผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่ นักปราชญ์ศิลาศักดิ์สิทธิ์
ประเภทคัมภีร์: ..... บันทึกประวัติศาสตร์ เทวตำนาน


ดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
โพสต์ 2018-12-6 07:59:39 | ดูโพสต์ทั้งหมด
บทที่หนึ่ง
การเดินทางความบังเอิญ โชคชะตา และ ศิลาศักดิ์สิทธิ์

     ความบังเอิญ หรือ ลิขิตสวรรค์กัน ใครกล่าวไว้กันนะ? เรื่องราวนั้นเริ่มด้วยสิ่งใดกันก็มิอาจบ่งบอกได้ เส้นทางการเดินทางของข้าคือเรื่องอัศจรรย์ที่คิดว่าเหล่ามนุษย์คงไม่ค่อยจะได้พบเจอเรื่องราวเช่นนี้ อยากรู้หรือปล่าวว่ามันเป็นเช่นไร?.. งั้นมาฟังกันเลยดีไหม?

     ข้าเป็นนักเดินทางคนหนึ่งที่เดินทางมาจากแดนต้าฮั่น เนื่องจากคำบอกกล่าวของสัตว์วิเศษที่ข้าพบ ณ ต้นไม้โบราณเมืองจินเฉิง

     ต้นไม้โบราณ เป็นต้นไม้ที่งอกงามท่ามกลางผืนทราย มีอายุกว่าหมื่นปี เล่าขานกันว่าเป็นต้นไม้ในยุคเทพบรรพกาล พื้นที่รอบๆ ต้นไม้พันปีแปรเปลี่ยนไปมากมายจากเขียวขจีเป็นทะเลทราย แต่ที่ยังคงเดิมคือต้นไม้และสระน้ำที่อยู่รอบต้นไม้

     เล่าขานกันว่าต้นไม้นี้เป็นธิดาอีกคนของเทพนักรบสินเทียน เธอเป็นธิดาที่ไม่มีใครรู้ว่าถือกำเนิด ในวันสงครามเหล่าเทพโค่นเทียนตี้ ประตูสวรรค์ปิด หญิงสาวใช้ชีวิตบนโลกลำพัง พบเจอกับมนุษย์ ด้วยสายเลือดเทพครึ่งนึงในตัวของเธอ ทำให้มนุษย์ผู้นั้นร่างแผดเผาในคืนเข้าหอ เธอเศร้าโทมนัสร่ำให้กับหลุมศพชายหนุ่มกว่าร้อยวัน ความปรารถนาที่เธออยากปกป้องเขารับรู้ถึงพระแม่แผ่นดิน นางจึงได้เนรมิตร่างกายเธอกลายเป็นต้นไม้ครอปสุสานชายคนรักไว้ชั่วฟ้าดินสลาย

     นั้นคือที่มาแห่งต้นไม้โบราณเมืองจินเฉิง

     สัตว์วิเศษนั้นคือหมูวาสนา มันมีนิมิตหมายว่าหากข้านั้นเดินทางไปยังดินแดนซีอวี้ ดินแดนแว่นแคว้นซูเล่อ ข้าจักได้พบกับบางสิ่งบางอย่าง มันจะเป็นสิ่งชี้ชะตาของข้าต่อไป ว่าข้าควรที่จะเป็นสิ่งใด ว่าข้าควรที่จะทำสิ่งใด..เพราะตอนนี้ข้าเหมือนกับมนุษย์ที่แคว้งคว้าง ไม่รู้ว่าควรทำสิ่งใดนอกจากการเรียงรอ ข้าไม่รอช้าที่จะเดินทางไปเขตแดนแคว้นซูเล่อ

     การเดินทางของข้านั้นมีผู้ร่วมเดินทางอยู่ได้แก่
บุรุษชุดดำ ผู้ใส่หน้ากากตลอดเวลาและมิเอื้อนเอ่ยวาจาตลอดไป “ลู่เต๋า”
ผีเสื้อมายา อายุอานามก็หลายศตวรรษ “ฝ้าเฉี่ย”
หมูวาสนา ผู้ร่าเริงและน่าจับทำหมูย่างน้ำแดง “เจินจูจิ้วจาง”
และข้า ผู้นำการเดินทางครั้งนี้

     การเดินทางของเรานั้น เราเดินทางโดยใช้ม้าเร็ว เนื่องจากว่าต้องการความเร็วในการเดินทาง ข้าค่อนข้างเป็นคนที่มือไวใจเร็ว แถมยังใจร้อนเสียด้วยซ้ำไป การเดินทางจึงต้องรวจเร็วเป็นธรรมดา เราไม่มีจุดหมาย สิ่งที่เราพบเจอนั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมทั้งสิ้น แต่เราหาได้สนใจไม่ เพราะเป้าหมายของข้า แท้จริงคือสิ่งที่บอก

     คณะเดินทางของเรานั้นเดินทางมาจนถึงแคว้นซูเล่อ หลังจากที่เดินทางจากเมืองจินเฉิงเป็นเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์ ข้าเดินทางผ่านด่านตะวันตก ไปสู่เส้นทางสายไหม เราผ่านแคว้นโหรวหรานจนถึงโอเอซิสนาจมาห์และเข้าสู่แดนแว่นแคว้นซูเล่อ ข้าเดินทางไปจนถึง ป่าสืออู่หนิง ป่าขนาดสิบลี้ที่กินพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแคว้นซูเล่อ เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์นานาพันธุ์ ปกติแล้วชาวแคว้นซูเล่อสามารพบเจอสมุนไพรอันมีคุณและโทษได้ทั่วไป ที่มาของชื่อป่าแห่งนี้คือวงหินรูปทรงประหลาด คล้ายจารึกโบราณ

     ที่นั้นเองที่ข้าได้พบกับใครบางคน “ผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่” ผู้ศึกษาเรื่อง ตำนานศิลาศักดิ์สิทธิ์

     จารึกโบราณที่ป่าสืออู่หนิง นั้นเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ สิ่งที่เรียกว่า ศิลาศักดิ์สิทธิ์ เป็นตัวอักษรโบราณของต้าหว่าน และข้าก็ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตำนานที่แท้จริงของศิลาศักดิ์สิทธิ์

     ตำนานเล่าขานนับหมื่นปี เรื่องราวในยุคเทพสวรรค์บรรพกาล เล่าขานถึง ก้อนศิลาศักดิ์สิทธิ์ ที่ถือกำเนิดมาพร้อมสรรพสิ่งบนโลก มีไอพลังเซียนที่แข็งแกร่ง เล่าขานกันว่า ศิลาศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งหนึ่งที่ให้ความแข็งแกร่งแด่เทพนักรบสินเทียน

     ภายหลังเทพนักรบสินเทียนได้ส่งมอบต่อให้โฮ่วอี้บุตรชายเพื่อสักวันเขาจะได้เป็นเทพนักรบคนใหม่ และศิลานั้น โฮ่วอี้ ก็ได้ส่งมอบให้ จิงเวย นำไปใช้เพื่อการผนึกแดนมาร จินเวยจึงได้ยอมกลายเป็นนกเขียวเพื่อฝ่าไอมาร นำศิลาศักดิ์สิทธิ์ไปทิ้งลงทะเลตงไห่

     หากแต่ว่าตำนานของศิลาก้อนแรกนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของตำนานที่แท้จริงของศิลาศักดิ์สิทธิ์ มันโดนเขียนขึ้นมาเพื่อให้ชาวเราได้เข้าใจว่านี้คือตำนาน โดยสิ่งที่เป็นจริงก็คือบรรพบุรุษชาวฮั่นนั้นได้เล่าขานเพื่อซ่อนความลับของตำนานที่แท้จริง ข้าจำเป็นต้องเดินทางไปที่ต้าหว่านเพื่อศึกษาเกี่ยวกับตำนานที่แท้จริงของศิลาศักดิ์สิทธิ์

     เล่ากันว่าศิลาศักดิ์สิทธิ์เดิมมีสองก้อน ก้อนแรกมันตกลงไปที่ตะวันออกและได้รับการครอบครองโดยเทพนักรบสินเทียน และอีกก้อนนั้นอยู่ที่ใดที่หนึ่งในโลกแห่งนี้ คอยให้ความสวยงามของสรรพชีวิตแวดล้อมในที่ใดสักแห่งในซีอวี้ ราวกับว่ามันผนวกเป็นหนึ่งเดียวกับแกนกลางของดินแดนแห่งซีอวี้

     หากขาดศิลาศักดิ์สิทธิ์ก้อนนี้ไป แว่นแคว้นในดินแดนซีอวี้จะมิอาจตั้งตนอยู่ได้ จะเกิดกลียุค จะเกิดภัยพิบัติ จะเกิดการกลับคืนสู่ดินแดนทะเลทรายอันปกคลุม แว่นแคว้นต่างๆถูกทรายดูดกลืนหายกลับลงไป ลง ณ สู่พื้นพสุธา แผ่นดินจะลุกเป็นไฟพร้อมกับหิมะที่ตกหนัก ไม่มีสิ่งใดที่ตรงตามฤดูกาล เหมือนโลกนี้กำลังจะสูญสลายหายไป หากศิลาศักดิ์สิทธิ์ก้อนนั้นถูกทำลายไป

     และจากแผนที่นั้นได้บอกที่ตั้งของศิลาศักดิ์สิทธิ์ว่ามันตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางของดินแดนซีอวี้ตั้งอยู่ที่ใกล้ละแวกแว่นแคว้นโหรวหราน

     ยามเมื่อข้าได้รับรู้เรื่องราวของตำนานที่แท้จริงแห่งศิลาศักดิ์สิทธิ์ ข้าตัดสินใจที่จะเดินทางไปค้นหาความจริง โดยคราวนี้ข้าได้สหายร่วมเดินทางเพิ่มอีกคน ซึ่งนั้นคือ ท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่ เป็นเพื่อนร่วมทางของข้า เนื่องจากว่าแผนที่นั้นเป็นแผนที่พิเศษ ที่หากไม่ใช่คนที่ศึกษามา ก็ไม่อาจที่จะอ่านออกและนำทางได้ถูก…

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +200 Point +7 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 200 + 7

ดูบันทึกคะแนน

ดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสศิลา
โลหิตมาร
วิจารณ์ซางยาง
เกราะทองคำ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x4
x20
x1000
x10
x16
x2
x70
x300
x300
x200
x1
x1
x40
x2
x512
x2
x50
x1
x2280
x1000
x130
x9999
x5000
x1000
x90
x1
x6
x2
x2485
x2
x4
x330
x2
x50
x1000
x14
x40
x3
x5
x2
x2
x20
x3
x17
x80
x5
x4
x2
x65
x50
x2
x3
x5
x33
x2
x3
x50
x3
x75
x4
x3
x220
x105
x30
x4
x265
x32
x20
x57
x10
x14
x4
x18
x115
x100
x73
x84
x258
x50
x50
x8
x4
x2
x119
x750
x191
x10
x629
x300
x70
x48
x8200
x5020
x2
x6
x40
x1000
x835
x14
x675
x14
x1457
x171
x64
x2180
x52
x1025
x372
x220
x262
x140
x393
x91
x430
x181
x170
x110
x136
x998
x576
x91
x390
x12
x99
x1
โพสต์ 2018-12-6 08:54:53 | ดูโพสต์ทั้งหมด
บทที่สอง
ค่ายโบราณและซากโบราณกู่เสวียน

     คณะเดินทางของข้านั้นเดินทางจากแคว้นต้าหว่านไปยังแคว้นโหรวหราน และจุดที่พื้นที่อยู่นั้นคือ “หน้าด่านเส้นทางสายไหมแห่งต้าฮั่น ค่ายหลี่กัง” คณะเดินทางของเรา ได้ท่านแม่ทัพแห่งซีอวี้ของแดนต้าฮั่น “แม่ทัพเว่ย เส้าเทียน” เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้เราได้สำรวจพื้นที่ภายในค่ายหลี่กังเพื่อค้นหาความจริง
     จากการสำรวจของข้า เราได้พบกับสถานที่แห่งหนึ่ง.. ชื่อของมันคือ 
ซากโบราณกู่เสวียน ซึ่งอยู่บริเวณนอกค่ายหลี่กัง ทางทิศตะวันออก


     ซากโบราณสถานที่ตั้งอยู่ด้านหลังค่ายหลี่กัง มีหุบเขาล้อมรอบรอบๆ เต็มไปด้วยพืชพรรณหลากสีสัน เขียวขจี และ สัตว์น้อยใหญ่สารพัดต่างมาใช้ชีวิตที่แห่งนี้ มีลำธารสระน้ำขนาดใหญ่ล้อมรอบซากโบราณสถาน โบราณสถานแห่งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมโรมันและฮั่นรวมกัน ถูกทิ้งร้างมากว่าพันปีแล้ว เป็นที่สวรรค์ของเหล่าทหารในทะเลทรายที่มักมาพักผ่อนหย่อนใจ

     ด้วยมีธรรมชาติสีเขียวที่พิเศษและไม่มีใครรู้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ฝูงสัตว์ที่ใช้ชีวิตที่นี่ไม่ว่าเสือ สิงห์ กระทิง แรค ต่างเป็นมิตรกับผู้คน พวกมันไม่ย่างเท้าออกพ้นเขตพื้นที่สีเขียวเลย

     อีกทั้งมีเรื่องเล่าลือกันว่าที่แห่งนี้ยามปั้นเย่ (23.00 น) มักมีดวงวิญญาณมากมายออกมาใช้ชีวิต พูดคุยส่งเสียงคิกคัก วิญญาณเด็กวิ่งไล่จับกัน มีทหารบางนายที่มานอนพักแถวนี้เคยเห็นจนพวกเขาไม่กล้ามายามวิกาลอีกเลย

     ข้าและท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่นั้นตัดสินใจที่จะเดินทางเข้าไปด้านในซากโบราณสถานแห่งนั้น

     และแล้วเมื่อยามที่เราทั้งสองเดินทางเข้ามาด้านใน ซากโบราณสถานแห่งนี้นั้นช่างมีแต่สิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้น เนื่องจากว่าสิ่งก่อสร้างนั้นอยู่มาเป็นพันๆปี แต่กลับไม่มีการชำรุดทรุดโทรมเหมือนไม่โดนทำลายและไม่เสื่อมไปตามกาลเวลา ดั่งมีแร่สายพลังไหลเวียนอยู่รอบๆ คอยบูรณะมันไว้

     ข้าและท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่นั้นเดินทางเข้ามาด้านในและเราก็ได้พบกับสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่ง ที่โดนเรียกว่า “ซักคิวบัส”


     ซักคิวบัส เป็นชื่อปิศาจสตรีที่ปรากฏตัว ด้วยรูปมนุษย์สตรีเพื่อล่อลวงบุรุษให้สังวาสกับนาง มักมีรูปโฉมโนมพรรณงดงามและยั่วยวนที่แฝงไปด้วยอาคมมนตราสุดแสนจะทานทนไหว พวกนางจะไม่ใส่เสื้อผ้าหรือใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นและจะมีเขาขนาดใหญ่อยู่บนบริเวณศีรษะของพวกนาง และถ้าหากร่วมประเวณีกับสตรีที่เป็นซัคคิวบัสบ่อยครั้งอาจจะส่งผลทำให้ถึงแก่ชีวิตเนื่องจากว่าปีศาจสาวจะกักเก็บพลังวิญญาณจากรักน้ำวิสุทธิ์ขาวจากชายหนุ่ม

     หากแปลว่าซัคคิวบัสที่สถานที่แห่งนี้กลับเป็นปีศาจที่บริสุทธิ์ไม่มีความต้องการที่จะดึงดูดพลังหรือสู่พลังของมนุษย์นางเพียงแค่มอบความสุขสมให้กับเหล่าบุรุษเพศอย่างเต็มใจโดยที่ไม่ได้บังคับหรือข่มขู่ใดๆ เนื่องจากว่าเหล่าซัคคิวบัสที่สถานที่แห่งนี้ได้รับไอพลังบริสุทธิ์จากศิลาศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นสิ่งที่หล่อหลอมชีวิตของพวกนางเอง

     พวกนางรู้ว่าข้าคือ “สิ่ง” ใด พวกนางรู้ว่าข้า “เป็น” ใคร พวกนางนั้นหากเป็นชาย อาจจะให้เสพสมสู่กับนางเพื่อความสนุกเพราะเหล่าบุรุษเพศมีสิ่งที่พวกนางต้องการคือน้ำวิสุทธิ์ หากแต่ข้า เป็นสตรีเพศ ไม่มีสิ่งที่พวกนางต้องการ และพวกนางมีความสามารถ ในการแปรงกายเป็นผู้ใดก็ต้อง ที่ต้องการโดยแลกกับเพรช 50 ก้อน

     แต่ทั้งข้าและท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่ไม่มีผู้ใดที่ต้องการสิ่งนั้นเลย เราจึงขอให้นางนำพาเราไปที่ศิลาศักดิ์สิทธิ์ น่าแปลกยิ่งนักที่พวกนางพาเราสองเดินทางไปอย่างง่ายดาย..พวกนางนั้นพาเราเดินทางไปยังทางใต้ดินของซากโบราณสถานกู่เสวียนแห่งนี้

     โดยที่ระหว่างทางข้าได้เห็นเหล่าชายหนุ่มจากค่ายหลี่กังที่มาสนุกสนานรื่นเริงกันที่สถานที่แห่งนี้กันเป็นว่าเล่น

     และการเดินลงขั้นบันไดเป็นเวลากว่าสามเค่อก็ทำให้เราได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกได้ว่า 
วิหารโบราณชั้นใต้ดิน


     วิหารโบราณที่ผ่านกาลเวลามานับแสนปีก่อนจนค่อยๆ ถูกซากสิ่งก่อสร้างมนุษย์สร้างทับด้วยถูกดินถล่มฝังใต้ดิน วิหารแห่งนี้ถูกสร้างเพื่อบูชาเทพซีอวี้เพียงองค์เดียว ในสมัยบรรพชนที่ชาวซีอวี้ยังไม่แบ่งแยกเป็นแว่นแคว้น ยังเป็นกลุ่มชนเผ่าเดียว นามว่า “เทพโครรารอส”

     เทพแห่งสุริยันและนักรบ มีหกกร และ พละกำลังมหาศาล เป็นเทพที่ปกป้องชาวทะเลทรายทั้งปวงในซีอวี้ และ มีความแตกแยกจากเทพอื่นๆ ที่สร้างความกลมกลืนระหว่างมนุษย์และปีศาจให้ใช้ชีวิตร่วมกัน

     เล่ากันว่าในตำนานท่านเดิมเป็นมนุษย์มาจากต่างโลกที่พลัดตกลงมายังโลกใบนี้ ในโลกที่ท่านจากมามีปีศาจมากมายทั้งดุร้ายและที่เป็นมิตร ท่านได้ละทิ้งชีวิตเดิมที่ล่าปีศาจหันมาช่วยผู้คนในทะเลทรายซีอวี้ที่โลกใบนี้ ในขณะเดินทางทั่วทะเลทรายได้มาพบแหล่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงทะเลทรายเป็นแกนพลังหลัก ท่านจึงได้ตั้งวิหารที่แห่งนี้เพื่อปกป้องแกนศูนย์กลางแห่งซีอวี้จนสิ้นลมหายใจสุดท้าย

     ข้านั้นเดินลงมาพร้อมกับเห็นวิหารนี้พร้อมกับรูปปั้นที่อยู่ห้องด้านในอีกที และได้รับรู้เรื่องราวของเทพองค์ใหม่ เมื่อเราเข้ามาด้านในอีกครั้งข้าก็ได้พบกับสิ่งที่เรียกได้ว่า บททดสอบ เป็นเส้นทางช่องทางที่มีแผ่นกระเบื้องสี่เหลี่ยมยาวไป 8 ช่องด้านหน้า แถวละ 3 ช่อง โดยช่องนั้นมีความยาวประมาณ 50x50 เซนติเมตร และมีแผ่นสีแดง ม่วง เขียว ทอง ฟ้า สลับ

     ในตอนแรกนั้นข้าไม่ทันคิดว่ามันสามารถหลอกล่อได้ ข้าจึงเผลอเหยียบเท้าของตนเองไปที่แผ่นกระเบื้องแผ่นสีแดง แต่ทว่าจู่ๆเส้นทางนั้นก็เต็มไปด้วยเส้นทางที่เกิดไฟเพลิงกาฬเผาผลานสิ่งรอบๆเป็นจุน ข้าจำเป็นที่จะต้องรอให้ไฟนั้นดับก่อน ถึงจะสามารถผ่านไปได้

     คราวต่อมาหมูวาสนานามว่า เจินจูจิ้วจาง ที่นอนหลับอยู่ในตะกร้าม้วนหนังสัตว์ของท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่นั้นแนะนำให้ข้าได้เดินไปตามเส้นทางแผ่นกระเบื้องแผ่นสีทอง ดูเหมือนว่ามันจะไม่เกิดอะไรขึ้น หากแต่ 3 แผ่นสุดท้ายกลับไม่มีกระเบื้องสีทอง ข้าจึงต้องใช้วิธีการใช้วิชาตัวเบานั้นข้ามไป

     โชคดีที่ข้ามีมัน…

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +200 Point +7 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 200 + 7

ดูบันทึกคะแนน

ดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสศิลา
โลหิตมาร
วิจารณ์ซางยาง
เกราะทองคำ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x4
x20
x1000
x10
x16
x2
x70
x300
x300
x200
x1
x1
x40
x2
x512
x2
x50
x1
x2280
x1000
x130
x9999
x5000
x1000
x90
x1
x6
x2
x2485
x2
x4
x330
x2
x50
x1000
x14
x40
x3
x5
x2
x2
x20
x3
x17
x80
x5
x4
x2
x65
x50
x2
x3
x5
x33
x2
x3
x50
x3
x75
x4
x3
x220
x105
x30
x4
x265
x32
x20
x57
x10
x14
x4
x18
x115
x100
x73
x84
x258
x50
x50
x8
x4
x2
x119
x750
x191
x10
x629
x300
x70
x48
x8200
x5020
x2
x6
x40
x1000
x835
x14
x675
x14
x1457
x171
x64
x2180
x52
x1025
x372
x220
x262
x140
x393
x91
x430
x181
x170
x110
x136
x998
x576
x91
x390
x12
x99
x1
โพสต์ 2018-12-6 09:18:52 | ดูโพสต์ทั้งหมด
บทที่สาม
บททดสอบและเรื่องราวที่แท้จริง

     แต่ดูเหมือนว่าเหล่าปีศาจสาวซักคิวบัสนั้นจะไม่อาจข้ามผ่านเส้นทางนี้มาได้ เหมือนกับว่ามันหมดหน้าที่ของพวกนางแล้ว พวกนางกล่าววาจาบอกกลับข้าว่า “มิอาจก้ามข้ามผ่านเส้นทางแห่งผู้ทดสอบ ไม่ว่าเช่นไร การทดสอบยังคงมีอยู่ เพื่อให้คู่ควร จงเดินไปตามเส้นทางอย่าไหวติง เดินไปเพื่อเป้าหมายที่มี”

     เส้นทางที่เดินไปนั้นเป็นเส้นทางระเบียงยาวที่ทำจากหิน ครานี้ไม่มีแกะสลักเป็นรูปต่างๆแต่กลับเป็นการแกะสลักเหมือนเส้นทางดอกอาทิตย์ตะวันฉายที่กำลังจะผละบานและค่อยๆบายขึ้นเรื่อยๆเมื่อมันบรรจบกับห้องห้องหนึ่ง

     มันคือสมบัติมากมายมหาศาลนั้นเหนือคณากว่าคนคนหนึ่งจะนึกได้ว่ามันเป็นเช่นไร ทั้งแก้วแหวนเงินทอง อัญมณีล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินราคาได้ หีบเงินหีบทองที่โดนวางประดับไว้ เหมือนกับเป็นชัยชนะของผู้ที่เดินทางมาถึงตรงนี้

     แต่นี้คือบททดสอบแห่งความโลภะของผู้คน หากพวกเขานั้นเป็นคนโลภะคงเก็บมันออกไปแล้ว หากแต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ข้าและท่านผู้เฒ่าประสงค์ตั้งแต่คราแรก เราจึงเดินทางผ่านต่อไป เพื่อเข้าสู่บททดสอบครั้งต่อไป

     เมื่อผ่านห้องสมบัติมากมายนั้นมา ข้าก็ได้เห็นอะไรบางอย่าง… ข้าได้เห็นคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของข้าเอง สิ่งนั้นคือส่วนหนึ่งของศิลาศักดิ์สิทธิ์ เขาจะทำการทดสอบต่อผู้ที่เข้ามายังศิลาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เพื่อรับพร เขานั้นนำเราทั้งสองเดินทางไปตามเส้นทางเพื่อไปยังกึ่งกลางของวิหารแห่งนี้ โดยที่ระหว่างทางนั้นจะมีแบบทดสอบรอยู่

     เส้นทางที่เราสองเดิน่านตรงนี้นั้นจากผนังที่ดูเก่า และมีร่องรอยปรักหักพังบ่งบอกว่าผ่านมาเนิ่นนานนับแสนปี จนผ่านพ้นซากเก่า อยู่ๆก็ค่อยๆกลายเป็นแผ่นผนังที่ใหม่เอี่ยมราวกับมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักษ์ และในระหว่างนั้น เธอก็ได้รับรู้ เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ “ศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง”

     ศิลาศักดิ์สิทธิ์ได้ถือกำเนิดในยุคก่อนโลกถือกำเนิด และหลังจาก “ผานกู่” แยกฟ้าดินออกจากกันและได้ให้ถือกำเนิดโลกใบนี้ รวมถึงศิลาทั้งสองได้ตกลงสู่พื้นโลกแต่กลับกระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศทาง ชิ้นที่หนึ่ง ไปที่ดินแดนตะวันออก อีกหนึ่งไปที่ดินแดนตะวันตก ศิลาตะวันออก ได้หลอมรวมกับเทพสวรรค์ที่มีนามว่า เทพนักรบสินเทียน ทำให้เขามีอำนาจและอิทธิฤทธิ์เสมอภาคกับเทพเหยียนตี้

     ส่วนศิลาตะวันตกมิเคยถูกใครพานพบเจอ มันหยั่งรากลึกลงจนไม่สามารถถอนมาใช้งานได้อีกครั้งประดุจรากแก้วแห่งพลังงาน หลังจากที่ศิลาตะวันตกนั้นฝังตนเองเป็นรากแห่งผืนแผ่นดิน ก็ไร้ศาสตราวุธใดที่จะทำลายให้มันหลุดออกมา

     หรือง่ายๆ ศิลาศักดิ์สิทธิ์ตะวันตก คือรากหรือศูนย์กลางของดินแดนซีอวี้ทั้งหมด และเป็นเส้นทางสะพานเชื่อมสู่ดินแดนจากโลกใหม่ที่ร่วงลงมาจากฟ้าตกลงทับมหาสมุทร นั่นคือดินแดนตะวันตกที่ไกลกว่าตะวันตก ปัจจุบันเป็นถิ่นที่อยู่ของชนชาติโรมันและชนป่าเถื่อนมากมาย รวมถึงความจริงที่ว่าพวกเขาไม่ใช่ชาวโลก

     บรรพบุรุษพวกเขาตกลงมาพร้อมผืนดิน เล่ากันว่าโลกของพวกเขาถูกบางสิ่งทำลายจนสิ้น แต่ด้วยพวกเขาสวดอ้อนวอนขอโลกใหม่ ศิลาศักดิ์สิทธิ์ก้อนนี้ได้รับรู้จากความห่างไกลหลายปีแสงทำให้ส่งดินแดนพวกเขามาตั้งอยู่ฝั่งตะวันตก

     หากศิลาศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลาย ดินแดนซีอวี้ตามแว่นแคว้นต่างๆ จะกลับกลายเป็นทะเลทรายเหมือนที่อื่นๆ ไร้ลำธาร ไร้โอเอซิส รวมไปถึงชมพูทวีปก็จะแห้งแล้ง และ ดินแดนที่ได้นำมาที่นี่คือดินแดนทางตะวันตกจะถูกทำลาย ด้วยไร้สะพานเชื่อมจากดินแดนแม่ของโลก นั่นคือแผ่นดินตะวันออก โดยที่ชาวตะวันตกนั้นได้เดินทางมาพร้อมกับทวยเทพของพวกเขา

     ข้าได้ฟังเรื่องราวประวัติที่แท้จริงของศิลาศักดิ์สิทธิ์จากส่วนหนึ่งแห่งศิลา หลังจากนั้นเราก็เข้าสู่บททดสอบบทต่อไป ข้านั้นจำเป็นที่จะต้อง “เลือก”

     กล่องใบแรก เป็นกล่องสีทองสว่างไสวจนแสบตา มีลวดลายประดับงดงาม
     กล่องใบกลาง ประดับหรูหรา ไม่สวยมากนัก ลวดลายส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ พื้นดิน
     กล่องใบที่สาม ประดับด้วยโครงกระดูกล้อมรอบกล่อง ออร่าสีดำน่าเกลียดน่ากลัว

     หากเป็นเจ้า? เจ้าจะเลือกกล่องใดรือ?...

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +200 Point +7 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 200 + 7

ดูบันทึกคะแนน

ดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสศิลา
โลหิตมาร
วิจารณ์ซางยาง
เกราะทองคำ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x4
x20
x1000
x10
x16
x2
x70
x300
x300
x200
x1
x1
x40
x2
x512
x2
x50
x1
x2280
x1000
x130
x9999
x5000
x1000
x90
x1
x6
x2
x2485
x2
x4
x330
x2
x50
x1000
x14
x40
x3
x5
x2
x2
x20
x3
x17
x80
x5
x4
x2
x65
x50
x2
x3
x5
x33
x2
x3
x50
x3
x75
x4
x3
x220
x105
x30
x4
x265
x32
x20
x57
x10
x14
x4
x18
x115
x100
x73
x84
x258
x50
x50
x8
x4
x2
x119
x750
x191
x10
x629
x300
x70
x48
x8200
x5020
x2
x6
x40
x1000
x835
x14
x675
x14
x1457
x171
x64
x2180
x52
x1025
x372
x220
x262
x140
x393
x91
x430
x181
x170
x110
x136
x998
x576
x91
x390
x12
x99
x1
โพสต์ 2018-12-6 10:10:35 | ดูโพสต์ทั้งหมด
บทที่สี่
แดนมาร


     โลกมารเดิมก็เป็นโลกที่ไม่ต่างอะไรกับโลกมนุษย์ เพียงแต่ราชามารยุคแรกเริ่มก่อนถือกำเนิดโลกมนุษย์ ราชามารหวงจู้ ที่ปกครองโลกมารมายาวนานกว่าหลายปีแสง

     หวงจู้ เป็นจอมมารที่มีชื่อเสียงร้ายกาจที่สุดเหนือมารทั้งปวง มารเดิมเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้ชั่วร้าย มีจิตใจดีชั่วปะปนกันเหมือนมนุษย์ แต่ทุกอย่างล้วนเริ่มจาก ราชามารหวงจู้ทั้งสิ้น

     ก่อนที่ผานกู่จะแยกฟ้าดิน ราชามารหวงจู้ได้แผ่อิทธิพลไอความโกรธ โทสะ ไอชั่วร้ายทั้งปวงซึมซับเข้าสู่มารทุกตัวเพื่อให้มารเหล่านั้นตกเป็นทาสบริวาลของเขา ไอมารหวงจู้เป็นไอมารที่อยู่นอกเหนือสามภพ จะทำให้ผู้ที่ได้สัมผัสมีความชั่วร้ายเต็มพิกัด

     สามารถดึงความชั่วของคนผู้นั้นออกมาปรากฎแสดงตัวเต็มคราบ โดยไม่ปิดบังซ่อนเร้น และแน่นอนว่าโดยธรรมชาติทั้งมนุษย์และมารจะมีดีและชั่วผสมผสานในร่างกาย แต่ทว่าราชามารหวงจู้สามารถปลดล็อกความชั่วร้ายในร่างกายของคนเราแสดงผลได้เต็มที่มากยิ่งกว่า

     ราชามารหวงจู้ทำเช่นนั้นเพื่อรุกรานโลกใบหนึ่ง ซึ่งก็คือโลกเก่าของแผ่นดินตะวันตกนั่นเอง ราชามารหวงจู้ทำลายโลกใบนั้นจนดับสูญ ทุกพื้นที่เหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ผู้คนในโลกใบนั้นจะเรียกหวงจู้ว่า “จอมปีศาจเบลรอน” การต่อสู้ของหวงจู้ในโลกนั้นกินเวลาไปนานนับปี โลกมากมายถือกำเนิดแล้วกำเนิดอีกรวมทั้งโลกของเรา

     ราชามารหวงจู้นั้นไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า “พอ” ยามเมื่อเขาทราบว่ามีโลกใหม่ถือกำเนิดซึ่งมีศิลาศักดิ์สิทธิ์ในโลกนั้นดึงผู้คนที่เขาจับเป็นทาสไปจนหมด จึงได้ยกพลมารเต็มอัตราออกจากแดนมารเพื่อมายังโลกแห่งนี้ โลกของเรา

     การต่อสู้สงครามระหว่างแดนมารและมนุษย์จึงถือกำเนิดขึ้นครั้งแรก ในยุคนั้นนับเป็นยุคที่มนุษย์เพิ่งถือกำเนิดไม่นาน สัตว์เทพทั้งสี่ประจำสี่ทิศปกป้องสมดุลทั้งสี่ของโลกยังไม่สามารถขยับไปไหนได้ กลิ่นสงครามคุกกลุ่นไปทั่วปฐพี เจ้าแม่หนี่วาได้มอบกระบี่ราชันย์ให้เผ่ามนุษย์ และ ธนูกู่เทียนแก่เผ่าเอลฟ์

     ทั้งสองชนเผ่าจับมือเป็นพันธมิตรร่วมกันเพื่อทำสงครามกับโลกมาร ในการต่อสู้นั้นกินเวลานาน 49 วัน 49 ปี สูญเสียผู้คนมากมาย และวีรบุรุษก็ก่อกำเนิด

     ท้ายที่สุดทั้งสองเผ่าก็สามารถผนึกราชามารหวงจู้และทำลายดวงจิตจนดับสูญ แต่ทว่าไอชั่วร้ายของราชามารหวงจู้ไม่อาจทำลายได้ เผ่าเอลฟ์ได้รับมอบหน้าที่จากองค์เจ้าแม่หนี่วาให้ปกป้องไอชั่วร้าย เพราะไอชั่วร้ายนั้นหากมันหลุดมาได้ จะดูดกลืนความชั่วร้ายในจิตใจมนุษย์ หากมนุษย์มีจิตใจชั่วร้ายจะเพิ่มพลังให้กับหวงจู้และวันที่หายนะโลกจะกลับมาเยือนอีกครั้ง

     ต่อมา กุยเม่าตี้ ผู้สืบทอดตำแหน่งราชามารคนที่สองหลังผ่านสงครามนั้นไปนาน เขานับเป็นราชาเผ่ามารที่ดีที่สุด ราชามารกุยเม่าตี้ได้ทำสัญญากับเหล่าเทพสวรรค์ว่าตลอดการปกครองของเขาจะไม่ให้มารตนใดสร้างความเดือดร้อนให้กับมนุษย์ และเขาลงมือทำลายประตูเชื่อมสองโลกด้วยตัวเอง หากแต่ว่าบุตรชายคนโตของราชามารกุยเม่าตี้ มารบรรพกาล : มารมังกรดำ จี้กง พยายามหาหนทางในการเชื่อมเส้นทางประตูทั้งสามโลกได้สำเร็จ เพื่อครอบครองทั้งสามภพ ทำให้เกิดสงครามบรรพกาล
 
     ดูเหมือนว่าการทดสอบนี้จะเป็นเรื่องราวที่ทำให้เธอได้เรียนรู้เรื่องราวและประวัติศาสตร์ มันคือสิ่งที่เรียกว่าความรู้ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะนึกขึ้นได้ ต่อไปข้าจะต้องเข้าสู่บททดสอบที่แท้จริงเสียแล้ว..

     ข้าเดินทางต่อไปอีก หลังจากที่ได้รับฟังเรื่องราวต่างๆนั้น มันช่างเป็นเรื่องราวที่ยากจะเชื่อถือหากเจ้าเป็นมนุษย์ธรรมดา ข้าเดินทางต่อจนพบกับโต๊ะหินอ่อนงามสีขาวที่ราบเรียบราวกับแผ่นกระดาน ‘สามในสี่เท่าของผลบวกของเลขจำนวนหนึ่ง กับ 3 มีค่าเท่ากับ 45 เลขจำนวนนั้นมีค่าเท่าใด’ นั้นคือโจทย์ปัญหาที่ข้าได้รับ

     โชคดีที่ข้ามิใช่สตรีเพศที่มิรู้จักการเรียนรู้ ข้าจึงสามารถตอบได้อย่างสบายๆ… เพียงแต่ว่าอยู่ๆ ร่างกายของข้าก็ทรุดสลบลงไป

     ต่อจากนี้มิใช่บททดสอบ ต่อจากนี้คือ ‘โชคชะตา’ และ ‘คำพยากรณ์’

     เมื่อไหร่ก็ตามที่มนุษย์เรายึดมั่นในหลักการในชีวิตของตน และเมื่อนั้นแล้วตนก็จะกลายเป็นคนสูญเสียอิสระภาพ ตนจะเชื่อเสมอว่าความเชื่อตนเองถูกเสมอ ส่วนที่เหลือไม่ใช่เรื่องจริง และเมื่อเราเสียอิสระทางความคิด เราก็จะยึดติดกับความคิดเดียว ถึงเวลานั้นไม่ว่ามนุษย์ เทพ หรือมาร ก็จะกระวนกระวายจิตใจ…...สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของความดิ้นรนและขัดแย้ง บนความเชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ล้วนทำให้คนยึดติด

     แล้วพวกเจ้าล่ะ ยึดมั่นในสิ่งใด?....เจ้ายึดมั่น หรือเจ้ายึดติดกัน??

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +200 Point +7 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 200 + 7

ดูบันทึกคะแนน

ดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสศิลา
โลหิตมาร
วิจารณ์ซางยาง
เกราะทองคำ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x4
x20
x1000
x10
x16
x2
x70
x300
x300
x200
x1
x1
x40
x2
x512
x2
x50
x1
x2280
x1000
x130
x9999
x5000
x1000
x90
x1
x6
x2
x2485
x2
x4
x330
x2
x50
x1000
x14
x40
x3
x5
x2
x2
x20
x3
x17
x80
x5
x4
x2
x65
x50
x2
x3
x5
x33
x2
x3
x50
x3
x75
x4
x3
x220
x105
x30
x4
x265
x32
x20
x57
x10
x14
x4
x18
x115
x100
x73
x84
x258
x50
x50
x8
x4
x2
x119
x750
x191
x10
x629
x300
x70
x48
x8200
x5020
x2
x6
x40
x1000
x835
x14
x675
x14
x1457
x171
x64
x2180
x52
x1025
x372
x220
x262
x140
x393
x91
x430
x181
x170
x110
x136
x998
x576
x91
x390
x12
x99
x1
โพสต์ 2018-12-6 10:28:33 | ดูโพสต์ทั้งหมด
บทที่ห้า
โชคชะตาและคำพยากรณ์

     กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วกลางพื้นที่ทะเลทรายที่แห้งแล้งสุดลูกหูลูกตาได้มีต้นถั่วยักษ์ปรากฏอยู่มันเป็นต้นถั่วยักษ์ที่ตั้งตระหง่านกลางทะเลทรายอันซึ่งไร้พืชพันธุ์ธัญญาหาร และสถานที่ตรงนั้นเป็นสถานที่ที่ “ข้า” จะต้องไป เด็กสาวผู้หนึ่งได้เดินทางขึ้นไปบนต้นถั่วยักษ์นางปีนขึ้นไปด้วยความพยายามของตนเองไม่ว่ามันจะสูงถึงเพียงใดสูงเสียดฟ้าทะลุไปจนถึงก้อนเมฆนางก็ไม่ลดละความพยายามนี้

     เด็กสาวเดินทางปีนขึ้นมาเรื่อยๆจนถึงสุดปลายยอดของต้นถั่วยักษ์สิ่งที่เธอประสบพบเจอคือพื้นที่เกาะลอยฟ้าที่เรียกได้ว่าเป็นตำหนักใหญ่โตมโหฬารสถานที่อยู่ของสิ่งที่ไม่น่าจะใช่มนุษย์แต่กลับเป็นยักษาเด็กสาวผู้นั้นเดินทางเข้าไปด้านในตำหนักที่สวยงามราวกับภาพวาดเครื่องทองต่างๆบ่งบอกถึงสถานะของผู้ที่อยู่อาศัย

     เธอได้เข้าไปเห็น ยักษ์ตนหนึ่งที่เดินเข้ามาเขานั้นมีใบหน้าที่คารมคมคายเส้นเกศาสีดำสนิทในอุ้งมือของเขาคือร่างของไก่ทองคำตัวน้อยที่กำลังนั่งอยู่เธอพยายามที่จะร้องเรียกเพื่อสอบถามว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมเธอปีนขึ้นมาแล้วถึงเป็นตำหนักของยักษ์กันได้

     แต่ดูเหมือนว่าเจ้ายักษ์ตัวนั้นกลับไม่ได้ยินเสียงของเด็กสาวมันเดินไปที่ห้องอาหารของตนเอง นั่งทำสตูเนื้อซุปกระดูกมนุษย์อย่างสบายใจ เมื่อเห็นดังนั้นเด็กสาวก็ถึงกับเงียบปากไปเพราะรู้ว่า หากโผล่หัวออกไปคงได้กลายเป็นอาหารอันโอชะของเจ้ายักษ์ตัวนั้นเป็นแน่ ถึงแม้ว่าหูของเจ้าอย่างนั้นจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่ทว่าจมูกของเขากลับได้กลิ่นของเธอเจือจางมาตามสายลม

     เจ้ายักษ์ตัวนั้นตามหาเด็กสาวแต่กลับไร้ซึ่งวี่แวว

     ทำให้มันต้องเดินทางไปทำอย่างอื่นเพื่อรอให้นำซุปกระดูกมนุษย์ที่ตนเองทำมันต้มได้ที่ มันเดินเข้าไปในห้องห้องหนึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นห้องอาบน้ำที่มีโถงอาบน้ำขนาดใหญ่ ระหว่างนั้นเด็กสาวก็เดินไปเข้าห้องอีกห้องหนึ่งเนื่องจากว่าเธอคิดว่ามันจะต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เด็กสาวอย่างเธอต้องมาอยู่ที่นี่

     และแล้วสัญชาตญาณของเธอก็ได้สัมฤทธิ์ผล

     เด็กสาวได้พบกับสตรีผมเงินผู้หนึ่งที่กำลังอยู่ในกรงทองขนาดใหญ่นางเป็นสตรีใบหน้าสะสวยอ่อนหวานงดงามราวกับแม่กวางน้อย แต่ทว่ากลับโศกเศร้าและคลอเคล้าไปด้วยฉากน้ำตาที่คลอเคลียในตางามของเธอ นางอ้อนวอนขอให้เด็กสาวช่วยเหลือเธอออกไปจากสถานที่แห่งนี้เนื่องจากว่าเธอนั้นโดนลักพาตัวหลังจากที่เดินทางกลับมาจากทะเล

     เจ้ายักษ์นั้นลักพาตัวสตรีผู้นี้ขึ้นมาบนตำหนักของตนเองเนื่องด้วยใบหน้าของสตรีผู้นี้นั่นเหมือนกับคนรักเก่าของเขาที่ไม่มีวันลืมเลือนไปจากหัวใจดวงน้อย เจ้ายักษ์จับสตรีผมเงินขังไว้ภายในกรงทองเพื่อไม่ให้นางหนีออกไปไหนสร้างความทุกข์ระทมให้กับนาง แม้ว่าใบหน้านั้นจะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มขนาดไหนแต่ในใจกลับแตกสลาย

     เด็กสาวจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือแม้ว่าในใจของนางไม่อยากจะยุ่งเรื่องราวพวกนี้เสียสักเท่าไหร่

     หลังจากที่นางช่วยเหลือสตรีผมเงินออกมาได้แล้วเธอก็ได้พบกับความจริงที่ว่าความจริงแล้วยักษ์ตรงนั้นกลับกลายเป็นคนที่เธอเคยรู้จักและอาจจะได้ไม่สนิทด้วยเสียเท่าไหร่ เขาเคยเป็นบุรุษผมสีขาวร่างกายกำยำมีความเป็นสุภาพบุรุษในแบบฉบับของตนเองแต่กลับโดนความต้องการของตนเองนั้นทำให้เกิดความมืดบอดภายในจิตใจ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าการทำร้ายคนที่ตนเองรักที่สุด

     ก่อนที่เด็กสาวจะช่วยสตรีผมเงินออกไปได้ระหว่างที่กำลังร่ำลากันอยู่ๆสายลมก็พัดกายของเด็กสาวออกให้ห่างจากสตรีผมเงิน มันจะมีแค่นี้ที่เราสองจะได้พบกัน

     ข้าสลบไปพร้อมกับนิมิตของตนเอง ข้าไม่เข้าใจว่ามันคือสิ่งใด แต่ยามเมื่อข้าตื่น ข้าก็ได้เดินทางเพื่อเข้าสู่แกนกลางของวิหารแห่งนี้เสียแล้ว พวกท่านคงจักมิเชื่อสิ่งที่ข้าประสบและพบเจอ
     ก้อนศิลาศักดิ์สิทธิ์ ใหญ่มหึมาส่องแสงเรืองรองสว่างไสวเราจะเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดในโลกแห่งนี้มันลอยเคว้งคว้างกลางห้องโถงปรัมพิธีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะสิ่งใดก็ไม่อาจอธิบายออกมาเป็นก้อนศิลาศักดิ์สิทธิ์ก้อนนี้ได้ ไอแห่งความบริสุทธิ์นั้นแผ่กระจายออกมาจากก้อนศิลา สิ่งนั้นไม่ได้คิดที่จะชำระล้างสิ่งนั้นไม่ได้คิดที่จะทำลายล้าง มันมีเพียงแค่การรักษาคงเดิมสภาพความเป็นอยู่ของมันเท่านั้น

     เปรียบดังพลังงานที่บริสุทธิ์ผ่องไร้ซึ่งมลทิน ไม่ว่าจะเป็นเทพ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นจอมมาร ก็ล้วนแต่ประสบพบเจอสิ่งนี้ได้เสมอหากแต่ว่าไม่มีทางที่จะทำลายมันลงได้

     หากอาการเข้าหาก้อนศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่สว่างไสว ประดิษฐ์ก้อนอัญมณีจำเป็นที่จะต้อง สังเวยศาสตราวุธ เจ็ด ชิ้นลงบนแท่นตรงหน้ารูปปั้นพยัคฆ์ และนึกถึงชื่อใบหน้า ของบุคคลอันเป็นที่รักสุดหัวใจเพื่อเปิดเส้นทางสู่ก้อนศิลาศักดิ์สิทธิ์

     ยามเมื่อพวกเจ้าสังเวยศาสตราวุธ ทั้ง 7 ชิ้น ศิลาศักดิ์สิทธิ์จะค่อยๆดูศาสตราวุธน้ำเข้าหาตนเองหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับศิลาศักดิ์สิทธิ์

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +200 Point +7 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 200 + 7

ดูบันทึกคะแนน

ดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสศิลา
โลหิตมาร
วิจารณ์ซางยาง
เกราะทองคำ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x4
x20
x1000
x10
x16
x2
x70
x300
x300
x200
x1
x1
x40
x2
x512
x2
x50
x1
x2280
x1000
x130
x9999
x5000
x1000
x90
x1
x6
x2
x2485
x2
x4
x330
x2
x50
x1000
x14
x40
x3
x5
x2
x2
x20