ดู: 1977|ตอบกลับ: 17

{ เกาะไต้หวัน } ทะเลสาบสุริยัน-จันทรา╰☆╮ 日月潭

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-11-2 01:48:14 |โหมดอ่าน
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ไม่ระบุชื่อ เมื่อ 2019-6-3 17:44






{ เกาะไต้หวัน }




【ทะเลสาบสุริยันจันทรา】
ทะเลสาบสุริยันจันทราเป็นทะเลสาบที่งดงามและโรแมนติคดั่งภาพเนรมิต 
แหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ใจกลางของเกาะไต้หวันท่ามกลางภูเขาที่เรียงราย 
ภาพพระอาทิตย์ขึ้นแสงทองแห่งอรุโณทัยตกส่องสว่างทั่วทะเลสาบ 
และมวลหมอกที่ปกคลุมเหนือผืนน้ำ เป็นภาพที่เห็นเป็นประจำในยามรุ่งอรุณ 
สายน้ำนิ่งและทัศนียภาพทางธรรมชาติเป็นที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบความสงบ 
นิยมการพักผ่อนที่หลีกลี้หนีจากความวุ่นวายของสรรพสิ่ง  
ช่วงตอนกลางของทะเลสาบ คือเกาะที่เต็มไปด้วยต้นจื่อเถิงหลัวโบราณอายุหลายร้อยปี 
ผลิดอกช่อม่วงอ่อน เบ่งบานสะพรั่งโปรยปรายตลอดฤดูกาล
 ใจกลางทะเลดอกจื่อเถิงหลัวคือตำหนักชมจันทร์ที่พำนักของต้าข่าน









:: ทะเลสาบสุริยัน-จันทรา ::

เดิมทียังเป็นเพียงทะเลสาบไร้นามต่อมาหลังจากต้าข่านจูเชว่ ได้เปลี่ยนคำเรียกใหม่เป็น 'ทะเลสาบสุริยันจันทรา' สื่อถึงตัวท่านและสตรีผู้มีเกศาสีเงินดั่งแสงจันทร์ กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของหนึ่งในสิบสองชนเผ่า แม้ต่อมาอีกตำนานเล่าขานชาวชนเผ่า 'เซวียน' ค้นพบทะเลแห่งนี้ขณะที่กำลังไล่ล่ากวางสีเงินผ่านบริเวณหุบเขา และนั่นเอง กวางได้นำพวกเขาไปยังทะเลสาบ นอกจากจะค้นพบทะเลสาบที่สวยงามแล้วพวกเขายังค้นพบแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ด้วยปลา ทุกวันนี้ 'กวางสีเงิน' ตัวนั้นยังเป็นตำนานที่ไม่มีวันลืม







คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 แต้มวาสนา +4 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 4

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-11-2 01:48:37 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LingHao เมื่อ 2019-2-9 19:05

♦ เรื่องราว 3 ลำนำบุพเพต่างภพ ♦
สวัสดีวิถีนางซิน
674
ข้ารู้สึกเหมือนลืมของ






       ใบหน้าหวานคลุมด้วยผ้าผืนบางปิดครึ่งหน้า ตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในรถม้าร่างเน่งน้อยนั่งกอดกล่องไม้สลักลายพลางครุ่นคิด ‘เห็นทีเจ้านายจะใช้มาส่งของแน่แล้ว ว่าแต่ทำไมต้องเป็นเวลานี้ด้วยล่ะ?’ แถมมีของปราศจากจ่าหน้าผู้รับ ตนจะรู้ไหมว่าต้องส่งถึงมือใครกันแน่? คิดแล้วชวนปวดหัวจริงๆ ข้าวเมื่อตอนเย็นสมควรกินให้มากหน่อยผ่านมาไม่กี่เค่อดูสินางหิวอีกแล้ว…

        เสียงฝีเท้ายำกุบกับด้านนอก ก็ไม่ทราบว่ากำลังพาตนไปยังสถานที่เช่นได จนปัญญาจะคาดเดา เป็นไปได้ไหมว่าของนี้สำคัญมากถึงได้ต้องการเร่งด่วนส่งภายในหนึ่งราตรี? สตรีผมเงินมุ่นปอยผมไปมา คืนนี้ซาปิงปักปิ่นประดับไว้ให้ตนไม่กี่ชิ้น ดูเรียบง่ายไม่เยอะจนเกินไปทว่าคงความอ่อนหวานดึงสเน่ห์ของดรุณีวัยกำดัดออกมาได้อย่างลงตัว

        รถม้าเคลื่อนตัวมาหยุดอยู่ที่เชิงเขาสารถีเรียกให้นางเดินขึ้นไปตามทางศิลา เป็นเวลายามไห้ดวงจันทราลอยกระจ่างขาวนวลดั่งท้องปลา ทิ้งเงาวาบไหวไว้ด้านหลังโฉมสคราญผมเงินกอดกล่องไม้แอบกับอก มือหนึ่งจับจีบชายกระโปรงยกคอยระวังไม่ให้เดินสะดุดแล้วย่างก้าวขึ้นบันได ครู่หนึ่งจึงสามารถขึ้นมาจนสุดทางแค่แรกเห็นก็ถูกทัศณียภาพตระการตาเบื้องหน้าสะกดวิญญาณไว้ไม่อาจไปต่อ เหนือเชิงเขาโอบอุ้มทะเลสาบใสกระจ่างดุจคันฉ่องวารี หากคำเล่าขานถึงสระหยกแห่งคุนหลุนซวีคือ ‘ทิวทัศน์ขุนเขาธาราดั่งมายา งดงามราวภาพฝัน’ บรรยากาศตรงหน้านางก็มิได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย

         สายลมราตรีพัดพลิ้วใจกลางทะเลสาบกว้างไกลแห่งนี้ ยังมีแผ่นดินผืนน้อยตรงกลางเป็นเกาะขนาดเล็กที่อุดมสมบูรณ์ งดงามไปด้วยเครือเถาและต้นจื่อเถิงหลัวสีม่วงอ่อน ผลิดอกบานสะพรั่งทิ้งสายราวระพื้นน้ำขับสะท้อนแสงจันทราดุจใยไหม ไหนจะกลิ่นหอมลอยแว่วมากระทบนาสิกเนรมิตรสีสันแม้ในยามค่ำคืน นางยืนซัมซับความงดงามที่รังสรรค์โดยธรรมชาติอยู่เช่นนั้น จนไม่ได้สังเกตุว่ามีชายผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างเรือเล็ก เรียกเสียงเบาว่า “แม่นางมาทางนี้… ลงเรือได้เลย”
         “เอ๋… หมายถึงข้าหรอเจ้าคะ?” เมื่อได้สตินางค่อยหันมองรอบกายก่อนชี้เข้าหาตัวเอง
         “เจ้าจำข้าไม่ได้รึ? ฮะๆ เอาเถอะ อย่ามัวยื่นตากลมรีบขึ้นเรือมา….” อันที่จริงชายผู้นี้ก็คือคนเดียวกับที่นำหีบรางวัลส่งมอบให้แก่นาง ด้วยรับใช้ท่านผู้นั้นมานานจึงทราบว่าการที่หญิงสาวถูกเรียกตัวกลางดึกเช่นนี้ ‘หมายถึงสิ่งใด’ ทันทีที่ร่างเน่งน้อยเคลื่อนย้ายตัวเองนั่งลงบนเรือ ฝีพายจำเป็นจึงยกยิ้มมุมปากอย่างเอ็นดูคืนนี้ดูท่านางจะไม่ต้องการผ้าห่มอีกแล้วล่ะ ‘ตัวเล็กเท่านี้ท่าทีหรือก็ดูเดียงสาราวกับทารกน้อย นี่นายท่านคิดจะเล่นตุ๊กตาสินะ...’

        ทะเลสาบสะท้อนเงาจันทรามิใช่บนผืนฟ้าหากแต่เป็น ‘จันทราสีเงิน’ อีกหนึ่งดวงบนผืนปฐพี เนตรกวางคู่กลมมองทิศทัศน์รอบกายอย่างรื่นรมย์ มิได้ทราบว่าอนาคตข้างหน้าเรือลำนี้จะนำตนไปพบเข้ากับสิ่งใด เพราะไม่คาดหวังจิตใจจึงปลอดโปร่งเบิกบานยิ่ง นางดุจวิหคน้อยแรกลืมตาก็เห็นโลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ กระหายในการเรียนรู้ ใฝ่ฝันที่จะโบยบินไปในท้องฟ้ากว้างไกล อาจเพราะระหว่างทางมีเพียงเสียงสายลมและคลื่นน้ำที่กระทบไม้พายจึงอดชวนคนเรือคุยไม่ได้
       “เจ้านายให้ข้านำของสิ่งนี้มาส่งแต่ข้าเกรงว่าจะผิดพลาด… เขาไม่ได้บอกชื่อผู้รับไว้ด้วย” หลิงหลานเผยความกังวลใจออกมา มิคาดกลับทำให้คนเรือขบขันเสียได้
        “แม่นางไม่ต้องคิดมากบนเกาะแห่งนั้นมีแต่นายของข้า อีกอย่าง...ของที่เจ้าสัวอูคงต้องการส่งมอบไม่ได้มีแค่ในกล่องนี้หรอกนะ” แม้เป็นข้ารับใช้แต่ก็มิได้แปลว่าตนจะไม่ทราบอะไรเลย ก่อนหน้านี้ตอนที่นายท่าน ‘เตรียมความพร้อม’ ตนก็เป็นคนไปหาวัตถุดิบข้อมูลมาให้เองมีหรือมองไม่ออกว่าแท้จริงแล้วอูคงเหยาส่งสิ่งใดมากำนัล
       “เอ๊ะ มีอย่างอื่นด้วยหรอเจ้าคะ ไหนล่ะ? หรือว่าข้าจะลืมหยิบมาแย่แล้วๆ” หลิงหลานเรื่องคลำไปตามตัวเสื้อพบว่าไม่มีอะไรติดมาเลยก็เริ่มใจหาย หรือว่าเจ้านายลืมเตรียมไว้? คิดไปคิดมาเอ่ยปากบอก “รบกวนช่วยวนเรือกลับก่อนได้ไหมเจ้าคะ ข้าจะลองกลับไปถามเจ้านายดู”
        “ฮ่าๆๆ ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวถึงเกาะแล้วเจ้าก็จะรู้เองว่าข้าหมายถึงอะไร” หยอกนางพอสมควรก็เข้าใกล้จุดหายเต็มที บริวารหนุ่มพลันเงียบเสียงลงด้วยทราบว่าระยะเท่านี้ ‘ท่าน’ สามารถได้ยินเสียงตนแล้ว ปล่อยให้สตรีผมเงินงุนงงต่อไปจนขึ้นฝั่งโดยไม่รอให้นางตั้งคำถาม เขาก็แค่ชี้ไปยังตำหนักที่เด่นเป็นสง่าอยู่ใต้ต้นจื่อเถิงหลัวอายุหลายร้อยปีแล้วรีบเดินหลบออกไปอีกทางอย่างรู้งาน

        'หึหึ เอาเถอะ...ผ่านคืนนี้ไปเดี๋ยวท่านผู้นั้นก็ให้คำตอบแก่นางได้เอง'

@Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +7 ดีนาเรียส +500 ความหิว -22 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 7 + 500 -22 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน
รองเท้าตานชูฮว่า
รูปปั้นเทพีวีนัส
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x6
x150
x1
x120
x720
x100
x90
x270
x120
โพสต์ 2018-11-2 01:49:21 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LingHao เมื่อ 2019-2-9 19:06

♦ เรื่องราว 3 ลำนำบุพเพต่างภพ ♦
สวัสดีวิถีนางซิน
675
ในราตรีที่มิได้อยู่เดียวดาย

ในราตรีอันเดียวดาย แสงจันทรากระจ่างผืนน้ำผู้ใดจะร่วมเมามายกับข้า?
ในราตรีที่ได้เคียงข้าง ร่ายรำกับท่านร่วมขับขานบทเพลงแห่งนิจนิรันดร์

        ม่านระย้าดอกจื่อเถิงหลัวรอบตัวพลิ้วไหวแผ่วเบาสีม่วงอ่อนตัดกับเขียวเข้มของผืนหญ้า กลิ่นหอมสดชื่นจากห้วงน้ำทะเลสาบชวนให้จิตใจของนางผ่อนคลายลง ร่างเน่งน้อยออกเดินไปตามทิศที่บ่าวคนเมื่อครู่บอกไว้ แขนโอบกล่องไม้สลักระว่างนั้นก็เริ่มสำรวจตำหนักเบื้องหน้า พบว่าเต็มไปด้วยม่านโปร่งรอบทิศหลายชั้นเสียจนยากจะเดาออกในว่าด้านในคือสถานที่อะไร หรือมี ‘ใคร’ อยู่อีกฝากฝั่งนั้น

        กำลังคิดไปเรื่อยสายระย้าของดอกจื่อเถิงก็ป้ายปาดเข้าหน้า ดีว่าวันนี้นางลงแป้งบางเบา พักตร์นวลอ่อนใสจึงยังไร้รอย ริมฝีปากสีกุหลาบห่างจากกลีบบางนิดเดียว กลิ่นหอมรื่นชวนให้นึกถึงขนมหวาน นิ้วเรียวยกกิ่งขึ้นมาดู “....เจ้าดอกนี่มันอร่อยไหมนะ?”
        กำลังจะลองงับสักคำกลับมีเสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเรียบๆ “ของบางอย่างมีไว้ให้ชม ไม่ใช่เพื่อกิน”
        หญิงสาวสะดุ้งโหยงหันมองซ้ายขวาก็ยังไม่ปรากฎตัวผู้พูด สุดท้ายหันกลับไปยังตำหนักหลังนั้น… ร่างในกระโปรงชมพูหวานค่อยเรียกสติคืนมา ย้ำตัวเองว่าธุระของเจ้านายส่งตนมาทำงานไม่ใช่เที่ยวเล่น ‘ทำงานก่อนกินทีหลัง’ นึกเสียดายที่เมื่อเย็นกินข้าวน้อยเกินไปท้องยังโหวงๆ อยู่เลย

        หลิงหลานเข้าไปยังตำหนักหลังนั้นพบว่าจัดวางอย่างแปลกตา รอบด้านคือเสาไม้เนื้อแข็งหลายต้นสลักเสลาอย่างปราณีต ขึงผ้าม่านต่างกำแพงกั้นไร้ประตูและหน้าต่าง ด้านบนเปิดโล่งราวกับที่พำนักของเซียนผู้หนึ่งใช้ร่ำสุราชมจันทร์ สายลมพัดผืนผ้าพลิวไหวคลี่คลายม่านแต่ละชั้น แสงจันทร์ส่องสะท้อนเกิดเงาเหลื่อมล้ำเย็นยะเยือกนางคล้ายผู้ที่กำลังหลงทาง ทั้งยังไม่ทราบว่าตนกำลังตามหาสิ่งใดอยู่ จำนวนของม่านมากมายเริ่มทำให้สับสนทิศ
        “มาแล้วรึ? นึกไม่ถึงอูคงจะตัดสินใจได้รวดเร็วดี” หลิงหลานคิดในใจว่าเป็นเสียงนี้อีกแล้ว คล้ายคุ้นเคยแต่เสมือนมีเมฆหมอกบดบังชั้นหนึ่ง ตนแน่ใจว่าเคยได้ยินมาก่อนแน่ๆ อาจจะเป็นของใครสักคนในความฝัน? ก็ยากที่จะสรุปได้ ‘เจอตัวดูก่อนเดี๋ยวก็รู้น่า’ หญิงสาวก้าวเท้าไวขึ้นไปยังทิศทางของเสียง ม่านผืนสุดท้ายถูกเปิดออกเผยให้เห็นแสงจันทร์กระจ่าง และเงาร่างด้านหลังของคนผู้หนึ่ง

        บุรุษผู้สวมเสื้อคลุมนั่งหันหลังให้นางอยู่ริมทะเลสาบ เงาแผ่นหลังอันเหยียดตรงของเขามีสีนิลดั่งรัตติกาลลึกล้ำ ทำให้นึกถึงเส้นสายที่เข้มขาบบนภาพวาดพู่กัน เกศาสีเพลิงดูส่องสว่างเมื่ออยู่ใต้แสงจันทร์ งดงาม แปลกตา ดุจทัมทิมแดงชาดที่เจิดจรัสสูงค่า ขณะนี้เขากำลังพับแขนเสื้อขึ้นมาครึ่งหนึ่งหลิงหลานเฝ้าสังเกต จึงพบว่าในมือคู่หนากำลังกลึงลูกเหล็กเล่น ลวดลายหงสาที่สลักไว้ราวกับผ่านกาลเวลามายาวนาน

        “หลงทางอยู่รึ มาตรงนี้สิ….” เสียงทุ้มสั่งโดยไม่หันกลับมามองแค่เสียงฝีเท้าเขาก็ทราบว่าผู้มาเป็นสตรีที่ตนรออยู่

        นางรู้สึกหน่วงในอกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพียงแค่เห็นแผ่นหลังเขาเงาบางอย่างก็ผ่านวาบในหัว คล้ายลึกๆ จิตวิญญาณกำลังดิ้นรนทั้งที่ตนเองก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะสาเหตุใด แม้ใจจะอยากหลีกหนีให้ไกลฝีเท้ากลับถูกดึงดูดเข้าหา ทำตามบัญชาของเสียงนั้นอย่างไม่บิดพลิ้ว จนห่างจากอีกฝ่ายเพียงห้าก้าวราวกับมีกำแพงไร้รูปกั้นกลางหลิงหลานพบว่าตนไม่สามารถขยับไปได้ไกลกว่านี้

        และการนิ่งเงียบของร่างบางคือชั่วขณะที่บุรุษผู้นั้นหันมา และเป็นช่วงเวลาที่นางลืมแม้กระทั่งการหายใจ เส้นสายบนใบหน้าประกอบกันขึ้นเป็นคนผู้นี้ดุดันเฉียบขาด ความงามก้ำกึ่งระหว่างเทพบุตรผู้สูงส่งและมารร้ายที่ไม่แยแสสิ่งใด หว่างคิ้วฉายแววเผด็จการดวงตาคมกล้าดุจพญาอินทรีมีอำนาจกดดันผู้คน วูบนึงราวกับตนคือเหยื่อนางเผลอผงะถอยหลังไปเล็กน้อย

       นั่นไม่เท่ารูปลักษณ์ของชายผมแดงไปซ้อนทับเข้าสนิทกับอีกร่างหนึ่งในความทรงจำ ‘นั่นคือ!! หงเจี้ยน? เป็นไปไม่ได้น่า!!’



@Admin

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +7 ดีนาเรียส +500 ความหิว -22 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 7 + 500 -22 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน
รองเท้าตานชูฮว่า
รูปปั้นเทพีวีนัส
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x6
x150
x1
x120
x720
x100
x90
x270
x120
โพสต์ 2018-11-2 01:50:43 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LingHao เมื่อ 2019-2-9 19:10

♦ เรื่องราว 3 ลำนำบุพเพต่างภพ ♦
สวัสดีวิถีนางซิน
676
เนื้อเข้าปากเสือ

        ดรุณีน้อยยังคงปักหลักยืนอยู่ห่างจากเขาหลายก้าว แม้ไม่ได้เมินเฉยคำเรียก แต่ก็มิได้เข้ามาใกล้เกินไปเช่นกัน เห็นนางยังเยาว์วัยไม่ประสาต้าข่านจูเชว่จึงใจกว้างไม่เอาความอย่างหาได้ยาก รึอาจเป็นเพราะคืนนี้แสงจันทร์ช่างอ่อนโยนนักส่องกระทบนวลหน้าของนาง เส้นผมเงินยวงดั่งใยไหมทิ้งปอยบางส่วนระต้นคอ กระโปรงชมพูปักลายร้อยผีเสื้อขับเน้นเอวคอดและผิวพรรณผุดผ่องดุจหิมะ บอบบาง เดียงสา เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ชนิดที่ว่าถึงตนไม่ออกแรงก็สามารถทำให้แตกสลายได้ ดวงตากลมโตแววหวานกระตุ้นให้ผู้พบเห็นนึกถนอมเอ็นดู

        ทว่าสำหรับคนอย่างจูเชว่ชางหยูที่ไม่ข้องแวะกับสตรีเท่าไรแล้ว รู้สึกแค่ว่านางมองได้ไม่เบื่อแค่นั้น ‘อูคงเหยา… เจ้าเลือกมาได้ถูกคนนัก’

        ที่ผ่านมาตนไม่เคยแยแสเรื่องพรรค์นี้มาก่อน ค่ำเคร่งอยู่กับศึกสงครามจนแทบจะลืมการใช้ชีวิตปกติสุขไปแล้วด้วยซ้ำ จะสตรีคนไหนล้วนเหมือนกันหมดในสายตาเขา นอกจากเครื่องมือในการผลิตทายาทมาแตกความสามัคคีกัน สารพัดความริษยาและเล่ห์กล ปัญหาที่ตามมามากมายจนน่าปวดหัว เพื่อรวบรวมดินแดนฝึกฝนเคล็ดวิชาอัคคีทลายนภาให้สำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งความปรารถนาในเชิงนั้นรวมไปจนถึงการตัดจุดอ่อนที่อาจจะมีเขาจึงถมที่ว่างข้างกายด้วยปณิธาน

         ถึงไม่ต้องกำจัดพวกที่เข้ามาวุ่นวาย สตรีส่วนใหญ่ก็ ‘หวาดกลัว’ ตนอยู่แล้ว

         แต่เหตุการณ์วันนี้กลับไม่สามารถปล่อยผ่านได้… กลางงานเลี้ยงต้อนรับกลุ่มโจรสลัดซางอินชั่วขณะที่ปิ่นปักผมของนางรำหลุดหายไป ดวงตาคมกริบจดจ้องไปยังเส้นผมสีเงินยวง แน่นอนว่าตนเคยได้ยินราชครูจวินพล่ามถึงชนเผ่าบรรพกาลเสวียนอู่ที่มีลักษณะสำคัญเช่นนี้ เพียงแต่หาคำตอบไม่ได้ว่าผู้ที่ตนเห็นในฝันความฝัน ใบหน้าของนางลางเลือนเว้นก็แต่เกศาสีเงินโดดเด่นส่วนเรื่องที่ว่าจะใช่คนเดียวกันไหม? ข้อนี้ตอบยาก

         ชายหนุ่มนึกอยากหาคำตอบให้กับเรื่องราวความค้างคาใจ อย่างน้อยเรียกตัวมาตรวจสอบดูสักทีก็ไม่เสียหาย มองสำรวจหัวจรดเท้าเจ้าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นี้ได้เห็นอย่างชัดเจนแล้วก็ไม่มีสิ่งใดขัดตา คงต้องยอมรับว่า ค่อนข้างน่าพอใจ… น่าพอใจมากทีเดียว ติดอยู่ที่ข้อหนึ่งเหมือนอูคงเหยาจะชี้แจงแล้วว่านางยังอ่อนเยาว์ ไร้เดียงสาและ ‘ดื้อรั้น’ มากทีเดียว

        ก็ดี… บุรุษเช่นเขารักความท้าทายเห็นเป็นของฆ่าเวลา เสือร้ายยังฝึกให้เชื่องมาแล้วนับประสาอะไรกับ ‘ทารกหญิงนางเดียว’ เบื้องหน้า อาจเพราะเจ้าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นี้ดูจะว่าง่ายกว่าที่คิด จูเชว่ชางหยูปกติก็ไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยหากนางว่าง่ายก็ไม่จำเป็นต้องใช้ไม้แข็ง

        “ให้โอกาสเจ้าเลือกจะเข้ามาหาข้าเอง หรือให้ข้าเข้าไปหา” สายตาคมกริบราวกับมีดตัดชีพจร บ่งบอกให้รู้ว่าเขาไม่ชอบทวนคำสั่งหรือพูดอะไรซ้ำๆ หลิงหลานโดนประกายกดดันนั้นเล่นงานเข้าใจว่าอย่างหลังเกรงจะจบไม่สวยแน่ ครู่หนึ่งค่อยเป็นฝ่ายขยับเข้าทรุดกายลงนั่งด้านหลังเขา บุรุษสีชาดชี้ลงข้างกายกล่าวเสียงห้วน “มานี่….”

        ได้ยินดังนั้นก็เขยิบเข้าไปอีกหน่อย สายตาคมกริบตวัดจ้อง “กลัวโดนจับกินหรือไง?”

        “เจ้าค่ะๆ ทราบแล้ว” จนใกล้พอจะมีคนหนึ่งนั่งคั่นระหว่างทั้งสองได้เขาจึงไม่สั่งอะไรอีก บรรยากาศจมอยู่ในความเงียบเยตรกวางเหลือบมองเขาเล็กน้อยพบว่ากำลังกลึงลูกเหล็กในมือขวา สายตาทอดไกลออกไปยังผิวทะเลสาบแม้อยากถามไปตรงๆ ว่าอีกฝ่ายจำตนได้ไหม? มาที่นี่ได้ยังไง ที่สำคัญคือเขารู้วิธีกลับดินแดนฮั่นหรือเปล่า? แต่การวางตัวที่แตกต่างนี้ทำให้นางเริ่มลังเล “สวัสดี... ข้าชื่อหลิงหลานแล้วตัวท่านล่ะเจ้าคะ?”

       “ทุกสิ่งในดินแดนนี้ล้วนเป็นสิทธิ์ของข้า” ชางหยูเลือกที่จะไม่บอกตรงๆ เผยตัวแบบนั้นมันง่ายเกินไป อีกอย่างหากนางพอมีสติปัญญาอยู่บ้างผ่านคืนนี้คงหาวิธีทราบฐานะของเขาเอง
        “อ้อ… ที่แท้ท่านก็คือจ้าวเกาะนี่เอง” หลิงหลานพยักหน้าหงึกนางเข้าใจไปแล้วว่าเขาคือเจ้าของเกาะกลางทะเลสาบที่งดงามแห่งนี้ “นี่คือสิ่งที่เจ้านายข้ากล่าวว่านำมามอบให้ท่านเจ้าค่ะ” มือคู่เรียวละออกจากกล่องไม้หลังวางลงตรงกลางช่องว่างระหว่างทั้งคู่
        “จ้าวเกาะ? หมายความว่าอะไร” บุรุษในชุดไหมนิลปักลวดลายแดงชาดไม่ได้ใส่ใจของกำนัลจากบริวาร เพราะตนทราบดีว่าบรรณาการที่แท้จริงก็คือสตรีผมเงินผู้นี้ต่างหาก
        “หมายถึงเจ้าของที่นี่ ผู้มีอำนาจปกครองดูแลดินแดนนี้เจ้าค่ะเรียกว่า ‘จ้าวเกาะ’ มาจากภาษาชาวฮั่น แต่ถ้าเป็น...” อันที่จริงนางคิดอธิบายเพิ่มเติมเรื่องที่ว่าเป็นค่ายพรรค จะใช้ ‘เจ้าสำนัก’ แต่เสียงของอีกฝ่ายขัดขึ้นเสียก่อน
        “ได้ ข้าอนุญาตให้เจ้าใช้คำเรียกนี้” เขากำลังเบื่อคำว่าต้าข่านอยู่พอดี ฟังดูคร่ำครึหาคำมาเปลี่ยนใหม่นานแล้วประจวบเหมาะไม่ต้องลำบากคิด
        หลิงหลานยิ้มแป้นแล้นราวกับเด็กน้อยได้ของเล่น จนกระทั่งเขาเอ่ยมาอีกประโยค “กลับกันข้าจะเรียกเจ้าว่า ‘เจ้าจันทรา’ นับจากนี้ไป” ใบหน้าหวานเริ่มขมวดคิ้วมุ่นคล้ายไม่เข้าใจ
        ‘หงเจี้ยน… ท่านเป็นคนตั้งชื่อให้ข้าเองในคืนแรกที่เราพบกัน วันแรกที่ข้า ‘เกิด’ มา ทำไมถึงได้ลืมเสียล่ะ?’ ท่าทีเดี๋ยวแย้มยิ้มเดี่ยวขมวดคิ้วมุ่นหน้าของนางสะท้อนอยู่บนผิวทะเลสาบ ทุกการเปลี่ยนแปลงตกอยู่ใต้สายตาของบุรุษสีชาด “เจ้าไม่พอใจ?”
        “เปล่า… แต่ว่าชื่อของข้าคือหลิงหลานนะเจ้าคะ...” นี่เพราะตนไปเรียกคนอื่นหัวฟักทองใช่ไหม… จู่ๆ มีฉายาเพิ่ม เอาน่ะยังดีกว่า ‘สตรีไร้สติ’ หรือ ‘สตรีขอทาน’

        “นามก็แค่คำเรียกขานทำไมต้องยึดติดให้หนักหัว จากนี้ข้าพอใจจะเรียก ‘เจ้าจันทรา’ นั่นคือหมายถึงตัวเจ้า หลิงหลาน ไม่เห็นต่างอะไร” เห็นเงาสีเงินในน้ำพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วหันไปจ้องกล่องบนตั่งตัวเตี้ย ถ้าเขาจำไม่ผิดนั่นคือกล่องของว่างจำพวกขนมหวานที่บ่าวเตรียมไว้ ปกติตัวเองไม่ทานอยู่แล้วจึงมิได้ใส่ใจ ‘ท่าทีแบบนั้นหรือจะหิว? เจ้าอูคงเลี้ยงอดยากนักหรือไง’
        ไม่ผิดจากที่คิดหญิงสาวเริ่มชี้ไปยังขนมหลากชนิดทั้งน้ำตาลปั้นและขนมโก๋ คนทำช่างเอาใจใส่กดพิมพ์ขนาดพอดีคำรูปทรงดอกไม้สีสันสดใส ตกแต่งผลไม้เชื่อมส่งกลิ่นหอม คงจะดึงดูดสายตาสตรีพอสมควร “คือว่านั่น… ขอสักชิ้นได้ไหมเจ้าคะ”
        “นั่นอยู่ที่ว่าตัวเจ้ามีความสามารถพอไหม” ไร้ความชอบไม่อาจร้องขอรางวัล
        “ความสามารถ? อ่า… ปกติข้าชอบทำอาหารมากกว่าเล่นพิณ ชอบร้องเพลงขับลำนำมากกว่าร่ายรำ ท่านจ้าวเกาะสนใจรับชมสิ่งใดเจ้าคะ?”
        “ข้ากำลังฟังอยู่” นั่นคือบ่งบอกว่าจะทำอะไรก็ทำ อันที่จริงนางจะเอาไปทั้งกล่องก็ไม่ได้ว่า ต้าข่านแห่งไต้หวันพบว่าการอ่านและคาดเดาความคิดจากสีหน้าของนาง ที่แสดงแปรเปลี่ยนทุกขณะบนผิวน้ำก็ดูเหมือนจะฆ่าเวลาได้ดี   

         ไม่มีเครื่องดนตรีมาด้วยหลิงหลานเลือกบทลำนำเพื่อทดสอบเขาไปในตัว หากเป็นหงเจี้ยนจริงๆ ก็สมควรจะจำได้สักนิด เสียงใสขับขานลำนำอย่างตั้งใจ พยายามออกมาให้เหมือนคราวที่หมู่บ้านเฟยที่สุด "...กกอ้อไล่ใบเรียวเขียวพิสุทธิ์ เหมันต์ผุดเกล็ดน้ำค้างกระจ่างขาว คนที่หวนคะนึงหาทุกคราคราว คล้ายอยู่ราวริมน้ำรางรำไร…."
        
        สีหน้าของจ้าวเกาะยังคงเรียบเฉยแม้ขุนเขาพังทลายเบื้องหน้าก็ไม่หวั่นไหว ดรุณีน้อยอดเกิดความผิดหวังขึ้นมาในใจไม่ได้ ‘หากท่านคือหงเจี้ยนใช่ใจร้ายเกินไปหรือไม่? ผู้อื่นทำขนาดนี้ยังจดจำกันไม่ได้อีก!’ แต่ถ้าเป็นคนละคนกัน บนโลกนี้ยังมีผู้ที่หน้าเหมือนกันราวกับเคาะจากพิมพ์ด้วยหรือ??

        "....ข้าท่องทวนกระแสน้ำพร่ำหาท่าน ยิ่งเคว้งคว้างทางชันให้หวั่นไหว ข้าล่องตามสายน้ำชำเลืองไป จึงเห็นคนในดวงใจกลางสายธาร..." ขับขานมาจนถึงท่อนสุดท้ายเรียกรอยยิ้มมุมปากได้จากบุรุษผมแดง อาจเพราะเขาบังเอิญมองเงาสะท้อนน้ำอยู่ถ้อยคำของนางจึงเสมือนกระทบเข้าอย่างจัง ‘ใครว่าเดียงสา… ไม่ทันไรก็รู้จักเกี้ยวพาแล้ว’

        “ขนมพวกนั้นเป็นของเจ้า” กล้าขอตนก็กล้าให้เห็นร่างเน่งน้อยกระดึ้บไปคว้ากล่องแทบจะในทันทีก็นึกขบขัน คล้ายว่ามีของกินมาอยู่ตรงหน้ากิริยาวางตัวสงบเสี่ยมกลายเป็นภาพลวงตาไปเลย

        ชางหยูละสายตาออกจากห้วงทะเลสาบในที่สุด คว่ำมือซ้ายแง้มเปิดกล่องไม้สลักเห็นของด้านในเป็นดาบรูปทรงแปลกตาทำจากทองคำก็ยิ้มเรียบๆ ด้วยความพอใจ “นายเจ้าเข้าใจเลือกสรร คร่ำครึไปบ้างแต่สายตายังไม่ฝ้าฟาง หืม...หน้าข้ามีอะไร?” รู้สึกถึงแววตาใสกระจ่างมาครู่หนึ่ง นับว่าหลิงหลานผู้นี้ใจกล้านักนานมากแล้วที่ไม่มีใครกล้าจดจ้องเขาตรงๆ ยิ่งสบตาตนได้นานขนาดนี้รอบสิบปีเห็นจะมีนางเป็นรายแรก
        “เปล่าเจ้าค่ะ… แค่รู้สึกว่าท่านงามราวกับเทพสตรี อ๊ะ ไม่ใช่แบบนั้น! หมายถึงยิ้มได้น่ามองมากถ้าท่านยิ้มให้บ่อยขึ้นคงจะดี...” หลิงหลานเป็นพวกสุขนิยมแน่นอนว่าเลือกคบหาคนหน้ายิ้มมากกว่าพวกหน้าบึ้งตลอดศก
        “ฮื้มมม หวานมาก…!!” นางหยิบขนมโก๋ขึ้นมาเคี้ยวอย่างมีความสุขท่าทางการกินน่าเอร็ดอร่อยไม่สนสายตาว่ามีคนมอง ทำเอาบุรุษเช่นเขานึกอยากหยอกแรงๆ สักคราว
       “จะถือว่าเป็นคำชม” หรี่ดวงตาคมกรบมองริมฝีปากจิ้มลิ้มที่ขยับไปมาเคี้ยวหยุบแล้ววางแผนในใจ “....แล้วเจ้าอยากรู้ไหมว่าใบหน้าราวกับเทพสตรีเช่นนี้ทำสิ่งใดได้บ้าง”

        “เห หมายถึงเรื่องใดหรอเจ้าคะ?” มือน้อยส่งขนมโก๋ทำจากกลีบดอกเบญมาศและน้ำตาลงับเข้าปาก ยังไม่ทันจะเคี้ยวพลันรู้สึกใบหน้าคมคายนั้นประชิดเข้ามาใกล้ระหว่างตกตะลึงก็ฉวยแย่งอาหารตนไปเคี้ยว “อื้ม… รสชาติไม่เลว”

         รู้สึกเหมือนถูกผีหลอก… หลิงหลานมองกล่องขนมในมือตน สลับมองรอยยิ้มมารร้ายของเขาแล้วค่อย ๆ ดันเอาเสบียงไปแอบไว้ด้านหลัง “ท่านจ้าวเกาะยกของให้ผู้อื่นแล้วไม่ควรเรียกคืนนะเจ้าคะ...”

         ไม่ควรฉกฉวยด้วยนั่นขนมของนางนะคนกำลังจะกลืนเลย ฮือ!! ชิ้นอื่นมีดันไม่เอา!!

         ชางหยูแทนที่จะรู้สึกละอายกลับเลิกคิ้วตอบอย่างปลอดโปร่ง “เจ้าจันทรา… ทุกสิ่งในดินแดนนี้เป็นสิทธิ์ของข้า” เขาบอกไปแต่ต้นแล้วทำไมนางความจำสั้นขนาดนี้? สตรีผมเงินสำลักอากาศเหตุผลแบบนี้ก็มีด้วย!! หญิงสาวกระถดออกอย่างหวาดระแวงแต่ด้วยความหิวก็อดจกขนมมาเคี้ยวต่อไม่ได้ และเสือร้ายยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น…

         ก็บอกแล้วว่าทุกอย่างในดินแดนนี้เป็นของเขา….


         มือแกร่งดันแผ่นหลังนางเข้ามาประชิดตัวกล่องขนมกระจายไปอีกทาง หลิงหลานยังไม่ทันสะดุ้งจากความร้อนผ่าวของอุณหภูมิร่างกายอีกฝ่าย บางสิ่งที่อ่อนนุ่มชุ่มชื่นก็เคลื่อนเข้ามาประกบสะกัดกั้นลมหายใจได้ชะงัด ขนมน้ำตาลปั้นหลอมละลายอย่างรวดเร็ว เปิดทางให้คลื่นความร้อนอีกกระแสหนึ่งส่งผ่านดูดกลืนน้ำหวานบ่อน้อย หญิงสาวไม่ยอมถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียวดูดกลีบปากคู่นั้นอย่างแรง ช่วงชิงเอาอากาศหายใจภายในนั้นมาให้หมด!!

         ไม่รู้เป็นเพราะคนเริ่มรู้สึกว่าหายใจได้ยากขึ้นหรือเปล่า หลังจากที่หายประหลาดใจเขาจึงเพิ่มระดับความโหดร้ายด้วยการรวบดูดริมฝีปากของนางกลับคืน ทั้งขบทั้งเล็มไล้อย่างไม่ปล่อยให้เล็ดรอด ทั้งยังใช้ปลายลิ้นแทรกลึกเข้ามาสำรวจดั่งงูเจ้าเล่ห์ ฝ่ายหลิงหลานก็ไม่ยอมโดนเอาเปรียบอากาศเหลือน้อยลงทุกที เพื่อที่จะมีชีวิตรอดนางเลียนแบบบุคคลผู้นั้นโต้ตอบแย่งชิงอากาศหล่อเลี้ยงชีวิต

         “ฮื่ม……” เดิมทีชางหยูคิดหยอกเอินนางแต่ไม่คาดว่าสัมผัสนี้จะวาบหวามชวนให้เคลิ้บเคลิ้มได้ดึงดูดนัก เขาพบว่าตัวเองไม่ได้รังเกียจที่จะใกล้ชิดร่างบาง ความหอมหวานจากริมฝีปากที่กำลังถูกย้อมไปด้วยกลิ่นอายของตนยิ่งปลุกเร้า กลุ่มก้อนร้อนผ่าวในท้องน้อยเริ่มก่อตัวนัยน์ตาคู่คมทอประกายลึกล้ำเข้มจัดทุกขณะ ถึงกับมองข้ามไม่รู้สึกหงุดหงิดกับมือน้อยที่คอยรัวทุบแผงอกตนอยู่

         ราวกับตกอุบายศึกติดพันถอยทัพลำบาก แต่สุดท้ายเมื่อกดสายตาลงมองใบหน้าหวาน กลับพบว่าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงและมีความผิดปกติบางประการ ‘นี่นาง….?’

         “เด็กโง่ ทำไมเจ้าไม่หายใจ? หืม… เรื่องแค่นี้ก็ต้องให้บอกด้วยหรือ” ทันทีที่ตนยอมถอนหน้าออกมาร่างเน่งน้อยพลันอ่อนยวบฟุบลงกับแขนเขา อาการหน้ามืดเหมือนเห็นดาวพร่างสูดหายใจอย่างเอาเป็นเอาตาย
         กว่าจะตอบเขาได้น้ำเสียงที่ใช้อ่อนระทวยเต็มที “ผู้อื่น...ไม่รู้...ท่านอย่า..รั...งแก..กัน!!”
         “ทำไม หรือว่าเมื่อครู่นี้จูบได้ไม่ดีพอ?” ท่านจ้าวเกาะหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกสตรีนางนี้ช่างเดียงสาน่าเอ็นดูได้อย่างบันเทิงนัก เชยปลายคางมนขึ้นสบตาพวงแก้มสีแดงเรื่อริมฝีปากถูกย้อมจนเข้มขึ้นเล็กน้อยจากการกระทำของเขาเมื่อครู่ เนตรกวางรื้นน้ำฉ่ำวาวสุกสกาวยิ่งกว่าแสดงดาราค่ำคืนนี้ นางเบี่ยงตัวหลบอย่างขัดเขินปอยผมสีเงินนุ่มนิ่มต้องสายลมพัดไล้แขนเขา วินาทีนั้นพบว่าตนไม่อาจละสายตาจากร่างตรงหน้าได้แม้สักอึดใจ “....เจ้าจันทราช่างยั่วยวนนัก”
        หลิงหลานขมวดคิ้วงุนงง ตนไปทำอะไรตอนไหน?? “ท่านจะใส่ร้ายผู้อื่นไม่ได้นะ!! แล้วจูบคืออะไรเจ้าคะ… อ๊ะ!!” แทนคำตอบคือการประทับจุมพิตลงอย่างลึกล้ำกว่าเดิม แสงจันทราสีเงินยวงสะท้อนผืนน้ำฉาบลงมายังคนทั้งคู่ กลีบดอกจื่อเถิงหลัวราวกับละอายทิ้งตัวลงดั่งม่านบุปผา กลีบม่วงอ่อนหวานนับร้อยพันคลอเคลียร่างของทั้งสอง แล้วร่วงหล่นอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง
        “จำไว้นี่ก็คือการจูบ….” พักใหญ่เขาถึงยอมถอนริมฝีปากออกก่อนโอบอุ้มร่างเล็กที่อ่อนยวบมุ่งหน้าไปยังเตียงกลางตำหนัก

เปิดใช้ผีเสื้อ
รูปปั้นไป๋เหมียว
กำนัลกลาดิอุสทอง
@Admin


แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ข่านแห่งไต้หวัน: จูเชว่ ชางหยู เพิ่มขึ้น 50 โพสต์ 2018-11-3 12:28
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ข่านแห่งไต้หวัน: จูเชว่ ชางหยู เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2018-11-3 12:28
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ข่านแห่งไต้หวัน: จูเชว่ ชางหยู เพิ่มขึ้น 30 โพสต์ 2018-11-3 12:28

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +7 ดีนาเรียส +500 ความหิว -32 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 7 + 500 -32 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน
รองเท้าตานชูฮว่า
รูปปั้นเทพีวีนัส
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x6
x150
x1
x120
x720
x100
x90
x270
x120
โพสต์ 2018-11-2 01:53:17 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LingHao เมื่อ 2019-2-9 19:11

♦ เรื่องราว 3 ลำนำบุพเพต่างภพ ♦
สวัสดีวิถีนางซิน
677
ราตรีวสันต์สีชาด

        ท่ามกลางกลีบบุปผาโปรยปราย บุรุษผมแดงสวมอาภรณ์ไหมสีดำทั้งตัวคอเสื้อแบะออกกึ่งหนึ่ง คืนนี้จงใจไม่สวมมาลาประจำฐานะหรือรัดเกล้าแสดงศักดิ์ มีเพียงครอบผมหยกนิลเรียบง่าย หยาดน้ำค้างกลั่นตัวจากความชื้นรอบทะเลสาบจับที่หางคิ้วคมคาย กำลังทิ้งตัวลงสู่พื้นเบื้องล่าง ภายใต้แสงจันทร์เห็นหยดน้ำเลื่อนไหลลงมาตามแผงอกร้อนระอุของเขา และแล้วหายเข้าไปในส่วนลึกของเนื้อผ้าอย่างไร้ร่องรอย

        การโอบอุ้มหญิงสาวไว้ในวงแขนให้สัมผัสแสนนุ่มนิ่ม แสงจันทราตกกระทบร่างบางให้ดูอ่อนไหวเป็นพิเศษ

        “ท...ทะ...ท่านคิดจะทำอะไร” พยายามตั้งสติแต่มองสถานการณ์ตอนนี้ไม่ออกแววตาคู่นั้นช่างคมกริบราวกับมีดดาบ หวั่นใจว่าหากเผลอไผลอาจบาดเข้าจนได้เลือด หลิงหลานไม่ทราบมาก่อนว่าตนทั้งตัวเล็กและเบาจนเขาสามารถยกขึ้นได้ด้วยมือเดียว แม้สมองยังสับสนจากเหตุการณ์เมื่อครู่แต่ทันทีที่ร่างเบาโหวงขึ้นจากพื้น นางก็โอบแขนรอบลำคออีกฝ่ายอย่างหาที่ยึดเกาะ เพราะเหตุนี้ใบหน้าทั้งสองจึงใกล้ชิดกันลมหายใจสะดุดกึกเพราะเขาช่างเหมือนกับหงเจี้ยนมากจริงๆ ก่อนจะก้มลงซุกแผ่นอกกว้างเนตรกวางเสหลบไปทางอื่นหลังสัมผัสได้ถึงลมหายใจเร่าร้อนของบุรุษเพศที่ไม่คุ้นเคย “ตัวท่าน…?? ทำไมร้อนขนาดนี้หรือว่าไม่สบายรึเปล่าเจ้าคะ”

         “.................” ชางหยูนิ่งเงียบคิดว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีใครถามไถ่เรื่องเช่นนี้กับตน ก็ไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะไม่ทราบฟังว่านางคือทาสจากต่างแดน หรือเพราะไม่ทราบจึงไม่หวาดกลัวเขา? น้ำเสียงแฝงความห่วงใยของนางทั้งดวงตาอ่อนเดียงสามีประกายบางอย่างที่ยังไม่เข้าใจ เวลาแบบนี้นางควรห่วงใยตัวเองมากกว่าไหม? ปกติโดนถามแล้วควรตอบกลับสักคำสินะ? ติดที่ว่าวิสัยเขาต่างจากอี้เฟยหรือชังอี้นั่นคือทำมากว่าพูด “...ไม่”

        ถือว่าตอบแล้วนางจะเข้าใจแบบไหนก็ให้ไปคิดเพิ่มเอาเอง….

        พระจันทร์สถิตย์อยู่กลางท้องฟ้า ลมราตรีพัดพาความหนาวเย็นเข้ามาในตำหนักน้อย รู้สึกได้ว่าสัมผัสนุ่มนิ่มสั่นสะท้านเพราะความบางของอาภรณ์ ‘เปราะบางราวกับจะปลิดปลิว’ ชั่วขณะที่คิดว่าถ้าตนกระชับอ้อมแขนแรงขึ้นอีกสักหน่อยจะได้ยินเสียงปริหักไหม? ประกายสีเงินบริสุทธิ์จากแสงจันทราสะท้อนเกศา กระจ่างยวนตา ขอบสีเงินเรืองรองจับผิวน้ำเกื้อกูลกัน ส่องสว่างจนไม่มีที่ว่างใดให้หลบซ่อน

       ทาสหญิงผมเงินพบว่าไม่อาจห้ามหัวใจที่ตื่นตระหนกของตนได้เลยแม้แต่น้อย ทั้งสัมผัสอันไม่คุ้นเคยของบุรุษเพศ ทั้งความสับสนไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดก่อนหน้านี้ ร่างสีชมพูอ่อนพยายามขดตัวให้เล็กที่สุดจนเป็นก้อนกลม เพื่อว่าสามารถหายไปจากตรงนี้ได้นางคงทำไปแล้ว ราวกับผ่านช่วงเวลาที่ยาวนาน ทั้งๆ ที่ชายร่างสูงก้าวข้ามฉากกั้นไปเพียงไม่กี่ก้าว ขนตาหนาเป็นแพกระพือไหวขณะดวงตากลมโตปรือขึ้นมองรอบๆ ด้วยความงุนงง เสียงลมหายใจของบุรุษผู้เป็นเจ้าของอ้อมแขนแข็งแกร่งยิ่ง ทำให้นางใจสั่นกระทั่งแทบหยุดเต้นเมื่ออีกฝ่ายหยุดการเคลื่อนไหวเอาเสียดื้อ ๆ

        ตำหนักกลางทะเลสาบหลังนี้ทำไว้เพื่อเป็นสถานที่หย่อนใจส่วนตัวของต้าข่าน เขาชอบความเงียบสงบเพราะแบบนั้นแม้แต่ราชครูจวินยังถูกห้ามมาก่อกวนตนที่นี่ ยิ่งน้อยครั้ง..จะเรียกใครมาพบ กลางลานชมจันทร์มีเตียงทรงกลมหลังหนึ่งประดับม่านโปร่งสลัว รอบๆ คือเชิงเทียนส่องแสงอบอุ่น ริมฝีปากหยักหยิ้มอย่างสมใจคืนนี้ได้ใช้ของตั้งประดับให้ตรงจุดประสงค์สักที

        บุรุษชุดนิลวางร่างของหญิงสาวลงที่ขอบเตียงยังไม่ทันทำอะไร หลิงหลานเหมือนนกหวาดเกาทันฑ์กระเด้งผลุงไปกอดเข่าตัวเองอีกมุม ต้าข่านจูเชว่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเรียกอย่างไม่รีบร้อน ดูเวลาแล้วยังพอให้เล่นกับนางได้ทั้งคืน บุรุษผู้นำทัพมาไม่ต่ำกว่าร้อยศึกมีนิสัยเจนจัดอยู่หนึ่งประการคือชื่นชอบการบุกทะลวง ดังนั้นนางต้องการตั้งรับก็ทำไป… เขาจะตีฝ่าเอง ก็เป็นแค่อีกศึกที่คู่มือมิใช่ยอดนักรบแต่เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ตัวจ้อย ชวนเอ็นดูอย่างน่าขบขัน….

        “บอกไว้ก่อน… หากเจ้ายังดื้อดึงและไม่เชื่อฟัง คนที่รับผลคือเจ้าไม่ใช่ข้า” คำเตือนอย่างร้ายกาจเมื่อออกจากริมฝีปากที่เหยียดยิ้มแล้ว ไม่ได้ทำใหรู้สึกถึงการปลอบโยนเลยแม้สักนิด หลิงหลานงุนงงว่าตนส่งของเสร็จแล้วทำไมถึงยังไม่มีใครมารับ และบุรุษผู้นี้เหตุใดจึง ‘จูบ’ ตนหนแล้วหนเล่าทำเอาหายใจแทบไม่ทัน ทั้งท่าทีปัจจุบันเคลื่อนกายเข้ามาใกล้ขนาดนี้ นางรู้สึกราวกับถูกคุกคามสัญชาติญาณระวังภัยเตือนให้ลุกขึ้นและวิ่งหนีไป ‘แต่หนีจากอะไรล่ะ… ในมือเขาไม่มีอาวุธสักชิ้น ทำไมยังน่ากลัวขนาดนี้...’

        ตกอยู่ภายใต้สายตาคมดุทรงพลังอำนาจบางอย่าง หลิงหลานยังคงกอดเข่าตัวสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้ เขากลับนิ่งไม่ไหวติง ทำให้นางนึกถึงพยัคฆ์ราชที่นอนจำศีลก่อนจะเข้าตระครุบเหยื่อ กระหายเลือดและป่าเถื่อน

        ร่างของจ้าวเกาะที่อบอวลไปด้วยกลิ่นของดอกจื่อเถิงหลัวเคลื่อนเข้ามาใกล้ เงาตระหง่านบดบังแสงจันทราเบื้องหน้านาง ปลายนิ้วร้อนผ่าวแตะลงข้างแก้มนวลสัมผัสหนึ่งดั่งพร้อมจะหลอมละลาย เขาคลี่ร้อยยิ้มพราวสเน่ห์ชวนให้เคลิบเคลิ้ม หลิงหลานจดจ้องภาพนั้นด้วยความประหลาดใจหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหายใจ ลมวูบหนึ่งพัดผ่าน เมฆราตรีเบาบางก้อนหนึ่งลอยเคลื่อนไปยังแช่มช้า บดบังจันทร์กระจ่างกลางนภา

        ช่วงเวลาแห่งความเงียบสงัดเงานั้นก้มลงมาโอบล้อมนางไว้ดั่งน้ำหมึกหนึ่งห้วง ริมฝีปากเปียกชื้น ร้อนผ่าวประทับลงบนกลีบปากนางบดขยี้ลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไม่เหลือที่ว่างใดๆ อีก รสสัมผัสของเขาราวกับธารน้ำพุใสทั้งนุ่มลื่นและหวานละมุน ชวนให้พิศวงหลงใหล ฝ่ามือแกร่งยื่นออกมาเหนี่ยวรั้งท้ายทอยของหลิงหลานไว้ แล้วโถมประชิดตัวเข้ามา ทังคู่แนบชิดสนิทกันจนไม่หลงเหลือช่องว่าง ริมฝีปากบางพยายามเผยอขึ้นมาเพื่อหาอากาศหายใจของนาง ถูกเขาแทรกปลายลิ้นเข้าไปกวาดต้อนช่วงชิงทุกสิ่งทุกอย่างจนหมดสิ้น

        ขณะนั้นความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะความกังวลลงได้สำเร็จ นางจึงแทรกลิ้นแแกไปสัมผัสเขาด้วย เสมือนแขกแปลกหน้าค่อยๆ เคาะประตูเยี่ยมเยียนทำความรู้จัก จูเชว่ชางหยูตัวสั่นสะท้าน ร่างกายกระตุกอยู่ชั่วครู่จากไอเพลิงความร้อนรุ่มในกายที่ถาโถม ร่างกำยำบดเบียดเข้าหากอดรัดจนความอ่อนนุ่มและแข็งแกร่งบรรจบ บังงเกิดเป็นความรู้สึกกึ่งวาบหวามกึ่งปวดร้าวชนิดหนึ่งที่นางไม่เคยได้รู้จัก ฉับพลันเป็นบุรุษผมแดงที่ผละออกดวงตาคู่คมหรี่ลงเป็นองศาเย้ายวนและอันตราย

        ใบหน้าหวานขึ้นสีดอกท้อราวกับถูกสีสันของเขาย้อมทับ ลมหายใจแผ่วอ่อนถามขึ้นเมื่อเห็นสิ่งที่มือคู่นั้นกำลังจัดการกับอาภรณ์ของตนเองอย่างงุนงง “ท่านจ้าวเกาะ…?”

        “ไม่ต้องขัดเขินนี่คือสิ่งที่นายเจ้าต้องการ” ชุดพวกนี้ราวกับสร้างมาเพื่อบุรุษสวมใส่ยากแต่ถอดนั้นง่ายดาย มือหนาเคลื่อนไหวรวดเร็วกระตุกถูกปมสามสี่ครั้งก็สลัดเอาสิ่งกีดขวางโยนทิ้งไปอีกทาง ไร้อาภรณ์กั้นประติมากรรมล้ำเลิศก็เผยโฉมชางหยูไล้ฝ่ามือไปตามสะโพกนวลเนียน ร่างของนางดุจสลักขึ้นจากหยกขาวทั้งยังให้สัมผัสนุ่มลื่นเป็นที่พึงใจ

        ‘เจ้านายต้องการแบบนี้? แล้วมันหมายถึงอะไร… ไม่เข้าใจเลยสักนิด!!’ ชายหญิงพบกันยามวิกาล อุ้มขึ้นเตียงแล้วจับถอดชุด มันหมายถึงเรื่องอะไรตนยังไม่รู้เลย...

        หลิงหลานคล้ายพยายามเลียนแบบเขาลองกระตุกๆ ปมเหล่านั้นดูบ้างแต่คล้ายสัมผัสสากๆ ตามแต่ละจุดทำให้สมองนางทำงานผิดพลาด เจ้าสิ่งมีชีวิตน้อยตัวสั่นสะท้านทั้งขนลุกด้วยความเย็น ดึงไปดึงมาสายรัดกางเกงเขากลายเป็นเงื่อนตายไปเสียชิบ… ทั้งยังมีการตีสีหน้าสับสนก่อนจะเบ้ปากมองเขา “ปล่อยผู้อื่นหนาวอยู่คนเดียว ไม่ยุติธรรม!!”

        “หึ… ตัวโง่งม” บุรุษร่างสูงหัวเราะในลำคอเลือกไม่ถูกจะฉิวหรือขันดี สุดท้ายยังเป็นเขาจัดการด้วยตนเองกระชากแควกเดียวโยนส่งไปอีกทาง อย่างมากแค่เปลี่ยนใหม่ไม่ได้ใส่ใจอะไรขนาดนั้น เสียเวลาจับอาหารจานหลักตรงหน้ากลืนลงท้อง

        “เจ้าจันทรา….” นางค่อยพบว่าน้ำเสียงของเขาตอนนี้มีแรงดึงดูดเป็นพิเศษ จึงยอมพยักหน้าน้อยๆ คอยฟังว่าอีกฝ่ายจะกล่าวอันใด แต่แล้วกลับถูกดันให้หลังเอนลงสัมผัสความนุ่มของเตียง ในแววตาพลันปรากฎเงาสีชาดที่ทาบลงมา ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดข้างหูถ้อยคำดุจกระซิบไม่มีช่องว่างให้ปฎิเสธ “...เป็นของข้า”



/กรีดร้อง


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +7 ดีนาเรียส +500 ความหิว -32 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 7 + 500 -32 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน
รองเท้าตานชูฮว่า
รูปปั้นเทพีวีนัส
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x6
x150
x1
x120
x720
x100
x90
x270
x120
โพสต์ 2018-11-2 10:00:08 | ดูโพสต์ทั้งหมด
โพสต์นี้มีการป้องกันรหัสผ่านไว้ กรุณากรอกรหัสผ่าน 
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน
รองเท้าตานชูฮว่า
รูปปั้นเทพีวีนัส
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x6
x150
x1
x120
x720
x100
x90
x270
x120
โพสต์ 2018-11-3 09:36:18 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LingHao เมื่อ 2019-2-9 19:14

♦ เรื่องราว 3 ลำนำบุพเพต่างภพ ♦
สวัสดีวิถีนางซิน
679
ต้มไข่ไม่ถามความสมัครใจแม่ไก่

        หลังคลื่นพายุร้อนหนาวที่ถาโถมปั่นป่วนภายในตำหนักหลังน้อยยุติลง เงาของร่างทั้งสองบนเตียงหลังใหญ่พลันสงบนิ่งอิงแอบ นานทีเดียวกว่าอีกฝ่ายจะยอมปล่อยให้สตรีผู้ถูกเคี่ยวกรำหนักหน่วงตั้งแต่หนแรกได้พัก หลิงหลานนอนตะแคงหอบหายใจอย่างไร้เรี่ยวแรง รู้สึกราวกับกระดูกทั้งร่างถูกเลาะออกไม่เหลือสิ้น เส้นผมสีเงินยวงแผ่สยายเต็มผ้าปูบางปอยถูกกลึงเล่นในมือของบุรุษที่กำลังเอนพิงหัวเตียงอยู่ไม่ไกล ลมหายใจเขาสงบสีหน้าปลอดโปร่งไร้วี่แววของความเหน็ดเหนื่อยแม้สักนิด แม้อาวุธคู่กายจะกรำศึกมาอย่างยาวนานแล้วก็ตาม

        หญิงสาวรู้สึกคล้ายตนถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียว แต่ก็ไม่ทราบว่าเขาใช้วิธีเช่นนี้รังแกตนทำไม จำได้เลือนลางว่าก่อนทุกสิ่งจะเกิดขึ้นมีถ้อยคำหนึ่ง ‘นี่คือสิ่งที่นายเจ้าต้องการ’ เรียวคิ้วก็ขมวดเล็กน้อย ‘รึไม่ใช่แค่นำของมาส่งแต่สิ่งนี้ก็คืองานที่มอบหมายมาด้วยกันนะ?’ ไม่เห็นมีใครบอกมาก่อนว่ามันจะทรมานสังขารขนาดนี้ นึกน้อยใจอยู่บ้างที่เขาสองคนตกลงกันเองคิดจะต้มไข่ดันไม่ถามความสมัครใจของแม่ไก่อย่างนางเลย!!

        ระหว่างครุ่นคิดวุ่นวายใจอยู่นั้น กลีบดอกจื่อเถิงหลัวสีม่วงอ่อนก็พลัดหลงกับต้นปลิดปลิวลงมาข้างแก้มเนียนที่ยังเจอสีระเรื่อ กลิ่นหอมๆ ประกอบกับความหิวที่ไม่มีอะไรรองท้องทำให้นางเผลอไผลจะงับเข้าปาก แต่แล้วมือแกร่งของคนผู้นั้นมาปัดออกเสียก่อน “มีพิษ…”

        หลิงหลานค่อยจำได้ว่าเสียงที่เตือนตนตอนแรกด้วยคำว่า ‘ของบางอย่างมีไว้ให้ชม ไม่ใช่เพื่อกิน’ ก็คือบุรุษผมชาดผู้นี้นี่เอง ตั้งแต่ต้นแววตาเขายังคงเด็ดขาดดุดันเช่นเดิมทำให้คนมองรู้สึกยำเกรงไม่กล้าล่วงเกิน นางใคร่สงสัยนักเขาเป็นใครกันแน่ หาไม่ใช่หงเจี้ยนสหายที่รู้จักอยู่ก่อนแล้ว ทำไมใบหน้าและน้ำเสียงจึงได้คล้ายคลึงกันขนาดนี้ ใจคิดอยากถามว่าท่านมีฝาแฝดหรือเปล่าหรือพี่น้องสักคนที่เหมือนกัน ก็กลัวว่าคำตอบจะมิใช่สิ่งที่คาดหวังเอาไว้แต่แรก

        ลมราตรีใจกลางทะเลสาบเย็นยะเยียบนางฝืนความปวดร้าวลึกๆ ขดกายเขาหากันเป็นก้อนกลม ที่แม้เขาถอนกายออกไปแล้วกลับยังสามารถรู้สึกถึงได้ คล้ายบางอย่างเบาโหวงอยู่ภายใน ‘เมื่อครู่ราวกับจะขาดใจ’ แต่สุดท้ายกลับไม่ตาย เห็นสายตาเขามองทอดยาวไกลออกไปนอกผืนน้ำให้ความรู้สึกถึงความคิดที่ยากหยั่งถึง นางอดถามไม่ได้ว่า “ท่านไม่ห่มผ้าหรือเจ้าคะ?”  

        “นั่นไม่จำเป็น” ชางหยูตอบโดยไม่หันกลับมา เพราะเคล็ดวิชาที่ฝึกนานมากแล้วที่ตนไม่เคยรู้สึกร้อนหรือหนาวสั่น นั่นคือสาเหตุที่ตำหนักนี้ไม่มีผืนผ้าห่ม รวมถึงผนังกันลมเพราะเจ้าตำหนักไม่มีความจำเป็นต้องใช้ แต่คล้ายจะลืมไปอย่างว่าเจ้าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เปราะบาง มีความใกล้เคียงกับคนธรรมดา ร้อนก็บอกให้รู้ หนาวก็ขดเป็นก้อนกลม มองความสั่นเทาของอีกฝ่ายสุดท้ายเขาดึงม่านเตียงลงมา ‘โยน’ ให้นาง “...เจ้าพักซะ”

        หลิงหลานอยากร้องไห้… ผ้านี่มันบางยิ่งกว่าปีกจั๊กจั่นเสียอีก
        แต่ก็ยังดีกว่าไม่มี ร่างบางซุกขดม้วนเข้าไปในผ้าเป็นก้อนกลมๆ สีเงินจนได้

        “ท่านจ้าวเกาะ….” เอ่ยเรียกเสียงเบา เขาไม่ได้ตอบแค่ปรายสายตากลับมามองวูบหนึ่งนางคิดว่าเป็นเนตรสีเพลิงที่คมกล้านัก “ข้าขอปักสายคาดเอวให้ท่านได้ไหมเจ้าคะ?” พอดีตนจำได้ว่าเป็นตัวการโดยอ้อมทำสายรัดกางเกงเขาขาดไปชิ้นหนึ่ง รู้สึกตะขิดตะขวงใจหากไม่ได้ทำสิ่งใดชดใช้

        ชางหยูละสายตาออกจากใบหน้าหวานปิดเปลือกตาลงช้าๆ เตรียมพักผ่อนในเมื่อเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ท้ายสุดจึงเอ่ยปากรับอย่างไม่ใส่ใจนัก “....ได้”

……………………………..

        อรุณรุ่งมาเยือนทะเลสาบผืนน้ำจับขอบใสกระจ่าง รัศมีแสงอาทิตย์เริ่มแรงกล้าจนแม้ผู้ที่อ่อนล้ายังต้องฝืนลืมตาตื่นขึ้นมา เนตรกวางกระพริบไหวเมื่อพบว่าเตียงหลังนี้เหลือเพียงนางลำพังพื้นที่ตรงนั้นว่างเปล่าไปแล้ว ลองหันไปรอบๆ ก็ไม่พบแม้แต่เงาของผู้ใด ‘หรือเมื่อคืนเป็นแค่ความฝัน?’ ลูบหน้าจรดปลายคางแล้วทิ้งตัวลงคิดจะหลับต่อ แต่แผ่นหลังไปทับเข้ากับวัตถุนึงเข้า คว้าหยิบดูเป็นม้วนแผ่นหนังและจดหมายฉบับหนึ่งข้อความสั้นๆ อักษรตวัดชัดเจน



‘...เมื่อคืนเจ้าทำได้ดี ตามสัญญาข้าจะให้ในสิ่งที่เขาต้องการนำม้วนนั่นกลับไปส่งนายของเจ้า’




        หลิงหลานยิ้มเจื่อนอย่างที่คิดเลยไม่ผิด พวกเขาใช้นางเป็นคนส่งของ…

        ถอนหายใจเฮือกหนึ่งคิดจะนอนต่อก็ไม่ได้แล้วนากเห็นชุดของตนตกอยู่ไม่ไกลจากปลายเตียง ทว่าเมื่อจะเดินไปหยิบ หนึ่งก้าวลงพื้นร่างกายกับทรุดฮวบลงไปกอง “อึก… อะไรกันนี่!!” แทบจะไม่รู้สึกถึงเรี่ยวแรงจากขา… อาการเช่นนี้น่าตกใจเกินไปแล้ว!!

        ความปวดร้าวแล่นแปลบทั้งสะโพกและ ‘ภายในร่าง’ มือบางกดกุมท้องน้อยครางเสียงแผ่วหวิว รู้สึกแตกตื่นกับอาการที่ตนกำลังเจอ พยายามเอื้อมมือไปที่ชุดแล้วทิ้งมือแปะอยู่แนบพื้นอย่างสิ้นเรี่ยวแรง หยาดน้ำตาใสกลิ้งหยดข้างแก้ม “ฮือ… ทำไมเค้าต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย!!”

        นานทีเดียวกว่าร่างเน่งน้อยจะพยุงกายลุกขึ้นได้ไหว กัดฟันฮึดใช้เวลาสวมชุดเชื่องช้าราวกับทากพิการ ค่อยๆประคองตนเองเก็บม้วนหนังลงแขนเสื้อ ก้าวไปยังจุดที่คิดว่าเป็นท่าเทียบเรือเมื่อวานยังพบเรือไม้เล็กๆ ลำหนึ่ง “ข้าต้องกลับเองหรอ…”

        บัดซบ… ชีวิตนี้ยังไม่เคยพายเรือมาก่อน…

        ทันทีที่ออกตัวจากฝั่งเรือลำน้อยเคว้งคว้างไปเรื่อย อย่าเรียกว่าพายเลยคัดท้ายคืออะไรตนยังไม่ทราบ หันไม้มุมไหนแจวต้องเร็วหรือช้าเดาสุ่มมันหมด สุดท้ายพายไปได้สองเค่อ… วนรอบเกาะกลางทะเลสาบไม่มีวี่แววสักนิดที่จะไปถึงฝั่ง

        ทั้งหิว… ทั้งเหนื่อย… อากาศในทะเลสาบเวลานี้ทั้งชื้นและหนาว จามไปหลายทีสุดท้ายวางไม้พายนั่งกอดเข่าอย่างทำสิ่งใดไม่ถูก ‘หลิงเฮ่าเจ้าออกมาพายแทนข้าทีได้ไหม..’




@Admin

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ข่านแห่งไต้หวัน: จูเชว่ ชางหยู เพิ่มขึ้น 300 โพสต์ 2018-11-4 21:41

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +7 ดีนาเรียส +500 ความหิว -62 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 7 + 500 -62 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน
รองเท้าตานชูฮว่า
รูปปั้นเทพีวีนัส
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x6
x150
x1
x120
x720
x100
x90
x270
x120
โพสต์ 2018-12-14 22:30:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด

♦ เรื่องราว 3 ลำนำบุพเพต่างภพ ♦
หนึ่งไม่เชื่อฟังสองไม่ทำตาม
766
สองเรื่องหนึ่งคำขอ
{ มยุรารำร่าย }
อนงค์งามได้พบพานมิอาจลืม คลาดเพียงหนึ่งวัน
พลันคนึงถึงมิรู้คลาย มยุรารำแพนฟ้อนรำร่าย
ตระเวนเกี้ยวคู่ตุนาหงัน อีกฝั่งหลังม่านพราย
ไร้เงาทรนงองอาจ ขับลำนำเป็นสื่อแทนใจ
แฝงนัยหมายพบพาน เพียงได้รักท่าน
ถึงพอปลอบประโลมใจให้หายได้ หวังพรสมดังจินต์
ได้กุมมือดังปรารถนา แม้นมิอาจสมหวัง
....ข้าคงหมดลมสิ้นใจ....'
-หลิงหลาน-
.......................................


        อาทิตย์อัสดงอีกครั้งแสงสีส้มทองอาบไล้ร่างทั้งสองบนหลังม้า ทอดผ่านเป็นเงายาวหลอมรวมกัน จ้าวเกาะไม่มีงานอื่นต่อเดิมทีคิดกลับตำหนักไปพัก แต่แล้วจู่ๆ เจ้าสิ่งมีชีวิตในอ้อมแขนกับเปรยขึ้นเบาๆ ว่าอยากไปดูที่ทะเลสาบตอนอาทิตย์ยังไม่ตกดินสักครั้ง เฮ่ยเย่าก็เปลี่ยนเส้นทางฉับพลัน หลิงหลานไม่คิดมาก่อนว่าเขาพูดว่าไปคือ ‘ไปเดี๋ยวนั้น’
         
         ทะเลสาบสุริยันจันทราในเวลาที่อาบแสงตะวันดูงดงามกระจ่าง ดุจขุนเขาในสายหมอกรอบข้างคือภาพเสริม ขับเน้นขอบน้ำจนเกิดทิวทัศน์ราวกับคันฉ่องของเจ้าแม่หวังมู่ หลิงหลานย่อกายลงวักความชุ่มฉ่ำมาล้างหน้า น้ำค่อนข้างเย็น… นางหันมองบุรุษที่ยืนพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกล ‘เขาเกลียดของเย็นๆ ไม่ใช่หรอ?’ คิดได้เท่านั้นอีกฝ่ายเปรยเรียบๆ

       “ไม่ได้เรียกคนเรือมาเจ้าอยากไปที่เกาะไหม?” หลิงหลานพยักหน้าแต่แล้วชะงักไป ออกจะเป็นการรบกวนเจ้านายหรือเปล่า? จู่ๆ เขาพามาเพราะคำพูดตนก็รู้สึกทำเกินกว่าเหต จึงกำลังส่ายหน้า ช้าไป ชางหยูไม่ทันมองก็รวบร่างเล็กด้วยมือข้างเดียวโคจรลมปราณ ส่งปลายเท้าใช้วิชาตัวเบาวิ่งบนผิวทะเลสาบทั้งแบบนั้น

         ร่างแบบบางไม่ทราบว่าวิชาตัวเบาใช้แบบนี้ก็ได้ด้วย? มีแต่ความงุนงง มองใบหน้าคมคายสลับกับทิวทัศน์รอบตัว แล้วก็ตกตะลึงไปกับความงดงามรอบกาย นางอยู่ระหว่างผืนน้ำที่ส่องสะท้อนก้อนเมฆลอยสูง คล้ายล่องลอยในอากาศอาบแสงอบอุ่นของดวงตะวันรับความชื้นฉ่ำจากทะเลสาบ นกกระเรียนโผบินขึ้นสู่ยอดภูส่วนพวกเขาทั้งคู่อยู่ระหว่างฟ้ากับดิน

        รอยยิ้มหวานคลี่ออกมาโดยไม่รู้ตัว ซบลงกับอ้อมแขนของอีกฝ่าย
        บุรุษสีชาดไม่ได้กล่าวอันใด คิดว่าผู้ที่ไม่มีปราณคุ้มกันกายอย่างนางคงจะหนาวละมั้ง

         ต้นไม้อายุหลายร้อยปีมีเพียงชนิดเดียวที่ครองพื้นที่ใจกลางทะเลสาบ ในยามอัสดงแสงเหลือบย้อมกลีบจื่อเถิงหลัวเป็นสีสันดุจภาพมายา เกาะแห่งนี้ยังคงเดิม… กลิ่นหอมหวานที่บุรุษผู้นั้นบอกว่า ‘มีพิษ’ แม้ไม่อาจแตะต้องแต่ก็รั้งสายตาไปจากความงดงามนี้ไม่ได้ กล่อมเกลามอมเมาโลกของเด็กสาวให้กลายเป็นหญิงสาว  

         บุรุษอาภรณ์นิลใช้ด้ามพัดแหวกม่านดอกจื่อเถิงหลัวออกเป็นสองสายให้พอเดินผ่าน พวกเขาเข้าใกล้ตำหนักหลังน้อยทีละนิด ยังคงเป็นหลิงหลานพูดจ้อไปเรื่อยแต่ยังดีหน่อยที่จ้าวเกาะมิได้รำคาญ อย่างมากแค่ตอบรับในลำคอสั้นๆ ไม่ก็ขมวดคิ้วจางๆ เวลานางพูดอะไรขัดหู

         “มีลูกเป็ดอยู่ตัวหนึ่งมันพอใจที่จะแหวกว่ายอย่างอิสระอยู่ในลำธาร มีคนบอกว่ามันไม่ใช่เป็ดแต่เป็นนางหงส์และถูกพวกเขานำไปเลี้ยงไว้ในสระที่งดงาม ทุกวันสามเวลามีคนคอยดูแลอย่างดีทั้งให้อาหารและชื่นชม ขนปีกถูกตัดเล็มออก โดยไม่มีใครถามเจ้าเป็ดตัวนั้น ชีวิตแสนสบายแลกกับการที่ไม่สามารถโบยบินขึ้นฟ้า ใช้ชีวิตอยู่ในสระที่สวยงาม สุดท้ายไม่อาจกลับไปที่ลำธารได้อีกต่อไป จ้าวเกาะท่านคิดว่าอย่างไรกับนิทานเรื่องนี้?” ร่างเล็กเดินตามเขาทีละก้าว กลีบของดอกสีม่วงอ่อนร่วงหล่นเกิดเป็นพรมบุปผชาติ บางส่วนโปรยลงไหล่กว้างของเขา แม้แต่เรือนผมสีเงินยังประดับด้วยจื่อเถิงกลัว

        เสียงหวานถามอย่างเรียบเรื่อยเมื่อพวกเขาเดินมาหยุดอยู่ที่ต้นจื่อเถิงหลัวยักษ์ในกลางลาน ดูจากกิ่งก้านที่แผ่ออกไปโดยรอบและวงปีซ้อนกันแทบนับไม่ออกคาดว่ามีอายุไม่ต่ำกว่าสามร้อยปี คนตัวเล็กหยุดลงส่งรอยยิ้มที่อาจเรียกได้ว่าหม่นหมองถามเขา “ท่านว่าเป็นความผิดของใคร? เพราะลูกเป็ดเกิดมามีหน้าตาคล้ายหงส์ หรือเพราะว่าคนเหล่านั้นคิดว่าลูกเป็ดเป็นหงส์?”

        “เรื่องลั่กลั่นย้อนแย้งเช่นนี้เจ้าก็ยังคิดออกมาได้ หงส์ก็คือหงส์ไม่มีทางเป็นเป็ด เว้นแต่คนเหล่านั้นจะตาบอดแต่แรก” มือหนาปัดกลีบที่โปรยปรายลงมา ชางหยูทันฟังนางบางคำถาม อย่างเรื่องนี้ลองคิดตามหนเดียวก็รู้สึกไร้สาระ เขาตอบโดยแทบไม่ต้องใช้สมองด้วยซ้ำ ‘วันนี้ดูนางจะพูดมากเป็นพิเศษ...’

        ‘เขาคงไม่เข้าใจ... นั่นสินะข้ากำลังหวังอะไรอยู่กันแน่?’ หลิงหลานกดรอยยิ้มลึกลงถอนหายใจพลางหันไปมองรอบตัว บุปผาร่วงโรยปีแล้วปีเล่าไม่มีคนเห็นคุณค่า อย่างน้อยนางยังได้เห็นพวกมัน ในช่วงเวลาที่งดงามที่สุดก็ดีเพียงใด… อย่าโลภนักเลย ‘ข้ายินดีเป็นลูกเป็ดน้อยในลำธาร ดีกว่าเป็นนางหงส์ในกรงทอง’

        คำว่า ‘อิสรภาพ’ เมื่อสูญเสียไปแล้วจึงได้รู้ว่ามันมีคุณค่ามากเพียงใด…
        สตรีผมเงินปลดปิ่นออกเดินไปที่ต้นไม้ใหญ่ ก่อนที่จ้าวเกาะจะสังเกตนางบรรจงแกะสลักคำหนึ่งลงไป


        “ท่านช่วย.. เรียกชื่อของข้าสักครั้งได้ไหม?” บนเปลือกไม้ก็คือชื่อของนาง.. 'หลิงหลาน' เพราะทราบว่าอีกฝ่ายบ่อยครั้งจะมาที่แห่งนี้ อย่างน้อยหากวันข้างหน้าไม่ได้รับใช้เขาอีกแล้วก็อยากทิ้ง ‘ร่องรอย’ บางสิ่งไว้แทนคำอำลา คนผู้หนึ่งที่ใบหน้าคล้ายกันกับจ้าวเกาะเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้ในวันแรกที่ตนตื่นขึ้นมาในร่างของหลิงเฮ่า เสมือนคนแรกที่ได้รู้จักในชาติภพนี้

        “.................” จ้าวเกาะแค่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องทำตามเห็นหน้ากันทุกวันแล้วจะเรียกชื่อทำไม เนตรสีอำพันคลอด้วยหยาดน้ำใส… นามของนางไม่เคยออกจากริมฝีปากบางเฉียบของเขาเลยด้วยซ้ำ เป็นเรื่องน่าขัน… หรือเรื่องน่าเศร้า? หลิงหลานนำวัตถุเม็ดหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ประคองส่งลงมือเขา นิ้วเล็กๆ พับมือของอีกฝ่ายเบาๆ แทนคำพูดว่ามอบให้ สีสันของมันส่องประกายชมพูอมม่วงเมื่ออยู่ในอาณัติจ้าวเกาะดูราวกับสิ่งเปราะบาง

        ลองพินิจดูใกล้ๆ เนตรสีเพลิงกลับฉายแววแปลกใจ “มุกหนี่วา? ทำไมเจ้าถึงมีมันได้?”

        “สิ่งนี้ข้าได้มาไม่นานโดยบังเอิญ เชื่อว่าองค์พระแม่ผู้เมตตาจะช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัย ชั่วชีวิตข้าไม่เคยคาดหวังอะไรที่หนักหนา… แค่คิดว่าขอมีชีวิตที่เป็นอิสระแวดล้อมด้วยมิตรสหายที่ดีต่อกัน ได้ร่วมแบ่งปันรอยยิ้มในแต่ละวันก็เพียงพอแล้ว”

        “แล้วทำไมเจ้าถึงไม่เก็บไว้เอง ? ” ชางหยูเตรียมคว้ามือนางมาส่งคืน ตนไม่ต้องการ การปกป้องพิทักษ์ใดใดเพราะดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว แต่ใบหน้าหวานกลับส่ายเบาๆ

        “จ้าวเกาะ.. ข้าทราบดีว่าท่านมีพร้อมทั้งอำนาจและความมั่งคั่ง มุกเม็ดนี้อาจเทียบไม่ได้กับสมบัติสักชิ้นที่ท่านโปรดปราน… แต่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งมีค่าไม่กี่อย่างที่หลิงหลานมี ได้โปรดเก็บไว้นะเจ้าคะ”

       อย่างน้อย….เก็บไว้เป็นที่ระลึกถึงนาง ‘บางทีพรุ่งนี้ท่านก็หาผู้อื่นมาแทนได้แล้ว ไม่เป็นไรข้าไม่โต้แย้งหรือร้องขอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ขอแค่อย่าลืมข้าไวเกินไปนัก’ นางไม่อยากร่ำลา จนปัญญาจะหาคำไหนมาพูดถูกกระทำเช่นสิ่งของ อยากจะยอมรับให้ได้ยังรู้สึกเต็มกลืน...  

มอบมุกหนี่วา
เปิดใช้ผีเสื้อ


แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ข่านแห่งไต้หวัน: จูเชว่ ชางหยู เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2019-1-5 15:06
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ข่านแห่งไต้หวัน: จูเชว่ ชางหยู เพิ่มขึ้น 15 โพสต์ 2019-1-5 15:05
คุณได้รับ +3 ความชั่ว +5 ความโหด โพสต์ 2018-12-14 22:52
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ข่านแห่งไต้หวัน: จูเชว่ ชางหยู เพิ่มขึ้น 35 โพสต์ 2018-12-14 22:52
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ข่านแห่งไต้หวัน: จูเชว่ ชางหยู เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2018-12-14 22:52

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -43 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -43 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน
รองเท้าตานชูฮว่า
รูปปั้นเทพีวีนัส
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x40
x6
x150
x1
x120
x720
x100
x90
x270
x120
โพสต์ 2019-1-5 14:30:36 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LingHao เมื่อ 2019-1-5 14:38


♦ เรื่องราว 3 ลำนำบุพเพต่างภพ ♦
ลำนำปักษาคลั่งแค้น
837
ถึงกับสร้างอนุเสาวรีย์

         “ข้าสมควรหาทางอื่นจัดฉากกลับไปที่จวนก่อนหากอยู่กับพวกท่านนานอาจผิดสังเกตได้ ต้าอวี่มาเถอะ” เซวียนหยวนอี้เฟยกล่าวเช่นนี้เมื่อพวกเขามาถึงฟัง บุรุษผมแดงพยักหน้าเรียบๆ ส่วนราชครูกล่าวชมว่าท่านเซวียนหยวนยังคงรอบคอบเช่นเคย

          “แล้ว...หลิงหลาน...ไม่ไปหรอ?” ชายสูงสิบศอกหันรีหันขวางคล้ายไม่อยากแยกจากพี่สาว ร้อนจนบุรุษผมทองตบหลังมืออีกฝ่ายเบาๆ เชิงว่าให้ตามมาโดยไม่กล่าวอะไร ‘ใช่ว่าข้าไม่อยากให้นางมาด้วย… ตอนนี้อยู่กับจ้าวเกาะยังไม่แน่ว่าจะปลอดภัย อยู่กับข้าก็เช่นกัน’

         เรือลำเล็กพาพวกเขาลัดเลาเข้ามาทางด้านหลังเกาะ ราชครูจวินกล่าวว่าที่หลบภัยลับยังคงพึ่งพาได้ แต่น่าเสียดายที่พวกกบฎเข้าถึงตำหนักเกาสฺยงก่อนตน ทั้งไทเฮาและท่านหญิงถูกคุมตัวเอาไว้เกรงเรื่องนี้ทำให้จ้าวเกาะเป็นกังวล จึงบอกต่อเมื่อพวกเขาขึ้นฝั่งแล้ว ‘เสด็จแม่เห็นอยู่เงียบๆ ในตำหนักแบบนั้นก็ใช่ว่าไร้คนสนับสนุน พวกนั้นไม่กล้าทำอะไรผลีผลามหรอก’ หลิงหลานฟังคำกล่าวนี้แล้วก็นึกสงสัยว่าเป็นเพราะเขามั่นใจในมารดาตัวเองมาก ประเมินอีกฝ่ายจิตใจสูงส่งไม่ทำร้ายสตรีไร้ทางสู้ หรือมิได้แยแสแต่แรกกันแน่นะ?

          คาดเดาไปแล้วไม่ได้คำตอบ คนตัวเล็กเก็บความคิดและวาจาออกเดินทางตามหลังเจ้านายไปเรื่อยๆ รู้สึกหนทางในป่าค่อนข้างมีบรรยากาศคุ้นเคย ไม่นานก็พบกลีบดอกไม้สีม่วงลอยมาตามธาร ‘จื่อเถิงหลัวนี่นา… ฟังว่านอกจากที่ตำหนักใหญ่แล้วก็มีที่เกาะกลางน้ำ รึว่า?’

          ที่หญิงสาวคาดการณ์นั้นไม่ผิดจวินชังอี้เดินนำมาครึ่งเค่อ ภาพที่ปรากฎเบื้องหน้าคือทิวทัศน์ของทะเลสาบอันงดงาม สถานที่เดียวกับที่ตนได้พบจ้าวเกาะจูเชว่ภายหลังถูกเปลี่ยนนามเรียกเสียใหม่ว่า ‘ทะเลสาบสุริยันจันทรา’ คงต้องยอมรับว่าทางเข้าเส้นทางลับถูกอำพรางไว้ด้วยกลีบบุปผานับหมื่นพัน ลับตาคนจริงๆ นั่นล่ะ

          ทว่าเมื่อมาถึงใจกลางเกาะหลิงหลานก็ต้องแปลกใจ ตำหนักกลางหายไปแล้วแต่มีรูปสลักศิลาขึ้นมาแทนโขดหิน เป็นสองบุคลคลหนึ่งชายหญิงฝ่ายสตรีกำลังคุกเข่าอย่างอ่อนน้อมท่าทีราวกับขอความเมตตา…(?) รึถึงขั้นขอความโปรดปรานจากบุรุษที่ยืนอยู่ “ท่านเจ้าคะ… ทำไมรูปปั้นนี่?”

           “มัวโอ้เอ้มองอะไรอยู่รีบตามมา!!” ชางหยูหยักรอยยิ้มเล็กน้อย รู้ว่านางคิดถามสิ่งใดด้วยว่าใบหน้าของรูปสลักทั้งสองตนสั่งเป็นพิเศษ ‘ต้องเหมือนที่สุด’ กับต้นแบบร่างภายในห้องลับใต้ตำหนักใหญ่ แทบไม่ต้องคิดเลยว่าเจ้าตัวเห็นเป็นต้องอุทานด้วยสีหน้าตื่นตะลึงนั่น--- อ่าทำเขาบันเทิงจริงๆ

           ภาพที่คนทั้งสองหยอกล้อกันดูแปลกตา จวินชังอี้แม้ใจยากจะยอมรับว่านางกลับมาแล้ว… กงล้อโชคชะตาหมุนเร็วขึ้นทุกที แต่สิ่งที่เขาทำไดกลับมีอยู่เล็กน้อยเท่านั้น ราชครูกำด้ามพัดอย่างครุ่นคิด ‘แต่ไหนแต่ไรลิขิตฟ้ายากจะคาดการณ์ได้ทั้งสิบส่วน ใช่ว่าข้าไม่อยากให้หนนี้ทำนายพลาด… อย่างน้อยนายท่านอาจหลีกหนีจากชะตาพิฆาตภรรยาสิ้นไร้ทายาท เฮ้อ!! แต่ก็แลกมาด้วยอายุสั้นนี่มันไม่คุ้มกัน!’

           พวกเขาหยุดอยู่ที่ต้นจื่อเถิงหลัวแสนธรรมดาต้นหนึ่ง เปรียบเสมือนซ่อนใบไม้ในป่ามือของราชครูเคลื่อนไปไปตาค่ายกล ขยับอย่างรวดเร็วช่องทางในลำต้นต้นไม้ก็เปิดออก หลิงหลานตื่นตะลึงไปแล้วที่แท้เปลือกไม้ด้านในไม่ทราบใช้กลวิธีใดจึงสามารถซ่อนประตูไว้ได้โดยที่ต้นจื่อเถิงหลัวยังสามารถผลิดอกเติบโตอยู่

           “นายท่าน… เชิญขอรับ”



แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +2 ความโหด โพสต์ 2019-1-5 15:05

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -22 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -22 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ผ้าคลุมฉางซีตี้เฟย
ปลอกแขนเฟย์อี๋
ตำราซิ่งอี้ว์
หมวกเกราะรามอนดา
ไป๋ชิงหงหม่า
หน้ากากอาร์มอร์
คัมภีร์สังคีต
แส้อิงจื่อม่าน