เจ้าของ: ไม่ระบุชื่อ

{ นอกเมืองว่านเฉิง } ป่าทิศใต้นอกเมือง

[คัดลอกลิงก์]

85

กระทู้

422

โพสต์

214748 หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147465524
ดีนาเรียส
336
ความหิว
2147483236
แต้มวาสนา
0
STR
0+0
INT
0+0
POL
0+0
Qi
0+0
CHA
0+0
โพสต์ 2017-10-5 15:15:47 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-17 23:54

PART CIII


     เวลาผ่านไปไวราวกับโกหกและอรุณรุ่งเช้าก็มาเยือนผาหงส์ฟ้าป่าว่านเฉิง...
     ท้องฟ้าสลัวเรืองสีอ่อนแม้ยังไม่เห็นตัวตะวัน ทั้งคาบูโตะและนักพรตเลี่ยงเหลียงเติมพลังด้วยนกแร้งมื้อสุดท้ายก่อนจะค่อยๆ ลำเลียงสัมภาระของตนเองที่ก็ไม่ได้มีมากมายนักออกมาที่เชะง่อนเขา สำหรับชุดเกราะของขุนศึกเล่ออี้ที่ทั้งคู่เอามายืมใช้ชั่วคราวน้ำได้ถูกวางอย่างเป็นระเบียบเคียงข้างกับหลุมศพนักรบโบราณที่พวกเขาช่วยกันฝังขึ้นมา
     คาบูโตะนำเอาเถาวัลย์ที่แกะมาจากตาข่ายดักนกแร้งมัดเองของเขาและเอวของนักพรตเลี่ยงเหลียงให้พอมีระยะห่างพอประมาณไม่ได้อึดอัดเกินไป เผื่อหากว่าใครคนใดคนหนึ่งกระโดดพลาดอีกคนอาจจะช่วยไว้ได้ทัน หรือไม่หากโชคไม่ดีก็ตกลงไปตายทั้งคู่ แต่นั่นคือสิ่งที่พวกเขาได้เลือกแล้ว ตายก็ตายพร้อมกัน อยู่ก็อยู่ด้วยกัน
     "พร้อมแล้วนะ?" คาบูโตะสูดหายใจเข้าลึกกักเอาไอเย็นของอากาศยามเข้าไปเพื่อรวบรวมสมาธิไม่ให้ความตื่นเต้นมาทำให้การพาตัวเองขึ้นเขาล้มเหลว และช่วยให้กระตุ้นปราณในตัวเข้าด้วยกัน
     "ขอรับ" นักพรตหนุ่มพยักหน้า เขาพร้อมเสียยิ่งกว่าพร้อม ในตอนนี้ทั้งอากาศและลมก็เป็นใจ ฟ้าฝนไม่เทลงมาดั่งเช่นทุกเช้าดังนั้นไม่มีอะไรจะดีและพร้อมไปกว่านี้อีกแล้ว
     "ถ้างั้นเริ่มกันเลย!" คาบูโตะยื่นแขนทั้งสองข้างไปด้านหน้ารวบรวมปราณเย็นไว้ที่ฝ่ามือจนเกิดไอเย็นสีขาวหมุนวนเข้าหากัน เขาหมุนข้อมือรวบรวมพลังลมปราณสร้างแท่นน้ำแข็งขนาดพอดีกับฝ่าเท้าขึ้นเพื่อเหยียบเป็นขั้นบันได เพราะว่าอากาศด้านนอกมีอุณภูมิที่สูงกว่าภายในถ้ำหินน้ำแข็งจึงละลายได้เร็วกว่า ดังนั้นเขาจึงต้องรีบลงมือ
     "ย่าห์!" เขารีบก้าวเท้าขึ้นไปเหยียบก้อนน้ำแข็งที่สร้างขึ้นมากอย่างรวดเร็วก้อนแล้วก้อนเล่า การวิ่งขึ้นไปพร้อมกับใช้ปราณเย็นสร้างแท่นน้ำแข็งไปพร้อมๆ กันนั้นต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก แต่ต้องยอมรับว่าหลังจากที่เขาตื่นขึ้นมาตัวเขานั้นใจเย็นขึ้นและมีสมาธิดีกว่าเมื่อก่อนมากนัก อาจด้วยผลของเคล็ดวิชาหรืออะไรก็ตามที่ทำให้เขาเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา
     เลี่ยงเหลียงรีบก้าวตามคาบูโตะขึ้นไปหากเขาก้าวผิดจังหวะน้ำแข็งที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าอาจจะละลายหายไปหมดและทำให้ตัวเขาดึงอีกฝ่ายที่อยู่ด้านบนให้ร่วงลงไปด้วยดังนั้นนักพรตจึงยิ่งเพิ่มความระมัดระวังขึ้นเป็นพิเศษ เขารวบรวมพลังปราณของตัวเองไว้ที่ขาและเท้าสำหรับทรงตัวและก้าวกระโดดขึ้นไปให้ทันน้ำแข็งที่กำลังละลาย
     เขาหงส์ฟ้านั้นทั้งสูงและชันแม้ว่าพวกเขาจะวิ่งไต่น้ำแข็งขึ้นมาได้สักระยะแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นยอดเขา ยิ่งมองลงไปข้างล่างยิ่งไม่รู้ใหญ่ว่าก้นของเขาอยู่อีกลึกหรือไม่เพราะถูกเมฆหมอกบดบัง แต่พวกเขาก็เลือกที่จะปีนขึ้นทางเดิมตามสัญชาติญาณของมนุษย์ที่ขอเชื่อในสิ่งที่ตนเองนั้นรู้ดีกว่าลองเสี่ยงกับอะไรก็ไม่รู้ที่รออยู่เบื้องล่าง
     ทั้งคู่ปีนได้ใกล้จะถึงยอดเขาแล้วแต่ทว่าน้ำแข็งที่คาบูโตะสร้างขึ้นกลับได้ก้อนเล็กและละลายเร็วขึ้นด้วยความที่พลังปราณเริ่มจะตกและยิ่งขึ้นไปสูงก็ยิ่งใกล้ชิดกับพระอาทิตย์มากยิ่งขึ้น น้ำแข็งจึงถูกแสงแดดแผดเผาจนละลายไวขึ้นนั่นเอง
     "ฮึ่ม!!" คาบูโตะกัดฟันกรอดอีกเพียงแค่หนึ่งช่วงตัวเท่านั้นก็จะขึ้นสู่ยอดเขาได้ แต่ตัวเขาเองก็รู้ได้ว่าพลังปราณเย็นของเขาใกล้จะหมดลงทุกทีๆ ชายหนุ่มจึงตัดสินใจย่อตัวลงที่ก้อนน้ำแข็งก้อนสุดท้ายที่เขาสร้างขึ้นแล้วออกแรงกระโดดไปที่หน้าผาชักกริชเล่ออี้ออกมาแทงเข้าไปที่ต้นไม้ที่ขึ้นใกล้ๆ นั้นอย่างรุนแรงเพื่อเป็นหลักค้ำยันให้ตัวเอง
    "!!!" น้ำแข็งใต้ฝ่าเท้าของเลี่ยงเหลียงละลายไปจนหมดทำให้เขาห้อยต่องแต่งคาเชือกที่มัดเอวของทั้งสองเข้าด้วยกันยิ่งดึงน้ำหนักถ่วงด้านบนจนมีดที่ปักอยู่กับต้นไม้ครูดลงมาเป็นทางยาวจนเกือบถึงราก
    "ส่งมือมานี่แล้วตัดเชือกซะ!!" คาบูโตะยื่นมือลงไปด้านล่างให้กับนักพรตหนุ่มแล้วตะโกนสั่ง
     "ขอรับ!" เลี่ยงเหลียงทำตามคำบอก ในตอนนี้ไม่มีอะไรที่ดีกว่าการเชื่อใจกัน เขายื่นมือไปจับมือของคาบูโตะไว้แล้วชักกระบี่ประจำกายตัดเถาวัลย์ออกในฉับเดียว
    "ฮึบ!! ย้ากกก!!" คาบูโตะออกแรงทั้งหมดที่มีเหวี่ยงตัวเลี่ยงเหลียงให้ลอยหวือขึ้นไปด้านบนแล้วตัวเองก็เกาะหน้าผาเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
     นักพรตที่ตอนนี้ถูกส่งตัวขึ้นมาด้านบนอย่างปลอดภัยรีบเข้าไปช่วยดึงตัวของคาบูโตะขึ้นมาบนหน้าผาอีกแรง และเมื่อพวกเขาทั้งสองรอดชีวิตกลับขึ้นมาด้านบนเขาได้อีกครั้งต่างก็หัวเราะด้วยความยินดีออกมา
     "ฮ่ะๆๆ รอดแล้วนะขอรับ"
    "ฮ่าๆๆๆ โอ๊ย เหนื่อยเป็นบ้า หัวใจข้าแทบวาย" คาบูโตะยกมือขึ้นทาบอกของตัวเองแล้วนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นหญ้าข้างหน้าผา ตอนนี้เขารู้สึกไร้เรี่ยวแรงเหมือนกับร่างกายเหลวเป็นน้ำ
    "พลังลมปราณของท่านน่าอ่อนลงมาก ข้าว่าหาที่เดินลมปราณใหม่ก่อนเถอะครับ" เลี่ยงเหลียงลุกขึ้นแล้วดึงมือที่เย็นเฉียบของคาบูโตะขึ้นมาแล้วลากแขนเขาไปนั่งพิงโขดหินใต้ร่มไม้
    "อืม ก็ดีเหมือนกัน" คาบูโตะที่ถูกพามานั่งใต้ร่มไม้เย็นสบายแม้จะไม่ได้หนาวเย็นเหมาะสำหรับการเดินลมปราณธาตุหยินเท่าไรแต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยและให้ธาตุร้อนแทรกซึมจนทำให้ตัวเองแตกสลายไป เขาสูดหายใจเอาความเย็นตามธรรมชาติเข้าสู่ร่างกายแล้วเดินลมปราณหยินด้วยตัวเองทันที...


@Admin

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 +25 ความหิว -78 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -78 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

422

โพสต์

214748 หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147465524
ดีนาเรียส
336
ความหิว
2147483236
แต้มวาสนา
0
STR
0+0
INT
0+0
POL
0+0
Qi
0+0
CHA
0+0
โพสต์ 2017-10-31 01:28:28 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-31 01:29

PART CLXXXIV

     ผาหงส์ฟ้าอันแสนคิดถึง...
     นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้มาที่นี่ ที่คิดถึงเพราะผูกพัน เทียนเหมินที่ตอนนั้นยังใช้ชื่อว่าคาบูโตะได้อาศัยอยู่ ณ ถ้ำแห่งนี้เป็นเวลาร่วมเดือนกว่าจะได้ออกไป แต่หากคิดถึงแค่ไหนคงไม่คิดจะมาอาศัยอยู่ประจำ นอกจากว่าจะปลงชีวิตขนาดหนักจนอยากปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตในป่าในเขาเพียงผู้เดียว ซึ่งคงยังไม่ใช่ในเร็ววันเพราะชายหนุ่มยังมีภารกิจในมือที่ต้องสะสาง
     ทั้งเรื่องการตามหาซูปี้ หาเงินต่อเรื่อ เรื่องกองคาราวานที่ไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เรื่องที่ฮ่องเต้มอบหมาย และสุดท้ายคือเรื่องที่เกี่ยวกับฝันว่าเขาเป็นชาวยามาโตะที่ข้ามเวลามาในยุคนี้ แม้ว่าจะเหลือเชื่อที่ตัวเขาข้ามกาลเวลามา แต่หากเป็นจริงแล้วเขาไม่กลับไปทำตามที่โชคชะตาวางเอาไว้ ตัวเขาในปัจจุบันอาจจะสูญสลายไปราวกับว่าไม่เคยมีอยู่บนโลกใบนี้
     ยังไม่รวมที่ต้องพาอาเค่อไปส่งให้ประมุขพรรคกระยาจกอีกด้วย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรชายคนนั้นจึงจะมารับตัวเด็กหนุ่มคนนี้เสียที ก่อนออกจากซานตงพวกเขาได้ไปแจ้งเรื่องที่อยู่ของอาเค่อเรียบร้อยแล้ว แต่ดันลืมเรื่องที่อยากให้ช่วยจับตาดูยวนซูซะได้ และกว่าจะนึกขึ้นได้ก็ขึ้นมาถึงผาหงส์ฟ้าแห่งนี้ซะแล้ว...
     ว่านเฉิงไม่มีที่ให้แขกพำนักพักพิงเพราะตัวเมืองยังอยู่ระหว่างซ่อมบำรุง พวกเขาทั้งสามรวมทั้งม้าและสุนัขอีกหนึ่งตัวจึงได้ติดตามขึ้นมาบนนี้อีกด้วย เทียนเหมินให้อาเค่อกับถิงเอ๋อห์รออยู่ด้านบนโดยที่ตนเองนั้นหย่อนเชือกที่หามาได้ยาวที่สุดนำต่อกันจนยาวกว่าเดิมผูกติดกับต้นไม้ จากนั้นชายหนุ่มจึงค่อยๆ หย่อนตัวลงที่ชะง่อนหน้าผานั้นช้าๆ แล้วแทรกตัวเข้าไปในรูที่เปิดไว้

     สภาพที่อยู่ยังคงเดิม อากาศภายในหนาวเย็นกว่าภายนอกราวกับอยู่ในฤดูหนาว ร่องรอยของกระดูกสัตว์ที่เขาล่ามาเพื่อประทังชีพยังคงอยู่ เทียนเหมินเดินไปที่กองดินพูนๆ ก่อนจะยกมือพนมไหว้หลุมศพที่มีหินเรียงเป็นตัวอักษรว่า 'เล่ออี้'
     "อาจารย์ วันนี้ข้าพาเพื่อนมาอยู่ด้วย" เทียนเหมินพูดกับหลุมศพ หากใครมาเห็นคนคิดว่าเขาบ้า อาจจะบ้าจริงๆ เพราะคนบ้าอะไรร่างกายถูกแทงถูกซ้อมจนบอบช้ำแค่ไหน เพียงแค่ทายาและซดน้ำแกงร้อนๆ เขาก็กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม อาจจะมีเพียงแค่ปวดๆ ขัดๆ นิดหน่อย
     ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋านำห่อผ้าสีอ่อนที่ทำจากชุดของตรีโบราณออกมา ในนั้นมีโครงกระดูกของซู่เฟยเหยาใส่ไว้ครบทุกชิ้น นำมาวางไว้รอก่อนที่จะลงมือขุดหลุมเคียงข้างกับหลุมศพของเล่ออี้โดยลำพัง และเมื่อได้หลุมขนาดพอดีแล้วเขาก็นำห่อผ้าโครงกระดูกของซู่เฟยเหยามาฝังเคียงคู่ก่อนกลบดินทับ แล้วนำหินพยายามเอามาเรียงเป็นคำว่า 'ซู่เฟยเหยา' ติดแค่ว่าตัวอักษรนั้นเหยเกไม่สวยงามแบบที่เลี่ยงเหลียงเคยทำไว้
     "เสร็จ!" ชายหนุ่มพรูหายใจออกมาก่อนที่จะนำสุราชั้นดีที่เถ้าแก่โรงเตี๊ยมแถมมาให้พร้อมกับฟักทองในโอกาสฉลองเปิดโรงเตี๊ยมครบสิบปี ชายหนุ่มเปิดฝาโถออกกลิ่นหอมๆ ของสมุนไพรหมักก็โชยออกมา เขานำมันมาราดบนพื้นดินตรงหน้าหลุมศพทั้งสองนั้นตามประเพณี ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วนั่งขัดสมาธิลงเบื้องหน้า
    "ข้าไปเจอกับลูกหลานของพวกท่านมา แต่ว่าเขาเป็นคนไม่ดี ถ้าข้าจะเอาเรื่องเขาพวกท่านทั้งสองจะว่าอะไรไหม?" เทียนเหมินเอ่ยถามหลุมศพทั้งสอง และแน่นอนว่าเงียบ ไม่มีเสียงใดๆ ตอบรับกลับมา...
     "เฮ้อ... เอาเถอะ ข้าฝึกวิชาดีกว่า..." เขาถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกลำบากใจ ลองคิดว่าหากตัวเขาเห็นลูกหลานทำชั่วจะลงโทษหรือช่วยปกปิด ไม่ว่าจะอย่างไหนก็น่าลำบากใจด้วยกันทั้งนั้น ในตอนนี้เขาจึงเลือกที่จะฝึกกำลังภายในต่อดีกว่า เรื่องนี้เขาได้บอกถิงเอ๋อห์กับอาเค่อไว้แล้วว่านานให้ก่อกองไฟทำอาหารรอกันไปก่อนเลย
     ชายหนุ่มหลับตาทำสมาธิเดินลมปราณหยินกำหนดให้ความเย็นอยู่ที่ปลายจมูก 'หายใจเข้าออกผ่อนคลาย ตั้งจิตให้เตรียมพร้อม ใจนิ่ง ดังน้ำแข็ง แม้ฟ้าถล่ม ก็ไม่หวั่น ดวงจิต ไร้พัวพัน สุขกายสบายใจ' จากนั้นจึงเดินปราณเย็นไปทั่วร่าง ยิ่งได้มาฝึกในแหล่งต้นกำเนิดยิ่งดูเหมือนว่าลมปราณของเขายิ่งโคจรดีขึ้น ห้องลับใต้ชะง่อนหน้าผาจากเดิมที่เย็นอยู่แล้วยิ่งเย็นมากขึ้นจนน้ำค้างเริ่มแข็งตัว เขาฝึกเคล็ดวิชาประจำกายไปนานเท่าไรแล้วไม่รู้ จากนั้นจึงหันมาฝึกวิชาตัวเบาต่อไป
     จิตที่แน่วแน่โคจรลมปราณเวียนขวาผ่านท้องน้อยเคลื่อนคล้อยสู่ทวาร สลับกับโคจรลมปราณเวียนขวาผ่านท้องน้อย ชายหนุ่มรู้สึกถึงก้อนพลังงานในร่างกายไหลเวียนตามจุดที่กำหนด แม้จะชวนให้ปวดท้องน้อยๆ แต่ก็ดีกว่าวันแรกๆ มาก ตอนนี้เขาฝึกวิชาตัวเบามาได้ครึ่งทางแล้ว ยังเหลืออีกสี่วันที่ต้องฝึกโคจรลมปราณกว่าที่เขาจะสำเร็จวิชาและได้วิชาตัวเบาพื้นฐาน
     เขาดันลมปราณไปเรื่อยๆ จนท้องเริ่มจะชินหวังว่าวันนี้จะไม่ต้องถ่ายหนักดี มันคงจะดีถ้าไม่ต้องขับถ่ายต่อหน้าหลุมศพของอาจารย์และน้องสาวฮูหยินของอาจารย์ เขาจึงพยายามอดกลั้นเอาไว้ แต่การฝึกวิชาในวันนี้เขาเพียงแค่ปวดท้องตุุ่ยๆ เท่านั้น ไม่แน่ว่าเล่ออี้อาจจะช่วยดลบันดาลให้อาการปวดท้องทุเลาลง หรือไม่ก็คือเขาเดินลมปราณที่ช่องท้องจนชำนาญแล้วนั่นเอง
     และเมื่อเสร็จกิจทุกอย่างแล้วเทียนเหมินก็ปีนเชือกกลับไปสู่ด้านบนของหน้าผา บนนั้นมีอาเค่อและถิงเอ๋อห์รออยู่และดูเหมือนว่าเด็กทั้งสองจะรอนานจนงีบหลับไป ชายหนุ่มชั่งใจว่าจะตั้งค่ายนอนหลับตรงนี้ดีหรือไม่เพราะเป็นที่ตั้งเก่าของศัตรู เพื่อความปลอดภัยเทียนเหมินจึงปลุกเด็กทั้งสองให้ตื่นขึ้นแล้วค่อยไปพักแรมที่ค่ายผู้อพยพ อย่างน้อยอยู่ใกล้กับทหารก็อุ่นใจมากกว่า



แสดงความคิดเห็น

ซูเทียนเหมิน ฝึกวิชาตัวเบาวันที่ 6  โพสต์ 2017-10-31 01:29

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 +100 ความหิว -11 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 100 -11 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999
โพสต์ 2018-2-17 09:39:49 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย xiwen เมื่อ 2018-2-17 16:00

ถูกจับตัว { จบ }




     เมื่อซีเหวินลืมตาขึ้นมาก็พบกับต้นไม้ ใบไม้เขียวชะอุ่ม และเสียงนกหลากหลายสายพันธุ์  พวกมันร้องอย่างมีความสุขแตกต่างกับนางโดยสิ้นเชิง  นางในตอนนี้แขนทั้งสองข้างถูกมัดด้วยเชือก และ ปากของนางก็โดนผ้าปิด  ด้านหลังนางมีชายชุดดำนั่งอยู่บนม้าตัวเดียวกัน  

     นางหันหลังกลับไปมองใบหน้าของชายชุดดำที่นั่งอยู่ด้านหลัง  ใบหน้าที่ทำให้เกิดความสงสัย ใบหน้าของคนที่นางเคยไว้ใจ  ใบหน้าของหูเซียนสี่ที่พึ่งสังเกตเห็นว่านางมองมายังตน

     " เจ้าตื่นแล้วเหรอ  ซีเหวิน "   หูเซียนสี่ที่สองมือจับเชือกบังคับม้าให้มุ่งไปด้านหน้าพูดกับซีเหวินที่พึ่งฟื้นขึ้นมา   เขาดูไม่หยี่ระกับน้ำตาที่ไหลออกมาบนใบหน้าของซีเหวินเลยแม้แต่น้อย  หนำซ้ำยังไม่คิดจะตอบ หรือบอกนางว่าเกิดอะไรขึ้น

     ซีเหวินร้องไห้ออกมาด้วย ความโกรธ ความสงสัย และ ความเศร้า  เพราะนางไม่เคยคิดจริงๆว่าคนที่นางไว้ใจ จะทำกับนางได้ถึงเช่นนี้   นางร้องไห้ไปดิ้นไปพยายามจะหยุดม้าของนาง   นางใช้เท้าของตนที่เป็นอิสระตนเตะเบาๆที่ข้างลำตัวซงเฉียง  เพียงเท่านั้นซงเฉียงที่ถูกฝึกมาก็หยุดการเคลื่อนไหว        มันค่อยๆวิ่งช้าลง  ไม่นานนักมันก็เดิน  และสุดท้ายมันก็หยุดเดินในที่สุด

    " ไอ้ม้าบ้า ขยับสิเว้ย "    หูเซียนสี่ที่ไม่ได้สังเกตุเห็นการกระทำของซีเหวินนั้นรู้สึกเคืองกับซงเฉียงอย่างมาก  เขาเอาเชือกที่เหลือจากการมัดตัวซีเหวินออกมาจากกระเป๋าเสื้อข้างลำตัว  แล้วใช้เชือกเส้นนั้นหวดซงเฉียงอย่างไม่ยั้งมือ   ซีเหวินเมื่อเห็นหูเซียนสี่หวดม้าของตนก็โกรธมาก  นางเอาหลังกระแทกกหูเซียนสี่หมายจะให้หูเซียนสี่ที่นั่งด้านหลังนางตกม้าไป   แต่ไม่ทันที่หูเซียนสี่จะได้ตกม้าเพราะแรงกระแทกจากซีเหวิน  ซงเฉียงที่โดนเฆี่ยนหลายทีมันใช้ขาหลังสองข้างถีบพื้นให้หลังตนลอยสูงจนซีเหวินและ หูเซียนหล่นลงพื้น  จากนั้นมันก็วิ่งหนีเข้าไปในป่า

     หูเซียนสี่ที่ตกจากม้าก่อนซีเหวิน  โดนร่างซีเหวินที่พึ่งตกตามมากระแทกเต็มๆแรงทำให้เขาไม่สามารถขยับไปไหนได้สักพัก   ตอนนั้นเองซีเหวินที่ตกลงมาอยู่บนร่างหูเซียนสี่รีบลุก และวิ่งไปทางเดียวกับที่ม้าของตนวิ่งไป   

     "ไร้ประโยชน์น่า  ถ้าเจ้าหนีข้าจะตามไปฆ่าม้าเจ้า "  หูเซียนสี่ตะโกนตามหลังซีเหวินที่วิ่งเข้าไปในป่า   เขาค่อยๆพยุงตัวขึ้นจากพื้น และใช้วิชาตัวเบาลอยตามนางไปอย่างรวดเร็ว    เวลานั้นซีเหวินที่รู้ว่าหูเซียนสี่คงจะใช้วิชาตัวเบาตามตนเองมานั้น  นางวิ่งไปยังบริเวณที่มีพุ่มหญ้าขนาดใหญ่สูงเท่าตัวคน แล้วหมอบลงอย่างรวดเร็ว    ' ศิษย์พี่คงคิดว่าข้าวิ่งไปทางนั้น เพราะงั้นหากข้าอยู่ตรงนี้คงจะปลอดภัยไปสักพัก '   ตาสองข้างของนางจับมองไปบนอากาศ รอการลอยผ่านไปของหูเซียนสี่     

      สักพักหนึ่งมีเสียงควบม้าเข้ามาใกล้บริเวณที่ซีเหวินซ่อนตัวอยู่      ' ม้า ?  ซงเฉียง ? '  ซีเหวินที่ได้ยินเสียงม้าคิดเป็นตุเป็นตะคิดว่าหากม้าของนางเจอหูเซียนสี่คงไม่รอด และหากมันมาเจอนางแล้วหูเซียนสี่มาเจอก็คนไม่รอดทั้งคู่   แต่ทว่าภาพที่ปรากฎเบื้องหน้านางคือผู้ชายรูปงามใบหน้าคม คิ้วเข้ม ในชุดขุนศึก   ' ถ้าผู้ชายที่กำลังขี่ม้ามาทางด้านโน้นเป็นขุนศึกละก็ ข้าต้องรอดแน่ๆ '   ซีเหวินที่คิดได้รีบลุกขึ้นแล้วกำลังจะออกจากโพรงหญ้านี้เพื่อวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากบุรุษผู้นั้น

     " ข้าเกือบจะบินไปทางโน้นแล้วถ้าเจ้าไม่ลุกมาเสียก่อน "  หูเซียนสี่ที่มาจากด้านหลังดึงผมของนางเอาไว้ และใช้มืออีกข้างสะกดจุด ก่อนจะกดตัวนางให้หมอบลง จากนั้นจึงเดินออกไปนอกโพรงหญ้าขนาดใหญ่ปล่อยให้ซีเหวินที่ขยับตัวไม่ได้อยู่ในพุ่มหญ้ามองความหวังที่กำลังจะหายไป  ในจังหวะที่หูเซียนสี่ออกจากพุ่มหญ้าขนาดใหญ่นั่นเอง  บุรุษในชุดขุนศึกก็เดินทางมาถึงบริเวณใกล้ๆ และ เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นหูเซียนสี่ก็ขับม้าเข้ามาใกล้ๆ   

     " ท่านพอจะรู้ทางไปปาสู่หรือไม่  "  หลินเจี๋ยเฟยที่กำลังหลงทางเข้ามาถามทางหูเซียนสี่  ดูเหมือนว่าหลินเจี๋ยเฟยจะไม่เห็นร่างซีเหวินที่นอนขอความช่วยเหลืออยู่ในพุ่มหญ้าขนาดใหญ่    " ไปเฉิงตูเหรอขอรับไปทางด้านนู้น  " หูเซียนสี่ชี้นิ้วไปยังด้านที่ตนขี่ม้ามา

    " ขอบคุณท่านมากนะ ข้าหลงทางมานานละ " เจี๋ยเฟยกล่าวขอบคุณ แต่เจี๋ยเฟยที่หมดธุระแล้วกลับไม่ยอมไปยังทางที่หูเซียนสี่บอกแต่กลับหยุดนิ่ง และหันหน้าไปมองพุ่มไม้ใหญ่ที่ซีเหวินนอนไม่เป็นท่าอยู่   ' ในพุ่มไม้ใหญ่นั่นมีจิตสังหารรุนแรงมากทำไมกันนะ ? '   

     " ท่านไม่รีบไปเหรอขอรับ เมืองปาสู่ยังอยู่อีกไกลนะขอรับ "   หูเซียนสี่เมื่อเห็นเจี๋ยเฟยทำท่าแปลกๆไป ก็เอามือข้างขวาชักมีดสั้นออกมาจากด้านหลังตน และเตรียมรอปลิดชีพเจี๋ยเฟย      ทางด้านเจี๋ยเฟยที่กำลังสงสัยว่าในพุ่มไม้ใหญ่มีอะไรนั้นก็ค่อยๆลงจากม้าและทำท่าจะไปทางพุ่มไม้  " พอดีข้าว่าในพุ่มไม้นั่นน่าจะมีคนอยู่น่ะ "   เมื่อเจี๋ยเฟยพูดจบ หูเซียนสี่ที่เห็นท่าว่าไม่ได้การเสียแล้วก็แทงมีดสั้นออกไปที่หลังของเจี๋ยเฟย  แต่เจี๋ยเฟยหลบได้ตามสัญชาติญาณ

     " นี่เจ้าจะทำอะไรข้าน่ะ " เจี๋ยเฟยเองแปลกใจกับท่าทีที่มีพิรุธของหูเซียนสี่ และการที่หูเซียนสี่หมายจะทำร้ายตนเป็นอย่างมาก  เขารีบชักดาบยาวที่อยู่ข้างตัวออกมาป้องกันการโจมตีของหูเซียนสี่  และแล้วการต่อสู้ก็เริ่มขึ้นทั้งสองฟันกันไปมายังไม่มีฝ่ายไหนมีวี่แววจะชนะ  แต่ว่าหูเซียนสี่ที่รับโต้กลับจากเจี๋ยเฟยรับรู้ได้ว่าเจี๋ยเฟยนั้นมีฝีมือดาบที่เหนือกว่าตนหลายขุม จึงใช้วิชาตัวเบาเร่งความเร็ว และฟันเจี๋ยเฟยอย่างต่อเนื่อง   ส่วนด้านเจี่ยเฟยเมื่อเห็นหูเซียนสี่ใช้วิชาตัวเบาตนก็ใช้ตาม แต่ยังไม่ลงมือทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บเนื่องจากรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ต้องเปลืองแรง และยังไม่เข้าใจสาเหตุที่อีกฝ่ายเปิดฉากโจมตี

  ในขณะนั้นซีเหวินที่ถูกสกัดจุดได้แต่มองทั้งสองคนสู้กันอยู่ห่างๆ  

     " ท่านนักรบ  ข้าขออภัย  ข้าเพียงแต่อยากจะลองประดาบกับท่าน "  หูเซียนสี่เมื่อเห็นท่าว่าจะไม่ดีจึงหยุดการปะทะดาบ แล้วชี้นิ้วดึงความสนใจไปที่พุ่มหญ้าใหญ่ที่ซีเหวินนอนอยู่  " จริงๆแล้วข้าเป็นผู้พิทักษ์เสือดำขอรับ  ในกอหญ้านั้นมีเสือดำนอนอยู่ "  

     เจี๋ยเฟยแม้ไม่ค่อยเชื่อในคำพูดของหูเซียนสี่เท่าใดนักแต่ก็ลดดาบลง และเดินไปทางพุ่มหญ้าที่ตนรู้สึกสงสัยตั้งแต่ตอนแรกโดยมองกอหญ้าและด้านหลังสับกันเป็นระยะๆ   แต่เมื่อเจี๋ยเฟยเห็นซีเหวินที่นอนในพุ่มหญ้าก็ตกใจรีบหันหลังกลับไปหมายจะโจมตีหูเซียนสี่  แต่บริเวณนั้นกลับไม่มีใครอยู่อีกแล้ว

     " นี่เจ้าเป็นอะไรไหม "  เจี๋ยเฟยแก้มัด และคลายจุดให้ซีเหวินจนซีเหวินสามารถกลับมาขยับตัวและพูดได้ตามปกติ   ซีเหวินมองบุรุษตรงหน้าด้วยท่าทีระแวงเล็กน้อย  "ขอบคุณมากที่ท่านช่วยข้านะเจ้าคะ"   นางลุกขึ้น และสะบัดข้อมือเบาๆก่อนจะผิวปากหลายต่อหลายที     

      กุบ กับ กุบ กับ  ซงเฉียงที่ได้ยินเสียงเรียกของเจ้านาย มันรีบวิ่งมายังทางนาง   

     " ม้าเจ้านี่แสนรู้ดีนะ  ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงโดนผู้ชายคนนั้นจับมาเรอะ "

     ซีเหวินที่ได้ยินคำถามของซีเหวินก็ปล่อยโฮออกมาก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับโรงฝึกนางรำเข่ออ้าย และสามพี่น้องตระกูลหลินให้ฟัง ก่อนจะขอร้องเจี๋ยเฟย   

      " ผู้ชายคนเมื่อกี้คือศิษย์พี่ข้าเองเจ้าคะ อาจารย์หลี่ข้าที่เคยอยู่กับศิษย์พี่ก็ไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีเข่นไร แต่ตัวข้าในตอนนี้นะไม่มีพลังที่จะไปสู้กับศัตรู หรือ ช่วยคนที่ข้ารักได้  เมื่อก่อนท่านปู่เคยสอนวิชาการต่อสู้ให้ข้าก็จริง  แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าชาวยุทธ์มันก็เสมือนดาบอันซึ่งไร้ซึ่งคมดาบ  แม้กระทั่งปกป้องตัวเองข้าก็ยังทำไม่ได้     ท่านนักรบ ท่านได้โปรดให้ข้านำทางไปส่งท่านเถอะนะเจ้าค่ะ  หากท่านทิ้งข้าไว้ข้าคงไม่ปลอดภัยเป็นแน่แท้"      

      ซีเหวินร้องไห้ออกมาไม่หยุด นางไม่คิดเลยว่าตนจะอ่อนแอได้ถึงเพียงนี้

      เจี๋ยเฟยได้ตอบนับคำขอร้องขอนางด้วยความสงสาร

      ทั้งคู่ขี่ม้าไปยังจุดที่ซงเฉียงอาละวาดแล้วง้าวของซีเหวินตกก่อนจะออกเดินทางต่อไป


@Admin












คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +35 ดีนาเรียส +1500 +88 ความหิว -24 แต้มวาสนา +8 ย่อ เหตุผล
Admin + 35 + 1500 + 88 -24 + 8

ดูบันทึกคะแนน

.....
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x10
x50
x30
x1
x1
x115
x21
x111
x22
x14
โพสต์ 2018-8-26 19:26:17 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Hazan เมื่อ 2018-8-26 19:42

บุญคุณ-ความแค้น

     ภายหลังจากที่ช่วยชีวิตเด็กสาวจากการเกือบถูกรถม้าพุ่งชนแล้ว  หลี่เซี้ยนเจ่อจึงได้ออกเดินมาต่อหลังจากนั้นอีกสามวัน  ด้วยอยากจะพักผ่อนอีกสักเล็กน้อย  แล้วจึงได้ออกเดินทางต่อ  เขาต้องเดินทางอย่างไม่มีพาหนะจากแดนใต้สู่เมืองหลวง  หลี่เซี้ยนเจ่อยามที่ไม่ได้เป็นขุนนางเหมือนกับมาเป็นตัวเองในอดีตอีกครั้ง  การที่ได้หลุดออกจากวงราชการชั่วคราวทำให้สมองและจิตใจแจ่มใสขึ้นมาก

     เขาใช้เวลาเดินทางจากเจียงเซี่ยมาว่านเฉิงเพียงสองวันเท่านั้น  โดยเขาได้ทำการเช่ารถม้าให้พามาส่งยังในเมืองว่านเฉิง  หลี่เซี้ยนเจ่อตะเวนเดินเที่ยวชมสิ่งของที่ย่านการค้าทุกครั้งแวะพัก  ความเจริญและความเป็นอยู่ของที่นี่ไม่แพ้ที่เจียงแซี่ยหรือฉางอันเลย  ถ้าจะบอกว่าแหล่งรวมคหบดีเขาก็คิดว่าไม่ผิดจากที่เห็นด้วยสายตา  เขาเดินผ่านบ้านบางหลังที่ตกแต่งอย่างหรูหราก็มีไม่น้อย  พวกคุณหนู  คุณชาย  เดินกันให้เต็มย่านการค้า  เมื่อหลี่เซี้ยนเจ่อเที่ยวจนจุใจแล้ว  เขาก็เดินผ่านประตูเมืองว่านเฉิงออกมา  โดยใช้เส้นทางลัดเลาะในป่า  หลี่เซี้ยนเจ่อเดินทางมาเรื่อยๆ แล้วจู่ๆก็ได้ยินเสียงคนทักชื่อเขา


        “   ” @YutaIzumi
        “ข้ากำลังนึกอยู่เลยว่าใคร ที่แท้ก็ยูตะผู้ที่เคยไปหาข้านี่เอง”
หลี่เซี้ยนเจ่อมองสหายเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี
        “สวัสดี นี่นายมีลูกสาวแล้วเหรอเนี่ย”
เขาหันมามองยูตะด้วยความแปลกใจ แล้วอดนึกถึงตัวเองไม่ได้ว่าจนป่านนี้แล้ว ยังหาฮูหยินไม่ได้เลยซักคน

        “....."@YutaIzumi

        “อ้อ....พอดีข้ากำลังจะเดินทางกลับฉางอัน ไปเยี่ยมมารดาที่เพิ่งหายป่วยน่ะ” หลี่ยืนลูบเคราแล้วหัวเราะ “แล้วเจ้ากำลังจะเดินทางไปกันหรือ”

        “   ” @YutaIzumi
   “ในที่สุดสหายของข้าก็มีหลักมีฐานแล้ว” หลี่เซี้ยนเจ่อมองสหายที่กำลังจะมีครอบครัวเป็นของตัวเอง  ในขณะที่ตัวเองยังมืดมนหนทางกับเรื่องนี้ “ข้าเองก็โชคดีที่จะได้มีเพื่อนสนทนาระหว่างเดินทางกลับฉางอัน”
หลี่เซี้ยนเจ่อหันมามองลูกสาวของสหายเก่าที่น่ารักน่าชัง

        “.....” @YutaIzumi
        หลี่เซี้ยนเจ่อผู้ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับเด็กเล็ก เมื่อเห็นว่าลูกสาวของสหายเก่ามีท่าทีหวาดกลัว เลยต้องยอมถอยห่างออกมาเล็กน้อย
        “ข้าก็ยังเป็นขุนนางชลประทานเหมือนเดิมนั้นแหละ เริ่มอยากจะซื้อบ้านอยู่ที่เจียงหนานแล้ว แต่ดูเจ้าจะผ่านประสบการณ์มาไม่น้อยเลย” หลี่เซี้ยนเจ่อมองดูสหายที่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าตนเอง ส่วนตัวเองเหมือนจะแก่ขึ้นมากกว่าเดิม

        “....” @YutaIzumi
        เขายืนใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถึงวันเวลาที่ผันผ่านมา ถึงได้มีคำที่กล่าวว่า จากกันสามวันต้องดูกันใหม่  สหายของตัวเองที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปีก็มีลูกแล้ว “จำได้ว่าเป็นช่วงจัดงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ แล้วข้าก็ได้พบไป๋หลานที่ปรากฏตัวด้านหน้าจวน พร้อมกับเจ้า” หลี่เซี้ยนเจ่อยิ้มไม่เชิงยิ้มออกมา

  “.....” @YutaIzumi

        ขณะนั้นเองพวกเขาเริ่มออกเดินทางต่อ หลังจากที่หยุดคุยกันมาสมควร  ในใจเริ่มคิดแล้วว่ากว่าจะเดินทางถึงบ้าน ยังจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวอะไรอีกบ้าง ป่านนี้เขาคิดว่าท่านแม่คงกลับมาแข็งแรงตามปรกติแล้ว  มีเหม่ยหลินคอยดูแลแบบนั้น จึงไม่ได้ห่วงหรือกังวลมากเป็นพิเศษ
        “ไป๋หลานน่ะเหรอ?....ข้าย่อมรู้จักกับนางดี นางเป็นชาวโหรวหราน ที่บังเอิญข้าเคยช่วยชีวิตที่หน้าผา” หลี่เซี้ยนเจ่อก้มมองลงพื้น ขณะที่กำลังเดินไปด้วยกัน “แล้วนางไม่ได้เล่าอะไรให้เจ้าฟังบ้างเลยเหรอ?” หันหน้ามามองยูตะ

        “.......” @YutaIzumi
        “ไป๋หลาน….คงจะเป็นชื่อที่ชั่วชีวิตของข้าต้องจำไปตลอดชีวิต” หลี่เซี้ยนเจ่อเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า “หากจะมีเรื่องอะไรแล้ว มันคงจะเป็นอดีตและเรื่องราว ที่ทั้งข้าและนางอยากจะให้มันหายไปพร้อมกับตัวเอง” แล้วไม่นานกลุ่มเดินทางของเขาบังเอิญเดินผ่านกลุ่มของชายสามคนที่มีหน้าตาไม่เป็นมิตรกับผู้ใดเลย

        “...............” @YutaIzumi

“.....” @YutaIzumi
หลี่เซี้ยนเจ่อกระชับทวนตัวเองที่ถืออยู่ในมือ พลางมองกลุ่มด้วยความระวังตัว ระหว่างทางที่กำลังเดินผ่านกลุ่มชายสามคนผู้ไม่เป็นมิตร หูของตัวเองดันได้ยินเรื่องที่ผิดศีลธรรมเข้าพอดี “ยูตะ ข้ามีความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หยุดฟังสักหน่อยก็ดี” หันไปมองหน้ายูตะอย่างขอความเห็น

“….” @YutaIzumi
        “เจ้าคือคนที่พานางสาวนอกด่านนั่นไปใช่ไหม” ชายคนหน้าบากทักคนผ่านทางขึ้น เขาจำใบหน้าหนุ่มที่ขัดขวางความสำราญของพวกตนได้ดีไม่มีวันลืม ได้แต่ฝึกตนเพื่อรอวันแก้แค้น

         “…. ” @YutaIzumi

        ชายหน้าบากก่อนยกมือขึ้นที่มีรอยหนามจากกระบองอีกฝ่ายทิ่มแทง “ใบหน้าคนที่สร้างรอยแผลนี้ให้ข้า ข้าจำไม่เคยลืม ข้าให้เจ้ามีทางเลือก เจ้าขโมยสาวไปจากข้า ดังนั้นมอบเด็กนั่นให้ข้าแล้วพวกข้าจะปล่อยเจ้าสองคนให้ผ่านไปแบบเป็นๆ”

“...........” @YutaIzumi

        “เจ้าหนุ่มนั่น ถ้าเจ้าช่วยข้าจัดการเจ้านอกด่านคนนี้ ข้าจะมอบเงินล้ำค่าให้เจ้ามากพอที่เจ้าจะสบายทั้งชีวิต” ชายหน้าบากหัวหน้ากล่าวยื่นข้อเสนอให้สหายข้างๆ ไอนอกด่านหน้าตาอัปลักษณ์ผมแซมแดงเหมือนเลือดราดหัว

หลี่เซี้ยนเจ่อที่กำลังยืนฟังอยู่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว ยิ่งได้ยินชายหน้าบากยื่นข้อเสนอมาที่ตน เขายิ่งไม่อยากรับน้ำใจนี้ซักเท่าไหร่ “หนุ่มนอกด่านที่เจ้ากล่าวถึงคือสหายของข้าเอง แล้วข้าไม่อยากจะรับน้ำใจจากเจ้ามากเท่าไหร่” มองชายหน้าบากอย่างเอาเรื่อง

        “ดูเหมือนพวกเจ้าไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้สินะ” เขาพูดก่อนดีดนิ้ว มีคนของมันออกมาจากหลังต้นไม้และเกวียนที่จอดอยู่รวมทั้งสามคนมีราวสิบคน “คิดใหม่ได้นะ ส่งเด็กสาวชดเชยสาวที่เจ้าขโมยไปจากข้า ให้ข้าเดาไม่ผิดเด็กนั่นคงเป็นลูกสาวของเจ้ากับสาวที่เจ้าขโมยไปจากข้าสินะ”

“ยูตะ ข้าว่าอย่าเจรจาให้มากความอีกเลย ส่วนลูกสาวของเจ้าข้าจะปกป้องเอง” เขาหันมามองยูตะพลางมองสถานการณ์ตรงหน้าที่เริ่มเปลี่ี่ยนไป

        “....” @YutaIzumi

        หลี่เซี้ยนเจ่อพายูตาจิมาอยู่ข้างตนเอง มือที่ถือทวนเริ่มร่ายรำ สายตาแสดงความแข็งกร้าวออกมาอย่างเห็นได้ชัด ชีวิตนี้ก่อนจะมารับราชการก็โลดโผนมาไม่น้อย จวบจนรับราชการแล้วจึงรู้สึกขอบคุณบิดา ที่ช่วยสั่งสอนการใช้อาวุธให้แต่วัยเยาว์ เขายืนมองสหายเก่าที่ออกไปฟัดกับโจรร้าย

        “ปากดีนัก!! ข้านะ ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว!”  โจรคนที่รอยแผลเป็นที่หน้าพูดเสียดังขึ้นมาก่อนที่จะวิ่งกระโดดเข้าใส่ยูตะ พร้อมง้างดาบในมือขึ้น ฟาดลงไปที่ตัวเขา “คิดว่ามีแต่พวกแกที่ไปฝึกฝนมาอย่างงั้นหรอ!” ยูตะตะโกนกลับไปก่อนที่จะใช้วิชาตัวเบาหลบออกมาอย่างพอดิบพอดี และฟาดดาบไม้สวนกลับไป
พาร์ทต่อ

      



        

        









คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 +25 ความหิว -36 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -36 + 3

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสทมิฬ
หลี่ซื่อชุนชิว
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x2
x13
x1
x1
โพสต์ 2018-8-26 19:30:38 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Hazan เมื่อ 2018-8-26 19:47

     ระหว่างนี้หลี่เซี้ยนเจ่อต้องยืนเป็นโล่ป้องกันไม่ให้เเด็กสาว โดนลูกหลงหรือว่าโดนลอบทำร้าย มือหนึ่งประดองลูกสาวของเพื่อน อีกมือหนึ่งถือทวนอสรพิษ ยามเมื่อโจรที่กระเด็นมาจากการโจมตีของยูตะ เขาต้องประมือ แล้วถีบมันออกไปให้ไกลที่สุด
        “......"@YutaIzumi
    เมื่อการต่อสู้ดำเนินมาได้ระยะหนึ่งแล้ว หลี่เซี้ยนเจ่อที่ทั้งต้องประคองเด็กสาวไปด้วย คอยระวังหลังให้กับยูตะไปด้วย แม้รู้สึกว่ามันจะตึงมือไปบ้างสำหรับตนเอง แต่ก็คงไม่หนักเท่ากับสหายของตนเองที่ต้องออกหน้าปะทะทีเดียวถึงสามคน หลี่เซี้ยนเจ่อที่เห็นว่ากลุ่มคนตรงหน้าเริ่มมีกำลังอ่อนลง จึงไล่หวดตามไปอีกเล็กน้อยก่อนที่จะเดินกลับมา
สหาย
    "......"@YutaIzumi
        หลี่เซี้ยนเจ่อกลับมาทันหลังจากไล่หวดโจรพอดี จึงรีบเดินเข้าไปหาหสายของตนเองทันที “ช้าก่อนยูตะ ปล่อยคนพวกนี้ไปเถอะ” เขาหันมามองยูตะที่กำลังจะลงดาบสุดท้าย แล้วหันมามองดูรถม้าที่ขับผ่านมาพอดี
        “...............” @YutaIzumi
รถม้าคันหรูจอดข้างทาง ด้วยเขาเห็นความวุ่นวายบนถนน ดูเหมือนมีอันธพาลกำลังรังแกผู้คนและเขาถูกใจเด็กสาวจึงอยากผูกมิตรกับพวกเขา  ทหารขับรถม้าก่อนลงมาถามพวกเขา
        “นี่ นายท่านของข้าให้มาถาม มีเรื่องอะไรกัน”
        
       “มีคนกลุ่มคนที่ท่าทางเหมือนโจรรุมทำร้ายพวกข้า” หลี่เซี้ยนจ่อตอบนายทหารที่ขับรถม้า
        
        “......” @YutaIzumi

        “เจ้าพวกนี้เหรอ นายข้าคือจู้จินโหว ท่านบอกว่าจะช่วยจัดการอันธพาลพวกนี้ตามกฎหมายให้เอง อยากเชิญพวกท่านคุยเรื่องโจรเพื่อเก็บข้อมูลคดีก่อนนำตัวโจรกลับปาสู่” ทหารนายนั้นพูดขึ้น “พวกท่านทั้งสองสะดวกไปร้านบะหมี่นอกเมืองที่อยู่ทางด้านหน้าสักครู่ไหม”
        หลี่เซี้ยนเจ่อที่อยู่แวดวงราชการมาได้สักระยะ จึงรู้ว่าคนในรถม้ามีบรรดาศักดิ์เป็นถึงโหว แต่ไม่มีตำแหน่งในวงราชการ เขาซึ่งเป็นขุนนางจึงรู้ในเรื่องนี้ดี “คนพวกนี้ถูกเราจัดการไปเรียบร้อยแล้ว” เขาตอบอย่างฉะฉาน “แล้วโจรพวกนี้ทำไมต้องไปไกลถึงปาสู่ นายของเจ้าเป็นเจ้าเมืองที่นั้นด้วยใช่ไหม”        
        “นายท่านเป็นโหวในแถบปาสู่ขอรับ หากส่งทางการที่นี่เกรงว่าพวกนี้อาจมีพรรคพวกออกมาได้อีก นายท่านของข้าเลยอยากอาสาช่วยพวกท่านทั้งสองจัดการคดีนี้ให้” ทหารนายนั้นกล่าว
        ยูตะที่ได้ยินอย่างก็ขวมดคิ้วเข้าหากัน เขาไม้ใช้คนที่เชียวชาญเรื่องการเมื่องอะไรมากนัก และเป็นไปได้กก็ไม่ค่อยอยากจะยุ่งเกียวอีกแล้วด้วย เพราะมันทำให้เขานึกถึงอดีตที่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไร
        “นายของเจ้ามีบรรดาศักดิ์เป็นถึงโหว นับว่ามีเกียรติ์ไม่น้อย แล้วพวกข้าจะเชื่อใจได้อย่างไร” หลี่เซี้ยนเจ่อพูดอย่างแข็งกร้าว พลางส่งสายตาดุดันให้นายทหาร

        “เช่นนั้นเชิญท่านทั้งสองขึ้นรถม้าคันหลังเลยขอรับ ส่วนพวกอันธพาลนี้เดี๋ยวข้าไปหารถนักโทษจากว่านเฉินมาคุมตัวก่อนสักครู่” ทหารนายนั้นกล่าวก่อนเดินไปคุยกับเพื่อนทหารและรายงานท่านโหวบน
        รถม้าก่อนพาตัวอันธพาลที่ถูกใส่ขื่อคล้องมือเรียงเป็นแถวจูงลากไปทางเข้าเมือง

        “พวกข้าขอรับไว้ด้วยใจ แต่ว่าพวกข้ากำลังจะเดินทางไปฉางอัน เกรงว่าไม่สะดวกที่จะไปกับเจ้านายของเจ้าได้” หลี่เซี้ยนเจ่อตอบปฏิเสธออกไปในทัน เพียงเท่านี้ตัวเองก็ถือว่าล่าช้ามามากพอแล้ว
        ทหารนายนั้นกล่าวระหว่างใส่ขื่อก่อนกล่าวบอกทั้งสอง “เช่นนั้นขอให้ทั้งสองเดินทางโดยสวัสดิภาพด้วยขอรับ นี่เป็นของที่นายท่านฝากมอบให้ทั้งสองเป็นของรู้จักที่ได้พบเจอ นายท่านของข้าชอบคนมีความสามารถและมีคุณธรรมขอรับ” ทหารนายนั้นกล่าวก่อนยื่นหีบพันชั่งให้ทั้งสองคนละห้าใบ และในหีบนั้นมีเพชรอยู่ราวสามร้อยก้อน
        หลี่เซี้ยนเจ่อยื่นมือออกไปรับของมาจากนายทหารคนนั้น แล้วมองดูของในหีบที่มีของล้ำค่าอย่างที่ขุนนางอย่างเขา ยากได้มาครอบครองในชั่วชีวิตนี้

        “......"@YutaIzumi
        “ได้ขอรับ น่าเสียดายแย่ นายของข้าชื่นชอบคนดีเช่นพวกท่าน เขาเป็นโหวที่ดูแลราษฎร์ในปาสู่อย่างมีความสุข” ทหารกล่าวก่อนเดินกลับไปรายงานและจูงคนร้ายเข้าเมืองไป รถม้าก่อนเคลื่อนตัวออกจากนั้น

   “.....” @YutaIzumi
                หลี่เซี้ยนเจ่อมองของในมือที่เพิ่งได้รับมาจากคุณชายผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นโหว เขาพยักหน้าเล็กน้อย “ดีเหมือนกัน นี่ก็เสียเวลามา มากแล้วด้วย ข้าได้ยินโจรมันพูดถึงไป๋หลานด้วยใช่ไหม” หันมามองยูตะอย่างต้องการคำตอบ
        
      “....."@YutaIzumi
        “อย่างงั้นเหรอ งั้นข้าก็คงไม่ได้เจอกับนางอีกแล้วล่ะสิ” หลี่เซี้ยนเจ่อฉายแววความเศร้าปนเสียดายออกมาจากคำพูดของตัวเอง แล้วค่อยๆย่างเท้าเดินต่อ

        “......."@YutaIzumi
        หลี่เซี้ยนเจ่อชะงักเท้าลงทันทีทันใด เมื่อสหายบอกว่าสามารถพาไปพบกับไป๋หลานได้ “เจ้ารู้ที่อยู่ของนางอย่างนั้นเหรอ?” เขาเริ่มสนใจขึ้นมาทันที “ตลอดหลายปีมานี้ ข้าก็คิดถึงไม่รู้ลืม ไม่รู้ว่านางอยากจะเจออยู่รึเปล่า”  
        "....." @YutaIzumi
        “ยูตะ สหายข้า ข้าย่อมต้องอยากเจออย่างเป็นที่สุดอยู่แล้ว” หลี่เซี้ยนเจ่อบอกสหายอย่างตื่นเต้น “แล้วเจ้าช่วยพาข้าไปหานางหน่อยได้ไหม”

        “......."@YutaIzumi
        ในตอนแรกที่หลี่เซี่ยนเจ่อตั้งใจจะกลับไปหามารดาที่บ้านเกิด จึงเปลี่ยนเส้นทางไปฉิงโจว เพื่อขอพบอดีตรักแรกของตัวเอง “ได้สิ” เขาพยักหน้าอย่างดีใจ แล้วกลุ่มเดินทางจึงเปลี่ยนเส้นทางขึ้นเหนือในทันที
@Admin

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ต้าเหลียง เพิ่มขึ้น 200 โพสต์ 2018-9-5 00:29
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ อิซุมิ ยูดาจิ เพิ่มขึ้น 54 โพสต์ 2018-9-4 18:57
กระเป๋าพื้นที่ไม่พอ ทำให้ท่านไม่ได้เพชร 300 ก้อน เพชรถูกนกฝูงนึงโฉบไป  โพสต์ 2018-8-26 19:53

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 +222 ความหิว -38 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 222 -38 + 3

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสทมิฬ
หลี่ซื่อชุนชิว
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x2
x13
x1
x1
โพสต์ 2018-9-3 00:36:38 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YutaIzumi เมื่อ 2018-9-3 00:40

พบพานเพื่อนเก่า 1
        หลังจากที่ยูตะ และยูดาจิออกเดินทางต่ออีกครั้ง เขาก็มีความคิดว่าควรจะกลับไปยังเมืองฉางอัน เพื่อที่จะหางานทำเป็นหลังเป็นแหล่ง ด้วยตัวเขาเองนั้นมีก็คนที่ต้องดูแลแล้ว จะให้เดินทางไปเรื่อยๆ ก็คงจะไม่เหมาะ หรืออย่างน้อยๆ เขาก็อยากจะให้ลูกสาวของเขานั้นปลอดภัย ไม่ต้องทนลำบากเดินทางไปมา และได้รับการศึกษาดีๆ ด้วยทุนทีเขามีอยู่ในตอนนี้นั้นน่าจะไม่ใช้เรื่องยากอะไร ขอแค่ใช้เงินอย่างพอดีๆ ก็น่าจะอยู่ได้นานพอสมควร “ที่เหลือก็แค่หาอาชีพทำสินะ…..” เขาบ่นพึงพัมกับตัวเอง เขาก็สังเกตุชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าตาคุ้นเคยที่กำลังเดินทางอยู่เดียวกับเขา

        “อ้าว สหายหลี่เซี้ยนเจ่อ ไม่ใช้หรอ ไม่เจอกันตั่งนาน เป็นอย่างไรบ้าง สุขพงสุขภาพ” ชายหนุ่มถามไถ่สหายเก่าที่ไม่เจอกันมานานหลายปี “ที่สหายเก่าพ่อเอง หลี่เซี้ยนเจ่อ ทักทายหน่อยสิลูก” ยูตะหันไปบอกยูดาจิ ที่ยืนหลบหลังเขาอยู่ “สะ...สวัสดี...ค่ะ คุณ...ลุง” ยูดาจิกล่าวทักทายขึ้น

         “ข้ากำลังนึกอยู่เลยว่าใคร ที่แท้ก็ยูตะผู้ที่เคยไปหาข้านี่เอง” หลี่เซี้ยนเจ่อมองสหายเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี “สวัสดี นี่นายมีลูกสาวแล้วเหรอเนี่ย” เขาหันมามองยูตะด้วยความแปลกใจ แล้วอดนึกถึงตัวเองไม่ได้ว่าจนป่านนี้แล้ว ยังหาฮูหยินไม่ได้เลยซักคน


       “ก็…..นะ เรื่องมันก็อธิบายยาก….นิดหน่อย…. แต่ก็ใช่ ข้ามีลูกสาวแล้วละ” ยูตะตอบกลับไปด้วยสีหน้าเศร้าๆ แล้วหันไปลูบหัวยูดาจิ ก่อนที่เว้นจังหวะไปสักครู่นึงจะเริ่มพูดต่อ “จะว่าไปท่านจะเดินทางไปไหนอย่างงั้นหรอ” ยูตะถามเปลียนเรื่องขึ้นมา


        “อ้อ....พอดีข้ากำลังจะเดินทางกลับฉางอัน ไปเยี่ยมมารดาที่เพิ่งหายป่วยน่ะ” หลี่ยืนลูบเคราแล้วหัวเราะ “แล้วเจ้ากำลังจะเดินทางไปกันหรือ”


        “อ้อ ข้าก็กำลังจะเดินทางไปฉางอันพอดีเหมือนกันเลยละ ถือว่าโชคดีละนะ ที่มาเจอกันตอนนี้” ยูตะกล่าวแล้วก็เริ่มออกเดิน “ข้าว่าจะลงหลักปักฐานแล้วละ หลังจากที่เดินทางไปนู้น ไปนี้มานาน” เขากล่าวแล้วก็ยิ้มๆ ออกมา ก่อนที่จะหันไปมองลูกสาวของตัวเอง


         “ในที่สุดสหายของข้าก็มีหลักมีฐานแล้ว” หลี่เซี้ยนเจ่อมองสหายที่กำลังจะมีครอบครัวเป็นของตัวเอง  ในขณะที่ตัวเองยังมืดมนหนทางกับเรื่องนี้ “ข้าเองก็โชคดีที่จะได้มีเพื่อนสนทนาระหว่างเดินทางกลับฉางอัน” หลี่เซี้ยนเจ่อหันมามองลูกสาวของสหายเก่าที่น่ารักน่าชัง


        “.....” ยูดาจิที่ถูกจ้อง ก็เดินไปหลบหลังพ่อของตนเองก่อนที่ แอบมองออกมา “ฮะฮะ อย่างคิดมากเลยนะ เธอก็ขี้อายแบบนี้และ” ยูตะกล่าวพร้อมกับหัวเราะออกมาเล็กน้อย “จะว่าไปที่ผ่านมานายเป็นอย่างไรบ้าง”  แล้วยูตะก็ถามไถ่ถึงความเป็นอยู่ของสหายเก่าของเขา ว่าเป็นอย่างไรแล้วบ้าง “ทางนี้ก็ นอกจากเดินทางกลับบ้านเกิดมา แล้วก็ยังไม่ค่อยมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไรละนะ…...อ้อ  ถ้าไม่นับลูกสาวละนะ” ยูตะกล่าวทิ้งท้ายเล็กน้อย


        หลี่เซี้ยนเจ่อผู้ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับเด็กเล็ก เมื่อเห็นว่าลูกสาวของสหายเก่ามีท่าทีหวาดกลัว เลยต้องยอมถอยห่างออกมาเล็กน้อย "ข้าก็ยังเป็นขุนนางชลประทานเหมือนเดิมนั้นแหละ เริ่มอยากจะซื้อบ้านอยู่ที่เจียงหนานแล้ว แต่ดูเจ้าจะผ่านประสบการณ์มาไม่น้อยเลย” หลี่เซี้ยนเจ่อมองดูสหายที่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าตนเอง ส่วนตัวเองเหมือนจะแก่ขึ้นมากกว่าเดิม


        “ก็นะ….. ตั้งแต่รับงานจ้างจากนายครั้งนั้น มันก็ผ่านมานานแล้ว อย่างที่บอกข้าเองก็เดินทางไปนั้นไปนี้ พบเจอผู้คนมากมายทั้งมิตร และศัตรู แล้วก็พบเจอเรื่องมากมายเหมือนกัน ทั้งที่ดีและไม่ดี….” เขากล่าวขึ้นมาพร้อมยักไหล่เล็กน้อย “คุณ...พ่อ...เดินทาง…นานมาก...เลย...นะคะ…” ยูดาจิพูดออกมา ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมอง ยูตะ


        เขายืนใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถึงวันเวลาที่ผันผ่านมา ถึงได้มีคำที่กล่าวว่า จากกันสามวันต้องดูกันใหม่  สหายของตัวเองที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปีก็มีลูกแล้ว “จำได้ว่าเป็นช่วงจัดงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ แล้วข้าก็ได้พบไป๋หลานที่ปรากฏตัวด้านหน้าจวน พร้อมกับเจ้า” หลี่เซี้ยนเจ่อยิ้มไม่เชิงยิ้มออกมา


       “อ้า ใช้… เจ้ารู้จักกันด้วยหรอ….? ตอนนั้นข้าไปช่วยนางไว้จากพวกคนทรามได้พอนะ ก็เลยเดินทางอยู่ด้วยกันสักช่วงหนึ่ง” ยูตะกล่าวออกมาพร้อมกับเกาหน้าเล็กน้อย “แล้วตอนนั้นข้าก็บังเอิญทำงานให้เจ้าอยู่พอดี ก็เลยพาเดินมาด้วยนะ แต่ว่าตอนนั้นเธอบอกว่าไม่รู้จักเจ้านี่น่า”


        ขณะนั้นเองพวกเขาเริ่มออกเดินทางต่อ หลังจากที่หยุดคุยกันมาสมควร  ในใจเริ่มคิดแล้วว่ากว่าจะเดินทางถึงบ้าน ยังจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวอะไรอีกบ้าง ป่านนี้เขาคิดว่าท่านแม่คงกลับมาแข็งแรงตามปรกติแล้ว  มีเหม่ยหลินคอยดูแลแบบนั้น จึงไม่ได้ห่วงหรือกังวลมากเป็นพิเศษ        “ไป๋หลานน่ะเหรอ?....ข้าย่อมรู้จักกับนางดี นางเป็นชาวโหรวหราน ที่บังเอิญข้าเคยช่วยชีวิตที่หน้าผา” หลี่เซี้ยนเจ่อก้มมองลงพื้น ขณะที่กำลังเดินไปด้วยกัน “แล้วนางไม่ได้เล่าอะไรให้เจ้าฟังบ้างเลยเหรอ?” หันหน้ามามองยูตะ


        “โอ้…. มีเรื่องแบบนั้นด้วยสินะ นางไม่เคยเล่าให้ข้าฟังเลย” ยูตะตอบกลับไปพร้อมกับสายหน้าไปมา “เราเดินทางด้วยกันช่วยเวลาสั้นๆ ข้าเองก็ไม่ได้ถามเรื่องอะไรของนางมากนัก เพราะข้าคิดว่า ถ้านางอยากจะเล่านางก็คงเป็นฝ่ายเรื่มพูดเอง” ยูตะกล่าวออกมาพร้อมกับมองไปที่หลี่เซี้ยนเจ่อ “ถึงจะฟังดูละลาบละล้วงไปบ้าง แต่ว่าพวกเจ้าสองคนเคยมีเรื่องอะไรกันมาก่อนอย่างงั้นหรอ?” แล้วยูตะก็ตัดสินใจถามออกไป


        “ไป๋หลาน….คงจะเป็นชื่อที่ชั่วชีวิตของข้าต้องจำไปตลอดชีวิต” หลี่เซี้ยนเจ่อเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า “หากจะมีเรื่องอะไรแล้ว มันคงจะเป็นอดีตและเรื่องราว ที่ทั้งข้าและนางอยากจะให้มันหายไปพร้อมกับตัวเอง” แล้วไม่นานกลุ่มเดินทางของเขาบังเอิญเดินผ่านกลุ่มของชายสามคนที่มีหน้าตาไม่เป็นมิตรกับผู้ใดเลย


        “...............” ยูดาจิที่เห็นกลุ่มคนที่น่ากลัวทั้งสาม ก็เดินไปหลบหลังยูตะก่อนที่จะค่อยเอาตัวบังยูดาจิไว้ด้วย และพูดขึ้นกับหลี่เซี้ยนเจ่อเป็นนัยๆ “รีบไปกันต่อเถอะ เรายังต้องเดินทางอีกไกล”



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 +222 ความหิว -16 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 222 -16 + 3

ดูบันทึกคะแนน

今でもあなたはわたしの光
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x30
x12
x8
x5
x11
x6
x2
x8
x20
x25
x71
x6
x10
x60
x35
x12
x25
x40
x520
x710
x10
x9999
x107
x375
x2
x5
x8
x7
x20
x120
x30
x30
x2
x4
x1
x50
x90
x1247
x2
x900
x18
x162
x125
x499
x148
x6
x20
x482
x311
x37
x163
x10
x2
x400
x19
x50
x4
x20
x1
x1
x19
x1
โพสต์ 2018-9-3 00:41:20 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YutaIzumi เมื่อ 2018-9-3 00:42

พบพานเพื่อนเก่า 2


        “คุณ...พ่อ... คนกลุ่ม...พวก...นั้น...มองดู...พวกเรา….แปลกๆ” เด็กสาวตัวน้อยกระตุกเสื้อผู้เป็นพ่ออย่างกังวล สายตาพวกนั้นดูเหมือนจ้องมาที่พ่อของเธอผิดปกติ ยูตะที่เห็นอย่างงั้นก็รู้สึกได้ถึงว่าผิดปกติ แต่ก็ยังไม่ได้ทำการอะไรใดๆ เป็นพิเศษเพียงจ้องมองกลับไปอย่างระมัดระวัง แล้วเขาก็รู้สึกได้ว่า (เจ้าพวกนี้หน้าตาคุ้นๆ ….) เขามีความรู้สึกแบบนั้น แต่ก็ไม่สามารถนึกได้ว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

        หลี่เซี้ยนเจ่อกระชับทวนตัวเองที่ถืออยู่ในมือ พลางมองกลุ่มด้วยความระวังตัว ระหว่างทางที่กำลังเดินผ่านกลุ่มชายสามคนผู้ไม่เป็นมิตร หูของตัวเองดันได้ยินเรื่องที่ผิดศีลธรรมเข้าพอดี “ยูตะ ข้ามีความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หยุดฟังสักหน่อยก็ดี” หันไปมองหน้ายูตะอย่างขอความเห็น

       “เจ้าว่าอย่างงั้นหรอ….” ยูตะเริ่มรู้สึกไม่ค่อยอยากจะยุ่งเท่าไร แต่ถ้าสหายพูดแบบนั้นเขาก็คงไม่มีทางเลือกมากนัก แต่ว่าก่อนที่จะได้ทำอะไรมากกว่านั้น ทางสามคนก็พูดขึ้นมา

        “เจ้าคือคนที่พานางสาวนอกด่านนั่นไปใช่ไหม” ชายคนหน้าบากทักคนผ่านทางขึ้น เขาจำใบหน้าหนุ่มที่ขัดขวางความสำราญของพวกตนได้ดีไม่มีวันลืม ได้แต่ฝึกตนเพื่อรอวันแก้แค้น

        (อ้อ….ตอนนั้นเองสินะ) ในที่สุดยูตะก็นึกออกว่าทำไมถึงได้คุ้นเคยกับกับพวกโจรสามคนนี้นัก “หะ…..อะไรนะ…. ข้าไม่เข้าใจ เจ้าพูดถึงเรื่องอะไร” แต่เขาก็ยังคงแกล้งทำเป็นนึกไม่ออกไป พร้อมตีหน้าซื่อพูดออกมา

        ชายหน้าบากก่อนยกมือขึ้นที่มีรอยหนามจากกระบองอีกฝ่ายทิ่มแทง “ใบหน้าคนที่สร้างรอยแผลนี้ให้ข้า ข้าจำไม่เคยลืม ข้าให้เจ้ามีทางเลือก เจ้าขโมยสาวไปจากข้า ดังนั้นมอบเด็กนั่นให้ข้าแล้วพวกข้าจะปล่อยเจ้าสองคนให้ผ่านไปแบบเป็นๆ”

        “...........” เด็กสาวที่ได้ยินแบบนั้น ก็ถึงกับถอยหลังไปหลบไกลขึ้น ส่วนทางยูตะนั้นก็ขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ “นายรู้มั้ยในโลกนี่มีสิ่งข้าเกลียดอยู่ไม่กี่อย่าง และหนึ่งในนั้นคือคนที่จะมา แตะต้องครอบครัวของข้า...” ยูตะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลียนไปอย่างสิ้นเชิง “ข้าจะให้โอกาศพวกแกถอนคำพูดนั้นซะ แล้วเราจะถือว่าไม่เคยพูดคุยกัน” ยูตะยื่นคำขาด

        “เจ้าหนุ่มนั่น ถ้าเจ้าช่วยข้าจัดการเจ้านอกด่านคนนี้ ข้าจะมอบเงินล้ำค่าให้เจ้ามากพอที่เจ้าจะสบายทั้งชีวิต” ชายหน้าบากหัวหน้ากล่าวยื่นข้อเสนอให้สหายข้างๆ ไอนอกด่านหน้าตาอัปลักษณ์ผมแซมแดงเหมือนเลือดราดหัว

       หลี่เซี้ยนเจ่อที่กำลังยืนฟังอยู่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว ยิ่งได้ยินชายหน้าบากยื่นข้อเสนอมาที่ตน เขายิ่งไม่อยากรับน้ำใจนี้ซักเท่าไหร่ “หนุ่มนอกด่านที่เจ้ากล่าวถึงคือสหายของข้าเอง แล้วข้าไม่อยากจะรับน้ำใจจากเจ้ามากเท่าไหร่” มองชายหน้าบากอย่างเอาเรื่อง

        “ดูเหมือนพวกเจ้าไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้สินะ” เขาพูดก่อนดีดนิ้ว มีคนของมันออกมาจากหลังต้นไม้และเกวียนที่จอดอยู่รวมทั้งสามคนมีราวสิบคน “คิดใหม่ได้นะ ส่งเด็กสาวชดเชยสาวที่เจ้าขโมยไปจากข้า ให้ข้าเดาไม่ผิดเด็กนั่นคงเป็นลูกสาวของเจ้ากับสาวที่เจ้าขโมยไปจากข้าสินะ”

       “ยูตะ ข้าว่าอย่าเจรจาให้มากความอีกเลย ส่วนลูกสาวของเจ้าข้าจะปกป้องเอง” เขาหันมามองยูตะพลางมองสถานการณ์ตรงหน้าที่เริ่มเปลี่ี่ยนไป

        “ถ้าอย่างงั้นข้าฝากยูดาจิด้วยนะ ขอบใจมากหลี่เซี้ยนเจ่อ” ยูตาพูดขึ้นก่อนที่จะก้มลงไปพูดกับลูกของเขา “อยู่กับคุณอาหลี่ไปก่อนนะ เดียวไปจัดการสั่งสอนเหล่าคนไม่ดีพวกนั้นซักหน่อย” ยูตะกล่าวออกมาก่อนที่จะหยิบดาบไม้ขึ้นมาจากเอวขึ้น และเดินไปเขาไปหาโจรทั้งสามคนนั้น “คร่าวนี้พวกแกอยากได้รอยแผลเป็นที่ไหนเพิ่มดีละ” เขากล่าวออกมาก่อนที่จะควงดาบสักเล็กน้อย

        หลี่เซี้ยนเจ่อพายูตาจิมาอยู่ข้างตนเอง มือที่ถือทวนเริ่มร่ายรำ สายตาแสดงความแข็งกร้าวออกมาอย่างเห็นได้ชัด ชีวิตนี้ก่อนจะมารับราชการก็โลดโผนมาไม่น้อย จวบจนรับราชการแล้วจึงรู้สึกขอบคุณบิดา ที่ช่วยสั่งสอนการใช้อาวุธให้แต่วัยเยาว์ เขายืนมองสหายเก่าที่ออกไปฟัดกับโจรร้าย

        “ปากดีนัก!! ข้านะ ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว!” โจรคนที่รอยแผลเป็นที่หน้าพูดเสียดังขึ้นมาก่อนที่จะวิ่งกระโดดเข้าใส่ยูตะ พร้อมง้างดาบในมือขึ้น ฟาดลงไปที่ตัวเขา “คิดว่ามีแต่พวกแกที่ไปฝึกฝนมาอย่างงั้นหรอ!” ยูตะตะโกนกลับไปก่อนที่จะใช้วิชาตัวเบาหลบออกมาอย่างพอดิบพอดี และฟาดดาบไม้สวนกลับไป

        ระหว่างนี้หลี่เซี้ยนเจ่อต้องยืนเป็นโล่ป้องกันไม่ให้เเด็กสาว โดนลูกหลงหรือว่าโดนลอบทำร้าย มือหนึ่งประดองลูกสาวของเพื่อน อีกมือหนึ่งถือทวนอสรพิษ ยามเมื่อโจรที่กระเด็นมาจากการโจมตีของยูตะ เขาต้องประมือ แล้วถีบมันออกไปให้ไกลที่สุด

        “อุ้ก!” โจรคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าร้องออกมาก่อนที่จะกระเด็นถอยหลังไป “ลูกพี่!!” ลิ้วล้ออีกสองคนร้องออกมาพร้อมๆ กันก่อนที่จะหันมองยูตะ “แก บังอาจจะมาาทำลูกพี่ได้นะ!” แล้วทั้งสองคนนั้นก็พุ่งเข้าใส่ยูตะอย่างเกรี้ยวกราด แต่ว่าการโจมตีของทั้งสองคนนั้นก็ไม่อาจจะทำอะไรยูตะได้เลย เขานั้นปัดป้องและหลบไปมาราวกับว่าอ่านขาดการเคลื่อนไหวของโจรเหล่านั้นไปแล้ว ก่อนที่เขาจะอาศัยจังหวะฟาดดาบไม้ในมือสวนกลับไปที่หน้าของลิ้วล้อคนแรก จนกระเด็นสลบไป ส่วนคนที่สองที่เห็นดังนั้นก็ ก็ถึงกับหน้าซีด พูดอะไรไม่ออก ทิ้งอาวุธของตัวเองและวิ่งหนีไป “เฮ้ยเดียว!!” เสียงของหัวโจรดังขึ้นเมื่อเห็นว่าตัวเองนั้นถูกทิ้งแล้ว

        เมื่อการต่อสู้ทำเดินมาได้ระยะหนึ่งแล้ว หลี่เซี้ยนเจ่อที่ทั้งต้องประคองเด็กสาวไปด้วย คอยระวังหลังให้กับยูตะไปด้วย แม้รู้สึกว่ามันจะตึงมือไปบ้างสำหรับตนเอง แต่ก็คงไม่หนักเท่ากับสหายของตนเองที่ต้องออกหน้าปะทะทีเดียวถึงสามคน หลี่เซี้ยนเจ่อที่เห็นว่ากลุ่มคนตรงหน้าเริ่มมีกำลังอ่อนลง จึงไล่หวดตามไปอีกเล็กน้อยก่อนที่จะเดินกลับมาหาสหาย

        ยูตะค่อยๆ เดินไปหน้าหัวหน้าโจรคนนั้นอย่างช้าๆ และพูดขึ้นมา “แกพลาดมากทีกล้ามาแม้แต่คิดที่จะทำร้ายลูกสาวของข้า” เขากล่าวขึ้นด้วยเสียงที่เย็นทะลุไปถึงไขสันหลัง หัวหน้าโจรที่ได้ยินอย่างงั้นก็ถึงกับถอยกรูดจนหลังไปชิดกับต้นไม้ และไม่มีที่ให้ถอยต่อ “ปล่อยข้าเถอะ พวกข้ายอมแล้ว พวกข้าสาบานจะไม่ยุ่งกับเจ้าอีกและจะไม่ยุ่งกับหญิงนางนั้นด้วย” เขาพูดขึ้นอย่างน่าเวทนา “คิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดของคนต่ำทรามอย่างแกอย่างงั้นหรอ” ยูตะกล่าวพร้อมกับยกดาบในมือขึ้นเตรียมที่จะปิดฉากตอกฝาโลงให้สิ้นซาก

        หลี่เซี้ยนเจ่อกลับมาทันหลังจากไล่หวดโจรพอดี จึงรีบเดินเข้าไปหาหสายของตนเองทันที “ช้าก่อนยูตะ ปล่อยคนพวกนี้ไปเถอะ” เขาหันมามองยูตะที่กำลังจะลงดาบสุดท้าย แล้วหันมามองดูรถม้าที่ขับผ่านมาพอดี

        “................ถ้าเจ้าว่าแบบนั้นละก็” ยูตะลดดาบลงและ หันไปมองรถม้าหรูที่ขับผ่านมาด้วยอีกแรง แล้วกันกลับไปบอกพวกโจรนั้น “วันนี่ถือว่าพวกแกโชคดี” แล้วยูตะก็เก็บดาบลง



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -62 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -62 + 3

ดูบันทึกคะแนน

今でもあなたはわたしの光
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x30
x12
x8
x5
x11
x6
x2
x8
x20
x25
x71
x6
x10
x60
x35
x12
x25
x40
x520
x710
x10
x9999
x107
x375
x2
x5
x8
x7
x20
x120
x30
x30
x2
x4
x1
x50
x90
x1247
x2
x900
x18
x162
x125
x499
x148
x6
x20
x482
x311
x37
x163
x10
x2
x400
x19
x50
x4
x20
x1
x1
x19
x1
โพสต์ 2018-9-3 00:42:38 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YutaIzumi เมื่อ 2018-9-3 00:48

พบพานเพื่อนเก่า 3

        รถม้าคันหรูจอดข้างทาง ด้วยเขาเห็นความวุ่นวายบนถนน ดูเหมือนมีอันธพาลกำลังรังแกผู้คนและเขาถูกใจเด็กสาวจึงอยากผูกมิตรกับพวกเขา  ทหารขับรถม้าก่อนลงมาถามพวกเขา        “นี่ นายท่านของข้าให้มาถาม มีเรื่องอะไรกัน”

               “มีคนกลุ่มคนที่ท่าทางเหมือนโจรรุมทำร้ายพวกข้า” หลี่เซี้ยนจ่อตอบนายทหารที่ขับรถม้า

               “ก็อย่างที่เห็นนั้นและนะ ข้าจัดการเหล่าคนทรามไปเรียบร้อยแล้ว” ยูตะพูดแล้วก็เดินกลับไปหาลูกสาวของเขา

         “เจ้าพวกนี้เหรอ นายข้าคือจู้จินโหว ท่านบอกว่าจะช่วยจัดการอันธพาลพวกนี้ตามกฎหมายให้เอง อยากเชิญพวกท่านคุยเรื่องโจรเพื่อเก็บข้อมูลคดีก่อนนำตัวโจรกลับปาสู่” ทหารนายนั้นพูดขึ้น “พวกท่านทั้งสองสะดวกไปร้านบะหมี่นอกเมืองที่อยู่ทางด้านหน้าสักครู่ไหม”

                หลี่เซี้ยนเจ่อที่อยู่แวดวงราชการมาได้สักระยะ จึงรู้ว่าคนในรถม้ามีบรรดาศักดิ์เป็นถึงโหว แต่ไม่มีตำแหน่งในวงราชการ เขาซึ่งเป็นขุนนางจึงรู้ในเรื่องนี้ดี “คนพวกนี้ถูกเราจัดการไปเรียบร้อยแล้ว” เขาตอบอย่างฉะฉาน “แล้วโจรพวกนี้ทำไมต้องไปไกลถึงปาสู่ นายของเจ้าเป็นเจ้าเมืองที่นั้นด้วยใช่ไหม”

                “นายท่านเป็นโหวในแถบปาสู่ขอรับ หากส่งทางการที่นี่เกรงว่าพวกนี้อาจมีพรรคพวกออกมาได้อีก นายท่านของข้าเลยอยากอาสาช่วยพวกท่านทั้งสองจัดการคดีนี้ให้” ทหารนายนั้นกล่าว

        ยูตะที่ได้ยินอย่างก็ขวมดคิ้วเข้าหากัน เขาไม้ใช้คนที่เชียวชาญเรื่องการเมื่องอะไรมากนัก และเป็นไปได้กก็ไม่ค่อยอยากจะยุ่งเกียวอีกแล้วด้วย เพราะมันทำให้เขานึกถึงอดีตที่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไ

       “นายของเจ้ามีบรรดาศักดิ์เป็นถึงโหว นับว่ามีเกียรติ์ไม่น้อย แล้วพวกข้าจะเชื่อใจได้อย่างไร” หลี่เซี้ยนเจ่อพูดอย่างแข็งกร้าว พลางส่งสายตาดุดันให้นายทหาร

       “เช่นนั้นเชิญท่านทั้งสองขึ้นรถม้าคันหลังเลยขอรับ ส่วนพวกอันธพาลนี้เดี๋ยวข้าไปหารถนักโทษจากว่านเฉินมาคุมตัวก่อนสักครู่” ทหารนายนั้นกล่าวก่อนเดินไปคุยกับเพื่อนทหารและรายงานท่านโหวบนรถม้าก่อนพาตัวอันธพาลที่ถูกใส่ขื่อคล้องมือเรียงเป็นแถวจูงลากไปทางเข้าเมือง

        “พวกข้าขอรับไว้ด้วยใจ แต่ว่าพวกข้ากำลังจะเดินทางไปฉางอัน เกรงว่าไม่สะดวกที่จะไปกับเจ้านายของเจ้าได้” หลี่เซี้ยนเจ่อตอบปฏิเสธออกไปในทัน เพียงเท่านี้ตัวเองก็ถือว่าล่าช้ามามากพอแล้ว

        ทหารนายนั้นกล่าวระหว่างใส่ขื่อก่อนกล่าวบอกทั้งสอง “เช่นนั้นขอให้ทั้งสองเดินทางโดยสวัสดิภาพด้วยขอรับ นี่เป็นของที่นายท่านฝากมอบให้ทั้งสองเป็นของรู้จักที่ได้พบเจอ นายท่านของข้าชอบคนมีความสามารถและมีคุณธรรมขอรับ” ทหารนายนั้นกล่าวก่อนยื่นหีบพันชั่งให้ทั้งสองคนละห้าใบ และในหีบนั้นมีเพชรอยู่ราวสามร้อยก้อน

        หลี่เซี้ยนเจ่อยื่นมือออกไปรับของมาจากนายทหารคนนั้น แล้วมองดูของในหีบที่มีของล้ำค่าอย่างที่ขุนนางอย่างเขา ยากได้มาครอบครองในชั่วชีวิตนี้        “ข้าขอไม่รับในส่วนของข้าก็แล้วกัน ข้าทำไปเพราะตัวข้าเองเท่านั้นไม่ได้อยากได้เงินหรือสิ่งตอบแทนอะไรแต่อย่างใด” ยูตะตอบปฏิเสธนายทหารคนนั้นกลับ “ฝากขอบคุณนายของเจ้าด้วย แต่ว่าข้าารับไว้ไม่ได้จริงๆ” ยูตะกล่าวย้ำคำเดิมอีกครั้งหนึ่ง

        “ได้ขอรับ น่าเสียดายแย่ นายของข้าชื่นชอบคนดีเช่นพวกท่าน เขาเป็นโหวที่ดูแลราษฎร์ในปาสู่อย่างมีความสุข” ทหารกล่าวก่อนเดินกลับไปรายงานและจูงคนร้ายเข้าเมืองไป รถม้าก่อนเคลื่อนตัวออกจากนั้น

        “ถ้างั้นจบเรื่องแล้ว…..เราก็…..เดินทางกันต่อดีมั้ย” ยูตะเสนอความคิดเห็นขึ้นหลังจากที่พบว่าจะยื่นอยู่เฉยๆ ต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาแล้ว


         หลี่เซี้ยนเจ่อมองของในมือที่เพิ่งได้รับมาจากคุณชายผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นโหว เขาพยักหน้าเล็กน้อย “ดีเหมือนกัน นี่ก็เสียเวลามามากแล้วด้วย ข้าได้ยินโจรมันพูดถึงไป๋หลานด้วยใช่ไหม” หันมามองยูตะอย่างต้องการคำตอบ

        “อ้อ….เรื่องนั้นสินะ คือเรื่องมันอย่างงี้ อย่างที่ข้าเคยบอกไปว่าช่วย ไป๋หลานมาได้ใช้มั้ยละ ข้าช่วยมาจากเหล่าคนต่ำทรามพวกนั้น นั้นและ” ยูตะกล่าวเล่าเรื่องย้อนไปในอดีต ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมากแล้ว

        “อย่างงั้นเหรอ งั้นข้าก็คงไม่ได้เจอกับนางอีกแล้วล่ะสิ” หลี่เซี้ยนเจ่อฉายแววความเศร้าปนเสียดายออกมาจากคำพูดของตัวเอง แล้วค่อยๆย่างเท้าเดินต่อ

        “ทำไมเจ้าพูดแบบนั้นละ” ยูตะถามออกมาด้วยความสงสัย “ถ้าเจ้าอยากจะเจอนางจริงๆ ข้าสามารถพาไปพบได้ เพราะข้ารู้ว่านางอยู่ที่ไหน” ยูตะกล่าวอาสาขึ้นมาตามนิสัยของเขา

        หลี่เซี้ยนเจ่อชะงักเท้าลงทันทีทันใด เมื่อสหายบอกว่าสามารถพาไปพบกับไป๋หลานได้ “เจ้ารู้ที่อยู่ของนางอย่างนั้นเหรอ?” เขาเริ่มสนใจขึ้นมาทันที “ตลอดหลายปีมานี้ ข้าก็คิดถึงไม่รู้ลืม ไม่รู้ว่านางอยากจะเจออยู่รึเปล่า”

          ยูตะขวมดคิ้วเข้าหากันอีกครั้ง (ไม่อยากเจอ อย่างงั้นหรอ…) เขาคิดในใจแบบนั้นแต่ว่าก็เลือกที่จะไม่ถามออกไป “ถ้าข้าไม่รู้ว่านางอยู่ไหนละก็ ก็คงไม่มีใครรู้อีกแล้วละ ฮะฮะ” เขากล่าวติดตลกเปลียนบรรยากาศขึ้นมา “แล้วสรุปว่าอย่างไรดีละ เจ้ายังจะไปหานางอยู่ หรือไม่” ยูตะกล่าวถามขึ้นอีกครั้ง

        “ยูตะ สหายข้า ข้าย่อมต้องอยากเจออย่างเป็นที่สุดอยู่แล้ว” หลี่เซี้ยนเจ่อบอกสหายอย่างตื่นเต้น “แล้วเจ้าช่วยพาข้าไปหานางหน่อยได้ไหม”


        “ไม่มีปัญหา ข้าเองก็ไม่ได้พบนางมาเป็นเวลานานมากแล้วด้วยเหมือนกัน ถือว่าเป็นการกลับไปเยียมบ้านไปในตัวด้วย” ยูตะกล่าวตอบตกลงกลับไป “ถ้างั้นก็ต้องเปลียนเส้นทางการเดินทางกันสักหน่อยละนะ “ ว่าแล้วเขาก็เริ่มออกเดินนำไปในที่สุด

        ในตอนแรกที่หลี่เซี่ยนเจ่อตั้งใจจะกลับไปหามารดาที่บ้านเกิด จึงเปลี่ยนเส้นทางไปฉิงโจว เพื่อขอพบอดีตรักแรกของตัวเอง “ได้สิ” เขาพยักหน้าอย่างดีใจ แล้วกลุ่มเดินทางจึงเปลี่ยนเส้นทางขึ้นเหนือในทันที





คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 +77 ความหิว -16 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 77 -16 + 3

ดูบันทึกคะแนน

今でもあなたはわたしの光
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x30
x12
x8
x5
x11
x6
x2
x8
x20
x25
x71
x6
x10
x60
x35
x12
x25
x40
x520
x710
x10
x9999
x107
x375
x2
x5
x8
x7
x20
x120
x30
x30
x2
x4
x1
x50
x90
x1247
x2
x900
x18
x162
x125
x499
x148
x6
x20
x482
x311
x37
x163
x10
x2
x400
x19
x50
x4
x20
x1
x1
x19
x1

157

กระทู้

1062

โพสต์

138

เครดิต

เงินตำลึง
605
ดีนาเรียส
124
ความหิว
80
แต้มวาสนา
0

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
217
ความชั่ว
0
ความโหด
0
STR
0+0
INT
0+0
POL
0+0
Qi
0+0
CHA
0+0
โพสต์ 2018-10-15 19:35:53 | ดูโพสต์ทั้งหมด

หนิวหลางจื่อหนี่ ( 2 )
ขยายกิจการ ( 55 ) ..ข้ากับท่าน.. ในวันที่มี 'เรา' ( 5 )

รถม้าเคลื่อนตัวมาได้ไม่นานก็เข้าสู่เขตป่ารกชัฏ คนที่กำลังนั่งมองวิวนอกหน้าต่างขยับเคลื่อนไปเกิดอาการทนไม่ค่อยไหวบอกชายหนุ่มที่นั่งตรงกันข้ามว่าขอหยุดพักก่อน


“เจ้าไหวไหม?” อินซื่อป๋อเอ่ยถามนาง


“ไหว ..เพียงแต่ข้าไม่ค่อยคุ้นชินกับรถม้าเท่าไรนัก” หยางเสี่ยวเยว่ตอบก่อนจะชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่างเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดแล้วกลับเข้ามาตั้งสติ


“ถ้าเจ้าไม่ไหวก็หยุดพักก่อนได้ ไม่ต้องรีบร้อน”


นางส่ายศรีษะ “ไม่เป็นไรๆ เพียงแต่อาจต้องขับช้าลงหน่อย” พอกล่าวบอก อินซื่อป๋อก็เลิกม่านระหว่างคนนั่งกับคนขับขึ้นเพื่อบอกพ่อบ้านเหม่า ได้ยินเสียงเขาตอบรับแล้วรถม้าก็ค่อยๆเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆและนิ่มนวล


“แน่ใจนะเสี่ยวเยว่” อินซื่อป๋อกล่าวถามอีกฝ่าย


"แน่นอน ….ปกติท่านเดินทางด้วยรถม้าหรือ?" หยางเสี่ยวเยว่ถาม ยามพบเขาที่น้ำตกก็จำได้ว่าเขามากับรถม้าเหมือนกัน ต่างจากนางที่ขี่ม้าเป็นนิสัยเพราะชอบความว่องไว


“อืม หากเป็นรถม้าย่อมดีกว่าไม่สะดุดจนเกินไป หากไม่จำเป็นข้าไม่อยากให้คนเห็น” อินซื่อป๋อกล่าวบอกอีกฝ่าย แม้แต่ตอนช่วยแจกเสบียงให้ชาวชงหนูเขาก็ยังคงมองอยู่ภายในรถม้าให้พ่อบ้านกับอาหมางเป็นผู้จัดการ


นางกระพริบตามอง “....ไหนท่านบอกเป็นคนธรรมดา” ดวงตากลมหรี่ตาลง “ตอนท่านสลบไปก็มีคนมากมายพยายามบุกเข้าจวนเติ้งมาเพื่อขอพบท่าน ...ช่วยบอกข้าทีว่าเป็นเพราะเรื่องอันใด?”


“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เท่าที่ข้าจำได้ไม่เคยมีเรื่องกับผู้ใดหากไม่จำเป็นข้ามักไม่ยื่นมือยุ่งเกี่ยวกับสิ่งใด ช่วยเหลือเพียงมิตรสหายและชาวบ้านที่น่าสงสารจากภัยสงคราม หากเราสามารถช่วยพวกเขาได้เล็กน้อย เท่ากับได้ต่อชีวิตให้พวกเขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง” อินซื่อป๋อกล่าว


นางกระพริบตามองเขา คนผู้นี้มักจะไปโผล่ที่นั่นที่นี่ ทุกคราก็จะมีเรื่องตามมา แล้วสุดท้ายก็จบที่มีคนมาเยี่ยมเขาจำนวนมาก ล้วนบอกว่าเป็นสหายหรือไม่ก็ผู้มีพระคุณ หยางเสี่ยวเยว่ตัดสินใจไม่ถามอะไรต่อ


“ใต้เท้าอินขอรับ ดูเหมือนทางด้านนู้นจะมีพลุสัญญาณบ้านอิน” พ่อบ้านที่ขับรถม้าอยู่เอ่ยขึ้นทันทีที่สายตาเหยี่ยวอันเฉียบคมของเขาสังเกตด้านขวามือเพียงหางตา


“พลุ?” นางขมวดคิ้ว


“เจ้าจำไม่ได้เหรอพลุสัญญาณที่อาหมางใช้เมื่อหลายเดือนก่อนไง” อินซื่อป๋อกล่าวอย่างฉงนก่อนจะพูดต่อ “พ่อบ้านเหม่าไปยังทางที่พลุจุดก่อน บางทีอาจเป็นลี่ฮัวตกอยู่ในอันตราย”


“ขอรับ” พ่อบ้านรับทราบก่อนรีบบังคับรถม้าแล่นความเร็วไปทางขวา แม้ทางจะลำบากกันดารไม่เหมือนบนถนนหนทาง แต่ม้าทั้งสองก็ถูกฝึกมาอย่างดี แล่นอย่างระมัดระวังและรีบไปตามคำสั่ง


“จำได้สิ ข้าแค่สงสัยว่าทำไมถึงมาอยู่แถวนี้..” นางเลิกม่านขึ้นมอง จะว่าไปหงเมี่ยวลั่วก็หายไปหลายวันแล้วเหมือนกัน นางพยายามเกาะที่นั่งไว้เพราะแรงสั่น


“หากเป็นคนใดสักคนในบ้านอินก็ได้ พลุสัญญาณเรามีแต่คนบ้านอิน หากจุดแบบนี้แสดงว่าคงมีเรื่องเป็นแน่” อินซื่อป๋อบอกอีกฝ่าย


“ขอให้ใช่เถอะ..” นางลังเลเพราะที่ผ่านมาก็มีทั้งจดหมายปลอมและต่างๆนาๆทั้งนั้น หงเมี่ยวลั่วเองก็เคยบอกว่ามีคนนำจดหมายอ้างเป็นนางมาขอเยี่ยมใต้เท้า


@Admin 


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -14 แต้มวาสนา +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -14 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1
โพสต์ 2019-1-30 17:56:27 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ล่าเนื้อแพะ

          หลังจากที่ฝึกวรยุทธเสร็จเส้าเทียนก็เตรียมตัวที่จะไปล่าสัตว์ต่อทันทีเพราะเขาคิดว่าตัวเองนั้นควรที่จะหาสัตว์มาประทังชีวิตเก็บไว้ถนอมอาหารบ้างเขาไม่ค่อยที่จะเข้าไปในเมืองเพื่อซื้ออาหารมาทานสักเท่าไหร่นักหรอกเพราะเงินของตัวเองนั้นไม่ค่อยมีเยอะ เป็นคนที่ค่อนข้างจะถนอมเงินไว้เอาไว้ใช้ยามที่จำเป็นเสียมากกว่า


          ครั้งนี้ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าตัวเองนั้น จะล่าสัตว์ได้กี่ตัว เพราะรู้สึกว่าร่างกายของเขาไม่ได้มีพละกำลังมากพอขนาดเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เนื่องจากตัวเองไม่ค่อยได้ใช้กระบี่ไม้ทำให้รู้สึกว่า พละกำลังที่แข็งแกร่งนั้นมันขึ้นอยู่กับอาวุธที่เขาใช้ซะมากกว่านั่นทำให้เส้าเทียนจึงเลือกที่จะไม่ค่อย ใช้อาวุธสักเท่าไหร่จะใช้ในยามที่จำเป็นเท่านั้น


         เขาต้องคอยคำนึงถึงหลายเรื่อง ช่วงนี้ก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง อาจจะเพราะการที่กลับมาอยู่ที่เดิม ให้หวนนึกถึงครั้งเก่าๆ ก็เป็นความรู้สึกที่ดี แตกต่างจากความรู้สึกที่เมื่อก่อนนะ ไร้ซึ่งความหวังแสงสว่างมันคับคล้ายคับคากับคนที่จะเป็นบ้า


          ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เขาจะต้องการสิ่งใดมากกว่าสิ่งที่ตัวเองมีอยู่เพียงแต่นึกสงสัยอยู่ทุกวัน สิ่งที่ตัวเองต้องการนั้นคืออะไร แล้วสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการนั้นคืออะไร ก็แค่ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบ อยู่กับคนที่เป็นครอบครัวชีวิตของเขานั้นเรียบง่าย
'ถึง คุณชายหวง อยากจะนัดคุณชายมาเที่ยวทะเลสาบจิ่วจ้ายโกว หรูหยงได้ยินจากนักเดินทางที่มาเที่ยวเห็นว่าในปาสู่มีทะเลสาบที่งดงามราวแดนสวรรค์ ข้าจะรอที่หอ

จาก โม่หรูหยง'


        นั่นทำให้เสาเทียนต้องรีบลงจากหุบเขาคนโฉดแล้วออกไปล่าสัตว์ด้านนอกแทน.... ไม่คิดว่านางจะส่งจดหมายมาช่วงเวลา เช่นนี้แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเขาก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว


          ตอนนี้เหมือนกับเจอกับเหล่าสัตว์ ที่ตัวเองต้องการจะล่า…


         เล็งธนูยิงไปตรงแพะที่กำลังอยู่กันเป็นกลุ่ม ธนูดอกแรกปรับเข้าไปตรงลำตัวอย่างที่เขาคาดไว้ แล้วที่นี้ไก่หลายตัวก็เริ่มกระจายพยายามหลบหนี คิดในใจว่าอย่าหนีเลยเพราะยังไงเขาก็จะฆ่ามันให้ได้ เพื่ออาหารแล้วทำได้ทุกอย่าง


          ขายาวค่อยๆก้าวอย่างเชื่องช้าเพื่อหลอกล่อสัตว์ที่อยู่ตรงหน้านั้นก็คือฝูงแพะ พวกแพะตัวเล็กตัวน้อยและตัวใหญ่กำลังหาอาหารกินกัน อย่างมีความสุขแต่หารู้ไม่ว่าภัยร้ายกำลังเคลือบคลานเข้ามาหาพวกมัน หวงเส้าเทียนสงบสติอารมณ์ก่อนที่จะเริ่มจากการเอาลูกศรมาเสียบไว้ข้างคันธนูกับสายธนูจากนั้นก็ดึงสายธนูให้ตึงเพื่อเตรียมง้างยิง


        เขารักสัตว์มาก แต่ที่ต้องมาทำเฉกเช่นนี้ก็เพื่อความอยู่รอดในอนาคต เขาพยายามขึ้นอย่างอื่นกลบเกลื่อน ใช่แล้วเขาชอบล่าสัตว์.. เขาชอบล่าสัตว์ หวงเส้าเทียนระงับความคิดแล้วเปลี่ยนมาสนใจฝูงแพะที่อยู่ข้างหน้า


        นัยน์ตาสีดำคมกริบเล็งพร้อมกับง้างลูกศรด้วยความเฉียบขาด ระยะและทิศทางบริเวณนี้น่าจะโดน


        ฟิ้ว...ตุบ..


        ลูกธนูไม้ทิ่มแทงลงไปที่แพะตัวเล็กจากที่ขนของมันสีขาวบริสุทธ์ อาบไปด้วยเลือดสีแดงสดไหลออกมาจากลำตัวของมัน แพะตัวอื่นๆต่างตกใจแล้วพากันวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว พวกมันกลัวที่จะถูกฆ่าเหมือนแพะตัวนี้
   

         “.....” หวงเส้าเทียนเดินเนือยหน่ายมาที่ร่างอันไร้ชีวิตของสัตว์ตัวนี้ มือหนาลูบขนที่กลายเป็นสีแดงชาดเบาๆ “เฮ้อ” น้ำเสียงของร่างสูงแฝงไว้ด้วยความเศร้า แพะน้อยหลับให้สบายนะ


          เขาถือธนูใหญ่เดินออกล่าสัตว์ต่อ สังเกตได้ว่ามีแพะพึ่งผ่านบริเวณนี้ไปไม่นาน น่าจะเป็นฝูงเดียวกันกลับที่หนีเขา หวังว่าวันนี้จะล่าแพะได้หลายตัวเพื่อนำไปให้ประกอบอาหาร


          “เฮ้อ” ร่างสูงขมวดคิ้วพลางถอนหายใจเสียงดัง เขาประมวลทิศทางสักระยะจากยนั้นจึงกระชับธนูใหญ่แล้วง้างคันธนูเล็งยิงอีกครั้ง


           ฟิ้วววววว


          เส้าเทียนนั้นหยิบลูกธนูขึ้นมาแล้วนำมาใส่ธนูเพื่อง้้างยิงต่อ การล่าสัตว์ก็เหมือนการฝึกตัวเองไปในตัว ให้ตัวเองนั้นมีความแม่นยำยิ่งกว่าเดิม


          ยามที่ต่อสู้นั้นเขาใช้ธนูยิงน้อยครั้งเห็นจะได้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการยิงบนที่สูงมากกว่า


           เพราะช่วงนั้นการใช้อาวุธที่เป็นอาวุธระยะประชิดมันก็ค่อนข้างที่จะเข้าถึงง่ายทำให้เขาเลือกอาวุธระยะประชิดมาต่อสู้


          ฟิ้วววว


          "....."


         ดูเหมือนตอนนี้จะล่าเนื้อแพะมาได้พอสมควรแล้วถึงเวลาที่เขาจะไปหานางที่หอหนิวหลานจื่อหนี่ ต้องเตรียมรถม้าไปด้วยนางจะได้ไม่เดินทางลำบาก ถ้าหากเป็นสตรีคนอื่นเขาอาจจะไม่ตอบตกลงหรือส่งจดหมายกลับไปบอกว่าจะไปก็เป็นได้ เพราะนี่นั้นแตกต่าง มันไม่เหมือนกับคนทั่วไปที่เขาคิดด้วย คงคิดได้เพียงแค่สหาย เพราะว่านางนั้นไม่รู้ว่าคิดเช่นไร


         ไม่กล้าที่จะเอ่ยถามออกไปเพราะมันยังไม่ถึงเวลา


แสดงความคิดเห็น

(50) ได้รับเนื้อแพะ 64349 ชิ้น  โพสต์ 2019-1-30 18:25

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -362 แต้มวาสนา +7 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -362 + 7

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
พิณฝูซี
ผ้าคลุมชินชิล่า
หมวกเกราะรามอนดา
โล่ห์กริชสังหาร
เกราะเอ็ดมอนด์
ทำเนียบบุปผา
คัมภีร์สังคีต
เครื่องประดับผมเซเมเล่
อาภรณ์เจียวจิ้น
รองเท้าซิงไป๋เหลียนฮว่า
ปลอกหุ้มเล็บไห่ล่าง
หน้ากากอาร์มอร์
วิชาจันทร์เสี้ยวปลิดวิญญาณ
มนต์เหมันต์คีโอ
ถังอาบน้ำแห่งซัลลิส
ม้าจื่อเมี่ยว
กำไลเทพีไอซิส
ตัวเบาร่มนภา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x68
x67
x1
x9
x28
x1
x100
x270
x180
x31
x1
x123
x1200
x2
x243
x101
x5
x50
x50
x10
x4
x1106
x2
x273
x5
x61
x1
x1
x1
x10
x9999
x351
x4
x2
x5
x9