เจ้าของ: ไม่ระบุชื่อ

{ นอกเมืองว่านเฉิง } ป่าทิศใต้นอกเมือง

[คัดลอกลิงก์]

85

กระทู้

422

โพสต์

214748 หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147465524
ดีนาเรียส
336
ความหิว
2147483236
แต้มวาสนา
0
STR
0+0
INT
0+0
POL
0+0
Qi
0+0
CHA
0+0
โพสต์ 2017-8-31 00:09:51 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-4 22:04

PART LXXV


      เวลาผ่านไปจนถึงช่วงเย็นสองหนุ่มทำอะไรไม่ได้มากไปว่าการรอให้นกหรือหนูมาติดกับ ซึ่งก็ได้ผลแต่ว่ายังไม่เพียงพอต่อความหิวอยู่ดี ทั้งสองนั่งท้องร้องจ๊อกๆ อยู่ในห้องที่ห้อมล้อมด้วยกำแพงหินสี่ทิศ ท่าทางว่าพรุ่งนี้คงต้องคิดหาทางใหม่หาอะไรก็ได้ที่กินได้มาประทังชีพเพิ่ม ยังดีที่น้ำที่ทำเอาไว้มากพอสำหรับแก้ดับกระหายและพอจะรองท้องได้นิดหน่อย
    "พรุ่งนี้ข้าไปเอากับดักกับน้ำให้ก็ได้นะขอรับ" เลี่ยงเหลียงหันไปมองเห็นต้นแขนของคาบูโตะเกิดรอยขีดข่วนจากการมุกเข้ามุดออกด้านนอกและในซอกหินอยู่หลายรอบจึงเอ่ยขึ้นมา
     "โฮ่ งั้นรึ ก็ดี" คาบูโตะตอบรับเพราะมันจะได้ทำให้เขาไม่เจ็บตัวมาก แต่หากมีอะไรทำก็ไม่น่าเบื่อดีกว่าตอนนี้ที่เขาได้แต่มองเปลวไฟพลิ้วไสวไปเรื่อยๆ น่าแปลกที่แม้จะอยู่ในซอกหินและจุดกองไฟเล็กเอาไว้ แต่มันกลับเผาอากาศในนี้ไม่หมดเสียทีซึ่งนับว่าดีเพราะหากเป็นเช่นนั้นพวกเขาทั้งสองคงขาดอากาศหายใจตาย
     ค่ำคืนนี้เหน็บหนาวไม่แพ้เมื่อวานหากได้ที่นอนหมอนมุ้งสักนิดก็คงดี เมื่อมองไปรอบๆ มีพงหญ้าและพืชที่ขึ้นด้านในอยู่ก็น่าจะพอเอามาใช้เป็นวัสดุอุปกรณ์ในการสานเครื่องนุ่งห่มได้ ไม่ต้องดีมากเอาแค่คลายหนาวได้ก็พอ
     อยู่ๆ เลี่ยงเหลียงก็ลุกขึ้นยืนและเดินตรงไปที่ผนังหิน หยิบหินก้อนเล็กขึ้นมาขีดเขียนตัวอักษรที่คาบูโตะอ่านไม่ออก
     "เจ้าทำอะไรน่ะ?" ชายหนุ่มเอ่ยถามนักพรตหนุ่มที่อยู่ดีๆ ก็นึกอารมณ์สุนทรีอยากแต่งกลอนขึ้นมาหรืออย่างไร
     "คำที่พบบ่อยน่ะขอรับ" เลี่ยงเหลียงขีดๆ เขียนๆ ตัวอักษรอยู่หลายตัว "ว่างๆ แบบนี้ลองมาเรียนตัวอักษรฮั่นกันดีกว่าขอรับ"
     "หา? ตัวอักษร" คาบูโตะขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ แต่เมื่อคิดได้ว่ามันก็จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตเช่นกันจึงพยักหน้ารับไป "อืม ก็ดี แก้เบื่อ"
     "ขอรับ เช่นนั้นอ่านตามข้านะ ภูเขา แม่น้ำ หิน ต้นไม้" เลี่ยงเหลียงชี้ไปที่ตัวอักษรพื้นฐานทีละตัว 山  河  岩  树
     "อาฮะ ภูเขา แม่น้ำ หิน ต้นไม้" คาบูโตะอ่านตามแต่ก็เพียงแค่อ่านตามเท่านั้น "แล้วไงต่อ?"
     "ท่องสี่ตัวนี้ไปก่อนขอรับ ตอนนี้ยังเรียนเขียนไม่ได้เอาแค่จำไว้ก็พอ" เลี่ยงเหลียงเอ่ยบอก พรูหายใจออกมาหากว่ามีกระดาษกับพู่กันก็คงดี แต่ถ้าเลือกได้จริงๆ ขอมีอาหารเลิศรสกับข้าวสักสี่ถังดีกว่า
     "ภูเขา แม่น้ำ หิน ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ หิน ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ หิน ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ หิน ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ หิน ต้นไม้" คาบูโตะท่องวนไปสักพักก็เหมือนว่าพอจำได้บ้างแล้ว
    "ถ้าอย่างนั้นลองมาทดสอบดูขอรับ นี่ตัวอะไร?" เลี่ยงเหลียงใช้มือปิดตัวอักษรเก่าก่อนใช้หินขีดผนังเป็นตัวอักษรคำว่า ''
    "อืม..." คาบูโตะนึกอยู่สักพัก เท่าที่จำได้ไม่ใช่ภูเขาแน่นอน ขีดเยอะๆ แบบนี้ก็เป็นไปได้ว่าจะเป็น... "แม่น้ำ"
    "โถ่.. จำไม่ได้เลยนี่ขอรับ ตัวนี้ต้นไม้ไม่ใช่ภูเขาขอรับ มันหน้าตาเหมือนต้นไม้จะตาย" นักพรตหนุ่มอุทานออกมาอย่างคอตกไม่คิดว่าอักษรเพียงสี่ตัวคาบูโตะจะจำไม่ได้
    "เหมือนต้นไม้ตรงไหนฟระ ต้นมันมันต้องแบบนี้สิ.." คาบูโตะเดินไปตรงผนังหยิบเอาหินขึ้นมาขีดๆ เขียนๆ เป็นตัวอักษรต้นไม้
     "หืม... เดี๋ยวนะขอรับ นี่คืออักษรของดินแดนท่านหรือ?" เลี่ยงเหลียงเอ่ยถามออกไป นึกประหลาดใจที่คาบูโตะแม้จะความจำเสื่อมแต่ก็ยังจำตัวอักษรของตนเองได้ เพราะว่ามีของเก่าอยู่ในหัวนี่เองจึงทำให้เขาไม่ยอมจำสิ่งใหม่เข้าหัว แต่หากว่าชายหนุ่มสามารถพูดภาษาฮั่นได้ดีแล้วการเรียนเขียนอักษรก็น่าจะไม่ยากเท่าไร.... มั้ง
     "ฮะ? เออ นั่นสิ" คาบูโตะเกาแก้ม "แต่เนี่ย มันเหมือนต้นไม้กว่าตั้งเยอะ ใช่ป่ะ?" เขาใช้นิ้วจิ้มจึกๆ ไปที่ตัว 木 ที่เขาเขียน
    "ขอรับ ข้ายอมรับก็ได้ว่าเหมือนกว่า แต่ต้องจำต้นไม้ที่ข้าเขียนด้วยนะขอรับ เพราะอยู่ดินแดนฮั่นต้องใช้อักษรตัวนี้" เลี่ยงเหลียงเถียงกลับพร้อมกับวงตัวอักษร 树 ที่เขาเขียน
     "รู้แล้วน่า ข้าจะพยายามจำก็แล้วกัน" คาบูโตะตอบออกไปพร้อมกับท่องจำตัวอักษรสี่ตัวนั้นไปสักพักใหญ่ๆ กว่าที่จะจำได้หมดจากนั้นเลี่ยงเหลียงก็ค่อยๆ เพิ่มตัวอักษรชุดต่อไปอีกสี่ตัว ในคืนนั้นชายหนุ่มนอกด่านผิวสีคล้ำก็ได้บทเรียนเป็นตัวอักษรฮั่นสิบสองตัวเป็นบทเรียนก่อนนอน...
      



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -6 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -6 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

422

โพสต์

214748 หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147465524
ดีนาเรียส
336
ความหิว
2147483236
แต้มวาสนา
0
STR
0+0
INT
0+0
POL
0+0
Qi
0+0
CHA
0+0
โพสต์ 2017-8-31 12:36:20 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-4 22:04

PART LXXVI


      ดวงตาสีครามค่อยๆ ปรือตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ ในตอนนี้นอกจากจะปวดแสบที่ขมับยังรู้สึกปวดร้าวที่บริเวณเบ้าตาราวกับว่าหัวจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ชายหนุ่มที่อยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นได้ยินเสียงสนทนาของบุรุษตัวใหญ่ที่ชกเขากับใครสักคนที่ไม่ใช่เด็กตัวเล็กที่หน้าเหมือนกันสามคนนั้น เป็นเสียงของผู้ใหญ่ "jfgigpkdsadg"
     เขาพยายามปรับสายตาเพื่อเพ่งมองสิ่งที่เกิดขึ้น เห็นเงาของชายผมหงอกที่ชกเขาโค้งให้กับคนที่ไม่เคยเห็นหน้า คนๆ นั้นหันมามองทางเขาแล้วพูดบางสิ่งออกมาราวกับเป็นการกำชับ "sfgjhalgl,adg" บุรุษผมสีดอกเลาพยักหน้ารับแล้วคนที่พูดสั่งตอนแรกก็เดินออกไปจากกระท่อมหลังนี้
     "sgksdg;gsg?" บุรุษผู้นั้นหันมาพูดบางสิ่งกับเขาซึ่งเป็นภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง
     "หะ?" ชายหนุ่มอุทานออกมาด้วยความงุนงงและไม่เข้าใจกอปรกับอาการปวดบริเวณใบหน้าทำให้เขารู้สึกมึนไปหมด
    "hsdfhsdfhsar?" บุรุษผู้นั้นพูดออกมาอีกครั้ง จากนั้นเด็กตัวเล็กๆ ก็ออกมาจากประตูถือถาดบางสิ่งมาให้ด้วย ชายหนุ่มถูกประคองตัวขึ้นมานั่งแต่เหมือนกับว่าดึงขึ้นมาเสียมากกว่านั่นทำให้เขาเหวอ
    "!?!" ที่น่าตกใจกว่าคือมือทั้งสองข้างของเขาถูกมัดเข้าหากันมาด้านหน้าทำให้ไม่สามารถปัดป้องตัวเองได้แม้แต่น้อย เขาทำได้เพียงแต่ขมวดคิ้วมองอย่างหวาดระแวงและส่งเสียงขู่ในลำคอเท่านั้น "กรร..." แต่ทันทีที่เจ้าเด็กถือถาดมาใกล้ๆ กลิ่นหอมฉุยของอาหารที่ทำเสร็จมาใหม่ๆ ก็ทำให้ร่างกายของเขาส่งเสียงอื่นออกมาแทน โครก... ในตอนนี้ชายหนุ่มสนใจอาหารมากกว่าใครที่จะมาทำอะไรเขาแล้ว ไม่รู้ว่าเขาไม่ได้ทานอะไรมากี่วันแต่ในยามนี้ของกินเป็นสิ่งที่เขาโหยหามากที่สุด
     "kllaggadgag sfgadgpojrd sgag?" บุรุษผมดอกเลาพูดบางอย่างกับเขาอีกครั้ง แต่ว่าตอนนี้เขาไม่ได้ตั้งใจมองสักนิดเพราะสายตามัวแต่จ้องไปยังข้าวสวย ปลาย่าง และเกี๊ยวต้มน้ำแกงมากกว่า จนเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่ถือถาดอาหารมาให้เกิดความหวาดกลัวเสียแทน เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้สนใจสิ่งที่เขาพูดเลยก็ทำการแก้มัดที่มือให้เมื่อเห็นว่าไม่น่าจะเป็นอันตรายหรือลุกขึ้นมาชกสวนหน้าอีก
     "อาหารพวกนี้ให้ข้า?" ชายหนุ่มเอ่ยถามออกมาและเมื่อได้รับคำตอบด้วยการพยักหน้าเขาก็ลงมือรับประทานมันอย่างรวดเร็ว ข้าวสวยหนึ่งถ้วยหมดเป็นอย่างแรกในเวลาหนึ่งนาที เมื่อเห็นว่าไม่พอบุรุษวัยกลางคนจึงสั่งให้ลูกสาวของเขาไปเอาหม้อข้าวมาตั้งตรงนี้ ชายหนุ่มทานมันหมดเรื่อยๆ เติมข้าวไปถึงสามถ้วยก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะอิ่ม ปลาย่างตัวไม่ใหญ่นักถูกแทะกินจนไม่เหลือเนื้อ อันที่จริงเขาแทบจะกินก้างและหัวมันไปเสียด้วยซ้ำหากไม่ถูกห้ามเอาไว้เสียก่อน จากนั้นซุปในน้ำแกงเป็นอย่างสุดท้ายที่ชายหนุ่มทานเขาซดน้ำแกงเสียงดังซู้ดใหญ่ทานมันจนแทบจะเหลือแค่ถ้วยชามเปล่าๆ "ซู้ดดด อาห์ อร่อย!"
     เด็กหญิงที่มองชายหนุ่มรับประทานอาหารยิ้มอย่างแหยๆ จะว่าดีใจก็กึ่งหนึ่งจะว่าประหลาดใจก็มีส่วน เธอไม่เคยเห็นใครทานอาหารได้เยอะและว่องไวขนาดนี้ เธอหันหน้าไปมองกับบิดาแล้วผู้เป็นบิดาก็พูดบางอย่างออกมาพร้อมกับส่ายหน้าเอือมๆ "fgfkngsfhfg"
     สองพ่อลูกสนทนากันสักพักซึ่งชายหนุ่มไม่ได้สนใจอะไร ก่อนที่เด็กหญิงตัวเล็กอีกคนจะถือชามบางอย่างมาให้ ชายหนุ่มคิดว่านั่นคงจะเป็นของหวานล้างปาก เขารับมันมาซดดื่มรวดเดียวแต่ก็พ่นพรวดออกมาแทบไม่ทันเมื่อได้กลิ่นเหม็นเขียวและรสขมคละคลุ้งไปหมด "ไอ้นี่มันไม่อร่อยเลย!!" เขาพูดสวนออกไปแต่ก็ถูกชายวัยกลางคนๆ นั้นจับล็อคจากด้านหลังและให้ลูกสาวของเขาเอายาขมต้มสุกใหม่ๆ กรอกปาก คราวนี้ไม่ใช่แค่ขมแล้วแต่ว่ามันลวกปากลวกคอเข้าไปหมด
     "แค่กๆๆ พวกเจ้าจะฆ่าข้าเร้อ!" เขาโวยวายออกมาในทันทีแต่ก็ถูกเชือกปอเส้นใหญ่มัดเอาไว้ให้อยู่ติดเตียง "เดี๋ยว! พวกเจ้าจะทำอะไรข้า!!"
     "ffgdfsptekhnbc" บุรุษที่มัดเขาเอ่ยขึ้น แล้วจ้องเขม็งด้วยสายตาดุมาเหมือนกับว่าเป็นการสั่ง แม้ไม่เข้าใจคำพูดแต่ก็รู้สึกได้ว่าถูกสั่งว่า 'นอนนิ่งๆ ซะ'
    "lkdspkhfshx?" เจ้าเด็กที่มาใหม่พูดบางอย่างออกมากับบิดาของเขา ซึ่งเด็กคนแรกที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะราวกับถอดแบบกันมาก็พยักหน้าเห็นด้วย
     "sfgsfodfv คาบูโตะๆ lsfgpoagas คาบูโตะ?" ผู้เป็นบิดาพูดกับลูกสาวทั้งสองของเขา
     'คาบูโตะ?' ชายหนุ่มเคยได้ยินคำๆ นี้ มันแปลว่า 'หมวกชุดเกราะ' แต่ถึงเข้าใจความหมายเขาก็นึกภาพไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่หรือว่านั่นคือชื่อของเขาอย่างนั้นหรือ? 'ชื่อ... แล้วทำไมข้าถึงจำชื่อของตัวเองไม่ได้เลย?'
     "fgsfg คาบูโตะ" เด็กหญิงตัวเล็กสักคนที่ตอนนี้ชายหนุ่มแยกไม่ออกแล้วว่าใครเป็นใครเอ่ยย้ำอีกครั้งหนึ่งพร้อมชี้มาทางเขาด้วย ก่อนที่เธอจะชี้ไปที่ตัวเอง "ซูปี้.."  

      
     วันที่สองสำหรับการติดอยู่ที่ชะง่อนหน้าผาในป่าทิศใต้นอกเมืองว่านเฉิง ตอนนี้ชายหนุ่มทั้งสองไม่รู้ข่าวคราวอะไรด้านนอกเลยเรียกได้ว่าตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ก็ได้ คาบูโตะมองไปทางโครงกระดูกของขุนศึกเล่ออี้แล้วรู้สึกสังเวชใจ พวกเขาจะต้องจบชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไม่มีผู้ใดรับรู้และรอวันให้ใครสักคนตกหน้าผามาและค้นพบห้องลับนี้และมาทราบการตายของพวกเขาอย่างเช่นศพนักรบนี้หรือไม่ เพียงแค่คิดก็รู้สึกโหวงเหวงใจออกมา
    "วันนี้โชคดีได้นกตั้งสามตัวล่ะขอรับ" นักพรตเลี่ยงเหลียงที่อาสาปีนเข้าออกซอกหินเพราะตัวเล็กกว่ามุดโพรงกลับเข้ามาพร้อมกับนกที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวในกับดักสามตัวและถุงน้ำสามถุง เรียกความสนใจให้คาบูโตะที่กำลังเอาใบไม้มาสานเป็นที่นอนแต่สายตามองไปทางโครงกระดูกหันมาทางเสียงเรียก
     "โอ้ ดีเลย งั้นก็เอาเข้ามาปิ้งโลด!" คาบูโตะเองก็ดีใจไม่แพ้กันเพราะว่านกที่จับได้ตัวค่อนข้างใหญ่ คล้ายๆ กับได้กินไก่ตัวนึง
     "ข้าคิดว่าจะเชือดกินตัวนึงแล้วเหลือเอาไว้สองตัวเผื่อว่ามันจะออกไข่น่ะขอรับ" เลี่ยงเหลียงเสนอแนวคิดออกมา เป็นวิธีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ถ้ำ อย่างน้อยก็ให้มีชีวิตรอดออกไปได้นานที่สุด  
    "ก็ดีนะ แต่ว่าเจ้าจะรู้ได้ยังไงนกตัวไหนตัวผู้หรือตัวเมีย?" คาบูโตะถามออกไป กว่าที่นอกจะออกไข่มันก็น่าจะต้องผสมพันธุ์กันก่อน เลี่ยงเหลียงมองตาปริบๆ ก่อนที่จะส่ายหน้าว่าไม่รู้
    "ถ้ามันไม่ยอมออกไข่ค่อยเก็บไว้กินทีหลังก็ได้ขอรับ" นักพรตหนุ่มยิ้มบอกคาบูโตะฟังความคิดนั้นพลางแอบคิดในใจว่าเจ้านี่ชักมีความคิดไม่เหมือนนักพรตเข้าทุกที แต่ก็เอาเถอะเขาไม่ได้คิดมากอะไรวางมือออกจากการสานที่นอนแล้วไปช่วยเลี่ยงเหลียงทำนกย่างดีกว่า...




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -1 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -1 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

422

โพสต์

214748 หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147465524
ดีนาเรียส
336
ความหิว
2147483236
แต้มวาสนา
0
STR
0+0
INT
0+0
POL
0+0
Qi
0+0
CHA
0+0
โพสต์ 2017-8-31 23:12:20 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-4 22:07

PART LXXVII


      "เสร็จ!" คาบูโตะร้องขึ้นหลังจากถักผ้าห่มใบไม้เสร็จ กว่าจะถักผ้าห่มจากใบไม้เสร็จก็ใช้เวลาเป็นวันๆ ทีนี้เขาและเลี่ยงเหลียงก็จะได้ไม่ต้องนอนหนาวกันอีก แต่ปัญหาก็มีอยู่เพราะว่าเพิ่งจะถักเสร็จเพียงแค่ผืนเดียว หากจะอยากนอนห่มใบไม้ก็คงต้องนอนอิงแอบแนบชิดกันน่าดู ซึ่งใครจะทำแบบนั้น...
    "เสร็จแล้วสินะขอรับ ทีนี้ก็ไม่ต้องนอนหนาวกันแล้ว" นักพรตเลี่ยงเหลียงยิ้มอย่างดีใจโดยไม่ทันคิดว่ามันไม่พอสำหรับสองคน
     "เรื่องอะไร นั่นของข้า" คาบูโตะทำทีดึงผ้าห่มใบไม้มาหลบไว้หลังตัวเอง
    "อ้าว ไหงอย่างนั้นล่ะขอรับ หากเป็นคนดีมีน้ำใจต้องแบ่งปันกันนะขอรับ" เลี่ยงเหลียงแย้งออกมาอ้างอิงหลักธรรมออกมาทันที
     "เป็นนักพรตก็ต้องเสียสละให้ชาวประชาสิ เจ้าจะได้ทำกุศลยิ่งใหญ่ไง" คาบูโตะยักคิ้วล้ออย่างกวนๆ "เอางี้ คืนแรกข้าให้เจ้ายืมใช้ก็ได้ แต่ว่าตอนนี้ไหล่ของข้ามันปวดไปหมดแล้ว" เขาพูดขึ้นพร้อมทำทีทุบไหล่ตนเองอย่างปวดเมื่อย
    "ก็ได้ขอรับ หากแลกกับไม่ต้องนอนหนาวล่ะก็ได้" เลี่ยงเหลียงถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วไปนั่งที่ด้านหลังของคาบูโตะพร้อมกับบีบนวดให้ทันที นักพรตหนุ่มออกแรงบีบบ่า เห็นเขาตัวเล็กๆ แต่แรงกลับดีเหลือเชื่อทั้งๆ ที่กินไม่ค่อยอิ่มนอนไม่ค่อยหลับ
     "อืม ดีๆ ตรงนั้นแหล่ะ" ชายหนุ่มผิวคล้ำหลับตาพริ้มอย่างรู้สึกสบายที่วันนี้ได้รับบริการนวดพิเศษ ที่เขาต้องการคือแรงมือหนักๆ นั่นแหล่ะมันช่วยบรรเทาอาการปวดล้าได้ดีนัก
    "แล้วบทเรียนวันนี้เอาอะไรต่อดีล่ะขอรับ ตัวอักษรไหมหรือว่าจะลองฝึกยุทธ์ดีขอรับ?" เลี่ยงเหลียงเอ่ยถามขณะที่ลงมือนวดไปด้วย
     "เอาฝึกยุทธ์ก็แล้วกัน ข้าไม่ค่อยถนัดเรื่องตัวอักษรเท่าไร" ชายหนุ่มตอบออกไป เพราะอย่างน้อยการฝึกควบคุมลมปราณก็ไม่ต้องใช้สมองมากนัก
     "ขอรับ งั้นข้าจะอธิบายเรื่องพื้นฐานก่อนก็แล้วกันนะขอรับ กำลังมีอยู่สองประเภทก็คือกำลังภายใน และกำลังภายนอก พอจะรู้ไหมว่าแตกต่างกันอย่างไร?"
     "กำลังภายในกับภายนอกรึ... อืม... กำลังภายในก็ตดไง ฮ่าๆๆๆๆ" คาบูโตะตอบเหมือนล้อเล่นพร้อมหัวเราะเสียงดังแต่ทว่าเขากลับคิดเช่นนั้นจริงๆ
     "เดี๋ยวๆๆ ขอรับ ก็... ไม่ผิดนัก แต่ว่าอย่าเอาไปเปรียบเทียบกับตดได้ไหมขอรับ" เลี่ยงเหลียงรีบขัด แล้วกระแอมไออธิบายข้อเท็จจริง "กำลังภายในคือพลังที่อยู่ภายในร่างกายของคนและสัตว์ เช่น เมื่อทานอาหารเข้าไปก็จะเผาผลาญจนเกิดพลังงาน กระแสประสาทรับรู้ ความรู้สึก ซึ่งสามารถฝึกฝนได้ขอรับ ส่วนกำลังภายนอก คือ สิ่งที่อยู่นอกกายเรา เช่น พลังลม-ฟ้า หยิน-หยาง พระอาทิตย์-พระจันทร์ น่ะขอรับ"
    "ถ้าสรุปง่ายๆ กำลังภายในคือไอ้ที่กินเข้าไปเลยเป็นแรงกายสินะ แต่ข้าไม่ค่อยเข้าใจกำลังภายนอกเท่าไร หมายถึงอะไร?"
     "ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ ก็ ยามลมพัดเราก็รู้สึกเย็นสบาย แสงแดดทำให้รู้สึกร้อน และพระจันทร์ข้างขึ้นข้างแรมก็มีผลต่อเลือดลมน่ะขอรับ" เลี่ยงเหลียงพยายามอธิบายสิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาเมื่อตอนฝึกฝน "ซึ่งกำลังภายในและภายนอกมีความสัมพันธ์กันโดยการถ่ายทอดจากภายในสู่ภายนอก แล้วจึงประสานลมปราณภายนอกและภายในให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน.. ซึ่งจำเป็นต้องเปิดทวารของร่างกายเพื่อให้ปราณเปิดรับและถ่ายออกให้ร่างกายสมดุลย์"
     "...." คาบูโตะฟังคำอธิบายด้วยความงุนงง ตอนนี้เขาชักเริ่มจะคิดแล้วว่าเรียนตัวอักษรหรือกำลังภายในแบบไหนชวนปวดหัวมากกว่ากัน จนชายหนุ่มต้องบอกอาจารย์จำเป็นไปตรงๆ "ข้าไม่เข้าใจอ่ะ"
    "โถ่ ท่านคาบูโตะรู้วิธีการทำอุปกรณ์ยังชีพตั้งหลายอย่าง ไม่ใช่คนโง่หรอกขอรับ" เลี่ยงเหลียงถอนหายใจออกมาเบาๆ อธิบายไปคงไม่สู้ให้อีกฝ่ายได้เรียนรู้ด้วยตนเอง
     คาบูโตะยิ้มยืดคำชมของเลี่ยงเหลียงพักหนึ่ง แต่คิดไปคิดมาก็ชักไม่แน่ใจว่านั้นคือคำชมหรือคำด่า "เฮ้ย! เจ้าหลอกด่าข้านี่หว่า"
     "เปล่านะขอรับ ไม่ใช่เลยนะ" นักพรตยกมือขึ้นจากบ่าของอีกฝ่ายแล้วชูขึ้นเหนือศีรษะเชิงยอมแพ้ "เอางี้ดีกว่า ลองมาฝึกของจริงกันดีกว่าขอรับ"
    "นั่งกำหนดลมหายใจน่ะรึ?" คาบูโตะเอ่ยถาม ในคืนแรกเลี่ยงเหลียงสอนให้เขากำหนดลมหายใจเข้าออกจนหลับไปเลย
    "อืม.. ความจริงวิธีการฝึกกำลังภายในก็มีหลายขั้นตอนนะขอรับ ข้าจะอธิบายจักระทั้งเจ็ดในร่างกายให้ฟังก็แล้วกันนะขอรับ" เลี่ยงเหลียงสูดหายใจเข้าแล้วค่อยๆ อธิบายทีละส่วน "จักระที่หนึ่ง อยู่บริเวณก้นกบ จะตื่นขึ้นเมื่อกรณีเกี่ยวกับชีวิต เช่น ตกใจ หรือยาม... อืม... มีอะไรกันน่ะขอรับ เป็นพลังที่มีปริมาณมากแต่เกิดขึ้นในระยะสั้นๆ และไม่ต่อเนื่องกันนัก" นักพรตหนุ่มรู้สึกกระดากปากเล็กน้อยเมื่อต้องพูดเรื่องเพศสัมพันธ์ออกมา
     "อืม... มา ฝึกขั้นตอนแรกกันเลย!" คาบูโตะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังแล้วจับไหล่ของเลี่ยงเหลียงเอาไว้แน่น
     "!!" นักพรตหนุ่มสะดุ้งโหยงพร้อมตีลังกากลับหลังหนีทันที "เดี๋ยวสิขอรับข้าแค่อธิบายเฉยๆ ฝึกอย่างอื่นดีกว่าอีกขอรับ โถ่.."
    "อ้อเร้อ เห็นพลังมากดี เอาไว้ก่อนก็ได้" คาบูโตะยักไหล่อย่างไม่คิดอะไรมาก นาทีนี้หากอะไรก็ตามที่ทำให้กำลังภายในของเขาพุ่งปรี๊ดได้ก็ยอมทั้งนั้นเพื่อที่จะได้ออกจากถ้ำไปช่วยซูปี้ได้เร็วๆ
     "...." เลี่ยงเหลียงมองคำพูดว่า 'เอาไว้ก่อนก็ได้' แล้วรีบอธิบายจักระที่สองต่อทันที "จักระที่สอง บริเวณท้องน้อย เป็นแหล่งพลังสำคัญสามารถฝึกได้ง่าย เก็บง่าย ใช้ได้บ่อยและต่อเนื่อง แต่พลังจะไม่พุ่งทะยานในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ส่วนมากใช้กับการส่งพลังไปทางขามากกว่าน่ะขอรับ อย่างเช่นการเตะหรือว่าการวิ่ง พุ่งกระโจนตัว"
    "อาฮะ.." คาบูโตะพยักหน้าหงึกหงักรับรู้ แล้วจดจำเอาไว้ว่าจักระที่ท้องน้อยก็จำเป็นที่ต้องเรียนรู้ในอนาคต
    "จักระที่สาม อยู่บริเวณใต้ลิ้นปี่ เป็นแหล่งพลังสำคัญแต่ไม่ได้ใช้ในการต่อสู้ จะใช้สำหรับฝึกธรรมกายสะสมพลังจักระขอรับ"
     "อืม งั้นไม่มีประโยชน์ ผ่านๆ" สำหรับคาบูโตะแล้วอะไรที่ไม่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นก็ไม่คิดจะจดจำ
     "เดี๋ยวสิขอรับ ทุกจักระล้วนมีประโยชน์ทั้งหมดแหล่ะขอรับ" นักพรตหนุ่มเหงื่อตกทันทีที่ลูกศิษย์จำเป็นไม่คิดจะเสียเวลากับสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการต่อสู้ "ถ้าอย่างนั้นจักระที่สี่ บริเวณหัวใจ เป็นแหล่งพลังงานสำคัญสำหรับการต่อสู้ด้วยแขน จะสอดคล้องกันกับชีพจรทั่วร่างเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเต้นของหัวใจขอรับ"
    "อืม.." คาบูโตะจดจำไว้ เรื่องการใช้แขนก็จำเป็นเพราะดูเหมือนว่าเขาจะมีพื้นฐานการฟันดาบติดตัวมาด้วยสิ
    "ต่อนะขอรับ จักระที่ห้า บริเวณลูกกระเดือก แหล่งพลังงานสำคัญที่ไม่ได้ใช้สำหรับการต่อสู้ ส่วนมากนักร้องจะใช้จักรนี้ขอรับซึ่งสอดคล้องกันกลับจักระที่สองด้วย..." อธิบายถึงตรงนี้นักพรตเห็นคาบูโตะเอนตัวนอนตะแคงแล้วเริ่มหาวเลยรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจจักรที่สามเลยสักนิดจึงรีบอธิบายต่อในทันที "จักระที่หก บริเวณตาที่สาม เป็นแหล่งพลังงานสำคัญสำหรับใช้ในการต่อสู้ ควบคุมการรับรู้และประสาทสัมผัส เปิดตาทิพย์เพื่อเพิ่มการรับรู้ที่เหนือกว่าปกติ"
    "หะ... ตาที่สาม?" คาบูโตะเลิกคิ้วถามอย่างรู้สึกไม่เข้าใจ ถ้าพูดว่าขาที่สามจะเข้าใจง่ายกว่า
    "อืม... เรียกว่าอะไรนะ ข้าคิดว่าน่าจะใกล้เคียงกับคำว่าสัญชาติญาณน่ะขอรับ"
     "ออ งี้เอง ข้าใช้บ่อยเลยล่ะนะ" คาบูโตะพยักหน้าหงึกหงักแล้วหาวอีกครั้ง "ต่อๆ"
    "จักระที่เจ็ด จักรสุดท้าย อยู่ที่กระหม่อม เป็นแหล่งรับกำลังภายนอก เรียกว่าพลังจักรวาล หรือเทพจะประทับทรงก็จะมอบพลังให้จากทางนั้นน่ะขอรับ"
    "หา เทพประทับทรงเนี่ยนะ?" คาบูโตะหรี่ตามองอย่างรู้สึกไม่เชื่อหู พลังจากเทพเนี่ยมันมีจริงซะที่ไหน เขากลอกตาไปมาพลางคิดว่าอย่างกับนิทานที่ซูปี้เคยเล่าให้ซูมี่ฟังบ่อยๆ
    "ก็ต้องมีบ้างไม่ใช่หรือขอรับที่เราจะเปิดรับพลังจากธรรมชาติ" เลี่ยงเหลียงอธิบายพลางมองท่าทางง่วงๆ ของชายตรงหน้า "วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากันไหมนะขอรับ" พูดจับเขาก็ลากเอาผ้าห่มใบไม้ที่คาบูโตะยกให้ตามสัญญามาห่มคลุมตัวแล้วนอนลงกับพื้นหญ้า
    "อืม ก็ดีเหมือนกัน พรุ่งนี้จะได้ตื่นขึ้นมาสานที่นอนต่อ ราตรีสวัสดิ์ล่ะ เลี่ยงเหลียง" พูดจบเขาก็หาวอีกรอบแล้วขยับตัวนอนในท่าที่สบายตัวขึ้นแล้วหลับไปอย่างง่ายดาย นักพรตหนุ่มที่นอนอยู่ไม่ห่างไกลออกไปไม่คุ้นชินกับคำกล่าวราตรีสวัสดิ์นักแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป...
   



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -8 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -8 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

422

โพสต์

214748 หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147465524
ดีนาเรียส
336
ความหิว
2147483236
แต้มวาสนา
0
STR
0+0
INT
0+0
POL
0+0
Qi
0+0
CHA
0+0
โพสต์ 2017-9-1 22:33:29 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-4 22:09

PART LXXVIII


      ...หิว... เป็นความรู้สึกที่ชายหนุ่มทั้งสองที่ติดอยู่ชะง่อนผารู้สึก วันนี้ไม่มีสัตว์มาติดกับดักที่พวกเขาวางเอาไว้เลยบางทีพวกมันคงฉลาดและไหวตัวทันกันหมดแล้วกระมัง...
     นกที่จับเอาไว้ในกรงกับดักก็ไม่ยอมออกไข่เสียทีจนพวกเขาหน้ามืดจะเชือดมันกินอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยับยั้งชั่งใจไม่เชือดมันกินเสียก่อน หากกำแพงเมืองไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียวฉันใดนกก็ยังไม่ออกไข่ชั่วข้ามคืนฉันนั้น
     เลี่ยงเหลียงปีนออกไปที่ด้านนอกชะง่อนผา ตรงนั้นมีพืชที่ดูแล้วน่าจะทานได้กับผลไม้นิดหน่อย ที่จะพอเอามาประทังชีพและให้นกที่เลี้ยงไว้ได้กินพวกมันจะได้ออกไข่ให้ทาน ส่วนคาบูโตะก็สานที่นอนต่อจนเสร็จอีกผืนคืนนี้เขาจะได้ไม่ต้องนอนหนาวแล้ว...
     บางทีชายหนุ่มก็คิดว่าฟ้าดินเล่นตลกอะไรกับเขาหรือเปล่า เมื่อเดือนที่แล้วเขาก็ติดแหงกอยู่ในห้องขังมาเกือบเดือนในฐานะจำเลยในคดีลักทรัพย์ ส่วนตอนนี้ก็มาติดแหงกอยู่บนชะง่อนหน้าผาเพราะเจ้าพวกสมาชิกพรรคภูติทมิฬลมดำ นี่หากว่าเขาไม่มีทักษะดำรงชีพมาบ้างมีหวังได้กลายเป็นศพนอนคู่กับขุนศึกเก่านามว่าเล่ออี้ไปแล้วมั้ง
     "เห็ดย่างสุกแล้วขอรับ" เลี่ยงเหลียงทำหน้าที่ปิ้งเห็ดที่เก็บมาส่วนตัวเขานั้นสานผ้าห่มใกล้จะเสร็จแล้ว นักพรตหนุ่มส่งเห็ดย่างเสียบไม้มาตรงหน้ากลิ่นของมันหอมฉุยเหมือนกับเห็ดฟางย่าง
     "กินได้แน่นะเห็ดที่เจ้าว่าน่ะ" คาบูโตะขมวดคิ้วมองอย่างไม่ไว้ใจ ตัวเขาไม่มีความรู้เรื่องเห็ดเสียด้วยแต่หากว่าเป็นปลาล่ะเขาสามารถแยกได้ว่าปลาตัวไหนมีพิษหรือต้องนำมาปรุงอาหารอย่างไรได้สบาย
    "ได้สิขอรับ ข้าเคยเห็นเห็ดชนิดนี้มันคล้ายกับเห็ดฟางนั่นแหล่ะต้องทานได้แน่นอน" นักพรตหนุ่มยิ้มกว้างอย่างมั่นใจ จนคาบูโตะต้องรับเห็ดมาดมเมื่ออีกฝ่ายยืนยันแบบนั้น
    "กินได้ก็กินได้ ถ้าข้าตายเจ้าคือฆาตกรน่ะแหล่ะ" กลิ่นหอมของเห็ดย่างมันดึงดูดให้ทานมากกว่าระแวงและในตอนนี้เขาก็หิวมากๆ เพราะทั้งวันมีเพียงน้ำที่ตกถึงท้อง ชายหนุ่มหงับเห็ดทานคำใหญ่โดยไม่สนว่ามันจะร้อนลวกปาก "ฮืม.. ก็อร่อยดีนี่หว่า"
     "ไช่ไหมล่ะขอรับ" เมื่อเห็นคาบูโตะทานเขาก็ลองทานเห็ดย่างฝีมือตนเองบ้าง ตัวเห็ดนั้นมีรสหวานและเมื่อถูกความร้อนยิ่งส่งให้กลิ่นและความหอมตามธรรมชาติกลมกล่อมขึ้นมันอร่อยได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรุงรส โชคดีที่เก็บมาเยอะเลยน่าจะพอประทังท้องไปได้ถึงพรุ่งนี้เช้าแต่ว่าพรุ่งนี้ต้องหาอาหารที่เป็นชิ้นเป็นอันกว่านี้ จะเป็นกบเขียดหรือกิ่งก่าก็ทานได้หมดแล้วในยามที่ตกยากเช่นนี้
     ทั้งสองทานเห็ดย่างกันจนหมดไม่ถึงกับอิ่มแต่ก็พอประทังชีวิตไปได้อีกวันหนึ่ง จากนั้นก็ถึงเวลาเรียนวิชากันต่อคราวนี้สลับกันบ้างเป็นการเรียนตัวอักษรฮั่น เลี่ยงเหลียงให้ชุดคำศัพท์เพิ่มเติม แต่คราวนี้ยากขึ้นกว่าเดิมเพราะเป็นคำที่ใช้ตัวอักษรถึงสองตัวด้วยกัน 诊所 房子 毕业 老师 คาบูโตะมองคำศัพท์ที่ต้องเรียนในวันนี้หน้าเหรอหรากับความยากของมัน เขาเพิ่งจะเรียนจำตัวอักษรมาได้เพียงวันนี้วันที่สอง (ไม่นับก่อนหน้าที่ซูปี้พยายามสอนแต่เขาไม่ได้ใส่ใจ) ก็ต้องมาเรียนการผสมคำยากๆ แบบนี้แล้ว มันทำให้เขาถึงกับมึน
     "เฮ้ย! ยากไปไหม แล้วข้าจะจำได้ไงล่ะเนี่ย" คาบูโตะบ่นอุบยังไม่ทันที่เลี่ยงเหลียงจะเขียนตัวสุดท้ายจบดี
     "คำพวกนี้ง่ายแล้วนะขอรับ แล้วแต่ละคำก็เป็นศัพท์ที่น่าจะใช้ได้ด้วย" นักพรตหนุ่มหันมาดุเบาๆ เมื่อเขียนจบ "อ่านตามข้านะขอรับ ร้านหมอ บ้านเรือน บัณฑิต อาจารย์"
     "ร้านหมอ บ้านเรือน บัณฑิต อาจารย์... จำยากอ่ะ มันไม่มีจุดสังเกตอะไรเลย" คาบูโตะบ่นอุบออกมาแล้วถอนหายใจหนัก
     "อย่าเพิ่งท้อสิขอรับ นี่ยังไม่ทันได้เรียนเคล็ดวิชาเลยนะขอรับ หากต้องอ่านคัมภีร์ด้วยตนเองล่ะก็ยากกว่านี้อีกนะขอรับ" คาบูโตะเบ้หน้าราวกับต้องกลืนยาขมทันทีที่เลี่ยงเหลียงพูดจบ ในยามนี้ยาขมก็ว่าหวานหากต้องมาเรียนตัวอักษรที่ยากเย็น
     "ก็ได้ๆ ถือว่าข้าทำเพื่อน้องสาวหรอกนะวุ้ย" ชายหนุ่มยังคงบ่นอยู่แต่เขาก็พยายามท่องจำเข้าหัวบ้างไม่เข้าหัวบ้าง นักพรตให้เวลาเขาสักพักก่อนที่จะทำการทดสอบ
     "นี่ตัวอะไรขอรับ?" เลี่ยงเหลียงขีดคำศัพท์ 房子 บนกำแพง
     "อาจารย์น่ะสิ ฮ่าๆๆๆ" คาบูโตะตอบพร้อมกับหัวเราะออกมา
     "ผิดนะขอรับ นี่คือคำว่าบ้านไม่ใช่อาจารย์ เดี๋ยวเถอะอย่างตอบเล่นๆ สิขอรับ" นักพรตหนุ่มขมวดคิ้วทันทีเมื่ออีกฝ่ายตอบผิดแถมยังหัวเราะออกมา
     "หา? ข้าหัวเราะที่ไหน ฮ่าๆๆๆ เฮ้ย! ข้ากำลัง.. หัวเราะจริงๆ นี่หว่า ฮ่าๆๆๆๆ" คาบูโตะพูดไปก็หัวเราะไป แม้เขาจะดูมีความสุขแต่ทว่าหัวคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจแต่ตอนนี้เขาห้ามให้ตัวเองไม่หัวเราะไม่ได้เลย
    "ก็ใช่น่ะสิขอรับ แล้วจะบอกว่าตัวเองไม่หัวเราะได้อย่างไร ฮ่ะๆๆๆ" เลี่ยงเหลียงเองก็หัวเราะไม่ทราบสาเหตุออกมาเช่นกัน นักพรตหนุ่มพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้หัวเราะแต่ดูเหมือนว่าจะทำไม่ได้เลย
     "โอย... เหนื่อยแล้ว แต่หยุดหัวเราะไม่ได้ ฮ่าๆๆๆ" คาบูโตะลงไปนอนงอตัวกับพื้นหญ้ากุมท้องหัวเราะไม่หยุด
     "ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ ข้าเองก็หยุดหัวเราะไม่ได้เลย ฮ่ะๆๆๆ" เลี่ยงเหลียงหัวเราะหนักจนน้ำตาซึมออกมาอย่างรู้สึกทรมาณ
     "ต้องเป็น ฮ่าๆๆ เห็ดที่เจ้าให้ข้ากินแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ เลี่ยงเหลียง เจ้าบ้า เจ้าฆาตกร ฮ่าๆๆๆๆ" คาบูโตะพูดถึงเรื่องความตายของตัวเองพลางหัวเราะราวกับว่าเป็นเรื่องขำขัน ตัวเขาไม่ตลกสักนิดแต่ก็หักห้ามใจตัวเองไม่ได้
    "หะ เพราะเห็ดหรือ? ฮ่ะๆๆๆ ข้าขอโทษหากว่าพวกเราจะ ฮ่ะๆๆๆ ตาย... ฮ่ะๆๆๆ" เลี่ยงเหลียงแสดงท่าทีขอโทษคาบูโตะแต่ก็หัวเราะไปด้วยจนร่างกายสั่งสะท้าน จากนั้นเขาก็พนมมือไปด้วยท่องบทสวดปนหัวเราะฟังไม่ได้ศัพท์
     "ฮ่าๆๆๆๆ"
     "ฮ่ะๆๆๆๆ"
     "ฮ่าๆๆๆๆ"
     "ฮ่ะๆๆๆๆ"
     "ฮ่าๆๆๆๆ"
     "ฮ่ะๆๆๆๆ"
     "ฮ่าๆๆๆๆ"
     "ฮ่ะๆๆๆๆ"
     "ฮ่าๆๆๆๆ"
     "ฮ่ะๆๆๆๆ"
     ในค่ำคืนนี้ชายทั้งสองไม่ได้เรียนตัวอักษรกันต่อแล้วได้แต่หัวเราะจนเหนื่อยและม่อยหลับไป โชคดีในความโชคร้ายเห็ดที่ทั้งสองทานเข้าไปคือเห็ดหัวเราะไม่ทำให้ถึงตายแต่ก็เหนื่อยจนแทบจะขาดใจเช่นกัน




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -4 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -4 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

422

โพสต์

214748 หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147465524
ดีนาเรียส
336
ความหิว
2147483236
แต้มวาสนา
0
STR
0+0
INT
0+0
POL
0+0
Qi
0+0
CHA
0+0
โพสต์ 2017-9-7 05:26:22 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-4 22:10

PART LXXIX


      วันเวลาผ่านไปหลายวันหลายคืนจนลืมนับไม่รู้ว่าวันนี้เข้าสู้วันที่เท่าไรเมื่อสองบุรุษนามว่าคาบูโตะและเลี่ยงเหลียงมาติดอยู่ที่ซอกผาหงส์ฟ้าใช้ชีวิตโดยการหาหนูหานกบ้างก็กบเขียดกลั่นสายหมอกเป็นหยดน้ำเพื่อกินประทังชีวิต ช่วงนี้ฝนตกมากผิดปกติจึงทำให้สองหนุ่มไม่ขาดแคลนน้ำกิน เผลอๆ ยังได้น้ำใช้มาส่วนหนึ่งอีกด้วย เกราะเหล็กของขุนศึกเล่ออี้ถูกถอดออกมาเพื่อเป็นพาชนะรองน้ำใช้ทั้งสองหวังว่าเขาไม่ว่าอะไรศิษย์ใหม่ผู้เรียนวิชาคนนี้
     แม้ทั้งคู่จะใช้ชีวิตอยู่กับโครงกระดูกขุนศึกเก่ามาร่วมอาทิตย์แต่ก็ไม่เคยพบเจอกับประสบการณ์ขนหัวลุกน่าสยองขวัญแต่อย่างใด ช่วงเวลาที่ว่างนอกจากที่จะหาอาหารประทังชีวิตและเตรียมตัวเพื่อฝึกเคล็ดวิชา 'ใจน้ำแข็ง' แล้วพวกเขาก็ทำหลุมศพเล็กๆ ให้กับร่างไร้วิญญาณของขุนศึกเล่ออี้ด้วย การตายเพียงลำพังโดยไม่มีใครรับรู้คงจะเหงาไม่น้อย และหากว่าเขาคือผู้ที่คิดค้นวิชานั้นขึ้นมาก็ถือว่าเป็นอาจารย์แม้จะไม่ใช่ศิษย์โดยตรงแต่คาบูโตะก็อยากทำบางสิ่งบางอย่างให้เล็กน้อย ทั้งสองจึงตัดสินใจฝังศพของเล่ออี้ไว้ภายในถ้ำและนำหินก้อนเล็กๆ มาเรียงเป็นตัวอักษรว่า 'เล่ออี้' แทนป้ายหลุมฝังศพ
      วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ฝนตกหนักยามค่ำคืน นับว่าโชคดีที่ก้อนหินที่ซับซ้อนช่วยกันไม่ให้สายฝนสาดเข้ามาภายในถ้ำที่พวกเขาใช้อาศัยหลับนอนมิเช่นนั้นคงต้องนอนหลับกันอย่างไม่เป็นสุข เสียงสายฟ้าดังโครมครามอย่างต่อเนื่องราวกับเทพเจ้าสายฟ้ากำลังพิโรธส่งลำแสงสีขาวแปรบปราบสว่างจ้าทั่วท้องนภายามราตรีแม้ว่าเสียงสายฝนที่ตกซู่ลงมาแรงก็มิอาจกลบเสียงอัศนีบาตได้

ครืน...
     เสียงคำรามจากฟากฟ้าปลุกคาบูโตะให้ตื่นขึ้นมาก่อนเวลารุ่งสางชายหนุ่มลืมตามองไปยังเลี่ยงเหลียงเขากำลังนอนขดอยู่อยู่ใต้ผืนใบไม้ที่ถักขึ้นมาป้องกันความหนาวซึ่งในราตรีนี้หนาวเย็นกว่าปกติเพราะสายฝนเทลงมาไม่มีท่าทีว่าจะหยุด คาบูโตะที่ยังคงงัวเงียอยู่มองออกไปด้านนอกพบว่าท้องฟ้างยังมืดครึ้มเขาจึงตัดสินใจนอนต่อแต่ทว่าเขาได้ยินเสียงปริศนาดังขึ้นฉุดรั้งสติไว้ไม่ให้นอนต่อ...

กุกๆ กักๆ
แกว๊กๆๆๆ กรู้ววว...

     ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยินเสียงดังกล่าวอยู่กลางป่าเขาย่อมมีเสียงสัตว์ป่าเป็นธรรมดาเขาจึงไม่ได้ใส่ใจแต่ทว่าในคืนวันนี้มันดังผิดปกติจนต้องออกไปดูว่าเป็นเสียงของตัวอะไรกันแน่ ในมือถือดาบเก่าๆ ของนักรบโบราณออกมาด้วยเผื่อว่าถ้าจับเจ้าตัวประหลาดที่ว่ามาทำเป็นอาหารได้ก็จะจัดการเสียเลย...
     ชายหนุ่มค่อยๆ ย่องออกไปที่ปากทางเข้าถ้ำอย่างเบาเสียงเพื่อไม่ให้นักพรตหนุ่มที่กำลังหลับสบายต้องตื่นขึ้นมา ร่างกายกำยำของเขาค่อยๆ เคลื่อนผ่านโพรงนั้นอย่างยากลำบากแต่ก็รู้สึกว่ามันเขาออกได้ง่ายกว่าครั้งแรกที่เข้ามาเพราะว่าร่างกายของเขาผอมลงเล็กน้อย แต่เมื่อใกล้จะหลุดออกไปยังปากทางเข้าถ้ำเขาก็ต้องชะงักเพราะฝนที่เทลงมาอย่างแรงยิ่งอากาศหนาวเขาก็ไม่อยากจะทำให้ร่างกายเปียกจึงต้องแอบหลบฝนแล้วมองออกไปยังด้านนอกแทน
     เงาสีดำสองเงากำลังร่าเริงกันที่ชะง่อนผาชายหนุ่มพยายามเพ่งมองไปที่เงานั้นว่ามือคืออะไรจะเป็นสัตว์หรือว่าผีป่าผีเขากันแน่ เงาทั้งสองที่กำลังนัวเนียกันท่ามกลางสายฝนนั้นสยายสิ่งที่คล้ายกับปีกออกมา มันน่าจะเป็นสัตว์ปีกชนิดหนึ่ง 'นก?' แต่ก็เป็นนกตัวใหญ่กว่าจะเป็นนกแก้วนกเขาไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเหยี่ยวหรืออินทรีย์เลยก็ได้...
     คาบูโตะแยกประเภทเจ้านกทั้งสองที่กำลังพลอตรักกันไม่ออกว่าเป้นนกพันธุ์อะไรแต่ที่แน่ๆ ในหัวของเขาคำนวนออกมาแล้วว่า 'นกเท่ากับอาหาร'
     ซึ่งความจริงแล้วนกทั้งสองคืออีแร้งตัวใหญ่ แร้งตัวผู้ขึ้นขี่แร้งตัวเมียอย่างดุเดือดร้อนแรงราวกับว่าจะบรรเลงเพลงรักให้ค่ำคืนอันหนาวเหน็บนี้เป็นค่ำคืนอันอบอุ่นของเราทั้งสองโดยไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่ามีผู้หนึ่งแอบมองมันอยู่และตีความคุณค่าของพวกมันว่าเป็นอาหาร
     คาบูโตะตัดสินใจที่จะเข้ามานั่งคิดในถ้ำที่มีเพียงกองไฟกองเล็กที่ให้แสงสว่างและความอบอุ่นเพราะการจับนกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พวกมันบินได้และหนีเก่ง กงกับดักที่เขาสร้างขึ้นก็เล็กไม่พอที่จะใส่แม้แต่ปีกสักข้างของแร้งยักษ์ กอปรกับสภาพอากาศที่แย่ลำพังการมองเห็นก็ลำบากแล้วไหนเลยจะลื่นเพราะน้ำฝนอีก หากว่าไปจับพวกมันตอนนี้ไม่เพียงแต่จะชวดนกแต่อาจจะลื่นล้มหัวแตกตายอีก ดีไม่ดีก็อาจจะตกหน้าผา
     เขาตัดสินใจอดทนต่อความหิวต่อไปอีกสักพักโชคดีมื้อเย็นมีเนื้อกิ้งก่าตัวใหญ่ให้ทานมิเช่นนั้นเขาคงหน้ามืดและออกไปล่าโดยทันทีนั่นแหล่ะ เอาไว้รอให้เลี่ยงเหลียงตื่นก่อนค่อยเล่าให้ฟัง ปรึกษากันแล้วจากนั้นค่อยลงมือจับนกยักษ์มาทำอาหาร แต่กันนั่นอีกเขาคงต้องคิดค้นวิธีทำเครื่องมือบางอย่างมาจับพวกมัน ไม่แน่ว่าอาจจะได้ใช้วิชาการถักแหที่ตาแก่สอนมาเอาไว้ดักจับนกนี่แหล่ะ....     




[Youtube]https://www.youtube.com/watch?v=uA5yGyB_z5U?autoplay=1[/Youtube]
[Youtube]https://www.youtube.com/watch?v=nDq6TstdEi8?autoplay=1[/Youtube]

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -4 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -4 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

422

โพสต์

214748 หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147465524
ดีนาเรียส
336
ความหิว
2147483236
แต้มวาสนา
0
STR
0+0
INT
0+0
POL
0+0
Qi
0+0
CHA
0+0
โพสต์ 2017-9-15 21:51:54 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-4 22:12

PART LXXX


      จนถึงช่วงสายๆ ของวันสายฝนจึงซาลงมาและหยุดตกทำให้สามารถออกไปยังภายนอกของชะง่อนหน้าผาได้ คาบูโตะที่ตื่นก่อนแล้วออกไปล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำฝนที่รองไว้โดยภาชนะที่ปลดเปลื้องมาจากซากโครงกระดูกของขุนศึกเลื่องชื่อในอดีตนามว่าเล่ออี้ เพราะว่าฝนตกหนักจึงได้น้ำที่มากพอสำหรับใช้และกินหากวันนี้จะทำอาหารต้มบ้างก็น่าจะดีไม่น้อย
     ชายหนุ่มตรงไปที่กรงกับดักสัตว์ที่ตั้งเอาไว้มีหนูและกระรอกป่าเข้ามาติดกับดักแม้จะไม่มากแต่ว่าเขาก็เริ่มจะชินกับการกินน้อยไปแล้วเพราะต้องอยู่อย่างอดๆ อยากๆ อดมื้อกินมื้อ เพียงแค่รอดชีวิตมาได้หลายวันก็รู้สึกอัศจรรย์ใจมากโข ไม่รอช้าเขาเอามีดสั้นที่จิ๊กมาจากเล่ออี้เช่นกันมาจัดการเชือดหนูและกระรอกให้ตายภายในดาบเดียวจากนั้นจึงจัดการถลกหนังทิ้งชำแหละเนื้อออกเป็นชิ้นๆ แล้วโยนมันเข้าหม้อต้มน้ำเดือดๆ เพื่อปรุงเป็นอาหารเช้าของวัน เป็นอาหารเช้าที่แสนเรียบง่ายไร้การปรุงแต่งเป็นรสชาติจากธรรมชาติโดยแท้
     ระหว่างที่รออาหารสุกเขาก็เดินหาเถาวัลย์ที่ด้านนอกถ้ำหน้าผาเผื่อว่าจะมีวัตถุดิบสำหรับทำตาข่ายจับนกยักษ์ที่พบเห็นเมื่อคืนได้ แต่ดูเหมือนว่าเถาวัลย์ที่ต้องการจะอยู่สูงเกินไป ลำพังปีนขึ้นไปเก็บมาอาจจะพลาดท่าตกลงไปยังหุบเหวไร้ก้นด้านล่างก็คงมีแต่ต้องจำยอม
     กลิ่นอาหารหอมยวนใจชวนให้เลี่ยงเหลียงผู้หิวโหยตื่นขึ้นมาจากการจำศีล นักพรตหนุ่มค่อยๆ คลานออกมายังด้านนอกถ้ำเพื่อตามกลิ่นอาหารเช้าร้อนๆ ออกมา "วันนี้มีอะไรทานหรือขอรับ?"
     "โอ้ เจ้าตื่นแล้วรึ? ไปล้างหน้าก่อนเถอะ" คาบูโตะหันมามองเลี่ยงเหลียงที่ออกมาจากถ้ำพอดี
     "ขอรับ" นักพรตเดินสะโหลสะเหลตรงไปที่เกราะใส่น้ำฝนที่ตั้งเอาไว้แล้ววักน้ำขึ้นล้างหน้าบ้วนปากเรียกความสดชื่นให้กับชีวิต
     "วันนี้ได้หนูกับกระรอกมาอย่างละตัวเลยจับเอาไปต้มซะ" ชายหนุ่มเอ่ยบอกเมนูอาหารของเช้านี้ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่เขากลายเป็นพ่อครัวจำเป็นไปเสียแล้ว
     "หนูต้มน้ำแกงสินะขอรับ" เลี่ยงเหลียงเดินมาดูหมวกเกราะเหล็กของอดีตนักรบที่ตอนนี้ทำหน้าที่แทนหม้อต้มน้ำ เนื้อสัตว์ที่สุกแล้วลอยตุบป่องขึ้นมาบนน้ำเดือดๆ หน้าตาน่ารับประทานเพียงแค่นี้ก้ชวนให้เขาน้ำลายสอแล้ว
     เมื่อเห็นว่าอาหารสุกดีแล้วคาบูโตะก็จัดการดับไฟลงลืมคิดไปเสียสนิทว่าทำอาหารต้มแล้วจะทานกันอย่างไร ที่ทำได้คงต้องหาสิ่งที่จะเอามาใช้แทนถ้วยเสียก่อนทั้งสองเดินหาของที่จะเอามาแทนถ้วยใส่อาหารได้ในพื้นที่จำกัด มันไม่มีอะไรมากไปกว่าเปลือกไม้หรือกะลาเมื่ออุปกรณ์พร้อมแล้วทั้งสองเริ่มทานอาหารกันอย่างตามมีตามเกิด...
    "ข้าว่าคราวหน้าไม่ทำของต้มแล้วดีกว่า" คาบูโตะหลุดพูดออกมาหลังจากที่ทั้งสองเงียบอยู่นานจากความลำบากในการทานอาหาร
     "นั่นสินะขอรับ..." เลี่ยงเหลียงตอบออกไปสั้นๆ อย่างคิดเช่นเดียวกัน "แต่ว่าได้ซดน้ำแกงบ้างก็คล่องคอดีนะขอรับ.."
     "อืม... นั่นสินะ แต่ลำบากว่ะ" คาบูโตะมองดูกะลามะพร้าวที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรทั้งที่แถวนี้ไม่มีต้นมะพร้าวขึ้นอยู่ แต่...หรือว่าจะมี?
    "นั่นสินะขอรับ.." เลี่ยงเหลียงประคองเปลือกไม้ขึ้นซดน้ำแกงที่มีรสหวานจางๆ จากการต้มเนื้อหนูและกระรอก
     "...."
     "...."
    "เออ ใช่... เจ้าจำเสียงแปลกๆ ที่ดังตอนกลางคืนตั้งแต่วันแรกๆ ได้ไหม?" คาบูโตะพูดขึ้นหลังจากที่การสนทนาขาดช่วงไประยะหนึ่ง
     "เสียง?" เลี่ยงเหลียงกลอกตาคิด เขาเคยได้ยินเสียงดังกล่างจริงแต่เมื่อติดอยู่ที่กลางป่าไปนานๆ เขาก็รู้สึกชินชากับเสียงดังที่เกิดขึ้นทุกค่ำคืน "ที่บอกว่าน่าจะเป็นเสียงสัตว์ป่าน่ะหรือขอรับ?"
    "อืม.. ใช่" คาบูโตะพยักหน้าหงึก "เมื่อคืนข้าได้ยินเสียงดังกว่าปกติเลยแอบออกไปดู"
    "แล้วเจออะไรหรือเปล่าขอรับ?" นักพรตหนุ่มเอ่ยถาม หากว่าเป็นอาหารก็ดี หรือเป็นสัตว์ร้ายก็จะได้ระวังเอาไว้
     "เจอ" คาบูโตะพยักหน้าลงอีกครั้งแล้วจึงเริ่มเล่าให้ฟังทันที "มันเป็นนกตัวใหญ่สองตัว ข้าว่ากินได้"
     "นกตัวใหญ่? เหยี่ยวหรือขอรับ หรือว่านกอินทรี?"
     "ไม่รู้แฮะ ฝนตกหนักข้าเลยเห็นไม่ชัด แต่ว่าเป็นนกตัวใหญ่ไม่ผิดแน่ กับดักที่เคยสร้างไว้ใส่มันไม่ได้ ต้องทำข่ายดักนกที่ใหญ่กว่านี้"
    "ข่ายดักนก ท่านทำเป็นหรือ?" เลี่ยงเหลียงเอ่ยถามขณะที่หยิบชิ้นเนื้อเข้าปาก
     "ถ้ามันไม่ต่างจากอวนอ่ะนะ" คาบูโตะยักไหล่ตอบ "แต่ก็มีปัญหาอยู่ ข้าต้องการเถาวัลย์จำนวนมากทีเดียวแล้วมันก็อยู่บนนั้น" เรียวนิ้วยาวๆ ชี้ขึ้นไปบนหน้าผาที่สูงชันต้องปีนขึ้นไประยะหนึ่งจึงจะเอาลงมาได้ซึ่งมันค่อนข้างอันตราย
     เลี่ยงเหลียงมองตามขึ้นไปด้านบนก็พยักหน้าเข้าใจทันที "สูงใช่เล่นนะขอรับ แต่ก็อาจจะเอาลงมาได้"
     "เจ้าจะปีนรึ?" คาบูโตะขมวดคิ้วถามอย่างรู้สึกเป็นกังวล
     "หากว่าวิ่งไต่ขึ้นไปหรือกระโดดสูงสองขั้นนะขอรับ" นักพรตหนุ่มโคลงศีรษะเล็กน้อยขณะเอ่ยตอบมันเป็นวิชาตัวเบาขั้นกลางที่เขาเรียนรู้มาจากสำนักและทำได้ค่อนข้างดี
     "วิชาตัวเบาสินะ งั้นกินเสร็จแล้วก็จัดไป" คาบูโตะพยักหน้าตอบ เขาเคยเห็นนักพรตใช้วิชาดังกล่าวในการไล่ตามคนร้ายในเมืองและวิ่งเร็วได้อย่างน่าเหลือเชื่อก็ทำให้เขาพอจะคลายความกังวลใจเรื่องความปลอดภัยไปได้บ้าง

     หลังมื้ออาหารทั้งสองก็ดำเนินการตามแผนที่ได้เตรียมไว้ เลี่ยงเหลียงจะใช้วิชาตัวเบาไต่ขึ้นไปเก็บเถาวัลย์บนหน้าผา ส่วนคาบูโตะคอยรอรับเถาวัลย์ที่เบื้องล่างและคอยรับตัวนักพรตหนุ่มด้วยหากว่าเขาตกลงมาเบื้องล่าง
     "ฮึ่ย!" เลี่ยงเหลียงใช้วิชาตัวเบากระโดดสองขั้นขึ้นไปแล้วคว้าเอาเถาวัลย์ไว้มันหนาและแข็งแรงพอที่จะพยุงน้ำหนักของคนตัวเล็กได้ นักพรตหนุ่มต่อยๆ ไต่ขึ้นไปจนสุดปลายเถาวัลย์ที่ติดอยู่กับรากของต้นไม้ใหญ่ที่ยื่นออกมามือหนึ่งจับเถาวัลย์อีกเส้นข้างกันไว้ อีกมือก็ค่อยๆ ใช้กระบี่ประจำกายตัดเถาวัลย์เส้นแรกจนขาดหล่นลงมา ทำอย่างนี้จนได้ปริมาณทั้งหมดตามที่ต้องการแล้วจึงตั้งหลักวิ่งไต่หน้าผาลงมาอย่างสวยงาม "พอหรือเปล่าขอรับ?"
     "เยี่ยมมาก ถึงจะไม่เยอะข้าก็ว่าน่าจะพอล่ะนะ" คาบูโตะชูนิ้วโป้งไปตรงหน้านักพรตเลี่ยงเหลียง เมื่ออีกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเสร็จแล้วทีนี้ก็เหลือเพียงเขาที่จะสานตาข่ายเป็นอวนดักจับนกยักษ์โดยเพิ่มลูกเล่นกับดักเข้าไปด้วย เขาลงมือทำทันทีแต่เถาวัลย์ที่เก็บมาได้มีจำกัดดังนั้นเขาคงต้องคิดคำนวนปริมาณที่ใช้ทำอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว...

      กว่าจะทำตาข่ายดักนกสำเร็จเรียบร้อยก็กินเวลาไปจนถึงช่วงเย็นตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงมาย้อมท้องนภาให้กลายเป็นสีส้ม ตาข่ายที่ถักมาจากเถาวัลย์ที่นักพรตเลี่ยงเหลียงตัดลงมาให้มันมีขนาดปานกลางไม่ใหญ่มากเนื่องจากวัสดุมีจำนวนจำกัดแต่ก็น่าจะเพียงพอในการดักนกแร้งขนาดใหญ่สองตัวได้
    "เจ้าเอามันไปติดไว้ที่เดิมที" คาบูโตะส่งตาข่ายที่ถักเสร็จแล้วให้กับเลี่ยงเหลียงแน่นอนว่าหน้าที่ของผู้ที่จะติดตั้งย่อมเป็นของผู้ที่ใช้วิชาตัวเบาสำเร็จแล้ว
    "เอาไปติดไว้ที่เดิมสินะขอรับ.." นักพรตหนุ่มแหงนหน้าขึ้นไปมองยังด้านบนแล้วขมวดคิ้วเครียดทันที เพราะว่าเขาตัดเอาเถาวัลย์ลงมาหมดแล้วถ้าจะเอาไปผูกไว้ล่ะก็คงต้องขึ้นไปเกี่ยวกับไม้ที่อยู่เหนือขึ้นไปอีกหน่อยแต่ก็ถือว่าเปลืองพลังงานไม่น้อยเลยทีเดียว และจะต้องติดตั้งชักรอกที่ด้านบนนั้นอีกเรียกได้ว่าต้องทำงานแข่งกับเวลาเลยทีเดียว "ข้าจะลองดูแล้วกันนะขอรับ"
     พูดจบนักพรตหนุ่มก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขารวบรวมลมปราณไว้แล้วเพ่งจักระไปที่ขาจากนั้นก็ดีดตัววิ่งไต่หน้าผาขึ้นไปอย่างรวดเร็วต่อสู้กับแรงต้านของกระแสลมแรงที่พัดปะทะร่างกาย เมื่อวิ่งขึ้นไปถึงเขาก็รีบคว้าเอากิ่งไม้นั้นไว้ก่อนจะเหวี่ยงสายเถาวัลย์เกี่ยวพันกิ่งไม้แล้วปล่อยให้ส่วนของตาข่ายแผ่ลงมาที่ด้านล่าง จัดการผูกให้รอกสามารถชักลงมาได้เมื่อเหยื่อติดกับดักและเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเขาก็ไต่ลงมาตามเดิม แล้วก็ลงมานั่งหอบด้านล่าง การติดตั้งกับดักนี้ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ เอาเสียเลย แต่เพื่อปากท้องเขาก็ยินดีที่จะทำ
    "โอเค แค่นี้น่าจะพอใช้ได้แล้วล่ะนะ" คาบูโตะพูดขึ้นหลังจากรับเอาปลายเถาวัลย์อีกด้านมาผูกไว้กับต้นไม้ด้านล่างเพื่อเป็นหลักยืดเหนี่ยว
     แต่กว่าจะจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็กินเวลาเอามืดค่ำเสียแล้ว โชคไม่ดีเท่าไรที่ไม่มีสัตว์มาติดกับดักเพิ่มดังนั้นเย็นนี้คงต้องงดมื้อค่ำอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งสองจึงตัดสินใจรีบเข้านอนภายในถ้ำเพื่อระงับความหิวที่ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ โดยภาวนาให้พรุ่งนี้มีนกยักษ์ที่คาบูโตะเห็นติดกับอยู่ในตาข่ายที่อุตส่าห์ทำมาทั้งวัน...




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 +15 ความหิว -8 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 15 -8 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

422

โพสต์

214748 หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147465524
ดีนาเรียส
336
ความหิว
2147483236
แต้มวาสนา
0
STR
0+0
INT
0+0
POL
0+0
Qi
0+0
CHA
0+0
โพสต์ 2017-9-22 12:16:13 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-4 22:14

PART LXXXII


      "...โตะ คาบูโตะ ท่านคาบูโตะขอรับ!" เสียงเรียกของชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นปลุกให้ชายเจ้าของชื่อต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝันที่ยาวนาน...
     คาบูโตะค่อยๆ หรี่ตาขึ้นขมวดคิ้วมองไปยังภาพเบื้องหน้าที่เป็นใบหน้าของหนักพรตหนุ่มเลี่ยงเหลียงพร้อมด้วยแสงสว่างจ้าแสบตาอยู่เบื้องหลัง "เช้าแล้วรึ?" เขาถามออกมาด้วยเสียงที่ยังคงงัวเงียอยู่ ท่อนแขนแกร่งยกขึ้นขยี้ตาไล่ความง่วงและขี้ตาให้กระเด็นหลุดไป ในตอนนี้เขาจำเรื่องราวที่ฝันไม่ได้และไม่ได้ใส่ใจกับมันและคิดว่าเป็นเพียงแค่ฝันเท่านั้น
    "เช้าเสียที่ไหนนี่บ่ายแล้วนะขอรับ หลับไม่ยอมตื่นจนข้าตกใจหมด ไม่สบายหรือเปล่าน่ะขอรับ?" เลี่ยงเหลียงถามออกมา เพราะว่าอาหารการกินไม่อุดมสมบูรณ์และภายในถ้ำในชะง่อนหน้าผามีอากาศที่เย็นจะทำให้ไม่สบายก็ไม่แปลก
     "เปล่า เมื่อวานข้าคงนอนไม่พอมั้ง" คาบูโตะหาวหวอดออกมาก่อนที่จะยืดแขนบิดขี้เกียจไปมา เรื่องไม่สบายไม่ต้องพูดถึงตั้งแต่ที่จำความได้ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาป่วยไข้ เข้าตำราที่ว่า 'คนโง่มักไม่ป่วย' ....
    "งั้นก็ลุกมาทานอะไรก่อนเถอะขอรับ วันนี้นกที่เลี้ยงไว้อุตส่าห์ออกไข่ทั้งที" นักพรตหนุ่มว่าเช่นนั้นก่อนที่จะขยับตัวออกมาส่งเนื้อสัตว์ที่ติดกับย่างไฟแต่เย็นแล้วมาให้
     "โฮ่ จริงรึ!" คาบูโตะตาสว่างขึ้นมาทันที ก่อนหน้านั้นหลายวันเขาเคยจับนกมาได้และทดลองเลี้ยงไว้ด้วยผลไม้ที่เก็บมาจากแถวๆ นั้น กลั้นใจไม่จับพวกมันสองตัวมาย่างตั้งหลายครั้งเพราะหวังให้มันออกไข่ให้กินเนี่ยแหล่ะ "ไหนล่ะไข่?" ชายหนุ่มสนใจกับไข่มากกว่าเนื้อสัตว์ย่าง เพราะหลายวันมานี้ไม่เคยได้กินไข่เลยหากได้เปลี่ยนอาหารบ้างก็คงจะดี เมื่อสิ้นเสียงนักพรตก็ส่งไข่นกใบเล็กเท่าไข่นกกระจอกมาให้หนึ่งใบ...
     คาบูโตะมองไข่นกใบเล็กด้วยสีหน้าเรียบนิ่งแล้วรับไข่ใบจิ๋วที่ดูอย่างไรก็ไม่พอยาไส้แน่นอนขึ้นมาแล้วโยนเข้าปากโดยไม่ปอกเปลือกราวกับว่าจะกินทั้งหมดให้คุ้มค่า "ข้าว่าเอามันมากินเหอะ" ดวงตาคมสีน้ำทะเลปราดมองพร้อมส่งรังสีอำมหิตไปที่กรงนกที่เลี้ยงเอาไว้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า 'พวกเอ็งไม่รอดแน่ๆ'
     สุดท้ายเขาก็ทานอาหารประทังชีพจนเสร็จ ส่วนนกคู่นั้นค่อยเอาไว้ทานในมื้อต่อไปหากว่าพูดถึงนกแล้วเมื่อวานก่อนเขาได้ทำตาข่ายดักนกยักษ์เอาไว้แต่ดูเหมือนว่าพวกมันทั้งคู่ยังไม่มีใครเข้ามาติดกับ ไม่รู้ว่ายังไม่ถึงโอกาสหรือว่าเจ้านกตัวใหญ่ทั้งสองอาจจะฉลาดเฉลียวกว่าที่คิด ตอนนี้ที่เขาทำได้คือต้องรอไปก่อน

     เวลาผ่านมาจนถึงช่วงเย็น...
     นกตัวน้อยสองตัวถูกเชือดเสียบไม้ย่างข้างกองไฟ หากทีคำเปรียบเทียบว่าเสร็จนาฆ่าโคถึกเสร็จศึกฆ่าขุนพล ณ โอกาสนี้คงจะมีวลีที่ว่า 'ออกไข่เสร็จฆ่านกกิน' เพิ่มขึ้นมาด้วยเพราะผลประกอบการไม่บรรลุตามเป้าหมาย พวกเขาทั้งสองไม่ใช่คนที่โหดร้ายแต่ทำไปเพื่อความอยู่รอดมากกว่า มีดของขุนศึกเล่ออี้ถูกนำมาใช้ในการประกอบอาหารประดุจมีดทำครัว ส่วนหมวกเกราะที่เป็นเหล็กอย่างดีไม่เสื่อมสลายแม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วถูกทำเป็นหม้อต้มน้ำสำหรับใช้ดื่มแก้หนาว
     สายตาคมสีน้ำทะเลมองไปยังหมวกเกราะที่ทำหน้าที่หม้อต้มน้ำเดือดปุดๆ พลางนึกเอะใจขึ้นมาเล็กน้อยว่าเหมือนเคยเห็นที่ไหน แต่ว่าเขาก็เพิ่งจะมาเอะใจเอาในวันนี้ทั้งที่ใช้ของพวกนั้นประกอบอาหารมาก็หลายวันแต่ก็นึกไม่ออกว่าเห็นมาจากไหน เขาพยายามไม่คิดอะไรมากเฉกเช่นทุกครั้งเพราะเจ้าของเกราะและมีดนั้นก็นอนหลับไหลอยู่ภายในหลุมที่เขาและเลี่ยงเหลียงขุดให้อย่างเรียบง่ายไปแล้วจึงถือว่าตอนนี้มันเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของกึ่งๆ กับเป็นของใช้สาธารณะ
    "ข้าเพิ่งนึกได้ว่ามีตำราติดตัว วันนี้เรามาทดสอบการอ่านหน่อยไหมขอรับ?" เลี่ยงเหลียงเอ่ยขึ้นหลังมื้ออาหารดึงความสนใจของคาบูโตะให้กลับมา นักพรตหนุ่มเอาตำราเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อดูเหมือนว่าเขาจะพกพาไปไหนมาไหนด้วยตลอด
    "อะไรน่ะ?" คาบูโตะขมวดคิ้วมองพอจะอ่านได้ว่า 'ตำรา' ที่หน้าปก และตามด้วยตัวอักษรอีกสองคำที่เขาไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไรและมีความหมายว่าอย่างไร
    "นี่คือตำราขงจื้อขอรับ" เลี่ยงเหลียงตอบออกมาแล้วเริ่มอธิบายเมื่ออีกฝ่ายแสดงสีหน้าฉงนสงสัยเหมือนหมางง "ตำราขงจื้อเป็นหลักคำสอน ปรัชญา และแนวคิดขอรับ เป็นสิ่งพื้นฐานที่จะได้เรียนกัน"
    "โฮ่ งั้นเองรึ ก็ไม่น่ายากนะว่าไหม?" คาบูโตะเลิกคิ้วมอง หากว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนได้เรียนจริงๆ ล่ะก็แน่นอนว่าเขาก็ต้องเรียนรู้ได้ไม่ยากเกินความสามารถ
     "ขอรับ ท่านก็พอจะรู้คำศัพท์มากขึ้นแล้ว ลองอ่านดูหน่อยไหมขอรับ?" เลี่ยงเหลียงส่งตำราให้คาบูโตะลองอ่านดู ชายหนุ่มอีกคนก็รับมามันพร้อมตอบรับอย่างมาดมั่น
     "ได้!" คาบูโตะเปิดตำราขงจื้อออกนันทีและขมวดคิ้วหนักเมื่อเห็นว่าภายในมีตัวอักษรยึกยือเต็มไปหมด "ทำไมตัวหนังสือมันเยอะจังฟะ" เขาบ่นอุบอิบออกมาพร้อมเบ้หน้าราวกับว่าตำราคือยาขมทันที
     "อย่าเพิ่งบ่นสิขอรับ ขึ้นชื่อว่าตำราก็ต้องมีตัวหนังสือเยอะทั้งนั้นแหล่ะขอรับ" เลี่ยงเหลียงไม่รู้ว่าจะขำหรืออะไรดีที่อีกฝ่ายทำหน้าปุเลี่ยนเมื่อเห็นตัวหนังสือ แต่ก็ส่งเสียงเชิงดุออกไปหากว่าตามใจชายตรงหน้าคงไม่มีวันอ่านหนังสือออกเป็นแน่
     "ไม่น่าเชื่อเลยว่าซูปี้จะชอบอ่านอะไรแบบนี้..." คาบูโตะบ่นอุบออกมาแล้วขมวดคิ้วเคร่ง มือหนาเริ่มกำตำราแน่นเมื่อนึกถึงน้องสาวที่จับเป็นตัวประกันไป เพราะว่าเขาอ่อนหัดเลยไม่สามารถช่วยเหลือน้องสาวได้ ตอนนี้เธอจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรเขาก็ไม่อาจรู้ อย่าว่าแค่เรื่องของซูปี้เลยแม้แต่ชีวิตของเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป หากว่าสำเร็จเคล็ดวิชาใจน้ำแข็งแล้วจะสามารถออกไปจากหน้าผานี้ได้จริงหรือไม่ก็ยังไม่รู้ แต่ก็ไม่มีอะไรต้องเสี่ยงอีกหากว่าติดอยู่ในนี้เพียงอย่างเดียวเป็นตายก็เท่ากัน มีแต่เขาจะต้องฝึกวิชาให้สำเร็จเท่านั้นจึงจะออกไปช่วยน้องสาวได้
     "ก็ได้ ข้าจะอ่านมัน" แววตาของชายหนุ่มมุ่งมั่นขึ้น ก่อนหน้าจะอ่านของอย่างอย่างเคล็ดวิชาเขาจำเป็นต้องอ่านตำราที่ทุกคนได้เรียนอย่างปรัชฐาขงจื้อให้ได้เสียก่อน ถือเป็นบันไดขั้นแรกของการปลดปล่อยนั้น น้ำเสียงทุ้มค่อยๆ อ่านออกเสียงอย่างตะกุกตะกัก มีนักพรตเลี่ยงเหลียงคอยให้คำแนะนำและแก้คำผิดอยู่ข้างๆ
     แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ใจร้อนและไม่ชอบที่จะใช้สมองแต่ก็ไม่เชิงว่าเป็นคนโง่ที่เรียนรู้อะไรไม่ได้ หลักฐานอย่างนึ่งก็คือทักษะการเอาชีวิตรอดของตัวเขาเองจากกับดักและเครื่องมือมากมายที่เขาสรรสร้างขึ้นมาจากวิธีการประกอบอาชีพของชาวประมง อาจเป็นเพราะสายเลือดของชาติที่เรียนรู้ไว รู้จักรู้จักประยุกต์ใช้และดัดแปลงสิ่งของให้เหมาะสมกับตนเองที่หลับไหลอยู่ภายในสายเลือดของเขาก็เป็นได้

     เมื่ออ่านจบได้สองบทก็รู้สึกว่าทบเรียนในคราวนี้ค่อนข้างเยอะพอสมควรแล้วจึงควรที่จะหยุดพักและเข้านอนเพื่อพักผ่อนเสียที
    "ตำรานี่ข้าขอซื้อต่อก็แล้วกัน" คาบูโตะบอกกับเลี่ยงเหลียง นักพรตหนุ่มรีบส่ายศีรษะเป็นการปฏิเสธทันที
     "หากว่าท่านอยากได้ข้ายกให้ก็ได้ขอรับ ที่สำนักยังมีอีกหลายเล่ม" เลี่ยงเหลียงตอบออกมาอาจเพราะใช้ชีวิตกันมาหลายวันจึงทำให้ทั้งสองเริ่มที่จะสนิทสนมกันมากขึ้น เพียงแค่หนังสือเล่มเดียวไม่ใช่เรื่องยากเย็นเลยที่จะให้สหายใหม่
     "ไม่เอา ถึงข้าจะชอบของฟรีก็เถอะ แต่ว่าเจ้าช่วยสอนอะไรให้ข้าตั้งเยอะ หากว่าอยู่ตัวคนเดียวข้าต้องประสาทแดกแน่ๆ" พูดไม่ทันจบคาบูโตะก็เอาถุงเงินจำนวนหนึ่งซึ่งเขาไม่ได้นับยัดใส่มือเลี่ยงเหลียงเอาไว้พร้อมกำชับไม่ให้ปฏิเสธเงินก้อนนั้น "อย่าปฏิเสธข้าน่า"
    "เฮ้อ ก็ได้ขอรับ ถ้าออกไปได้ข้าขอเลี้ยงข้าวท่านตอบแทนก็แล้วกัน" นักพรตหนุ่มเองก็อยากจะเถียงอยู่หรอก หากว่าไม่ได้ทักษะการเอาตัวรอดของอีกฝ่ายมีหวังเขาคงอดตายตั้งแต่สามวันแรก แต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังเขาก็ปฏิเสธไปไม่ได้มีแต่ต้องรับถุงเงินจำนวนนั้นมาเท่านั้น
     "ดีมาก งั้นนอนกันได้แล้ว" มือหนายกขึ้นยีผมของนักพรตหนุ่มที่อ่อนไวกว่าจนยุ่งเหยิงก่อนที่จะล้มตัวนอนลงบนกองใบไม้ที่ทำเอาไว้ "ราตรีสวัสดิ์เลี่ยงเหลียง"
     "...." สิ้นเสียงกล่าวก็ได้ยินเสียงกรนคร่อกๆ ออกมาเกือบจะในทันที ทำให้นักพรตได้แต่ถอนหายใจแล้วส่ายหน้าเนือยๆ เขาเองก็ล้มตัวลงนอนในที่ของตนเองบ้างแล้วหลับตาลง "ราตรีสวัสดิ์ขอรับท่านคาบูโตะ"



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 +15 ความหิว -6 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 15 -6 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999
โพสต์ 2017-9-23 00:43:54 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LIN เมื่อ 2017-9-23 02:55

80
                    เสียงกลุ่มคนจำนวนหนึ่งค่อยๆดังเข้ามาในโสตประสาทหูของสตรีเจ้าของเรือนผมสีถ่านเป็นเหตุให้นางต้องลืมตาขึ้นจากนิทรา หลินฟื้นจากอาการสลบริมผาโดยมีกลุ่มคนไม่คุ้นหน้านั่งก่อกองไฟอยู่โดยรอบพวกเขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าขาดหลุดรุ่ยเนื้อตัวมอมแมมราวกับขอทานดูไม่น่าไว้ใจสักเท่าไร
                    "!!?" หลินรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากพลางมองหาสหายอีกสองคนที่มาด้วยกัน ข้าไม่ได้ตกลงไปหรอกรึ? นางคิด
                    "ฟื้นแล้วรึแม่นาง?" บุรุษขอทานคนหนึ่งเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าคนที่สลบไปนานสองนานฟื้นขึ้นแล้ว "ดื่มนี่ก่อนสิ" เขามอบถ้วยยาสมุนไพรให้กับคนเพิ่งฟื้น
                    หลินลังเลที่จะรับมาเล็กน้อยก่อนเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาจนอีกฝ่ายแทบจะไม่ได้ยิน "ขอบคุณ.. ข้าหลับไปนานเท่าไหร่กัน?"
                    "อืม... หนึ่งวันได้" บุรุษขอทานคนเดิมตอบ "ดีนะที่พวกข้ามาทันพอดีไม่อย่างนั้นเจ้าคงถูกพวกคนชุดดำนั่นฆ่าไปแล้ว"
                    "เกิดอะไรขึ้น คนที่มากับข้าล่ะ?" หลินเอ่ยถามด้วยท่าทีร้อนรนเล็กน้อยด้วยกลุ่มคนเหล่านี้เป็นคนแปลกหน้าจะเป็นมิตรหรือศัตรูก็มิอาจทราบได้
                    "ใจเย็นๆก่อนสิแม่นาง ข้าก็เห็นแต่เจ้าคนเดียวเนี่ย..." บุรุษขอทานตอบพลางเกาหัวแกรกๆ "ที่แน่ๆเราไม่ใช่ศัตรูของเจ้าหรอกนะ ข้าเจียนหลิวเจ้าล่ะ?"
                    "หลิน" หลินตอบอีกฝ่ายก่อนจะมีเสียงทุ้มของใครบางคนแทรกขึ้นมา
                    "เจ้าชื่อหลินหรือ?" บุรุษวัยกลางคนเอ่ยถามอีกรอบพร้อมกลับเดินเข้ามาใกล้ "ข้าผู้คุมกฎพรรคกระยาจกโม่เฟิงซาน อาการเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง"
                    เมื่อเห็นใบหน้าของบุคคลด้านหน้าความทรงจำก่อนที่หลินจะวูบไปก็ผุดขึ้นมา "ท่านคือคนที่ช่วยข้า แล้วคนที่เหลือล่ะ?" หลินจำได้ว่ามือที่จับกันไว้หลุดไปแต่ก็ยังหวังอยู่ลึกๆว่าพวกเขาจะไม่ตกลงไปด้านล่างจริงๆ
                    "ข้าช่วยเจ้าได้คนเดียวส่วนอีกสองคน..." โม่เฟิงซานละเอาไว้ซึ่งอีกฝ่ายน่าจะเข้าใจ
                    "งั้นหรือ.." หลินพึมพัมเสียงเบา ด้วยความสามารถของคาบูโตะกับเลี่ยงเหลียงพวกเขาคงไม่ตายง่ายๆแน่! นางคิด จากนั้นหลินจึงนึกได้ว่ายังมีเรื่องต้องไปทำ "ขอบคุณท่านมากที่ช่วยข้าไว้บุญคุณนี้ข้าจะไม่ลืม ข้ามีเรื่องต้องไปสะสางแทนสหายที่ตกลงไปต้องขอตัวก่อน" นางบอกพลางโค้งให้อีกฝ่ายก่อนจะเร่งรีบออกไป
                    "ช้าก่อน! เจ้าเอาชนะพวกนั้นไม่ได้หรอก เกิดอะไรขึ้นกันแน่หรือ?" โม่เฟิงซานเอ่ยถามเมื่อคาดเดาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในว่านเฉิงแล้วคงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นแน่
                    หลินหยุดชะงักพร้อมกับฉุกคิดด้วยฝีมือของคนชุดดำพวกนั้นตัวนางคนเดียวไม่สามารถที่จะเข้าไปช่วยซูซูปี้กับพี่สาวของซ่งเหมยฮั่วได้แน่นอนจึงตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นออกไป
                    "น้องสาวของสหายข้าที่ตกผาไปถูกคนชุดดำจับตัวไปอยู่ที่ป้อมใกล้ๆนี้ เจ้าคนพวกนั้นป่วนเมืองน่าดูเชียว..." หลินบอกเล่าเหตุการณ์อย่างกระชับและให้เข้าใจง่ายมากที่สุด
                    "เป็นอย่างนี้นี่เอง ข้าได้ฟังเรื่องของว่านเฉิงมาจากประมุขบ้างแล้วล่ะพวกเราจะช่วยเอง" โม่เฟิงซานบอกซึ่งเขาเข้าใจอะไรง่ายกว่าที่คิด "มาวางแผนกันก่อนดีกว่าว่าจะบุกเข้าไปอย่างไรดี" เขาบอกพลางลูบเคราครุ่นคิดก่อนจะว่าออกมาด้วยสีหน้าจริงจังราวกับเป็นคนละคน "เราจะบุกเข้าไปยังป้อมปราการทางด้านหน้าโดยล่อพวกมันเอาไว้ก่อน จากนั้นจึงบุกโจมตีทุกทิศทาง"

                    "..." หลินไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรออกมาทั้งสิ้นนางพยักหน้าฟังแผนการจากอีกฝ่ายเพียงเท่านั้น

                    "เริ่มตามแผนได้!"
                    "ช้าก่อน!" บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งห้ามปรามเอาไว้เขามาพร้อมกับอาวุธคู่กายทวนยาวผู้แดงและสหายอีกสองคนสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนในที่นี้ไม่น้อย
                    "เจ้าเป็นใคร?" ขอทานคนเมื่อครู่นามว่าเจียนหลิวเอ่ยถามพลางเลิกคิ้วมองด้วยความสงสัย
                    "ท่านคือนายพลฮั่วมิใช่รึ?" โม่เฟิงซานเองก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน
                    "พวกเรามาช่วยสหายน่ะครับ" ฮั่วชวี่ปิ้งบอกพลางมองไปโดยรอบจากที่คาดเดาน่าจะเป็นคนของพรรคกระยาจกไม่ผิดแน่
                    "คิดว่าพวกเจ้าจะไม่มาเสียแล้ว..." หลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาอยู่ไม่น้อยที่เห็นสหายอีกสามคนปลอดภัยดีแม้จะมีบาดแผลตามตัวบ้างก็ตามพร้อมกับเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นคร่าวๆให้อีกฝ่ายได้ฟังซึ่งนั่นทำให้ฮั่วชวี่ปิ้งและซ่งหยางหมิงตกใจไม่น้อยเมื่อทราบว่าคาบูโตะและนักพรตเลี่ยงเหลียงตกผาไปทั้งสองทำความเข้าใจอย่างรวดเร็วทว่ากลับรู้สึกหดหู่ใจไม่น้อย พวกเขายังคงเชื่อมั่นและมองในแง่ดีว่าคาบูโตะและนักพรตเลี่ยงเหลียงยังคงปลอดภัย
                    หลังจากนั้นพรรคกระยาจก ฮั่วชวี่ปิ้ง หลิน ซ่งหยางหมิง และซ่งเหมยฮั่วจึงร่วมมือกันและเริ่มลงมือตามแผนเพื่อถล่มพรรคภูติทมิฬลมดำ โดยแบ่งคนของพรรคส่วนมากบุกทางด้านหน้าเพื่อล่อให้กำลังคนของอีกฝ่ายมารวมตัวกันที่ด้านหน้าป้อมแล้วจึงแบ่งกลุ่มอีกหลายกลุ่มเพื่อลอบโจมตีทั่วทิศทางและหาทางบุกเข้าไปภายใน



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +200 +15 ความหิว -4 แต้มวาสนา +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 15 -4 + 2

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x1
x1
x1
x2
x1
x108
x15
x20
x1
x20
x50
x3
x100
x4
x56
x2
x1
x40
x10
x95
x14
x9
x1
x1
x2
x15
x80
x200
x1
x20
x30
x100
x4
x100
x25
x200
x200
x200
x10
x400
x25
x1
x45
x11
x40
x1
x200
x2
x35
x200
x3
x1
x800
x3
x6
x70
x250
x1
x1
x50
x1
x2
x2
x50
x1
x1
x1
x50
x1
x1
x1
x28
x1
x1
x1
x15
x3
x50
x50
x30
x100
x2000
x12
x50
x50
x2
x10
x12
x1
x1
x9
x10
x50
x1
x26
x6
x30
x1
x250
x1
x105
x8
x360
x200
x2
x1
x200
x1
x1
x5
x200
x400
x2
x115
x100
x300
x8
x5
x200
x150
x2
x100
x400
x4
x3
x100
x600
x300
x28
x200
x20
x25
x550
x240
x25
x3
x400
x3
x200
x400
x10
x30
x80
x2
x28
x400
x20
x90
x15
x50
x2
x2
x49
x250
x3
x2
x8
x550
x50
x40
x100
x100
x50
x1
x9
x3
x80
x22
x40
x57
x2
x5
x432
x128
x158
x3
x219
x28
x1
x3
x1
x764
x1
x1
x15
x6000
x100
x300
x71
x1
x166
x180
x226
x100
x50
x234
x75
x264
x176
x450
x330
x177
x20
x210
x20
x10
x160
x20
x130
x980
x22
x70
x6000
x158
x24
x390
x1
x305
x485
x43
x131
x9999
x50
x460
x440
x275
x35
x500
x1307
x350
x101
x257
x60
x5
x320
x80
x120
x275
x85
x300
x25
x25
x30
x600
x6
x300
x650
x302
x520
x125
x1200
x470
x35
x250
x130
x315
x100
x120
x250
x748
x25
x1
x93
x7
x51
x20
x1

85

กระทู้

422

โพสต์

214748 หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147465524
ดีนาเรียส
336
ความหิว
2147483236
แต้มวาสนา
0
STR
0+0
INT
0+0
POL
0+0
Qi
0+0
CHA
0+0
โพสต์ 2017-10-4 23:15:07 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-17 23:53

PART CI


     คาบูโตะค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อเขารู้สึกว่ามีของเหลวบางอย่างไหล่ลงไปในคอ ดวงตาที่พร่าเลือนกระพริบปริบเพื่อรับแสง ในตอนที่เขาลืมตาตื่นนี้พบว่าตัวเองนอนอยู่ในถ้ำที่มีหญ้าขึ้นปกคลุมตามผนังหิน แสงไปจากกองเพลิงกองเล็กวูบไหวไปมา
    'นุ่ม..' ความรู้สึกที่ใต้ศีรษะนั้นนุ่มนิ่มเหมือนกับว่าเขากำลังนอนหนุนตักใครบางคนอยู่...
    "ฟื้นแล้วหรือขอรับท่านคาบูโตะ!!" น้ำเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งเรียกชื่อเขาด้วยความดีใจ ใบหน้านั้นโน้มลงมา ใบหน้าที่ขาวนวลและจิ้มลิ้มราวอิสตรียิ้มกว้าง ผมสีดำยาวลงมาละแก้มของเขายิ่งขับกล่อมให้ใบหน้าน่ารักหวานละมุนยิ่งขึ้น
     'ใครวะ...' คือคำที่แว้บเข้ามาในหัวของคาบูโตะ เท่าที่จำได้เขาไม่ได้ตกหน้าผามากับผู้หญิงสักคนที่หล่นลงมาด้วยกันก็มีเพียงแค่นักพรตเลี่ยงเหลียงเท่านั้น 'เลี่ยงเหลียง...?' ชายหนุ่มยกมือที่อ่อนแรงจากการขาดอาหารมานานขึ้นขยี้ตา 'เลี่ยงเหลียงเร้อ!!!'
     "พรูดดดด" น้ำที่อีกฝ่ายป้อนให้เพื่อรักษาชีวิตถูกพ่นออกมาโดนใบหน้าที่ก้มลงมาดูพอดี ไม่พอน้ำบางส่วนก็ตกลงมาโดนใบหน้าของตัวเขาเองที่นอนอยู่ด้วยตามกฎของแรงโน้มถ่วง
    "โอ๊ยยย ท่านจะพ่นน้ำออกมาทำไมเนี่ย!?!" เลี่ยงเหลียงรีบยกมือขึ้นเช็ดใบหน้าที่เปียกน้ำฝนผสมน้ำลายของคาบูโตะทันที
    "แล้วเจ้าเอาข้ามาหนุนตักทำไม!?! คิดจะทำอะไรข้าเนี่ย!?!!" คาบูโตะเองก็รู้สึกสยองขวัญไม่แพ้กันที่ต้องมานอนหนุนตักผู้ชายและเผลอคิดว่ามันนุ่มจังและในหน้านั้นก็น่ารัก หากว่าแต่งหน้าอีกนิดรับรองว่าเนียนเป็นสาวน้อยวัยแรกแย้มได้อย่างสบายๆ เขารีบเด้งออกจากตักอีกฝ่ายแทบจะไม่ทัน
    "ก็ต้องป้อนน้ำท่านนี่ขอรับ ให้นอนพื้นราบก็สำลัก หรือไม่หยอดน้ำให้ก็ตายพอดี" นักพรตหนุ่มมุ่ยหน้ารู้สึกว่าทำคุณบูชาโทษแท้ๆ
     "อ้าว... งั้นรึ งั้นก็โทษที แล้วก็ขอบคุณด้วยนะเลี่ยงเหลียง" เพราะว่ามีน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงลำคอจึงทำให้คาบูโตะเสียงไม่ได้แหบแห้งหายไปเช่นคนที่สลบไปเป็นเวลานาน เพียงแต่ร่างเขาในตอนนี้ช่างอ่อนล้าเหลือเกินและก็รู้สึกเจ็บปวดไปหมดเหมือนถูกซ้อม เขาสำรวจร่างกายตนเองพบว่ามีรอยแผลฟกช้ำและถูกไฟลวกมากมาย และเมื่อลองเอานิ้วจิ้มดูเขาก็ร้องโอดโอยออกมาทันที "โอย... นี่เจ้า... แอบซ้อมข้าหรือเปล่าเนี่ย!"
    "โถ่ ข้าจะทำไปทำไมล่ะขอรับ" เลี่ยงเหลียงขมวดคิ้วตอบออกไป "น่าจะเป็นแผลกดทับที่นอนท่าเดียวนานๆ นะขอรับ"
     "งั้นเองรึ..." คาบูโตะพยักหน้าเข้าใจเพราะนึกๆ ดูเขาก็เคยได้ยินเรื่องแผลกดทับมาบ้างเหมือนกัน แต่ความจริงแล้วบาดแผลที่ปรากฏตามร่างกายชายหนุ่มมาจากการต่อสู้ในความฝันที่เจ้าแม่หนี่วาดึงดวงจิตของเขาออกจากร่าง แต่ด้วยพลังเทพที่มากเกินมนุษย์จะรับไหวบาดแผลในความฝันจึงปรากฏตามร่างกาย แต่ชายหนุ่มกลับจำความฝันของตนเองไม่ได้เลย ที่พอจำได้คงเป็นความฝันสุดท้ายที่เขาฝึกวิชาบนภูเขาหิมะ "แต่ตอนนี้ข้าหิวมากเลยอ่ะ..." เมื่อพูดจบท้องของเขาก็ร้องเสียงดังโครกครากเป็นดนตรีประกอบทันที
     เลี่ยงเหลียงนำเนื้อของนกตัวใหญ่ที่ดักจับได้ออกมาย่างกับกองไฟ "นกที่จับได้น่ะขอรับเป็นนกแร้ง จับได้มาสองตัวเลย แต่ท่านไม่ตื่นเสียทีข้าเลยเอามากินก่อน"
     "งั้นรึ" คาบูโตะตอบสั้นๆ พลางมองน่องของนกแร้งที่เสียบไม้ย่างอยู่ที่กองไฟน้ำลายสอ เขาใช้กระแสจิตเพ่งมองโดยหวังจะให้มันสุกเร็วๆ
     "แล้วอยู่ดีๆ หลับไปร่วมอาทิตย์ข้าเป็นห่วงแทบแย่นะขอรับ คิดว่าจะตายเสียแล้ว" นักพรตหนุ่มบ่นออกมาขณะที่ปิ้งน่องนกแร้งไปด้วย แต่ถึงจะบ่นแต่เขาก็ดีใจมากเลยทีเดียวที่คาบูโตะตื่นขึ้นมาเสียที
    "จำศีลไง แบบหมีน่ะ ฮ่ะๆๆ" คาบูโตะหัวเราะขำๆ ออกมา เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในโลกแห่งความฝันมาเนิ่นนานเลยทีเดียวแม้จะจำความฝันบางส่วนไม่ได้ก็ตาม "อืม... แต่ข้าก็พอจะรู้อะไรดีๆ บางอย่าง"
    "อะไรหรือขอรับ?" นักพรตหนุ่มหันหน้ามาถามอย่างนึกสงสัย
    "ก็เคล็ดวิชาใจน้ำแข็งไง" ชายหนุ่มยกยิ้มตอบเหมือนไม่จริงจังนัก ทำให้เลี่ยงเหลียงส่ายหัวอย่างขำๆ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายล้อเล่น
     เวลาผ่านไปครู่ใหญ่น่องแร้งย่างก็สุกดีคาบูโตะรับมันมากินอย่างรวดเร็วราวกับว่าไม่ได้กินอะไรมาเป็นอาทิตย์ๆ แต่นั่นก็คือความจริงอีกนั่นแหล่ะ...

     หลังทานอาหารคาบูโตะก็ปลีกตัวไปนั่งหาความสงบที่อีกมุมหนึ่งของห้องที่ห่างไกลจากกองไฟแล้วลองนั่งสมาธิตามที่ขุนศึกเล่ออี้ที่นับได้ว่าเป็นอาจารย์ของเขาบอกมา ตรงนั้นมีพุ่มไม้หอมที่โชยกลิ่นหอมเย็นๆ สร้างบรรยากาศให้การทำสมาธิราบรื่นยิ่งขึ้น เขานั่งขัดสมาธิวางมือไว้บนตักสูดไอลมเย็นเฉียบภายในถ้ำเข้าลึกแล้วนับในใจถืงหนึ่งร้อยก่อนจะค่อยๆ ผ่อนออกมาช้าๆ จับจิตที่ปลายจมูก แม้ว่าอากาศภายในถ้ำจะเย็นน้อยกว่าบนภูเขาหิมะเยอะแต่ในเมื่อจิตของเขาเคยฝึกมาแล้วการทำจริงในสถานที่ที่อำนวยน้อยกว่าก็ไม่ได้ถือว่าเป็นอุปสรรคมากนัก
     'หายใจเข้าออกผ่อนคลาย' ชายหนุ่มทำการกำหนดลมหายใจเย็นเฉียบเข้าไปร่วมสิบครั้งจนร่างกายเริ่มจะเย็นขึ้นมาจากปลายเท้า มือที่วางบนตักหงายขึ้นรวมลมปราณธาตุเย็นไว้ที่ฝ่ามือพร้อมภาวนาจิต 'ตั้งจิตให้เตรียมพร้อม' เขาหลับตาลงแล้วท่องในใจ 'ใจนิ่ง ดังน้ำแข็ง แม้ฟ้าถล่ม ก็ไม่หวั่น ดวงจิต ไร้พัวพัน สุขกายสบายใจ' เข้าฌาณไปโดยสมบูรณ์
     เลี่ยงเหลียงมองคาบูโตะที่ฝึกวิชาด้วยตนเองก็ชักเอะใจในคำพูดของอีกฝ่ายที่ว่าได้รู้อะไรดีๆ เกี่ยวกับเคล็ดวิชาในฝัน ไม่แน่ว่าสิ่งที่คาบูโตะพูดมาอาจเป็นความจริง แต่เขาฝันอะไรมากันแน่หากเจ้าตัวไม่เล่าให้ฟังเขาก็ไม่อาจอ่านใจได้ นักพรตหนุ่มเริ่มจะง่วงนอนแล้ว เขาเดินไปดูอีกฝ่ายที่อยู่ในสมาธิใกล้ๆ ในยามนี้ใบหน้าของชายหนุ่มชาวนอกด่านที่มักจะแสดงสีหน้าอารมณ์ต่างๆ ออกมาตามความรู้สึกสงบนิ่งยิ่งเสียกว่ายามที่เขาหลับไหล เลี่ยงเหลียงจึงปล่อยให้คาบูโตะทำสมาธิต่อไปโดยไม่รบกวน ส่วนตัวเองก็ซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มที่ถักจากใบไม้แล้วก็นอนหลับไป...
     
@Admin

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -22 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -22 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

422

โพสต์

214748 หมื่น

เครดิต

เงินตำลึง
2147465524
ดีนาเรียส
336
ความหิว
2147483236
แต้มวาสนา
0
STR
0+0
INT
0+0
POL
0+0
Qi
0+0
CHA
0+0
โพสต์ 2017-10-5 13:54:07 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-17 23:54

PART CII


     "เกิดอะไรขึ้นน่ะขอรับ!!" นักพรตเลี่ยงเหลียงเอ่ยท้วงอย่างตกใจทันทีที่ได้เห็นสภาพร่างกายของคาบูโตะที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากการฝึกเคล็ดวิชาใจน้ำแข็ง ร่างกายของชายหนุ่มสุขภาพดีผิวสีแทนกลับกลายเป็นซูบลงและซีดเผือดราวกับศพ เส้นผมและขนทุกเส้นในร่างกายกลายเป็นสีขาวโพลนราวกับหิมะ นอกจากนั้นร่างกายยังแผ่ไอเย็นออกมาตลอดเวลาและไร้ซึ่งไออุ่นที่เป็นพลังชีวิตของมนุษย์
     "ผลข้างเคียงของการฝึกวิชา... นิดหน่อยน่า" คาบูโตะพรูหายใจออกมาเป็นไอเย็นพลางพูดปลอบเลี่ยงเหลียงเพื่อปลอบใจราวกับว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่คำกล่าวนั้นก็เหมือนกับปลอบตัวเองด้วยว่าจากนี้ไปการใช้ชีวิตของเขาจะไม่เหมือนเดิม
     "ไม่นิดหน่อยนะขอรับ ท่านจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม?" สีหน้าของนักพรตหนุ่มยังคงแสดงถึงความกังวลอย่างถึงที่สุด หลังจากที่ชายตรงหน้าหลับยาวไปร่วมอาทิตย์เมื่อตื่นขึ้นและได้ฝึกวิชาร่างกายของเขาก็เปลี่ยนไปเหมือนราวพลิกฝ่ามือ ไม่เพียงเท่านั้นเขายังรู้สึกว่าคนที่ดูใจร้อนดูเยือกเย็นขึ้นมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
    "คิดว่านะ" คาบูโตะไหวไหล่ "เพราะอาจารย์ที่นอนในหลุมยังไม่เป็นอะไรเลยนี่นา..." เขาขมวดคิ้วอย่างเริ่มไม่แน่ใจเพราะไม่รู้ว่าอะไรคือสาเหตุการตายที่แท้จริงของขุนศึกเล่ออี้ ในความฝันเขาก็ไม่ได้ถามเสียด้วยสิ "เอ่อ... หรือว่าเป็น..."
     "อย่าล้อเล่นสิขอรับ ถ้าอย่างไรช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าความฝันที่ท่านฝันถึงคืออะไรกันแน่?"
     "ที่ข้าฝันน่ะรึ..." คาบูโตะหลับตาพลางคิดถึงความฝันอันยาวนานของตนก่อนจะเริ่มเล่าให้เลี่ยงเหลียงได้ฟัง "ข้าได้เข้าไปดินแดนหนึ่งที่อยู่สูงเทียมเมฆ บนนั้นสวยมากอย่างกับที่เขาเรียกกันว่า... วังล่ะมั้ง" ชายหนุ่มลืมตาขึ้นแล้วเริ่มเล่าต่อ "บนนั้นข้าไม่เจอใครเลยนอกจากชายคนหนึ่งที่บอกว่าเขาคือขุนศึกเล่ออี้"
     "บอกว่าเป็นขุนศึกเล่ออี้..." นักพรตขมวดคิ้วพลางคิดตาม "หรือว่า... จะเป็นวิญญาณเข้าฝันท่านขอรับ?"
    "มั้งนะ..." คาบูโตะไหวไหล่อีกครั้ง ในตอนแรกเขาคิดว่าคนที่ตายไปนานควรไปเกิดได้แล้วด้วยซ้ำแต่กลับฝันถึงได้ "ไม่ก็... พวกเราอาจจะอยู่ตรงนี้นานไปเลยเก็บเอาไปฝัน"
     "เช่นนั้นเอง..." เลี่ยงเหลียงถอนหายใจโล่งอก ถึงเขาจะตกหน้าผาลงมาพร้อมกันแต่นักพรตไม่เคยฝันถึงวิญญาณขุนศึกเลยสักครั้ง
    "อาฮะ.. ตอนแรกเขาก็ว่าข้าอะนะ ว่าอะไรสักอย่างจำไม่ได้แล้ว" พอเล่าถึงตรงนี้นักพรตหนุ่มก็ร้องอ้าวออกมาทันที "จากนั้นเขาก็ให้ข้าไป เอ่อ..." คาบูโตะขมวดคิ้วที่บัดนี้เป็นสีขาวเข้าด้วยกันพลางนึกความฝันต่อ แต่ดูเหมือนเขาจำส่วนกลางของความฝันไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีความรู้สึกประหลาดราวกับได้ผจญภัยมากมายในฝันนั้น
     "อย่างไรต่อหรือขอรับ?" เลี่ยงเหลียงเอ่ยถามหลังจากที่คาบูโตะหยุดเล่าไปครู่หนึ่ง
    "ลืมไปแล้ว ข้าจะเล่าแค่ที่จำได้แล้วกันนะ.. จากนั้นอะไรก็ไม่รู้แหล่ะ แล้วเขาก็พาข้าไปนั่งสมาธิฝึกวิชา" คาบูโตะเล่าต่อในสิ่งที่เขาพอจะจำได้
    "แบบที่ท่านทำเมื่อคืนสินะขอรับ?"
    "ใช่ๆ แบบนั้นเป๊ะ แต่ว่าสถานที่ฝึกโคตรจะหนาวเลย ในถ้ำนี่ความหนาวระดับธรรมดาเลยแหล่ะ" คาบูโตะอธิบาย อันที่จริงตอนนี้เขาก็ไม่ได้รู้สึกหนาวเย็นเลยเพราะว่าภายในกายของเขานั้นเย็นกว่า
     "ข้าว่าที่นี่ก็หนาวมากแล้วนะขอรับ ถ้าหนาวกว่านี้คงหิมะตกแล้ว" เลี่ยงเหลียงเสริมความคิดของตัวเองเข้าไปหากไม่มีกองไฟที่จุดเอาไว้ตลอดเวลาและใบไม้ที่สานเป็นผ้าห่มที่คาบูโตะทำให้ป่านนี้คงหนาวตายกันไปแล้ว
    "อาฮะ เหมือนจะมีหิมะด้วยนี่แหล่ะ แล้วก็..." คาบูโตะพยายามนึกถึงคำพูดทิ้งท้ายที่อาจารย์วิญญาณของเขาสอนในฝันซึ่งเป็นข้อปฏิบัติสำคัญที่ต้องทำตามจนใบหน้าที่รกครึ้มด้วยหนวดเคราสีขาวเคร่งเครียด "เอ้อ นึกออกแล้ว! ตอนนี้ร่างกายข้าเป็นธาตุเย็นไปแล้ว หากเจอความร้อนต้องเดินลมปราณกักไอเย็นมาไว้ใหม่ รวมถึงเวลาใช้พลังด้วยอ่ะนะ"
     คาบูโตะลองรวบรวมลมปราณไว้ที่ฝ่ามือจนมือทั้งมือมีไอเย็นสีขาวห้อมล้อม จากนั้นวนมือให้วนไอเย็นเป็นทรงกลมตามที่อาจารย์ทำให้เขาดู ทันใดนั้นผลึกน้ำแข็งเล็กๆ ก็ก่อตัวขึ้นเบื้องหน้าและลอยค้างอยู่อย่างนั้นก่อนจะละลายหายไปก็ใช้เวลาหลายวินาที ภาพนั้นสร้างความตกใจให้ทั้งคาบูโตะและเลี่ยงเหลียงเป็นอย่างมาก
     "เฮ้ย!! ข้าทำอะไรแบบนี้ได้แล้วหรอ!!" ชายหนุ่มยกมือของตัวเองขึ้นมามองอย่างตกตะลึง ไม่คิดว่าตัวเองที่เพิ่งจะฝึกวิชาไปแค่ครั้งเดียวในโลกของความเป็นจริงจะสามารถใช้เคล็ดวิชาใจน้ำแข็งได้แล้ว
     "สุดยอดเลยขอรับ!" เลี่ยงเหลียงมองตาโตและกุมคางอย่างใช้ความคิด "ถ้าหากว่าให้ท่านคาบูโตะสร้างน้ำแข็งขึ้นมาเป็นขั้นบันไดก็น่าจะกระโดดขึ้นไปบนยอดผาได้นะขอรับ"
    "โฮ่ จริงด้วย! งั้นข้าฝึกให้เก่งกว่านี้อีกดีกว่า" คาบูโตะทุบกำปั้นลงกับฝ่ามือของตนเอง
    "แล้วผมของท่านจะสีนี้ตลอดไปเลยหรือขอรับ?" เลี่ยงเหลียงลืมถามอีกเรื่องหนึ่งที่แสดงออกมาชัดเจนที่สุดนั่นก็คือร่างกายของคาบูโตะนั่นเอง
     "อ๋อ เนี่ยหรอ..." ชายหนุ่มยกมือขึ้นจับปอยผมสีขาวที่ชี้โด่เด่ของตัวเองแล้วเหลือบขึ้นไปมอง "เห็นอาจารย์บอกว่าสองสามวันก็จะหายเป็นปกติอะนะ แต่อย่างเดียวที่จะเป็นไปตลอดชีวิตนั่นก็คือตัวข้าจะเย็นเจี๊ยบแบบนี้นั่นแหล่ะ" พูดจบคาบูโตะก็แกล้งเอามือที่เย็นเฉียบราวน้ำแข็งไปจับแก้มของนักพรตหนุ่มจนเขาขนลุกซู่ด้วยทั้งความหนาวและอะไรหลายๆ อย่าง เรียกเสียงฮาก๊ากออกมาจากคาบูโตะได้
     "ไม่เล่นสิขอรับ แค่นี้ก็หนาวจะตายแล้ว..." นักพรตหนุ่มมุ่ยหน้าแล้วเบี่ยงตัวหลบไปนั่งข้างกองไฟ "ข้าย่างแร้งกินดีกว่า" เขาเปลี่ยนเรื่องโดยการนำเนื้อแร้งตัวใหญ่ที่แล่ออกมาเก็บกินได้หลายวัน เพราะว่าด้านในถ้ำนั้นเย็นมากเนื้อสัตว์เลยไม่เน่าเสีย นำมันมาเสียบไม้แล้วปิ้งทาน
     คาบูโตะเองก็รอแร้งย่างอย่างใจจดใจจ่อ ก่อนที่จะเอาเข้าปากเขาไม่รู้ว่าอาหารร้อนๆ จะมีผลต่อร่างกายตัวเองหรือเปล่าเลยเอามันจุ่มลงไปในน้ำที่เย็นจากอุณหภูมิของห้องเพื่อไล่ความร้อนออกไป และเมื่อเอาเนื้อแร้งย่างเข้าปากเขาก็ขมวดคิ้วบ่นอุบเมื่อทานอาหารที่เย็นชืดนั้น "ไม่อร่อยเลยว่ะ.."
     
     สองมนุษย์ถ้ำใช้ชีวิตไม่ต่างจากแต่ก่อนนักในการรอสัตว์มาติดกับดักเพื่อหากินไปวันๆ แต่วันนี้อาจจะแตกต่างออกไปอีกหน่อยเพราะคาบูโตะเปลี่ยนที่หลบมุมไปอยู่ข้างพุ่มดอกไม้หอมปล่อยให้เลี่ยงเหลียงอยู่หน้ากองไฟเพียงคนเดียว เขายังไม่ค่อยเข้าใจร่างกายใหม่ของตัวเองนักไม่รู้ว่าจะทนความร้อนได้เท่าไรจึงพยายามหลีกเลี่ยงและระมัดระวังเป็นพิเศษ
     พวกเขาวางแผนที่จะออกจากถ้ำและปีนขึ้นไปบนฝาหงส์ฟ้าคนละมุมห้องแต่นั้นไม่ใช่ปัญหา เลี่ยงเหลียงเสนอว่าควรจะออกจากเขาตอนโผล้เพล้เหรือไม่ก็ช่วงตะวันกำลังจะขึ้น เพราะเวลานั้นอากาศยังเย็นอยู่และมีแสงสว่างช่วยให้มองเห็นได้ดีกว่าปีนขึ้นไปตอนกลางคืนซึ่งมีสิทธิ์พลัดตกลงมาได้สูง หลังจากที่วางแผนกันเสร็จเรียบร้อยพวกเขาทั้งสองก็เริ่มเก็บของเตรียมเอาไว้เมื่อถึงพรุ่งนี้เข้าตอนอรุณเบิกฟ้าจะได้ปีนขึ้นเขาได้ทันที
    "เจ้าทำอะไรอยู่น่ะ?" คาบูโตะเอ่ยถามเมื่อเห็นว่านักพรตหนุ่มกำลังลงมือขัดอะไรบางอย่างหลังจากที่เก็บของกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
     "นี่ขอรับ" เลี่ยงเหลียงยื่นมีดโบราณที่เคยเป็นของอดีตขุนศึกเล่ออี้ให้คาบูโตะดู เมื่อขัดสีฉวีวรรณดีๆ แล้วมีโบราณที่ขึ้นสนิมก็กลับมาแวววาวเหมือนใหม่ "ดูดีใช่ไหมขอรับ?"


     "เออแฮะ อย่างกับคนละเล่ม" คาบูโตะรับมันมาพิจารณาทั่วทั้งด้ามมีด
     "ท่านไม่มีอาวุธ ควรเก็บเอาไว้ใช้งานนะขอรับ" เลี่ยงเหลียงเสนอความคิด เพราะว่าเขามีกระบี่ติดตัวอยู่แล้วเลยไม่ต้องการอาวุธใหม่
    "อืม... งั้นรึ" คาบูโตะโคลงศีรษะคิด เขาไม่อยากเป็นโจรขโมยแม้ว่ากับศพก็ตาม สิ่งที่นำมาใช้ไม่ว่าจะเป็นชุดเกราะเอยอะไรเลยก็ตั้งใจแค่ว่าจะขอยืมมาประทังชีพเท่านั้น แต่ทันทีที่เขาหลับตาก็ได้ยินเสียงหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว
    "ส่วนกริชเล่มนั้นเจ้าจะใช้ได้ต้องผ่านบททดสอบของข้าเสียก่อน !! มิเช่นนั้นอย่าได้คิดเอาไปใช้โดยพละการ"
     เขาตะแคงหัวคิดแล้วคิดอีกว่าตัวเองผ่านบททดสอบแล้วหรือยัง แต่ก็คงจะผ่านแล้วเพราะว่าเขาสำเร็จเคล็ดวิชาใจน้ำแข็งมาแล้วนี่นา...
     คาบูโตะหันไปทางกองดินพูนที่เป็นหลุมฝังศพเล่ออี้แล้วยิ้มให้ "งั้นข้าขอนี่ไปใช้นะท่านอาจารย์" ชายหนุ่มยื่นมีดไปตรงหน้าหลุมฝังศพแล้วเหน็บมีดสั้นไว้กับผ้าคาดเอวก่อนจะขอตัวไปเดินลมปราณให้ร่างกายคุ้นชินกับกระแสเย็นที่มีอยู่ในตัวไวขึ้นนั่นเอง



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -24 แต้มวาสนา +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -24 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999
ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้