ดู: 298|ตอบกลับ: 4

{ เมืองฉางซา } หอสมุดลู่จื้อ

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-2-6 09:55:36 |โหมดอ่าน

 
หอสมุดลู่จื้อ
 



古风物件



หอสมุดประจำเมืองฉางซา สถานที่ที่มีตำรามากมายให้เลือกอ่านเพื่อค้นหาความรู้ หรือ อ่านฆ่าเวลา
นอกจากนี้ยังมีสวนให้พักผ่อนหรือเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งอ่านข้างนอกก็ยังมี
มีทางเดินดอกเหมย เพราะรอบๆ เต็มไปด้วยต้นของดอกเหมยสีชมพู
หอสมุดได้ถูกส่งมอบต่อให้กับรองผู้ดูแลคนสนิทเลื่อนเป็นเจ้าของหอ นาม "เฉวียน จื่อไท่"


ชื่อกิจการ: หอสมุด
เจ้าของกิจการ: เฉวียน จื่อไท่ 
เวลาเปิดปิดบริการ: บริการตำราทางความรู้มากมาย ให้เช่ายืม หรือ อ่านในหอตำราแห่งนี้
ประเภทร้าน: 08.00 - 19.00 น.

#ประทับตราโดยผู้ว่าการเมืองฉางซา

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 Point +4 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 4

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-2-6 10:37:25 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ผิงผิง เมื่อ 2018-2-6 18:07

ขอพบผู้ดูแลหอสมุด






      ทั้งสองเดินทางจากอู้หลิงโดยมิได้แวะที่ใดโดยตรงมาที่หอสมุดประจำเมืองฉางซา โดยการนำทางของเหมยถง ผิงผิงยังคงอุ้มหมั่นโถวที่ตอนนี้นอนหลับสนิท เมืองฉางซานั้นอากาศอบอุ่นกว่าทางฉางอันมากนัก ผิงผิงเลยไม่ต้องค่อยเดินลมปราณเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ส่วนเหมยถงนั้นคลุมเสื้อถึงสองชั้นเพื่อไม่ให้ตนเองหนาวจนเกินไป
      ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงหน้าหอสมุดประจำเมืองฉางซา
      "จื่อจื่อ เจ้าหาหญ้าแถวนี้กินนะ อย่าไปเที่ยวเล่นไหนไกล"
      "ม๊อ..."
      "เด็กดี" ผิงผิงลูบหัวจวื่จื่อก่อนจะวางหมั่นโถวไว้บนหลังจวื่จื่อพร้อมกับเอาผ้ามาห่มให้มัน ส่วนเจียวเสวี่ยหมอบบนไหล่เด็กสาวอีกตามเคย
      "เชิญตามข้าเจ้าค่ะ ท่านหลิง"
      "เอ๊ ทำไมข้าต้องไปด้วย ข้าก็มาส่งเจ้าถึงที่แล้วนะ" ผิงผิงสงสัย ในเมื่อส่งแล้วเธอก็ควรกลับ
      "ข้าอยากขอบคุณท่านหลิงเจ้าค่ะ อย่างน้อยก็ให้ผู้ดูแลหอ สหายข้าได้รู้จักท่านหลิงไว้" เหมยถงเอ่ย ผิงผิงกลอกตาไปมาก่อนจะเดินตามหลังเหมยถงเข้าไปในหอสมุด....
      ทั้งสองใช้เวลาไม่นานนักก็เข้ามาในหอสมุด ผิงผิงเห็นไกลๆ ว่ามีบุรุษคนหนึ่งในชุดเหลืองกำลังอ่านตำราในมือที่โต๊ะตัวหนึ่ง เหมยถงเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้ม      "สวัสดีเจ้าค่ะ ท่านหลิน" เหมยถงทักทายด้วยรอยยิ้มสดใส ผิงผิงเดินเข้ามาก่อนจะคำนับบุรุษตรงหน้าที่คาดว่าน่าจะเป็นผู้ดูแลหอสมุดแห่งนี้ เขามีจมูกโด่งสัน ใบหน้าคม มุมปากชี้ขึ้นมีลักยิ้ม ผิวกายเนียนละเอียด คิ้วเข้มดวงตาเรียวรี
      "สวัสดีครับแม่นางทั้งสองท่าน มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่?" ผู้ดูแลหอสมุดนามว่า หลิน เอ่ยอย่างสุภาพชน
      "ข้ามาหาหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรเจ้าค่ะ ท่านหลินช่วยบอกกล่าวแก่ข้าด้วยเจ้าค่ะว่าอยูส่วนไหน" เหมยถงเอ่ย ดวงตาเป็นประกาย ท่านหลินผายมือไปข้างใน ทั้งสองจึงเดินตามหลังเขาไป ผิงผิงไม่ค่อยสนใจตำราเท่าไรนัก
      "แม่นางเหมยมาเพื่อหาตำรา?"
      "ใช่เจ้าค่ะ ข้ายังมาเยี่ยมคนสนิทอีก" เหมยถงเอ่ยพลางยิ้มแย้ม
      "หนังสือมากมายเช่นนี้ดูแลคนเดียวเลยรึไงกันนะ?" ผิงผิงเอ่ยด้วยความสงสัย
      "มีข้าและเด็กๆ ช่วยกันดูแลครับ" ท่านหลินเอ่ยแล้วก้าวเข้าไปในห้องห้องหนึ่งซึ่งมีตำรามากมายแต่ส่วนมากล้วนเป็นสีเขียว เหมยถงเห็นดังนั้นรีบตรงเข้าไปค้นหาตำราที่ตนเองต้องการ แต่ผิงผิงมิได้ก้าวเข้าไป "แม่นาง?"
      "ข้าสนตำราพวกการทหารมากกว่า หากท่านหลินสงสัยว่าทำไมข้ามิใคร่สนใจตำรา" ผิงผิงเอ่ยพลางเงยหน้ามองเขา เขามีรอยยิ้มน้อยๆ สุภาพเสมอ
      "ทางหอสมุดเราก็มีตำราเกี่ยวกับการทหารอยู่บ้างแต่ไม่มากครับ หากสนใจข้าจะนำทางให้"
      "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าเพียงมาส่งแม่นางเหมยทำธุระเสร็จก็ต้องไปที่อื่นต่อ" ผิงผิงส่ายหน้าก่อนจะหันเข้าไปด้านใน      "แล้วยังมีตำราอะไรอีกเจ้าคะ? ข้านึกไม่ออกจริงๆ" ผิงผิงเอ่ยถามออกไปเพราะตำราพวกไม่ได้อยู่ในหัวของเธอเลย
      "ก็มีตำราการบ้านการเรือน การสงคราม สมุนไพรหรือดอกไม้ แม่นางคงเป็นชาวยุทธ์" ท่านหลินเอ่ย ผิงผิงนั้นตาโตก่อนจะพยักหน้า
      "ใช่เจ้าค่ะ ข้าเป็นชาวยุทธ์ แต่ข้ามิได้ถนัดอาวุธเท่าไรข้าชอบต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่สุด" ผิงผิงเอ่ยออกพลาง
      "มิลองใช้กระบี่ดูครับ? กระบี่น้ำหนักเบาเหมาะกับสตรี"
      "แต่ข้ามีง้าวแล้วเจ้าค่ะ ถึงจะสูงกว่าตัวข้าไปมาก" เด็กสาวเอ่ยพลางทำมือสูงๆ กว่าหัวตัวเองประกอบ ทั้งสองคุยกันสักนิดก่อนจะหันไปทางเหมยถงที่เหมือนต้องการความช่วยเหลือ
      "ท่านทั้งสองช่วยข้าหาตำราสมุนไพรได้หรือไม่? ข้าหามิพบ" เหมยถงเดินออกมาแล้วเอ่ยกับทั้งสองคน
      "มีอะไรเด่นหรือไม่ครับ?"
      "รวบรวมเกี่ยวกับสมุนไพรมีพิษ สัตว์มีพิษเจ้าค่ะ" เหมยถงเอ่ยออกไป ทั้งสองเลยเข้าไปช่วยการค้นหา ในห้องนั้นมีตำรามากมายแยกเป็นหมวดอย่างดี ไม่ว่าจะ ยาที่เป็นพิษ สมุนไพรเบื้องต้น ชิ้นส่วนของสัตว์ที่มีพิษ ชนิดของดอกไม้ ผิงผิงหยิบออกมาเพราะคิดว่าคงจะเจอดอกไม้สีส้มนั้น เธอเปิดอ่านก่อนจะนิ่งไป... ดอกยู่จินเชียง ก่อนจะเลื่อนสายตาลงไปอ่านคำกำกับไว้


"รักไม่รักจะรักไม่รักก็ลองเสี่ยงดูอีกสักนิด"

"ปาฎิหารอาจทำให้เราไม่คาดคิด"

"ดอกไม้มั่นใจว่าเราจะเป็นดั่งฝันในวันแห่งความรัก"

"ให้ดอกไม้ทำนายกันนน"



      ผิงผิงเลื่อนสายตาไปที่สีของดอกไม้พลางหน้าแดงกำ.... เพราะดอกที่เธอพบคือสีส้ม นี่หมายความว่าเขาอยู่ในใจเธอมาตลอดโดยไม่รู้ตัวเลยสินะ...

ดอกยู่จินเชียงสีแดง หมายถึง ความรักของคุณในตอนนี้กำลังตกหลุมรักใครสักคน หรือ

คุณคือคนที่มั่นคงในความรัก มีความจริงจังและจริงใจ


ดอกยู่จินเชียงสีชมพู หมายถึง ความรักของคุณกำลังความสดใส ความสุขสมหวัง

ความรักที่ลึกซึ้ง และความคิดถึง


ดอกยู่จินเชียงสีขาว หมายถึง ความรักของคุณคือ ฉันเสียสละทุกอย่างได้เพื่อคุณ รักที่ไม่หวังผลตอบเเทน


ดอกยู่จินเชียงสีม่วง หมายถึง ความรักของคุณคือ ความซื่อสัตย์ ความมั่นคง


ดอกยู่จินเชียงสีเหลือง หมายถึง ความรักของคุณคือ ความรักที่สิ้นหวัง


ดอกยู่จินเชียงสีส้ม หมายถึง ความรักของคุณคือ ความรักที่ปกปิดซ่อนเร้น ความรู้สึกว้าวุ่น

และอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความอ่อนไหว


      "พบหรือไม่เจ้าคะ?" เหมยถงที่เดินหาอยู่เดินมาหาผิงผิงที่อ่านตำรา เด็กสาวรีบปิดก่อนจะเก็บเข้าชั้น
      "ไม่เจ้าค่ะ หากันต่อเถิด" ผิงผิงเอ่ยพลางหาต่อ เด็กสาวเดินไปอีกชั้นที่อยู่มุมห้อง พลางมองขึ้นลงอย่างตั้งใจ... ก่อนจะสะดุดตาเข้ากับชั้นบนสุดของชั้นหนังสือ ผิงผิงเอาไม่ถึงแน่ๆ       "เฮ้อ ข้าอยากสูงกว่านี้จริงๆ" เด็กสาวพึมพำก่อนจะใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปคว้าเอาลงมาพลางมองตำราที่เกาะไปด้วยฝุ่น... "เก่าชัดๆ"
      ผิงผิงเปิดตำราดูแต่เธออ่านไม่ออกเพราะมีแต่ภาษาแปลกๆ ปกติเธอก็ใช่ว่าจะอ่านออกเสียทุกคำ แต่คงจะใช่มั่ง
      "แม่นางเหมย ใช่เล่มนี้หรือไม่?" ผิงผิงเดินมาหาเหมยถงพลางยื่นตำราให้ เหมยถงรับไปด้วยดวงตาเป็นประกายแล้วร้องออกมาอย่างยินดี!
      "ใช่เจ้าค่ะ! ในที่สุดก็พบ" แม่นางเหมยแทบจะกอดตำราไว้
      "ดีแล้ว... ตอนนี้ก็ค่ำแล้วแม่นางเหมยจะพักโรงเตี้ยมหรือไม่?"
      "ข้าคิดว่าจะหาตำราต่อสักนิดแล้ว" เหมยถงเอ่ยก่อนจะหันไปมองท่านหลิน เขาโค้งให้เล็กน้อยก่อนจะเดินออกไปปล่อยให้เด็กสาวทั้งสองอยู่ด้วยกัน "ข้าจะอยู่พบสหายและกลับบ้านก่อน แล้วจะออกเดินทางต่อเจ้าค่ะ"
      "แต่เจ้าระวังตัวด้วย งั้นเราแยกกันตรงนี้เถิดข้าต้องรีบกลับ" ผิงผิงเอ่ยพลางมองท้องฟ้าข้างนอก แต่ก่อนที่เด็กสาวจะไปนั้นเหมยถงรีบคว้าข้อมือผิงผิงไว้ก่อน "ข้าขอตอบแทนท่าน"
      "มิต้อง" ผิงผิงส่ายหน้าแล้วตบหลังมือแม่นางเหมยเบาๆ "เจ้ารักษาตัวให้ดี"
      "ขอบคุณเจ้าค่ะ เดินทางปลอดภัยนะเจ้าค่ะ" เหมยถงกล่าว ผิงผิงยิ้มรับก่อนจะเดินออกจากหอตำราไป... ทันเห็นท่านหลิน
      "ท่านหลิน ข้าน้อยขอลาก่อน"
      "แม่นางโปรดรักษาตัวด้วยครับ" ท่านหลินเอ่ยรับการคำนับของผู้น้อย ผิงผิงยิ้มให้อย่างเป็นมิตรแล้วเดินออกไปจากห้องสมุดแล้วตรงไปหาจวื่จื่อเพื่อไปให้ทันขึ้นเรือข้ามฝั่ง...


@STAFF_Pixiu



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -16 Point +10 ย่อ เหตุผล
STAFF_Pixiu + 10 + 500 -16 + 10 จบเควส

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ขลุ่ยบุพเพ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x5
x8
x106
x5
x8
x2
x2
x2
x4
x50
x120
x157
x68
x1
x1
x1
x13
x4
x6
x28
x40
x10
x3
x2
x1
x12
x20
x1
x16
x68
x46
x68
x32
x16
x40
x10
x76
x58
x2
x20
x440
x16
x6
x100
x502
x40
x86
x1
x80
x179
x98
x42
x100
x30
x15
x88
x1
x15
x32
x1
x20
x521
x795
x336
x222
x180
x72
x2
x35
x123
x544
x88
x10
x10
x10
x4
x47
x1
x72
x1
x100
x107
x50
x1714
x12
x6
x2
x69
x477
x2
x2
x398
x145
x386
x365
x20
x42
x86
x3
x120
x1
x8092
x38
x871
x4339
x1026
x1388
x12
x17
x25
x181

158

กระทู้

1069

โพสต์

163

เครดิต

เงินตำลึง
90
ดีนาเรียส
0
ชื่อเสียง
0
ความหิว
105

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
415
ความชั่ว
0
ความโหด
7
โพสต์ 2018-5-24 12:22:53 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LanXinLi เมื่อ 2018-5-24 23:22

เส้นทางสู่การเป็นเถ้าแก่หอโคมเขียว ( 12 )
ก่อร่างสร้างตัว  ( 7 )

     "ปิงเยว่ หลี่ถิง พวกเจ้าไม่รู้หนังสือใช่ไหม?" หรั่นซิ่นหลี่ถามเมื่อใกล้ถึงหอสมุด นางตั้งใจจะสอนทั้งสองคนให้เป็นสตรีที่สามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้ ในเมื่อคนทั้งสองเป็นคนของนางแล้ว อย่างน้อยก็ควรสอนคนให้ตกปลาจึงจะเลี้ยงชีพได้ ในตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะมีสหายหรือคนติดตามเลย แต่ตราบเท่าที่นางยังปิดบังตัวตนไว้ก็พอจะมีอะไรมารับรองได้ว่าคนทั้งสองจะปลอดภัยจากคนที่ปองร้ายนาง

    "เจ้าค่ะ/เจ้าค่ะ"

    "ถ้าอย่างนั้นข้าจะสอนให้พวกเจ้าเอง ประเดี๋ยวถึงหอสมุดแล้ว ข้าจะจัดบทเรียนไว้ให้ กลับถึงฉางอันเมื่อไหร่ข้าจะสอนอย่างจริงจัง ระหว่างนี้ก็เดินดูรอบๆไปก่อน แต่อย่าไปจับต้องอะไร เพราะตำราบางเล่มนั้นหายากไม่อาจยกขึ้นมาเปิดเฉยๆได้ หากของชำรุดเสียหายไม่ใช่แค่จะต้องเสียค่าชดใช้ อาจจะเสียบันทึกประวัติศาสตร์ไปด้วย" พวกนางยังเด็กจึงต้องสอนให้รู้เรื่อง

     "นายหญิงเจ้าคะ พวกเราไม่รู้หนังสือ แต่พวกข้าสามารถทำงานได้ทุกอย่าง ขอแค่นายหญิงกล่าวมา" หลี่ถิงเอ่ย

      หรั่นซิ่นหลี่ยิ้มมองเด็กน้อยก่อนจะเอ่ยอย่างอ่อนโยน "ขยันทำงานเป็นเรื่องดี แต่ถ้ารู้หนังสือจะดียิ่งกว่า ข้าจะได้สบายใจว่าอย่างน้อยพวกเจ้าจะไม่โดนหลอก" เหตุผลที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูทำให้สองคนซึ้งจนจมูกแดง

    "พวกเราไม่เคยได้รับอะไรที่ดีแบบนี้มาก่อน ฉิงฉิงฉู่ฉู่จะตั้งใจเรียนเจ้าค่ะ" ปิงเยว่กล่าว

      ถึงหน้าหอสมุดแล้ว หญิงสาวทั้งสามเดินเข้าไปข้างใน และตามที่พูดไว้หรั่นซิ่นหลี่ให้เด็กๆเดินดูรอบๆได้ ส่วนตนเองเดินเข้าไปหาผู้ดูแลเพื่อติดต่อธุระ มองไปซ้ายขวาก็ยังไม่เห็นคนจนกระทั่งเจอบันไดที่ใช้ปีนขึ้นไปหยิบตำราชั้นบน เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบกับคนที่กำลังจัดหนังสืออยู่อย่างระมัดระวัง นางมองนิ่งๆก่อนจะตัดสินใจเรียกอีกฝ่าย "ประทานโทษเจ้าค่ะ"

     "เหวย!" เฉวียนจื่อไท่ตกใจที่จู่ๆก็มีคนเรียกตน เซเกือบหงายหลังล้มเล่นเอาคนด้านล่างหน้าซีดเซียว มือหนาจับชั้นหนังสือไว้แน่นก่อนจะรีบจัดเรียงให้เสร็จแล้วปีนลงมา "มาเงียบๆแบบนี้มิดีน่อแม่นาง"

     "ขออภัย" นางคำนับ

     "ไม่เป็นไรๆ ข้าเหม่อเองมากกว่า แม่นางต้องการยืมตำราหรือ?"

     "เปล่าเจ้าค่ะ ข้าต้องการคัดลอกตำราเพื่อนำไปไว้ในหอตำราที่ฉางอัน แต่เกรงว่าจะไม่ได้อยู่คัดด้วยตัวเองจึงใคร่อยากจะรบกวนท่านกล่าวมาว่าต้องใช้ดเท่าใดที่จะจ้างคนมาคัดลอก" นางอธิบาย ด้วยความตั้งใจว่าหอโคมเขียวนั้นไม่ควรมีแต่สตรีที่ให้บริการไปวันๆ การสั่งสอนพวกนางก็เป็นหน้าที่เช่นกัน

     "ขึ้นอยู่กับว่าแม่นางต้องการตำรากี่เล่ม" เฉวียนจื่อไท่ตอบ

     "ขอข้าดูรายชื่อตำราที่นี่ได้ไหมเจ้าคะ?" ได้ยินดังนั้นอีกฝ่ายจึงเดินไปหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งมาให้นาง ข้างในมีรายชื่อตำราทั้งหมดในหอสมุดลู่จื้อแห่งนี้ หรั่นซิ่นหลี่กวาดตาขึ้นลงจนหมดเล่มแล้วขอยืมพู่กันกับกระดาษของเฉวียนจื่อไท่มาเขียนรายการ ทั้งหมดนับได้เกินครึ่งของตำราในหอนี้ "ไม่ทราบว่าข้าจะรบกวนท่านจัดหาตำราอักษรด้วยได้ไหม?"

     "ย่อมได้ แต่จากที่แม่นางเขียนมา.. ทั้งหมดนี่อาจจะใช้เวลานานหน่อย ทว่าเกินสิ้นเดือนแน่นอน รบกวนแม่นางเขียนที่อยู่ไว้ได้เลย"

    "ถ้าอย่างนั้นรบกวนท่านมาส่งที่หอโคมเขียวนอกเมืองฉางอันด้วย" นางยังไม่ได้ตั้งชื่อ.. แต่แน่ใจว่านอกเมืองนั้นมีแต่หอโคมเขียวของนางแน่นอน

     "ได้" เมื่อเสร็จกิจธุระแล้วนางจึงเรียกฉิงฉิงฉู่ฉู่และเดินออกมา

@STAFF_Pixiu @Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +2 ดีนาเรียส +300 ความหิว -28 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 2 + 300 -28 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1
โพสต์ 2020-9-21 01:56:57 | ดูโพสต์ทั้งหมด
{ สรรพสิ่งยากที่การเริ่มต้น }
213
ความหมายของคำว่าเขินอาย

               ความรู้สึกแรกนั้นคืออาการปวดศีรษะหน่วงๆ ตามมาด้วยอาการไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่นัก ดรุณีน้อยร่างบางในอาภรณ์สีดำทองค่อยๆลุกขึ้นจากฝูกนอนบนเตียงไม้ มือบางขยับไปลูบหลังคอตัวเองเล็กน้อย กระพริบตาอยู่สองสามครั้งเพื่อทำให้มองเห็นรอบข้างได้ชัดขึ้น.. เสียงกู่ฉินจากด้านนอกลอยเข้ามาถึงด้านในห้อง ความทรงจำค้างคาที่ขาดช่วงทำให้สับสน

               สิ่งสุดท้ายที่ยังจำได้ชัด.. มือเลื่อนแตะเข้ากับริมฝีปากสีชาดของตนเอง ไปพร้อมกับใบหน้าหวานที่ปรากฏริ้วสีแดงขึ้นเพราะความตื้นเขิน "บ้าจริง… ทำไมเป็นแบบนั้นไปได้นะไป๋อวี้.. " ถูกช่วงชิงจุมพิตไปแล้วจากบุรุษสองคน นี่นางสมควรคิดเห็นเช่นใดเป็นพิเศษ? สำหรับกรณีครั้งนี้ถึงจะเป็นเรื่องที่ทั่วไปยากยอมรับ แต่สำหรับคนหัวคิดผิดแปลกเช่นนาง จูบแรกก็เสียไปแล้ว.. ครั้งนี้ส่วนนึงเกิดขึ้นได้เพราะความดื้อดึงของนาง เพราะฉะนั้นจะโทษหรือโกรธ ไป๋อวี้ก็ไม่อาจจะทำได้อยู่ดี


               ไม่ได้มีการเร่งร้อน แม้ว่าเสียงกู่ฉินจะยังลอยเข้ามาให้ได้ยินไม่ขาดสาย แต่ก็ยังจัดการล้างตัวอย่างใจเย็น แต่งตัวด้วยความใส่ใจ และก้าวออกไปด้วยใจที่สงบนิ่ง ในมือยังมีขลุ่ยไผ่หยกสีสวยสดควงไว้ไม่ห่างมือ รอยยิ้มเบาบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าของดรุณีน้อย ดูท่าที่พี่สาวหลานเคยพูดไว้ว่าซือฟุนางเก่งกาจด้านกู่ฉินนั้น คงไม่ผิดจากความเป็นจริงแม้แต่น้อย

               เสียงเพลงกู่ฉินที่เบาบางอ่อนโยนและเรียบง่าย แต่ในทุกอย่างก้าวที่นางขยับนับจากมาจนถึงกลางเรือนก็ดูจะเริ่มหนักหน่วงขึ้น ดรุณีน้อยยกยิ้มเบาบางยามเช้าที่ตื่นมากับบทเพลงจะช้าจะเร็วก็ล้วนแต่น่าพอใจทั้งนั้น ขยับเข้าใกล้ถึงตัวของนักดนตรีชั่วคราวอย่างซือฟุคนงามมากขึ้น แต่ก็ได้เพียงทิ้งตัวลงนั่งที่ข้างโต๊ะตัวเล็กไม่ไกลจากอีกฝ่ายนัก จัดการบรรจงตรวจดูของทานเล่นและชาฆ่าเวลา

             เฮ่า

             กลิ่นหอมของบุปผาหรือแม้แต่ความงดงามของเสียงกู่ฉิน บรรยากาศจรรโลงใจที่ผู้มาถึงเลือกที่จะไม่หยุดบรรยากาศนี้ด้วยเสียงตนเอง มือบางของดรุณีน้อยบรรจงจัดแจงรินชาด้วยความใจเย็น ท่าทางเกินครึ่งปลอดโปร่งไม่ต่างจากเดิม มีโอกาสได้ชมผู้มีฝีมือ ตัวนางเองก็กำลังศึกษากู่ฉิน จะสังเกตท่วงท่าไว้คงไม่ได้เป็นเรื่องผิดแปลก นัยน์ตารัตติกาลสลับมองอยู่เพียงสองสิ่ง หนึ่งคือน้ำชาหอมกรุ่นอุ่นกำลังดี และสองคงไม่พ้นฝ่ามือของผู้บรรเลงเพลงกู่ฉินในตอนนี้

             เฮ่า


               " อ๊ะ.. อื้อ " ใบหน้าหวานเผยแววตกใจอยู่ชั่วครู่ ความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บจากการเล่นดนตรีประเภทสายนั้นมีอยู่มาก และนางก็รู้ซึ้งถึงความรู้สึกดี ต่อให้กลิ่นหอมของบุปผาใดๆลอยเข้าแทรกแซงปกปิดทิศทางกลิ่นโลหิตแดงฉาน ตัวนางที่มีประสาทสัมผัสเป็นเยี่ยมก็ไม่อาจจะละเลยต่อสิ่งนี้ได้ " ซือฟุ.. มือท่านเป็นแผลแล้ว ใส่ยาสักหน่อยไหมเจ้าคะ? "

              เฮ่า


               "......" ไม่รู้จะทำใจมองแผลเล็กๆที่โดนมองข้ามนั้นได้ยังไง นัยน์ตารัตติกาลฉายแววอ่อนใจอยู่เพียงชั่วครู่ ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการเพียงเท่านั้นนางก็จะไม่ขัด รู้ดีว่าการบาดเจ็บจากสายกู่ฉินคงไม่ได้ทำให้เจ้าตัวสะทกสะท้าน ถึงกระนั้นก็ยังพอห่วงบ้างอยู่ดี " ถ้าเช่นนั้น.. ท่านเก็บยานี้ไว้กับตัวเถอะ ไป๋อวี้เคยใช้ยามบาดเจ็บจากสายผีผา หากแผลท่านสมานช้า ยาตลับนี้ก็ช่วยได้ " ตลับยาสีครามเข้มถูกเลื่อนไปให้ นางพกไว้เสมอถึงจะไม่ได้ใช้มานานแล้วก็ตามที..

               " ข้าไม่ได้รู้จักที่ทางในฉางซามากนัก เกรงว่าตลอดการอยู่ฉางซาครั้งนี้ คงจะต้องรบกวนซือฟุแนะนำแล้ว" ผู้มิรู้มิใช่ผู้ผิด ในเมื่อครั้งนี้มากับผู้รู้จะขอคำแนะนำไว้ก็ไม่ผิด ตัวนางในใจนั้นนึกอยากจะเก็บเกี่ยวบรรยากาศเมืองฉางซาอันเป็นธรรมชาติให้ได้มากที่สุด แต่ไหนแต่ไรไปไหนก็ไม่เคยวางแผนอยู่แล้ว.. ครั้งนี้เอาเป็นว่าจุดไหนน่าสนใจไว้ค่อยบอกซือฟุเอาแล้วกัน

               เฮ่า


               ".... ม เมื่อคืน? " จากที่ยกถ้วยชาขึ้นจิบก็ต้องชะงัก นัยน์ตาขยับกรอกไปมาราวกับว่ากำลังคิดวิเคราะห์ พูดถึงเมื่อคืนวีรกรรมจากฤทธิ์สุราก็มีลอยมาให้ปวดศีรษะอยู่บ้าง แต่ซือฟุถามว่านอนหลับสบายดีไหม นางก็จะตอบให้ตรงคำถาม " เมื่อคืนหลับสบายดีเจ้าค่ะ! " หลับสบายแบบภาพตัดไปเลยก็น่าจะสบายดีอยู่แหละนะ

             เฮ่า


              ฉับพลันดรุณีน้อยก็คล้ายจะสัมผัสได้ว่าพวงแก้มทั้งสองข้างของนางเห่อร้อนจนขึ้นสีแดงระเรื่อชั่วขณะ สาเหตุคงไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นซือฟุคนงามที่ทิ้งคำพูดไว้แล้วเดินจากไปได้อย่างโหดร้าย มือทั้งสองข้างยกขนาบข้างแก้ม " บ้าจริง.. " ตั้งแต่เช้าดูท่านางจะกลบฝังเรื่องไม่คืนไม่ได้ง่ายๆจริงด้วย! สูดหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสมาธิ วันนี้ยังมีเรื่องอีกมากให้ไปทำ ก่อนอื่นคือไปทานอาหารให้ทันก่อนมันจะเย็น!

                เฮ่า


               " น่าสนใจจริงๆ.. " ถึงมือจะขยับรับเครื่องเขียนมาแต่ตัวผู้รับก็ดูจะสนใจกับหอตำราขนาดใหญ่นี้มากกว่า นิสัยตัวนางเองก็ชี้ชัดว่าเป็นจำพวกที่อยู่กับตำราได้โดยไม่มีปัญหา ยิ่งตำราเกี่ยวกับศาสตร์ศิลป หรือแม้แต่เรื่องราวท้องถิ่นก็นับว่าสามารถที่จะเข้าตาดรุณีน้อยผู้นี้ได้เสมอ " ให้ข้าอยู่ที่นี้ทั้งวันยังได้เลย.. " ดวงตาแวววาวประกายระยิบด้วยความพอใจที่เต็มเปี่ยม

                 เฮ่า


               ไม่ได้ลืมนัดแต่ก็ไม่อยากออกจากตรงนี้.. ริมฝีปากสีชาดเม้มเข้าหากันอย่างสับสน แน่นอนว่าหากยึดตามเหตุผล เกินครึ่งนั้นย่อมต้องไปจัดการธุระที่สำนักผ้าปักเซียงซิ่วให้เสร็จก่อนแล้วจึงจะมา มือข้างนึงถือเครื่องเขียนอีกข้างจับชายอาภรณ์ซือฟุคนงามเอาไว้ " ซือฟุ.. ข ข้าเลือกไม่ได้หรอก.. ท่านเห็นว่าสมควรจะทำสิ่งใดก่อน? " น้ำเสียงนุ่มเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา เพราะขนาดตอนนี้จะคิดหาคำอ้อมทางยังคิดไม่ออกเลย

              เฮ่า


               คำถามแรกยังไม่ทันตอบ คำถามสองก็มาทำให้ไปไม่เป็นอีก มือบางปล่อยจากชายอาภรณ์ของซือฟุคนงามอย่างทันท่วงที " ต่อให้คุณชายเหล่านั้นจะดีแค่ไหน ข้าจะไม่ขึ้นสักเกี้ยว ! " ว่าจบก็ย้ายตัวเองเดินหนีเข้าไปในหอตำราก่อนจะมีคำทักท้วง หากคุณชายทั้งสองที่ถูกหยิบยกมานั้นล้วนเพรียบพร้อมจริง ก็ไม่มีทางที่นางจะสนใจ ชีวิตนี้หากไม่ใช่เพราะพันธะในวัยเยาว์ เกรงว่าตัวนางก็ไม่เคยคิดจะปักฐานสร้างครอบครัวกับผู้ใดอยู่แล้ว

               เฮ่า


                ละเลยความแง่งอนก่อนหน้านี้ มุ่งเป้าหมายอยู่กับตำราเพลงพื้นบ้านประจำท้องถิ่น ด้วยสภาพหนังสือที่เริ่มจะมีอายุมาก สัมผัสแต่ละครั้งจึงค่อนข้างบรรจงถนอมเป็นพิเศษ เห็นได้จากสายตาที่ใส่ใจในการจะหยิบจับตำราออกมาดูแต่ละครั้ง นัยน์ตารัตติกาลเลื่อนอ่านอักษรที่พร่าเลือนตัวแล้วตัวเล่า " ซือฟุ ท่านมีเล่มไหนที่สนใจเป็นพิเศษหรือไม่ " จะให้ยึดนางแต่เพียงผู้เดียว คนเป็นศิษย์ก็เกรงใจ

                 เฮ่า


               แขนอาภรณ์ของดรุณีน้อยตอนนี้ใช้ไม่ต่างจากผ้าปิดปาก ที่ขยับมาป้องปากป้องจมูกได้อย่างทันท่วงที เปลือกตาบางปิดหนีฝุ่นควันแม้ว่าจะยังมีระคายเคืองจมูกอยู่บ้าง แขนอีกข้างปัดๆฝุ่นในอากาศให้ออกไปไกลตัว เห็นท่าไม่ดีถ้ายังยืนอยู่ตรงนี้น่าจะมีสำลักตายกันซะก่อน จึงได้ใช้มืออีกข้างที่ว่างดึงชายอาภรณ์ของซือฟุให้ล่าถอยกลับมาอีกสักหน่อย " ตัวท่านเปื้อนฝุ่นหมดแล้ว.. "

               คนไม่เห็นตัวเองย่อมไม่ได้รู้ว่าตัวนางก็ไม่ได้เปื้อนน้อยไปกว่าอีกฝ่ายนัก ดรุณีน้อยไล่ปัดฝุ่นตามอาภรณ์ให้เจ้าของร่างสีเงินด้วยความเคยชิน ปกติใช้ชีวิตกับผู้ชายคนใดก็ไม่พ้นคนในครอบครัว จึงติดอาการดูแลเพิ่มมากว่าปกติ จนถึงคราหยิบผ้าสะอาดยื่นไปให้เช็ดหน้าเนี่ยแหละถึงจะรู้ตัวว่านางอาจจะดูแลเอาใจใส่เกินไปสักหน่อย " เอ่อ.. ผ้านี้ท่านใช้เช็ดหน้าเถอะ.."

            เฮ่า


               " ม มีอะไรรึเปล่า " คนมึนก็ยังเป็นคนมึนที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวว่าเนื้อตัวเปื้อนฝุ่นไม่น้อยไปกว่าใคร นัยน์ตารัตติกาลฉายความสงสัยไปพร้อมๆกับเท้าที่ก้าวไปด้านหลังเล็กน้อย แต่ดูแล้วมันก็คงจะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์เปลี่ยนไปจากเดิมนัก ขยับสายตามองรอบข้างไปมา มิทราบเกิดอะไร หรือนางพลาดตรงไหนรึเปล่า..

             เฮ่า


               " .. หน้าข้าเปื้อนสินะ " ได้คำพูดแล้วก็จึงรู้ตัว ดรุณีน้อยถอนหายใจเบาบางก่อนจะดึงผ้าขาวที่เคยเป็นผู้มอบให้กลับมาอยู่ในมือตน นัยน์ตารัตติกาลหลุบลงต่ำขณะพลิกฝั่งผ้าและจัดการเช็ดมือให้กับซือฟุคนงามที่คงมีเป้าหมายจะช่วยจัดการรอยเปื้อนโดยไม่ทันได้ดูว่ามือเขาเปื้อนหนักกว่าหน้านางอีก. เหตุการณ์นี้ครึ่งนึงเหมือนรู้สึกคุ้นเคย แต่จะนึกให้กระจ่างชัดยังไงก็นึกไม่ออก..

               เฮ่า


               "เฟิ่งฉิวหวง..? " หัวคิ้วบางขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ชื่อเสียงของบทเพลงนี้มีหรือนางจะไม่เคยได้ยิน ฝ่ามือนุ่มไล่เปิดดูเนื้อความในตำราบทเพลงด้วยความทนุถนอม ตัวนางใช่ว่าจะถนัดกู่ฉิน ปรายตามองผ่านๆแล้ว หากบทเพลงนี้สามารถเล่นด้วยเครื่องดนตรีที่นางถนัดได้ก็คงจะดี จะลองใช้ผีผา เกรงว่าท่วงทำนองจะไม่เหมาะสมในการใช้ผีผาบรรเลง อีกทั้งเสียงที่แตกต่างกันแม้ว่าจะเป็นเครื่องสาย

               จะเอ้อร์หูก็เกรงว่าเสียงจะไม่ส่งเสริมความทุ้มละมุนในตัวบทเพลง หากจะลองดัดแปลงก็สมควรจะเป็นเครื่องดนตรีประเภทอื่นที่ไม่ใช่เครื่องสาย แต่สามารถใช้ทดแทนเสียงทุ้มละมุนลื่นหู " หากจะลองปรับเป็นขลุ่ย.. ก็ดูจะน่าสนใจไม่น้อย " ดวงตาหลุบลงต่ำที่แขนอาภรณ์ ด้านในนั้นนางทำช่องใส่ของเอาไว้ซึ่งก็ยังมีขลุ่ยไผ่หยกลำขนาดกำลังดีอยู่ด้วย สิ่งใกล้ตัวครั้งนี้เห็นทีจะได้ใช้ซะแล้ว

                 เฮ่า


               ละสายตาจากเนื้อความของตำรามามองดูซือฟุคนงามที่ไขข้อสงสัย นางรู้ตัวดีว่าโดยส่วนใหญ่แล้วตัวเองจะเล่นดนตรีได้หลากหลายตามอารมณ์ บางครั้งจึงทำให้หลายคนสงสัย แต่ต่อให้ใช้เวลามากมายเพียงใด สุดท้ายแล้วที่นางชำนาญที่สุดก็ไม่พ้นขลุ่ย สตรีที่ดีจำเป็นต้องแตกฉานในหลายศาสตร์ คำพูดนี้อยู่ในความคิดมาตั้งแต่เด็กจนโต  เลื่อนสายตามองอักษรบนกระดาษไช่หลุน.. น้ำหนักอักษรที่พอดี หรือจะความแม่นยำในการเว้นช่องว่าง " ลายมือท่านเป็นเอกลักษณ์ หากคิดจะฝึกได้เทียบเคียง ดูท่าน่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี "

               อีกศาสตร์สำคัญที่ควรเรียนรู้ไว้นั้นคือศาสตร์ด้านการเขียนอักษร เพราะมันบ่งบอกถึงสมาธิ และความเป็นตัวเอง อย่างลายมือนางแม้ว่าจะจัดเป็นผู้ที่เขียนอักษรได้อย่างประณีต แต่หลายคราจะยังมีความไม่ชัดเจนในตัวเส้นที่ไม่ได้คมชัดแน่วแน่ ซึ่งนางก็ละเลยเรื่องนี้มานานแล้ว

                เฮ่า


               เปิดประเด็นค่าตอบแทนคำชี้แนะมาได้น่าหวั่นเกรงนัก ถึงจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง หรืออาจจะเป็นนางที่คิดไปเอง จะยังไงก็ตามสถานการณ์แบบนี้ไม่สมควรจะไว้ใจเป็นอย่างยิ่ง ! " ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ! แต่ไหนแต่ไรคนเราสำเร็จได้ด้วยความพยายาม ข้าขอพยายามต่อไปดีกว่า " เลื่อนใบหน้ากลับมามองตรงอย่างว่องไว

               เฮ่า


               " ซือฟุ! แล้วทำไมท่านไม่พูดแบบนี้แต่แรกเล่า ! " น้ำเสียงนุ่มใสดังขึ้นทันควัน หลังจากนั้นริมฝีปากบางก็ขยับพึมพัมไม่ได้ภาษาขณะที่เบนสายตาไปทางอื่น หลังจากบ่นจนพอใจ สุดท้ายก็หันกลับมาทางซือฟุคนงามอย่างช้าๆ " ถ้าเช่นนั้นต่อให้ท่านไม่ให้คำแนะนำเรื่องเขียนอักษรกับข้า ข้าก็จะยังช่วยอยู่ดี "
         
            เฮ่า


             " อย่าเข้าใจอย่างที่ข้าเข้าใจเลยเจ้าค่ะ " ห้ามทัพไว้อย่างว่องไวด้วยสีหน้าราบเรียบใจเย็น นางเคยบอกว่าดีกว่าที่เขาใส่หน้ากาก แต่ก็ไม่คิดว่าเวลาพูดเรื่องที่ทำให้คนเราคิดไปหลายด้านได้จะดันเกิดปัญหา วิธีทำสมาธิพื้นฐาน กำหนดลมหายใจง่ายๆในระยะสั้นก็ดูจะช่วยได้ดี..

              เฮ่า


               " …… " นางสัมผัสได้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปได้อย่างว่องไวภายในไม่กี่คำพูด นัยน์ตารัตติกาลเลื่อนมองบุรุษสีเงินด้วยคำถามผ่านสายตา ถึงแม้ว่าจะมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้วว่าการที่จะเปลี่ยนไปได้รวดเร็วขนาดนี้ไม่มีอะไรอื่นนอกจากนางตัดสินใจอะไรผิดไปสักอย่าง " ข ข้าแค่.. " รู้ตัวว่าควรต้องพูดอะไร แต่ก็ไม่รู้ว่าพูดไปจะดีหรือแย่ลง สุดท้ายก็ปิดหูปิดตาพูดไป

               " ใครใช้ให้ท่านถามข้าไม่ชัดเจน แล้วยังใส่หน้ากากที่ทำให้ข้าไม่รู้ว่าท่านคิดอะไรอยู่เล่า.. สตรีคนไหนฟังรูปคำถามแบบนี้ กับเห็นแค่สายตา ก็ไม่มีคนไหนตอบตกลงทันทีหรอกหน่า! " อาจจะเพราะพูดเร็วๆติดกันเลยทำให้ดรุณีน้อยได้แต่ยืนอยู่กับที่ไม่ได้ขยับไปไหน

               เฮ่า


               " ซือฟุ.. ข ข้า อ๊า..ทำไมมันพูดยากจัง.. " อาจจะเพราะมีหลายความคิดทำให้สตรีที่เคยจัดระเบียบความคิดตัวเองได้ดีมาเสมอถึงกลับไปไม่เป็น " ข้าแค่กังวลใจไปเอง.. แต่ว่าข้าไว้ใจท่านนะ ! ข้าแค่.. ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง.. ข้ารู้ว่าท่านไม่ชอบความวุ่นวายแต่ตอนนี้ข้าก็กำลังทำให้ท่านเจอเรื่องวุ่นวายอยู่ " พูดไปพูดมาก็เหมือนจะรู้ตัว แต่จะมีใครไปรู้ว่านางข้ามเรื่องสำคัญที่เป็นสาเหตุปัญหาไปได้หน้าซื่อๆโดยไม่รู้ตัว

               เฮ่า


               " ข้าเป็นสตรี.. และสตรีเองก็ได้ชื่อว่าเข้าใจได้ยากทั้งยังคิดมากเก่ง ซึ่งข้าขอยอมรับอย่างซื่อตรงเลยก็ได้ว่าจริง " จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เรื่อง ว่านางไม่ได้พูดประเด็นสำคัญไปจริงๆ แต่ก็มีเอะใจบ้างว่าลืมพูดอะไรไป.. คงไม่มีหรอกมั้ง(?)

                 เฮ่า


               กำลังจะเอ่ยปากเสนอวิธีแยกกันสักพักเพื่อทำความเข้าใจแต่เหมือนจะนึกขึ้นได้สักทีว่าลืมพูดจุดสำคัญ.. มือบางตีหน้าผากตัวเองครั้งใหญ่ แล้วแบบนี้นางพูดทำไมตั้งนาน ! เมื่อความเหนื่อยใจผสมกับไม่อยากอยู่ให้เขินไปมากกว่านี้ ร่างเล็กของดรุณีน้อยขยับก้าวดุ่มๆไปอยู่ในจุดที่อยู่ดักหน้าบุรุษสีเงินได้ " ช่างทุกอย่างที่ท่านได้ยินจากข้าก่อนหน้านี้ แค่รู้ไว้ก็พอว่าจริงๆแล้ว ข้าเขินท่าน! แต่ข้าก็ไว้ใจท่าน .. ขอข้าจัดการกับสิ่งที่เรียกว่าเขิน หากไม่มีมันทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา เท่านี้แหละ "

               พูดจบแล้วใครจะอยู่ให้เขินเพิ่ม ดรุณีน้อยหันหลังอย่างไวและก้าวฝีเท้าหมายจะออกไปให้ไกลจากตรงนี้เป็นอย่างแรก ใบหน้าหวานขึ้นริ้วสีแดงระเรื่อเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้นับจากการเดินทางครั้งนี้

               เฮ่า


               "... ซือฟุ หากว่าข้าเสียใจกับเรื่องเมื่อคืน เชื่อเถอะ ข้าไม่มายืนอยู่ตรงนี้ หรือแม้แต่อยู่เพื่อคุยกับท่านเมื่อเช้าหรอกนะ.. "  เขาถาม นางก็ตอบ ไป๋อวี้ไม่ได้เสียใจ เพราะนางไม่มีเหตุให้ต้องเสียใจ เรื่องเมื่อคืนไม่ใช่ความผิดของซือฟุ .. ไม่สิ สมควรจะบอกว่าผิดกันทั้งคู่ แต่ในเมื่อเกิดขึ้นไปแล้ว นางก็ไม่ใช่คนที่จะเก็บมาอคติ อีกอย่างนั้นไม่ใช่จูบแรกของนาง นางไม่มีท่าทีโวยวาย เพราะรู้ดีว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นได้เพราะฤทธิ์สุรา ของฝั่งซือฟุจะเพราะอะไรนางมิทราบ แต่เอาเป็นว่านางไม่ได้รู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาอยู่กับเขา..

            เฮ่า


               ใบหน้าของดรุณีน้อยขึ้นริ้วสีแดงนักกว่าเก่าจนต้องยกสองมือมากุมแก้ม มองตามไล่หลังของบุรุษสีเงินด้วยความไม่เข้าใจ อย่าว่าแต่ตัวนางไม่เข้าใจเขาเลย ตอนนี้นางก็ชักจะไม่เข้าใจตัวเองหน่อยๆแล้วสิ.. ก่อนที่จะย้ายตัวออกจากบริเวณ เลื่อนสายตามองต้นเหมยที่ซือฟุคนงามใช้หลังกระแทกจากจังหวะที่ผิดพลาด.. เสียงดังขนาดนั้นต้องเจ็บอยู่แน่ๆ.. ดูท่านางคงต้องให้ยาแก้ช้ำเพิ่มไปด้วยสินะ

               " ไม่ได้นะ ! วันนี้ข้าต้องได้ไปดูผ้าปักสิ " โอดครวญไล่หลังไป แต่สุดท้ายก็ยังก้าวตามเร็วไวจวบจนตีขนาบข้างซือฟุคนงามได้อีกครั้ง

               เฮ่า




เปิดให้หมด

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +3 คุณธรรม +3 ความชั่ว +10 ความโหด โพสต์ 2020-9-21 10:13
คุณได้รับ +150 คุณธรรม +50 ความชั่ว +315 ความโหด โพสต์ 2020-9-21 10:13

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ความหิว -48 Point +10 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -48 + 10

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เสือดาวนัสเคียร์
เทียนเฉาเชียนรื่อหง
พู่หยกเฟยตันฉีหลิง
พัดมยุรามรกต
กำไลลู่เหลียนหรง
วิชาอิงหย่งขั้นสูง
ปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์
ดมกลิ่น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x3
x8
x1
x1
x200
x45
x5
x20
x10
x3
x1
x2
x20
x25
x16
x4
x29
x2
x147
x1
x10
x20
x1
x1
x1
x1
x1
x1
x3
x1
x2
x100
x100
x100
x100
x1
x1
x25
x50
x1
x1
x2
x531
x6
x1
x3
x4
x2
x2
x42
x14
x150
x5
x320
x100
x1
x1
x1
x10
x85
x40
x11
x4
x1
x20
x18
x185
x44
x226
x10
x10
x293
x7
x100
x390
x12
x36
x50
x8
x5
x18
x10
x148
x6
x4
x2
x1
x100
x100
x120
x2
x2
x357
x50
x200
x6964
x773
x226
x100
x15
x200
x3
x4
x100
x200
x4
x200
x2
x1
x4
x1
x2
x10
x15
x10
x2
x30
x20
x2
x80
x34
x70
x210
x200
x20
x3
x50
x200
x1
x50
x457
x7
x189
x60
x100
x22
x350
x240
x995
x130
x1
x15
x1
x1
x114
x2
x100
x2
x5
x2
x1
x100
x1
x10
x1
x16
x1
x2
x20
x5
x4
x140
x22
x7
x8
x2
x70
x1
x2
x1
x332
x15
x5
x4
x13
x3
x1
x215
x30
x368
x30
x22
x269
x20
x1015
x96
x502
x2440
x2
x5
x502
x40
x300
x2200
x100
x100
x100
x230
x1300
x14
x1
x10
x45
x20
x70
x53
x160
x225
x6
x800
x50
x350
x20
x45
x50
x2
x1
x120
x140
x40
x85
x7
x32
x290
x12
x125
x37
x1
x55
x150
x2000
x64
x32
x89
x8000
x9999
x8000
x100
x2
x1812
x540
x88
x90
x69
x30
x135
x67
x49
x228
โพสต์ 2020-9-21 02:21:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
วังวนลิขิตเจ็ดเดือนเจ็ด
2018
พิมพ์นิยมอารมณ์สตรี

               ความรู้สึกแรกนั้นคืออาการปวดศีรษะหน่วงๆ ตามมาด้วยอาการไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่นัก ดรุณีน้อยร่างบางในอาภรณ์สีดำทองค่อยๆลุกขึ้นจากฝูกนอนบนเตียงไม้ มือบางขยับไปลูบหลังคอตัวเองเล็กน้อย กระพริบตาอยู่สองสามครั้งเพื่อทำให้มองเห็นรอบข้างได้ชัดขึ้น.. เสียงกู่ฉินจากด้านนอกลอยเข้ามาถึงด้านในห้อง ความทรงจำค้างคาที่ขาดช่วงทำให้สับสน

               สิ่งสุดท้ายที่ยังจำได้ชัด.. มือเลื่อนแตะเข้ากับริมฝีปากสีชาดของตนเอง ไปพร้อมกับใบหน้าหวานที่ปรากฏริ้วสีแดงขึ้นเพราะความตื้นเขิน "บ้าจริง… ทำไมเป็นแบบนั้นไปได้นะไป๋อวี้.. " ถูกช่วงชิงจุมพิตไปแล้วจากบุรุษสองคน นี่นางสมควรคิดเห็นเช่นใดเป็นพิเศษ? สำหรับกรณีครั้งนี้ถึงจะเป็นเรื่องที่ทั่วไปยากยอมรับ แต่สำหรับคนหัวคิดผิดแปลกเช่นนาง จูบแรกก็เสียไปแล้ว.. ครั้งนี้ส่วนนึงเกิดขึ้นได้เพราะความดื้อดึงของนาง เพราะฉะนั้นจะโทษหรือโกรธ ไป๋อวี้ก็ไม่อาจจะทำได้อยู่ดี


               ไม่ได้มีการเร่งร้อน แม้ว่าเสียงกู่ฉินจะยังลอยเข้ามาให้ได้ยินไม่ขาดสาย แต่ก็ยังจัดการล้างตัวอย่างใจเย็น แต่งตัวด้วยความใส่ใจ และก้าวออกไปด้วยใจที่สงบนิ่ง ในมือยังมีขลุ่ยไผ่หยกสีสวยสดควงไว้ไม่ห่างมือ รอยยิ้มเบาบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าของดรุณีน้อย ดูท่าที่พี่สาวหลานเคยพูดไว้ว่าซือฟุนางเก่งกาจด้านกู่ฉินนั้น คงไม่ผิดจากความเป็นจริงแม้แต่น้อย

               เสียงเพลงกู่ฉินที่เบาบางอ่อนโยนและเรียบง่าย แต่ในทุกอย่างก้าวที่นางขยับนับจากมาจนถึงกลางเรือนก็ดูจะเริ่มหนักหน่วงขึ้น ดรุณีน้อยยกยิ้มเบาบางยามเช้าที่ตื่นมากับบทเพลงจะช้าจะเร็วก็ล้วนแต่น่าพอใจทั้งนั้น ขยับเข้าใกล้ถึงตัวของนักดนตรีชั่วคราวอย่างซือฟุคนงามมากขึ้น แต่ก็ได้เพียงทิ้งตัวลงนั่งที่ข้างโต๊ะตัวเล็กไม่ไกลจากอีกฝ่ายนัก จัดการบรรจงตรวจดูของทานเล่นและชาฆ่าเวลา

             ชายเสื้อครามรัตติกาลเคลื่อนไหวตามหัตถ์ขาว เหนือกู่ฉินม่อเยวี่ยนสือซว่านหัตถการบรรเลงเสียงเสนาะ จังหวะที่พรมลงเส้นไหมคมกริบเกิดกังวานกว่าพิณทั่วไป หากแต่เส้นสายอันวาววับนี้เพียงพลาดแค่ลัดสายตาอาจบาดจนเกิดแผล การที่บทเพลงสามารถดำเนินต่อได้ดุจเศษหยกตกกระทบนั่นหมายถึงทักษะผู้บรรเลงมิใช่สามัญ  บุรุษเกศาเงินจมอยู่ในห้วงสังคีต นัยนส์ตาหรุบต่ำมองจมูกมองใจ

             ห้องบรรเลงลงต่ำยามคิมคันต์ผันผ่านไป ชีวิตที่ผ่านมาเขาต่อสุ้กับพิษสารทนทีในกายผ่านความเป็นตายนับสิบหน หนาวเยือกกระดูกในไตรมาสของทุกปี เกิดเป็นความทรมานจนอยากจะให้มันจบสิ้นไปสักที สุดท้ายกลับรอดตาย ความผกผันของโชคชะตาคือผู้ที่สมควรจากไปยังหายใจอยู่ ส่วนผู้ที่ควรอยู่กลับตกตาย

             วิหคกู่ร้อง อาภรณ์ทิ้งชายยาว กลิ่นดอกอวี้หลันลางเลือนหลบเร้น

             จมดิ่งในห้วงภวังค์ความคิด เขาห่างจากการบรรเลงกู่ฉินมานานมาก คล้ายจดจำสาเหตุไม่ได้แล้วว่าทุกครั้งที่คิดแตะเครื่องสาย ความหนาวเหน็บที่ก่อตัวภายในมันมีที่มาจากไหน ช่องว่างในภาพความทรงจำราวกับสมองถูกควักออกไปส่วนหนึ่ง สับสนใจไม่กระจ่าง แล้วเหตุที่ว่าทำไมถึงสามารถกลับมาแตะศาสตร์ศิลป์นี้อีกครั้งได้.. ก็ยังไม่กระจ่างชัดหนักกว่าเดิม

             กลิ่นหอมของบุปผาหรือแม้แต่ความงดงามของเสียงกู่ฉิน บรรยากาศจรรโลงใจที่ผู้มาถึงเลือกที่จะไม่หยุดบรรยากาศนี้ด้วยเสียงตนเอง มือบางของดรุณีน้อยบรรจงจัดแจงรินชาด้วยความใจเย็น ท่าทางเกินครึ่งปลอดโปร่งไม่ต่างจากเดิม มีโอกาสได้ชมผู้มีฝีมือ ตัวนางเองก็กำลังศึกษากู่ฉิน จะสังเกตท่วงท่าไว้คงไม่ได้เป็นเรื่องผิดแปลก นัยน์ตารัตติกาลสลับมองอยู่เพียงสองสิ่ง หนึ่งคือน้ำชาหอมกรุ่นอุ่นกำลังดี และสองคงไม่พ้นฝ่ามือของผู้บรรเลงเพลงกู่ฉินในตอนนี้

             เสียงการขยับด้านหลังดึงให้ผู้บรรเลงกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ปลายนิ้วระผิดจังหวะราวกับเส้นสายอันคมกริบนั้นเฝ้ารอเวลาอยู่แล้ว พริบตาเดียวเกิดรอยบากบนผิวหยกขาว โลหิตหยดลงเหนือคันพิณ ถูกกลิ่นหอมกลว้ยไม้หยกกลบราวกับว่ามันเป็นเพียงสีสันแต้มเครื่องดนตรี

              บุรุษผู้บรรเลงมิได้ใส่ใจบาดแผลเล็กน้อย เพียงกล่าวกับหญิงสาวน้ำเสียงเรียบ “ตื่นแล้วหรือ”

               " อ๊ะ.. อื้อ " ใบหน้าหวานเผยแววตกใจอยู่ชั่วครู่ ความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บจากการเล่นดนตรีประเภทสายนั้นมีอยู่มาก และนางก็รู้ซึ้งถึงความรู้สึกดี ต่อให้กลิ่นหอมของบุปผาใดๆลอยเข้าแทรกแซงปกปิดทิศทางกลิ่นโลหิตแดงฉาน ตัวนางที่มีประสาทสัมผัสเป็นเยี่ยมก็ไม่อาจจะละเลยต่อสิ่งนี้ได้ " ซือฟุ.. มือท่านเป็นแผลแล้ว ใส่ยาสักหน่อยไหมเจ้าคะ? "

              "......แค่รอยเท่าแมวข่วนเท่านั้น ยังไกลหัวใจ" กล่าวจบเพียบหยิบเอาผ้าสะอาดมาเช็ดและพันไว้ลวกๆ เท่านั้น ชายหนุ่มเกศาเงินรับถ้วยชาจากนางขึ้นมาจิบ สำรวจความเรียบร้อยดูท่าอีกฝ่ายคงสร่างเมาแล้ว เช่นนั้นคงไม่ต้องเตรียมน้ำแกงอีกชุด อาหารก็ให้เป็นอาหารอย่างอ่อนย่อยง่าย กล่าวถึงแผนการในวันนี้ "ข้าสั่งโจ้กรากไป๋เหอกับเป็ดย่างเอาไว้ อีกสักครู่พอทานอาหารเช้านอกจากแวะไปดูหอตำรา ยังมีที่ไหนที่เจ้าสนใจอีกรึไม่?"

               "......" ไม่รู้จะทำใจมองแผลเล็กๆที่โดนมองข้ามนั้นได้ยังไง นัยน์ตารัตติกาลฉายแววอ่อนใจอยู่เพียงชั่วครู่ ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการเพียงเท่านั้นนางก็จะไม่ขัด รู้ดีว่าการบาดเจ็บจากสายกู่ฉินคงไม่ได้ทำให้เจ้าตัวสะทกสะท้าน ถึงกระนั้นก็ยังพอห่วงบ้างอยู่ดี " ถ้าเช่นนั้น.. ท่านเก็บยานี้ไว้กับตัวเถอะ ไป๋อวี้เคยใช้ยามบาดเจ็บจากสายผีผา หากแผลท่านสมานช้า ยาตลับนี้ก็ช่วยได้ " ตลับยาสีครามเข้มถูกเลื่อนไปให้ นางพกไว้เสมอถึงจะไม่ได้ใช้มานานแล้วก็ตามที..

               " ข้าไม่ได้รู้จักที่ทางในฉางซามากนัก เกรงว่าตลอดการอยู่ฉางซาครั้งนี้ คงจะต้องรบกวนซือฟุแนะนำแล้ว" ผู้มิรู้มิใช่ผู้ผิด ในเมื่อครั้งนี้มากับผู้รู้จะขอคำแนะนำไว้ก็ไม่ผิด ตัวนางในใจนั้นนึกอยากจะเก็บเกี่ยวบรรยากาศเมืองฉางซาอันเป็นธรรมชาติให้ได้มากที่สุด แต่ไหนแต่ไรไปไหนก็ไม่เคยวางแผนอยู่แล้ว.. ครั้งนี้เอาเป็นว่าจุดไหนน่าสนใจไว้ค่อยบอกซือฟุเอาแล้วกัน

               พยักหน้าคมสันเป็นการยืนยันว่าเข้าใจแล้ว ตลับยานั้นเพียงรับแต่ยังมิได้ใช้ในทันที นัยน์ตาสีอำพันคู่ลึกล้ำดุจมองทะลุไปยันจิตวิญญาณของอีกฝ่าย สบอยู่ครู่หนึ่งก่อนเปิดถามว่า "เมื่อคืนเจ้านอนหลับสบายดี?"

               ".... ม เมื่อคืน? " จากที่ยกถ้วยชาขึ้นจิบก็ต้องชะงัก นัยน์ตาขยับกรอกไปมาราวกับว่ากำลังคิดวิเคราะห์ พูดถึงเมื่อคืนวีรกรรมจากฤทธิ์สุราก็มีลอยมาให้ปวดศีรษะอยู่บ้าง แต่ซือฟุถามว่านอนหลับสบายดีไหม นางก็จะตอบให้ตรงคำถาม " เมื่อคืนหลับสบายดีเจ้าค่ะ! " หลับสบายแบบภาพตัดไปเลยก็น่าจะสบายดีอยู่แหละนะ

             "หึหึ เช่นนั้นก็ดีแล้ว.. ไปทานข้าวเถอะ เมื่อคืนเจ้าแทบไม่ได้กินอะไรเลย มีแต่สุรากับ…" เว้นประโยคว่างไว้ไม่พูดต่อ เขาไม่จำเป็นต้องเปิดโปงให้อีกฝ่ายรู้สึกลำบากใจ เพียงคลี่รอยยิ้มบางดุจลมวสันต์โอบล้อมจากนั้นก้าวออกจากเรือนทิ้งให้หญิงสาวค้างคาไว้ตรงนั้น

             "ถ้าสายล่ะก็ อาหารจะเย็นหมดข้าไม่รู้ด้วยล่ะ"

              ฉับพลันดรุณีน้อยก็คล้ายจะสัมผัสได้ว่าพวงแก้มทั้งสองข้างของนางเห่อร้อนจนขึ้นสีแดงระเรื่อชั่วขณะ สาเหตุคงไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นซือฟุคนงามที่ทิ้งคำพูดไว้แล้วเดินจากไปได้อย่างโหดร้าย มือทั้งสองข้างยกขนาบข้างแก้ม " บ้าจริง.. " ตั้งแต่เช้าดูท่านางจะกลบฝังเรื่องไม่คืนไม่ได้ง่ายๆจริงด้วย! สูดหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสมาธิ วันนี้ยังมีเรื่องอีกมากให้ไปทำ ก่อนอื่นคือไปทานอาหารให้ทันก่อนมันจะเย็น!

                ผ่านการรับอาหารแค่พอรองท้องไม่อิ่มจนเกินไป  นักกวีหนุ่มสวมหน้ากากจิ้งจอกปิดบังครึ่งใบหน้าเช่นเดิม ทั้งสองเดินทางไปตามท้องถนนนครฉางอัน ได้พบคนหาบเร่รองเท้าฟางจึงลองสอบถามที่ตั้งของหอสมุดลู่จื่อ ตัวของหลิงเฮ่านั้นไม่ได้มาที่นี่นานมาก แม้จะจดจำสถานที่ได้ชัดเจน แต่เรื่องเส้นทางไปถึงนั้นพึ่งพาคนในท้องถิ่นจะดีกว่า

                "ฟังว่าที่นี่เปิดให้เหล่าบัณฑิตที่ประสงค์เข้าสอบขุนนางและชาวบ้านได้ใช้ศึกษาเพิ่มพูนความรู้… ยังมีพวกภาพวาดเก่าๆ ฉบับคัดลอก และบทกวีกับทำนองเพลงพื้นบ้านรวบรวมอยู่ไม่น้อย นับว่าน่าสนใจ" ครั้งมาหยุดที่ด้านหน้าหอตำราร่างสูงจึงมอบเครื่องเขียนให้นางชุดหนึ่ง เผื่อพบเจอตำราที่ถูกใจได้ใช้คัดลอกสะสมไว้ศึกษาต่อ

               " น่าสนใจจริงๆ.. " ถึงมือจะขยับรับเครื่องเขียนมาแต่ตัวผู้รับก็ดูจะสนใจกับหอตำราขนาดใหญ่นี้มากกว่า นิสัยตัวนางเองก็ชี้ชัดว่าเป็นจำพวกที่อยู่กับตำราได้โดยไม่มีปัญหา ยิ่งตำราเกี่ยวกับศาสตร์ศิลป หรือแม้แต่เรื่องราวท้องถิ่นก็นับว่าสามารถที่จะเข้าตาดรุณีน้อยผู้นี้ได้เสมอ " ให้ข้าอยู่ที่นี้ทั้งวันยังได้เลย.. " ดวงตาแวววาวประกายระยิบด้วยความพอใจที่เต็มเปี่ยม

                 พัดหยกขาวในมือหมุนไปมา คงเพราะเดินทางด้วยกันมาระยะหนึ่งจนสามารถอ่านท่าทีตามอารมณ์ของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน เห็นแววตาระยับพราวนั้นร่างสีเงินอดไม่ได้ที่จะหยอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเรียบ กึ่งจริงกึ่งเท็จ "อืม… เช่นนั้นเจ้าคงต้องเตรียมเครื่องนอนให้พร้อม ติดต่อขออนุญาตกับเจ้าของหอตำราไว้ จริงสิ..วันนี้มิใช่ว่านัดหมายเจ้าสำนักปักเซียงซิ่วว่าจะไปดูแบบลวดลายมิใช่รึ ค่อยมาที่นี่ใหม่หลังเสร็จธุระดีไหม?"

               ไม่ได้ลืมนัดแต่ก็ไม่อยากออกจากตรงนี้.. ริมฝีปากสีชาดเม้มเข้าหากันอย่างสับสน แน่นอนว่าหากยึดตามเหตุผล เกินครึ่งนั้นย่อมต้องไปจัดการธุระที่สำนักผ้าปักเซียงซิ่วให้เสร็จก่อนแล้วจึงจะมา มือข้างนึงถือเครื่องเขียนอีกข้างจับชายอาภรณ์ซือฟุคนงามเอาไว้ " ซือฟุ.. ข ข้าเลือกไม่ได้หรอก.. ท่านเห็นว่าสมควรจะทำสิ่งใดก่อน? " น้ำเสียงนุ่มเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา เพราะขนาดตอนนี้จะคิดหาคำอ้อมทางยังคิดไม่ออกเลย

              "หืม.. เหตุใดถามความเห็นข้า จะยากที่ไหนเลือกสิ่งที่เจ้าชื่นชอบมากกว่าก็พอ" ใบหน้ารูปหยกใต้หน้ากากนั้นมีแววอาทรอยู่บ้าง เพียงสองเนตรหงส์หรี่ลงอย่างรื่นรมย์ เห็นท่าทีอ้อนวอนทำสิ่งใดไม่ถูก ขนาดขาหนึ่งจะก้่วเข้าหอตำราอยู่แล้วก็ยังพะวักพะวนถึงสำนักปักนั้น ช่างน่าเอ็นดูจริงๆ

             "หรือว่าลำพังแค่สองสิ่งนี้ยังยากเกินไป… อื้ม หากสมมติว่ามีคุณชายจากสองบ้านล้วนเพรียบพร้อมเสมอกันมาสู่ขอเล่า เจ้าจะเลือกขึ้นเกี้ยวของใคร ลังเลเช่นนี้น่าคิดนะ…"

               คำถามแรกยังไม่ทันตอบ คำถามสองก็มาทำให้ไปไม่เป็นอีก มือบางปล่อยจากชายอาภรณ์ของซือฟุคนงามอย่างทันท่วงที " ต่อให้คุณชายเหล่านั้นจะดีแค่ไหน ข้าจะไม่ขึ้นสักเกี้ยว ! " ว่าจบก็ย้ายตัวเองเดินหนีเข้าไปในหอตำราก่อนจะมีคำทักท้วง หากคุณชายทั้งสองที่ถูกหยิบยกมานั้นล้วนเพรียบพร้อมจริง ก็ไม่มีทางที่นางจะสนใจ ชีวิตนี้หากไม่ใช่เพราะพันธะในวัยเยาว์ เกรงว่าตัวนางก็ไม่เคยคิดจะปักฐานสร้างครอบครัวกับผู้ใดอยู่แล้ว

               เกรงว่าเรื่องวิวาห์ในอดีตจะทำให้นางขยาดไปหลายส่วนเสียแล้ว แต่จากท่าที่ปั้นปึ่งเดินหนีนั้นก็ยังผลให้ไหล่กว้างสั่นๆ หัวเราะกลางแจ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินตามศิษย์น้อยเข้ามาอย่างไม่ช้าไม่เร็ว พัดหยกในมือช้อนกิ่งเหมยตามทางเดินให้เปิดทาง ตุ่มไตสีชมพูเริ่มจับช่อดูเหมือนในฤดูหนาวที่แห่งนี้คงจะเต็มไปด้วยดอกเหมยบานสะพรั่ง อร่ามตา

               "ไหนๆ ข้าก็เป็นคนพาเจ้ามาเปิดหูเปิดตา หากเจอบทเพลงที่อยากเก็บไว้ฝึกฝนก็เลือกมาแล้วกัน ข้าจะคัดลอกให้หนึ่งฉบับ" ชดเชยให้เล็กน้อยแน่นอนว่าจุดประสงค์นักกวีหนุ่มมีหรือจะพูดบอกไป ผู้พูดติดตามจนเห็นแผ่นหลังบางง่วนอยู่ตรงด้านหน้าตู้บรรจุตำรา หมวดของเพลงพื้นบ้านดูจะเก่าคร่ำ อย่าว่าแต่แกะทำนองเลย แค่เพ่งให้เห็นเนื้อร้องยังไม่แน่ว่าจะทำได้

                ละเลยความแง่งอนก่อนหน้านี้ มุ่งเป้าหมายอยู่กับตำราเพลงพื้นบ้านประจำท้องถิ่น ด้วยสภาพหนังสือที่เริ่มจะมีอายุมาก สัมผัสแต่ละครั้งจึงค่อนข้างบรรจงถนอมเป็นพิเศษ เห็นได้จากสายตาที่ใส่ใจในการจะหยิบจับตำราออกมาดูแต่ละครั้ง นัยน์ตารัตติกาลเลื่อนอ่านอักษรที่พร่าเลือนตัวแล้วตัวเล่า " ซือฟุ ท่านมีเล่มไหนที่สนใจเป็นพิเศษหรือไม่ " จะให้ยึดนางแต่เพียงผู้เดียว คนเป็นศิษย์ก็เกรงใจ

                "........" จะให้กล่าวอย่างไรดี… อาจารย์พ่วงบิดามารดาบุญธรรมของเขาเป็นถึงยอดปรมาจารย์สังคีตแห่งรัชสมัย แน่นอนว่าบทเพลงพื้นบ้านหรือที่โด่งดังล้วนเคยผ่านหูผ่านตา ตอนแรกที่พูดว่าจะคัดลอกให้นั้นอันที่จริงทราบแต่แรกว่าเนื้อเพลงในตำราอาจไม่สมบูรณ์ ตนยังสามารถแก้ไขเป็นฉบับเต็มตามองค์ความรู้เก่าอย่างแนบเนียน แต่เมื่อนางถามความสนใจในเรื่องนี้จะบอกว่า 'ข้าแค่พาเจ้ามาดูเผื่อว่าจะเจอสิ่งที่น่าสนใจ' ก็คงจะห้วนไปสักหน่อย

               ดังนั้นมือหนาจึงสุ่มหยิบม้วนไม้ไผ่จากชั้นบนสุดมาสองสามม้วน ปรากฎว่าทิศตะวันตกของหอตำราเก็บรวมบทเพลงเก่าๆ ปกติไม่มีคนแล บรรณารักษ์จึงละเลยการทำความสะอาจ เมื่อมีสิ่งไปกระทบปีศาจฝุ่นฟุ้งได้เวลาออกอาละวาด ผู้ที่อยู่ใกล้ชั้นวางล้วนเจอหิมะที่มิใช่สีขาวโปรยปรายใส่ควันตลบ "แค่กๆๆ…."

               แขนอาภรณ์ของดรุณีน้อยตอนนี้ใช้ไม่ต่างจากผ้าปิดปาก ที่ขยับมาป้องปากป้องจมูกได้อย่างทันท่วงที เปลือกตาบางปิดหนีฝุ่นควันแม้ว่าจะยังมีระคายเคืองจมูกอยู่บ้าง แขนอีกข้างปัดๆฝุ่นในอากาศให้ออกไปไกลตัว เห็นท่าไม่ดีถ้ายังยืนอยู่ตรงนี้น่าจะมีสำลักตายกันซะก่อน จึงได้ใช้มืออีกข้างที่ว่างดึงชายอาภรณ์ของซือฟุให้ล่าถอยกลับมาอีกสักหน่อย " ตัวท่านเปื้อนฝุ่นหมดแล้ว.. "

             คนไม่เห็นตัวเองย่อมไม่ได้รู้ว่าตัวนางก็ไม่ได้เปื้อนน้อยไปกว่าอีกฝ่ายนัก ดรุณีน้อยไล่ปัดฝุ่นตามอาภรณ์ให้เจ้าของร่างสีเงินด้วยความเคยชิน ปกติใช้ชีวิตกับผู้ชายคนใดก็ไม่พ้นคนในครอบครัว จึงติดอาการดูแลเพิ่มมากว่าปกติ จนถึงคราหยิบผ้าสะอาดยื่นไปให้เช็ดหน้าเนี่ยแหละถึงจะรู้ตัวว่านางอาจจะดูแลเอาใจใส่เกินไปสักหน่อย " เอ่อ.. ผ้านี้ท่านใช้เช็ดหน้าเถอะ.."

              "หอตำรารึสุสานตารากันแน่..."

             เปิดเปลือกตามาเดิมทีคิดว่าสภาพตนคงอเนจอนาถไม่น้อย ทว่าผิดคาดเมื่อดรุณีครงหน้าเข้าขั้นกว่า 'ปลาคลุกฝุ่น' ชื่อพร้อมรายการละอองเกาะเต็มตัว สองแก้มที่วันนี้เปลี่ยนสีบ่อยยังมีเพิ่มขึ้นหนึ่งเฉดเป็นเท้าเข้ม คุณชายผู้รักความสะอาดเป็นที่ยิ่งถึงกับขมวดคิ้วรับเอาผ้าผืนนั้นมาแต่กลับมิได้ดูแลตนเองก่อน เขายื่นมือเชยคางนางขึ้นกระทันหัน… โน้มกายลงพิจารณารอยเปื้อน เงาร่างสูงทำมุมกับดวงอาทิตย์ด้านหลังเสมือนโอบล้อมและกักอีกฝ่ายไว้มิอาจถอยหนี

               " ม มีอะไรรึเปล่า " คนมึนก็ยังเป็นคนมึนที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวว่าเนื้อตัวเปื้อนฝุ่นไม่น้อยไปกว่าใคร นัยน์ตารัตติกาลฉายความสงสัยไปพร้อมๆกับเท้าที่ก้าวไปด้านหลังเล็กน้อย แต่ดูแล้วมันก็คงจะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์เปลี่ยนไปจากเดิมนัก ขยับสายตามองรอบข้างไปมา มิทราบเกิดอะไร หรือนางพลาดตรงไหนรึเปล่า..

             นัยน์ตาสีแก้วจินดาสงบนิ่ง วิเคราะห์จุดที่ควรเริ่มได้แล้วจากนั้นพับมุมผ้าหาส่วนที่นุ่มสุด เช็ดคราบเขม่าฝุ่นออกอย่างเบามือราวกับนี้มิใช่หน้าคนหากเป็นเครื่องกระเบื้องสูงค่า แต่ทว่าคงลืมไปว่าหัตถ์ตนก็เปื้อนอยู่เช่นกัน แต้มได้ดีจัดกลายเป็นเทาเพิ่มบนใบหน้ามน นักกวีหนุ่มชะงักไป ขมวดคิ้วจริงจังขึ้นมาพร้อมเปรยว่า "เช็ดก็แล้ว ทำไมเปื้อนหนักกว่าเดิม" จากภาพสะท้อนในดวงตาเหมยไป๋อวี้แปลงร่างเป็นเสี่ยวสยงเมาเรียบร้อย

               " .. หน้าข้าเปื้