กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบอุปกรณ์พกพา | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์
ดู: 203|ตอบกลับ: 8

{ นอกเมืองอู๋เว่ย - ชุมชนชาวเกี๋ยง } โรงเตี๊ยมสิบสามเหรียญ

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-1-8 01:20:33 |โหมดอ่าน

โรงเตี๊ยมสิบสามเหรียญ




【โรงเตี๊ยมสิบสามเหรียญ】 
โรงเตี๊ยมขนาดกลางประจำชุมชนชาวเกี๋ยง
ให้บริการที่พักและอาหารแก่พ่อค้าต่างเมืองและนักเดินทาง
ทั้งภายนอกและภายในตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบชาวตะวันตก
สะท้อนให้เห็นการผสมผสานของสองวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี
สามารถสั่งอาหารได้ทั้งอาหารตำรับฮั่น แบบตะวันตก หรืออาหารพื้นเมืองของชนเผ่าเกี๋ยง
เครื่องดื่มที่ขึ้นชื่อคือเหล้านมแพะ ผู้มาพักควรจะลองสั่งทานดูสักครั้ง



ชื่อกิจการ : โรงเตี๊ยมสิบสามเหรียญ
เจ้าของกิจการ : เฮ่อเหลียน ห้าวหนาน 
เวลาปิดบริการ : ตลอด 24 ชั่วโมง 
ประเภทร้าน : ให้บริการที่พัก สุรา และอาหาร

ประทับตราโดย: ผู้ว่าเมืองอู๋เว่ย

 

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 Point +4 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 4

ดูบันทึกคะแนน

10

กระทู้

107

โพสต์

4753

เครดิต

เงินชั่ง
904
เงินตำลึง
43171
ชื่อเสียง
2041
ความหิว
168
ช่างหลิน
ระดับ 1
โพสต์ 2018-1-12 03:44:24 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ChenHuimei เมื่อ 2018-1-12 04:00

           หลังจากที่ฮุ่ยเหมยได้แยกจากพวกเทียนซูเหมินมา ตอนนี้นางก็ได้มายืนอยู่ใน ’โรงเตี๊ยมสิบสามเหรียญ’ ที่มีการตกแต่งแนววัฒนธรรมชาวตะวันตกที่ผสมผสานกับวัฒนธรรมพื้นเมือง
นางมองไปรอบๆเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์พบสถาปัตยกรรมที่หาดูได้ยากเช่นนี้ตั้งแต่ก้าวเข้ามาถึง

“ที่นี้นะหรือ โรงเตี๊ยมที่เจ้าพูดถึง” ฮุ่ยเหมยหันไปถามพ่อค้าคาราวานที่เป็นผู้นำทางมาถึงสถานที่แห่งนี้

“ขอรับ” เขาหันมาพยักหน้าตอบรับ “หมดหน้าที่ของข้าแล้วงั้นข้าขอตัวนะขอรับ”

“ขอบคุณที่พามาส่งนะเจ้าค่ะ”ฮุ่ยเหมยส่งยิ้มหวานกลับไป

“ขะ….ขอรับ” พ่อค้าคาราวานผู้นั้นมองสาวงามด้วยสายตาหยาดเยิ้มเหมือนวิญญาณออกจากร่าง

           เมื่อฮุ่ยเหมยเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายก็รู้สึกโล่งใจในความสวยของตนที่ยังไม่เสื่อมคลาย นางปล่อยให้บุรุษยืนเคลิ้มค้างอยู่ตรงนั้นและเดินไปถามหาเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเเถวๆกับถิงเออห์บริเวณนั้น

           ไม่นานเท่าไหร่นางก็ไต้พูดคุยกับเถ้าแก่โรงเตีียมเพื่อเช่าห้องพัก เมื่อได้พบกับเถ้าแก่นางโดนกล่าวหาว่าเป็นขอทานที่จะมาขอพัก เพราะสภาพแสนซ่อมซ่อของนาง ซึ่งนางก็ใช้คำกล่าวหานั้นให้เป็นโยนช์ ทักษะมารยาหญิงเพื่อให้ตัวเองดูอ่อนแอน่าถะนุถนอมถูกยกนำมาใช้ในทันที และด้วยเหตุนี้จึงทำให้นางคว้าห้องพักที่ดีที่สุด 2 ห้องและการดูแลบริการราวกับแขกพิเศษมาครองในราคาปกติ
.....................
           เวลาผ่านไปจนอาทิตย์อัสดง ภายในห้องพักของ ’โรงเตี๊ยมสิบสามเหรียญ ‘ ที่มีการตกแต่งเครื่องเรือนแบบชาวตะวันตกชวนพิศนา ชมเชย และดูผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน ในตอนนี้มีร่างอรชรชวนหลงใหลของหญิงสาวนางหนึ่งที่ส่วมอาภรณ์ผ้าพริ้วสีชมพูอ่อนกำลังนอนอยู่บนเตียง

“เมื่อไหร่จะมานะ ข้ารอจนข้าเผลอหลับไปตื่นหนึ่งเชียวนะ” หญิงสาวเบะริมฝีปากชมพูระเรื่อออกเล็กน้อยในขณะที่นอนแผ่อยู่บนเตียงนุ่มในห้องพักของโรงเตี๊ยม ดวงตากลมโตสีนิลเป็นประกายราวกับอัญมณีจ้องมองไปยังเพดานห้องอย่างเลื่อนลอย ตั้งแต่นางได้ขึ้นมาภายในห้องนางก็ไปอาบน้ำหลังจากที่ดองเค็มมา 2-3 วัน ผิวนวลขาวผ่องเป็นประกายชวนสัมผัส ตอนนี้ร่างของฮุ่ยเหมยได้เจิดจรัสปราศจากสิ่งบดบังต่างๆแล้ว

“ฮูกกก” เสียงนกฮูกดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่งในห้องพัก มันกระพือปีกเรียกร้องความสนใจจากฮุ่ยเหมยและก้มหน้าเคาะจานเปล่าตรงหน้า

“เจ้าค่าๆ” ฮุ่ยเหมยเมื่อเห็นการกระทำของฮูกแสนรู้ของตนจึงลุกจากที่นอนพร้อมเดินไปหยิบอาหารในกระเป๋าแล้วนำไปวางไว้ที่จานเปล่านั้น

“ฮูกก” ฮุ่ยเปียวส่งเสียงร้องดีใจ แล้วก้มหน้าก้มตากินอาหารนั้นอย่างเอร็ดอร่อย ฮุ่ยเหมยเผลอยิ้มออกมาเมื่อเห็นความน่ารักของสัตว์เลี้ยงแสนรู้ตัวนี้

“ข้าลงไปรอพวกเขาที่ด้านล่างดีกว่า” นาวว่าก่อนจะเดินแวะไปที่บานกระจกเงาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งข้างๆเพื่อตรวจดูความเรียบร้อย เงาสะท้อนในกระจกบ่งบอกถึงแผนการโปรยเสน่ห์ที่ตอนนี้ได้เตรียมความพร้อมโดยสมบูรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว…


@STAFF_Pixiu

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 2เงินชั่ง +5 เงินตำลึง -1100 ความหิว -9 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin -1400
STAFF_Pixiu + 5 + 300 -9 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โอ้!!! ดีงามเจ้าค่ะ!!
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ปิ่่นสองขา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x1
x1
x3
x15
x1
x15
x40
x16
x49
x38
x12
x8
x71
x21
x2
x1
x1
x30
x44
x38
x54
x17
x1

10

กระทู้

107

โพสต์

4753

เครดิต

เงินชั่ง
904
เงินตำลึง
43171
ชื่อเสียง
2041
ความหิว
168
ช่างหลิน
ระดับ 1
โพสต์ 2018-1-13 01:01:02 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ข้าจะต้องทำให้เขาหลงเสน่ห์ข้าให้ได้!

           ฮุ่ยเหมยเดินลงมาถึงห้องอาหารด้านล่างโรงเตี๊ยมก็พบกับสองสหายที่กำลังนั่งอยู่บนโต๊ะ ในทีสุดก็ได้เจอกันสักที นางแทบจะกระโดดกอดแผ่นหลังของบุรุษกล้ามใหญ่ซูเทียนเหมินที่ตอนนี้กำลังนั่งหันหลังให้นาง....

           ตั้งแต่เมื่อฮุ่ยเหมยยังอาศัยอยู่ในค่ายพยัคฆ์นางก็ฝึกการบริหารเน่ห์เรื่อยมาเพื่อใช้เอาตัวรอด(และเพื่อความเปรม์สุข)มาโดยตลอดงานนี้คงจะต้องงัดทุกๆอาวุธมารยาหญิงที่มีมาใช้เเล้วล่ะ เพื่อให้อินจียอมรับถึงความงามและเสน่ห์ของตน จากความคิดที่จะแกล้งเพือนสาวคราบบุรุษเล่นๆกลับกลายเป็นเรื่องจริงจังเสียแล้วละ ก็อินจีมามองตัวนางด้วยสายตาสะใจแบบนั้นนี่ คงจะสะใจที่เทียนเหมินไม่ยอมเล่นด้วย เหอะ งานนี้สิเดี๋ยวได้รู้กัน ฮุ่ยเหมยแอบยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะสบัดหัวตัวเองเรียกสติ

           ด้วยประสบการณ์เรื่องการโปรยเสน่ห์นางบอกได้เลยว่าในตัวบุรุษเพศทุกคนจะมีสิ่งที่จะสร้างความหวั่นไหวภายในจิตใจในครั้งที่เห็นไม่กี่อย่าง….สิ่งที่ตนกลัว น้ำตา รอยยิ้ม สตรีงาม ร่างกายเปล่าเปลือยชวนพิศมัย ตอนนี้นางต้องใช้ทุนใบหน้ากับร่างกายที่น่าภูมิใจนี้แล้วสร้างรอยยิ้มให้เขารู้สึกประทับใจ

“ท่านชายกลับมาแล้วหรือเจ้าค่ะ!” ฮุ่ยเหมยเอ่ยออกมาเพื่อเรียกให้สหายทั้งสองคนหันมา หญิงงามยกมุมริมฝีบางชมพูระเรื่อขึ้นจนเผยเห็นฟันขาวเกิดเป็นรอยยิ้มที่แสนสดใส ดวงตาสีนิลที่เป็นประกายจ้องมองไปยังที่ที่สหายนั่งอยู่ สายตาของลูกค้าท่านอื่นหันมองฮุ่ยเหมยเป็นตาเดียว บางรายอ้าปากค้าง บางรายถึงกับลืมเคี้ยวอาหารที่อยู่ในปาก ตอนนี้ร่างกายของนางได้ถูกชำระขัดเกราสิ่งสกปรกไปหมดสิ้นเหลือเพียงแต่ความงามและความเจิดจรัสที่เปร่งประกาย ถึงจะอยู่ในระยะที่ไกลพอสมควรแต่ก็มิได้ทำให้ความงามของ’เฉิน ฮุ่ยเหมย’ ลดน้อยลงเลย

           เมื่อเห็นปฏิกิริยาของหลายๆ บุรุษก็ยิ่งทำให้นางยิ่งมีความมั่นใจในเสน่ห์ของตน นางเดินกึ่งวิ่งไปหาสหายทั้งสองด้วยรอยยิ้มดีใจ เหมือนกับว่าได้เจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนับสิบปี…

”ยินดีต้อนรับกับมานะเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยว่าพร้อมรอยยิ้มแป้น ดวงตาสั่นคลอเหมือนจะร้องไห้ นี่ล่ะจะเป็นสิ่งที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตนสำคัญถึงขนาดว่ามีคนรอคอยจนน้ำตาแทบร่วง! ทักษะนี้นางได้เมื่อตอนไปจีบทหารองค์รักษ์นายหนึ่งในค่ายพยัคฆ์ “ข้าดีใจมากๆเลยเจ้าค่ะที่พวกท่านปลอดภัย ข้านึกว่าพวกท่านเป็นอะไรไปแล้วเสียอีก...”

@KABUTO

           เมื่อฮุ่ยเหมยเห็นปฏิกิริยาของพ่อค้าหนุ่มก็รู้สึกกระหยิ่มใจ อย่างน้อยการแต่งจัดเต็มของนางในวันนี้ก็ไม่เสียเปล่า “ก็ข้าเป็นห่วงนี่นา...” ฮุ่ยเหมยทำหน้าจ๋อยเหมือนลูกแมวโดนห้ามไม่ให้กินปลา “แล้วนี่พวกท่านทานอะไรมารึยังเจ้าคะ?” นางพูดพร้อมกับกระพริบตาปริบๆ


“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พระคุณของท่านข้าก็แทบจะตอบแทนไม่หมดอยู่แล้ว ข้ากินขอเหลือของพวกท่านยังได้เลย ฮ่ะๆ” ฮุ่ยเหมยป้องปากหัวเราะพองาม “ข้ากินน้อยไม่ต้องห่วงไปหรอกเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยว่าก่อนจะเปลี่ยนท่าทีจากแววตาที่เคยสดใส มั่นใจกลายเป็นแววตาที่สั้นคลอ ก้มหน้าก้มหน้าเหมือนกำลังเขินอายอะไรบางอย่างอยู่ “อะ...เอ่อ แต่ว่าข้ามีเรื่องอยากจะถามท่านชายทั้งสองนะเจ้าค่ะ”

@KABUTO

           ฮุ่ยเหมยค่อยๆ เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ว่างตามที่อินจีบอก “คือว่าข้าอยากจะถามว่า ‘ข้าสวยไหม’เจ้าคะ?” ฮุ่ยเหมยว่าพร้อมกับทำท่าทีเขินอายทั้งๆ ที่สมองของนางเอ่ยชมตนเองอยู่ตลอดเวลาแต่เพื่อแสดงเป็นผู้หญิงอ่อนต่อโลก ไม่มั่นใจในตนเอง ก็คงจะต้องแถไปตามเรื้อง “คือวันนี้ข้าอุตสาห์แต่งตัวมาให้ท่านชายได้ชมนะเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยพูดพร้อมกับก้มมองต่ำ

@KABUTO

           ในคราแรกที่ฮุ่ยเหมยได้รับคำชมจากปากของชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนได้รับชัยชนะอีกหนึ่งยกแต่ไม่ทันจะได้เปรมปรีย์กับชัยชนะนางก็ต้องชะงักด้วยปฏิกิริยาของชายหนุ่มที่ส่งสัญญาณแปลกๆให้อินจีบุรุษเก้ที่ปลอมตัวมา

นี้...เขาคิดว่าข้าอ่อยบุรุษสาวหน้าหวานหรอกเรอะ!! คุณพระคุณเจ้า!! โอ๊ยย เฉินๆจะบ้าตายเจ้าค่า! ฮุ่ยเหมยโอดครวญในใจเมื่อเห็นบุรุษส่งแววตาขี้เล่นให้กับอินจีรวมถึงเอ่ยปากให้ชมตัวนาง ฮุ่ยเหมยเป็นสตรีที่มีไหวพริบและประสบการณ์เกี่ยวกับบุรุษอยู่มาก(ถึงแม้จะยังไม่เคยเปิดบริสุทธิ์)การกระทำของเทียนซูเหมินบอกได้เลยว่าเขากำลังเข้าใจผิดอยู่เต็มประตู ฮุ่ยเหมยก็ได้แต่แสดงสีหน้าเขินอายออกไปตามระเบียบของหญิงสาวที่ดูอ่อนต่อโลก “ขะ...ขอบคุณท่านทั้งสองมากเจ้าค่ะ ไม่เสียแรงที่ข้าอุตสาห์แต่งถึงขนาดนี้”

ในวินาทีนั้ฮุ่ยเหมยสบตากับอินจีแล้วส่งสัญญาจิตที่ดูเหมือนจะไม่น่าเป็นผลอันใดต่อบุรุษเก้ผู้นี้เลย ‘ข้าไม่ยอมแพ้หรอกนะ! เจ้าจะต้องศิโรราบกับความงามของข้า ข้าจะทำให้ท่านเทียนหลงข้าหัวปรักหัวปำ!! แล้วเจ้าจะได้รู้ใจตนไง!!’

@KABUTO

เพียงแค่สนทนากันไม่นาน เสี่ยวเอ้อห์ประจำโรงเตี๊ยมก็นำอาหารที่สั่งมาส่งให้ที่โต๊ะ บนโต๊ะคือเนื้อสัตว์เสียบไม้ย่างด้วยเครื่องเทศ เนื้อสัตว์ชนิดเดียวกันผัดสามรส และเนื้อชิ้นหนาย่างกับซีอิ๊วประหลาดที่มีหอมใหญ่และพริกไทดำเป็นส่วนประกอบ (สเต็ก) ท่านคู่กับผักดองเป็นเครื่องเคียงและข้าวสวยร้อนๆ ถังใหญ่หนึ่งถัง
“อาหารที่สั่งได้แล้วขอรับ” เสี่ยวเอ้อห์คนนั้นค้อมศีรษะให้หลังจากที่วางถาดอาหารทั้งหมดแล้วเสร็จ

กลิ่นหอมโฉยมาแตะจมูกของฮุ่ยเหมยเต็มแรง นางถึงกับต้องแอบกลืนน้ำลายลงคอ ช่างเป็นอาหารที่น่ารับประทานเสียจริง ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้คงจะไม่พูดเรื่องกินน้อยหรือกินของเหลือตั้งแต่ตอนนั้นหรอก! “น่าทานจังเลยนะเจ้าค่ะ แต่ท่านชายทั้งสองเชิญก่อนเลยนะเจ้าค่ะ ข้าขอตัวสักครู่ ”

ว่าแล้วฮุ่ยเหมยก็ค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอีกช้าๆ ถ้านางได้นั่งอยู่ตรงนี้นานๆคงจะเผลอสวาปามกับข้าวตรงหน้าหมดความสวยเป็นแน่ คงต้องใช้แผนสำรองเวลาเจอสถานการณ์แบบนี้ นางคิดในใจก่อนจะเดินดุ้มๆไปยังบริเวณที่มีเสี่ยวเออห์สองนายยืนอยู่ก่อนจะพูดบางอย่างออกไป สองเสี่ยวเออห์พยักหน้า ฮุ่ยเหมยหันหลังกลับมายิ้มให้สหายทั้งสองที่โต๊ะ ก่อนจะหันหลังเดินขึ้นชั้นสองไป....
@STAFF_Pixiu

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -7 Point +3 ย่อ เหตุผล
STAFF_Pixiu + 5 + 300 -7 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โอ้!!! ดีงามเจ้าค่ะ!!
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ปิ่่นสองขา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x1
x1
x3
x15
x1
x15
x40
x16
x49
x38
x12
x8
x71
x21
x2
x1
x1
x30
x44
x38
x54
x17
x1

10

กระทู้

107

โพสต์

4753

เครดิต

เงินชั่ง
904
เงินตำลึง
43171
ชื่อเสียง
2041
ความหิว
168
ช่างหลิน
ระดับ 1
โพสต์ 2018-1-13 01:52:08 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ChenHuimei เมื่อ 2018-1-13 02:02

           ไม่นานนักฮุ่ยเหมยปรากฏตัวอยู่บนพื้นที่กว้างที่มีพอสำหรับการแสดงเล็กๆ นางส่วมอาภรณ์ชุดใหม่ที่รัดรูปเน้นสัดส่วนที่น่าพิศสมัยแต่ยังคงเป็นสีเอกลักษณ์ประจำตัว 'สีชมพูอ่อน'
เนื้อผ้าพริ้วยาวที่พริ้วไปตามการเคลื่อนที่ของผู้ส่วมใส่ ชายผ้างามที่โบกสบัดเพราะแรงลมจากหน้าต่างภายนอก เหล่าถิงเออห์ที่ฮุ่ยเหมยไปคุยด้วยทีแรกกลับมาพร้อมกับเครืองดนตรีกู๋เจิง และ ขลุ่ย เสียงเหล่าผู้คนในห้องอาหารเริ่มเงียบลง ฮุ่ยเหมยกลายเป็นจุดสนใจในห้องอาหารนี้...
“ท่านเทียน...การร่ายรำจากใจของข้านี้...ข้าขอมอบให้แก่ท่านนะเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยเปร่งวาจาออกไปดังพอที่จะให้โต๊ะอาหารของพ่อค้าซูกับอินจีได้ยิน


           ในเมื่อเป้าหมายมีความลังเล เข้าใจผิด ซื่อบื้อ(?)ถึงเพียงนี้วิธีการแก้ปัญหาก็ง่ายๆ ก็คือพูดตรงๆไปเลยยังไงล่ะ เป็นวิธีที่แสนง่ายและได้ผลที่สุด ถ้าครานี้ไม้ตายของข้าทำให้เขาหลงข้าไม่ได้คงจะต้องยอมแพ้ละนะ ‘เอาล่ะ ‘เฉิน ฮุ่ยเหมย’ เจ้าจงใช้ทุกมารยาท่าการร่ายรำจีบบุรุษออกมาให้ดีที่สุดด้วยจิตวิญญาณของเจ้าซะ’  ฮุ่ยเหมยจ้องมองไปยังโต๊ะของสหายทั้งสองเหมือนกับกระต่ายป่าจ้องอาหารของตน “หวังว่าการแสดงของข้าจะทำให้ท่านเพลิดเพลินนะเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยแย้มยิ้มเผยเห็นฟันขาวเรียงงาม แล้วจู่ๆไฟในห้องอาหารก็ค่อยๆหรี่แสง ทำให้ตอนนี้ตรที่ฮุ่ยเหมยอยู่เป็นที่ที่สว่างและเป็นจุดเด่นที่สุด

           ฮุ่ยเหมยสูดอากาศเข้าปอดฟอดใหญ่ก่อนจะพ้นออกมาเบาๆเพื่อรวบรวมสติ ฮุ่ยเหมยรู้สึกกดดันเอามากๆ รู้สึกหวาดเกรงยิ่งกว่าตอนทำงานที่เหล่าสุราหมื่นฝันคำนึงเสียอีกคงเพราะนี้เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าตัวเองไม่มั่นใจไม่ตัวเองเท่าไหร่คงเพราะท่านเทียนเหมินนั้นมีความแตกต่างจากบุรุษที่ผ่านๆมา แต่ไม่ว่าผลจะเป็นยังไงอย่างน้อยก็ขอให้อินจียอมรับในความงามและเสน่ห์ความเป็นหญิงของนางเถิด ฮุ่ยเหมยตั้งท่ารอจังหวะเสียงเพลง….’ถึงเพลาแล้วสินะ ร่างกายของข้าจงร่ายรำไปพร้อมกับจิตวิญญาณอันงดงามของข้าเถิด...’


           เสียงกู้เจิ้งเริ่มบรรเลง...ท้วงทำนองไหลลื่น...ดั่งเช่นร่างกายของฮุ่ยเหมยที่หมุนกายออกไปตามจังหวะเพลง ชายผ้าโบกพริ้วเหมือนดั่งยามบุปผาเบ่งบาน

           ห้วงทำน้องเปลี่ยนจังหวะ ร่างอรชรหยุดลง ดวงตากลมโตสีนิลเป็นกระกายสุขใสจ้องมองไปยังบุรุษที่นั่งอยู่ไม่ไกล รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนดวงหน้างาม แต่หัวคิ้วโก่งนั้นกลับชิดเข้าหากัน ริมฝีปากเม้มชิดเข้าหากันเหมือนเป็นรอยยิ้มที่โศกเศร้าราวกับว่าการร่ายรำครานี้จะเป็นคราสุดท้ายที่นางจะได้พบกับเขา

เสียงผีพาดดั่งขึ้น…..ท่อนแขนเรียวถูกวาดขึ้น ร่างอรชรเอนกายไปอีกด้าน

           เมื่อห้วงทำนองเริ่มไหลเป็นจังหวะ….เพลงบรรเลงที่ให้ความหวังแต่ลึกแล้วมีความเศร้าโศก ร่างอรชรร่ายรำไปตามจังหวะในแต่ละท่อนอย่างชดช้อย งดงาม การร่ายรำที่ดูมีความสุขและรู้สึกถึงการรอคอยความหวังจากบุรุษในฝัน

จนเพลงเสียงดนตรีจบลง ฮุ่ยเหมยก็หยุดลงพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนสุข

เสียงปรบมือค่อยๆดังขึ้นทีละเสียง จนเกิดเป็นเสียงดังครึกโครมไปทั่งห้องอาหาร
@KABUTO

“ขอพระคุณเจ้าค่ะ” นางว่าพร้อมกับกวาดขาโค้งคำนับขอบคุณตามจริตนักแสดง แต่ว่าแค่การเชยชมนั้นยังไม่ใช่จุดประสงค์ที่แท้จริงของนางคงจะต้องทดสอบหน่อยเสียก่อน

ฮุ่ยเหมยค่อยๆเดินกรีดกรายผ่านโต๊ะแต่ละตัวไป เหล่าบุรุษทีนางผ่านหันมองตามนางด้วยสายตาเคลิ้มเคลิม บ้างก็ชื่นชม แต่ท้ายที่สุดนางก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพ่อค้าหนุ่มซู เทียนเหมิน ‘ข้าคงต้องขอตรวจสอบผลลัพธ์ของความพยายามของข้านะเจ้าค่ะท่านเทียน’

“ข้าไม่อยากอ้อมค้อมอีกต่อไปแล้ว….ความรู้สึกที่ข้ามีให้ท่านมันมากเหลือเกืินจะเอ่ย...ข้ายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านพึงพอใจ แต่สำหรับท่าน...ท่านคิดกับข้าเช่นไรหรือเจ้าคะ?...ท่านเทียน” ฮุ่ยเหมยว่าด้วยสีหน้าจริงจัง ดวงตาสั่นคลอด้วยความตื่นเต้น อีกไม่นานเพียงแค่ได้เห็นสีหน้าและท่าทางของอีกฝ่ายก็จะทำให้นางรู้ผลที่แน่ชัดเสียที

@KABUTO

          ในเสี้ยววินาทีแรกที่นางเห็นเขาอ้าปากค้างนางก็รู้ผลลัพธ์ทั้งหมดในทันที ฮุ่ยเหมยเงียบไปสักพักหนึ่งหลังจากที่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายทั้งหมด ‘ต่อให้ข้างัดไม้ตายมาใช้ทั้งหมดก็คงไม่มีผลกับเจ้าสินะ คุณพระ...ให้ตายเถิด...ไม่อยากจะเชื่อว่าเสน่ห์ของข้าจะไม่ทำให้จิตใจเจ้าสั่นไหวเลยแม้แต่น้อย แบบนี้ข้าคงต้องถอยทัพแล้วละ ฮ่ะๆ ไอ้ผู้ชายตายด้านเอ๊ย...’ ด้วยนิสัยที่แท้จริงของฮุ่ยเหมยที่เป็นคนปากร้าย การถูกฉีกความสามารถทางด้านการใช้เสน่ห์ของนางจึงทำให้นางสบถออกมาในใจก็ไม่ถือเป็นเรื่องแปลก

ฮุ่ยเหมยหลับตาลงช้าๆ “หึๆ...ก็เตรียมใจไว้แล้วละนะ...” นางก้มหน้ารำพันกับตนเองเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มที่บ่งบอกตัวตนที่แท้จริงของฮุ่ยเหมยที่แตกต่างจากรอยยิ้มที่นางเคยยิ้มให้กับเหล่าบุรุษมาโดยตลอด รอยยิ้มที่ปราศจากการเสแสร้งแกล้งทำ รอยยิ้มที่ดูร้ายกาจเกินกว่าจะเป็นแค่หญิงสาวธรรมดา ถึงแม่นัยย์ตาตอนนี้จะไร้ซึ่งแสงประกาย “ขอบคุณที่ชมและแนะนำเจ้าค่ะ แต่ข้าคงไปเป็นนางรำมิได้ ข้าเองก็มีทางเดินฝันอยู่เช่นกัน...”

ฮุ่ยเหมยว่าจบก็หันหน้าไปมองอินจีที่ยืนอยู่ ก่อนจะทิ้งพ่อค้าหนุ่มไว้ตรงนี้แล้วเดินไปกระซิบข้างหูอินจี พร้อมพูดว่า “เจ้าคงคิดสะใจข้าละสิ เอาเถอะ….ข้ายอมรับ...เสน่ห์ของข้ามันน้อยเกินกว่าที่จะมัดใจบุรุษผู้นี้ เจ้าเองก็รีบๆเข้าใจความรู้สึกตนเถิด...”
@KABUTO

“อืมหื้ม” ฮุ่ยเหมยพยักหน้ารับรู้แบบขอไปทีเพลานี้นางก็รู้บทสรุปทุกอย่างแล้วไม่ใช่กงการอะไรที่นางจะต้องมาพูดอะไรให้มากความนี้ ปล่อยคนเขาอ้างไปสักวันเดี๋ยวแม่นางอกแบนก็จะหวนคิดถึงคำพูดของข้าเอง

“เอ้าๆ นั่งซะสิ เนื้อสัตว์แห้งหมดแล้วนเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยว่าพร้อมกับเดินไปนั่งลงบนเก้าอี๊เปล่าอีกตัวทันที ส่วนสายตาเหล่าบุรุษในห้องอาหารก็ยังจับจ้องมาที่นางอยู่ แต่เพลานี้นางรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าสิ่งใดเลยไม่สนใจสายตาเหล่านั้น “นั่งสิ...ข้าไม่อยากพูดหลายรอบหรอกนะ ”

@KABUTO

“อะอ่าว? ท่านเทียนเจ้าขา ทำไมทำหน้าแบบนั้นเล่าเจ้าค่ะ ข้าเป็นคนสวยนะ ไม่ใช่ผีไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นใส่ข้า” ฮุ่ยเหมยว่าด้วยท่าทีสบายๆ ยังไงซะนางเองก็ใช่ว่าเป็นคนที่ชอบคิดมากในเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ความผิดพลาดมีเพื่อไว้คอยปรับปรุงแก้ไขไม่ใช่นำมาคิดมากให้เปลืองสมอง เสน่ห์ของนางอาจจะไม่เพียงพอในการหว่านล้อมบุรุษผู้นี้แต่แล้วไง? ใครสน? ถึงเขาไม่หลงข้าก็มีบุรุษอีกตั้งหลายคนที่หลงข้าหัวปรักหัวปำ ยังไงตอนนี้เนื้อววัวราคาแพงตรงหน้าถือว่าเป็นค่าทำข้าหน้าแตกแล้วกัน จะกินเนื้อสัตว์แม่งให้หมดไปเลย “เอ้าๆกินเจ้าค่ะ ชักช้าเนื้ออร่อยๆแข็งหมด”

          ฮุ่ยเหมยยกยิ้้มสบายๆ พร้อมคีบเนื้อสัตว์ชิ้นหนึ่งเข้าปาก ก่อนจะหันไปหาไปหาอินจี “เจ้าบอกข้าเรื่องเส้นทางกลับเข้าเมืองอู๋เว่ยได้ป่ะ ถ้ามีบริการส่งด้วยจะดีมาก”สาวงามว่าพร้อมคิ้วเนื้อตุ้ยๆในปาก

@KABUTO

“โอ้ แบบนั้นก็ได้อยู่ ข้าคงไม่ทำให้พวกเจ้าเดือดร้อนอะไรอีกในช่วงนี้หรอก” นางว่าพร้อมกลืนชิ้นเนื้อเก่าลงคอพร้อมคีบชิ้นเนื้อชิ้นใหม่ยัดใส่ปากอีกหลายชิ้น “งั้นรบกวนเจ้าช่วยบอกหนทางหน่อยนะ” นางเกือบพูดไม่เป็นภาษาเพราะแก้มตุ้ยๆที่แน่นไปด้วยเนื้ออร่อยๆ

@KABUTO

“อื้อ อ้าเอ้าไอแอ้ว(ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว)” ฮุ่ยเหมยว่าพร้อมมืออีกข้างที่กำลังถือถ้วยน้ำชาเตรียมยกซด “เอื้ออีอี้อะอ่อยอีอ่ะอ่านเอียน (เนื้อที่นี้อร่อยดีนะท่านเทียน)”

          ฮุ่ยเหมยหันไปมองท่านเทียนที่อยู่สภาพเช่นเดียวกับนางซึ่งนางก็แอบโล่งใจอยู่เรื่องที่อีกฝ่ายไม่นึกคิดมากหรือค้านอะไรนางเพราะยังไงเขาก็ถือเป็นผู้มีพระคุณต่อนางการที่ทำให้ผู้มีพระคุณคิดมากมันไม่ใช่เรื่องที่งามเสียเท่าไหร่

@KABUTO

“ข้าซื้อกลับไปกินระหว่างทางด้วยก็ดีนะเนี่ย รสชาติถูกปากแท้”ฮุ่ยเหมยว่าพร้อมกับยกน้ำชาดื่มมำเอาเหล่าบุรุษที่อยู่โต๊ะอืนๆที่กำลังมองนางอยู่มองตาค้าง “ส่วนเรื่องที่พักข้าจองให้แล้วนะเจ้าค่ะ ห้องพิเศษ 2 ห้องชั้นบน แต่ข้าจะขอนอนกับท่านอินจีแล้วกัน ข้าไม่อยากเสียเงินเพิ่มจองอีก 1 ห้อง ข้าไว้ใจอินจีเขาด้วย เขาคงไม่ทำอันใดข้าเป็นแน่ อีกอย่างเราสองต้องคุยเรื่องการเดินทางในวันพรุ่งอีกด้วย ฉะนั้นก็สรุปตามนี้นะเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยจบเสร็จสสรพโดยไม่ต้องรอให้สองสหายได้เอ่ยคำค้านใดๆสักนิด

@KABUTO
“แต่ตอนนี้ขอข้าฟาดเรียบให้หายซ้ำใจตอนโดนหักอกก่อนเหอะ! อ๊ามมมมม….” ฮุ่ยเหมยอ้าปากกว้างแล้วยัดชิ้นเนื้อสัตว์ก่อนใหญ่ยัดเข้าปาก



@STAFF_Pixiu


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -18 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -18 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โอ้!!! ดีงามเจ้าค่ะ!!
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ปิ่่นสองขา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x1
x1
x3
x15
x1
x15
x40
x16
x49
x38
x12
x8
x71
x21
x2
x1
x1
x30
x44
x38
x54
x17
x1

10

กระทู้

107

โพสต์

4753

เครดิต

เงินชั่ง
904
เงินตำลึง
43171
ชื่อเสียง
2041
ความหิว
168
ช่างหลิน
ระดับ 1
โพสต์ 2018-1-13 13:14:00 | ดูโพสต์ทั้งหมด
สหายสาวคนใหม่

          หลังจากที่ทั้งทั้งสามคนได้กินจนอิ่มหน้ำสำราญแล้วพวกเขาก็เตรียมตัวขึ้นห้องเพื่อไปพักผ่อน ฮุ่ยเหมยเดินไปเข้าห้องพร้อมกับอินจี ส่วนท่านเทียนก็เดินเข้าห้องของเขาไป

          ไม่นานหลังจากที่ฮุ่ยเหมยอาบน้ำอาบท่าชำระเหงื่อเสร็จสรรพนางก็อยู่ในชุดนอนสีขาวส่วมใส่สบายๆ “เจ้าเองก็ไปอาบน้ำเสียสิ นี่ชุดข้า...ข้าให้” ฮุ่ยเหมยไม่รีรอให้อีกฝ่ายทักท้วงอันใดนางก็ยัดอาภรณ์ที่เพิ่งหยิบออกมาจากกระเป๋าใส่มือของอินจี เป็นชุดผ้าระบายพริ้วสีขาวทรงสตรีที่นางเคยใส่เมื่อครั้งอดีตจนถึงตอนนี้นางไม่สามารถใส่มันได้เพราะหน้าอกนางใหญ่เกินกว่าที่จะยัดเข้าไปในผ้า

“เผื่อว่าสักวันเจ้าจะอยากกลับใจหรืออยากใส่เสื้อผ้าผู้หญิงไรงี้ อีกอย่างนั้นถือเป็นคำขอบคุณจากข้า ถ้าเจ้าไม่รับถือเป็นการหยามหน้าข้านะ ถ้าเข้าใจก็รับไปใส่แต่โดยดีเถอะ ” ฮุ่ยเหมยว่าว่าพร้อมทิ้งกายนอนบนเตียงนุ่มแล้วเอาดวงหน้างามซุกกับหมอนนุ่มๆ

@KABUTO

“นี้ถามจริง….เจ้านะคิดว่าข้าน่าสมเพชมากสินะ ทั้งๆ ที่งามถึงขนาดนี้แต่กลับมัดใจพ่อค้าซูไม่ได้ เห้ออ ตอนนู้นเองเจ้ายังทำหน้าสะใจใส่ข้าเลยนี้” ถึงนางจะไม่ใช่คนที่ชอบเอาเรืองอดีตมาคิดแต่ว่ามันก็เป็นเรื่องที่ยากที่จะทำให้คุ้นชินจนผ่านเลยไปได้อาจด้วยเพราะนิสัยของอิสตรีด้วยละมั่ง

@KABUTO

“ก็เจ้าไง...แบบความรักต้องห้ามระหว่างบุรุษกับบุรุษอะไรเช่นนี้” ฮุุ่ยเหมยพลิกตัวนอนตะแคงมองอินจีพร้อมปับเบะริมฝีปากออกเล็กน้อย

@KABUTO

“เอ้า?! แล้วจะเป็นใครได้อีกเล่า?” ฮุ่ยเหมยขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย

@KABUTO

“เอาเถอะๆ ยังไงข้าก็ไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่ๆกับเขาหรอก ถ้าจะพูดให้ถูกคือ….ข้าไม่ได้รักเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้วล่ะ แต่ข้ารักและเคารพเขาในฐานะที่เขาเป็นผู้ที่มีพระคุณต่อข้าก็เท่านั้น ที่ทำไปทั้งหมดก็เแค่โปรยเสน่ห์ไปเรือยเปื่อยนั้นแหละ ถึงช่วงหลังจะจริงจังหน่อยๆก็เถอะ ฮ่ะๆ แต่ก็คว้าน้ำเหลว...ฮ่ะ...ฮ่ะ” ฮุ่ยเหมยหัวเราะแห้งๆในลำคอก็เป็นเรื่องจริงละนะที่นางแค่ใช้พ่อค้าซูในการเป็นเครื่องมือวัดเสน่ห์ของนางซึ่งทีแรกนางก็แค่อยากจะหยอกสหายเล่นเท่านั้นแต่ไปๆมาๆก็กลายเป็นเรื่องจริงจัง...

@KABUTO

“ได้ยินเจ้าชมข้าแบบนี้ ข้าก็พอใจแล้วล่ะ ขอบคุณนะอินจี”มือของฮุ่ยเหมยทีี่ถูกอีกฝ่ายกุมไว้แววตาเป็นประกายที่บงบอกถึงความจริงใจทำให้ฮุ่ยเหมยรู้สึกว่าความพยายามในวันนี้ก็ถือว่าไม่เสียเปล่าเสียทีเดียว “เจ้าเองก็สวยมากๆเลยล่ะ เจ้าน่าจะใส่เสื้อผ้าเฉกเช่นสตรีมากกว่าจะใส่เสื้อผ้าของเหล่าบุรุษ...ข้าละเสียดายหน้าตาเจ้าเสียจริง แต่ข้าก็ยังสงสัยอยู่ว่าเหตุใด?ทำไม? เจ้าต้องปลอมตัวเป็นบุรุษด้วย”

@KABUTO

“ในเมื่อเจ้าบอกข้าแค่นี้ข้าก็จะไม่ซักไซ้ถามเจ้าต่อ เรื่องของเจ้านี่นะ ข้าที่เป็นคนนอกจะไม่จุ้นมากไปกว่านี้แล้วเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยฉีกยิ้มแข็งๆให้สหายสาวของตน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะคิดแบบเดียวกับนางหรือไม่ก็เถอะ

@KABUTO

“จะว่าไปข้าก็เริ่มรู้สึกง่วงๆแล้วละสิ หาววว” ฮุ่ยเหมยอ้าปากกว้างหาวฟอดใหญ่อย่างไม่สนใจสายตาของเพื่อนสาวสักนิด

“แต่ถ้าเจ้าตื่นทีหลังข้า ข้าจะไม่ปลุกเจ้าหรอกนะ ไม่อยากให้สหายสาวใหม่แบบเจ้าต้องตาลีตาเหลือกแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาเพราะข้า…..แต่นึกไปก็อยากเห็นสภาพเจ้าตอนนั้นเหมือนกันแหะ หุๆๆ” ฮุ่ยเหมยยกมือขึ้นป้องปากหัวเราะชอบใจ

@KABUTO

“ราตรีสวัสดิ์” หลังจากที่ทั้งสองสาวพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยด้วยพิษของความล้าจึงทำให้พวกนางพล่อยหลับปุ้ยกันอยู่ยนเตียงทั้งสองนาง…

ภายในห้องพักห้องนี้เหมือนมีเทพธิดาหน้าตาสละสวยสององค์กำลังพักผ่อนอยู่บนเตียงแสนนุ่ม…


          ฮุ่ยเหมยตื่นขึ้นมาตั้งแต่พระอาทิยต์ยังไม่ขึ้น ท้องฟ้ายังคงมืดสนิทอากาศโดยรอบช่างหนาวจับใจ นางเห็นสหายสาวนอนกุดอยู่ด้วยความเหนา ‘บางทีอินจีเองก็มีมุมที่น่ารักๆน่าถะนุถนอมละนะ หุๆ แต่ว่า...ที่ต้องมาแต่งตัวเป็นบุรุษเพศก็เพราะต้องอยู่กับพ่อค้าซู ถึงแม้ข้าจะยังเชื่อว่าเจ้าอาจจะมีความรู้สึกอันใดต่อเขาบ้าง แต่ยังไงก็น่าเสียดายหน้าตาหวานๆนั้นของเจ้าเสียจริง

นางนึกในใจพลางนำผ้าห่มมาห่มให้อินจีที่นอนหลับสนิทโดยพยายามทำให้เกิดเสียงเบาที่สุด

‘แต่ข้าเองก็แอบเป็นห่วงเจ้าละนะ ถ้าเกิดวันหนึ่งเขารู้ความจริง...แล้วเจ้าจะทำอย่างไร เห้ออ’ ฮุ่ยเหมยได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ปัญหาของพวกเขานางเองก็ไม่รู้ที่มาที่ไปรวมถึงเจ้าตัวก็ไม่อยากให้ยุ่งเสียด้วยแบบนี้นางก็คงได้แต่ให้กำลังใจอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆละนะ จะว่าไปพอนึกถึงเรื่องห่วงนางเองก็มีเรื่องที่น่าเป็นห่วงอยู่นี่ละสิ….เรื่องงานการของนางที่เลยผ่านเวลาทำงานมาถึง 3 วันแต่นางยังไม่ปรากฏตัวเลย คงจะต้องคิดวิธีการพูดให้พวกเขาเข้าใจและเห็นใจก่อนจะไปโดนเชือดที่นั้น... นายจ้างคงจะกระโดดถีบนางเป็นแน่ แต่ว่าตามจริงแล้ว ถ้าแค่ถีบก็ดีนะสิ….

          ไม่นานนักฮุ่ยเหมยนักฮุ่ยเหมยก็แต่งตัวตามปกติเสร็จโดยใช้เวลาไม่นาน นางให้อาหารฮุ่ยเปียวเป็นที่เรียบร้อยรวมถึงได้รับอาหารที่นางไปสั่งไว้ตั้งแต่เมื่อวานเป็นที่เรียบร้อย อีกทั้งนางก็ได้รับข้อมูลเกียวกับสถานที่ตั้งของรถม้ารับจ้างจากอินจีแล้ว ตอนนี้ก็คงถึงเพลาเหมาะสมในจากการจากลากับสหายทั้งสองคนแล้วสินะ

          ฮุ่ยเหมยเดินไปหยิบกระดาษในกระเป๋าพร้อมขนนกและหมึกเพื่อเขียนจดหมายขอบคุณในเรื่องต่างๆ รวมถึงขอโทษพ่อค้าหนุ่มด้วยเรื่องการใช้เขาเป็นเครื่องมือบริหารเสน่ห์ ทั้งยังเขียนส่งท้ายอีกว่า ‘ถ้าเกิดพวกเจ้าต้องการสหายคนสวยมาช่วยสิ่งใดละก็ติดต่อมาได้เสมอที่โรงม้าฉางปิ่งเย่วนะเจ้าค่ะ ปล.รวมถึงปัญหาที่ไม่อยากบอกให้ใครรู้ ข้าพร้อมจะให้คำปรึกษานะ ขอให้พวกท่านโชคดี ’ ตามด้วยรูปกระต่ายน่ารักๆ

หวังว่าเราจะได้พบกันอีกนะสหาย แล้วเจอกัน……

แล้วฮุ่ยเหมยและฮุ่ยเปียวก็เดินพร้อมกับสัมภาระของนางออกจากห้องไปเงียบๆ….
@KABUTO @STAFF_Pixiu

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 2เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +35 ความหิว -10 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 35
STAFF_Pixiu + 5 + 300 -10 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โอ้!!! ดีงามเจ้าค่ะ!!
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ปิ่่นสองขา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x1
x1
x3
x15
x1
x15
x40
x16
x49
x38
x12
x8
x71
x21
x2
x1
x1
x30
x44
x38
x54
x17
x1

85

กระทู้

424

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147483647
เงินตำลึง
2147483647
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483564

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2018-1-13 16:28:34 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2018-1-13 16:36

PART CCCXII


     อินจีใช้ความทรงจำครั้งยังเยาว์วัยนำทางเทียนเหมินไปยังโรงเตี๊ยมสิบสามเหรียญที่คุ้นเคย ครั้งยังเด็กนางก็ได้มาพักที่แห่งนี้กับบิดาและมารดา สิ่งก่อสร้างแบบตะวันตกมุงหลังคาด้วยฟางหญ้าแห้งสีทะมึน แตกต่างจากโรงเตี๊ยมของแผ่นดินฮั่นที่มักจะตกแต่งไปด้วยสีสันสดใส
     ที่อยู่ของโรงเตี๊ยมสิบสามเหรียญยังคงอยู่ที่เดิมแม้จะผ่านกาลเวลามากว่าสิบปี แต่โรงเตี๊ยมประจำย่านชุมชนชาวเกี๋ยงก็ยังยืนยงคงเดิม เมื่อหวนระรึกถึงคืนวันที่เคยมาเยือนก็ทำให้หญิงสาวในคราบชายหนุ่มอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
     มือเรียวผลักประตูบานพับแบบตะวันตกที่มีลักษณะแปลกประหลาดปกปิดแค่ส่วนกลางตั้งแต่สะโพกถึงศีรษะ ส่วนด้านบนขึ้นไปและด้านล่างลงมาเป็นแบบเปิดโล่ง ในตอนนั้นความสูงของนางสามารถเดินลอดช่องว่างด้านล่างได้อย่างสบายๆ เสียด้วยซ้ำ
     เมื่อเข้าไปทั้งสองก็จองโต๊ะสำหรับนั่งทานอาหารเอาไว้ และเมื่อเสี่ยวเอ้อห์มารับรายการเทียนเหมินก็ส่งห่อเนื้อเสือที่ตนกั๊กเอาไว้ไม่ยอมขายไปให้ “ให้พ่อครัวทำอาหารจากเนื้อเสือมาทีสิ ขอสักสองสามอย่าง”
     “ขอรับ” เสี่ยวเอ้อห์รับเอาห่อเนื้อเสือไปแล้วนำไปให้พ่อครัวปรุงอาหารตำหรับชาวเกี๋ยง
     “ท่านชายกลับมาแล้วหรือเจ้าค่ะ!” เสียงหวานของสตรีที่คุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง และเมื่อหันไปมองก็พบว่าเฉินฮุ่ยเหมยเพิ่งเดินลงมาจากบันไดชั้นสองของโรงเตี้ยม นางเดินกึ่งวิ่งไปหาสหายทั้งสองด้วยรอยยิ้มดีใจ เหมือนกับว่าได้เจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนับสิบปี…
     ”ยินดีต้อนรับกับมานะเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยว่าพร้อมรอยยิ้มแป้น ดวงตาสั่นคลอเหมือนจะร้องไห้ “ข้าดีใจมากๆเลยเจ้าค่ะที่พวกท่านปลอดภัย ข้านึกว่าพวกท่านเป็นอะไรไปแล้วเสียอีก...”
     “อืม ข้ากลับมาแล้ว” เทียนเหมินตอบคำทัก ในยามนี้เฉินฮุ่ยเหมยงามนัก อาจจะงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นนางมา ทั้งเครื่องแต่งกาย เครื่องหน้า และเครื่องผม เมื่อหญิงสาวได้แต่งองค์ทรงเครื่องเต็มที่ก็ประดุจดั่งเพชรเม็ดงามที่ผ่านการเจียระไน
     ความงามที่คงเป็นรองแค่นางฟ้านางสวรรค์ ที่แม้แต่ชายหนุ่มที่แทบจะไม่มีเรื่องชู้สาวอยู่ในหัวสมองก็ยังอดที่จะตะลึงในความงามของเธอไม่ได้ ในหัวของเขาเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา ‘แต่งตัวจะไปไหนฟะ…’
     “ขอบคุณแม่นางเฉินที่เป็นห่วง พวกข้าเพียงแค่นำเสือไปแล่ขายปลอดภัยดีมิได้เป็นอะไรหรอก” อินจียิ้มมอง ในฐานะสตรีด้วยกันนางพอจะดูออกว่าเฉินฮุ่ยเหมยมีนัยยะแอบแฝงซ่อนอยู่
    ‘หรือว่านางจะชอบพ่อค้าซูจริงๆ?’ คำถามผุดขึ้นในใจ แต่หากเป็นเรื่องของคนสองคนที่ใจตรงกัน นางก็ไม่ขอที่จะยุ่งเกี่ยว เมื่อผินใบหน้าหันมองพ่อค้าซูเทียนเหมิน ชายผู้นั้นก็ตะลึงตาค้าง ไม่รู้ในใจของบุรุษคิดอันใด แต่หากได้ยลโฉมสตรีงามไม่ว่าใครก็คงอดใจไม่ไหว แม้แต่ตัวลี่ฮัวที่เป็นสตรีเช่นกันยังอดชมว่าเฉินฮุ่ยเหมยเปรียบดั่งดอกไม้งามที่ผลิบานท่ามกลางทะเลทรายไม่ได้
     “ก็ข้าเป็นห่วงนี่นา...” ฮุ่ยเหมยทำหน้าจ๋อยเหมือนลูกแมวโดนห้ามไม่ให้กินปลา “แล้วนี่พวกท่านทานอะไรมารึยังเจ้าคะ?” นางพูดพร้อมกับกระพริบตาปริบๆ
     “ยังเลย เพิ่งจะสั่งไปสองสามอย่างนี่แหล่ะ อ้อ เจ้าอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม? ให้เจ้าเลี้ยงค่าห้องข้าเกรงใจ ค่าอาหารข้าเลี้ยงเอง แม่นางเฉินสั่งได้เต็มที่เลยนะ” เทียนเหมินเอ่ยถาม สายตาที่มองอย่างตะลึงในตอนแรกกลับมาเป็นปกติด้วยความเคยชิน ชายหนุ่มไม่คิดว่านางจะมาแต่งสวยเพื่อเขาอยู่แล้ว บางทีนางคงอาจจะแค่อยากไปดูงิ้ว เพียงแต่ว่างิ้วที่แสดงในย่านการค้าเมื่อตอนค่ำมันจบไปเสียแล้วสิ…
     “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พระคุณของท่านข้าก็แทบจะตอบแทนไม่หมดอยู่แล้ว ข้ากินขอเหลือของพวกท่านยังได้เลย ฮ่ะๆ” ฮุ่ยเหมยป้องปากหัวเราะพองาม “ข้ากินน้อยไม่ต้องห่วงไปหรอกเจ้าค่ะ” นาวว่าก่อนจะเปลี่ยนท่าทีจากแววตาที่เคยสดใส มั่นใจกลายเป็นแววตาที่สั่นคลอ ก้มหน้าก้มหน้าเหมือนกำลังเขินอายอะไรบางอย่างอยู่ “อะ...เอ่อ แต่ว่าข้ามีเรื่องอยากจะถามท่านชายทั้งสองนะเจ้าค่ะ”
      “เช่นนั้นเชิญแม่นางนั่งก่อนเถิด” อินจีผายมือให้โฉมงามได้นั่งลงยังเก้าอี้ว่างอีกหนึ่งที่
      “อะฮะ ถามว่า?” เทียนเหมินเลิกคิ้วถาม ไม่แน่ว่าสิ่งที่นางอยากจะถามอาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเดินทางกลับไปยังอู๋เว่ย แต่ด้วยท่าทีที่ลังเลและกังวลใจนั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกฉงนสงสัย หรือว่านางจะกังวลเกี่ยวกับเรื่องโจรผู้ร้ายรายทางด้วยกันแน่
     ฮุ่ยเหมยค่อยๆ เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ว่างตามที่อินจีบอก “คือว่าข้าอยากจะถามว่า ‘ข้าสวยไหม’เจ้าคะ?” ฮุ่ยเหมยว่าพร้อมกับทำท่าทีเขินอาย ไม่มั่นใจในตนเอง “คือวันนี้ข้าอุตสาห์แต่งตัวมาให้ท่านชายได้ชมนะเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยพูดพร้อมกับก้มมองต่ำ
     “อืม สวยสิ วันนี้เจ้าสวยกว่าวันที่เจอกันที่หน้าร้านเป็ดย่างอีก” เทียนเหมินมองโฉมงามตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง กลอกตานึกถึงวันแรกที่พบเจอกับนาง วันนั้นนางแต่งกายงดงามแล้วแต่วันนี้ยิ่งกว่า เขาตอบออกไปตามตรงเสียยิ่งกว่าตรง และเมื่อได้ยินคำตอบเฉินฮุ่ยเหมย นางไม่ได้อยากแต่สวยเพื่อไปดูงิ้วแต่ทว่าแต่งเพื่อให้พวกเขาได้ชม
     แว้บแรกรู้สึกตกใจไม่น้อย แต่ก็มานึกขึ้นได้ บนเกวียนคาราวานหญิงสาวขอนั่งใกล้อินจี นางคงจะชอบบุรุษหน้าหวานเช่นนั้น อันที่จริงคงไม่ใช่แค่นางแต่ดูเหมือนว่าสาวฮั่นวัยแรกแย้มจะชื่นชอบชายเจ้าสำอางค์มากเสียกว่าหนุ่มแรงงานแบบเขา ดวงตาสีครามหรี่ลงก่อนจะหันไปยิ้มแล้วยักคิ้วแซวอินจี
     เป็นจังหวะเดียวกันกับหญิงสาวในคราบบุรุษหันไปสายตาสหายเดินทาง ตอนนี้นางเริ่มชักจะแน่ใจแล้วว่า ‘กระต่ายป่า’ อันแสนเย้ายวนในบทกวีที่ร่ายไป ณ ลำธารทรายขาวตัวนั้น จะชอบหมีน้ำตาลตัวใหญ่ตรงหน้า แต่เมื่อเห็นดวงตาสีครามน้ำทะเลมองมาอย่างแซวตนก็เหงื่อตก
    ‘ไม่ใช่แล้วพ่อค้าซู ทำไมเจ้ามันซื่อบื้ออย่างนี้ ข้าล่ะสงสารแทนภรรยาในอนาคตเสียจริงๆ’มือบางลูบหน้านวดขมับอย่างปลงๆ แต่คนที่เห็นกลับคิดว่าคนในชุดทหารกำลังเขินอยู่ อีกความคิดก็ผุดขึ้นในหัวเมื่อมองทีท่าขวยเขินของสาวงาม ‘แม่นางเฉิน เจ้าช่างน่าสงสารจริงๆ หินผาไม่ชอบกระต่ายอย่างเจ้า แต่นิยมชมชอบกล้วยไม้หยกต่างหาก’
    “เฮ้! เจ้าเองก็ชมนางด้วยสิ” ชายหนุ่มผู้ไม่รู้อะไรเลยสักอย่างใช้เท้าสะกิดขาสหายใหม่ที่นั่งฝั่งตรงกันข้าม
     อินจีมองอากัปกิริยาเล่นเท้าก็แค่นยิ้มออกมาก่อนที่จะเอ่ยชมเฉินฮุ่ยเหมยด้วยเช่นกัน “แม่นางเฉินสวยมากเลยขอรับ”
     เมื่อได้รับคำชมจากปากของชายหนุ่มเฉินฮุ่ยเหมยก็ยิ้มกว้างแต่แต่ไม่ทันจะได้เปรมปรีย์กับชัยชนะนางก็ต้องชะงักด้วยปฏิกิริยาของชายหนุ่มที่ส่งสัญญาณแปลกๆ ให้อินจีบุรุษเก๊ที่ปลอมตัวมา แต่ถึงกระนั้นฮุ่ยเหมยก็ได้ยังคงแสดงสีหน้าเขินอายออกไปตามระเบียบของหญิงสาวที่ดูอ่อนต่อโลก “ขะ...ขอบคุณท่านทั้งสองมากเจ้าค่ะ ไม่เสียแรงที่ข้าอุตสาห์แต่งถึงขนาดนี้”
     ในวินาทีนั้นหญิงสาวในอาภรณ์สีชมพูอ่อนก็สบสายตากับอินจีแล้วส่งสัญญาจิตบางอย่างที่พอจะอ่านได้จากสายตาว่า ‘ข้าไม่ยอมแพ้หรอกนะ! เจ้าจะต้องศิโรราบกับความงามของข้า ข้าจะทำให้ท่านเทียนหลงข้าหัวปรักหัวปำ!!’ สัญชาตญาณความเป็นหญิงจับได้อย่างนั้น และนั่นก็ทำเอาหญิงสาวในคราบบุรุษถึงกับสะดุ้งเฮือก
     “ช่าย ไม่เสียแรงหรอกเนอะ” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ยิ้มกรุ้มกริ่ม ยกขาขึ้นสะกิดคนที่นั่งตรงกันข้ามอีกครั้งหนึ่ง
     “....” อินจีนิ่งเงียบไป เพราะนางรู้ว่าที่เฉินฮุ่ยเหมยทำไปมันช่างเปล่าประโยชน์สิ้นดี ในใจนึงก็นึกสงสาร เฉินฮุ่ยเหมยเป็นสตรีงาม ไฉนเลยจึงมาชื่นชอบบุรุษทึมทื่ออย่างพ่อค้าซูเทียนเหมิน
      หน้าตาหรือก็จัดว่าพอดูได้ ผิวคล้ำเสีย หน้าจัดว่าธรรมดาออกจะคมเข้มเล็กน้อย เรือนผมแห้งกร้าน การแต่งกายก็ไร้สง่าราศี ไม่มีส่วนใดที่บ่งบอกเลยว่าคนๆ นี้คือพ่อค้า แต่หากจะให้แต่งกายด้วยชุดนักปราชญ์ของเสิ่นหลิงเฮ่าอย่างที่นางเจอกับเขาในตอนแรกก็ยิ่งไม่เข้าๆ ไปใหญ่ เช่นนั้นหากจะชอบพอบุรุษผู้นี้คงเป็นเรื่องของจิตใจ ในส่วนนี้ที่อินจีชื่นชมสตรีอีกนางอยู่ไม่น้อยที่ไม่ดูคนแต่ภายนอก แต่ลึกๆ นางก็คิดว่า ‘ถ้าเจ้าไปหลงรักคนอื่นน่าจะดีกว่านี้เป็นแน่แท้’
     ลมหายใจถูกพรูออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะตอบรับออกไป เพราะถูกเท้าข้างใต้สะกิดมาอีกและแรงกว่าเดิม “นั่นสิ ฮ่ะ.. ฮ่ะ… ฮ่ะ….”
     เพียงแค่สนทนากันไม่นาน เสี่ยวเอ้อห์ประจำโรงเตี๊ยมก็นำอาหารที่สั่งมาส่งให้ที่โต๊ะ บนโต๊ะคือเนื้อสัตว์เสียบไม้ย่างด้วยเครื่องเทศ เนื้อสัตว์ชนิดเดียวกันผัดสามรส และเนื้อชิ้นหนาย่างกับซีอิ๊วประหลาดที่มีหอมใหญ่และพริกไทดำเป็นส่วนประกอบ (สเต็ก) ท่านคู่กับผักดองเป็นเครื่องเคียงและข้าวสวยร้อนๆ ถังใหญ่หนึ่งถัง
      “อาหารที่สั่งได้แล้วขอรับ” เสี่ยวเอ้อห์คนนั้นค้อมศีรษะให้หลังจากที่วางถาดอาหารทั้งหมดแล้วเสร็จ
     “น่าทานจังเลยนะเจ้าค่ะ แต่ท่านชายทั้งสองเชิญก่อนเลยนะเจ้าค่ะ ข้าขอตัวสักครู่” เพียงแค่ชมอาหารที่มีกลิ่นหอมเครื่องเทศตำรับอาหารตะวันตกเพียงเท่านั้น เฉินฮุ่ยเหมยก็ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอีกช้าๆ แล้วเดินถอยออกไปจนลับสายตา
    “อ้าว เอางั้นรึ?” เทียนเหมินเกาหัวแกรกๆ อย่างงุนงงที่อยู่ๆ หญิงสาวขอตัวกลับห้องไปเสียก่อน เขามองส่งเฉินฮุ่ยเหมยขึ้นบันไดไปก่อนที่จะหันไปดุอินจี “เพราะเจ้าน่ะไม่ยอมชมนางดีๆ เห็นไหมว่านางงอนแล้วไงล่ะ”
     “แน่ใจหรือว่านางงอนข้า?” หญิงสาวในคราบบุรุษสวนกลับทันควัน ไม่รู้จะบอกดีหรือไม่บอกดีกว่าคนที่เฉินฮุ่ยเหมยสนใจคือ ‘เขา’ ไม่ใช่นาง
     “หะ?” เสียงเข้มถามด้วยความไม่เข้าใจ “ถ้าไม่ได้งอนเจ้าแล้วจะให้งอนใคร ข้างั้นรึ?” มือแกร่งชี้หน้าตัวเอง มันแทบจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะมีใครมาแล แม้ว่าเขาจะคิดว่าตัวเองนั้นก็หล่อเหลาไม่เบาก็ตามที
    “ช่างเถอะๆ หิวข้าวแล้วมากินกันดีกว่า” อินจีตัดบทเสียอย่างนั้น นางหยิบเอาเนื้อเสือเสียไม้ย่างเข้าปากทานเป็นอย่างแรก เครื่องเทศที่ปรุงแต่งช่วยกลบความคาวของเนื้อเสือได้เป็นอย่างดี มันเหนียวหน่อยๆ คล้ายๆ กับเนื้อแพะ หากนำไปเคี่ยวดีๆ คงอร่อยน่าดูชม
    “อะไรฟะ ทำตัวมีลับลมคมนัยตลอดนะเจ้าน่ะ” ชายหนุ่มเบ้ปากก่อนที่จะลงมือทานอาหารด้วยเช่นกัน

     ไม่นานนักฮุ่ยเหมยปรากฏตัวอยู่บนพื้นที่กว้างที่มีพอสำหรับการแสดงเล็กๆ นางส่วมอาภรณ์ชุดใหม่ที่รัดรูปเน้นสัดส่วนที่น่าพิศสมัยแต่ยังคงเป็นสีเอกลักษณ์ประจำตัว 'สีชมพูอ่อน'
     เนื้อผ้าพริ้วยาวที่พริ้วไปตามการเคลื่อนที่ของผู้ส่วมใส่ ชายผ้างามที่โบกสบัดเพราะแรงลมจากหน้าต่างภายนอก เหล่าถิงเออห์ที่ฮุ่ยเหมยไปคุยด้วยทีแรกกลับมาพร้อมกับเครืองดนตรีกู๋เจิง และ ขลุ่ย เสียงเหล่าผู้คนในห้องอาหารเริ่มเงียบลง ฮุ่ยเหมยกลายเป็นจุดสนใจในห้องอาหารนี้...
     “ท่านเทียน...การร่ายรำจากใจของข้านี้...ข้าขอมอบให้แก่ท่านนะเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยเปร่งวาจาออกไปดังพอที่จะให้โต๊ะอาหารของพ่อค้าซูกับอินจีได้ยิน
     “หา มอบให้ข้า!?” ชายร่างใหญ่งงเป็นไก่ตาแตก ‘เดี๋ยวนะๆๆๆ แม่นางเฉินบอกว่าให้ข้าเนี่ยนะ!?!!’ เขากู่ร้องในใจ มือที่จับตะเกียบคีบเนื้อเสือผัดสามรสทำมันร่วงหลนลงบนจาน
    “เห็นไหมล่ะ ว่าไม่ใช่ข้า” เสียงหวานที่ดัดห้าวเอ่ยซ้ำพร้อมยักไหล่ ถึงนางไม่บอกแต่ทุกสิ่งมันก็เฉลยมาด้วยตัวเองแล้ว ดวงตาสีรัตติกาลจับจ้องไปยังร่างสตรีที่ร่ายรำอยู่กลางเวทีราวกับว่านาทีนี้เป็นของนาง ‘จะว่าไปก็… ลงทุนเหมือนกันแฮะ’ สายตาจับสลับกลับมาที่พ่อค้าหนุ่มที่นั่งหน้าเหวอ ‘จะมีความรักก็อย่าให้เสียงานก็แล้วกัน’
     “หวังว่าการแสดงของข้าจะทำให้ท่านเพลิดเพลินนะเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยแย้มยิ้มเผยเห็นฟันขาวเรียงงาม แล้วจู่ๆไฟในห้องอาหารก็ค่อยๆ หรี่แสง ทำให้ตอนนี้ตรงที่เฉินฮุ่ยเหมยอยู่เป็นที่ที่สว่างและเป็นจุดเด่นที่สุด
     หญิงสาวในชุดนางระบำสูดอากาศเข้าปอดฟอดใหญ่ก่อนจะพ้นออกมาเบาๆ เพื่อรวบรวมสติทำสมาธิก่อนการร่ายรำ


     เสียงกู้เจิ้งเริ่มบรรเลง...ท้วงทำนองไหลลื่น...ดั่งเช่นร่างกายของเฉินฮุ่ยเหมยที่หมุนกายออกไปตามจังหวะเพลง ชายผ้าโบกพริ้วเหมือนดั่งยามบุปผาเบ่งบาน
     ห้วงทำน้องเปลี่ยนจังหวะ ร่างอรชรหยุดลง ดวงตากลมโตสีนิลเป็นกระกายสุขใสจ้องมองไปยังบุรุษที่นั่งอยู่ไม่ไกล รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนดวงหน้างาม แต่หัวคิ้วโก่งนั้นกลับชิดเข้าหากัน ริมฝีปากเม้มชิดเข้าหากันเหมือนเป็นรอยยิ้มที่โศกเศร้าราวกับว่าการร่ายรำครานี้จะเป็นคราสุดท้ายที่นางจะได้พบกับเขา
     เสียงผีพาดั่งขึ้น…..ท่อนแขนเรียวถูกวาดขึ้น ร่างอรชรเอนกายไปอีกด้าน
     เมื่อห้วงทำนองเริ่มไหลเป็นจังหวะ…. เพลงบรรเลงที่ให้ความหวังแต่ลึกแล้วมีความเศร้าโศก ร่างอรชรร่ายรำไปตามจังหวะในแต่ละท่อนอย่างชดช้อย งดงาม การร่ายรำที่ดูมีความสุขและรู้สึกถึงการรอคอยความหวังจากบุรุษในฝัน
     จนเพลงเสียงดนตรีจบลง ฮุ่ยเหมยก็หยุดลงพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนสุข
     เสียงปรบมือค่อยๆดังขึ้นทีละเสียง จนเกิดเป็นเสียงดังครึกโครมไปทั่งห้องอาหาร
     ทั้งเทียนเหมินและอินจีเองต่างก็ลุกขึ้นและปรบมือให้กับการแสดงอันอ่อนช้อยงดงามของสตรีตรงหน้า จนเนื้อเสือหายากราคาหลายสิบชั่งเป็นหมัน
    “เจ้าเก่งมากแม่นางเฉิน” เทียนเหมินเอ่ยชมหญิงสาวอาภรณ์รัดรูปสีชมพูอ่อน หากบอกว่าเฉินฮุ่ยเหมยเป็นนางระบำจากสำนักฟ้อนรำชั้นสูงไม่ว่าใครก็ต้องเชื่อ น่าเสียดายที่ไข่มุกเม็ดงามกลับต้องไปอยู่ที่คอกม้านอกเมืองอันทุรกันดาร
การแสดงเมื่อครู่ช่วยจรรโลงจิตใจให้กับแขกเหรื่อในโรงเตี๊ยม ที่ก่อนหน้าต่างหดหู่จากสถานะการณ์ในเหลียงโจวไม่สู้ดี เสมือนยาดีที่เยียวยาจิตใจให้กับทุกๆ คน
     “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ” นางว่าพร้อมกับกวาดขาโค้งคำนับขอบคุณตามจริตนักแสดง ฮุ่ยเหมยค่อยๆ เดินกรีดกรายผ่านโต๊ะแต่ละตัวไป เหล่าบุรุษที่นางผ่านหันมองตามนางด้วยสายตาเคลิ้มเคลิม บ้างก็ชื่นชม แต่ท้ายที่สุดนางก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพ่อค้าหนุ่มซู เทียนเหมิน
     “ข้าไม่อยากอ้อมค้อมอีกต่อไปแล้ว….ความรู้สึกที่ข้ามีให้ท่านมันมากเหลือเกินจะเอ่ย...ข้ายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านพึงพอใจ แต่สำหรับท่าน...ท่านคิดกับข้าเช่นไรหรือเจ้าคะ?...ท่านเทียน” ฮุ่ยเหมยว่าด้วยสีหน้าจริงจัง ดวงตาสั่นคลอด้วยความตื่นเต้น อีกไม่นานเพียงแค่ได้เห็นสีหน้าและท่าทางของอีกฝ่ายก็จะทำให้นางรู้ผลที่แน่ชัดเสียที
    “หะ….?” จากคนที่ยิ้มร่ามีความสุขหลังจบการแสดง รอยยิ้มนั้นก็ค่อยๆ จืดลงเรื่อยๆ หลังจากที่ได้ยินคำถาม ซูเทียนเหมินเจ้าของนามอ้าปากหวอจนแมลงแทบบินเข้าไปอาศัยอยู่แล้วบินออกไปทำงานได้ ใบหน้าที่ตะลึงค้างช่างดูขบขันเสียเหลือเกินในสายตาบุคคลภายนอก แต่สำหรับเจ้าตัวแล้วมีแต่สีโล่งขาวอยู่ในหัว...


@Admin

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ความหิว -16 Point +6 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -16 + 6

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

424

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147483647
เงินตำลึง
2147483647
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483564

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2018-1-13 16:34:23 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2018-1-15 19:43

PART CCCXIII

      ไม่เคยคิดมาก่อนว่าสตรีตรงหน้าจะเอื้อนเอ่ยว่านางรู้สึกว่าตัวเขาเป็นคนพิเศษ แล้วตัวเขาเล่าจะตอบกลับเช่นไร “คิดกับเจ้า...ยังไง...” เสียงเข้มถามทวนคำ ‘รู้สึกอะไรวะ… ตอนนี้ข้าคิดอะไรไม่ออกเลยว้อย!!!’ เสียงโวยวายในหัวตะโกนอย่างบ้าคลั่ง แต่ทั้งที่ตัวจริงได้แต่อ้าปากค้างหน้าเหวอ
เขาควรจะพูดออกไปตามตรงหรือว่าจะถนอมน้ำใจนางดี แต่เรื่องความรักยังไม่เคยคิดมาก่อน เพราะเจ้าตัวรู้สึกว่ามันยังไม่ถึงเวลา เขายังมีภาระอีกเยอะแยะ ไม่มีปัญญาไปรับผิดชอบชีวิตใครเพิ่มหรอก…
    “เอ่อ… เจ้ารำสวยดี น่าจะสมัครไปเป็นนางรำมากกว่าทำงานที่คอกม้า” คำตอบที่ตรงไปตรงมาทำเอาอินจีที่อยู่ร่วมโต๊ะหัวแทบทิ่ม
     ในเสี้ยววินาทีแรกที่นางเห็นเขาอ้าปากค้างนางก็รู้ผลลัพธ์ทั้งหมดในทันที ฮุ่ยเหมยเงียบไปสักพักหนึ่งหลังจากที่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายทั้งหมด ฮุ่ยเหมยหลับตาลงช้าๆ
     “หึๆ...ก็เตรียมใจไว้แล้วละนะ...” นางก้มหน้ารำพันกับตนเองเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มที่บ่งบอกตัวตนที่แท้จริงของฮุ่ยเหมยที่แตกต่างจากรอยยิ้มที่นางเคยยิ้มให้กับเหล่าบุรุษมาโดยตลอด รอยยิ้มที่ปราศจากการเสแสร้งแกล้งทำ รอยยิ้มที่ดูร้ายกาจเกินกว่าจะเป็นแค่หญิงสาวธรรมดา ถึงแม่นัยย์ตาตอนนี้จะไร้ซึ่งแสงประกาย “ขอบคุณที่ชมและแนะนำเจ้าค่ะ แต่ข้าคงไปเป็นนางรำมิได้ ข้าเองก็มีทางเดินฝันอยู่เช่นกัน...”
     เมื่อว่าจบสาวนางระบำผู้ห่อเหี่ยวก็หันหน้าไปมองอินจีที่ยืนอยู่ ก่อนจะทิ้งพ่อค้าหนุ่มไว้ตรงนี้แล้วเดินไปกระซิบข้างหูอินจี พร้อมพูดว่า “เจ้าคงคิดสะใจข้าละสิ เอาเถอะ….ข้ายอมรับ...เสน่ห์ของข้ามันน้อยเกินกว่าที่จะมัดใจบุรุษผู้นี้ เจ้าเองก็รีบๆเข้าใจความรู้สึกตนเถิด...”
     “อา...” เทียนเหมินพยักหน้ารับ เขาเข้าใจคนที่มีความฝันของตนเองเพราะว่าตนเองก็มีเช่นกัน ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ขอแค่ครอบครัวที่ดูแลเขามาสุขสบายก็พอ ดังนั้นเขาจึงต้องทำงานหาเงินซื้อเรือให้ได้เป็นอันดับแรก
     ดวงตาสีครามมองตามไปยังร่างบางที่ตรงเข้าไปพูดคุยกับอินจีก็ยิ่งกว่างงเป็นไก่ตาแตก ‘เฮ้ยๆๆ คำพูดเมื่อกี้มันอะไรวะ รีบเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง อย่างกับเจ้าเตี้ยนี่มันชอบข้าอย่างนั้นแหล่ะ ขนลุกว้อยยย!!’
     คราวนี้ฝ่ายที่เหวอคือสตรีที่สวมชุดทหารเสียเอง นางไม่คิดว่าเฉินฮุ่ยเหมยจะเข้าใจผิดได้ถึงเพียงนี้ แทบไม่ต้องคิดหญิงสาวรีบปฏิเสธทันควันพร้อมแจงเหตุผลให้โฉมงามตรงหน้าเข้าใจถูก “เจ้าเข้าใจผิดแล้วแม่นางเฉิน ตอนนี้สิ่งที่ข้าจนใจคือช่วยเหลือสหายเก่าของข้าเท่านั้น”
     “อืมหื้ม” ฮุ่ยเหมยพยักหน้ารับรู้แบบขอไปทีเพลานี้นางก็รู้บทสรุปทุกอย่างแล้วไม่ใช่กงการอะไรที่นางจะต้องมาพูดอะไรให้มากความนี้
     “เอ้าๆ นั่งซะสิ เนื้อสัตว์แห้งหมดแล้วนเจ้าค่ะ” นางว่าพร้อมกับเดินไปนั่งลงบนเก้าอี๊เปล่าอีกตัวทันที ส่วนสายตาเหล่าบุรุษในห้องอาหารก็ยังจับจ้องมาที่นางอยู่ แต่เพลานี้นางรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่าสิ่งใดเลยไม่สนใจสายตาเหล่านั้น “นั่งสิ...ข้าไม่อยากพูดหลายรอบหรอกนะ ”
     “อืม” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน พอจะเข้าใจว่าเฉินฮุ่ยเหมยน่าจะอารมณ์ไม่ดีนักหลังจากที่เทียนเหมินพูดปัดออกไป ท่าทีของแม่กระต่ายน้อยจึงแปรเปลี่ยนเป็นแม่เสือสาวยามท้องหิวพร้อมที่จะกระชากไส้เหยื่อมากินได้ตลอดเวลา
     ตอนนี้เรื่องที่เขาไม่เข้าใจมีอยู่เต็มหัวไปหมดแต่ก็ไม่อาจเอ่ยถามออกไปได้ด้วยบรรยากาศที่มาคุ อันที่จริงเขาก็ทำตัวไม่ถูกนักเมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดกับสตรีที่เพิ่งปฏิเสธไป ร่างสูงนั่งลงยังเก้าอี้ตัวเดิมแล้วเหลือบมองสาวงามอยู่เป็นพักๆ
    ‘ขนาดว่ากับแม่นางเฉินข้ายังไม่ค่อยกล้าสู้หน้า ถ้ากับหลิงเฮ่าตอนเจอกันครั้งหน้าจะเป็นยังไงนะ’ เพียงแค่คิดถึงเรื่องราวในวันนั้นที่ทุ่งพักม้าใบหน้าก็ร้อนวาบขึ้นมาทันที มือแกร่งยกขึ้นลูบไล่ความร้อนออกไป ‘ไม่ได้การ สงสัยก่อนนอนคงต้องรีบเดินลมปราณซะแล้ว’
     “อะอ่าว? ท่านเทียนเจ้าขา ทำไมทำหน้าแบบนั้นเล่าเจ้าค่ะ ข้าเป็นคนสวยนะ ไม่ใช่ผีไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นใส่ข้า” ฮุ่ยเหมยว่าด้วยท่าทีสบายๆ เหมือนไม่สนใจกับเรื่องที่ผ่านแล้วมา “เอ้าๆกินเจ้าค่ะ ชักช้าเนื้ออร่อยๆ แข็งหมด” หญิงสาวเอ่ยสั่ง ยกยิ้มสบายๆ พร้อมคีบเนื้อสัตว์ชิ้นหนึ่งเข้าปาก ก่อนจะหันไปหาไปหาอินจี “เจ้าบอกข้าเรื่องเส้นทางกลับเข้าเมืองอู๋เว่ยได้ป่ะ ถ้ามีบริการส่งด้วยจะดีมาก” สาวงามว่าพร้อมคิ้วเนื้อตุ้ยๆในปาก
    “โอ้!” เมื่อสตรีตรงหน้าเอ่ยเชิงบอกว่าว่าไม่ให้คิด เขาก็ไม่คิดอะไรมากมายอีก ท่าทางของนางก็ดูจะไม่ได้คิดอะไรกับเขามากจริงๆ ถ้าหากว่าเฉินฮุ่ยเหมยมีใจให้จริงๆ ป่านนี้นางคงหนีไปนั่งร้องไห้เหมือนกับสตรีอื่นทั่วไปแล้ว ดังนั้นเทียนเหมินจึงลบเรื่องราวที่เกิดขึ้นยังไม่ถึงสิบนาทีก่อนหน้าไปจนเสียหมดสิ้น แล้วละเลียดกินเนื้อหายากนั่นต่อจนแก้มตุ่ย ลืมใส่ใจกับนิสัยจริงที่เผยออกมา
     “เจ้าอยากให้ข้าไปส่งอู๋เว่ยหรือ?” เรียวคิ้วใบหลิวขมวดหนักจนเป็นปม “หากให้พูดตามตรงคือข้าไม่มีเวลามากขนาดนั้นหรอกแม่นาง หากจะแค่แนะนำทางกลับล่ะก็ข้าพอจะช่วยได้อยู่” อินจีตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่ถูกดัดห้าว ดวงตาสีรัตติกาลมีประกายเสมือนดวงดาวบนฟากฟ้าจ้องมองสตรีที่ทาน ‘เนื้อเสือ’ อย่างเอร็ดอร่อย
     “โอ้ แบบนั้นก็ได้อยู่ ข้าคงไม่ทำให้พวกเจ้าเดือดร้อนอะไรอีกในช่วงนี้หรอก”[นางว่าพร้อมกลืนชิ้นเนื้อเก่าลงคอพร้อมคีบชิ้นเนื้อชิ้นใหม่ยัดใส่ปากอีกหลายชิ้น “งั้นรบกวนเจ้าช่วยบอกหนทางหน่อยนะ” นางเกือบพูดไม่เป็นภาษาเพราะแก้มตุ้ยๆ ที่แน่นไปด้วยเนื้ออร่อยๆ
     “ได้สิ แต่คงต้องเอาไว้พรุ่งนี้เข้า ข้าจะพาเจ้าไปจุดพักม้า น่าจะมีรถม้ารับจ้างพาเจ้าไปส่งอู๋เว่ยได้” อินจีตอบอย่างมีไมตรี เมื่อเดินทางขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ก็จะออกห่างจากเขตเขาเหยาก้วยไปทุกทีๆ แม้โจรทมิฬจะมีอิทธิพลในเหลียงโจวเป็นอย่างมาก แต่ยิ่งออกห่างรังโจรมากเท่าไรก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
     “อื้อ อ้าเอ้าไอแอ้ว” ฮุ่ยเหมยว่าพร้อมมืออีกข้างที่กำลังถือถ้วยน้ำชาเตรียมยกซด “เอื้ออีอี้อะอ่อยอีอ่ะอ่านเอียน” หญิงสาวนางระบำนักกินหันไปมองเทียนเหมินที่อยู่สภาพเช่นเดียวกับนางเอ่ยถามออกมาไม่เป็นคำพูด
    “หือ เจ้าพูดอะไรนะ?” เครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมสัน สาวงามที่ดำรงกิริยามารยาทเอาไว้ตลอดตั้งแต่ร่วมทางกันมาหนึ่งวันกว่าๆ หายไป แต่ได้หญิงสาวที่ยัดทุกอย่างเข้าไปในปากมาแทน
    “นางบอกว่า เนื้อนี่อร่อยดีนะท่านเทียน” อินจีใช้ทักษะอ่านปากหญิงสาวแม้จะทำได้ยากเพราะมีอาหารอยู่เต็มปากก็ตามที
    “อ้อ เจ้าชอบมันสินะ ไม่เสียแรงที่สั่งให้พ่อครัวเอาไปทำอาหารล่ะนะ ฮ่าๆๆ” ชายหนุ่มยิ้มกว้าง ไม่คิดว่าสตรีงามจะชอบทานเนื้อเสือด้วยเช่นกัน อาจเป็นเพราะการปรุงอาหารตำรับพื้นเมืองที่ใช้เครื่องเทศจำนวนมากในการปรุงอาหารจึงสามารถดับความคาวของสาบเสือได้เป็นอย่างดี เสียดายที่ไม่มีสุราเป็นยาชูกำลังเพิ่มอีกแขนง แต่ก็ได้แค่คิด เพราะหากดื่มสุารเข้าไปกอปรกับทานเนื้อสัตว์ฤทธิ์ธาตุหยางแล้วไซร้ ชายหนุ่มผู้มีใจน้ำแข็งในตัวคงได้กระอักเลือดซ้ำเป็นรอบที่สองเป็นแน่แท้
     อินจีประเมินสถานการณ์ แม้จะพูดเหมือนว่าไม่มีอะไรแต่ในใจของแม่นางเฉินฮุ่ยเหมยคงบอบช้ำไปไม่น้อยเมื่อถูกบุรุษที่หมายปอง (?) ปฏิเสธตรงๆ ต่อธารกำนัล นางจึงเอาแต่ยัดเนื้อเสือเข้าปาก ดวงตาหงส์ได้แต่มองปริบๆ อย่างเห็นใจแต่ไม่อาจพูดอะไรออกมาได้
     อินจีไม่รู้ว่าเทียนเหมินนั้นเข้าใจความหมายที่แท้จริงที่แม่นางเฉินต้องการจะสื่อหรือเปล่า หากแสดงออกไปชัดเจนแจ่มแจ้งเช่นนี้ยังคงไม่รู้ความหมายก็คงจะโง่งมเกินเยียวยา แต่หากว่าทราบก็ถือว่าเป็นคนตรงแท้ที่กล้าพูดแบบนั้นออกไปตรงๆ
     แม้ว่านางจะสับสนกับความรู้สึกของตัวเองไม่น้อย อนึ่งคือสงสารโฉมนางตรงหน้า อสอง (?) คือดีใจที่ซูเทียนเหมินยังคงรักมั่นในกวีเสิ่นหลิงเฮ่าไม่แปรเปลี่ยน (?) ดวงตาสีรัตติกาลย้ำถ้อยคำของเฉินฮุ่ยเหมยในความคิด ‘เจ้าเองก็รีบๆ เข้าใจความรู้สึกตนเถิด...’
    ‘อ้อ หมายถึงอย่างนี้นี่เอง...’ ใบหน้าหวานเผลอยิ้มแม้ว่านางพยายามที่จะฝืนเกร็งใบหน้าไม่ให้แสดงความปิติยินดีนั้นออกมาก็ตามที
     “ข้าซื้อกลับไปกินระหว่างทางด้วยก็ดีนะเนี่ย รสชาติถูกปากแท้” ฮุ่ยเหมยว่าพร้อมกับยกน้ำชาดื่มมำเอาเหล่าบุรุษที่อยู่โต๊ะอื่นๆ ที่กำลังมองนางอยู่มองตาค้าง
      มาถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเป็นคนเอ่ยปากบอกว่าเนื้อที่เฉินฮุ่ยเหมยทานเข้าไปอย่างเอร็ดอร่อยว่ามันคือเนื้ออะไร เพราะต่างคนก็ต่างคิดว่านางคงรู้อยู่แล้ว ซึ่งผิด...
     “ส่วนเรื่องที่พักข้าจองให้แล้วนะเจ้าค่ะ ห้องพิเศษสองห้องชั้นบน แต่ข้าจะขอนอนกับท่านอินจีแล้วกัน ข้าไม่อยากเสียเงินเพิ่มจองอีกหนึ่งห้อง ข้าไว้ใจอินจีเขาด้วย เขาคงไม่ทำอันใดข้าเป็นแน่ อีกอย่างเราสองต้องคุยเรื่องการเดินทางในวันพรุ่งอีกด้วย ฉะนั้นก็สรุปตามนี้นะเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยจบเสร็จสรรพโดยไม่ต้องรอให้สองสหายได้เอ่ยคำค้านใดๆสักนิด
     “หะ… มันจะดีแน่นะ?” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเป็นปมอย่างไม่เข้าใจ ถึงจะบอกว่าหักอกแต่ก็ไม่ควรที่จะไปนอนค้างแรมกับชายหนุ่มคนอื่นในห้องปิดสองต่อสอง ‘หรือว่านางต้องการคนดามอก?’
     เทียนเหมินสลับมองไปทางอินจีที่กำลังถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา สำหรับคนอื่นอาจคิดว่าไม่เหมาะสมแต่สำหรับหญิงสาวแล้วนางรู้อยู่เต็มอกว่าสตรีนอนด้วยกันมันไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาหรอก อย่างมากก็แค่เฉินฮุ่ยเหมยแค้นใจเพราะเข้าใจผิด แล้วหยิบกระบี่ขึ้นมากระซวกพุงนางตอนหลับ
    “ไม่ต้องห่วง อย่างไรข้าก็มีเกียรติ สาบานได้เลย ข้าจะไม่ล่วงเกินนางแน่ๆ” หญิงสาวในคราบบูรุษยกมือชูสามนิ้ว ‘ให้ตายสิ ทำไมข้าต้องมาสาบานอะไรแบบนี้ด้วยนะ’
    “ก็ได้ๆ แต่ถ้าเจ้าทำอะไรก็รับผิดชอบนางด้วยก็แล้วกัน” เทียนเหมินเอ่ยบอก จากนั้นก็คีบเนื้อเสือย่างกับพริกไทดำเข้าปากเคี้ยวหยั่บๆ อย่างเอร็ดอร่อย
     “แต่ตอนนี้ขอข้าฟาดเรียบให้หายซ้ำใจตอนโดนหักอกก่อนเหอะ! อ๊ามมมมม….” ฮุ่ยเหมยอ้าปากกว้างแล้วยัดชิ้นเนื้อสัตว์ก่อนใหญ่ยัดเข้าปาก
     และเมื่อทุกคนท่านกันจนอิ่มหนำแล้วเขาก็เรียกเสี่ยวเอ้อห์มาคิดเงินค่าอาหาร

     หลังจากที่ทั้งสามคนได้กินจนอิ่มหน้ำสำราญแล้วพวกเขาก็เตรียมตัวขึ้นห้องเพื่อไปพักผ่อน ฮุ่ยเหมยเดินไปเข้าห้องพร้อมกับอินจี ส่วนท่านเทียนก็เดินเข้าห้องของเขาไป
     ไม่นานหลังจากที่ฮุ่ยเหมยอาบน้ำอาบท่าชำระเหงื่อเสร็จสรรพนางก็อยู่ในชุดนอนสีขาวส่วมใส่สบายๆ “เจ้าเองก็ไปอาบน้ำเสียสิ นี่ชุดข้า...ข้าให้” ฮุ่ยเหมยไม่รีรอให้อีกฝ่ายทักท้วงอันใดนางก็ยัดอาภรณ์ที่เพิ่งหยิบออกมาจากกระเป๋าใส่มือของอินจี เป็นชุดผ้าระบายพริ้วสีขาวทรงสตรีที่นางเคยใส่เมื่อครั้งอดีตจนถึงตอนนี้นางไม่สามารถใส่มันได้เพราะหน้าอกนางใหญ่เกินกว่าที่จะยัดเข้าไปในผ้า
     “เผื่อว่าสักวันเจ้าจะอยากกลับใจหรืออยากใส่เสื้อผ้าผู้หญิงไรงี้ อีกอย่างนั้นถือเป็นคำขอบคุณจากข้า ถ้าเจ้าไม่รับถือเป็นการหยามหน้าข้านะ ถ้าเข้าใจก็รับไปใส่แต่โดยดีเถอะ ” ฮุ่ยเหมยว่าว่าพร้อมทิ้งกายนอนบนเตียงนุ่มแล้วเอาดวงหน้างามซุกกับหมอนนุ่มๆ
     “ขอบคุณแม่นางเฉิน” อินจีรับชุดสตรีสีขาวพิสุทธ์มาถือเอาไว้ นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้สวมอาภรณ์เฉกเช่นสตรี คงจะตั้งแต่ที่นางออกเดินทางมานั่นแหล่ะ มันเบาสบายเหมาะสำหรับการสวมนอนแต่ไม่เหมาะสำหรับการเดินทาง หากคืนนี้สวมเสียหน่อยคงไม่เป็นไรเพราะชุดทหารที่นางซื้อมาก็ถูกทำให้ขาดไปเสียแล้ว
     “เช่นนั้นข้าขอตัวไปอาบน้ำก่อนขอรับ” แม้ว่าความจะแตกกับเฉินฮุ่ยเหมย แต่หญิงสาวในคราบชายหนุ่มก็ยังคงใช้คำพูดคำจาแบบบุรุษอยู่เช่นเดิม
นางนำของใช้ที่จำเป็นลงไปอาบน้ำยังส่วนห้องน้ำที่ด้านล่างโรงเตี๊ยมพร้อมกับชุดใหม่ที่แม่นางเฉินให้มา คลุกดินคลุกทรายมานานหลายวัน ได้ชำระล้างร่างกายจึงเป็นสิ่งที่สุดยอดที่สุดในเวลานี้
     ผ้าโพกศีรษะของเทียนเหมินที่ทำหน้าที่แทนผ้าพันแผลที่ต้นขาถูกถอดออก เมื่อลองแตะสัมผัสก็พบว่ามันยังปวดแสบอยู่มากแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว สงสัยว่าใบของต้นเฟยจีเฉ่าที่ขึ้นอยู่ที่โอเอซิสกลางทะเลทรายจะเป็นยาชั้นเลิศในการเยียวยา แต่ถึงกระนั้นแผลกับน้ำเป็นสิ่งที่แสลงกันคงต้องกลั้นใจอาบน้ำโดยเร็วไวเพื่อไม่ให้แผลถูกน้ำเยอะแล้วเจ็บแสบไปมากกว่านี้
     “ฟู่” ลมหายใจอุ่นๆ พ่นออกมาหลังจากที่แก้ผ้ารัดหน้าอกออก ที่อึดอัดมาทั้งวันก็เพราะสิ่งนี้ แม้ว่าหน้าอกหน้าใจของนางจะไม่ได้ใหญ่โตมโหฬารอย่างเช่นแม่นางเฉิน แต่ก็ถือว่าปทุมถันของนางก็อยู่ในระดับของสตรีสุขภาพดีทั่วๆ ไม่ได้แบนเรียบเฉกเช่นเด็กน้อยหรือบุรุษ แต่ก็อาจจะต้องยอมให้บุรุษผู้หนึ่ง จากที่นางเห็นกล้ามหน้าอกของพ่อค้าจอมยุทธ์ที่โรงเตี๊ยมเมืองเทียนซุยก็จัดว่าใหญ่และแน่นใช้ได้
      ใช้เวลาอยู่ไม่นานนางก็อาบน้ำล้างตัวเสร็จเรียบร้อย ด้วยเพราะเหตุผลเรื่องแผล และแม้จะมีน้ำอุ่นแต่อากาศยามค่ำคืนของชุมชนกลางทะเลทรายกลับหนาวเหน็บ จะให้แช่น้ำนานก็คงจะไม่ไหว ชุดผ้าพริ้วบางสีขาวมีระบายถูกนำมาคลุมห่อตัวแล้วส่วมทับร่างบางอย่างรวดเร็ว หอบหิ้วเสื้อชุดเก่าไว้ในอ้อมแขนจากนั้นจึงเปิดประตูไม้บานหนาออก
     แต่เมื่อก้าวขาออกจากห้องน้ำเพียงแค่ก้าวเดียวก็ชักขาหดกลับไปแทบไม่ทัน เพราะเห็นคนที่มายืนต่อแถวเข้าห้องน้ำเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผิวสีคล้ำเหมือนลูกทะเล และทรงผมสีน้ำตาลตั้งขึ้นเหมือนปลายไม้กวาดรออยู่แต่ดีที่จังหวะที่นางเปิดประตูออกไปเทียนเหมินหันไปทักทายกับพ่อค้าคาราวานกลุ่มที่ถูกเสือทำร้ายอยู่พอดี
     ‘โอ๊ย อะไรจะมาถูกจังหวะอย่างนี้พ่อคุณเอ๊ย!’ แผ่นหลังพิงประตูเอาไว้ต้องคิดแผนเพื่อหาทางรอด ลานอาบน้ำนี้แม้จะเป็นที่ปิดมีรั้วรอบขอบชิดชัดเจน แต่ด้านบนก็เปิดโล่งจนเห็นนภายามค่ำคืน อินจีมองทางหนีทีไล่หากใช้วิชาตัวกระโจนผ่านรั้วไม้ไผ่ไปก็คงได้ แล้วค่อยวกกลับเข้าโรงเตี๊ยมทางด้านหน้าในตอนที่ซูเทียนเหมินเข้าไปอาบน้ำแล้ว
     ‘ทำไมต้องทำให้มันยุ่งยากขนาดนี้ด้วยนะ’ หญิงสาวถอนหายใจยาว ก่อนนับจังหวะเปิดประตูแล้วสะกิดปลายเท้าใช้วิชาตัวเบากระโดดข้ามรั้วไปทันที

     ประตูห้องน้ำเปิดออกแต่กลับไม่มีผู้ที่สวนออกมาทำเอาเทียนเหมินแทบสะดุ้ง “อะไรวะ… ผีหลอก?” ดวงตาสีครามเข้มจดๆ จ้องๆ ที่ห้องน้ำอย่างกล้าๆ กลัวๆ เขาไม่ใช่คนขี้กลัวผีหากแต่อยู่ๆ ประตูเปิดออกเองต่อหน้ามันก็เกินไป ด้วยความที่ไม่ทันได้ตั้งตัวทำเอาหัวใจแทบจะลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม
แต่สุดท้ายก็ทำใจดีสู้เสือที่ทั้งสู้และกินมาแล้วชะโงกหน้าเข้าไปมองด้านใน ไม่เห็นใครแต่มีร่องรอยการอาบน้ำที่ผ่านมาไม่นาน
     ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องน้ำก่อนจะปิดประตูลงกลอนแล้วมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวงกลัวว่าจะมีตัวอะไรออกมา และเมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงเริ่มต้นการอาบน้ำเสียทีหนึ่ง
     เสื้อผ้าชุดเก่าถูกถอดออกวางไว้ยังชั้นวางของที่ทางโรงเตี๊ยมจัดเอาไว้ให้ ด้วยความเคยชินมือหนายกขึ้นจะปลดผ้าโพกศีรษะออกจากหน้าผาก แต่อนิจจาตอนนี้เข้าไม่ได้พันมันไว้อยู่ ผ้าโพกหัวผืนสุดท้ายกลายเป็นผ้าโพกขาให้กับอินจี หากไม้ได้ม้าคืนมาก็คงต้องซื้อใหม่ยกชุด
     ร่างกายกำยำล่ำสันเดินไปยังตุ่มน้ำ น้ำร้อนไม่มีความจำเป็นสำหรับเทียนเหมิน เขาตักเอาน้ำเย็นๆ ในตุ่มขึ้นมาราดตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นจึงใช้ไขมันสัตว์ถูไปตามร่างกายเพื่อขจัดเหงื่อไคลที่ติดสะสม
     ไม่ใช่เพียงแค่สตรี ถึงแม้จะเป็นบุรุษก็สบายตัวเมื่อได้อาบน้ำ แล้วยิ่งคนที่ชอบน้ำอย่างเทียนเหมินผู้ที่ก่อนหน้าใช้ชีวิตอยู่กับน้ำและทะเลมาก่อนแล้วเขายิ่งชอบการอาบและแช่น้ำยิ่งกว่าใคร
     เพียงแต่อาจจะแตกต่างอยู่บ้างตรงที่เมื่อก่อนเขาชอบแช่น้ำร้อน ยิ่งร้อนจัดเท่าไรยิ่งดี เพราะเลือดลมจะยิ่งไหลเวียนและคลายความปวดล้าของกล้ามเนื้อที่เกร็งแข็งจากการทำงานหาปลาเป็นเวลากว่าสัปดาห์
     แต่ในตอนนี้เขาได้กลายเป็นศัตรูกับของร้อนไปแล้ว และหันมาเป็นมิตรกับอะไรเย็นๆ แทน แม้ว่าน้ำเย็นจะไม่ช่วยคลายความเมื่อยล้าแต่ก็ทำให้เขารู้สึกสดชื่นราวกับถูกเติมเต็ม หลังชำระไขมันสัตว์ออกจากร่างกาย ร่างใหญ่ก็ลงไปแช่ในถังอาบน้ำใบหญ่จนน้ำเกือบมิดศีรษะ บนผืนน้ำจับตัวเป็นฝ้า น้ำที่เย็นจัดเริ่มจับตัวเป็นเกร็ดน้ำแข็งบางๆ แต่ไม่ถึงกับกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง
     ดวงตาสีครามหลับพริ้มลงอย่างสบายตัว ด้วยความสบายนั้นทำเอาเขาเผลอกำหนดลมหายใจไปด้วย ‘หายใจเข้าออกผ่อนคลาย’ ด้วยปราณหยินที่ไหลเวียนในร่างกายขณะนอนแช่อยู่ในน้ำเย็นจัด ช่วยให้การเดินลมปราณใจน้ำแข็งเป็นไปได้ด้วยดีราวกับนอนอยู่บนเตียงหยกเย็น แต่เขาก็หลุดออกจากภวังค์เพราะเผลองีบไปจนปลายจมูกจุ่มลงไปในน้ำแล้วสำลักเบาๆ
     “แค่กๆ” ร่างสูงหน้าตาเหรอหราพร้อมกับมองไปด้านบนท้องฟ้า ตำแหน่งของพระจันทร์และดวงดาวยังคงอยู่ที่เดิม หมายความว่าเขาเผลองีบหลับไปได้ไม่นาน จะให้นอนในห้องน้ำโรงเตี๊ยมทั้งคืนมันก็กระไรอยู่ อาจมีแขกที่ต้องการอาบน้ำเช่นเขาก็เป็นได้ คงต้องอำลาอ่างน้ำแข็งของเขาชั่วคราว
     น้ำที่ผ่านการแช่แล้วคงให้คนอื่นแช่ต่อไม่ได้ ด้วยจิตสำนึกที่ดีเทียนเหมินจึงเทน้ำในอ่างทิ้งไปจากนั้นก็สะบัดตัวให้หมาดๆ แล้วสวมชุดเดิมแล้วขึ้นไปฝึกเดินลมปราณทดแทนส่วนที่เสียไปต่อที่ด้านบนห้องพัก


@Admin



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -11 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 25 -11 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

424

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147483647
เงินตำลึง
2147483647
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483564

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2018-1-15 21:32:15 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2018-1-15 21:35

PART CCCXVI

     ต้องใช้เวลาครู่ใหญ่ๆ กว่าที่ 'อินลี่ฮัว' จะเดินอ้อมกลับมาถึงโรงเตี๊ยมได้ ในตอนนี้เมื่อนางสวมใส่ชุดสตรีแล้วก็ต้องละทิ้งความเป็นอินจีไป จากนี้อินลี่ฮัวจะกลับมาชั่วคราว นึกๆ ดูแล้วความเป็นหญิงของนางทำให้ลำบากจนอยากจะบอกความจริงแก่สหายพ่อค้าไปให้เสียรู้แล้วรู้รอด เมื่อกลับเข้าห้องพักก็เห็นว่าเฉินฮุ่ยเหมยกำลังนอนซบหมอนอยู่ในท่าเดิม
     “นี้ถามจริง….เจ้านะคิดว่าข้าน่าสมเพชมากสินะ ทั้งๆ ที่งามถึงขนาดนี้แต่กลับมัดใจพ่อค้าซูไม่ได้ เห้ออ ตอนนู้นเองเจ้ายังทำหน้าสะใจใส่ข้าเลยนี้” เสียงหวานของสตรีในชุดนอนเบาสบายเอ่ยถามออกมาทั้งที่ยังนอนซุกหน้าลงกับหมอน แม้จะเหมือนไม่ใส่ใจ แต่เรื่องราวเมื่อค่ำคงยังติดใจนางอยู่
    “ข้าไม่มีความคิดเช่นนั้น เจ้าอย่าคิดมากไปเลยแม่นาง” ลี่ฮัวตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ไม่มีเหตุอันใดที่นางต้องสะใจ เพียงแต่ในใจก็นึกหวงพ่อค้าซูเทียนเหมินคนนั้นอยู่ไม่น้อย ‘เขาต้องได้กับนักกวีเสิ่นสิ!’ หญิงสาวขับไล่ความคิดสัปดนออกไปจากหัว
     แม้นางจะเคารพและนับถือตำราม่อจื่อของท่านลุง ที่เน้นถึงหลักความเท่าเทียมของบุรุษและสตรี แต่ในตำราก็ไม่ได้ระบุถึงรักร่วมเพศแต่อย่างใด ถึงกระนั้นนางก็ใจกว้าง ความรักเป็นสิ่งที่ดีงาม หากเกิดกับชายหญิงได้ กับชายชายก็ต้องได้ด้วยเช่นกัน
     “อย่าโกรธเคืองพ่อค้าซูเลยแม่นาง อาจเป็นเพราะว่าพ่อค้าซูอาจมีใครในใจอยู่แล้วก็เป็นได้”
     “ก็เจ้าไง...แบบความรักต้องห้ามระหว่างบุรุษกับบุรุษอะไรเช่นนี้” ฮุุ่ยเหมยพลิกตัวนอนตะแคงมองอินจีพร้อมกับเบะริมฝีปากออกเล็กน้อย
    “ไม่ใช่อย่างนั้น” หญิงสาวในชุดผ้าพริ้วสีขาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ รีบแก้ตัวพัลวันแม้ว่ามันอาจจะถูกครึ่งหนึ่งก็ตาม (?) นางเดินไปนั่งที่ปลายเตียงนอน
     “คนที่พ่อค้าซูชอบมิใช่ข้าหรอก” ลี่ฮัวพูดอย่างมั่นใจ จากที่สัมผัสมาซูเทียนเหมินเสมือนหินผาทึมทื่อ จะว่าตายด้านเรื่องความรักก็ไม่เชิง ไม่เห็นเขาเข้าหาสตรี หรือว่าเพ้อถึงสาวนางโลมให้ได้ยินเลยสักครั้ง จะมีก็แค่หลังดูงิ้วที่เอ่ยถึงเมื่อสนทนาหลังดูงิ้วจบ
     แต่ถึงจะพูดถึงสตรีแต่เขาก็มีสัมพันธ์กับบุรุษ หากว่าไม่ชอบพอกันคงไม่ลงเอยที่การจูบ ‘มันจะต้องเป็นรักแท้ที่มั่นคงอย่างแน่นอน!!!’ อยู่ๆ ท่าทางของนางก็คึกขึ้นมาด้วยสมองหลั่งสารแห่งความสุขเมื่อได้มโนภาพของสองหนุ่มอยู่ในทุ่งดอกไม้ม่วงและมีฝูงม้ามีเขาวิ่งเล่นกันอย่างสดใส…
     “เอ้า?! แล้วจะเป็นใครได้อีกเล่า?” ฮุ่ยเหมยขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
     “ยังมีสตรีที่หลงรักพ่อค้าซูอยู่อีกคนแต่ว่าเจ้าตัวกลับไม่รู้เรื่องเพราะว่าเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องความรัก ข้าบอกอะไรไม่ได้มากเพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของสหายเดินทาง ข้าไม่อยากเข้าไปก้าวก่าย ขอแค่มองในมุมของคนนอกก็พอ” ลี่ฮัวเอ่ยออกมาหลังจากที่สำรวมอาการได้เรียบร้อยแล้ว “แต่ก็ดีที่เจ้ากล้าสารภาพออกไปตรงๆ ให้พ่อค้าซูได้รับรู้ ในคราแรกข้าก็กังวลว่าบุรุษอย่างเขาจะเป็นเหมือนผู้ชายทั่วไปที่แพ้เสน่ห์ของหญิงสาวแล้วนอกใจคนรักหรือไม่ แต่ที่เขาปฏิเสธเจ้าเมื่อค่ำก็อย่าได้โกรธเคืองไปเลยแม่นาง สำหรับข้า...ในส่วนนั้นถือว่าเขาเป็นคนที่น่านับถือที่รักเดียวใจเดียวนะ”
     “เอาเถอะๆ ยังไงข้าก็ไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่ๆ กับเขาหรอก ถ้าจะพูดให้ถูกคือ….ข้าไม่ได้รักเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้วล่ะ แต่ข้ารักและเคารพเขาในฐานะที่เขาเป็นผู้ที่มีพระคุณต่อข้าก็เท่านั้น ที่ทำไปทั้งหมดก็เแค่โปรยเสน่ห์ไปเรือยเปื่อยนั้นแหละ ถึงช่วงหลังจะจริงจังหน่อยๆก็เถอะ ฮ่ะๆ แต่ก็คว้าน้ำเหลว...ฮ่ะ...ฮ่ะ” ฮุ่ยเหมยหัวเราะแห้งๆ ลี่ฮัวได้แต่มองตาปริบๆ พลางคิดในใจว่าอย่างนี้ก็ได้หรือ? ถึงว่าสตรีบนเตียงนอนจึงไม่มีท่าทีเสียใจเท่าไร แต่ก็แค่เสียความมั่นใจและเหมือนถูกหักหน้ากลางที่สาธารณะชนก็เท่านั้น
     “แต่เมื่อเย็นนี้แม่นางเฉินสวยมาก อย่างที่พ่อค้าซูกล่าวไม่มีผิด หากแม่นางไม่บอกว่าทำงานที่คอกม้าข้าคงคิดว่าเจ้าเป็นางระบำ แต่เลือกทำตามความฝันเป็นเรื่องที่ดี ข้าสนับสนุนและขอเอาใจช่วย” ลี่ฮัวเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่อง มือขาวหยวกกุมลงบนมือบางของเฉินฮุ่ยเหมยพร้อมกับบีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ
     “ได้ยินเจ้าชมข้าแบบนี้ ข้าก็พอใจแล้วล่ะ ขอบคุณนะอินจี เจ้าเองก็สวยมากๆเลยล่ะ เจ้าน่าจะใส่เสื้อผ้าเฉกเช่นสตรีมากกว่าจะใส่เสื้อผ้าของเหล่าบุรุษ...ข้าละเสียดายหน้าตาเจ้าเสียจริง แต่ข้าก็ยังสงสัยอยู่ว่าเหตุใด?ทำไม? เจ้าต้องปลอมตัวเป็นบุรุษด้วย”
     “ข้าอย่างนั้นหรือ? ขอบคุณเช่นกัน” ลี่ฮัวยิ้มอย่างเก้อเขิน พวงแก้มขาวขึ้นสีระเรื่อจางๆ ปกติตอนอยู่ที่บ้านนางแต่กายแบบสตรีทั่วไปก็จริงแต่หาได้สวมชุดระบายลูกไม้เช่นนี้ไม่ ครั้งหนึ่งที่นางถูกจับแต่งกายเต็มยศเพื่อออกงาน แต่สุดท้ายนางก็สวมใส่มันไม่ไหวเพราะล้มหน้าคะมำไปเสียเมื่อก้าวขายังไม่ทันจะออกจากห้อง
    “ที่ข้าแต่งกายด้วยชุดทหารฮั่นก็มีที่มาที่ไปอยู่ มันเกี่ยวกับงานของข้า… คงบอกได้เพียงเท่านี้”
     “ในเมื่อเจ้าบอกข้าแค่นี้ข้าก็จะไม่ซักไซ้ถามเจ้าต่อ เรื่องของเจ้านี่นะ ข้าที่เป็นคนนอกจะไม่จุ้นมากไปกว่านี้แล้วเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยฉีกยิ้มแข็งๆ ให้สหายสาวของตน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะคิดแบบเดียวกับนางหรือไม่ก็เถอะ
     ลี่ฮัวเพียงยิ้มบางๆ ไม่ได้ตอบคำนั้น จากนั้นจึงเปลี่ยนเรื่อง “เอาไว้พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปส่งเจ้าที่จุดพักม้าก็แล้วกันนะ อันที่จริงมันคือที่เดียวกันกับจุดที่เราลงมาจากเกวียนพ่อค้าคาราวานนั่นแหล่ะ ส่วนอู๋เว่ยก็เพียงแค่เดินทางขึ้นเหนือไปอีกหน่อยก็เท่านั้น” หญิงสาวที่แต่งกายในชุดสตรีสีขาวเอ่ยพลางยิ้มให้กับสหายคนใหม่ อันที่จริงแม่นางเฉินก็ไม่ใช่คนที่น่ากลัวอะไรเลย ออกจะเป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจและกล้าแสดงออกแบบที่นางชอบ ตรงตามตำราม่อจื่อเป๊ะ หากได้คบหาเป็นสหายกันก็คงจะดีไม่น้อย
     “จะว่าไปข้าก็เริ่มรู้สึกง่วงๆแล้วละสิ หาววว” ฮุ่ยเหมยอ้าปากกว้างหาวฟอดใหญ่อย่างไม่สนใจสายตาของเพื่อนสาวสักนิด “แต่ถ้าเจ้าตื่นทีหลังข้า ข้าจะไม่ปลุกเจ้าหรอกนะ ไม่อยากให้สหายสาวใหม่แบบเจ้าต้องตาลีตาเหลือกแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาเพราะข้า…..แต่นึกไปก็อยากเห็นสภาพเจ้าตอนนั้นเหมือนกันแหะ หุๆๆ” หญิงสาวขี้แกล้งยกมือขึ้นป้องปากหัวเราะชอบใจ
     “งั้นก็นอนกันเถิดแม่นาง ข้าก็ง่วงแล้วเช่นกัน” พูดจบลี่ฮัวก็เดินตรงไปดับเทียนที่ให้แสงสว่างภายในห้อง มีเพียงแค่แสงจันทร์ข้างขึ้นที่ส่องแสงรำไรเข้ามาลอดบานหน้าต่าง “ราตรีสวัสดิ์” กล่าวสิ้นเสียงอินจีก็ล้มตัวลงนอนยังเตียงของตน ด้วยความเหนื่อยล้าทำให้นางม่อยหลับไปได้อย่างไม่ยากเย็น
     “ราตรีสวัสดิ์” หลังจากที่ทั้งสองสาวพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยด้วยพิษของความล้าจึงทำให้พวกนางพล่อยหลับปุ้ยกันอยู่ยนเตียงทั้งสองนาง…
     ภายในห้องพักห้องนี้เหมือนมีเทพธิดาหน้าตาสละสวยสององค์กำลังพักผ่อนอยู่บนเตียงแสนนุ่ม…




     เช้าวันรุ่งขึ้นกว่าที่อินลี่ฮัวจะตื่นนอนขึ้นมาก็สายมากแล้ว เป็นเพราะตลอดช่วงที่เดินทางในทะเลทรายนางพักผ่อนไม่เพียงพอ ซ้ำยังอ่อนล้าจากการที่ต้องเดินเท้าข้ามทะเลทรายอีกร่างกายจึงปวดล้าและอ่อนแรง เมื่อได้ลงนอนบนเตียงนุ่มจึงเผลอหลับไปยาวๆ แต่ก็นับว่าคุ้มค่าเพราะเตียงนุ่มๆ สามารถเยียวยาความเหนื่อยล้าทั้งหมดให้หายไปได้เป็นปลิดทิ้ง อาจด้วยสรรพคุณของเนื้อเสือที่มีฤทธ์เป็นยาด้วยจึงทำให้อาการที่ขาทุเลาลงไปมาก เทียนเหมินเองก็คงเช่นกันไม่เช่นนั้นชายหนุ่มคงจะมาปลุกที่ห้องแล้ว


     เมื่อตั้งสตีได้ดีๆ ร่างบางในชุดสตรีสีขาวก็ลุกขึ้นมานั่งมองเตียงข้างๆ ที่ว่างเปล่าไร้เงาของแม่นางเฉินฮุ่ยเหมย นางคงออกเดินทางไปแต่เช้าแล้วจริงๆ ตามที่ว่าเอาไว้ ดวงตาสีรัตติกาลสบมองไปเจอกระดาษสีขาวที่วางเอาไว้ที่เตียงของอีกฝ่ายจึงลุกไปหยิบออกมาอ่าน เนื้อความล้วนแต่เป็นการขอโทษ และขอบคุณสำหรับเรื่องที่ผ่านๆ มา ลงท้ายยังบอกให้ไปเยี่ยมที่โรงม้าฉางปิ่งเยว่อีก
     พอได้อ่านจดหมายไปก็ยิ้มไป แม้ว่าแม่นางเฉินอาจจะดูน่ากลัวไปสักนิดแต่ว่านางก็ไม่ใช้คนที่เลวร้ายอะไรเลย นับว่าได้สหายดีอีกคนระหว่างการเดินทาง แม้จะพบเจอกับอันตรายแต่ก็นับว่าเป็นความทรงจำดีๆ ที่ควรเก็บเอาไว้ เพียงแต่ว่าจดหมายฉบับนี้ไม่ให้เทียนเหมินได้ดูจะดีกว่า "ถ้ามีปัญหาพร้อมจะให้คำปรึกษาอย่างนั้นหรือ..."
     ลี่ฮัวหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่ ถอดความเป็นลี่ฮัวเก็บเอาไว้แล้วสวมใส่ชุดเกราะเปลี่ยนเป็นอินจีเหมือนเช่นเดิม น่าเสียดายนักที่กางเกงของนางขาดจนเห็นขาอ่อน รู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาทันทีแม้ว่าจะสวมใส่มันมาเป็นวันแล้วก็ตาม หญิงสาวถอนหายใจแต่ก็ต้องจำยอมเพราะไม่มีชุดให้เปลี่ยน ในใจภายนาขอให้เจอม้าทีเถิดจะได้นำสัมภาระของตนเองกลับคืนมา
     เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย หญิงสาวในคราบบุรุษก็ตรงไปยังห้องพักของพ่อค้าซูเทียนเหมินแล้วเคาะประตูปลุก น่าแปลกใจเหลือเกินที่เทียนเหมินดูจะตื่นนานแล้ว กำลังจะอ้าปากถามแต่ก็ถูกดวงตาสีคราจ้องมองกลับพร้อมยิ้มกรุ้มกริ่ม "เป็นไงเมื่อคืน ดีมะ?"
    "ดีอะไรกันเล่า ข้าสาบานแล้วว่าจะไม่ทำอะไรนาง ไม่ทำก็คือไม่ทำสิ" อินจีมุ่ยหน้าพูดปัดแล้วเปลี่ยนเรื่อง "พร้อมเดินทางต่อแล้วหรือยัง ป่านนี้สหายข้อรอเงกแล้ว"
     "เสร็จแล้วๆ เพื่อนเจ้าไม่หนีหายไปไหนหรอกน่า เข้ามานี่ก่อนสิ" ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียวเวลาชายหนุ่มดึงแขนสหายคนใหม่เข้ามาในห้องทันที และเมื่อถูกดึงเข้ามาในห้องก็เห็นว่ามีอาหารอยู่เต็มโต๊ะไปหมด
     "ถึงกับสั่งอาหารมาทานรอบนห้องเลยหรือพ่อค้าซู" อินจีเอ่ยแซวเพราะโดยปกติแล้วหากไม่มีใช่ยามวิกาลก็มักจะลงไปทานอาหารที่ด้านล่างกันเอง หญิงสาวในคราบบุรุษมองบนโต๊ะมีทั้ง ซี่โครงแกะย่าง เสี่ยวหลงเปา เต้าหู้ผัดพริก หมั่นโถว และขนมท้องถิ่นวางอยู่มากมาย ราวกับว่ามีงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อทานหลายคน
    "เปล่า มีคนสั่งมาให้ คงเป็นแม่นางเฉินมั้ง" เทียนเหมินเอ่ยหน้าตาย เมื่ออินจีเข้ามาแล้วเขาก็ตรงไปที่โต๊ะอาหารแล้วคีบเสี่ยวหลงเปาเข้าปากทานพลางเคี้ยวตุ้ยๆ
    "เดี๋ยวก่อน เขามาส่งผิดห้องหรือเปล่า?" หญิงสาวในคราบบุรุษท้วงขึ้นแต่ดูเหมือนจะไม่ทัน เพราะอีกฝ่ายจัดการเปิดบริสุทธิ์อาหารชุดนั้นไปแล้ว
     "ไม่อ่ะ ตอนแรกข้าก็คิดว่างั้น แต่เสี่ยวเอ้อห์บอกว่ามีคนสั่งอาหารได้ให้ซูเทียนเหมินแต่ไม่ยอมบอกชื่อเอาไว้" พูดจบพ่อค้าคนซื่อก็คีบเต้าหู้ผัดพริกเข้าปากคำนึงกัดหมั่นโถวตามแล้วค่อยแทะซี่โครงแกะย่างต่อ
     "ยิ่งไม่รู้ว่าใครสั่งมาให้ยิ่งแปลก เจ้าไม่กลัวยาพิษเลยรึ" หลังอินจีพูดจบเทียนเหมินก็แทบจะพ่นสิ่งที่ทานเข้าไปออกมาทันที
     "พรูดดดด จริงดิ แล้วแบบนี้ข้าจะตายไหมอ่ะ!" เทียนเหมินหน้าตื่นเช็ดลิ้นเป็นพัลวันกันพิษร้ายจะติดปากไป
    "ทานไปเยอะขนาดนั้นหากมีพิษก็คงไม่รอดแล้วล่ะ" คนตัวเล็กกว่าส่ายหน้าอย่างเอือมๆ ก่อนที่จะนำปิ่นปักผมเงินที่เสียบผมเอาไว้ดึงออกมาแล้วจิ้มลงไปในอาการแต่ละอย่างแล้วรอดูว่าเปลี่ยนเป็นสีดำหรือไม่
     "นั่นเจ้าทำอะไร?" ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างสงสัยด้วยใบหน้าที่ยังคงซีดอยู่เพราะกลัวตาย
     "ทดสอบพิษ หากว่าปิ่นเงินเปลี่ยนสีหมายความว่าอาหารชนิดนั้นมีพิษแฝงอยู่" นางดึงเอาปิ่นออกจากอาหารเมื่อมันไม่เปลี่ยนสีแสดงว่าทานได้ "อาหารพวกนี้ไม่มีพิษ เจ้าสบายใจได้ กินต่อกันเถอะ" หญิงสาวยิ้มบางๆ มองใบหน้าตลกๆ ของชายหนุ่มที่กำลังตกใจก่อนที่จะใช้ผ้าสะอาดเช็ดปิ่นให้สะอาดแล้วนำมาเสียบที่มวยผมดังเดิม
     "โอ๊ย! เจ้าทำข้าตกใจหมด" มือหนายกขึ้นลูบอกตัวเองปอยๆ พร้อมเรียกขวัญที่ลงไปกองยังตาตุ่มให้ขึ้นมาที่หัวใจ ตะเกียบในมืออีกข้างหยิบขึ้นมาคีบอาหารเข้าปากทานอีกครั้ง
     "ฮ่ะๆๆ ก็เจ้าไม่ระวังตัวเองๆ นี่ เอาเถอะแม่นางเฉินคงจะสั่งมาให้จริงๆ ล่ะมั้ง" อินจีนั่งลงที่เก้าอี้แล้วเริ่มลงมือทานอาหารบ้าง ในเมื่อมันไม่มีพิษก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องคิดอะไรมาก ถึงไม่ใช่เฉินฮุ่ยเหมยที่เป็นคนสั่งอาหารพวกนี้มาแต่ก็อาจจะเป็นกลุ่มพ่อค้าคาราวานที่ช่วยชีวิตเอาไว้ก็ได้ เพราะพวกเขาก็มาพักที่โรงเตี๊ยมนี้เช่นเดียวกัน

     หลังจากที่ทั้งสองทานอาหารมือแรกของวันกันจนอิ่มหนำสำราญแล้วก็ได้เวลาเดินทางกันต่อ แต่ทันทีที่ออกจากโรงเตี๊ยมทั้งสองก็ต้องตกใจเมื่อยังเห็นเจ้าม้าขาวประหลาดยังคงป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นไม่ยอมห่างไปไหน
     "ยังอยู่อีกรึแกน่ะ" เทียนเหมินหนี่ตามองเจ้าม้าขาวอย่างไม่เชื่อสายตา ส่วนมันก็ทำเป็นเมิน หากพูดได้มันคงแก้ตัวว่า 'ก็แค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น'
     "แปลกจริงๆ เลยนะ แต่ช่างมันเถอะ" อินจีเอ่ยบอกก่อนเดินนำไปทางศาลเจ้าเทพอาชาที่นางจำได้ลางๆ ว่าเคยไปเยือนเมื่อสมัยเด็กๆ เมื่อขาทั้งสองคู่ก้าวเดิน ขาอีกสี่ข้างก็เดินตามมาเหมือนเช่นเคย...

กุบกับๆ....     กุบกับๆ....
กุบกับๆ....     กุบกับๆ....


@Admin

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -8 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 25 -8 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999
โพสต์ 2018-12-6 14:39:37 | ดูโพสต์ทั้งหมด
โพสต์นี้มีการป้องกันรหัสผ่านไว้ กรุณากรอกรหัสผ่าน 
แปะ
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รถม้าหรูหรา
เกราะทองคำ
คัมภีร์ฮูหยิน
สายใย
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x3000
x1
x1
x3
x5
x1
x2
x2
x2
x2
x178
x334
x5
x33
x1957
x100
x49
x4
x6
x22
x940
x1000
x59
x1
x20
x56
x1
x1
x5
x600
x1
x14
x1
x1
x314
x1
x1
x1
x280
x60
x45
x30
x2
x9999
x19
x50
x255
x1
x227
x178
x273
x4
x1
x22
x2000
x1
x1
x2
x1
x20
x211
x330
x700
x42
x880
x26
x243
x355
x200
x76
x589
x90
x80
x10
x2
x356
x1216
x12
x3266
x39
x2500
x28
x23
x69
x731
x7
x2553
x128
x22
x142
x257
x379
x415
x1
x279
x1036
x1
x25
x30
x5330
x199
x82
x5310
x888
x1263
x40
x3200
x1109
x2
x22
x40
x5
x4660
x2
x2
x16
x4098
x4069
x87
x15
x20
x10
x30
x30
x20
x10
x34
x757
x214
x60
x50
x21
x1

ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|

Copyright © 2001-2012 | The Legend of Wulin  สงวนลิขสิทธิ์ | GMT+7, 2018-12-15 06:13

ขึ้นไปด้านบน