กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบอุปกรณ์พกพา | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์
ดู: 234|ตอบกลับ: 7

{ นอกเมืองอู๋เว่ย - ชุมชนชาวเกี๋ยง } ย่านการค้า | เนินทรายสีทองม

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-1-5 20:43:03 |โหมดอ่าน

ย่านการค้า | เนินทรายสีทอง



【ย่านการค้าเนินทรายสีทอง】 

ย่านการค้าที่เป็นจุดศูนย์กลางของชาวเกี๋ยง
ไม่ว่าจะมาจับจ่ายซื้อของหรือว่าชุมนุมนัดหมายกัน
มีสินค้าพื้นเมืองประจำเผ่าจำหน่ายมากมาย
อาทิ หนังสัตว์ เครื่องประดับจากสัตว์ นมแพะ และอาหารท้องถิ่น
รวมถึงสินค้าจากพ่อค้าคาราวานที่แวะเวียนมาขายทำกำไร

 

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 Point +4 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 4

ดูบันทึกคะแนน

85

กระทู้

424

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147483647
เงินตำลึง
2147483647
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483564

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2018-1-9 08:29:13 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2018-1-13 13:34

PART CCCIX


     ขบวนเกวียนเคลื่อนผ่านทะเลทรายมุ่งสู่ชุมชนชาวเกี๋ยงทางตอนเหนือ ความโคลงเคลงกลับกลายเป็นเปลชั้นดีที่ไกวกล่อมให้พ่อค้าคาราวานซูเทียนเหมินที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาทั้งคืนเพราะมัวแต่ทำงานนอกอยู่ นั่งหลับคอตกพิงศีรษะไปกับลังสินค้าตลอดทาง
     เมื่อเข้าสู่เขตชุมชนชาวเกี๋ยงสถาปัตยกรรมล้วนแปลกตาและค่อนข้างแตกต่างจากเมืองของต้าฮั่นโดยสิ้นเชิง บ้านเรือนถูกก่อขึ้นจากดินและหินเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ประดับประดาด้วยแถบผ้าสีสันต่างๆ ช่างดูตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ที่ได้พบเห็นเป็นครั้งแรก
     @ChenHuimei
    “หืม” อินจีเลิกคิ้วมองแล้วแอบยิ้มขำกับท่าทีของแม่นางเฉินที่ถามเองตอบเอง “อย่างที่เจ้าว่าเอาไว้ แต่เกี๋ยงหาใช้ชุมชนลับอย่างที่เจ้าคิดหรอก พวกเขาแค่อยู่ในที่ๆ ห่างไกลจนน้อยคนนักจะรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา” นางมองออกไปยังด้านนอก ทั้งอาคารเก่าใหม่ขึ้นสลับกัน ที่มีที่นางเคยเห็นและไม่เคยเห็น แอบสงสัยในใจว่าสหายในวัยเด็กจะเปลี่ยนแปลงมากขนาดไหนกันนะ
     “ข้าเองก็เคยมาตอนเด็กๆ ครั้งหนึ่ง มาคราวนี้นับว่าอะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปเยอะเหมือนกัน”
     ล้อเกวียนหยุดลงที่คอกม้าใกล้ๆ กับย่านการค้า เหล่าพ่อค้าคาราวานต่างลงมาจากเกวียนแล้วลำเลียงสินค้าลงเพื่อตั้งร้านขายตามปกติ
     “ถึงเกี๋ยงแล้วขอรับ” พ่อค้าคนหนึ่งเดินมาทางเกวียนบรรทุกของที่ผู้ขอติดตามมายังเกี๋ยงนั่งอยู่
    “ขอบคุณพวกท่านมากขอรับ” อินจียิ้มบางที่มุมปากก่อนที่จะยกมือขึ้นคารวะพ่อค้าที่ให้อาศัยเกวียนมาให้ได้พักหายเหนื่อย “พ่อค้าซูๆ ตื่นได้แล้ว” หญิงสาวในคราบบุรุษเขย่าแขนชายหนุ่มที่กำลังนอนหลับน้ำลายยืดได้ที่
     “หือ?” เทียนเหมินค่อยๆ งัวเงียตื่นขึ้นมา สำหรับเขาการพักผ่อนเพียงเท่านี้มันยังไม่พอแต่คงจำเป็นต้องตื่นได้แล้ว “โอ้ ถึงแล้วรึ” แขนแกร่งปาดน้ำลายตัวเองทิ้งลวกๆ ก่อนที่จะชะโงกหน้าออกมาจากเกวียนสินค้า
     @ChenHuimei
     “อาฮะ” เทียนเหมินรับคำก่อนที่จะกระโดดลงจากเกวียนทีเดียวก็ยืนถึงพื้นแลัวหันไปถามคนขาเจ็บทันที “เจ้าลงมาไหวไหม?”
     “ข้าไหวอยู่” คนขาเจ็บคนนั้นค่อยๆ ขยับตัวลงมาจากเกวียน แม้จะยืนเซนิดๆ ในช่วงแรก แต่ก็ทรงตัวได้อย่างมั่นคงในตอนสุดท้าย พร้อมกับแย้มยิ้มออกมาให้เห็นว่าไม่เป็นไร
     “แม่นางเฉิน” เมื่อไม่ต้องเป็นห่วงสหายร่วมเดินทาง เหมือนว่าขาจะเริ่มหายเจ็บขึ้นมาแล้วก็หันไปทางแม่นางเฉินแล้วผายมือออกไปด้านหน้าให้เป็นหลักยึดเกาะ สตรีที่ใส่ชุดรุ่มร่ามคงไม่ถนัดปีนป่ายลงจากเกวียนเป็นแน่….
     @ChenHuimei
     อินจีมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพียงแค่แว้บเดียวนางก็รู้ว่าเป็นมารยาของหญิงสาว เพราะนางมีเพื่อนสนิทที่รักใคร่ดั่งน้องสาวเป็นสาวนางโลม เรื่องแบบนี้จึงทำให้นางเคยพบเห็นมาอยู่บ้าง
     หญิงสาวในคราบบุรุษจับตามองอากัปกิริยาของเทียนเหมินอย่างไม่ว่างตา ในใจภาวนาขอให้เขาไม่หวั่นไหวกับสตรีงามอย่างเฉินฮุ่ยเหมยด้วยเรื่องบางอย่างที่ปกปิดไว้ในใจ 'พ่อค้าซู เจ้าจงหวั่นไหวเพียงแค่กับนักกวีเสิ่นเท่านั้นนะ!’ และเมื่อปฏิกิริยาชายหนุ่มตรงกับที่นางคิดไว้ หญิงสาวในคราบบุรุษทหารฮั่นก็ยิ้มย่องในใจเหมือนได้รับชัยชนะ “หึหึ”
     @ChenHuimei
     แม้ใจจะเต้นตึกตักอยู่บ้างแต่เทียนเหมินก็พยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเพราะไม่อยากถูกเรียกว่าไอ้บ้ากามเหมือนโจรราคะ ที่เขาดันตัวของสาวงามฮุ่ยเหมยออกก็ด้วยเหตุนั้น ชายหนุ่มรีบปฏิเสธหญิงสาวที่เข้าใจผิดทันที “ข้าไม่ได้รังเกียจที่เจ้าสกปรก แต่มันคงไม่ดีสำหรับเจ้าเท่าไรมั้ง ข้าต่างหากที่ควรขอโทษที่ แนบ.. แนบ… แนบกับอกเจ้าไป”
     ได้ยินดังนั้นอินจีแทบจะยกมือขึ้นตบหน้าผากตัวเอง แม้ว่าคนๆ นั้นจะไม่ใช่นางแต่ในฐานะลูกผู้หญิงคนหนึ่งก็อดที่จะเขินแทนไม่ได้ ‘พูดตรงเกินไปแล้ว..’
     ในขณะที่เฉินฮุ่ยเหมยกับลังพูดกับซูเทียนเหมินก็มีพ่อค้าคาราวานคนหนึ่งเดินมาหาพวกเขา “พวกท่านกำลังหาที่พักกัันหรือเปล่าขอรับ ข้างๆ นี้มีโรงเตี๊ยมอยู่ มีห้องอาหารและห้องอาบน้ำด้วยนะขอรับ เถ้าแก่ใหญ่ขอข้าให้มาบอกกับพวกท่านนะขอรับ”
     @ChenHuimei
    “เจ้าจะเอาอย่างนั้นรึ?” เทียนเหมินเอ่ยถามด้วยความสงสัยรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง แต่หากตัดเรื่องค่าใช้จ่ายไปบ้างก็คงดี เขาหันไปถามความเห็นของอินจีสหายร่วมเดินทางเพื่อปรึกษาหารือ
     “รวบกวนแม่นางมากไป หากจะเลี้ยงพวกข้าถึงสองเจ้าจะต้องเปิดห้องพักถึงสองเชียวนะ ข้าไม่ได้ช่วยเหลืออะไร หากเจ้าต้องการตอบแทนก็ตอบแทนแต่พ่อค้าซูเถอะ”
     “ทำไมจะต้องเปิดสองห้องด้วยล่ะ? เจ้าก็นอนกับข้าก็ได้นี่ แถมเจ้าก็นอนกรนเสียงดังอย่างที่บอกไว้ตอนแรกซะที่ไหน” ชายหนุ่มผู้ไม่รู้อะไรสักอย่างเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย ที่เทียนซุยยังพอเข้าใจได้ว่าทำไมถึงขอแยกห้อง แต่ตอนนี้เดินทางกันเพียงสองคนแถมยังเป็นบุรุษ (?) ด้วยกันทั้งคู่อีก นอนห้องเดียวกันไม่เห็นเป็นไร ไม่มีเรื่องอะไรที่น่าอาย
    “!?!” หญิงสาวในคราบบุรุษได้ยินดังนั้นก็ชะงักนิ่งไป เพราะเดินทางรอนแรมกลางทะเลทรายมากันหลายวันจึงทำให้เทียนเหมินรู้หมดว่านางไม่ได้นอนกรนเสียงดังอย่างที่อ้างไว้เมื่อตอนแรก สงสัยคงจะต้องจี้ปมในใจแม้จะเจ็บหน่อยแต่เพื่อเอาตัวรอดนางคงต้องทำ “ความจริง ข้าไม่ถูกอะไรกับความเย็นนัก”
     “....” คราวนี้เป็นเทียนเหมินที่ชะงักไปเอง เข้าใจทุกอย่างดีเลยว่าตัวเองเป็นคนที่ก่อกำเนิดความเย็นรอบๆ ไม่อยากจะให้เรื่องนี้เกิดขึ้นซ้ำสองอย่างที่เกิดขึ้นกับหลิงเฮ่าอีก ชายหนุ่มจึงพยักหน้าลงอย่างจำยอม “อืม ก็ได้ งั้นตกลงตามนั้น”
     @ChenHuimei
    “แต่ว่าข้าต้องรีบนำซากเสือที่ขนมาด้วยไปชำแหละแล้วซักล้างก่อนน่ะสิ แม่นางเฉินไปรอที่โรงเตี๊ยมก่อนก็ได้นะ” เทียนเหมินเอ่ยบอกแก่สตรีงามสภาพพัง คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะจัดการธุระแล้วหากำไรเพิ่มใส่กระเป๋าอีกเล็กน้อย เพราะสัมภาระของตนมันหายไปพร้อมกับม้าจนหมด
     @ChenHuimei

     หลังจากที่แม่นางเฉินล่วงหน้าไปรอที่โรงเตี๊ยมประจำชุมชน เทียนเหมินก็หันไปเจรจากับพ่อค้าคาราวานที่โดยสารมาด้วย
    "พวกข้ามีกันแค่สองคนคงแบกเสือสองตัวไปไม่ไหว เอางี้ข้ายกเสือหนึ่งตัวให้พวกเจ้าไปจัดการก็แล้วกัน"
     "ขอบคุณในน้ำใจขอรับ นอกจากช่วยพวกข้าไว้แล้วยังมอบเสือให้อีก" หัวหน้าพ่อค้าคาราวานยกมือผสานกลางอกแล้วก้มๆ เงยๆ เป็นการขอบคุณเป็นการใหญ่ ทั้งถูกช่วยเหลือทั้งมอบซากเสือที่มีค่าให้ แม้จะตายมาได้สักพักแล้วแต่ทว่าตัวนึงก็ขายได้เป็นหลักพันชั่งอยู่
     "เอาเถอะ ไม่ต้องขอบคุณหรอก เผื่ออนาคตตอนข้ามีปัญหาเรื่องการค้าพวกเจ้าจะได้ช่วยข้าได้บ้าง" เทียนเหมินยิ้มกว้างอย่างเป็นกันเอง กับเรื่องแค่นี้เขาหาได้ใส่ใจ แม้ว่าเขาจะเป็นคนประหยัดแต่ก็ไม่ใช่คนขี้เหนียว
     "ว่าแต่ข้าขอทราบชื่อแซ่ของท่านพ่อค้าจอมยุทธ์ได้หรือไม่ขอรับ?" หัวหน้าพ่อค้าร่างท้วมเอ่ยถามอย่างมีไมตรีเช่นกัน เพราะรู้ได้ว่าหากคบค้าสมาคมกับคนตรงหน้าแล้วได้เดินทางรวมกัน ชีวิตน่าจะปลอดภัยขึ้นเป็นกอง
    "พ่อค้าจอมยุทธ์? อา... ข้าแซ่ซู ซูเทียนเหมิน" ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นมองกับคำเรียกแปลกประหลาดนั้น ฝ่ายอินจีได้ยินดังนั้นก็กลั้นขำไหล่สั่นหมายความว่าไม่ได้มีเพียงแค่นางที่คิดว่าเทียนเหมินเป็นจอมยุทธ์
     อันที่จริงเขาเหมือนจอมยุทธ์มากกว่าพ่อค้ามากมายนัก เพราะส่วนมากพ่อค้าจะนิยมแต่งกายหรูหราฟู่ฟ่าเพื่ออวดฐานะความมั่งคั่งของตนเอง ไม่ใช่แต่งกายดั่งคนงาน มีหัวคิดและลูกเล่นที่แพรวพราวแสวงหาแต่ผลกำไรโดยไม่สนใจสิ่งอื่น ไม่ใช่คนที่ใสซื่อเชื่อคนง่ายและชอบเอาของไปแจกคนอื่น ดูๆ ไปแล้วชายร่างใหญ่ผู้นี้ดูเหมือนจอมยุทธ์คุณธรรมเสียมากกว่า
     แต่ก็ติดอยู่ตรงที่เขาสามารถสังหารคนได้อย่างใจเย็นและไม่มีความคิดที่จะปราณีปราศัยให้คนโฉด จึงพูดว่าจอมยุทธ์คุณธรรมแบบเต็มปากเต็มคำไม่ได้ หากเทียบเป็นสีก็อาจจะเป็นสีเทาของเขม่าขี้เถ้าเสียกระมัง เรื่องที่อีกฝ่ายเป็นพ่อค้าได้อย่างไรก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอยู่พอควร
     "ข้าน้อยปาหวังจี้ขอรับ ยินดีที่ได้รู้จักแล้วหวังจะได้ทำการค้ากันในสักวันนะขอรับท่านพ่อค้าจอมยุทธ์ซูเทียนเหมิน"
    "เอ่อ... อาฮะ" ชายหนุ่มพยักหน้าตอบโดยพยายามทำหูเบลอๆ กับคำเรียกว่าจอมยุทธ์ไปเสีย "ถ้างั้น ก็แยกย้ายกันตรงนี้เลยแล้วกันนะ พวกเจ้าก็ค้าขายกันดีๆ อย่าให้มีใครมาปล้นเข้าล่ะ"
     "ท่านก็เช่นกัน ท่านพ่อค้าจอมยุทธ์ซูเทียนเหมิน" พ่อค้าใหญ่ปาและลูกน้องอีกสี่คนโค้งคำนับเป็นการลา เทียนเหมินแบกซากเสือโคร่งขาวขึ้นหลังแล้วจากลากับพ่อค้าที่หอบสินค้าเข้าไปขายในย่านการค้า....

     "ถ้าเจ้าขายทั้งตัวมันจะได้ราคาไม่สู้เท่าชำแหละแล้วแบ่งส่วนขายหรอกนะ" อินจีเสนอขึ้นขณะที่เหลือบมองไปยังพ่อค้าร่างใหญ่แบกเสือขาวขนาดตัวพอๆ กันไว้บนหลัง หากมองที่ด้านหลังดูเผินๆ แล้วเหมือนว่าเสือกำลังยืนลองขาอยู่ หากไม่เห็นคราบเลือดที่แห้งกรังติดขนขาวคงมีหวังได้สะดุ้งตกใจกันเป็นแถบๆ
    "หะ หรอ..." เทียนเหมินกลอกตาคิดตาม "อืม... จริงแฮะงั้นคงต้องหาที่ชำแหละมันซะก่อน แต่จะไปทำที่ไหนล่ะ?" ชายหนุ่มชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวา หากจะชำแหละเสือตัวเท่านี้คงต้องใช้แหล่งน้ำขนาดใหญ่เลยทีเดียว
     "ถ้าจำไม่ผิด เหมือนว่าเลยออกไปทางตะวันออกจะมีแหล่งน้ำให้พอซักล้างทำความสะอาดได้อยู่นะ" เรียวนิ้วขาวยกขึ้นแตะริมฝีปากขณะนึก แม้ว่าภายในย่านชุมชนจะเปลี่ยนแปลงไปมากมายขนาดไหน แต่แหล่งน้ำธรรมชาติย่อมไม่เปลี่ยนแปลงไปนอกจากใครจะเอาทรายมาถมซึ่งก็คงมีแต่คนบ้าที่กลบแหล่งน้ำในเมืองกลางทะเลทราย ที่นั่นเป็นแหล่งน้ำที่ 'อินลี่ฮัว' และสหายชาวเกี๋ยงเคยมาเที่ยวเล่นกันในตอนเด็กๆ เพียงแค่คิดถึงอดีตนางก็รู้สึกคึกคักขึ้นมา "ตามข้ามาเลย!"
     "โอ้!" พ่อค้าหนุ่มร้องตามจากนั้นจึงเดินตามผู้นำทางไปยังแหล่งน้ำที่ว่า โดยมีเสียงฝีเท้าลึกลับที่ทั้งสองเลิกสนใจไปแล้วติดตามมาห่างๆ

กุบกับๆ...   กุบกับๆ...
กุบกับๆ...   กุบกับๆ...


@ChenHuimei  @Admin

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -18 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 25 -18 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

10

กระทู้

107

โพสต์

4753

เครดิต

เงินชั่ง
904
เงินตำลึง
43171
ชื่อเสียง
2041
ความหิว
168
ช่างหลิน
ระดับ 1
โพสต์ 2018-1-9 14:03:40 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ChenHuimei เมื่อ 2018-1-10 08:55

          ร่างอรชรของหญิงสาวในอาภรณ์ผ้าสีชมพูที่เนื้อตัวมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิงจ้องมองออกไปด้านนอกเกวียนอย่างตื่นตาตื่นใจกับทัศณียภาพที่นางไม่เคยพบไม่เคยเห็น

“อินจีๆนี่นะรึ ‘ชุมชนชาวเกี้ยง’ ที่ท่านเทียนกับพวกพ่อค้าพูดถึงนะ”
ฮุ่ยเหมยหันขวับมาทางอินจีสตรีในเครื่องแบบบุรุษ ดวงตากลมโตสีดำมองดวงตาอีกฝ่ายตาไม่กระพริบ แต่ไม่ทันที่อีกฝ่ายจะเอ่ยพูดอันใดฮุ่ยเหมยก็หันหน้าสบัดผมกลับไปมองวิวต่อ
“ข้ารู้ว่าเจ้าจะพูดว่า ‘ใช่’ สินะ ที่นี้ข้าไม่เคยพบเจอในตำราภูมิศาสตร์หรืออาณาจักรยุทธภพที่ข้าเคยอ่านมาก่อนเลย คงเป็นชุมชนลับละสินะ ดีใจจนน้ำตาแทบจะไหลออกมาเลยละ ที่ได้มาพบที่นี้ ซิกๆ”
สาวงามมองไปที่ตึกอาคารพร้อมรอยยิ้มแก้มปริและน้ำตาคลอเบ้าบ่งบอกถึงความดีใจอย่างสุดซึ้ง

          ตั้งแต่ขึ้นเกวียนเดินทางฮุ่ยเหมยก็แหย่สตรีในคราบบุรุษไปตลอดทางไม่ว่าจะเป็นการดันร่างกายอีกฝ่ายให้แนบชิดกับพ่อค้าหนุ่มกล้ามบึกที่นอนหลับเป็นตายอยู่ หรือจะเป็นการทำท่าล่อเลียนขนาดน่าอกที่อีกฝ่ายมีน้อยกว่าของตน และการพูดคุยตามประสาเพื่อนสาว(ที่ดูเหมือนการแซวเล่นเสียมากกว่า) แล้วนางก็พูดคุยกับสตรีหน้าหวานที่แอ๊บแมนจนมาถึงที่นี้

“หืม” อินจีเลิกคิ้วมองฮุ่ยเหมยแล้วแอบยิ้มขำกับท่าทีของฮุ่ยเหมยที่ถามเองตอบเอง

“อย่างที่เจ้าว่าเอาไว้ แต่เกี๋ยงหาใช้ชุมชนลับอย่างที่เจ้าว่าไว้หรอก พวกเขาแค่อยู่ในที่ๆ ห่างไกลจนน้อยคนนักจะรู้ถึงความมีอยู่ของพวกเขา” นางมองออกไปยังด้านนอก

“ข้าเองก็เคยมาตอนเด็กๆ ครั้งหนึ่ง มาคราวนี้นับว่าอะไรหลายๆ
อย่างเปลี่ยนแปลงไปเยอะเหมือนกัน”

          ล้อเกวียนหยุดลงที่คอกม้าใกล้ๆ กับย่านการค้า เหล่าพ่อค้าคาราวานต่างลงมาจากเกวียนแล้วลำเลียงสินค้าลงเพื่อตั้งร้านขายตามปกติ

“ถึงเกี๋ยงแล้วขอรับ” พ่อค้าคนหนึ่งเดินมาทางเกวียนบรรทุกของที่ผู้ขอติดตามมายังเกี๋ยงนั่งอยู่

“ขอบคุณพวกท่านมากขอรับ” อินจียิ้มบางที่มุมปากก่อนที่จะยกมือขึ้นคารวะพ่อค้าก่อนจะหันไปปลุกคนข้างๆ

“พ่อค้าซูๆ ตื่นได้แล้ว”  หญิงสาวในคราบบุรุษเขย่าแขนชายหนุ่มที่กำลังนอนหลับน้ำลายยืดได้ที่

“หือ?” เทียนเหมินค่อยๆ งัวเงียตื่นขึ้นมา
“โอ้ ถึงแล้วรึ” แขนแกร่งปาดน้ำลายตัวเองทิ้งลวกๆ ก่อนที่จะชะโงกหน้าออกมาจากเกวียนสินค้า

เจ้าค่า ถึงแล้ว” สาวงามสภาพพังส่งยิ้มให้บุรุษที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหลก่อนจะหันไปมองพ่อค้าที่อินจีเอ่ยขอบคุณ

“ข้าเองก็ต้องขอขอบคุณพวกท่าน ที่มอบน้ำใจแก่ข้าน้อยให้ข้าได้อาศัยพาหนะของพวกท่านจนมาถึงที่นี้โดยปลอดภัย”
ฮุ่ยเหมยส่งยิ้มหวาน นางเองก็ควรกล่าวขอบคุณบ้างในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ที่ติดเกวียนเดินทางมาด้วย รวมถึงเป็นสตรีที่สวยที่สุดในเกวียนนี้….เพราะคนอื่นที่อยู่ในเกวียนนี้ไม่เป็นบุรุษก็ปลอมเป็นบุรุษฉะนั้นตอนนี้ถือว่านางสวยสุด

“งั้นพวกท่านลงไปก่อนเลยเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าลงหลังสุดจะดีกว่า”
ฮุ่ยเหมยยิ้มแห้งๆให้กับซูเทียนเหมินและอินจี นางรู้ตัวว่าตนไม่ชำนาญด้านการขึ้นลงเกวียนสูงคงจะต้องใช้มากกว่าคนอืนๆ ถ้าได้นำหน้าคงจะต้องทำให้เสียเวลาเป็นแน่

“อาฮะ” เทียนเหมินรับคำก่อนที่จะกระโดดลงจากเกวียนทีเดียวก็ยืนถึงพื้น
“เจ้าลงมาไหวไหม?” เขาเอ่ยถามอินจีที่ขาบาดเจ็บ

“ข้าไหวอยู่” คนในชุดเกราะค่อยๆ ขยับตัวลงมาจากเกวียน แม้จะยืนเซนิดๆ ในช่วงแรก แต่ก็ทรงตัวได้อย่างมั่นคงในตอนสุดท้าย พร้อมกับแย้มยิ้มออกมาให้ชายหนุ่มเห็นว่าไม่เป็นไร

“แม่นางเฉิน” เมื่อซูเทียนเหมินได้เห็นว่าสหายร่วมทางไม่มีอาการที่น่าเป็นห่วงเขาก็หันไปทางฮุ่ยเหมยแล้วผายมือออกไปด้านหน้าเหมือนต้องการจะเป็นที่ยึดให้นางได้เดินลงมาจากเกวียนได้สดวก

สาวงามในชุดอาภรณ์ชมพูยกยิ้มขึ้นจาง เมื่อเห็นความเป็นสุภาพบุรุษของชายหนุ่ม แก้มขาวนวลที่มีคราบเปื้อนฝุ่นปรากฏสีแดงระเรื่อออกมา ‘คุณพระ นอกจากรูปงาม กล้ามงาม(?) จิตใจก็ยังงดงาม แม้จะมีนิสัยซื่อๆได้ก็ถือว่าเป็นมุมน่ารักของเขาละ โถ่ๆ คนอะไรน่ารัก น่ายั่วเสียจริงเชียว ’ ฮุ่ยเหมยคิดในใจชวนเคลิ้ม แต่เหมือนนางจะนึกอีกเหตุผลในการปรามนิสัยเสือสาวของนาง
'แต่อินจีอาจจะแอบชอบเขาอยู่ก็ได้นี่ ถ้าจะไปยั่วเขามันก็จะดูชั่วๆยังไงอยู่น่ะ' ฮุ่ยเหมยทำหน้าเซงในใจ

“ขออนุญาตินะเจ้าค่ะ”
นางว่าพร้อมยื่นมือเล็กบางไปจับมือของชายหนุ่มไว้ ก่อนจะค่อยๆเคลือนร่างกายเล็กๆพยายามลงมาจากเกวียน เมื่อนางเริ่มก้าวขาออกนั้น

‘แต่จะแกล้งสหายสาว 'อินจี 'สักหน่อยคงไม่เป็นไร หุๆ ’

“ว๊ายย!!” ฮุ่ยเหมยแสร้งก้าวพลาดจนเซถลาโน้มตัวไปด้านหน้าของชายหนุ่ม สองผ่ามือประสานเข้าหากันเเน่น

“เฮ้ย!!" เทียนเหมินรีบรับตัวฮุ่ยเหมยเอาไว้ แต่นั่นทำให้ร่างทั้งสองยิ่งแนบชิด หน้าอกหน้าใจอวบอัดเบียดติดเข้ามาที่แผงอกแกร่ง แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมามือหนาก็ดันไหล่บางออก ก่อนจะจับสตรีร่างบางให้ทรงตัวยืนให้มั่นคง “ระวังตัวด้วยแม่นางเฉิน”

อินจีมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด แล้วนางก็หัวเราะเบาๆในลำคอและแสดงสีหน้าเหมือนกำลังสะใจ“หึหึ”

“อ่ะ…” สาวงามอย่างฮุ่ยเหมยเมื่อเห็นท่าทีของบุรุษอย่างซูเทียนเหมินผู้นี้ถึงกับไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว นี้ถือเป็นคราแรกที่นางใช้กระบวนท่า ‘ภูผางามประทะชายฝั่ง’ ซึ่งเป็นชื่อท่าที่นางคิดเองและถือว่าเป็ฯกระบสนท่าที่มักจะได้รับผลที่ดีที่สุด ชายหนุ่มบางคนถึงกับกำเดาไหลเลยด้วย แต่ทำไมกัน? ทำไมเขาถึงผลักข้าออกไปง่ายๆแบบนี้เล่า?! ไม่ทันที่นางจะพูดอะไรฮุ่ยเหมยชายตามองไปที่อินจีที่กำลังมีท่าทีเหมือนกำลังเยาะเย้ยนางอยู่

จะเอาเช่นนี้หรอกรึอินจี! ได้!! ข้าจัดให้!

ร่างอรชรตีหน้าเศร้าคอตก “ข้าเป็นตัวสกปรก เนื้อตัวมอมแมม ตอนที่โดนท่านชายก็จะทำให้เนื้อตัวของท่านสกปรกไปตามข้า ต้องขออภัยในความสับเพร่าของข้าน้อยจริงๆเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยก้มหน้าต่ำอย่างสำนึกผิด ‘ที่เขาไม่กำเดาไหลคงเพราะเนื้อตัวของข้าที่มีคราบฝุ่นบดบังรัศมีความงาม! อย่าได้ใจไปหน่อยเลยยัยอกไข่ดาว...’

เมื่อฮุ่ยเหมยพูดจบชายหนุ่มรีบปฏิเสธหญิงสาวทันที
“ข้าไม่ได้รังเกียจที่เจ้าสกปรก แต่มันคงไม่ดีสำหรับเจ้าเท่าไรมั้ง ข้าต่างหากที่ควรขอโทษที่ แนบ.. แนบ… แนบอับอกเจ้าไป”

อินจีทำท่าเหมือนจะเอามือตบหน้าผากตนเอง

ในขณะที่ฮุ่ยเหมยกับลังพูดกับซูเทียนเหมินก็มีพ่อค้าคาราวานคนหนึ่งเดินมาหาพวกเขา “พวกท่านกำลังหาที่พักกัันหรือเปล่าขอรับ ข้างๆนี้มีโรงเตี๊ยมอยู่ มีห้องอาหารและห้องอาบน้ำด้วยนะขอรับ เถ้าแก่ใหญ่ขอข้าให้มาบอกกับพวกท่านนะขอรับ”


ฮุ่ยเหมยมองพ่อค้าคนนั้นตาปริบๆ ก่อนจะเงยหน้าแหงนมองอีกฝ่ายด้วยยอมยิ้มดีใจ “งั้นหรือเจ้าคะ! ขอบคุณเจ้าค่ะ” ในที่สุดก็ได้พบสถานที่อาบน้ำเสียที ‘อินจี...เจ้าเตรียมตัวรับความพ่ายแพ้หลังจากที่ข้าได้อาบน้ำเสร็จก่อนเถิด!’

“ให้ข้าเลี้ยงที่พักพวกท่านแทนคำขอโทษแล้วกันนะเจ้าค่ะ ท่านเทียน” ฮุ่ยเหมยหันมองซูเทียนเหมินด้วยรอยยิ้มหวานในสภาพมอมแมม

“เจ้าจะเอาอย่างนั้นรึ?” เทียนเหมินเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก่อนที่เขาหันไปทางอินจีสหายร่วมเดินทางเพื่อปรึกษาหารือ

“รวบกวนแม่นางมากไป หากจะเลี้ยงพวกข้าถึงสองเจ้าจะต้องเปิดห้องพักถึงสองเชียวนะ ข้าไม่ได้ช่วยเหลืออะไร หากเจ้าต้องการตอบแทนก็ตอบแทนแต่พ่อค้าซูเถอะ”

“ทำไมจะต้องเปิดสองห้องด้วยล่ะ? เจ้าก็นอนกับข้าก็ได้นี่ แถมเจ้าก็นอนกรนเสียงดังอย่างที่บอกไว้ตอนแรกซะที่ไหน” ชายหนุ่มผู้ไม่รู้อะไรสักอย่างเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย


“!?!” หญิงสาวในคราบบุรุษเมื่อได้ยินจู่ๆก็ชะงักนิ่งไป

“ความจริง ข้าไม่ถูกอะไรกับความเย็นนัก”

“....” คราวนี้เป็นเทียนเหมินที่ชะงักไปเอง ดูเหมือนว่าเขากำลังทำหน้าเศร้าๆอยู่ด้วย ชายหนุ่มจึงพยักหน้าลงช้าๆอย่างจำยอม“อืม ก็ได้ งั้นตกลงตามนั้น”

“งั้นข้าจะจองห้องพักไว้ให้นะเจ้าค่ะ ไปกันเถอะเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยเมื่อทราบผลสรุปจากบทสนทนาของทั้งสองคนจึงออกตัวเตรียมไปโรงเตี๊ยมทันที

“แต่ว่าข้าต้องรีบนำซากเสือที่ขนมาด้วยไปชำแหละแล้วซักล้างก่อนน่ะสิ แม่นางเฉินไปรอที่โรงเตี๊ยมก่อนก็ได้นะ” เทียนเหมินเอ่ยบอกแก่สตรีงามสภาพพังทีเอ่ยปากเร่งพวกเขา

‘แบบนี้ยิ่งดีสิเจ้าค่ะ ข้าจะได้มีเวลาแต่งองค์ทรงเครื่องมากกว่าเดิม หุๆ แล้วท่านเทียนก็จะหลงข้าเพราะความงาม และกลายเป็นทาสรักของข้า แล้วเจ้าอินจีก็จะต้องหวั่นไหวเพราะสหายร่วมทางมาหลงใหลหญิงคนอื่น! เจ้าจะต้องสยบต่อความงามของข้าอินจี!! โฮะๆๆๆ’ ฮุ่ยเหมยหัวเราะลั่นในใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอยกยิ้มแปลกๆออกไป

“เจ้าค่า งั้นข้าจะไปรอพวกท่านที่โรงเตี๊ยมนะเจ้าค่ะ หุๆ” สาวงามว่าด้วยท่าทางกระดี๊กระด๊าก่อนจะหันหลังก้าวเดินจากไปและมีพ่อค้าคาราวานเป็นคนนำทางให้เพื่อไป ‘โรงเตี๊ยมสิบสามเหรียญ’...

@STAFF_Pixiu

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 2เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง -15 ความหิว -27 Point +3 ย่อ เหตุผล
STAFF_Pixiu + 5 + 300 -9 + 3
Admin -15 -18

ดูบันทึกคะแนน

โอ้!!! ดีงามเจ้าค่ะ!!
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ปิ่่นสองขา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x1
x1
x3
x15
x1
x15
x40
x16
x49
x38
x12
x8
x71
x21
x2
x1
x1
x30
x44
x38
x54
x17
x1

85

กระทู้

424

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147483647
เงินตำลึง
2147483647
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483564

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2018-1-10 19:42:17 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2018-1-13 13:39

PART CCCXI


     เทียนเหมินและอินจีกลับมายังย่านการค้าหลังจากที่จัดการกับซากของเสือเสร็จเรียบร้อย คนที่บาดเจ็บดูเหมือนว่าจะเริ่มเดินได้สะดวกขึ้นกว่าเก่า ไม่รู้ว่าเริ่มจะหายหรือว่าร่างกายชินชาไปเอง...

กุบกับๆ...   กุบกับๆ...
กุบกับๆ...   กุบกับๆ...

     เจ้าม้าขาวประหลาดยังคงเดินตามทั้งสองมาตามเดิม และเมื่อเข้าเขตย่านการค้าชาวบ้านร้านตลาดที่ต่างแต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าขนสัตว์ หรือเสื้อผ้าแบบชาวตะวันตก ต่างมองมาทางพวกเขาทั้งสองเป็นตาเดียว และที่น่าประหลาดใจก็คือผู้เฒ่าผู้แก่ในย่านชุมชนแสดงสีหน้าราวกับศรัทธาเลื่อมใส ค่อยๆ ค้อมศีรษะลงแล้วก้มลงไปนั่งคุกเข่าแสดงความศรัทธา คนหนุ่มคนสาวบ้างก็ทำตามกันไป
    "หะ... นั่นพวกเขาทำอะไรกัน" เทียนเหมินก้าวขาสั้นลงค่อยๆ เดินไปอย่างช้าๆ หันไปกระซิบถามคนที่ถือหนังเสือพร้อมหัวที่ไร้เครื่องในอยู่ข้างๆ
     "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน" อินจีเองก็ทั้งงุนงงไม่เข้าใจพอๆ กันกับชายหนุ่ม หรือว่าเพราะหนังสือที่นางถืออยู่ในมืออย่างนั้นหรือ? ดวงตาสีรัตติกาลมองไปรอบๆ เห็นชาวเผ่าบางคนก็สวมผ้าพันคอขนสัตว์แล้วมีหัวสิงโตประดับแทนหมวกยังก้มลงแสดงความเคารพ "คงไม่เกี่ยวกับหัวเสือนี่หรอกมั้ง..."
    "อา... แต่แบบนี้รู้สึกประหม่าๆ วุ้ย" ชายหนุ่มร่างใหญ่เกาแก้มอย่างรู้สึกเก้อกระดากไม่น้อยเมื่อถูกสายตานับสิบๆ คู่จับจ้อง อันที่จริงเขาก็เคยถูกคนเยอะๆ มองมาก่อน ตอนนั้นคือเหตุการณ์พิจารณาคดีที่จวนผู้ว่าเมืองฉางอัน
     แต่สายตาของชาวบ้านในวันนั้นแตกต่างกับสายตาชาวเกี๋ยงในวันนี้ราวฟ้ากับเหว ครั้งในอดีตสายตาที่มองมาคือสายตาดูถูกดูแคลนชาวนอกด่าน และสายตาตัดสินว่าเขาคือคนผิด คือคนเลว แตกต่างจากสายตาที่มองอย่างเลื่อมใสศรัทธา แม้อย่างหลังจะดีกว่าแต่เมื่อไม่รู้ว่าทำไมจึงไม่ได้รู้สึกสบายใจนัก เขาคงไม่ได้หน้าตาไปบังเอิญเหมือนคนสำคัญที่นี่หรอกนะ...
     "รีบหาที่ขายของกันเถอะ" เทียนเหมินเอ่ยบอกกับอินจีพร้อมกับก้าวขาไวขึ้นเพื่อหาที่ขายของ
     "อย่างนั้นมาทางนี้ ข้าพอจำได้ว่ามีร้านหมออยู่ที่หัวมุมถนนตรงนั้น" อินจีว่าพลางรีบเดินนำเทียนเหมินไปทางมุมถนนเยื้องจตุรัสการค้า ส่วนเจ้าม้าขาวก็เดินตามมาติดๆ ราวกับไม่อยากให้คลาดสายตาจากคนทั้งสองนี้
     จากถนนที่มีชาวบ้านขวักไขว่ทำมาค้าขายกันในตอนเย็น แต่ทุกคนล้วนหลีกทางให้ทั้งสองราวกับว่าเป็นบุคคลสำคัญ พวกเขาไม่มีเวลามามัวคิดอะไรอีกนอกจากนำอวัยวะเสือไปขายนำเงินมา

กรุ๊งกริ๊ง

     เสียงใสของกระดิ่งดังขึ้นเมื่อมีลูกค้าดันประตูเปิดเข้ามายังร้านหมอ...
     "สวัสดี พวกท่านเป็นอะไรกันมาหรือ?" เสียงหมอประจำร้านทักดังขึ้น ภายในร้านหมอเต็มไปด้วยสมุนไพรแปลกๆ มากมาย บางอย่างก็หน้าตาไม่เหมือนกับที่เมืองหลวง ดูเผินๆ อาจนึกว่าเป็นร้านขายเครื่องเทศได้
    "สวัสดีท่านหมอ พวกข้าไม่ได้มารักษาแต่อย่างใด เพียงแต่อยากจะนำยาดีมาขาย" อินจีค้อมศีรษะลงทักตอบมือไม่ว่างเพราะกำลังถือหนังเสือ
     "ยาดีที่ท่านว่าคืออะไรหรือ? เอ่อ... ท่านทหาร" หมอประจำร้านอ้ำๆ อึ้งๆ เรียกสรรพนามไม่ถูกเพราะว่าคนตรงหน้าดูๆ ไปก็น่าจะเป็นสตรีมากกว่าบุรุษ แต่ใส่ชุดเครื่องแบบจึงเรียกตามสายอาชีพน่าจะถูกต้องที่สุด
    "เครื่องในเสือ สมอง หัวใจ ดี ตับ ม้าม ปอด กระเพาะอาหาร ลำไส้ อัณฑะ ทุกอย่างอยู่ในห่อนี้" นางพูดก่อนจะโบ้ยไปทางเทียนเหมินให้ส่งห่อเครื่องในเสือไปให้กับพ่อค้า "เพิ่งล่ามาสดๆ เมื่อสายๆ เองท่านหมอ"
     "เครื่องในเสือรึ" หมอชาวเกี๋ยงตาลุกวาว ไม่ได้เครื่องยาชั้นดีมานาน ด้วยเครื่องในสัตว์ใหญ่ที่ดุดันแข็งแกร่งเหมาะที่จะนำมาทำยาสูตรต่างๆ ยิ่งนัก "ขอข้าตรวจดูสภาพข้างในก่อน"
     "อาฮะ" เทียนเหมินส่งห่อเครื่องในเสือไปให้ หมอชาวเกี๋ยงเปิดมันออกทันที กลิ่นคาวชวนคลื่นเหียนคละคลุ้งออกมาตีปนผสมกับกลิ่นเครื่องยาที่มีอยู่ในร้านแล้ว
     "อืม... เครื่องในสดใหม่สภาพดี ปอดมีรอยแผลนิดหน่อยแต่ก็นับว่าใช้ได้" ท่านหมอยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ แต่ชายหนุ่มที่เพิ่งยื่นห่อเครื่องในให้แอบเบ้หน้าหนี รู้สึกกระอักกระอ่วนใจพิกล มันอดที่จะทำให้เขานึกถึงความลับภายใต้คฤหาสน์ตระกูลเล่อที่ซานตงไม่ได้ "ขายเท่าไร?"
    "ท่านหมอเสนอราคามาเลย หากถูกใจข้าก็ขายขอรับ" อินจีว่าพลางกอดอกมอง อันที่จริงนางมีราคาในใจไว้แล้ว แต่ลองดูหมอประจำร้านเสนอออกมาก่อน หากอยู่ในราคาที่รับได้ก็จะได้ขายไม่ให้เสียเวลา
     "สองร้อยชั่งก็แล้วกัน" หมอเกี๋ยงตีราคาออกมา ดูเหมือนว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น่าพอใจนักอินจีจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยบอก
    "ถูกไปหรือเปล่าขอรับ เครื่องในเสือทั้งตัวเลยนะ แถมสดใหม่เลยด้วย"
     "งั้น.. ข้าให้ที่สองร้อยยี่สิบชั่ง" ท่านหมอเกิดความลังเล วัตถุดิบดังกล่าวหาได้ไม่ง่ายเลย จึงเสนอราคาเพิ่มขึ้นไปอีกนิด
    "สองร้อยยี่สิบชั่งเองหรือขอรับ แค่ดีเสือก็น่าจะเกือบร้อยชั่งแล้วหรือเปล่า?" อินจีเอ่ยบอก เทียนเหมินที่เป็นพ่อค้าตัวจริงได้แต่มองตาปริบๆ หากเป็นเขาคงขายทุกอย่างตั้งแต่ที่หมอเสนอราคามาว่าสองร้อยชั่งแล้ว
     "ข้าคงให้ราคาสูงไปกว่านี้ไม่ได้ ท่านเองคงมีราคาในใจแล้วต้องการขายที่ราคาเท่าไรดีกว่า"
     "สามร้อยชั่งขอรับ" อินจีตอบออกไปด้วยรอยยิ้มหน้าชื่นตาบาน อย่างน้อยหากขายทั้งหมดได้แล้วหารสองก็น่าจะพอชดเชยเงินที่ซื้อม้าเก้อไปได้
    "เฮ้ สามร้อยชั่งเลยรึ?" ชายหนุ่มร่างสูงขยับไปใกล้แล้วแอบซุบซิบให้ได้ยินกันสองคน เพราะเขากลัวว่าราคาสูงขนาดนี้ไม่แน่ว่าอาจจะขายไม่ได้
     "เถอะน่า ปล่อยเป็นหน้าที่ของข้าเองพ่อค้าซู" คนร่างเล็กกระซิบตอบ ตอนนี้แยกไม่ออกแล้วว่าใครเป็นพ่อค้าตัวจริงกันแน่
    "เออ ก็ได้วุ้ย" เอาเป็นว่าตอนนี้เทียนเหมินทำตีเนียนว่าตัวเองเป็นผู้ช่วยพ่อค้าไปก่อน
     "แพงเกินไปแล้ว ลดราคาให้ข้าอีกสักหน่อยไม่ได้รึ?"
     "ลดก็ได้ขอรับ สองร้อยแปดสิบชั่งขาดตัวก็แล้วกันขอรับ"
     "ก็ยังแพงอยู่ดี ราคานี้ข้าซื้อไม่ไหว" หมอชาวเกี๋ยงสายหน้า ถึงอาจจะคุ้มกับที่ลงทุนแต่กำไรจากการขายสูตรยาก็ใช่ว่าจะเพียงพอ
    "เช่นนั้นก็น่าเสียดาย เครื่องในเสือเป็นตัวยาดีทั้งนั้น... ข้าคงต้องขอตัวไปขายให้ร้านอื่นก่อน ขอตัวขอรับ" พูดจบหญิงสาวในคราบบุรุษก็รวบห่อเครื่องในเสือเก็บทันที แล้วตั้งท่าเดินหันหลังออกจากร้าน แต่ก็ถูกหมอเกี๋ยงเรียกตัวเอาไว้ หลังจากที่คำนวนได้แล้วว่าหากซื้อทั้งหมดในราคาสองร้อยแปดสิบชั่งก็น่าจะคุ้มค่าอยู่
     "ประเดี๋ยวก่อน ตกลง สองร้อยแปดสิบชั่งก็สองร้อยแปดสิบชั่ง"
     "ตกลงซื้อขายขอรับ" ใบหน้าหวานยิ้มออกมากว้าง หากยอมราคานี้เสียแต่แรกคงไม่ต้องเปลืองแรงแสดงละคร หากว่าหมอคนนี้ไม่ยอมซื้อคนที่ลำบากจะเป็นพวกเขาเองเสียมากกว่าเพราะไม่รู้ว่าจะไปเร่ขายที่ไหนอีก และเครื่องในอาจจะเน่าเสียไปก่อนได้

     หลังจากที่ขายเครื่องในเสร็จเรียบร้อยแล้วเทียนเหมินและอินจีก็นำพรมหนังเสือและเนื้อเสือที่เหลือไปตั้งแผงขายต่อที่ตลาดจนถึงเวลามืดค่ำกว่าจะขายทุกอย่างเกือบหมด ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เสนอให้เก็บห่อเนื้อเสือไว้ห่อหนึ่งเพราะอยากจะลองทานดูบ้างและอินจีก็เห็นด้วย เนื้อเสือคงไม่มีให้ทานกันได้ง่ายๆ ดังนั้นหากมีโอกาสก็ควรจะต้องลองดูสักครั้ง
     ในการค้าขายครั้งนี้พวกเขาได้เงินมากันถึงหนึ่งพันหนึ่งร้อยชั่ง เรียกได้ว่าเยอะเกินกว่าเงินที่ติดอยู่กับม้าเสียอีก ในความซวยก็ยังมีความโชคดีแต่ถึงกระนั้นก็เสียดายเจ้ากิเลนอยู่ดี เทียนเหมินเดินทางร่วมกับมันมานานหลายปีหากต้องจากกันไปคงรู้สึกเสียใจอยู่ไม่น้อย...





     เสียงร้องรำทำเพลงดังขึ้นใกล้ๆ กับทางเดินไปยังโรงเตี๊ยม ไม่แน่ว่าอาจจะมีคณะละครเร่หรือว่างิ้วจัดแสดงขึ้น เรียกความสนใจของคุณหนูที่ปลอมตัวได้เป็นอย่างมาก
    "เหมือนจะมีงิ้วนะพ่อค้าซู" หญิงสาวชะโงกคอมองพร้อมเขย่งปลายเท้าให้สูงกว่าฝูงชนที่ยืนออกกันเพื่อดูงิ้วโดยแทบจะลืมความเจ็บปวดที่ขาไปเสียสนิท
    "อยากดูรึ?" เทียนเหมินมองอากัปกิริยาของอีกฝ่ายที่ดูจะสนใจการแสดงของคณะละครเร่เป็นพิเศษ ทำเอาเขานึกถึงซูปี้ผู้เป็นน้องสาวบุญธรรมอยู่ไม่น้อย ครั้งหนึ่งตอนที่เข้าเมืองหลวงมาใหม่ๆ น้องสาวตัวเล็กของเขาก็ชะเง้อคอมองขบวนคณะฟ้อนรำเหมือนกัน จากกันไปนานไม่รู้ว่าตอนนี้ซูปี้ของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง แม้อยู่กับฮองเฮาเว่ยน่าจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีแต่ก็อดที่จะคิดถึงไม่ได้ หากได้เจอกันอีกครั้งจะยังจำหน้ากันได้อยู่หรือเปล่า
     อินจีที่มีสมาธิจดต่อไปกับการชะเง้อคอมองการแสดงที่ปะติดปะต่อเนื้อเรื่องไม่ได้ ไม่ทันได้ระวังตัวเลยสักนิด ร่างของนางลอยขึ้นสูงกว่าคนอื่นๆ มารู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองนั่งอยู่บนคอของใครบางคนเสียแล้ว
     "!!?!!" เมื่อรู้สึกตัวหญิงสาวในคราบบุรุษก็ทำท่าจะดิ้นทันทีแต่ทว่าเรียวขาทั้งสองข้างของนางถูกมือแกร่งจับล็อคไวหมดจนขยับเขยื้อนไม่ได้ "ทะ ทำอะไรของเจ้าพ่อค้าซูเทียนเหมิน!"
    "อย่าดิ้นน่า ทำแบบนี้จะได้เห็นงิ้วได้ชัดๆ ไง" ชายหนุ่มผู้เป็นฐานให้ขี่คอพูดตอบจากเบื้องล่าง ตัวของอินจีเบาจนเขาอุ้มมาขี่คอได้สบายๆ ตัวเขาเองไม่เคยคิดอะไรเพราะกับเลี่ยงเหลียงนั้นตนเองก็เคยให้ขี่คอมาแล้วหนหนึ่งตอนติดตาข่ายจับนก ชักนึกสงสัยตนเองที่ความจำดีขึ้นมาผิดปกติแต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไรมากนัก บางเรื่องที่ลืมไปแล้วแต่ก็กลับจำได้ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรสำหรับซูเทียนเหมิน
     "แต่ว่า แบบนี้มัน... น่าอายออก" มือบางกดศีรษะสีน้ำตาลตั้งโด่เด่เหมือนไม้กวาดเอาไว้ ยังคงดิ้นไม่เลิกแม้ว่าจะขยับตัวไม่ได้มากก็ตาม
     "อย่าทำเป็นอายไปหน่อยเลยน่า ครั้งแรกเจ้าเอาขามาหนีบคอข้าเองเสียด้วยซ้ำ" เทียนเหมินพูดออกไปด้วยความตรงจัดจนหญิงสาวที่อยู่ด้านบนถึงกับใบหน้าร้อนฉ่า "อีกอย่างข้าก็ทำแบบนี้กับน้องสาวบ่อยๆ อย่าถือสาเลยน่าคิดว่าข้าเป็นพี่ชายก็ได้"
    "ถึงเจ้าจะพูดอย่างนั้นแต่มันก็..." อินจีขมุบขมิบริมฝีปากบ่นเบาๆ ลองขยับขาแรงๆ อีกทีแต่ก็ไม่สะเทือนเห็นทีคงจำยอมจนกว่าจะดูงิ้วจบไป...

     หลังการแสดงจบทั้งสองจ่ายตำลึงเป็นค่าชมการแสดงเล็กน้อยแก่คณะละครงิ้ว ทั้งสองเดินกลับโรงเตี๊ยมไปพักผ่อนหลังจากที่เหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน แต่ไม่รู้ทำไมหลังจากที่ชมการแสดงจบแล้วอินจีกลับมีอารมณ์ขุ่นเคืองแปลกๆ
    "เป็นอะไร หน้าหงิกเชียว นี่ข้าทำคุณบูชาโทษอีกแล้วสินะ?" คิ้วเข้มยักขึ้นถาม มองใบหน้าที่งอเง้าอย่างสงสัย แต่ว่าตนไม่ได้รู้สึกผิดที่ช่วยต่อเป็นฐานให้เพื่อจะได้ชมการแสดงได้ชัดๆ
    "เปล่าหรอก เนื้อหาของเรื่องราวน่ะ ทำให้ข้าไม่ชอบใจขึ้นมา" อินจีพูดเอ่ยออกมาก่อนที่จะพ่นลมออกจากทางจมูก แม้ว่าจะบอกว่าไม่ชอบแต่ก็ทนดูจนจบ "ข้าไม่ชอบขุนนางในเรื่องเลย ทำอย่างกับว่าสตรีเป็นของเล่น"
    "หะ?" เทียนเหมินกลอกตานึกตาม "อ้อ ไอ้หน้าหนวดนั่นน่ะหรอ?" เขานึกย้อนถึงนักแสดงงิ้วบทสมทบแต่ในการแสดงกลับมีบทบาทเสียมากมายไม่รู้จะใส่มาทำไม หรือว่านักแสดงเป็นลูกหลานใครแล้วยัดเส้นมาให้แสดงละครแต่บารมีไม่ถึงที่จะเล่นเป็นบทพระเอก
    "ก็ใช่น่ะสิ ไม่รู้ว่าจะใส่บทขุนนางคนนั้นมาทำไม กับสตรีคนแรกบนผาพอได้นางก็ทอดทิ้งอ้างเรื่องครอบครัว งานการที่มีก็ไม่ยอมทำแต่อยากได้อยากมีอำนาจ วันๆ เอาแต่ไปเกี้ยวสตรีนางใหม่ พอได้นางมาก็ทอดทิ้งอีก แล้วยังบอกว่าจะซื้อตัวไปให้บ่าวในจวนย่ำยี ช่างเป็นขุนนางไร้คุณธรรม!" อินจีที่มักจะอารมณ์ดีและมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอดูจะเข้าถึงบทบาทการแสดงในเรื่องจนเก็บมาคิดเป็นอารมณ์
     "ก็นะ ขุนนางมันก็แบบนี้กันทั้งนั้น" เทียนเหมินไหวไหล่ ไม่ต้องหาตัวอย่างไกลที่ไหน หากว่าขุนนางที่เหลียงโจวทำงานดี เป็นคนดีไม่เข้าพวกกับโจร ตัวเขาเองก็คงไม่ต้องมาสืบคดีนี่หรอก "อ้อ แต่ยกเว้นคนรู้จักข้าคนนึง" ซึ่งชายหนุ่มเชื่อมั่นว่าเปาอวิ้นเฟยน่าจะไม่ใช่ขุนนางเลวแบบเรื่องในงิ้วบทนั้น
    "ข้าไม่อยากให้เจ้าเหมารวมหรอกนะ แต่ว่าข้า 'เกลียด' ผู้ชายแบบนั้น" หญิงสาวพองแก้มดูเหมือนว่านางจะลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้กำลังปลอมตัวเป็นบุรุษอยู่ "เจ้าคงไม่ใช่ผู้ชายแบบนั้นใช่ไหมพ่อค้าซูเทียนเหมิน?" ดวงตาสีรัตติกาลจ้องมองมาทางร่างสูง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่เทียนเหมินกลายเป็นติดร่างแหไปด้วย
     "ไม่เหมารวมก็ได้วะ" ชายร่างใหญ่ไหวไหล่เบาๆ ตัวละครที่แสดงออกมาถึงไม่ใช่ขุนนางแต่กระทำตัวเช่นนั้นก็น่าเกลียดอยู่ดี "แน่นอน ข้าไม่ใช่ผู้ชายแบบนั้นหรอกน่า อย่างน้อยก็ไม่หลอกปล้ำใคร ถ้าอยากได้ค่อยไปซื้อที่เขาขายเอา แบบนั้นล่ะแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมแล้ว"
     "พูดอย่างกับเจ้าไปซื้อกินบ่อยเลยนะ... แม้แต่เจ้าเองก็เห็นว่าสตรีเป็นเพศที่ซื้อได้ด้วยเงินอย่างนั้นรึ?" เสียงหวานเอ่ยถามออกมา หลังดูงิ้วนางคงอคติกับบุรุษจนพาลมายังคนใกล้ตัวด้วย
    "ไหงมาพาลใส่ข้าฟะ..." คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันไม่เข้าใจว่าทำไมคนตรงหน้าที่ (เขาคิดว่า) เป็นบุรุษถึงทำตัวราวกับว่าตนเองเป็นสตรีเสียเอง "พวกนางขายข้าก็ซื้อ แค่ชั่วครั้งชั่วคราว เรื่องอย่างว่าข้าซื้อกินไม่บ่อยหรอก แพง เสียเวลาด้วย ข้ายังไม่มีเรือเลย ต้องทำเป้าหมายให้สำเร็จก่อนสิฟะ" ชายหนุ่มตอบออกมาตามตรง เมื่อครอบครัวยังไม่สบายเขาก็ไม่อาจเอาเงินไปทำเรื่องไร้สาระได้หรอก "แต่หากมีครอบครัวแล้วข้าก็ไม่ไปทำอะไรแบบนั้นให้ฮูหยินเสียใจหรอกน่า แต่... แค่ตอนนี้ยังไม่มีก็เท่านั้น"
     ได้ฟังคำตอบก็ทำให้อินจีเบาใจลงได้บ้าง นางเชื่อเทียนเหมินคนซื่อ เขาคงไม่ตอบอะไรสร้างภาพกับตนเองนัก หญิงสาวพอจะยิ้มได้แม้ไม่เข้าใจเหตุผล พออารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้วก็เอ่ยแซวกลับไป "แล้วขายของอย่างเจ้าจะรวยได้ไหมเนี่ย ไม่ไหวๆ" อินจีส่ายหน้าหน่ายๆ พ่อค้าประสาอะไรขายของแทบไม่เอากำไร เผลอๆ ยังจะแถมให้เขาเสียอีก แม้ว่าจะเพิ่งมาขายของได้แค่วันเดียวแต่หญิงสาวก็มองออกแทบจะทั้งหมด
     "แต่เอาเถอะ มีพ่อค้าใจดีบ้างก็ดี ชาวบ้านที่เงินน้อยจะได้พอมีเงินซื้อบ้าง"
     "รวยสิฟะ นี่ข้าก็รวยกว่าแต่ก่อนมาตั้งเยอะ แต่ตอนนี้มันยังไม่พอหรอก" เทียนเหมินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ตนจะมีเงินพอซื้อบ้านซื้อเกวียนได้ จากคนที่ไม่มีอะไรเลย หนีออกจากบ้านมากับน้องสาว (ที่แอบมาในกระเป๋า) กับหมั่นโถวหนึ่งห่อและน้ำในถุงหนัง
     ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี ที่มีแต่คนใจดีมาเกื้อหนุน หลังเสร็จภารกิจนี้และกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวคงต้องหาโอกาสไปเยี่ยมเถ้าแก่ที่หอสุราเกียปิ่งสักครั้ง และอาจจะอุดหนุนสุราในฐานะพ่อค้าเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ให้งานและที่พักอาศัยซุกหัวนอนเป็นเวลาห้าคืน แม้ว่าจะต้องนอนในห้องครัวก็ตาม
     ทั้งสองเดินกันมาพักหนึ่งจนถึงหน้าโรงเตี๊ยมตกแต่งในรูปแบบของตะวันตก ในที่สุดก็ได้เวลาพักผ่อนกันเสียที แต่ก่อนอื่นต้องนำเนื้อเสือไปจ้างให้พ่อครัวปรุงอาหารรสเด็ดมาสักอย่าง จากนั้นจึงค่อยอาบน้ำแล้วเข้านอน วันรุ่งขึ้นจะได้ไปพบกับสหายของอินจีเพื่อรับรายการขุนนางกังฉันนั้นมาเสียที...


@Admin



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +1100 เงินตำลึง +8000 ความหิว -16 Point +6 ย่อ เหตุผล
Admin + 1100 + 8000 -16 + 6

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

41

กระทู้

346

โพสต์

5หมื่น

เครดิต

◄สยงเมาน้อย►

เงินชั่ง
664
เงินตำลึง
319308
ชื่อเสียง
22929
ความหิว
80
เกอจื่อ
ระดับ 1

อาเค่อ

∆ อยู่กับที่สักทีเถอะ
pet
โพสต์ 2018-8-5 22:44:31 | ดูโพสต์ทั้งหมด

                “จากนี้ทำอย่างไรต่อดีล่ะ”เอ่ยถามทหารอีกสิบคนที่มาด้วยกันก่อนจะมองไปยังชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนนี้ผู้ว่าเมืองอู๋เว่ยบอกเขาว่าที่นี่มีนักรบที่แข็งแกร่งถือกำเนิดมากมายแต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะยอมเข้าร่วมกับคนอย่างเขาหรือเปล่า

                “ท่านแม่ทัพต้องจัดการเองสิ

                ช่วยได้มาก

                ชายหนุ่มถอนหายใจออกก่อนจะตัดสินใจว่าจะป่าวประกาศเหมือนครั้งที่พบเจอหยกชิ้นนั้นหากเป็นอย่างนั้นต้องใช้ความกล้าพอดู แต่สำหรับเขาที่ผ่านสายตาดูถูกมามากมาย

                ถูกมองแปลกอีกสักครั้งจะเป็นอะไรไป

                “รออยู่ตรงนี้ก่อนแล้วข้าจะกลับมา” เหวินเหวินเอ่ยกับทหารอีกสิบคนก่อนจะเดินเข้าไปท่ามกลางกลุ่มคนชาวบ้าน ครั้นจะเลือกที่ทำเลดีๆสำหรับการป่าวประกาศก็ค่อนข้างเป็นเรื่องยากสำหรับเขา

                อยากให้มีหัวคิดดีๆแบบพี่เฮ่าบ้างก็คงจะดี

                “ขออภัยที่ขัดจังหวะช่วงเวลาของพวกท่าน”หลังจากสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกความกล้าเขาก็เอ่ยร้องเสียงดังจนสามารถเป็นจุดสนใจแก่คนในชุมชนแห่งนี้ได้

                “ข้า.. ได้รู้มาว่าที่นี่มีนักรบเก่งกาจมากมายจึงได้เดินทางมาเพื่อขอความร่วมมือกับพวกท่านเสียหน่อย

                สายตาสีน้ำตาลเข้มสะท้อนภาพคนในชุมชนที่ยังมองตนมาอยู่ไม่วางตาการที่อยู่ต่อหน้าผู้คนหมู่มากตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นเสี่ยวเออห์เหวินก็ยังไม่สามารถจัดการอาการประหม่าได้เลยแม้แต่น้อย

                “เจ้าต้องการอะไร!?

                “ขอรับ..ข้าต้องการทหารมาร่วมศึกกับเราเป็นจำนวนมาก…

                เสียงจากคนในชุมชนเริ่มดังขึ้นเมื่อได้ยินเพียงประโยคเดียวจากชายหนุ่มเหวินเหวินมองสายตาที่ยังมองมาทางตนอย่างไม่ค่อยเชื่อถือสักเท่าไหร่

                “แม่ทัพค่ายไหนส่งเจ้ามา

                “แม่ทัพ.. ข้า..ข้าเองขอรับ

                เสียงซุบซิบเริ่มดังหนักขึ้นกว่าเดิมภาพตรงหน้าที่เขาเห็นทับซ้อนกับเหล่าขุนนางที่ต่างซุบซิบนินทาเขาทั้งๆที่อยู่ต่อหน้าครั้นทำให้รู้สึกว่าหัวใจถูกบีบจนรู้สึกจุกอกครั้งนี้ผู้ว่าเมืองเลือกที่จะไม่ตามเขามาก็คงเหลือแค่เขาคนเดียวที่ต้องจัดการเรื่องทั้งหมด

                จะให้มาโอดครวญกับสายตาดูถูกก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะให้คนในชุมชนแห่งนี้มั่นใจว่าเขาจะดูแลได้

                “เล่นงิ้วอยู่หรือ!สภาพคุณชายที่ไม่เคยออกบ้านทำงานอะไรอย่างเจ้าน่ะหรือ แม่ทัพ

                “แต่ข้าก็พาทัพลงไปปราบเตี๋ยนได้สำเร็จนะขอรับ”อดไม่ได้ที่จะแก้ต่างให้กับตนเอง ชายหนุ่มมองสายตาที่มองมาทางตนก่อนจะหัวเราะออกมาคล้ายกับว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นแค่เรื่องหลอกลวงเพียงเรื่องหนึ่ง

                “กลับไปเถิดคุณชาย เจ้าเล่นเส้นสายอะไรถึงได้เป็นแม่ทัพพวกข้าไม่รู้หรอกแต่หากแต่งเรื่องให้พวกข้าเชื่อเจ้าชุมชนเกี๋ยงไม่ใช่พวกที่จะโดนหลอกง่ายขนาดนั้น

                “ช้าก่อน”เหวินเหวินเอ่ยเรียกชาวบ้านในชุมชนที่ทำท่าว่าจะกลับไปทำอะไรของตนเองก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ทุกคน “จะพิสูจน์ไหมขอรับว่าข้ามีคุณสมบัติเป็นแม่ทัพขนาดไหน

                สิ้นเสียงท้าทายทุกคนต่างนิ่งเงียบรวมถึงทหารอีกสิบนายที่เดินทางมาด้วยกันชายหนุ่มที่ยังคงยิ้มให้ทุกคนมองดูชายล่ำคนหนึ่งที่เดินแทรกออกมา

                สภาพอย่างกับโจรป่าแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะมองแค่เพียงภายนอก

                “เจ้าอย่าดูถูกพวกเราด้วยการท้าทายด้วยท่าทีแบบนั้นนะ.. ได้! ข้าจะตบเบาๆเอาแค่ให้เจ้าร้องไห้กลับบ้านไปละกัน

                พูดจบอีกฝ่ายก็พุ่งเข้ามาหาเขาอย่างไม่ทันตั้งตัวกระบองในมืออีกฝ่ายที่ถือมาด้วยปาดเข้าหน้าชายหนุ่มเต็มๆ จนต้องลงไปนั่งกองกับพื้นเสียงเฮที่ดังลั่นไปทั่วกับการใช้แรงแค่ครั้งเดียวก็สามารถตัดสินแพ้ชนะได้ทันที

                “ข้าชนะแม่ทัพล่ะฮ่าฮ่าฮ่า!

                เหวินเหวินที่ยังคงนั่งกุมหน้าที่แดงจากการโดนฟาดเงยขึ้นมองอีกฝ่ายที่ยกกระบองหันหลังให้เขาเพื่อรับคำสรรเสริญจากชาวบ้านบริเวณนี้ที่สามารถไล่เขาไปได้ด้วยการฟาดเพียงครั้งเดียวชายหนุ่มลุกขึ้นยืนก่อนจะพุ่งเข้าไปเพื่อจะเอาคืนบ้างเป็นจังหวะที่อีกฝ่ายหันมาพอดีกระบองถูกเหวี่ยงมาเพื่อฟาดลงอีกรอบแต่มีหรือที่ชายหนุ่มจะเสียท่าเป็นครั้งที่สองศีรษะก้มลงทันที ทำให้กระองสาวได้เพียงเส้นผมเพียงเล็กน้อยเหวินเหวินที่พุ่งเข้าชนหน้าท้องอีกฝ่ายจนคล้ายกับว่ากระเด็นออกไปไม่มากไม่รอช้าที่จะให้ตั้งตัวได้ ในเมื่อเล่นทีเผลอ เขาเองก็จะเล่นทีเผลอกับอีกฝ่ายบ้างกระบองถูกยกมาป้องกันตัวแต่กลับถูกแม่ทัพหนุ่มคว้าออกไปและฟาดลงกับพื้นทันที

                ด้านแหลมจากเศษไม้กระบองที่หักถูกชี้ลงไปในหน้าของชายร่างกำยำเหมือนเป็นการขู่เหวินเหวินปล่อยเศษกระบองในมือก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อคิดว่ารู้ผลแพ้ชนะในคราวนี้แล้ว

                “ครานี้เชื่อได้หรือยังว่าข

                รู้สึกถึงการลอบโจมตีจากอีกคนข้างหลังทำให้ชาหนุ่มเบี่ยงตัวก้มหลบให้อีกฝ่ายเสียหลังชายหนุ่มเอื้อมไปข้างหลังเพื่อคว้าตัวอีกฝ่ายให้ข้ามตนไปเสียงหลังกระแทกกับพื้นดังลั่นไปทั่วย่านการค้าทำให้ทุกเสียงเงียบลงไปในทันที

                “พวกท่านก็มีความสามารถนะขอรับ หากว่าได้เป็นทหารก็จะได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่แบบนั้นไม่ดีกว่าหรือ

                เอ่ยกับชาวบ้านที่นี่เพื่อโน้มน้าวใจถึงแม้ความสามารถในการโน้มน้าวสำหรับเหวินเหวินจะติดลบก็ตาม

                “ขออภัยคุณชายพวกข้าเป็นชาวบ้านก็ใช้ชีวิตสงบสุขดี

                “สงบสุข?ข้าได้ยินมาว่าที่นี่อันตรายไม่ใช่หรือ”ครั้นนึกถึงคำพูดผู้ว่าเมืองที่ไม่ยอมตามเขามาเพราะบอกว่าที่นี่อันตรายเกินไปสำหรับพวกเขา ชายหนุ่มมองไปยังทหารอีกสิบคนที่ยังมองอยู่ห่างๆไปพลาง

                “ข้าไม่มีความสามารถในการชวนพวกท่านหรือโน้มน้าวใจพวกท่านได้เสียทั้งหมดอาจจะแปลกๆไปเสียหน่อยแต่ข้าก็ไม่ค่อยอยากจะบังคับขู่เข็ญพวกท่าน

                “หากว่ามีใครที่อยากจะเป็นทหารก็อยากจะเชิญมาร่วมสมัครด้วยกัน”เอ่ยออกมาก่อนจะเลือกแทรกกลุ่มผู้คนออกไปยังที่ที่ปลอกโปร่งกว่านี้ชายหนุ่มมองเพื่อนทหารอีกสิบคนที่เดินเข้ามาก่อนจะถอนหายใจเมื่อทุกอย่างเกือบจะไปได้สวยแต่มาตกม้าตายตรงประโยคสุดท้าย

                “โอกาส…ที่จะทำดีเพื่อชาติบ้านเมือง

                โอกาส…ที่จะได้ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องพวกพ้องและลูกหลาน

                โอกาส…ที่จะพิสูจน์ว่าเจ้าเป็นชายชาติทหาร

                หนึ่งในทหารเอ่ยออกมาท่ามกลางชาวบ้านที่ยังคงหันมามองเขาด้วยท่าทีที่ลังเลอยู่เหวินเหวินที่มองไปยังทหารนายนั้นที่อยู่ๆก็พูดประโยคหนึ่งขึ้นมาพลางขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น

                “นั่นมัน..”เป็นข้อความในป้ายประกาศที่เขาตั้งเอาไว้ที่อู๋เว่ยแต่ไม่คิดว่าทหารนายนี้จะนำข้อความเกือบจะทั้งหมดมาเพื่อช่วยโน้มน้าวชาวบ้านที่นี่อีกที

                “เมื่อมีใจนักรบก็ต้องแสดงออกถึงความเป็นนักรบให้ถึงขีดสุดโอกาสลอยมาถึงตรงหน้าพวกเจ้าแล้วที่จะได้ต่อสู้เพื่อต้าฮั่น ใยพวกเจ้าถึงรอช้าให้ความลังเลใจมากัดกินกันเล่า

                “แม่ทัพผู้นี้เป็นผู้ที่สามารถบั่นคอขุนพลเตี๋ยนได้ มีโอกาสสักกี่หนที่จะมีแม่ทัพมีฝีมือมาหาพวกเจ้าถึงที่นี่

                รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นที่หน้าชายหนุ่มเมื่อเนถึงความพยายามของเพื่อนทหารที่จะชักชวนแทนเขาที่ไม่เก่งในเรื่องนี้เอาเสียเลย

                “ขอบคุณนะขอรับ




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -14 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 25 -14 + 5 ได้ครบแล้ว

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ฮั่นเสียทอง
หานเฟยจื่อ
ง้าวมรกต
เกราะทองคำ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2000
x4
x204
x150
x4
x300
x3
x8
x3
x1
x55
x1
x100
x1
x180
x50
x16
x100
x110
x50
x150
x37
x3
x18
x1
x2500
x3
x31
x25
x10
x700
x20
x1
x110
x100
x100
x160
x190
x180
x7
x10
x6
x760
x10
x2
x610
x4
x5
x5889
x3150
x100
x280
x545
x5
x51
x3
x56
x110
x21
x1
x255
x263
x100
x75
x80
x45
x1153
x120
x25
x100
x71
x999
x1007
x35
x450
x1
x35
x100
x310

19

กระทู้

488

โพสต์

24หมื่น

เครดิต

หื้ม?

เงินชั่ง
17310
เงินตำลึง
20481
ชื่อเสียง
89952
ความหิว
404

ใบรับรองเหมือง(เขาเค่อหลี่)/รายสามเดือนใบรับรองเหมือง(ซานกั๋วเหริน)/รายสามเดือน

คุณธรรม
286
ความชั่ว
54
ความโหด
122
จวินม่อเซียว
ระดับ 1

โจว เจ๋อข่าย

"ข้างดงามแล้วหรือยัง"
pet
โพสต์ 2018-9-7 21:20:32 | ดูโพสต์ทั้งหมด

[ เควสพิเศษ - พานพบกันอีกครั้ง ]
[ บทพิเศษ : บุรุษหน้าตายกับชายหน้านิ่ง ]
(ตอนจบ)

   หวง เส้าเทียนควบฮั่นเสียทองเข้ามาในย่านการค้าเนินทรายสีทองเพื่อมาส่งทั้งสามคน

"ขอบคุณท่านมากนะเจ้าคะ ถ้าหากเราได้พบเจอกันอีกครา ข้าอยากจะตอบแทนบุญคุณท่าน" สตรีนางหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะโค้งลาเดินออกไปอีกทางเพื่อกลับบ้าน

   "ข้าก็ขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือ ถึงแม้นท่านอาจจะมาช่วยแค่สหายท่าน แต่ข้าก็ซาบซึ้งในใจจริงๆที่ช่วย ถ้าเจอกันอีกข้าจะตอบแทนพระคุณของท่านเฉกเช่นกัน" สตรีคนที่สองบอกกล่าวนางโค้งลาก่อนจะเดินไปอีกฟากฝั่งนึง

  “ข้าจะไปกับเจ้าทุกที่!!” โจว เจ๋อข่ายพูดประโยคที่แตกต่างจากสตรีทั้งสองหน้าอย่างสิ้นเชิง ร่างเล็กพยายามปีนป่ายขึ้นมาบนหลังฮั่นเสียทองอย่างเอาเป็นเอาตายจนคนข้างบนขมวดคิ้วหงุดหงิด “เอาข้าขึ้นไปด้วยสิ ข้าปวดข้าจะตายอยู่.. เดี๋ยวข้าสวยๆของข้าก็บุบสลายหรอก”

  “งั้นก็ปล่อยให้มันบุบสลายไปเถอะ” เขาพูดเสียงต่ำเข้มอย่างรำคาญ ก่อนที่ขายาวจะถีบเข้าไปที่ลำตัวร่างระหงจนกลิ้งลงไป

   “เจ้าแกล้งข้า!!” โจว เจ๋อข่ายโวยวายดังลั่นจนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาหยุดมอง เขาค่อยๆยันกายขึ้นมาอย่างน่าสงสารจนมีหญิงวัยกลางคนหนึ่งเดินเข้ามาช่วยพยุง

  “แม่หนูทะเลาะกับสามีเจ้ารึ เป็นสามีภรรยาต้องดูแลกันซึ่งกันและกัน ใยสามีเจ้าช่างโหดร้ายทำกับแม่หนูได้ลงคอเช่นนี้” หญิงวัยกลางคนช่วยพยุงเจ๋อข่ายขึ้น ก่อนจะเอ่ยดุด่าว่าเตือนบุรุษที่อยู่บนหลังม้า

   “...” หวง เส้าเทียนมองตาขวางใส่

   “ขอบคุณท่านป้ามากเจ้าค่ะที่ช่วยพยุงข้า” โจว เจ๋อข่ายสวมบทสตรีผู้น่าสงสารด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน นัยน์ตาสีอำพันเหล่มองร่างสูงสง่าอย่างผู้ชนะ ที่สามารถตีบทแตกจนใครๆที่เห็นต่างมองเหมือนบุรุษผมสีดำขลับทำอะไรผิด

  “เส้าเทียน!” น้ำเสียงดุดันโผล่ออกมาจากมุมมืดก่อนจะตะโกนเรียกชื่อเขาเสียงดัง

  “เราไปหาที่คุยที่อื่นกันเถอะ” เขาบอกอีกคนก่อนมองเจ๋อข่ายสักพัก ร่างสูงสง่าก็ควบหย่งฟางออกจากบริเวณนี้เพื่อไปหาที่คุยกับชิง หลิ่งอี้เรื่องพรรคโจรทมิฬ

  “รอข้าด้วย!!” ร่างระหงของบุรุษที่คล้ายอิสตรีวิ่งตามหลังฮั่นเสียทองมาติดๆ

   เขาหาสถานที่เงียบๆสำหรับพูดคุยกับหลิ่งอี้ และโจว เจ๋อข่าย(?) เมื่อถึงจุดที่คิดว่าไม่ค่อยมีพูดคนสัญจรผ่านมาไปมา ขายาวก็ค่อยๆลงจากหลังหย่งฟางเพื่อหาที่นั่ง

   “เจ้ามาช้า” ชิง หลิ่งอี้เอ่ยบอกด้วยใบหน้าขรึม หลิ่งอี้รออีกฝ่ายมาหนึ่งวันเต็มๆ คิดว่าจะไปเจอกันซะแล้ว

   “หลังจากที่เจ้าล่อเสือขาวออกไป ข้าก็รีบเข้าไปภายในถ้ำตามแผนที่วางไว้ และเดินทะลุออกหลังถ้ำ ข้าจึงเดินลัดเลาะตามแถวหุบเขาไปเรื่อยๆจนเจอกับกำแพงไม้ที่ตั้งถิ่นฐานพรรคโจรทมิฬ ข้าไม่รอช้ารีบหาทางเข้าอย่างโดยไว้จนเจอกับรั้วไม้ผุๆและลอดเข้าไป ผลสุดท้ายก็สามารถช่วยเหลือได้สามคน ข้าพึ่งมาส่งนางทั้งสองเมื่อตะกี้” เขาเล่าอย่างไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่ เล่าเฉพาะใจความสำคัญเท่านั้น

   “แม่นางคนนี้ก็คือคนที่เจ้าช่วย?” ชิง หลิ่งอี้ถามด้วยความสงสัยที่เห็นร่างเล็กวิ่งตาม เส้าเทียนมาตั้งแต่ในเมือง

   “ถูกครึ่งไม่ถูกครึ่ง” เขาเฉลยคำตอบ

   “หื้ม”

   “เป็นบุรุษที่ข้าช่วยไม่ใช่สตรีอย่างที่เจ้าเห็น และเป็นสหายเก่าของข้า”

   “โฮะๆๆๆ” ร่างระหงยกมือขึ้นป้องปากพลางหัวเราะอย่างมีจริต “ข้าโจว เจ๋อข่ายยินดีที่ได้รู้จัก”

   “ชิง หลิ่งอี้” ร่างกำยำสันตอบกลับ

   “ดี.. ในเมื่อพวกเจ้ารู้จักกันแล้ว ข้าว่าไปหาโรงเตี้ยมนอนสักคืนเถอะ เหนื่อยมาทั้งวัน” บุรุษผมสีดำขลับบอกก่อนจะลุกขึ้นพาทั้งสหายทั้งใหม่และเก่าไปหาโรงเตี้ยมนอนในค่ำคืนนี้

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับความสัมพันธ์กับ โจว เจ๋อข่าย เพิ่มขึ้น 75 โพสต์ 2018-9-7 23:07

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +777 ความหิว -26 Point +15 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 777 -26 + 15

ดูบันทึกคะแนน

หล่อโลกงง
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
คัมภีร์ละติน
กระบี่ไม้
กราดิอุสทอง(ซ้าย)
ตัวเบาขั้นกลาง
กำหนดลมหายใจขั้นสูง
หงอนคู่
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x2
x3
x11
x2
x95
x2698
x1
x9999
x1
x1
x154
x70
x1315
x8
x250
x15
x10
x121
x7
x11
x140
x11
x4
x1
x10
x242
x213
x8
x210
x5
x2
x216
x17
x24
x105
x13
x4
x390
x15
x8
x35
x6
x95
x14
x6
x270
x40
x399
x2072
x11
x1048
x24
x325
x14
x17
x240
x200
x474
x12
x63
x10
x20
x37
x1
x1105
x9
x7
x84
x33
x725
x9999
x139
x400
x223
x98
x910
x328
x440
x25
x76
x3210
x3072
x2447
x4800
x118
x327
x15
x221
x2101
x194
x19
x1
x80
x6
x3
x390
x59
x44
x96
x100
x16
x2857
x5618
x150
x108
x176
x2
x98
x25
x606
x198
x1122
x15
x538
x3571
x6174
x129
x139
x405
x666
x255
x421
x234
x2800
x272
x231
x300
x388
x273
x639
x339
x463
x175
x175
x350
x329
x23
x50
x63
x312
x141
x242
x4311
x253
x424
x249
x50
x266
x298
x1

5

กระทู้

143

โพสต์

7หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
16156
เงินตำลึง
178566
ชื่อเสียง
6501
ความหิว
361

ใบรับรองเหมือง(ซานกั๋วเหริน)/รายสามเดือน

คุณธรรม
56
ความชั่ว
99
ความโหด
87
ไก่ชน
ระดับ 1

หลง อัน

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2018-10-12 03:10:50 | ดูโพสต์ทั้งหมด
[ ซื้อเครื่องถ่วงน้ำหนักเพื่อฝึกฝน ] ■■■■■■■■■■■■■■■■■■■■■




หลังจากการหยุดพักที่ลำธารทรายขาวแล้วเป็นเวลาหลายชั่วยามแล้วนั้นจันทราก็ลาลับไปถูกแทนที่ด้วยดวงตะวันที่ร้อนแรงที่เป็นดั่งสัญญาณปลุกให้ตื่นเช้าในทุกเมื่อเชื่อวัน


ชูเฟิงเป็นคนตื่นคนมาเป็นคนแรก เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นมานั้นเขายังไม่ได้ปลุกคนอื่นในทันทีเขาเลือกที่จะนั่งสมาธิเพื่อกำหนดลมหายใจเพื่อฝึกฝนดั่งเช่นครั้งก่อน ช่วงก่อนหน้านี้เขาขี้เกียจมามากทำให้เขาละเลยพื้นฐานไปมากมายเพราะมัวแต่กินเพื่อเป็นพลังงานในการเดินทางอย่างไม่หยุดหย่อนจนเป็นการตามใจปากมากเกินไป


ชูเฟิงนั่งขัดสมาธิและกำหนดลมหายใจเพื่อทำสมาธิเป็นเวลาหลายนาทีก่อนที่จะค่อยๆเริ่มกำหนดลมหายใจไปบริเวณบนล่างซ้ายขวาและเวียนมาที่จุดตันเถียนอย่างที่เคยได้ทำในคราก่อน


เมื่อชูเวลาผ่านไปสักพักชูเฟิงก็โคจรครบ 100 รอบก่อนที่จะลืมตาขึ้นและเมื่อลืมตาขึ้นมานั้นเขาก็พบว่าหลงอันและเจ้าพวกเผือกน้อยได้ตื่นขึ้นแล้วเรียบร้อย


เมื่อเขาเห็นภาพดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรมากมายก่อนที่จะหยิบอาหารออกมาแจกจ่ายให้ทุกๆคนได้ทานกัน


หลังจากทานกันเสร็จสับและพักรออาหารย่อยไปได้แล้วนั้นพวกเขาก็ออกเดินทางกันต่อ จุดหมายในวันนี้ของชูเฟิงก็คือการไปแวะที่ย่านการค้า เนินทรายสีทองเพื่อซื้ออุปกรณ์ถ่วงน้ำหนักไว้ใช้สำหรับการฝึกฝนร่างกายให้กลับมาแข็งแรงดั่งเดิม


พวกเขาเดินทางกันหลายชั่วยามก่อนที่จะเดินมาถึงย่านการค้าเนินทรายสีทอง ที่แห่งนี้นั้นร้านค้ามากมายถูกก่อตั้งสูงชันเป็นอย่างมากที่แห่งนีเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมของชุมชนชาวเกี่ยงเลยก็ว่าได้


ถนนคับคลั่งไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา มองไปรอบๆก็จะพบผู้คนอยู่ในทุกๆที่ไม่เว้นว่างกันเลยทีเดียว ชูเฟิงได้เอาเจ้าพวกเผือกน้อยทิ้งไว้ทางเข้าย่านการค้าไม่ไกลนักแต่ก็ปลอดโปร่งไร้ผู้คน


" ข้าจะไปซื้ออุปกรณ์ถ่วงน้ำหนัก เจ้าจะไปกับข้าด้วยไหมน้องอัน ? " ชูเฟิงเอ่ยถามขึ้นมา


หลงอันทำเพียงแค่พยักหน้าไม่ได้พูดตอบอะไรกลับมา


เพียงแค่นั้นก็มากพอแล้ว ชูเฟิงจึงพาหลงอันไปเขตที่ทำการค้าขายอุปกรณ์พวกนี้ในทันที


หลังจากเดินมาได้สองชั่วยามชูเฟิงก็ได้อุปกรณ์ถ่วงน้ำหนักมาเป็นที่เรียบร้อยเขายังไม่ได้สวมใส่มันทันทีเนื่องจากให้ใส่ในที่นี้เลยก็ดูจะสดุดตาไปเสียหน่อยเขาต้องออกไปด้านนอกเพื่อเปลี่ยนชุดให้ดูกลมกลืน


ทันใดนั้นชูเฟิงก็เหมือนกับคิดบางอย่างได้เขามุ่งหน้าไปย่านค้าขายเสื้อผ้าเพื่อซื้อเสื้อผ้าใหม่อีกหลายชุดเนื่องจากรูปร่างที่อวบอ้วนขึ้นของเขาทำให้ชุดที่ใส่อยู่ปัจจุบันแน่นขึ้นแต่ชูเฟิงก็ไม่รู้ตัวเท่าใดนักเนื่องจากเสื้อผ้าที่เขาซื้อล่าสุดนั้นเป็นแบบที่สามารถปรับขนาดให้ใหญ่กว่าเจ้าตัวได้โดยไม่รู้สึกหลวมอะไร


หลังจากซื้อของทั้งหมดเรียบร้อยแล้วชูเฟิงและหลงอันก็กลับไปหาเจ้าเผือกน้อยเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและสวมใส่อุปกรณ์ถ่วงน้ำหนักเพื่อฝึกฝนก่อนที่จะเริ่มมุ่งหน้าเดินทางต่อไป...


@Admin




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ความหิว -48 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -48 + 5

ดูบันทึกคะแนน

ข้ากลับมาหล่อเหล่าแล้ว !
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสทอง(ซ้าย)
กระบี่ไม้
คัมภีร์ละติน
ฮั่นเสียทอง
เกราะทองคำ
ตัวเบาขั้นกลาง
กำหนดลมหายใจขั้นสูง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x1
x19
x16
x4
x15
x10
x25
x30
x9999
x5
x40
x2
x1
x43
x2
x2
x4
x90
x52
x21
x30
x1
x90
x90
x1
x150
x4
x20
x7
x29
x6
x2
x9
x3
x150
x4
x110
x150
x90
x6
x10
x35
x2
x60
x5
x150
x30
x75
x1000
x45
x9
x5
x75
x75
x10
x553
x200
x270
x30
x5
x6
x52
x3
x2000
x20
x4
x90
x90
x31
x200
x140
x400
x1200
x120
x94
x86
x101
x3
x200
x1500
x679
x10
x6
x195
x6
x8
x7
x7
x27
x150
x13
x117
x700
x11
x75
x40
x155
x3348
x904
x892
x20
x175
x1
x70
x105
x100
x5983
x173
x10
x447
x59
x220
x157
x2
x4
x81
x50
x71
x10
x130
x9999
x117
x84
x80
x128
x8
x150
x50
x50
x10
x146
x16
x50
x103
x45
x32
x1
x123
โพสต์ 2018-12-6 14:30:05 | ดูโพสต์ทั้งหมด
โพสต์นี้มีการป้องกันรหัสผ่านไว้ กรุณากรอกรหัสผ่าน 
แปะ
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รถม้าหรูหรา
เกราะทองคำ
คัมภีร์ฮูหยิน
สายใย
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x3000
x1
x1
x3
x4
x1
x2
x2
x2
x2
x178
x334
x5
x33
x1957
x100
x49
x4
x6
x22
x940
x1000
x59
x1
x20
x56
x1
x1
x5
x600
x1
x14
x1
x1
x314
x1
x1
x1
x280
x60
x45
x30
x2
x9999
x19
x50
x255
x1
x227
x178
x273
x4
x1
x22
x2000
x1
x1
x2
x1
x20
x211
x330
x700
x42
x880
x26
x243
x355
x200
x76
x589
x90
x80
x10