กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบอุปกรณ์พกพา | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์
ดู: 408|ตอบกลับ: 11

{ เมืองกุ้ยหยาง } จวนตระกูลไช่

[คัดลอกลิงก์]

{ เมืองกุ้ยหยาง } จวนตระกูลไช่

เป็นจวนที่แบ่งแยกออกเป็นสัดส่วน 
โดยส่วนแรกเป็นหลังที่สร้างขึ้นเพื่อพักอาศัย 
หลังที่สองสร้างขึ้นสำหรับไว้เป็นหอตำราและให้คนในตระกูลมาศึกษาเล่าเรียน 
หลังสุดท้ายเป็นหอที่มีไว้เพื่อใช้พักผ่อนหย่อนใจ 
ลานด้านหน้าเป็นสวนที่มีไว้เพื่อความร่มรื่น 
และส่วนสุดท้ายคือด้านหลังที่เป็นลานฝึกฝีมือ
----------

ข้อมูลบุคคลที่อาศัยอยู่จวนตระกูลไช่

   ไช่เฟยฟ่าน (35)

ประมุขของตระกูลไช่ ผู้สืบเชื้อสายตรงของตระกูล อีกทั้งเขายังเป็นแม่ทัพของต้าฮั่นรวมไปถึงบิดาของไช่ฟ่านเหลียน เป็นคนนิ่งเงียบ สงบเยือกเย็น มีสติไตร่ตรองเหตุการณ์ต่างๆ รักครอบครัวมาก 
สถานะ : อยู่


 ลู่อวี้หลาน [ฮูหยินไช่] (--)

มารดาของไช่ฟ่านเหลียน ที่ไม่มีข้อมูลที่มาที่ไป รวมไปถึงข่าวคราวการมีชีวิตอยู่ ประวัติและรูปลักษณ์เป็นปริศนา สิ่งที่ฟ่านเหลียนพอจะจำได้เลือนลางคือทราบว่าเธอเคยมีตัวตนเท่านั้น
สถานะ : ไม่อยู่



  ไช่ฟงอวิ๋น (33)

น้องชายคนรองของไช่เฟยฟ่าน ทำงานเป็นปราชญ์ในราชสำนัก เมื่อก่อนเคยเป็นผู้อบรมสั่งสอนรวมไปถึงเป็นผู้เลี้ยงดูไช่ฟ่านเหลียน แต่เพราะมีเหตุการณ์บางอย่างทำให้ทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ขั้นติดลบในปัจจุบัน นิสัยเป็นคนเอาการเอางาน ซื่อสัตย์ เจ้าเล่ห์เพอุบาย และอารมณ์ร้อน
สถานะ : อยู่

  

ไช่อี้เฟย (30)

จอมยุทธ์หญิง น้องสาวคนสุดท้ายของไช่เฟยฟ่าน รับช่วงต่อการดูแลไช่ฟ่านเหลียนเมื่อครั้งยังเป็นเด็กต่อจากไช่ฟงอวิ๋น นิสัยเป็นคนร่าเริง โผงผาง กล้าได้กล้าเสีย ไม่ค่อยเกรงใจไช่ฟงอวิ๋นนักแม้จะเป็นพี่ชายก็ตาม
สถานะ : อยู่

 


อู๋ซื่อชุน (12)

น้องชายบุญธรรมที่ไช่ฟ่านเหลียนรับเลี้ยงไว้ ก่อนภายหลังอู๋ซื่อชุนจะขออยู่ต่อที่หมู่บ้านไป๋จื่อเพื่อพัฒนาที่นั่นต่อไป นิสัยเป็นเด็กร่าเริง เอาการเอางาน เชื่อฟังคนอื่นง่าย และใจดี
สถานะ : ไม่อยู่
    

สวัสดี
โพสต์ 2017-11-25 21:10:21 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fanlian เมื่อ 2017-11-25 21:27

{ แฟลชแบ็คย้อนวัยเด็ก }
[ไช่ฟ่านเหลียน]
ปฐมบท : ไม่ต้องไล่ ข้าไปเองได้!

           ยามเมื่ออาทิตย์อัสดงลาลับท้องฟ้า สิ่งที่ปรากฎเข้ามาภายในตระกูลไช่คือชายวัยยี่สิบแปดปีที่ตามเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยแผลประปราย ตามแบบฉบับนักรบของมังกร ดวงตาสีอำพันฉายแววอ่อนแรงเล็กน้อย แต่เมื่อพบว่าผู้ใดยืนรอตนอยู่เขาก็รีบเปลี่ยนสีหน้าในทันที รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งคลี่ออกมาบางๆ พลางคุกเข่าลงอ้าแขนรับบุตรชายคนเดียวของตน ‘ไช่ฟ่านเหลียน’

       “ท่านพ่อ!”

        พลัก! เสียงกระทบเพราะแรงที่ตนวิ่งเข้าไปสวมกอดบิดาของไช่ฟ่านเหลียนเด็กชายในวัยสิบปีดังขึ้นมาในทันใด

       “ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง เหนื่อยหรือไม่ขอรับ” เขาก้มหน้ามองบิดา มือเรียวเล็กพยายามช่วยเช็ดเหงื่อที่ผุดออกมาพร่างพรายให้หายไป

       “ไม่หรอก... เจ้าเล่าเหลียนเอ๋อร์วันนี้ได้ซนกับอาหญิงและตั้งใจเรียนหรือไม่” บิดาของเด็กน้อยถามถึงพลางลุกเดินจูงมือของไช่ฟ่านเหลียนเข้าจวนพร้อมกัน

        “อ่า...” เด็กน้อยทำท่าเลิ่กลั่กพลางครางเบาๆ มือก็จับบิดาแล้วก้าวตามไป

        “หืม? เหลียนเอ๋อร์มีอะไรหรือไม่วันนี้” ไช่เฟยฟ่านหลี่ตามองบุตรชาย ตั้งแต่เดินจากหน้าประตูจวนจนถึงห้องที่เอาไว้ดื่มน้ำชา เขานั่งลงฝั่งตรงข้ามไช่ฟ่านเหลียนจ้องตากันไปมาอยู่สักพักจนตัดสินใจจะเอ่ยปากขึ้น หากแต่ว่ากลับมีคนขัดขึ้นมาเสียก่อน

        “อ้าวท่านพี่ เจ้าเหลียนอยู่กันพร้อมหน้าเลยนะขอรับ” เป็นไช่ฟงอวิ๋น น้องชายคนรองของไช่เฟยฟ่าน

       “พี่รอง! ท่านคิดจะทำอะไร” และไช่อี้เฟยน้องสาวคนเล็ก

       “มันทำเรื่องเอาไว้ก็ควรให้พี่ใหญ่ได้รับรู้สิเฟยเอ๋อร์!” ไช่ฟงอวิ๋นพูดเสียงกระชากใส่ไช่อี้เฟย หากแต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้อีกคนหยุดแต่อย่างใด

      “แต่นั่นเพราะท่านไม่ใช่หรือ!” จอมยุทธ์หญิงส่งเสียงกระชากกลับใส่พี่ชายรองของตนบ้าง ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันและกันจนทำให้ไช่เฟยฟ่านถึงกลับกุมขมับพลางห้ามปรามทั้งคู่ด้วยเสียงอันดัง

      “เลิกคุยกันข้ามหัวข้าสักที! เรื่องมันเป็นมาอย่างไรรีบนั่งลงแล้วบอกกล่าวข้าเดี๋ยวนี้!” สิ้นเสียงอันทรงพลังของประมุขตระกูลคนทั้งคู่จึงทำได้เพียงจ้องตาแล้วทรุดนั่งคนละฝั่ง มีเสียงฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจประปรายบ้างแต่นั่นก็ไม่ดังมากนัก

      ตัวไช่ฟ่านเหลียนที่เงียบมานานต่างก็ได้แต่จ้องคนทั้งสามด้วยสายตาที่หวั่นวิตก เหงื่อเล็กๆผุดซึมตามขมับ มือทั้งสองกำเข้าที่ชายเสื้อนิดๆ ในขณะที่ริมฝีปากก็เม้มจนช้ำแดง ต่อหน้าบิดาเขาไม่สามารถแสดงความคิดเห็นอะไรได้เลย ไม่ว่าจะ ณ ตอนนี้หรือตอนใด แม้เขาจะถูกหรือแม้ว่าเขาจะผิดก็ตาม เพราะไช่ฟ่านเหลียนกลัวบิดามากนั่นเอง แต่เขามิได้กลัวในเชิงทำนองหวาดกลัวอะไรขนาดนั้น สิ่งที่เขากลัวคือกลัวบิดาจะผิดหวัง ผิดหวังในตัวบุตรชายเพียงคนเดียวอย่างเขา..

       “นิ่งเงียบกันอยู่ทำไมกัน แล้วใครจะเล่าให้ข้าฟังเล่าทีนี้!” ไช่เฟยฟ่านเอ่ยขึ้นหลังเห็นคนรอบข้างต่างเงียบสงัดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ
        
       “ข้าเองพี่ใหญ่/ข้าเองเจ้าค่ะท่านพี่” แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ทั้งสองคนฟาดฟันสายตาเข้าหากัน จนดวงตาสีอำพันจ้องมองด้วยแววตาติดรำคาญ ไช่ฟงอวิ๋นจึงยอมหยุดฟาดฟันรังสีอำมหิตใส่น้องสาวตนแล้วหันมาเล่าเนื้อความในทันที

       “ก็เจ้าเหลียนน่ะ ข้าแค่ท้าประลองเพราะอยากลองเชิงฝีมือเท่านั้น แต่กับขว้างกระบี่เฉียดหน้าข้าไปเพียงนิดเท่านั้นท่านพี่ ฉะนั้นแล้วท่านต้องลงโทษเจ้าเหลียนให้หลาบจำ”

      “และสั่งสอนให้มีมารยาทกว่านี้!” ประโยคหลังนั้นไช่ฟงอวิ๋นหันกลับไปพูดใส่ไช่อี้เฟยที่กำลังกัดฟันแน่นอยู่ อย่างเหนือกว่าในทันที
และฝ่ายไช่อี้เฟยเองก็ไม่น้อยหน้า เธอรีบเอ่ยบอกพี่ชายตนในทันใด

      “มันก็แค่ส่วนหนึ่งท่านพี่! หากพี่รองไม่ไปหาเรื่องหลานก่อน หลานคงไม่ทำ ลูกของพี่ พี่ก็ย่อมรู้ดีในนิสัยของเขา แม้ท่านจะจากบ้านไปนานๆแล้วกลับทีใช่หรือไม่?” พูดจบไช่อี้เฟยก็มองไช่ฟงอวิ๋นกลับด้วยสายตาเดียวกัน

      ไช่เฟยฟ่านต่างฟังคนทั้งคู่แล้วคิดพิจารณา ใบหน้าผินไปทางบุตรชายที่นั่งอยู่ข้างๆน้องสาวคนเล็กในทันใด

      “เป็นความจริงหรือไม่เหลียนเอ๋อร์”

      เจ้าเหลียนได้แต่ก้มหน้านิ่งพลางพูดเสียงสั่นอุบอิบในลำคอจนแม่ทัพหนุ่มต้องพยายามเงี่ยหูฟัง

      “จ..จะ...จริงขอรับท่านพ่อ”

       “ทำไมเจ้าถึงขว้างกระบี่ใส่อาเจ้าแบบนั้น รู้หรือไม่ว่ามันไม่ดี” ไช่เฟยฟ่านเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

       “ก็ท่านอากล่าวว่าข้าก่อนนี่ขอรับท่านพ่อ! ข้าไม่อยากประลองกับท่านอา แต่ท่านอาก็พยายามบอกให้ข้าประลองอยู่นั่นแหละ พอข้าบ่ายเบี่ยงก็กลับมาบอกว่าให้ข้าไปยืมเสื้อผ้าของอิสตรีมาใส่เสียเพราะแค่นี้ก็ยังกลัว ข้า...ข้าก็เลย” เจ้าเหลียนบอกเหตุผลของตนให้บิดาฟังด้วยเสียงที่ดังหากแต่ก็สะดุดที่ปลายประโยค

       “เจ้าก็เลยขว้างกระบี่ใส่อาเจ้างั้นสิ” สิ้นเสียงบิดา ไช่ฟ่านเหลียนก็ได้แต่เงียบอุบราวกับสำนึกในความผิดตน

       “โตแล้วหนาเหลียนเอ๋อร์ เมื่อไหร่จะแก้นิสัยมุทะลุได้เสียที หืม?” ไช่เฟยฟ่านเอ่ยน้ำเสียงแกมดุบุตรตน เว้นช่วงไว้พักหนึ่งแล้วกล่าวต่อไป

       “ดีที่ครั้งนี้นี้เจ้ามีเรื่องแค่กับอาของเจ้า ถ้าเป็นต่อไปภายภาคหน้าเจ้าโกรธใครแล้วขว้างของใส่คนอื่นข้างนอกไม่ได้นะเหลียนเอ๋อร์ ต่อให้พ่อใหญ่คับฟ้าแค่ไหนก็ช่วยเจ้าไม่ได้หนา”

      “ขอรับ” ไช่ฟ่านเหลียนเอ่ยตอบรับด้วยเสียงแผ่ว ส่งผลให้ไช่ฟงอวิ๋นแสยะยิ้มสะใจที่เห็นอีกฝ่ายโดนดุจนหงอย

       “เจ้าก็เหมือนกันฟงอวิ๋น กับเด็กเจ้ายังจะไปหาเรื่องยั่วโมโหอีก เป็นถึงปราชญ์ในรั้วในวังกับมาทำกริยาแบบนี้ ใครรู้เขาจะครหาตระกูลเราได้”

       “ท่านพี่!”

       “ก็จริงนะเจ้าคะ โฮะโฮะ”

       “ไช่อี้เฟย!”

       “ทำไม!”

      “พอได้แล้วพวกเจ้าทั้งคู่! ส่วนเหลียนเอ๋อร์ไปหยิบหวายมา”

      “ขอรับท่านพ่อ” สิ้นเสียงผู้เป็นใหญ่ในบ้านไช่ฟ่านเหลียนก็ได้แต่เดินไปหยิบหวายอย่างยอมรับชะตากรรมพลางทิ้งท่านอาทั้งสองให้ถกเถียงกันอยู่อย่างนั้น ใช้เวลาไม่นานไม้เรียวขนาดเหมาะมือก็ได้มาอยู่ในมือบิดา แล้วก็เป็นไปตามระเบียบ ไช่ฟ่านเหลียนกอดอกพลางหลับตาแน่น ไม้เรียวฟาดเข้าที่ก้นจนเสียงดังขวับ ไปถึงสองสามรอบเลยทีเดียว

       หลังจากนั้นก็ไม่มีเรื่องร้ายแรงอย่างเช่นวันนี้เกิดขึ้นอีกเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าความผูกใจเจ็บของไช่ฟงอวิ๋นจะเลือนหายไปซะทีเดียว เวลาผ่านไปจากเหตุการณ์นี้จากวันเป็นเดือนและเดือนเคลื่อนมาเป็นปี จนไช่ฟ่านเหลียนมีอายุครบรอบสิบห้าปี เด็กน้อยในวันนั้นก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ รูปร่างที่สูงชะลูดขึ้น ใบหน้าที่ติดดูหวานและในบางครั้งก็ติดดูคมคายในเวลาเดียวกัน รวมไปถึงน้ำเสียงและพละกำลังที่เปลี่ยนแปลงไป
      
        ทำให้ไช่ฟงอวิ๋นผู้จงเกลียดและจงชังคิดแผนการหนึ่งขึ้นมาได้ ล่อหลอกให้อีกฝ่ายออกจากจวนตระกูลตนไปเสีย!

       “เจ้าเด็กไม่มีชาติกำเนิดมารดามันนั่น ทำให้ตระกูลด่างพร้อยมานับสิบปี ถึงเวลาที่แกจะออกไปเสียที ฟ่านเหลียน!”

        ไช่ฟงอวิ๋นสบถขึ้นแววตากร้าวมองไปที่ด้านนอกโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าไช่ฟ่านเหลียนกำลังยืนอยู่ที่ด้านหลังตน เด็กหนุ่มเมื่อได้ยินก็รีบถอยหลังเดินออกไปเงียบๆ พลางเอ่ยขึ้นมาเบาๆ
        
         “อย่างกับข้าอยากจะอยู่ร่วมบ้านกับท่านงั้นแหละ!”

        ในขณะที่ไช่ฟงอวิ๋นกำลังดำเนินการเกลี้ยกล่อมบิดาและอาหญิงของไช่ฟ่านเหลียนนั้น ตัวเขาก็รีบเก็บข้าวของเท่าที่พอจะเอาไปได้ยัดห่อผ้า เขียนจดหมายลวกๆ แล้วปีนออกนอกหน้าต่างจากจวนไปในทันที
        แม้จะห่วงบิดาและอาหญิงเพียงใด…

       “เฮ้อ… อย่างที่บอกในจดหมายนั่นแหละนะ” เอ่ยแผ่วๆแล้วค่อยๆเดินมุ่งตรงไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จุดหมาย

        ฝ่ายตระกูลไช่เมื่อไช่ฟงอวิ๋นเกลี้ยกล่อมสำเร็จก็ได้แต่หัวเราะด้วยความถูกใจที่ในที่สุดฟ่านเหลียนก็จะออกจากตระกูลตนเสียที หากแต่สาวใช้กลับวิ่งหน้าตื่นมาหาพวกเขาทั้งสามเสียก่อน พร้อมยื่นจดหมายให้กับ ไช่เฟยฟ่าน

        ไช่เฟยฟ่านเมื่อได้อ่านเนื้อความก็ทอดถอนหายใจแล้วยื่นกระดาษไปที่น้องชายตน พลางเอ่ยว่า

       “เหมือนฉบับนี้เหลียนเอ๋อร์จะฝากให้เจ้าเป็นพิเศษมากกว่านะ ฟงอวิ๋น”

        ไช่ฟงอวิ๋นเมื่อได้ฟังก็ประหลาดใจ เขาจึงรีบหยิบกระดาษขึ้นมาอ่านทันที สายตากวาดมองเนื้อความที่เขียนว่า

       “ไม่ต้องไล่ ข้าก็เต็มใจออกไปให้พ้นจวนที่มีท่านอยู่ ขอลาขาดอย่าได้พบเจอท่านอีก หากมีวาสนาแล้วข้าจะกลับมาเยี่ยมท่านพ่อและท่านอาหญิงใหม่ - ไช่ฟ่านเหลียน”

        ใบหน้าคมแสดงสีหน้าโกรธออกมาอย่างชัดเจนพลางคำรามเบาๆ

        “ไช่ฟ่านเหลียน!”

         “ฮัดชิ้ว! ท่านอาใหญ่ด่าข้าแน่ๆ ข้าสัมผัสได้” ไช่ฟ่านเหลียนเอ่ยขึ้นพลางเช็ดจมูกเบาๆ
         เฮ้อพ้นเวรพ้นกรรมเสียที...








คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -24 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -24 + 3

ดูบันทึกคะแนน

สวัสดี
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ม้าตี๋หลูทมิฬ
คัมภีร์ละติน
กราดิอุสทอง
กราดิอุสทอง(ซ้าย)
เกราะทองคำ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1000
x3000
x3000
x1
x1
x10
x100
x1
x15
x20
x10
x100
x1
x50
x50
x50
x30
x1
x17
x10
x58
x50
x20
x28
x24
x10
x80
x25
x20
x20
x2
x2
x3
x156
x25
x11
x4
x19
x2
x10
x10
x10
x10
x10
x15
x29
x45
x1
x1
x20
x25
x15
x15
x4
x180
x15
x20
x1
x1
โพสต์ 2018-2-3 01:50:47 | ดูโพสต์ทั้งหมด
{ทำดีได้ดี}
[ไช่ฟ่านเหลียน]

บทที่ 3 บทเรียนชีวิตที่ไม่ได้สวยงามดั่งกลีบกุ้ยหยาง : กลับสู่จุดเริ่มต้น

ทุกคนย่อมมีเรื่องลำบากใจ ปุถุชนทุกคนต้องมีความรู้สึกบ้าง และเขาก็เป็นเพียงคนธรรมดาไม่ได้เป็นผู้วิเศษเลิศเลอจากที่แห่งหนไหน ก้าวเดินทางไปด้วยความสะดวกสบายแต่ใจกลับหนักอึ้ง ฟ่านเหลียนพยายามรักษาใบหน้าและความรู้สึกของตนให้มิดชิดที่สุด ด้วยความไม่อยากให้ผู้ร่วมเดินทางวิตกไป มือที่กำสายบังเหียนซึมไปด้วยเหงื่อแต่กระนั้นเขาก็ยังพยายามเก็บซ่อนเรื่องราวทั้งหมดไว้ในใจเพียงลำพัง

เวลาเกือบห้าปีไม่ได้ช่วยให้เขาดูโตขึ้นเลยแม้แต่น้อยในความรู้สึกของตน เขาก็ยังเป็นเพียงเด็กที่เกรงกลัวในตัวบิดาและท่านอาทั้งสองเช่นเดิม สิ่งที่แตกต่างจากกาลก่อนมีเพียงความสูงแลความกำยำที่มีมากขึ้น แลอาจจะเพิ่มใบหน้าที่หยิ่งผยองกว่าเพลาเก่ามาอีก อีกทั้งความปากเปราะที่เพิ่มขึ้นอีกเป็นถัง

ความเกรงกลัวสำหรับเขาเป็นสิ่งที่ยากจะกำจัด โดยเฉพาะความเกรงกลัวที่จะทำให้ครอบครัวผิดหวัง ฟ่านเหลียนนั้นแต่ไหนแต่ไรถูกพร่ำสอนมาให้เพื่อเป็นบุตรที่สืบทอดต่อตระกูลตนให้มีต่อไป แต่เพราะทิฐิ เพราะความถือว่าตนปีกกล้าขาแข็ง คิดจะทำอะไรก็ทำ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาออกมาจากจวน

โลกภายนอกมันมีทั้งด้านดีและด้านเลว ฟ่านเหลียนขอไม่ปฏิเสธเพราะมันคือสิ่งที่จริง การออกมาอยู่นอกจวนเหมือนเปิดโลกทัศน์อันน้อยนิดของเขาให้มากขึ้น อะไรที่ไม่เคยทำตนก็ต้องทำให้ได้ หากไม่ทำก็ไม่มีอะไรที่จะกิน อะไรที่ไม่เคยคิดจะใช้ก็ต้องใช้เพราะถ้าไม่ใช้ตนนั่นแหละที่จะถูกเล่ห์เหลี่ยมของผู้อื่นตุ๋นเอา

กลับไปบ้านครั้งนี้เขามีประสบการณ์และความคิดอ่านที่ดีขึ้น นั่นอาจทำให้ครอบครัวสบายใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่การกลับไปพร้อมบุตรทั้งสองรวมถึงมีหญิงสาวที่ร่วมเดินทางไปด้วยนั่นคงเป็นสิ่งที่ไม่ดีนักหากคนภายนอกเห็น เขาไม่ต้องการให้นางเสียชื่อเสียงเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่มีนางเลือกมากนัก ใบหน้าหวานเงยรับความหนาวเย็นที่พัดผ่านซึมซับความกล้าจากลมเหมันต์ ดึงความเชื่อมั่นออกมาเพื่อต่อสู้กับปัญหาในอนาคตทั้งมวล

เดินทางด้วยสัตว์ทั้งสี่จนคนทั้งหมดเดินมาถึงหน้าประตูจวนไช่ ฟ่านเหลียนกระโดดลงจากหลังอาชาสีหมอก มือกำแน่นแล้วคลายออก เขาเดินตรงดิ่งไปที่หน้าประตูจนผู้เฝ้าประตูขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ทวนถูกขวางเป็นรูปกากบาท แสดงถึงความห้ามผ่านอย่างชัดเจน ฟ่านเหลียนพ่นลมหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อหยิบสิ่งที่คิดว่าชาตินี้คงไม่ได้นำมาใช้ขึ้นมา หยกสีเขียวขุ่นร้อยด้วยสายรัดสวยงามสลักคำว่า “ไช่” เด่นหลาอยู่ พลางห้อยแกว่งไปมาก่อนมันจะถูกเก็บในทันทีเมื่อพวกเขาเห็นชัดเจนแล้ว

“ทีนี้พวกท่านจะให้ข้าเข้าไปได้หรือไม่” นายเฝ้าประตูมองหน้ากันเลิกลั่กด้วยความไม่รู้ต้องทำอย่างไรต่อไปดี เนื่องจากพวกตนเพิ่งมาใหม่จึงไม่รู้ว่ามีนายของตนมากกว่าที่รู้ เป็นนายน้อยคนโตบุตรคนเดียวของไช่เฟยฟ่านแม่ทัพแห่งต้าฮั่นที่หายตัวไปอย่างเป็นปริศนาเมื่อห้าปีก่อน…

“ข้าต้องการทราบว่าข้าจะเข้าไปตอนนี้ได้หรือไม่” เสียงเรียบของฟ่านเหลียนเอ่ยขึ้นเป็นครั้งที่สอง หากเพียงเขาคนเดียวที่ยืนอยู่ฟ่านเหลียนคงไม่รู้สึกขุ่นใจขนาดนี้แต่นั่นคือพี่หรั่น นางเป็นแขกของเขาอีกทั้งบุตรชายก็ยังมีอาการป่วยอยู่หากต้องลมนานๆอาการป่วยนั้นก็สามารถกลับมาอีกใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นที่ฟ่านเหลียนเริ่มขุ่นเคืองคงไม่ผิดอะไร เพราะนี่คือความรู้สึกอันเป็นธรรมดาของผู้เป็นบิดาและมารดาย่อมรักและห่วงบุตรตน

อาการเลิ่กลั่กยังคงมีให้เห็นเป็นระยะ เขาโตขึ้นก็จริงอยู่แต่ใช่ว่าอารมณ์จะโตขึ้นตามทั้งหมด ความใจร้อนทำให้เขาเกือบพลั้งมือฆ่าอาของตัวเองไปแล้วครั้งหนึ่ง และอาจจะมีครั้งที่สองในไม่ช้าหากพวกเขายังคงไม่เปิดประตูให้ แต่เหมือนนายเฝ้าประตูอาจพอมีบุญแลวาสนา ประตูจากด้านในจวนถูกเปิดออกมาเป็นท่านอาหญิง…

“เหลียนเอ๋อร์!” เสียงร้องเรียกดังลั่นด้วยความตกใจ หญิงสาวผู้เป็นอายังคงไม่ต่างไปจากเดิมผมสีถ่านสวย ดวงตาสีน้ำตาลไหม้แลผิวพรรณเปร่งปรั่งเหมือนเมื่อห้าปีก่อน และอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ฟ่านเหลียนเตรียมใจมาเพื่อเผชิญหน้ากับหญิงผู้เป็นอาตรงหน้าแล้วแต่ว่า… ไม่พอ ฟ่านเหลียนคิดว่าเขามีความกล้าไม่มากพอเลย

อี้เฟยก้าวเข้าหาเขาหนึ่งก้าว ฟ่านเหลียนก็ถอยออกหนึ่งก้าว พอฟ่านเหลียนถอยออกหนึ่งก้าว อี้เฟยก็พยายามไล่ตามอีกหนึ่งก้าว เป็นเช่นนี้ซ้ำๆจนฟ่านเหลียนคิดว่าคนมองเหตุการณ์อย่างพี่หรั่นอาจมีความงงงวยต่อสถานการณ์นี้ไม่มากก็น้อยพอสมควร ร่างโปร่งของเขาหยุดก้าวกระทันหันพลอยให้อี้เฟยผู้เป็นอาสาวเดินชนโดยไม่ได้ตั้งใจ และอย่างที่เขาเคยเล่าไปว่าอาหญิงเป็นจอมยุทธ์แน่นอนว่าแรงของเขาย่อมน้อยกว่า แรงชนเมื่อครู่ทำเอาเขาหน้าเหยเกนิดหน่อยแต่เมื่อได้สติก็รีบเดินออกจากอาหญิงของตัวเอง นางดูเหมือนจะเดินเข้ามาอีกจนฟ่านเหลียนเอ่ยดักหน้าเอาไว้ก่อน

“อาหญิงขอรับ ข้าไม่หนีไม่ไหนหรอกขอรับ ไม่ต้องเข้ามาใกล้ข้าก็ได้” นางเมื่อได้ยินก็พยักหน้าแล้วยืนกอดอกมองหลานชายที่ตัวโตกำยำขึ้นแต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาก็ยังคงมีเช่นเดิม… ก็ยังสวยเหมือนเดิม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏแล้วหายไปชั่วแวบตา นางเหลือบมองไปด้านหลังแล้วเห็นหรั่นซินหลี่และทารกทั้งสองพร้อมทั้งสรรพสัตว์ทั้งหลาย คิ้วโค้งสวยขมวดก่อนจะแอบกระซิบเบาๆกับฟ่านเหลียน

“ไม่เจอกันห้าปีหนาว เจ้าก็โตเป็นพ่อคนแล้วรึหลานอา”

“เพ่ย..อาหญิงข้ายังไม่มีภรรยา” กระซิบตอบกลับพลางสะดุ้งตกใจที่เอ่ยพาดพิงไปยังหญิงสาว

“อ้าวแล้วที่นางอุ้มอยู่เล่า” อี้เฟยขมวดคิ้วสงสัย

“เดี๋ยวเหลียนเอ๋อร์จะเล่าให้ฟังทีหลังขอรับ ตอนนี้ขอเข้าจวนก่อนได้หรือไม่..” อี้เฟยได้ฟังก็พยักหน้า กำลังเดินหันกลับไปหาหรั่นซินหลี่แต่ก็ต้องชะงักแล้วกระซิบถามอาหญิงของตนอีกรอบเพื่อความแน่นอนและมั่นใจ

“ตอนนี้ทั้งบ้านเหลืออาหญิงอยู่คนเดียวใช่ไหมขอรับ”

“ใช่ ทำไมหรือ? หรือว่า..พี่รอง อารองเจ้า” เขาไม่ตอบแต่พยักหน้าเบาๆ สถานการณ์ตอนนี้เขาพร้อมเผชิญหน้ากับทุกคนเว้นเสียแต่อารองเท่านั้น เวลานี้เขาไม่มีอารมณ์จะเถียงจะต่อล้อคำพูดใดๆทั้งสิ้น ความเหนื่อยของการเดินทางผนวกเข้ากับเหตุการณ์ที่ต้องอธิบายกินพลังงานของร่างกายไปมากโขจนเขาแทบอยากจะนอนยาวไปให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก็รู้ว่าทำไม่ได้ และเมื่อได้รับคำตอบที่ต้องการแล้ว ไช่ฟ่านเหลียนจึงเดินไปหาหรั่นซินหลี่ กระซิบเบาๆให้รู้

“พี่หรั่นขอรับ แวะเข้าจวนข้าสักหน่อยก่อนนะขอรับ ดูเหมือนว่าข้ากับท่านคงต้องอธิบายกับท่านอาของข้ายาวพอสมควรเลย...”

“....” @LanXinLi

“งั้นเดี๋ยวข้าช่วยอุ้มหย่งหมินกับหย่งเหรินนะขอรับ พี่ก็ค่อยๆลงมา...” สิ้นเสียงของฟ่านเหลียน มือเรียวจึงรับทารกน้อยทั้งสองให้อยู่ในอ้อมอก เมื่อนางลงมาจากหลังของสัตว์เลี้ยงได้แล้วหย่งเหรินจึงถูกส่งให้นางอุ้ม ฟ่านเหลียนเดินเข้าไปหาหนิงเจี้ยนเพื่อลูบข้างลำตัวและเฟยหลิงเพื่อลูบแฝงคอมันเบาๆให้คุ้นชินกับคนที่นี่ ก่อนพวกมันจะถูกจูงไปไว้ยังบริเวณที่สามารถผูกรัดเชือกเอาไว้ได้

“ไปกันเถอะขอรับ”

“....” @LanXinLi

พยักหน้าให้หรั่นซินหลี่แล้วเดินเข้าไปภายในจวน ที่นี่แทบไม่ค่อยต่างไปจากเดิมมากนัก สวนยังคงเขียวชะอุ่ม ตามทางเดินที่ตัดผ่านก็ยังเห็นร่องรอยซุกซนตอนครั้งวัยเยาว์อย่างรอยกระบี่ที่ต้นเสาเป็นต้น รอยยิ้มปรากฏขึ้น.. เขารู้สึกดี รู้สึกดีที่ได้กลับบ้านมาอีกครา

ครืด…

เสียงประตูถูกเลื่อนออกจนเห็นภายในห้องโถงของบ้าน ดวงตาเหลือบมองที่โต๊ะกลางห้องแล้วเดินนำหญิงสาวเข้าไปยังด้านใน ฟ่านเหลียนนั่งตรงข้ามหรั่นซินหลี่ในขณะที่อี้เฟยนั่งตรงหัวโต๊ะ

ทุกอย่างก้าวเข้าสู่ความเงียบสงัดจนแทบได้ยินเสียงหายใจ

กลิ่นหอมของชารสดีแตะที่ปลายจมูก อ้อมอกโอบกอดหย่งหมินที่พลิกตัวเบาๆไปมาให้หย่อนลงเล็กน้อย พ่อบ้านของตระกูลมีสีหน้าดีใจล้นเหลือเมื่อพบกับนายน้อยของพวกเขาแต่กิริยาทั้งหมดต้องถูกสงวนเอาไว้ ป้านชาและถ้วยชาถูกจัดวางให้ครบคนพร้อมทั้งขนมกินเล่น จากนั้นพ่อบ้านตระกูลไช่จึงล่าถอยออกมา เหลือเพียงบุคคลทั้งสามและทารกอีกทั้งสองคน อี้เฟยค่อยๆรินชาจรดลงในถ้วย ยิ้มหวานให้หรั่นซินหลี่ทีหนึ่งแล้วส่งถ้วยให้นางไปก่อนจะรินให้ตนและหลานอย่างเขาตามลำดับ ริมฝีปากอมชมพูเอื้อนเอ่ยขึ้นมา

“จริงๆ ครั้งแรกที่อาเห็นเจ้าอาอยากรู้ว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมาเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง แต่พอเห็นเรื่องในวันนี้แล้วอาต้องขอเปลี่ยนใจที่จะถามว่าเจ้าเป็นอย่างไรบ้างเป็นมีอะไรที่อาจะต้องรู้ไหมจะดีกว่า...” เขานิ่งเงียบรอฟังอีกคนพูดต่อ

“ว่าอย่างไรเล่า?” ดวงตาเงยหน้ามองหรั่นซินหลี่ พยักหน้าสองสามทีแล้วสูดลมหายใจเข้า

“ข้า...ข้าพบกับพี่หรั่นที่ไป๋จื่อขอรับท่านอา”
“ไป๋จื่อ? แถบด่านตะวันตก.. เจ้าไปทำอะไรที่นั่น?” ลิ้นสีเรื่อเลียริมฝีปากแก้ประหม่าแล้วเล่าต่อ

“ช่วยเหลือคนน่ะขอรับ” นางพยักหน้าไม่ได้ติดใจอะไรนักแล้วนิ่งฟัง

“พอเสร็จธุระที่ไป๋จื่อข้าก็ไม่รู้จะไปที่ใด เลยขอติดสอยห้อยตามพี่หรั่นไป”

“เขาตามเจ้าไปนี่ไม่ได้ทำอะไรให้เจ้าลำบากใช่หรือไม่แม่นาง?” อี้เฟยหันไปถามหรั่นซินหลี่พลางหัวเราะเบาๆ

“ท่านอา!”

“....” @LanXinLi

“จากนั้นระหว่าง ข้ากำลังเดินข้ามทะเลทรายบนเส้นทางสายไหมกับพี่หรั่นจู่ๆข้าก็พบรถม้าพลิกคว่ำอยู่ขอรับ” เมื่อหรั่นซินหลี่ตอบแล้วเขาจึงเริ่มเล่าต่อจนกระทั่งถึงจุดหนึ่งแล้วจึงให้นางเป็นผู้เล่าจนกระทั่งถึงบทสรุป

“....” @LanXinLi

“....” @LanXinLi

“....” @LanXinLi

“....” @LanXinLi

“อย่างที่พี่หรั่นเล่าน่ะขอรับท่านอา ข้าจึงมีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือท่านอา ให้ช่วยดูแลพวกเขาให้ข้าก่อน เพราะอย่างไรเขาก็ถือเป็นลูกของข้าไปแล้ว และข้าก็ไม่อาจละทิ้งพวกเขาได้อีก” ดวงตาสีน้ำตาลไหม้ทอประกายความหวังจนคนเป็นอาได้แต่พยักหน้ารับแล้วเอ่ยขึ้น

“เอ้า! เลี้ยงหลานข้าก็เลี้ยงมาแล้วจะเลี้ยงเหลนอีกคนสองคนคงไม่เป็นอะไร” คำพูดของท่านอาทำให้เขาถึงกับยิ้มกว้างแล้วหันไปมองหรั่นซินหลี่

“แล้วนี่พวกเจ้าจะไปไหนรึ?” อี้เฟยเอ่ยถาม

“ตอนแรกเหลียนเอ๋อร์จะไปแถบกวงหลิน เซี่ยพีขอรับ แต่ตอนนี้ไม่รีบเท่าไหร่อาจจะอยู่ที่นี่สักระยะก่อน”

“....” @LanXinLi

“....” @LanXinLi

“งั้นหรือ… เหลียนเอ๋อร์เจ้าจะไปส่งแม่นางที่หน้าจวนก่อนหรือไม่” ฟ่านเหลียนพยักหน้าหงึกหงัก ฝากหย่งหมินหย่งเหรินให้พ่อบ้านช่วยนำไปนอนที่ห้องของเขา แล้วเดินนำหญิงสาวมาที่หน้าจวนของตน ใช้เวลาชั่วครู่ก็ถึง วัวและม้าของหญิงสาวถูกจับจูงมาให้นาง ระยะเวลาที่เดินทางกันมาทำให้รู้สึกผูกพันธ์ฉันพี่น้อง หรั่นซินหลี่ขึ้นวัวของตนแล้วเขาจงเอ่ยขึ้น

“ข้าขอให้ท่านโชคดีนะขอรับพี่หรั่น หากต้องการความช่วยเหลือหรือขาดสิ่งใด ท่านสามารถเขียนจดหมายมาให้ข้าได้ทุกเมื่อ”

“....” @LanXinLi

“พี่หรั่น… จะดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี”

“....” @LanXinLi

“ขอรับ” เหลือบมองนางและเหล่าสัตว์เลี้ยงไปจนลับสายตา ก่อนจะผินดวงตามาที่ดอกเหมยในเหมันต์ฤดูที่ชูช่อไสว นางกำลังดำเนินไปในทางที่นางกำหนดเอง แล้วเขาล่ะ?

“ข้าก็แค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามครรลองก็พอ..”

พึมพำให้เสียงลอยผ่านไปกับสายลม กลีบดอกเหมยหล่นล่วงจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่กลีบพร้อมกับแผ่นหลังกว้างที่เดินเข้าไปในจวนโดนไม่สนใจดอกเหมยด้านหลังตนอีกเลยว่าจะล่วงหล่นอีกสักเท่าไหร่… เพราะสิ่งที่เขาสนใจตอนนี้มีเพียงร่างแดงเรื่อที่มีผิวนุ่มยุ่นทั้งสองที่กอดกันกลม ณ ห้องนอนเขาเสียมากกว่า
@Admin @LanXinLi



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +35 เงินตำลึง +1500 ชื่อเสียง +479 ความหิว -23 Point +7 ย่อ เหตุผล
Admin + 35 + 1500 + 479 -23 + 7

ดูบันทึกคะแนน

สวัสดี
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ม้าตี๋หลูทมิฬ
คัมภีร์ละติน
กราดิอุสทอง
กราดิอุสทอง(ซ้าย)
เกราะทองคำ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1000
x3000
x3000
x1
x1
x10
x100
x1
x15
x20
x10
x100
x1
x50
x50
x50
x30
x1
x17
x10
x58
x50
x20
x28
x24
x10
x80
x25
x20
x20
x2
x2
x3
x156
x25
x11
x4
x19
x2
x10
x10
x10
x10
x10
x15
x29
x45
x1
x1
x20
x25
x15
x15
x4
x180
x15
x20
x1
x1
โพสต์ 2018-2-3 21:31:39 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LanXinLi เมื่อ 2018-2-3 22:08

{ ทำดีได้ดี }
ch.11
รักและคิดถึง


     ด้วยเพราะเป็นคนที่เข้าใจในที่มาที่ไปของเหตุผล หรั่นซิ่นหลี่เข้าใจว่าชายตรงหน้ากำลังเป็นห่วงชื่อเสียงของนาง แต่อีกหนึ่งคือดวงตาเขาสะท้อนความกังวลนอกเหนือจากนั้น นางจะไม่ถาม รอให้เขาเล่าเองดีกว่า สองแขนอุ้มทารกน้อยน่ารักน่าชัง คนสวนทางไปมาพบเห็นล้วนทักทายหยอกเย้าว่าเด็กนั้นน่ารักมีราศียิ่ง หรั่นซิ่นหลี่ได้แต่เก็บความอาลัยไว้ในใจ คิดว่าวันหนึ่งจะมาพบ แต่จะมีวันนั้นไหม… นางไม่อาจรู้เลย
      เดินทางผ่านภูเขาเข้าสู้เมืองกุ้ยหยาง ทางคุ้นตาเริ่มสะท้อนในนัยย์ตานาง เมื่อคิดถึงครั้งวันวานที่ผันผ่าน เส้นขนก็ลุกตั้งด้วยคิดว่าจะเจอท่านปู่อีกไหมหนอ.. รู้ตัวอีกทีคณะเดินทางนางก็มาถึงจวนหลังหนึ่งเสียแล้ว
      นี่มัน.. ก็รู้ว่าเขาบอกเป็นบุตรชายแม่ทัพ แต่จวนยิ่งใหญ่ขนาดนี้… ไม่ธรรมดาแล้ว! มิหนำซ้ำทหารที่เฝ้าประตูก็ดูดุดันมากอีกด้วย.. คิดอีกแง่ ที่นี่จะปลอดภัยวำหรับเด็กทั้งสอง.. สำหรับลูกของไช่.. สำหรับลูกของนาง.. แต่แล้วคิ้วเรียวก็ต้องขมวดเข้าหสกันเมื่อทหารสองนายเบื้องหน้านั้นขยับทวนยาวขวางไม่ให้ร่างสูงที่ลงจากม้าเดินผ่านเข้าไป นางเห็นไหล่หนาขยับขึ้นลงเดาว่าเขาถอนหายใจ แล้วหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ
     “ทีนี้พวกท่านจะให้ข้าเข้าไปได้หรือไม่”
      หรั่นซิ่นหลี่มองไช่ฟ่านเหลียนสลับกับทหารเฝ้าประตู เหตุใดคนตรงหน้าจึงไม่เป็นที่รู้จักทั้งที่เป็นบุตรชายของจวนแม่ทัพ? ความสงสัยผุด แต่ช่างปะไร.. ไม่ใช่เรื่องที่นางจะต้องก้าวขาไปยุ่งเรื่องของบ้านผู้อื่น แต่เรื่องนี้คงเป็นที่มาว่าทำไมไช่ฟานเหลียนจึงมีสีหน้าไม่สบายใจก่อนจะมาถึงที่นี่
      หรั่นซิ่นหลี่บนหลังวัวมองทหารสองนายมีสีหน้าลังเลใจก่อนเสียงเรียบนิ่งของไช่ฟ่านเหลียนจะดังขึ้น นางแลเห็นมือเขากำลังขยับแปลกไป ง้าวในมือเจ้าไม่ใช่ของเล่นนะ.. กำลังจะเอ่ยปากห้ามแต่บุญยังคุ้มกะลาหัวทหารสองนายอยู่ ประตูใหญ่ถูกเปิดออกพร้อมร่างของหญิงสาวนางหนึ่งได้รากฏ
     “เหลียนเอ๋อร์!” นางเรียกอย่างสนิทสนม หรือจะเป็นมารดา? แล้วเหตุใดคนทั้งสองจึงทักทายกันอย่างประหลาดนัก? คนหนึ่งก้าวเข้า อีกคนถอย จนไช่ฟ่านเหลียนหยุดถอยเท้าทำให้ร่างสตรีชนกับเขา แล้วรีบเดินออกมา ได้ยินพวกเขาพูดอะไรกันแต่เสียงเบาเกินไปจับใจความไม่ได้ แล้วสตรีตรงหน้ากอดอกแล้วมองมาทางหรั่นซิ่นหลี นางจึงส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร คิดในใจรู้แล้วว่าต้องเข้าใจผิด ปนะเดี๋ยวคงต้องเข้าไปนั่งอธิบายกันข้างในเป็นแน่..
     “ไม่เจอกันห้าปีหนาว เจ้าก็โตเป็นพ่อคนแล้วรึหลานอา”
     “เพ่ย..อาหญิงข้ายังไม่มีภรรยา”
     “อ้าวแล้วที่นางอุ้มอยู่เล่า”
     “เดี๋ยวเหลียนเอ๋อร์จะเล่าให้ฟังทีหลังขอรับ ตอนนี้ขอเข้าจวนก่อนได้หรือไม่..”
      มองไช่ฟ่านเหลียนกำลังเดินมาทางนาง แต่ชะงักหันกลับไปก่อน ได้ยินเขาถามคำถามประหลาดขึ้นมานางก็งุนงง แต่แล้วก็ได้คำตอบในคำถามนั้นว่าสตรีผู้นี้คือท่านอาหญิงของไช่ฟ่านเหลียนนี่เอง
     “ตอนนี้ทั้งบ้านเหลืออาหญิงอยู่คนเดียวใช่ไหมขอรับ”
     “ใช่ ทำไมหรือ? หรือว่า..พี่รอง อารองเจ้า” ได้ยินคำตอบจากอาหญิง ไช่ฟ่านเหลียนก็พยักหน้าแล้วเดินมาทางสตรีบนหลังวัว เขายื่นหน้ามากระซิบบอกนางเสียงแผ่ว
     “พี่หรั่นขอรับ แวะเข้าจวนข้าสักหน่อยก่อนนะขอรับ ดูเหมือนว่าข้ากับท่านคงต้องอธิบายกับท่านอาของข้ายาวพอสมควรเลย...”
     “ได้สิ พี่ไม่รีบ” เห็นไหม.. เข้าใจผิดจริงๆ
     “งั้นเดี๋ยวข้าช่วยอุ้มหย่งหมินกับหย่งเหรินนะขอรับ พี่ก็ค่อยๆลงมา...”
      นางส่งลูกให้ไช่ฟ่านเหลียนตามที่เขาบอกแล้วลงมาจากหลังวัว ก่อนที่หย่งเหรินจะถูกส่งกลับเข้าสู้อ้อมกอดนางอีกครั้ง
     “ไปกันเถอะขอรับ”
     “อื้ม” หรั่นซิ่นหลี่ตอบแล้วปัดมือบอกเสี่ยไป๋กับซือเอ๋อร์ว่าอยู่แถวนี้เดินเล่นไปก่อน แล้วนางจึงเดินตามร่างสูงไป สองเท้าก้าวผ่านประตูไม้ใหญ่เข้าสู่ขวนแม่ทัพ เห็นสวนงดงามพร้อมด้วยรอยเล็กๆจากของมีคมบนเสาบางต้น เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้างามของชายตรงหน้า นางก็เข้าใจได้ทันทีว่าที่แห่งนี้มีความทรงจำ
      ครืด...
      เดินเข้ามาถึงห้องโถง หรั่นซิ่นหลี่เริ่มจะอึดอัด.. บ้านนางแม้จะเป็นบ้านพ่อค้าผ้า แต่เทียบกันแล้วยังเล็กกว่าจวนแห่งนี้หลายเท่าตัว นางจึงรู้สึกไม่คุ้นชินและวางตัวไม่ถูก ประตูถูกเปิดและหญิงสาวถูกคนเดินนำเข้าไปนั่งที่โต๊ะกลางห้อง โดยนางนั่งตรงข้ามกับไช่ฟ่านเหลียนและอาหญิงของเขานั่งหัวโต๊ะ
      หรั่นซิ่นหลี่อุ้มหย่งเหรินในอ้อมกอดอย่างดีแล้วนั่งลง โถงนั้นกว้างนักแต่กลับไม่มีชีวิตชีวาเท่าที่ควร สักพักหนึ่งก็มีคนเดินมาตั้งชาพร้อมของว่าง มองดูแล้วคิดถึงยามที่นางทำงานที่โรงน้ำชา.. กลับไปเยี่ยมดีไหมนะ.. แต่ความคิดถูกสะกัดไว้ด้วยเหตุเบื้องหน้า ถึงขนาดมีพ่อบ้าน.. หรั่นซิ่นหลี่รู้สึกอึดอัดเพิ่มทวีแต่ไม่ได้พูดอะไร ยิ้มรับถ้วยชาที่ถูกส่งมาจากอาหญิงของไช่ฟ่านเหลียนก่อนจะจิบน้อยแล้ววางลงตามมารยาท ให้คนในครอบครัวได้คุยกันเองก่อน
     “จริงๆ ครั้งแรกที่อาเห็นเจ้าอาอยากรู้ว่าตลอดห้าปีที่ผ่านมาเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง แต่พอเห็นเรื่องในวันนี้แล้วอาต้องขอเปลี่ยนใจที่จะถามว่าเจ้าเป็นอย่างไรบ้างเป็นมีอะไรที่อาจะต้องรู้ไหมจะดีกว่า...”
     “ว่าอย่างไรเล่า?”
      ไช่ฟ่านเหลียนมองมาที่นางแล้วพูด “ข้า...ข้าพบกับพี่หรั่นที่ไป๋จื่อขอรับท่านอา”
     “ไป๋จื่อ? แถบด่านตะวันตก.. เจ้าไปทำอะไรที่นั่น?”
     “ช่วยเหลือคนน่ะขอรับ” พูดเว้นช่วงสักพัก “พอเสร็จธุระที่ไป๋จื่อข้าก็ไม่รู้จะไปที่ใด เลยขอติดสอยห้อยตามพี่หรั่นไป”
     “เขาตามเจ้าไปนี่ไม่ได้ทำอะไรให้เจ้าลำบากใช่หรือไม่แม่นาง?” อาหญิงของไช่ฟ่านเหลียนหัวเราะเสียงเบา
     “ท่านอา!”
     “ไม่เลยค่ะ.. เป็นเขามากกว่าที่คอยช่วยเหลือข้า” นางยิ้ม
     “จากนั้นระหว่าง ข้ากำลังเดินข้ามทะเลทรายบนเส้นทางสายไหมกับพี่หรั่นจู่ๆข้าก็พบรถม้าพลิกคว่ำอยู่ขอรับ” ไช่ฟ่านเหลียนพูดต่อแล้วหันมาที่นาง
     “เดิมคิดว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุและไม่มีคน แต่เมื่อข้ากับไช่ฟ่านเหลียนเดินเข้าไปก็พบทารกแฝดและแม่เด็กที่หมดลมหายใจไปเสียแล้ว.. จะทิ้งไว้กลางทะเลทรายก็ไม่ได้ คิดว่าสวรรค์อาจบันดาลให้พบพานข้าจึงรับมาดูแล ข้าไม่มีสามี ไม่มีลูก ตอนแรกคิดอยากจะรับทั้งสองไว้เป็นบุตรบุญธรรม แต่ตัวข้านั้นมีภาระที่ต้องทำ คงไม่อาจเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ได้ จึงปรึกษาไช่ฟ่านเหลียนและท้ายที่สุดก็เดินทางมาที่นี่เจ้าค่ะ”
     “อย่างที่พี่หรั่นเล่าน่ะขอรับท่านอา ข้าจึงมีเรื่องอยากจะขอความช่วยเหลือท่านอา ให้ช่วยดูแลพวกเขาให้ข้าก่อน เพราะอย่างไรเขาก็ถือเป็นลูกของข้าไปแล้ว และข้าก็ไม่อาจละทิ้งพวกเขาได้อีก”
     “เอ้า! เลี้ยงหลานข้าก็เลี้ยงมาแล้วจะเลี้ยงเหลนอีกคนสองคนคงไม่เป็นอะไร” คำตอบนั้นทำให้ใจหรั่นซิ่นหลี่เหมือนมีน้ำมาหล่อเลี้ยงขึ้นหน่อย สบายใจแล้ว..
     “แล้วนี่พวกเจ้าจะไปไหนรึ?” อาหญิงไช่ฟ่านเหลียนถาม
     “ตอนแรกเหลียนเอ๋อร์จะไปแถบกวงหลิน เซี่ยพีขอรับ แต่ตอนนี้ไม่รีบเท่าไหร่อาจจะอยู่ที่นี่สักระยะก่อน”
     “ส่วนข้าบังเอิญว่ามีธุระต้องไปทำต่อ คงต้องขอลาแล้วตรงนี้..”
     “งั้นหรือ… เหลียนเอ๋อร์เจ้าจะไปส่งแม่นางที่หน้าจวนก่อนหรือไม่” คำตอบคือไช่ฟ่านเหลียนพยักหน้า
      ส่วนหย่งหมินกับหย่งเหรินถูกพ่อบ้านพาตัวไปแล้ว ใจนางนั้นยิ่งวาบไหวหว่าลมทุกคราที่คิดถึงรอยยิ้มสดใส เจ้าตัวน้อยคงไม่รู้ว่านางหลงรักพวกเขามากเพียงใด ไช่ฟ่านเหลียนเดินมาส่งนางที่หน้าจวน คิดดูแล้วท้ายที่สุดก็มีสหาย.. ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีแม้สักคน เห็นวัวกับม้าถูกจูงมา ก็เข้าใจได้ทันที เจ้าสองตัวนี้ไปนอนกินอิ่มมาล่ะสิ..!! นางยิ้มแล้วขึ้นขี่ซือเอ๋อร์
    “ข้าขอให้ท่านโชคดีนะขอรับพี่หรั่น หากต้องการความช่วยเหลือหรือขาดสิ่งใด ท่านสามารถเขียนจดหมายมาให้ข้าได้ทุกเมื่อ”
     “ขอบคุณนะ.. พี่สัญญาว่าจะเขียนจดหมายมา” นางคงทำแค่นั้น เพราะหากเอ่ยปากจริงใจไป คนตรงหน้าจะเดือดร้อนเปล่าๆ..
     “พี่หรั่น… จะดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี”
     “จ้ะ พี่รู้ เจ้าเองก็ดูแลตัวเองด้วย” นางยิ้ม แล้วกอดจากก็ยัดพู่ประดับสีแดงสดให้ชายหนุ่มไปเป็นที่ระลึก
     “ขอรับ”
      คำตอบนั้นมาพร้อมกับเสียงนางกระตุกบังเหียนขี่วัวจากไป

     @Fanlian @Admin




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +35 เงินตำลึง +1500 ชื่อเสียง +469 ความหิว -18 Point +7 ย่อ เหตุผล
Admin + 35 + 1500 + 469 -18 + 7

ดูบันทึกคะแนน

แปะ
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รถม้าหรูหรา
เกราะทองคำ
คัมภีร์ฮูหยิน
สายใย
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x3000
x1
x1
x3
x5
x1
x2
x2
x2
x2
x178
x334
x5
x33
x1957
x100
x49
x4
x6
x22
x940
x1000
x59
x1
x20
x56
x1
x1
x5
x600
x1
x14
x1
x1
x314
x1
x1
x1
x280
x60
x45
x30
x2
x9999
x19
x50
x255
x1
x227
x178
x273
x4
x1
x22
x2000
x1
x1
x2
x1
x20
x211
x330
x700
x1100
x880
x26
x243
x355
x200
x76
x589
x90
x80
x10
x2
x356
x1216
x12
x3266
x39
x2500
x28
x23
x69
x731
x7
x2553
x128
x22
x142
x257
x379
x415
x1
x279
x1036
x1
x25
x30
x5330
x199
x82
x5310
x8828
x1263
x40
x3200
x1109
x2
x22
x40
x5
x4660
x2
x2
x16
x4098
x4069
x87
x15
x20
x10
x30
x30
x20
x10
x34
x757
x214
x60
x50
x21
x1
โพสต์ 2018-2-8 00:36:47 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fanlian เมื่อ 2018-2-8 18:44

{โรลอิสระ}
[ไช่ฟ่านเหลียน]

บทที่ 4 อนาคตที่เลือกเดิน : พบเจอครอบครัว


ภายในห้องทำงานสีครึม ปรากฏเป็นแสงจากเทียนเล่มน้อยส่องประกายให้เห็นบุคคลที่นั่งอยู่ภายในและสิ่งของรอบห้อง ดวงตาสีน้ำตาลไหม้เป็นแวววาบยามส่องกระทบแสงเทียนดวงน้อย หากแต่ภายในแววตานั้นกับมีบางสิ่งที่ยังตกค้างอยู่ ป้ายหยกสีเขียวขุ่นถูกจับพลิกไปมา ลมหายใจถูกถอนออกในเช้ามืดที่นอนไม่หลับ มันถูกจับแล้วลูบไล้ด้วยนิ้วโป้งจากฟ่านเหลียน จนหากใครมาพบเข้าคงได้แต่สงสัยว่าบุตรชายคนเดียวของแม่ทัพใหญ่กำลังคิดจะทำอะไรกับป้ายหยกของตัวเอง

เวลาเช้ามืดของวันนี้เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรถึงทะลึ่งตื่นในช่วงเวลาที่ไม่มีใครตื่น ครันจะนอนต่อก็คงพลิกตัวไปมาจนหย่งหมินและหย่งเหรินตื่นเป็นแน่… นั่นคงไม่ดีเท่าไหร่นักในความคิดฟ่านเหลียน เท้าก้าวลุกขึ้นเปิดประตูออกอย่างเงียบเชียบ พลางเดินดุ่มไปยังในส่วนหลังที่สองที่ใช้เป็นหอตำราแลนั่งเขียน

หลังจากนั่งพินิจป้ายหยกเสร็จ เขาจึงก้มลงมองเชือกถักสีแดงสดใสของหญิงสาว รอยถักอันปราณีตทำให้รู้ถึงความสำคัญของมัน ฟ่านเหลียนกำเชือกแน่นแล้วคลายออก สิ่งของชิ้นนี้มีเพียงชิ้นเดียว เลยทำให้ตัดสินใจยากว่าควรจะให้ใครระหว่างหย่งหมินหรือหย่งเหริน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจเก็บเชือกถักลงกล่องไม้สลักเนื้อหอม ก่อนจะเก็บไว้บนชั้นบนสุด มือเรียวทั้งสองลูบอาภรณ์สีแดงสดที่สั่งตัดอย่างเร่งด่วนมาที่กุ้ยหยางเพื่อพวกเขา ดวงตาเหม่อมองไปยังนอกหน้าต่าง ดอกเหมยที่เริ่มล่วงโรยราวกับบอกลางสังหรณ์จนเขาอดใจไม่ดี

"ทั้งที่ยังไม่พ้นเขตเหมันต์กาลแต่ทำไม เหมยฮวาถึงล่วงโรย..."

เสียงพึมพำดังขึ้นมาภายในห้องอันเงียบสงัด ฟ่านเหลียนถอนหายใจเฮือกแล้วรีบเปลี่ยนสีหน้าให้ดูยิ้มแย้ม หยิบจับชุดทั้งสองแนบอก เดินตรงไปยังห้องนอนของเขา ซึ่งในขณะนั้นเเสงอาทิตย์ได้เริ่มโผล่พ้นนภาบ่งบอกเวลาว่ารุ่งสางเสียแล้ว เสียงนกกาแลไก่ต่างส่งเสียงเซ็งแซ่แลจ้าละหวั่น นั่นเป็นเหตุให้เขาเกิดความกลัวว่าเมื่อบุตรทั้งสองตื่นมาแล้วไม่พบใครจะร้องงอแงพลอยให้คนในจวนตื่นกันเสียหมดจนเขาต้องรีบจ้ำอ้าวไปให้เร็วยิ่งกว่าเดิม

ครืด..

ประตูเคลื่อนออก เผยให้เห็นร่างจ้ำม้ำที่นอนกอดกันกลมดูแล้วน่ารักน่าชัง ชุดสีแดงสดถูกวางไว้ที่ด้านข้าง พ่อบ้านตระกูลไช่โผล่หน้ามาเพียงชั่วแวบเดียวเพื่อสังเกตสิ่งที่ฟ่านเหลียนทำ แต่ดูเหมือนเขาจะรู้สึกตัว ฟ่านเหลียนกวักมือเรียกกระซิบสองสามคำ ถังไม้อย่างดีที่บรรจุน้ำอุ่นพร้อมผ้าแพรผืนนุ่มก็ถูกส่งมา

มือเรียวปลดผ้าของทารกน้อยทั้งสองช้าๆ ไล้ผ้าที่จุ่มชุบน้ำหมาดๆเช็ดลำตัวของหย่งหมินและหย่งเหรินด้วยความอ่อนโยนที่สุดเท่านี้จะทำได้ คิ้วเฉียงขมวดเครียดด้วยกลัวจะทำลูกยาบอบช้ำ ลำพังแรงเขาก็เยอะพอควร การจะมาค่อยๆทนุถนอมบางสิ่งนั้นยากนัก แต่ก็ไม่ได้ยากเกินกำลังหากคิดจะทำ พ่อบ้านตระกูลไช่นั่งดูอดีตนายน้อยที่บัดนี้โตขึ้นเป็นคุณชายใหญ่ ตั้งแต่เล็กที่เฝ้าดูตั้งแต่รุ่นไช่เฟยฟ่านจนกระทั่งไช่ฟ่านเหลียน… ทั้งสองไม่ได้ต่างกันเลย..

“ท่านว่า...ข้าจะทำได้ดีหรือไม่”

“ข้าจะเลี้ยงเขาได้ดีสมกับที่ท่านพี่ฝากพวกเขากับข้าหรือไม่” พ่อบ้านยิ้มรับแล้วตอบกลับ

“แล้วอะไรที่ท่านคิดว่าท่านจะทำไม่ได้เล่าขอรับ?” ฟ่านเหลียนวางผ้าแพรลงแล้วครุ่นคิด

“เพราะข้า...ไม่มีคุณสมบัติอะไรเลยน่ะสิ” พ่อบ้านเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ

“นายน้อย ท่านมีทุกอย่าง.. ทั้งชื่อเสียง เงินทองหรือแม้แต่บริวาร อีกทั้ง...”

“แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าหามาเอง...” ฟ่านเหลียนเอ่ยแทรกขึ้นเสียก่อน ตัวเขานั้นรู้ดีว่ากิริยานี้ไม่สมควรแต่ว่าก็อดไม่ได้..

“สิ่งนั้น ท่านพ่อของข้าต่างหากที่เป็นผู้สร้างมัน.. ไม่ใช่ข้า...” มือเรียวไล้เส้นผมนิ่มของทารกน้อย พลางเอ่ยไป

“ข้าเพียงอยากเป็นบิดาที่ดีให้แก่พวกเขาเท่านั้น” สิ้นสุดคำพูดฟ่านเหลียนบรรยากาศภายในห้องจึงเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจแผ่วๆของทารกทั้งสอง พ่อบ้านตระกูลไช่เหลือบมองใบหน้าของฟ่านเหลียนเพียงชั่วครู่ก็เอ่ยขึ้นตอบ

“ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านเหมือนคุณชายใหญ่” คิ้วเขาขมวดย่นแล้วคลายออก

“คุณชายใหญ่? ท่านพ่อหรือ?”

“ขอรับ” พ่อบ้านตอบแล้วเล่าความต่อไป

“คราวเมื่อท่านเกิดคุณชายใหญ่ก็โอบอุ้มท่านเข้ามาพร้อมกับ….”

ครืด…

“นายน้อยเจ้าคะ” ยังไม่ทันที่พ่อบ้านจะพูดจบเสียงเลื่อนประตูก็ดังขึ้นมาเสียก่อน จนฟ่านเหลียนขมวดคิ้ว หญิงสาวค้อมตัวลงแล้วแจ้งสิ่งที่ประสงค์

“นายหญิงให้มาแจ้งกับท่านว่าท่านประมุขแลท่านฟงอวิ๋นกลับมาจากฉางอันแล้วเจ้าค่ะ” ฟ่านเหลียนสะอึกไปชั่วครู่

“ท่านพ่อ.. ท่านอารอง..” ครุ่นคิดได้เพียงชั่วประเดี๋ยว ใบหน้าหวานจึงพยักเป็นสัญญาณให้หญิงรับใช้ออกไป

“งั้นข้าขอฝากพวกเขากับท่านก่อน แล้วเรื่องที่พูดค้างเมื่อสักครู่...” ฟ่านเหลียนหันมาเอ่ยกับพ่อบ้านตระกูลไช่แล้วกล่าวถึงเรื่องที่พูดค้าง แต่ตัวพ่อบ้านก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ

“ไม่มีอะไรหรอกขอรับนายน้อย ท่านรีบไปเถิด” และแม้เจ้าตัวจะยังคงสงสัยแต่ก็ทำได้เพียงเดินออกไปยังประตู เลื่อนออกแล้วก้าวไปอย่างเงียบเชียบ ณ ห้องโถงของจวน

ระหว่างที่เดินไปลมหายใจที่มีก็ดูเหมือนจะเริ่มสูดเข้าออกด้วยความยากลำบาก ฟ่านเหลียนไม่เคยเจอสถานการณ์ที่หนักอกหนักใจแบบนี้มาห้าปีเต็ม การเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่เหนือการควบคุมเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าที่เขาจะทำตัวให้เป็นปกติ โดยเฉพาะการได้กลับมาพบกับบิดาและ...ท่านอารอง

บานประตูเลื่อนออกให้เห็นชายหนุ่มวัยเลยสามสิบปีหนาวมาเล็กน้อยทั้งสองรวมไปถึงอาหญิงกำลังนั่งจิบชาพูดคุยกันอย่างออกรส แต่เมื่อเขาเดินเข้ามาเสียงทุกอย่างก็พลันเงียบสงัด สีหน้าของทุกคนไม่เชิงออกไปในทางใคร่สงสัย แต่กลับอมยิ้มเสียมากกว่า แม้แต่ท่านอารองที่เหมือนอริเขายังยกยิ้มเพียงมุมปาก แต่พอเห็นว่าฟ่านเหลียนเหลือบมองจึงเก็บรอยยิ้มพลางแสร้งจิบชาตามเดิม

ร่างสูงโปร่งทรุดนั่งลงตรงข้ามบิดา เหลือบมองถ้วยชาใหม่ที่ถูกรินน้ำชาจากป้านโดยอาหญิงแล้วค้อมหัวลงให้ทั้งบิดาและอารองของตน

“สบายดีใช่ไหมขอรับท่านพ่อ ท่านอา”

“พ่อสบายดีเจ้าล่ะเป็นอย่างไรบ้าง” บิดายิ้มรับ “อืม..” ส่วนท่านอาก็ครางรับคำเบาๆ ฟ่านเหลียนเลือกที่จะตอบกลับบิดาแทนที่จะนั่งพิเคราะห์อาของตัวเอง

“ข้าก็สบายดีขอรับ” เฟยฟ่านพยักหน้ารับ

“พ่อได้ยินเรื่องจากอาหญิงเจ้าแล้ว.. เกี่ยวกับบุตรทั้งของของเจ้า” ฟ่านเหลียนใจกระตุกวูบแต่ก็เอ่ยตอบกลับเบาๆ

“ขอรับ...”

“ชื่อหย่งหมินกับหย่งเหรินรึ ?”

“ขอรับ...”

“แล้วลูกจะทำอย่างไรต่อไปเหลียนเอ๋อร์..” ฟ่านเหลียนเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาสีเข้มหากแต่คมดุจเหยี่ยวของบิดา แววตาจริงจังปรากฏ ลมหายใจสูดเข้าปอดอีกครั้งเพื่อเรียกความกล้าก่อนจะเผยริมฝีปากสีพีชเอ่ยเนื้อความไป

“ข้า...ข้าคิดจะสอบเข้าขุนนางขอรับ อย่างน้อยที่สุดเมื่อข้ามีงาน มีทุกสิ่งที่มั่นคงข้าคงเลี้ยงพวกเขาได้ดีกว่าที่เป็น”

สีหน้าของเฟยฟ่านเรียบตึงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชาที่ถูกฟงอวิ๋นจิบก็ถูกวางจนเสียงถ้วยกระทบดังกริ้ง ส่วนอี้เฟยนางเพียงมองเด็กหนุ่มด้วยสีหน้าตกตะลึง พวกเขามองหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมาย ก่อนเฟยฟ่านจะเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก

“เหลียนเอ๋อร์...ลูกไม่มีสิ่งที่อยากทำอย่างอื่นอีกหรือ?” เด็กหนุ่มเอียงคอด้วยความไม่เข้าใจ

“ข้าถนัดการใช้อาวุธที่สุด ท่านพ่อน่าจะรู้ดี.. สิ่งที่ข้าอยากจะทำมีเพียงเป็นอย่างท่านพ่อเท่านั้น” อี้เฟยมองพี่ชายทั้งสองที่ดูก็รู้ว่าเครียดจนขมับขึ้นเส้นเลือด ครั้นมองไปที่หลาน ดวงตาหวานเหมือนกับใครสักคนก็ฉายแววสงสัยและไม่เข้าใจอย่างชัดเจน อี้เฟยแตะไปที่ขาของพี่ชายตนพร้อมกับมองดวงตาของฟงอวิ๋น ก่อนจะผินไปที่หลานตนแล้วหันกลับมาสบตาฟงอวิ๋นอีกครั้ง ท่านอารองของฟ่านเหลียนได้แต่ถอนหายใจเฮือกโต

“ข้าพยายามผลักเจ้าออกจากจวนเพื่อเผชิญโลกภายนอก เพื่อเจอสิ่งที่ดีกว่าวังหลวงแต่เหมือนข้ายิ่งส่งเจ้าเข้าหาวังหลวงเร็วขึ้นยิ่งกว่าเดิมเสียอีก...การตัดสินใจของข้าในครั้งนี้..มันคือสิ่งที่ผิด ผิดมหันต์” คำพร่ำของท่านอารองก็ไม่ได้ช่วยให้ฟ่านเหลียนกระจ่างในความจริงเสียเท่าไหร่นัก เขาขมวดคิ้วสับสน

“ท่านต้องการจะสื่อถึงสิ่งใดกับข้าท่านอา?”

“หมายความว่าข้า..” ฟงอวิ๋นชี้นิ้วเข้าที่ตัวเองก่อนจะไล่ไปที่เฟยฟ่าน “บิดาเจ้า..” และจบที่อี้เฟย “หรือแม้แต่อาหญิงของเจ้า”

“พวกเราไม่ปราถนาให้เจ้าเข้าวังเข้าใจหรือไม่?”

“ทำไมขอรับ?”

“เอาเป็นว่าเจ้ารู้เพียงเท่านี้ก็พอ..” ฟงอวิ๋นพูดตัดจบจนฟ่านเหลียนคิ้วกระตุก..

“มีอะไรก็พูดให้กระจ่างสิขอรับ ท่านอย่าลืมว่าข้าโตแล้วและข้าสมควรได้รู้ในสิ่งที่ข้าไม่เคยรู้...อย่างเช่นเรื่องของแม่ข้าเป็นต้น...” ดวงตาแน่วแน่มองไปที่ทุกคนที่ต่างตกตะลึง แต่ไหนแต่ไรฟ่านเหลียนไม่เคยเอ่ยเรื่องมารดาของตนเลยสักครั้งแต่คราวนี้กลับนึกถึง.. นั่นเป็นเพราะความฝันเมื่อครั้งอยู่เจียงโจวที่ทำให้เขาตัดสินใจเอ่ยออกมา

เฟยฟ่านนิ่งเงียบเขามั่นใจว่าไม่เคยหลุดเรื่องของนางให้ฟ่านเหลียนฟังสักครั้ง แต่ทำไม…

“ว่าอย่างไรเล่าขอรับ..ท่านพ่อแลท่านอาทั้งสอง...”

ครืด…

ฟ่านเหลียนรีบหยุดเอ่ยแล้วตั้งใจฟังที่หญิงรับใช้กำลังเอ่ยตอบว่าทำไมถึงเข้ามา

“ขออภัยนายท่านทั้งสี่ นายน้อยทั้งสอง...” แตไม่ทันที่นางจะเอ่ยจบ เท้าทั้งสองก็รีบวิ่งจากเรือนหลังหนึ่งไปอีกหลังหนึ่งอย่างรวดเร็ว มือดึงประตูออกเผยให้เห็นเด็กน้อยทั้งสองที่ยังคงร้องไห้กันจ้าละหวั่น ฟ่านเหลียนอุ้มทั้งสองไว้แนบอกส่งเสียงขับกล่อมเบาๆ จนเสียงร้องสงบลง มือเล็กของทารกน้อยจับปอยผมเขาดึง ส่วนอีกคนก็พยายามคว้าจนเขาต้องก้มลงเล็กน้อยให้ปอยตกใส่มือของหย่งเหริน แล้วต่อจากนั้นก็เป็นสงครามดึงเส้นผมจนฟ่านเหลียนได้แต่ทำสีหน้าเหยเกกับแรงดึงของบุตรตน

จวบจนเวลาเคลื่อนคล้อยไปพอสมควร หย่งหมินและหย่งเหรินจึงหลับสนิทอีกครา นึกขึ้นได้ว่าเสียมารยาทวิ่งออกมาจากห้องโถงโดยไม่ได้บอกกล่าวผู้หลักผู้ใหญ่ตัวเขาก็ได้แต่ตบหน้าผากแล้วนั่งนิ่งมองทั้งคู่ นั่งไปมาก็นึกถึงบุคคลที่พบเจอ ณ เหลียงโจวได้เสียก่อน…

เป็นเสิ่นหลิงเฮ่าอาเฮียของเขาและหลิงผิงผิงเด็กนรกที่เป็นเหมือนน้องสาวเขาอีกคน

บัดนี้เขามีบุตรแล้วแลเห็นว่าควรบอกกล่าวเป็นมารยาทที่ดีแก่ผู้ที่รู้จักเสียหน่อย ไม่รอช้าเดินไปยังโต๊ะเขียนสาร์น หยิบพู่กันจรดแผ่นผ้าเขียนจดหมายขึ้นสองฉบับใจความว่า


ถึงอาเฮีย
ตอนนี้ข้าอยู่ที่กุ้ยหยางแล้วขอรับ อาเฮียสบายดีใช่หรือไม่? จริงๆข้ามีเรื่องจะแจ้งให้ท่านทราบว่าข้ามีบุตรแล้วนะขอรับ เป็นชายทั้งสองชื่อหย่งหมินและหย่งเหริน หากท่านไม่ติดธุระอะไรข้าจะรอวันที่อาเฮียมาพบพวกเขา
ฟ่านเหลียน



ถึงผิงผิง
ตอนนี้ข้าอยู่กุ้ยหยางกับบุตรชายอีกสองคน หากอยากลงมาเที่ยวเล่นกับหลาน เจ้าสามารถมาที่จวนตระกูลไช่ได้ บ้านข้าต้อนรับเสมอ
ฟ่านเหลียน



ก่อนจะมัดเข้าที่ขาของผิงอันและนกเอี้ยงอีกตัวที่ชื่อซือซือ ให้ผลไม้สุกจิกกินแล้วออกคำสั่งเบาๆให้พวกมันบินไป ร่างสูงฟุบลงที่โต๊ะมองทารกน้อยที่หลับไหล ดูท่าวันนี้คงไม่ต้องออกไปไหนออกจากหาวิธีเล่นกับพวกเขาและคิดอะไรบางอย่างสักระยะ
@STAFF_Pixiu @ผิงผิง @LingHao

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 2เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +77 ความหิว -12 Point +3 ย่อ เหตุผล
zifu + 77
STAFF_Pixiu + 5 + 300 -12 + 3

ดูบันทึกคะแนน

สวัสดี
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ม้าตี๋หลูทมิฬ
คัมภีร์ละติน
กราดิอุสทอง
กราดิอุสทอง(ซ้าย)
เกราะทองคำ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1000
x3000
x3000
x1
x1
x10
x100
x1
x15
x20
x10
x100
x1
x50
x50
x50
x30
x1
x17
x10
x58
x50
x20
x28
x24
x10
x80
x25
x20
x20
x2
x2
x3
x156
x25
x11
x4
x19
x2
x10
x10
x10
x10
x10
x15
x29
x45
x1
x1
x20
x25
x15
x15
x4
x180
x15
x20
x1
x1
โพสต์ 2018-2-9 23:46:09 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fanlian เมื่อ 2018-2-9 23:47

{โรลอิสระ}
[ไช่ฟ่านเหลียน]

บทที่ 4 อนาคตที่เลือกเดิน : ท่านอาอยากกินเต้าหู้และข้าก็มีหน้าที่สรรหา..

ตะวันเคลื่อนคล้อยจนกระทั่งโผล่พ้นนภาบอกสัญญาณแห่งรุ่งอรุณ วันนี้เป็นวันที่สามที่กลับมาอยู่ ณ จวนของตน ฟ่านเหลียนลุกขึ้นทำกิจวัตรอย่างเมื่อวานอาบน้ำผลัดผ้าแลป้อนน้ำนมให้ทารกทั้งสองจนอิ่มหนำ ก่อนจะเดินออกไปยังโรงเลี้ยงสัตว์ตรวจดูรอบๆจวนอย่างไม่เคยทำมาก่อนเนื่องจากเพราะไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่มานานเกือบห้าปี

สายตาเหลือบมองสัตว์เลี้ยงน้อยใหญ่ของตนที่กำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย หนิงเจี้ยนแกว่งงวงไปมาดูท่ามีความสุข ส่วนเฟยหลิงเพียงกระดิกหูเบาๆแล้วสวาปามหญ้าแห้งอย่างออกรสพร้อมๆกับม้าของท่านอาแลท่านพ่อของตน แต่ยังคงมีม้าตัวหนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่อีกมุม หญ้าตรงหน้าแทบไม่พร่องลงไปด้วยซ้ำมีเพียงหูและหางที่ไหวไปมาเท่านั้นที่บ่งบอกว่ามันยังคงมีชีวิตอยู่ ฟ่านเหลียนได้มองก็สงสัย สะกิดที่แขนของคนเลี้ยงสัตว์แล้วเอ่ยถามในทันใด

“ทำไมม้าตัวนั้นถึงหงอยอย่างนั้นเล่า” คนเลี้ยงสัตว์ได้ฟังก็ตอบคำถามกลับไป

“ข้าก็ไม่ทราบขอรับนายน้อย ข้าน้อยรู้เพียงแต่ว่าท่านแม่ทัพได้รับมาเป็นของรางวัล แต่ก็ไม่เคยมีใครในจวนคิดจะขี่มันเลย..”

“ทำไมเล่า?”

“มันมีร่องน้ำตาขอรับ เขาว่ากันว่าม้าแบบนี้ให้โทษแก่ผู้เป็นนาย..”

“ม้าให้โทษงั้นหรือ?” เท้าของฟ่านเหลียนก้าวไปข้างในแล้วตรงหรี่ไปที่อาชาสีขาว มือเรียวลูบที่ส่วนใบหน้าของมันช้าๆ ดวงตากวาดมองลักษณะร่องน้ำตาแล้วเอ่ย

“มันมีชื่อหรือไม่?”

“ไม่มีขอรับนายน้อย” ฟ่านเหลียนพยักหน้าแล้วหันไปคุยกับอาชาสีขาวตรงหน้า

“งั้นชื่อ..อืม...เฟยหรง เฟยหรงดีหรือไม่” ลมหายใจพ่นออกเบาๆพร้อมใบหูและหางที่กระดิก ฟ่านเหลียนหัวเราะแผ่วๆ แล้วลากสายรัดตัวม้าให้มันเดินมาที่รางหญ้า มือเรียวกดใบหน้ามันเบาๆจนมันยอมก้มลงกินหญ้าในรางที่มีอยู่

รอยยิ้มปรากฏออกมาบางๆ มือเรียวลูบหัวมันไปมาลางสังหรณ์บางอย่างกำลังบอกเขาว่าอีกไม่นานที่ต้องได้ใช้มันอย่างแน่นอน..แล้วก็ไม่ผิดคาดนัก..

“อาอยากกินเต้าหู้.. น้ำเต้าหู้ก็ได้..” ฟ่านเหลียนกระพริบตาปริบๆ มือทั้งสองโอบอุ้มหย่งหมินและหย่งเหรินอย่างเริ่มชำนาญการแล้ว หลังจากที่พยายามถูลูถูกังจับเจ้าเฟยหรงกินหญ้าได้สำเร็จ เขาก็จัดแจงอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเครื่องแต่งกายแล้วเข้ามานั่ง ณ จวน แต่เพียงเวลาไม่นานก็รู้สึกถึงแรงก้าวเดินเบาๆจากใครบางคนซึ่งก็คือท่านอาหญิงของเขานั่นเอง ลางสังหรณ์มันบอกว่ามันต้องมีเรื่องบางอย่างที่นางมาถึงห้องเขา.. และก็จริงเสียด้วย..

‘แล้วข้าจะไปหาจากที่ใด..’

“ทำไม...จู่ๆก็อยากกินเล่าขอรับ..” ฟ่านเหลียนเอ่ยในขณะค่อยๆประคองเด็กน้อยทั้งสองลงไปนอน

“อาก็ไม่รู้เหมือนกัน..อาแค่รู้สึกอยากกิน” เหลือบมองท่านอาที่อ้อนวอนตนอยู่ ฟ่านเหลียนถอนหายใจเฮือกโต

“งั้นข้าคงไปให้ท่านอาไม่ได้..หากข้าไปข้าคงพะวงว่าใครจะดูแลพวกเขา..”

“ก็อาจะดูแลลูกเจ้าเอง.. เหลียนเอ๋อร์อาอยากกินจริงๆ” ดวงตาเหลือบมองหญิงสาว

“นะ..เหลียนเอ๋อร์หลานรัก” สิ้นคำพูดเขาก็ถอนหายใจอีกเฮือก

“ก็ได้ขอรับ..” สุดท้ายก็หนีไม่พ้นรับคำท่านอาหญิงจนได้

“งั้นไปตอนนี้เลย..”

“หา? ท่านอาขอรับตอนนี้เนี่ยนะ..” เขามองออกไปด้านนอกหน้าต่างแล้วผินกลับมาที่หญิงสาว

“ก็อาอยากกิน..”

“ข้าว่ามันแปลกแล้วนะขอรับ..ท่านไม่ลองให้หมอ..”

“ไม่! อย่าลืมรีบกลับมาไวๆด้วยนะเหลียนเอ๋อร์” พูดจบแล้วนางก็เดินหนีฟ่านเหลียนอย่างไร้เยื่อใย
‘อารมณ์สตรียากแท้หยั่งลึก…’

ฟ่านเหลียนมองตามด้วยความไม่เข้าใจ สายตาเหลือบมองพ่อบ้านแล้วพยักหน้าให้เข้ามา

“ขอรับนายน้อย”

“ฝากดูแลพวกเขาด้วย ข้าจะลองไปแถบชวี๋โจว แถวนั้นขึ้นชื่อเรื่องเต้าหู้แลน้ำเต้าหู้นัก ไม่นานจะรีบกลับ”

“ได้ขอรับ” พ่อบ้านรับคำ ฟ่านเหลียนค่อยๆวางทั้งสองลงยังเบาะนิ่ม มือเกลี่ยพวงแก้มสีเรื่อแล้วจรดริมฝีปากอิ่มที่หน้าผากของทารกทั้งสอง

“แล้วพ่อจะรีบหลับ” ผละออกแล้วเดินตรงหรี่ไปที่คอกสัตว์มือชี้ไปที่เฟยหรงแล้วสั่งให้คนดูแลสัตว์ลากมันออกมายังภายนอก ฟ่านเหลียนลูบแผงคอมันเบาๆแล้วกระโดดขึ้นขี่ เตรียมสัมภาระและจัดสิ่งของให้มั่นแล้วจึงกระชับสายบังเหียนกระตุกมันออกไป

ประตูจวนได้เปิดออกแต่ในขณะที่สายบังเหียนกำลังยกขึ้นเพื่อเร่งให้เฟยหรงออกตัว ดวงตาก็เหลือบไปเห็นคนที่ตนคุ้นเคยดี สภาพที่เขาเห็นคือมอมแมมแลมีแต่คราบฝุ่น เห็นแล้วเขาก็รู้สึกเหนียวตัวแทน สายบังเหียนถูกวางลงอย่างเก่าพร้อมกับเสียงเรียกชื่อแผ่วๆ เหมือนลำพึงกับตนเอง

“ผิงผิง..”


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -9 Point +3 ย่อ เหตุผล
STAFF_Pixiu + 5 + 300 -9 + 3

ดูบันทึกคะแนน

สวัสดี
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ม้าตี๋หลูทมิฬ
คัมภีร์ละติน
กราดิอุสทอง
กราดิอุสทอง(ซ้าย)
เกราะทองคำ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1000
x3000
x3000
x1
x1
x10
x100
x1
x15
x20
x10
x100
x1
x50
x50
x50
x30
x1
x17
x10
x58
x50
x20
x28
x24
x10
x80
x25
x20
x20
x2
x2
x3
x156
x25
x11
x4
x19
x2
x10
x10
x10
x10
x10
x15
x29
x45
x1
x1
x20
x25
x15
x15
x4
x180
x15
x20
x1
x1
โพสต์ 2018-2-9 23:53:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
{โรลอิสระ}
[ไช่ฟ่านเหลียน]

บทที่ 4 อนาคตที่เลือกเดิน : นางผู้มากับจดหมายของข้า..

หลังจากเห็นสภาพนางแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าไปพบเจอกับอะไรมา แต่ฟ่านเหลียนก็ไม่ได้เอ่ยถามเพราะสิ่งที่น่าสนใจมีมากกว่านั้น เขาเพียงกระโดดลงจากเฟยหรงอาชาสีขาวของตนแล้วรีบเรียกหาสาวรับใช้ให้พานางไปยังห้องอาบน้ำเพื่อชำระเหงื่อไคล รวมไปถึงจัดเตรียมอาหารในห้องโถงให้นางรับประทาน

“ทำไมถึงมอมแมมมาเยี่ยงนั้นเล่า..” ฟ่านเหลียนขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจเมื่อเห็นนางเดินมานั่ง ณ ห้องหลังจัดการตัวเองเรียบร้อย พ่อบ้านของตระกูลเพียงเรียกหญิงรับใช้ให้เข้ามาพร้อมวางอาหารคาวขนมหวานแลน้ำชา เพียงชั่วครู่พวกนางก็สลายตัวไป มือเรียวจับป้านน้ำชารินจรดถ้วยให้ผิงผิง เพื่อเป็นการบอกอ้อมๆว่า

‘กินได้แล้ว เดี๋ยวเจ้าก็หิวตาลายเสียหรอก’


“งั้นหรือ… แล้วอย่างนี้เจ้าจะกลับอย่างไร” เขานั่งนิ่งมองนางกินอาหาร มือก็จิบชาที่รินให้ตัวเองเป็นระยะ

“....” @ผิงผิง

“ข้าไม่ได้ไล่ ข้าแค่ถามว่าตอนกลับเจ้าจะกลับอย่างไร ถ้าไม่รู้ว่าจะไปอย่างไรข้าจะให้ยืมม้าข้าไป...” ส่ายศีรษะจนเส้นผมสะบัดเล็กน้อย

‘เจอกี่ทีก็กวนโทสะเช่นเดิม’

เหมือนเป็นกรรมเป็นเวร แต่เป็นกรรมเวรที่สลัดยากยิ่งนัก.. ชาติที่แล้วเขาอาจไปทำอะไรผิดต่อนางเป็นแน่แท้ ชาตินี้ถึงโดนข่มเหงด้วยวาจาแลกำลังโดยตลอด

“....” @ผิงผิง

“ไม่ชอบม้างั้นรึ?” เหมือนพึมพำกับตัวเสียมากกว่า นิ่งเงียบฟังเสียงนางกินไปสักพักก็นึกบางอย่างขึ้นได้

“จริงสิข้ายังไม่ให้เจ้าพบพวกเขาเลย เดี๋ยวข้าให้พ่อบ้านไปอุ้มหย่งหมินแลหย่งเหรินมาสักครู่” ฟ่านเหลียนยิ้ม เขาเอ่ยบอกพ่อบ้านสองสามประโยคไม่นานเด็กทั้งสองที่ถูกอุ้มโดยหญิงรับใช้ก็มาถึง เบาะนิ่มเล็กๆที่ถูกยกมาถูกวางไว้แนบพื้นห้องโถงไม้ในจวน ฟ่านเหลียนจับตามองการวางบุตรของหญิงรับใช้จนพวกนางรู้สึกเกร็ง จนเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วเขาจึงดึงสายตากลับมามองที่ผิงผิง

“ผ้าแพรสีฟ้านั่นหย่งหมิน ส่วนสีส้มนั่นหย่งเหริน”

“...” @ผิงผิง

“อยากลองอุ้มพวกเขาไหม?”

“....” @ผิงผิง

“ข้าไม่ได้หวงขนาดนั้นเสียหน่อย” ส่ายหน้าแล้วขำเบาๆ

“....” @ผิงผิง

“....” @ผิงผิง

“หืม? จดหมาย? จากใครรึ?” เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“....” @ผิงผิง

ฟ่านเหลียนพยักหน้าเบาๆ แล้วรับจดหมายจากนาง มือเรียวเปิดออกอ่านเงียบๆในใจ ซึ่งตัวจดหมายมีเนื้อความว่า



“ข้ากลบเจ้าฝังดิน ร่ำร่มน้ำจากตลิ่งมารดเจ้า
ข้ากลบเจ้าฝังดิน พร่ำพรวนก้อนดินมาปิดเจ้า
ข้าปลูกเจ้าลงดิน เฝ้าพร่ำคืนวันใช้ใจถวิลดูแลเจ้า
น้อง เอย เจ้าสูงพ้นดินแล้ว
พี่คงพร่ำดูแลเจ้าเช่นคืนวาน
พร่ำดูแลจนพี่เหี่ยวแห้งไป”



เรียวปากอิ่มคลี่ยิ้มหลังตีความจบ แต่เมื่อมือกำลังจะปิดมันลงเขาก็ได้แต่ขมวดคิ้วอีกครั้ง แผ่นจดหมายหนาเกินกว่าที่เขาเคยใช้ ดวงตาเหลือบมองผิงผิงที่ไม่ได้สนใจตนอยู่แล้ว เล็บคมกรีดแผ่นจดหมายช้าๆเผลอให้เห็นเนื้อความด้านในอีกสิ่ง



“ถึง ไช่ฟ่านเหลียน
จดหมายฉบับนี้ พี่ทำเจ้าเดือดร้อนแล้ว..
ไม่ต้องเขียนตอบ แค่รับไว้ก็พอ
ฝากความคิดถึงให้หย่งหมินและหย่งเหรินด้วย
หรั่นซิ่นหลี่”



เขาขมวดคิ้วสงสัย

‘เดือดร้อนสิ่งใดกัน? แค่การคิดถึงบุตรไม่น่าจะทำให้เขาเดือดร้อน หรือ...มีอะไรบางอย่าง?’

พลิกแผ่นจดหมายแล้วพบว่าไม่เห็นอะไรจึงตัดใจม้วนจดหมายเตรียมเก็บเข้ากล่องไม้

“แล้วเจ้าจะไปที่ใดต่อ?” เขาเอ่ยถามเมื่อม้วนจดหมายเสร็จ

“....” @ผิงผิง

“งั้นหรือ.. อืม..งั้นข้าออกไปพร้อมเจ้าเลยแล้วกัน” ว่าจบก็บอกให้พ่อบ้านอุ้มเด็กๆกลับห้อง ส่วนตัวเองก็ลุกขึ้นเตรียมเดินออกไปข้างนอก

“....” @ผิงผิง

“ข้ามีธุระ ไม่ได้เป็นวิปราสติดตามเจ้าเสียหน่อย.. ข้าแค่จะออกจากจวน” เหลือบมองเล็กน้อยพลางเดินไป

“....” @ผิงผิง

ออก จาก จวน ไม่ใช่ออกจวน ข้ายังไม่อยากแต่งงาน...”

“....” @ผิงผิง

“บุตรบุญธรรม.. ข้าเก็บได้เลยเอามาชุบเลี้ยง แม่เด็กที่แท้จริงเสียแล้วส่วนพ่อพวกเขาข้าเองก็ไม่รู้ มีเพียงข้าแล..” สะดุดคำพูดเพียงชั่วครู่

“....” @ผิงผิง

“ไม่มีอะไร มีเพียงข้าที่รับเขาเป็นบุตรเท่านั้น” เขาส่ายหน้าแล้วเอ่ย

“....” @ผิงผิง

ทั้งคู่เดินออกมาจนถึงประตูจวน ฟ่านเหลียนกระโดดขึ้นขี่ม้าพลางกุมสายบังเหียนเอาไว้

“งั้นแยกกัน ณ ตรงนี้แล้วกัน หากมีเรื่องอะไรให้ข้าช่วยก็ส่งจดหมายมาได้”

“....” @ผิงผิง

“อืม..แล้วพบกันใหม่”

@ผิงผิง @Admin






คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 2เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -12 Point +3 ย่อ เหตุผล
zifu + 25
STAFF_Pixiu + 5 + 300 -12 + 3

ดูบันทึกคะแนน

สวัสดี
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ม้าตี๋หลูทมิฬ
คัมภีร์ละติน
กราดิอุสทอง
กราดิอุสทอง(ซ้าย)
เกราะทองคำ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1000
x3000
x3000
x1
x1
x10
x100
x1
x15
x20
x10
x100
x1
x50
x50
x50
x30
x1
x17
x10
x58
x50
x20
x28
x24
x10
x80
x25
x20
x20
x2
x2
x3
x156
x25
x11
x4
x19
x2
x10
x10
x10
x10
x10
x15
x29
x45
x1
x1
x20
x25
x15
x15
x4
x180
x15
x20
x1
x1

72

กระทู้

747

โพสต์

10หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
115
เงินตำลึง
6768
ชื่อเสียง
51137
ความหิว
158
คุณธรรม
460
ความชั่ว
0
ความโหด
27
อาเต่า
ระดับ 1

หลิง เสวี่ยหลาน

"เจ้าป่วนไหน ข้าไปด้วย!"
pet
โพสต์ 2018-2-10 09:21:09 | ดูโพสต์ทั้งหมด
สตรี... ช่างยุ่งยากเสียจริง
แต่ลืมไป ข้าเองก็เป็นสตรี


      ผิงผิงเดินเท้าจนเข้าสู่เขตเมืองและถามชาวบ้านว่าจวนไช่อยู่ที่ใด? พวกเขาต่างบอกว่าจวนที่ใหญ่ที่สุด ผิงผิงหาได้ไม่ยากเธอเดินตามที่มองเห็นจากไกลๆ สภาพมอมแมมของเธอเรียกสายตาของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี ถือว่าตอนนี้เธอโชคดีที่พบคนที่ต้องการ ก่อนจะทันได้ทักทายก็โดนสาวใช้ของอีกฝ่ายพาไปอาบน้ำและแต่งตัวเสียใหม่....
      เด็กสาวขมวดคิ้วเพราะชุดที่สาวใช้หามาได้คือชุดของสตรี... แต่ต้องใส่ละนะ
      "ข้าอยากได้ชุดบุรุษ..."
      "ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ คุณหนู ชุดบุรุษขนาดเล็กไม่มีเจ้าค่ะ"
      "ช่างเถิด" ผิงผิงถอนหายใจ จะให้เธอใส่ชุดสตรีตามหาพวกจวื่จื่อหรือไง? สาวใช้เดินนำทางผิงผิงไปที่ห้องหนึ่งภายในจวน


      “ทำไมถึงมอมแมมมาเยี่ยงนั้นเล่า..” ฟ่านเหลียนขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจเมื่อเห็นนางเดินมานั่ง ณ ห้องหลังจัดการตัวเองเรียบร้อย พ่อบ้านของตระกูลเพียงเรียกหญิงรับใช้ให้เข้ามาพร้อมวางอาหารคาวขนมหวานแลน้ำชา เพียงชั่วครู่พวกนางก็สลายตัวไป มือเรียวจับป้านน้ำชารินจรดถ้วยให้ผิงผิง เพื่อเป็นการบอกอ้อมๆว่า

      “ข้าหลงกับพวกจวื่จื่อ” ผิงผิงตอบกลับไปสั้นๆ ก่อนจะทานอาหาร

      “งั้นหรือ… แล้วอย่างนี้เจ้าจะกลับอย่างไร” เขานั่งนิ่งมองนางกินอาหาร มือก็จิบชาที่รินให้ตัวเองเป็นระยะ

      “ข้ามายังไม่ทันไร ท่านก็ไล่ข้าเสียแล้ว” ผิงผิงเงยหน้ามองยิ้มๆ

      “ข้าไม่ได้ไล่ ข้าแค่ถามว่าตอนกลับเจ้าจะกลับอย่างไร ถ้าไม่รู้ว่าจะไปอย่างไรข้าจะให้ยืมม้าข้าไป...” ส่ายศีรษะจนเส้นผมสะบัดเล็กน้อย

      “หวังดีเป็นกับเขาด้วย? ช่างน่าแปลกใจยิ่งนัก”

      “ข้าไม่ขี่ม้า” ผิงผิงตอบออกไป ขืนเอาม้ามาเธอก็ไม่คิดจะแตะ

      “ไม่ชอบม้างั้นรึ?” เหมือนพึมพำกับตัวเสียมากกว่า นิ่งเงียบฟังเสียงนางกินไปสักพักก็นึกบางอย่างขึ้นได้
      “จริงสิข้ายังไม่ให้เจ้าพบพวกเขาเลย เดี๋ยวข้าให้พ่อบ้านไปอุ้มหย่งหมินแลหย่งเหรินมาสักครู่” ฟ่านเหลียนยิ้ม เขาเอ่ยบอกพ่อบ้านสองสามประโยคไม่นานเด็กทั้งสองที่ถูกอุ้มโดยหญิงรับใช้ก็มาถึง เบาะนิ่มเล็กๆที่ถูกยกมาถูกวางไว้แนบพื้นห้องโถงไม้ในจวน ฟ่านเหลียนจับตามองการวางบุตรของหญิงรับใช้จนพวกนางรู้สึกเกร็ง
      “ผ้าแพรสีฟ้านั่นหย่งหมิน ส่วนสีส้มนั่นหย่งเหริน”

      “เด็กน้อยน่ารักเสียจริง”

      “อยากลองอุ้มพวกเขาไหม?”

      “อยากสิ หรือว่าท่านหวงจนมิอยากให้ข้าอุ้มพวกเขา?”

      “ข้าไม่ได้หวงขนาดนั้นเสียหน่อย” ส่ายหน้าแล้วขำเบาๆ

      “งั้นหรือ” ผิงผิงมองก่อนจะอุ้มหย่งหมิน เธอชอบสีฟ้า(?) พลางหยกล้อเล่นกับเด็กน้อย
      “จริงสิ จดหมายของท่าน”

      “หืม? จดหมาย? จากใครรึ?” เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย

      “ท่านเปิดดูก็รู้เอง แต่ข้าเดาได้ไม่ยากหรอก” ผิงผิงยื่นจดหมายให้ไปแล้วหันไปเล่นกับเด็กน้อยต่อ

      “แล้วเจ้าจะไปที่ใดต่อ?” เขาเอ่ยถามเมื่อม้วนจดหมายเสร็จ

      “กลับเหลียงโจว”

      “งั้นหรือ.. อืม..งั้นข้าออกไปพร้อมเจ้าเลยแล้วกัน” ว่าจบก็บอกให้พ่อบ้านอุ้มเด็กๆกลับห้อง ส่วนตัวเองก็ลุกขึ้นเตรียมเดินออกไปข้างนอก

     “....” ผิงผิงใช้ความเงียบมองนะ

      “ข้ามีธุระ ไม่ได้เป็นวิปราสติดตามเจ้าเสียหน่อย.. ข้าแค่จะออกจากจวน” เหลือบมองเล็กน้อยพลางเดินไป

      “เจ้าจะแต่งงาน?”

      “ออก จาก จวน ไม่ใช่ออกจวน ข้ายังไม่อยากแต่งงาน...”

      “แต่เด็กทั้งสอง?”

     “บุตรบุญธรรม.. ข้าเก็บได้เลยเอามาชุบเลี้ยง แม่เด็กที่แท้จริงเสียแล้วส่วนพ่อพวกเขาข้าเองก็ไม่รู้ มีเพียงข้าแล..” สะดุดคำพูดเพียงชั่วครู่

      “แม่นางหรั่นสินะ… ท่านปกปิดไปก็เท่านั้น”
      @ไช่
      “ทำไมข้าถึงรู้… เพราะแม่นางหรั่นติดค้างข้าและมีเพียงแม่นางหรั่นที่อยู่กับพี่ซือก่อนที่พี่เขาจะเดินทาง”

      “ไม่มีอะไร มีเพียงข้าที่รับเขาเป็นบุตรเท่านั้น” เขาส่ายหน้าแล้วเอ่ย

     “แม่นางหรั่นมักทำอะไรให้ยุ่งยากเสียจริง บอกว่าท่านเป็นสามีของนาง หากพบกันก็คุยกันเองเถิด ข้าเป็นเพียงคนนอก… เกรงว่าแม่นางหรั่นคงทำให้พี่ชายข้าสับสนยิ่ง” ผิงผิงเอ่ยก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทั้งคู่เดินออกมาจนถึงประตูจวน ฟ่านเหลียนกระโดดขึ้นขี่ม้าพลางกุมสายบังเหียนเอาไว้

      “งั้นแยกกัน ณ ตรงนี้แล้วกัน หากมีเรื่องอะไรให้ข้าช่วยก็ส่งจดหมายมาได้”

      “เจ้าสิที่ต้องร้องขอให้ข้าช่วย แล้วพบกันอีก”

      “อืม..แล้วพบกันใหม่”

      เด็กสาวออกเดินอีกครั้ง เธอไม่อยากพักนานเท่าไรนัก ในเมื่อท้องเติมเต็มแล้ว.... ก็ควรออกเดินทางต่อ

(เดี๋ยวกลับมาแก้)
@STAFF_Pixiu

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 2เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -11 Point +5 ย่อ เหตุผล
zifu + 25
STAFF_Pixiu + 10 + 500 -11 + 5

ดูบันทึกคะแนน

ทำไมมันเช็กชื่อไม่ได้ฟะ!
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ตัวเบาขั้นกลาง
หลอมจิตรวมหนึ่ง
ฮั่นเสียหม่า