ดู: 705|ตอบกลับ: 13

{ ทุ่งหญ้าตอนใต้ } กระท่อมร้างตระกูลเฉิน

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2017-11-22 23:49:19 |โหมดอ่าน


กระท่อมร้างตระกูลเฉิน

{ ทุ่งหญ้าตอนใต้ }











【กระท่อมร่างตระกูลเฉิน】


เป็นกระท่อมหลังเล็กๆสำหรับชาวไร่ชาวนาที่อาศัยอยู่บริเวณท้องทุ้งหญ้า
อาศัยอยู่ได้เพียงแค่ไม่กี่คน แต่ก็พอมีอุปกรณ์สำหรับปลูกสวนพอประทังชีพ
ปัจจุบันเป็นกระท่อมร้างไร้ซึ่งผู้อยู่อาศัยและทรุดโทรมจวนจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ




10

กระทู้

107

โพสต์

4745

เครดิต

เงินชั่ง
911
เงินตำลึง
43269
ชื่อเสียง
2041
ความหิว
160

ใบรับรองภาษาฮั่น

ช่างหลิน
เลเวล 1
โพสต์ 2017-11-23 00:05:40 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ChenHuimei เมื่อ 2017-12-21 01:02

陈 惠美
เฉิน ฮุ่ยเหมย : ChénHuìmei
{ แฟลชแบ็คย้อนวัยเด็ก }
บทที่ 0 : เมื่อครั้นยังเยาว์

    ครึกๆๆ

          เสียงของล้อรถม้ากำลังเคลื่อนที่กระทบกับพื้นดินและก้อนหิน รถม้าที่ลักษณะเหมือนกับยานพาหนะของข้าราชการกำลังแล่นอยู่กลางถนนทางไปทุ่งหญ้าทางเหนือ และนอกเหนือจากบุรุษวัยรุ่น2คนที่กำลังควบคุมทิศทางการเคลื่อนของม้าอยู่นั้นภายในกระโจมยังมีอีก2สิ่งมีชีวิตที่กำลังรอคอยให้ถึงที่หมาย...

“ท่านป้าขา วันนี้พวกเราจะไปหาปะป๊ากับมะม๊าสินะคะ”  
          เสียงใสของเด็กน้อยคนหนึ่งพูดออกมาด้วยรอยยิ้มแสนสดใส เจ้าของรอยยิ้มนี้คือ ‘เฉิน ฮุ่ยเหมย’ เด็กน้อยร่างบางตัวเล็กจิ๋วอายุราวๆ 9-10 ปี ที่กำลังจ้องมองไปยังหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามและนางผู้นั้นก็กำลังมองมายังเด็กน้อยด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

“ใช่จ้ะหลานรักตอนนี้แม่กับพ่อเจ้ารอเจ้าอยู่ที่บ้านนู้นแหน่ะ ”
          ‘เฉินเหมยลี่’ หญิงงามวัยกลางคนที่มีสถานะเป็นป้าของฮุ่ยเหมย นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแสนอ่อนโยนและส่งรอยยิ้มแสนอบอุ่น

“เย้! เฉินๆได้มาหาปะป๊า กับ มะม๊า แล้ว!!"
เด็กสาวเอ่ยออกมาด้วยท่าทางที่ดีใจ

"แต่เฉินๆนั่งในนี้มานานมากกกกกก จนรากแทบงอกแล้วเจ้าค่ะ เมื่อไหร่หนูจะได้พบกับปะป๊ามะม๊าเจ้าคะ? หนูคิดถึ๊งคิดถึงปะป๋า กับ มะม๊า มากๆเลย"
เด็กน้อยทำหน้าเศร้า

"ท่านป้าขา เร่งเวลาให้เฉินๆหน่อยได้ไหมเจ้าคะ? น้าเจ้าค่ะ น้าเจ้าขา ท่านป้าเม่ยหลี่สุดสวยยยยยย"
ก่อนจะลากเสียงยาวในคำสุดท้ายพร้อมแสดงแววตาขี้เล่น

“อีกประเดี๋ยวก็คงจะถึงแล้วล่ะจ้ะ ป้าไม่มีพลังวรยุทธอันใดมาเร่งเวลาให้เฉินๆหรอกนะจ้ะ”
"แหม่ๆแต่ตอนนี้ นางฟ้าของป้ากลายเป็นเด็กช่างพูดเสียแล้วเหรอเนี่ย แบบนี้เฉินๆคงจะพูดคุยกับปะป๋า มะม๊าได้ทั้งคืนจนไม่ได้นอนแน่เลย ฮ่ะๆๆ "
เหม่ยลี่กล่าวพร้อมหัวเราะออกมาอย่างชอบใจพร้อมยื่นมือไปลูบหัวผู้เป็นหลานรักอย่างเอ็นดู

‘หลานรักของป้าอนาคตเจ้าคงเป็นอิสตรีที่งดงามและคารมญ์มากมายแน่ๆ’ เหม่ยลี่คิดในใจอย่างเป็นสุข

..........................................................

          ไม่นานรถม้าก็ได้มาถึงยังสถานจุดหมายในเวลาพรบค่ำ ซึ่งสถานที่นี้ก็เป็นเพียงแค่กระถ่อมหลังเล็กๆซอมซ่อ ที่มีเหล่าอุปกรณ์การเกษตรตั้งอยู่ ด้านหน้ามีอิสตรีร่างบางและบุรุษร่างกำยำคู่หนึ่งยืนอยู่ ทั้งสองมีหน้าตางดงามและรูปหล่อราวกับเทพสรรสร้างเป็นเรื่องแปลกที่เห็นสองมนุษย์นี้อาศัยอยู่ในทุ่งบนดอยแสนอาภัพนี้....

“ปะป๊า!!!! มาม๊า!!!!ฮุ่ยเหม่ยสุดสวยวิ่งจากฉางอันมาหาปะป๊ามะม๊าแล้วค้า!!”
เมื่อรถม้าหยุดลงเด็กน้อยก็พลักประตูรถม้าออกมาอย่างแรงแล้ววิ่งดุ๊กๆไปยังสองร่างที่ยืนรออยู่นั้นด้วยรอยยิ้มสดใส

“ลูกอย่ารีบวิ่งแบบนั้นสิจ้ะ! เดี๋ยวก็หกล้มหรอก”
‘เฉิน เจียวซิน’ ผู้เป็นแม่ของฮุ่ยวิ่งเข้าหาฮุ่ยเหมยพร้อมกับอ้าแขนรอบุตรสาวเข้าสู่อ้อมอกด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเปรมปรีถึงแม้ปากจะบ่นอยู่ก็ตาม

“ลูกของเรานี่ช่างร่าเริงเสียจริงฮ่ะๆ”
‘เฉิน ชงอวี้ ‘ ผู้เป็นพ่อของฮุ่ยเหม่ยกล่าวพร้อมกับหัวเราะออกมาอย่างเป็นสุขก่อนจะเดินไปหาลูกน้อยที่กำลังกอดกับผู้เป็นแม่แล้วเอามือลูบหัวบุตรสาวด้วยความเอ็นดู

“ฮุ่ยเหม่ย!! ป้าสอนหลายตั้งกี่คราแล้วว่าอย่าวิ่งลงมาจากรถม้าแบบนี้มันอัตราย! ถ้าเจ้าเกิดหกละ....”
ลี่เหม่ยบ่นซ้ำเติมเป็นกำลังให้น้องสาวของตนในขณะที่เดินลงมาจากรถม้าพร้อมสีหน้าที่ดุ แต่ยังไม่ทันจะพูดจบชงอวี้ก็ปรามเสียก่อน

“เอาน่าๆหยวนๆเถิดน่ะ แม่ลี่เหม่ย นานทีครอบครัวจะได้พบกัน ฮ่ะๆปล่อยให้หลานรักเจ้าอิสระวันนึงเถิด”
ชงอวี้ยกยิ้มบางให้ลี่เหม่ยพร้อมอุ้มบุตรสาวขึ้นที่บ่าทำเอาผู้เป็นแม่ทำแก้มป่องไม่พอใจที่สามีแย่งลุกสาวไป

“ใช่เจ้าค่ะปะป๋า ตอนที่อยู่กับป้าลี่เหม่ยหนูแทบจะสลบคากองหนังสือแน่ะเจ้าค่ะ แล้วก็ๆจะหูชาเพราะป้าบ่นหนูทั้งวันด้วยเจ้าค่ะ!!”

          เด็กสาวยิ้มอย่างสดใสบนบ่าของผู้เป็นพ่อพร้อมเอ่ยปากฟ้องเรื่องของผุ้เป็นป้า ทำเอาทั้งชงอวี้และเจียวซินหลุดขำออกมาอย่างขบขันในทางกลับกันฝั่งเหม่ยลี่ทำหน้าเขี้ยวใส่หลานสาวของตนพร้อมเอามือเท้าสะเอวอย่างเอาเรื่อง


“เจ้าหลานคนนี้นี่!”
เสียงเหม่ยลี่แว๊ดออกมาพร้อมไล่จับเด็กสาวที่อยู่บนบ่าของอวี้ชงจึงทำให้อวี้ชงต้องหนีเพื่อปกป้องลูกสาวจากผู้เป็นป้า

เหตุการณ์นี้ทำเอาทั้งครอบครัวตละกูลเฉินร่วมกันหัวเราะและเผยยิ้มออกมาอย่างเป็นสุข....

ช่างเป็นภาพที่แสนอบอุ่น แสนสุข และ น่าจดจำ

..............................................

          ในค่ำคืนนั้นเองหลังจากที่ทั้งครอบครัวตระกูลเฉินหลับอยู่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เหล่าโจรจากชงหนูลุกล้ำปร้นสะดมบริเวณพื้นท้องทุ้งหญ้าทำให้ทั้งทุกคนต้องหนีตายกันโกลาหล เสียงอึกกระทึกครึกโครมดังไปทั่วทั้งทุ่งหญ้า คนในตระกูลเฉินรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าพวกชงหนูรายล้อมกั้นรอบบ้านส่วนพวกคนขับรถม้าก็ได้กลายเป็นศพไปเสียแล้ว จึงทำให้ทั้งครอบครัวต้องติดอยู่ในกระท่อมหลังนี้....

“แย่แล้ว!!ท่านพี่รถม้าและคนของพี่ลี่ตายหมดแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงเจียวซินพูดด้วยท่าทีลุลี้ลุกรนพร้อมน้ำตาที่สั้นคลอท่วมทั้งดวงตา

“พวกชงหนูก็รอมบ้านไว้หมดแล้วด้วย”
เหม่ยลี่พูดพร้อมกับมองไปรอบๆที่มีเงาตะคุ่มๆอยุ่รอบตัวบ้าน

“โถ่เอ๊ย! เจ้าพวกบ้า!”
อวี้ชงสบถด้วยความโกรธเกรี้ยว

จะออกไปก็ 'ตาย' จะอยุ่ก็ 'ตาย' ตอนนี้ผู้ใหญ่ทั้งสามกำลังตกอยู่ในสภาวะที่มืดแปดด้านจริงๆ

“ปะป๊า มะม๊า ป้าลี่เหม่ย ข้ากลัว...”
เด็กสาวที่นั่งกอดเข่าอยู่ตรงมุมห้องพูดเสียงสะอื้นพร้อมน้ำตาที่ทะลักออกมาด้วยความกลัว

“ไม่ต้องกลัวน่ะลูก ลูกจะปลอดภัย ไม่ต้องกลัวน่ะแม่อยู่ตรงนี้นะลูก ปะป๋า กับป้าลี่ก็อยู่"
          ผู้เป็นแม่หันไปหาบุตรสาวแล้วโผกอดอย่างสุดห่วงแหนด้วยรอยยิ้มจางบนใบหน้า พรางเอามือปาดน้ำตาลูกน้อยและกล่าวด้วยเสียงที่สั้นเครือ...แต่ไม่มีหยดน้ำตาสักหยดเพราะไม่ต้องการให้ลูกเห็นตนร้องไห้

“หลานรักไม่ต้องกลัวนะจ้ะ”
เสียงของลี่เหม่ยพูดพร้อมลูบหัวเด็กสาวที่อยู่คาอ้อมอกของแม่

“มีพ่ออยู่น่ะลูก ไม่เป็นไรดรอก ฮ่ะฮ่า เมื่อกี๊พ่อแค่ตะโกนปลุกใจ!”
อวี้ชงพูดพร้อมกับชูมือขึ้นเหนือหัวแล้วส่งรอมยิ้มแก้มปริให้บุตรสาวถึงแม้ในใจจะทุกข์แค่ไหนก็ตาม

เด็กสาวค่อยๆลืมตาและค่อยถอดอ้อมกอดผู้เป็นแม่ ยกมือปาดน้ำตาและน้ำมูก ก่อนจะเงยหน้ามองทั้งสาม

“งั้นหนูจะไม่กลัวเจ้าค่ะ หนูจะไม่ร้องไห้!”
เด็กสาวพูดทั้งที่พยายามฝืนน้ำตาและยิ้มแฉ่งด้วยน้ำเสียงที่สั่นคลอ


“.....”

ทั้งสามเงียบกริบพรางมองหน้าฮุ่ยเหมยด้วยรอยยิ้มที่แสนเศร้า...

ในวินาทีนี้ความคิดของทั้งสามก็ตรงกัน

'ไม่ว่าจะต้องเสียอะไร ฮุ่ยเหมยจะต้องปลอดภัย...'


“ลูกรัก...ปะป๋ารักลูกน่ะ อนาคตเจ้าจะต้องเป็นหญิงสาวที่เพียบพร้อมไปด้วยปัญญาและคารมญ์เป็นแน่”
อวี้ชงพูดพร้อมพร้อมกับคลานเข่าไปหาลูกสาวแล้วโผกอดลูกสาวอย่างโหยหา

“ลูกแม่...แม่รักลูกน่ะ ลูกน่ะต้องงดงามที่สุด แล้วก็อย่าลืมนะลูก...ลูกจะต้องมีเมตตาตามความหมายชื่อของลูกนะลูก ฮุ่ยเหมยของแม่...” เจียวซินกล่าวพร้อมน้ำตาแล้วโอบกอดบุตรสาวพร้อมหอมแก้มชุดใหญ่ด้วยน้ำตาที่มิสามารถทนกลั้นได้อีกต่อไป ส่วนชงอวี้ก็ลุกขึ้นไปหยิบแคร่ที่ผิงผนังพร้อมยกมือปาดน้ำตาของตนที่ค่อยๆหลั่งออกมา

“ฮุ่ยเหมย...หลาน ”
ลี่เหม่ยกำลังจะพูดกับหลานรักแต่ต้องชะงักเมื่อโดนเจียวซินบังคับให้ลุกแล้วบอกให้พาหลานหนีไปซึ่งในตอนแรกลี่เหม่ยก็ไม่ยอมแต่เมื่อเจียวซินพูดถึงเหตุผลว่าฮุ่ยเหม่ยคงเอาตัวรอดจากน้ำมือของชงหนูด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ ให้พาหนีไปไกลและหาที่ซ่อนให้กับฮุ่ยเหม่ยเสีย เมื่อได้ยินเหตุผลนั้นลี่เหม่ยจึงต้องตัดสินใจอุ้มหลานแนบไว้กับตน

แล้วไม่กี่อึดใจต่อมา อวี้ชงและเจียวซินก็กระโดดออกมาต่อสู่กับพวกชงหนูอย่างสุดใจ พยายามเบี่ยงความสนใจเหล่าชงหนูให้จดจ่อแต่พวกตน เพื่อเปิดโอกาสให้ลี่เหมยพาเด้กน้อยหนีไป.....

..............................................

ไม่นานฮุ่ยเหม่ยกับเหม่ยลี่ก็หนีออกมาถึงป่าแถวๆกระท่อมนั้นถึงแม่ยังจะได้ยินเสียงผู้คนกรีดร้องและเสียงกองทัพเหล่านั้นอยู่ ลี่เหม่ยพบเจอที่ซ่อนซึ่งเป็นโพร่งเล็กๆบริเวณเนินหญ้าที่มีหญ้าสูงบังไว้และมีขนาดพอที่จะให้คนตัวเล็กๆซ่อนตัวได้

หลานรักของป้า หลานจงซ่อนตัวอยู่ในนี้น่ะ อย่าออกมาเด็ดขาดนะ เข้าใจที่ป้าพูดใช่ไหม”
ลี่เหม่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่รีบเร่งและสั่นคลอพร้อมพยายามพาหลานรักลงที่ซ่อน

“แล้วมะม๊ากับปะป๊าละเจ้าคะ?”
เด็กสาวพูดเสียงสั่นพรางมองหาพ่อแม่

“ไม่ต้องห่วงนะจ้ะหลาน ไม่ต้องหะ...”
ไม่ทันลี่เหม่ยจะพูดจบก็ได้ยินสียงฝีเท้าหนักแน่นซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นพวกชงหนูเธอจึงรีบหันไปบอกหลานสาวตนพร้อมกับโกยดอกหญ้ามาบังไว้หน้าโพรง

“ฮุ่ยเหม่ยจำคำป้าไว้น่ะ ‘จงช่วยเหลือ เมตตา และใช้ชีวิตให้มีความสุขอย่างงดงาม...’ ป้าและพ่อแม่ของหลานรักหลานมากนะจ้ะ....อย่าออกมาและอย่าส่งเสียงจนกว่าจะมีทหารจากแผ่นดินเรามาช่วยนะหลานรักของป้า”

         ลี่เหม่ยพูดพร้อมกับส่งยิ้มแสนอบอุ่นให้เด็กสาวพร้อมร้องเพลงกล่อมนอนให้หลานสาวฟังเป็นเพลงโปรดที่เธอร้องกล่อมให้ฮุ่ยเหม่ยฟัง น้ำตาค่อยๆไหลลงมาอาบแก้ม แต่ไม่ทันจะร้องให้จบเพลง ลี่เหม่ยก็รีบวิ่งขึ้นไปบริเวณเนินเขาแล้วตะโกนเรียกพวกชงหนูให้ตามตามตนไป....

"ฮุยเหม่ยก็รักพวกท่านมากๆเลยเจ้าค่ะ..."
เด็กสาวเอ่ยออกมาเบาๆพร้อมร้องไห้สะอื้นอยู่ในโพร่งต้นไม้พร้อมมองแผ่นหลังของผู้เป็นที่รักวิ่งออกไป...


และนั้นก็คือภาพสุดท้ายในค่ำคืนอันเลวร้ายของ 'เฉิน ฮุ่ยเหม่ย'

...........................................................


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -24 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -24 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โอ้!!! ดีงามเจ้าค่ะ!!
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ปิ่่นสองขา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x1
x1
x3
x15
x1
x15
x40
x16
x49
x38
x12
x8
x71
x21
x2
x1
x1
x30
x44
x38
x54
x17
x1

1034

กระทู้

3771

โพสต์

62หมื่น

เครดิต

( º﹃º ) หิวปลาปิ้ง!! <''Xx&

เงินชั่ง
834908
เงินตำลึง
203506
ชื่อเสียง
220668
ความหิว
1876

ใบรับรองภาษาคาเมล็อตตราสำนักวังน้ำทิพย์ใบรับรองภาษาไต้หวันใบรับรองภาษาฮั่นใบรับรองภาษาละตินป้ายหอบูรพาทำเนียบ(LV3)

คุณธรรม
17901
ความชั่ว
8289
ความโหด
33795
เยว่หมิง ♦ 夜明
เลเวล 1

จวง ถิงซู่

" ระวังตัวบ้างน้องสาว "
pet
โพสต์ 2018-4-2 03:59:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LingHao เมื่อ 2018-4-2 16:57


สี่พี่น้องในท้องทุ่งหญ้า

206
กระท่อมของใครไม่ใช่ของเรา

        การถ่ายท้องเมื่อคืนเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นเท่านั้น หลี่ไป๋หลงกล่าวว่า.. เขายังต้องฝึกเดินลมปราณเช่นนี้ไปอีกเก้าวันเพื่อสำเร็จวิชาตัวเบาขั้นพื้นฐาน เสื่นหลิงเฮ่าไม่มีทางเลือกจึงตั้งมั่นว่านับแต่วันนี้ไปตนจะทานแต่พอดียึดถืออาหารอ่อนๆ เป็นภักษา งดเนื้อหรือของหนักมันเลี่ยนไปสักระยะ เฟยเทียนกลับยิ้มยินดีว่าลดตะเกียบแย่งเนื้อเขาไปได้อีกคู่พี่จิ่วที่ทนเห็นท่าทางหวงกิจของพี่สามแล้วอดไม่ได้ศอกเข้าชายโครงอีกฝ่ายไปหนึ่งที
        “แม่นางหลันนี่ก็ถึงด่านซันไห่กวนแล้วท่านจะทำอย่างไรต่อ?” หลังออกจากโรงเตี้ยมตระกูลจิ่นพวกเขาก็เช่าม้าเพิ่มอีกสี่ตัวเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง พี่จิ่วหันไปถามแม่นางด้านหลังที่ดูจะคุ้นเคยกับการอยู่บนหลังม้า “ข้าไม่เคยเข้าต้าฮั่นผ่านเส้นทางนี้ ทิวทัศน์แปลกตาจริงๆ ข้าจำหนทางไม่ได้เจ้าค่ะ” หมี่เจี๋ยส่ายหน้ายิก แถวนี้นางยังบอกไม่ได้ต้องอาศัยหุบเขาหรือแหล่งน้ำที่เคยรู้จัก หลิงเฮ่าจัดสัมภาระเสร็จก็เหวี่ยงตัวขึ้นหลังเยี่ยซากล่าวสรุปให้ว่า “เช่นนี้...คงต้องพานางออกไปที่ท้องทุ่งหญ้าเสียก่อน จนกว่าแม่นางจะเห็นจุดสังเหตุที่คุ้นตาและจำทางกลับบ้านได้”
        “ไม่มีทางอื่นแล้วนี่นะ… พวกเราออกเดินทางกันเถอะ” สิ้นคำพี่จิ่วทุกคนก็พยักหน้า คณะของห้าอาชาจึงออกเดินทางผ่านด่านซานไห่กวน นี่เป็นครั้งแรกที่นักกวีหนุ่มไปเยือนแดนทุ่งหญ้า ฟังว่าเป็นเขตอิทธิพลของชนเผ่ามากมาย ทั้งชงหนู เชียนเป่ย และถูเจี๋ย ในอดีตครั้งที่ท่านปู่ให้เขาศึกษาเส้นทางการค้ายังพบว่าแปนที่หนังสัตว์เปลี่ยนแปลงบ่อยเป็นพิเศษ หลายเผ่าช่วงชิงพื้นที่เลี้ยงสัตว์และเขตอุดมสมบูรณ์ยากจะแบ่งแยกว่าอาณาเขตของพวกไหน อาเตี่ยเคยเล่าให้เขาฟังว่าชาวท้องทุ่งหญ้ามีกฎที่แตกต่างจากชาวฮั่นล้วนทราบกันโดยทั่ว ‘ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอด’ การสังหารเพื่อแย่งชิงพื้นที่และสิทธิการครอบครองทรัพยากรถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา สำหรับท้องทุ่งหญ้าคนอ่อนแอไม่มีสิทธิ์มาสิ้นเปลืองสิ่งของ
        พวเขาออกเดินทางขึ้นเหนือโดยอาศัยแผนที่ความทรงจำในหัวของหลิงเฮ่า ผ่านไปครึ่งวันคะเนเอาจากพื้นดินที่เริ่มแห้งผากขึ้นทุกทีก็พอจะบอกได้แล้วว่าเข้าใกล้ท้องทุ่งหญ้า หลี่ไป๋หลงพบกระท่อมร้างหลังหนึ่งระหว่างไปปล่อยเบา จึงเรียกทุกคนเข้ามาพัก กระท่อมหลังนี้มีหยากไย่อยู่ประปรายไม้บางส่วนลอกหลุดออกหมดแล้ว แต่ยังสามารถใช่อาศัยหลบลมฝนได้บ้าง มีร่องรอยของนกมาทำรังอยู่อาศัยเป็นเศษฟางตกตามพื้น ด้วยหลิงเฮ่าไม่มั่นใจนักว่าผ่านจุดนี้ไปจะหาที่พักได้ไหม จึงเสนอให้ค้างแรมที่นี่กันสักคืน
        “ก็ดีนะพี่ใหญ่ ตอนเข้ามาข้าเห็นเตียงด้านในยังพอใช้การได้ ก็ให้แม่นางหลันได้พักเถอะพวกเราพี่น้องนอนกันกลางโถง เกิดมีภัยจะได้ช่วยกันระวัง” หลี่ไป๋หลงชวนพี่น้องเข้าไปดูห้องด้านในแล้วช่วยกันปัดกวาดทำความสะอาดเอาคราบฝุ่นออก พี่จิ่วเดินสำรวจอยู่ด้านหลังร้องขึ้นว่า “เฮ้พวกเรา! ทางนี้มีบ่อน้ำบาดาลเก่ายังไม่แห้งน่ะ น้ำใสพอสมควร…” เป็นอันไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำดื่มและการทำความสะอาดตัว หลิงเฮ่าปัดเตียงไม้เก่าเสร็จแล้วก็เห็นคราบเลือดที่บนกำแพง เกรงว่าเจ้าของบ้านหลังนี้คงจะพบกับโศกนาศฎกรรมเป็นแน่...นึกแล้วให้ถอนใจว่าชีวิตคนเราช่างเศร้านัก หมี่เจี๋ยเกรงใจพอสมควรที่นางได้นอนเตียงแต่พวกเขากลับนอนพื้น อดจะยอมรับขึ้นมาไม่ได้ว่าบุรุษชาวฮั่นรุ้จักถนอมสตรีนัก
        “พี่จิ่วหากใช้น้ำบาดาลมาดื่มอย่าลืมต้มเสียก่อนเอาสิ่งสกปรกออก พวกเราจะได้ไม่เสี่ยงเจ็บไข้” เขาหยิบหม้อสัมฤทธิ์ขนาดพกพาออกมาวางพร้อมเดินไปหาน้องรอง “ไปกันเถอะพี่ใหญ่ ข้าเตรียมที่ทางไว้ให้แล้ว” เพื่อที่จะฝึกวิชาตัวเบาหลี่ไป๋หลงถางหญ้าด้านหลังให้พอสองคนนั่ง แล้วขึ้นไปขัดสมาธิบนหินรออีกฝ่าย
        หลิงเฮ่ากำหนดลมปราณที่ท้องน้อย เคลื่อนวนทางส่วนขวาไหลสู่ทวารบางส่วนติดขัดและปวนแปรบริเวณลำใส้ นักกวีหนุ่มสำลักเล็กน้อยก่อนจะเริ่มต้นใหม่ตามขั้นตอนเดิม กระแสลมในร่างไหลเวียนเบื้องขวาสุ่ท้องน้อย มุ่งไปยังทวาร จากนั้นปล่อยให้ไหลเวียนไปทั่วจนรู้สึกได้ถึงโรคเฉียบพลัน...อาการปวดท้องแล่นปลาบ บิดมวนดั่งผีเสื้อกระพือผั่บๆในลำใส้นั้นกลับมาอีกแล้ว คราวนี้ไม่มีกระโถน เขาสองคนต่างหันหลังให้กันเดินไปสิบก้าวที่ใครที่มัน ปลดทุกข์กันไป...

ฝึกตัวเบาวันที่ 2



@Admin
      


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +12 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -18 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 12 + 500 + 25 -18 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รูปปั้นเจ้าแม่หนี่วา
หน้ากากยักษ์ม่วง
มุกอัคคี
เซ็กเธาว์
ธนูเจย์วิน
เพลงกระบี่คู่นก<br>ยวนยางหานเยว่ขั้นสูง
ปราณคลุมวารี
ตัวเบาขั้นสูง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x4
x1
x10
x20
x40
x25
x30
x20
x90
x9
x5
x9
x1
x1
x6
x3
x8
x1
x18
x205
x40
x2
x13
x1012
x2
x150
x1
x5
x4
x2
x5
x41
x1
x699
x1
x1
x3
x145
x1
x2
x1
x25
x5
x2
x4
x1
x290
x50
x5
x15
x36
x11
x2
x7
x5
x880
x3
x3334
x52
x88
x110
x100
x360
x2
x18
x165
x1
x120
x500
x500
x1826
x55
x70
x31
x1615
x9999
x8
x9
x41
x4
x690
x4
x4
x16
x2
x36
x2
x30
x144
x5
x695
x203
x620
x780
x77
x9999
x46
x630
x952
x126
x2090
x51
x390
x537
x485
x854
x100
x4
x1768
x404
x3999
x434
x51
x828
x1843
x1755
x205
x4167
x58
x580
x392
x814
x223
x104
x140
x180
x3
x6
x1
x1000
x76
x35
x1890
x120
x1
x189
x4
x9999
x918
x2
x20
x234
x1413
x4200
x3837
x7
x2534
x1200
x188
x486
x9999
x899
x251
x1
x330
x618
x2270
x264
x50
x10
x2
x7
x7
x14
x21
x9
x98
x6329
x77
x6335
x199
x12
x4195
x9
x5
x3212
x6
x9
x571
x199
x7
x9
x101
x15
x6
x212
x1715
x6
x16
x75
x462
x60
x4
x105
x5
x13
x5
x138
x2
x3
x1
x1478
x500
x115
x5239
x402
x285
x2642
x1906
x7781
x9
x2
x224
x3293
x5250
x910
x965
x7
x274
x802
x90
x300
x50
x556
x2000
x9999
x11
x2103
x9999
x9999
x2227
x1040
x389
x67
x1110
x1
x1418
x30
x1927
x1012
x234
x1
x256
x500
x707
x201
x847
x1673
x1875
x2405
x9999
x2154
x2852
x1239
x3002
x311
x1941
x2284
x1722
x408
x43
x1
x30
x1759
x1463
x63
x1
x7565
x4819
x67
x9999
x120
x273
x438
x1922
x61
x1769
x232
x301
x58
x252
x188
x8
x70
x31
x9999
x33
x400
x1586
x152
x41
x268
x30
x1
x345
x9999
x2510
x800
x70
x60
x10
x131
x9999
x110
x5570
x111
x713
x176
x2

1034

กระทู้

3771

โพสต์

62หมื่น

เครดิต

( º﹃º ) หิวปลาปิ้ง!! <''Xx&

เงินชั่ง
834908
เงินตำลึง
203506
ชื่อเสียง
220668
ความหิว
1876

ใบรับรองภาษาคาเมล็อตตราสำนักวังน้ำทิพย์ใบรับรองภาษาไต้หวันใบรับรองภาษาฮั่นใบรับรองภาษาละตินป้ายหอบูรพาทำเนียบ(LV3)

คุณธรรม
17901
ความชั่ว
8289
ความโหด
33795
เยว่หมิง ♦ 夜明
เลเวล 1

จวง ถิงซู่

" ระวังตัวบ้างน้องสาว "
pet
โพสต์ 2018-4-4 19:39:36 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LingHao เมื่อ 2018-4-4 19:41

สี่พี่น้องในท้องทุ่งหญ้า

209
เรื่องสยองสองประโยคครึ่ง





        ยามเฉินพวกเขาอำลาแม่นางหลันภารกิจส่งสตรีเชียนเป่ยกลับสู่บ้านสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี สี่พี่น้องควบม้ากลับมาเส้นทางเดิม ระหว่างทางยังได้แวะพักแหล่งน้ำเพื่อให้ม้าและสัตว์ที่ร่วมเดินทางได้พักดับกระหาย หลิงเฮ่านึกถึงคำที่ว่า ‘หนองน้ำไม่แสวงหาสัตว์ป่า’ เปรียบได้กับวิชาความรู้และประสบการณ์ชีวิตที่รอวันค้นพบ กล้าที่จะลองก้าวเดินออกไปเพื่อเผชิญหน้า เรียนรู้มัน

        ชีวิตก็แบบนี้คาดเดาไม่ได้ว่าอนาคตข้างหน้าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น….

        ใบไม้แห้งร่วงหล่นกรอบแกรบ อาชาพ่วงพีสี่ตัวเดินทางมาถึงกระท่อมร้างในยามซวี อาทิตย์กระเด็นตกขอบนภา แขวนจันทราไว้แทนที่นานแล้ว หลิงเฮ่าเดินไปทางบ่อน้ำบาดาลหลังกระท่อมปัดเศษฟางออกจากครัว พอจะเจอฟืนเก่าอยู่บ้างก็เอามาทำเชื้อไป ฝ่ามือเรียวขยับอย่างคล่องแคล่วอาศัยพัดหยกช่วยโหมกระพือ ครู่หนึ่งก็เกิดแสงอบอุ่นเป็นวงเล็กๆ หน้าลานดิน สี่พี่น้องนั้งล้อมวงตรวจสัมภาระบางส่วนที่ได้มาจากพวกชงหนู หลี่ไป๋หลงฉวยได้เหล้านมแพะในถุงหนังสัตว์ก็เวียนส่งให้ทุกคนได้ดิ่มของชั้นยอดจากแดนทุ่งหญ้า

        “มีสุรานมแพะอย่างชาวทุ่งหญ้า ขาแพะย่างเป็นกลับแกล้มคืนนี้พี่น้องพร้อมหน้ามาร่วมดื่ม… พี่ใหญ่ เหมือนว่าจะยังขาดอะไรไปนะขอรับ?” พี่จิ่วนั่งอยู่ทางฝั่งซ้ายของนักกวีหนุ่มแล่ขาแพะเป็นชิ้นบางแล้วยื่นส่งให้หลิงเฮ่า เขายิ้มรับแล้วตอบกลับแกมรอยยิ้ม “หืม? อยากได้อะไรล่ะ เรื่องเล่า...บทเพลง หรือว่าสาวงาม?” คนถูกแซะหัวร่อฮาๆ แล่เนื้อเอียงไปอีกด้าน ด้วยยังนึกถึงภาพของแม่นางหมี่เจี๋ยที่หอมแก้มพี่รองเมื่อเช้า เฟยเทียนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจึงเสนอขึ้นว่า

        “ข้าขอเป็นบทเพลงๆ พี่ใหญ่เพลงที่ท่านแต่งบนเทือกเขานั้นไม่เลวเลย ช่วยร้องอีกครั้งได้ไหม ดูสิคืนนี้พระจันทร์ราวกับตะขอเงินสุราไร้จอกพี่น้องมาแบ่งปัน! เอ้าดื่ม!”

        จี๋เฟยเทียนสมกับถือกำเนิดในครอบครัวชาวยุทธ์ นิสัยสบายๆ นับถือคุณธรรมน้ำมิตรไม่ค่อยถือสาสิ่งใดมากนัก ทว่าเมื่ออยู่ในการต่อสู้ร่างที่ดูบอบบางราวกับจะปลิวลมนี้เองแปรเป็นจริงจังฉับไว คนที่เน้นการสังหารจุดตายนับว่าต้องมีจิตใจเด็ดเดี่ยวซ่อนไว้

        “เพลงนั้นน่ะหรือ? ฮะๆ ไม่มีปัญหา…. แต่เพลงของข้าไม่ได้มีให้เปล่าๆ นะ น้องรอง น้องสาม เอ้าว่ามาสิมีสิ่งใดมาแลก?” หลิงเฮ่าเปลือยฝักดาบไร้นามออกมาดูแลรักษา เช็ดคมด้วยผ้าเนื้อหนาพลางเคี้ยวเนื้อย่าง “ข้าเอาด้วย!! พอจะมีเรื่องเล่าอยู่บ้างหวังแก้เบื่อให้พี่น้อง” พี่จิ่วรับถุงหนังสัตว์ไปกระดกอึกหนึ่งความร้อนแรงของเหล้าที่หมักจากนมแผ่ลามไปทั่วโพรงปาก แล้วจึงส่งต่อให้หลี่ไป๋หลง สายตาดำขลับหรี่ลงจ้องมองกระท่อมร้างด้านหลังด้วยมีแผนการในใจ

        “ฮะๆ พี่ใหญ่อย่าเคี่ยวกับพวกเรานักเลย เอาเช่นนี้แล้วกันข้ากับพี่สามจะรำกระบี่ประกอบบทเพลงต่อหน้าพวกท่านสักกระบวน!” สิ้นคำของหลี่ไป๋หลงทุกคนต่างร้องว่า ‘ดี’ จอมยุทธ์ชุดขาวฉวยกระบี่ให้ทายาทตระกูลหลี่ ตนเองก็ปลอยฝักอาวุธคู่ใจทะยานออกไปรำกระบวนท่า สีขาวพลิ้วไหวว่องไวดั่งสายน้ำเหนือขุนเขาสูง สีแดงของพู่กระบี่ขยับแกว่งตามแรงดูเป็นอิสระดุดันร้อนแรงเหมือนเปลวเพลิง น้ำเสียงกังวานของหลิงเฮ่าขับขานบทเพลงปลุกความกล้าขึ้นอีกครั้ง โดยมีพี่จิ่วร้องรับไปด้วย

ซ่อนเร้นความฝันเพียงในใจ กอดเก็บความกล้าอันน้อยนิด
เฝ้าบอกตัวเองว่านั่นไม่ใช่เรา ไม่ใช่วิถีของคนกล้า
จงมุ่งหน้าไปทางพายุที่โหมกระหน่ำ!!

ลมยิ่งโหม พายุยิ่งกระหน่ำ ความท้าทายมีแต่จะถูกปลดปล่อย
ลมยิ่งโหม พายุยิ่งกระหน่ำ ก็ไม่อาจพัดเอาความฝันอันสวยงามจากไปได้

ปล่อยให้ลมพัดไป ปล่อยให้มันวุ่นวาย
แต่สิ่งที่ไม่มีวันสูญสลายคือความหวังไร้ขีดจำกัดของเรา!
ลมยิ่งโหม พายุยิ่งกระหน่ำ แม้จะสู้ด้วยเท้าเปล่าก็ไม่หวั่นเกรง
ลมยิ่งโหม พายุยิ่งกระหน่ำ จงอย่ากลัวว่าใครจะทำให้สับสน

ดูสิว่าใครกำลังยิ้มแย้มอย่างไม่หวั่นไหว!
จงดูสิว่าใครกำลังยืนหยัดอย่างกล้าหาญ!
เราจะต้องยิ่งใหญ่ให้ได้ในสักวัน
ใช้พลังทั้งหมดที่มี แล้วทำความฝันนั้นให้เป็นจริง

        ใบหน้าของบุรุษทั้งสี่ต่างที่มาโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ทั้งงดงามสุขุม มาดมั่นเด็ดเดี่ยว รักสนุกดูเสรี และแน่วแน่มีวินัย เสียงเพลงกังวานขับขานก้องลานดินแต่ละคนมีความกล้า มีความฝัน มีปณิธานในดวงใจ! จนท่อนสุดท้ายมาถึงก็เปล่งเสียงก้องอย่างฮึกเหิมว่า ‘เราต้องยิ่งใหญ่ให้ได้ในสักวัน ใช้พลังทั้งหมดที่มีแล้วทำความฝันนั้นให้เป็นจริง!’ เสียงสรวลเสเฮฮาดังขึ้นตามมา และแล้วพี่จิ่วก็เริ่มเล่าเรื่องลิ้ลับของวิญญาณ จี๋เฟยเทียนร้องว่าไม่เอาเปลี่ยนหัวข้อก็ถูกหัวเราะเยาะว่าพี่น้องก็อยู่ด้วยทำกลัวไปได้

        “เกิดคืนนี้ข้าไม่ลุกมาปล่อยหนัก จะผายลมให้พวกท่านรับเคราะห์ไปด้วยเลย!”

        จอมยุทธ์หนุ่มเคี้ยวหมั่นโถวตุ้ยๆในปากแล้วยอมฟังเรื่องเล่า ‘ปริศนาในตำหนักเย็น’ ของพี่จิ่วต่อ เรื่องราวเกี่ยวกับสนมในรัชกาลก่อนๆ ที่ถูกไทเฮาริษยาจนส่งไปรับความทรมานในตำหนักเย็น ลื่อกันว่าแม้นางจะสิ้นชีพไปนานแล้วแต่ด้วยแรงอาฆาตทุกครั้งที่ถึงยามต่ำคืน หน้าตำหนักนั้นจะมีหมอกคล้อยต่ำ และเสียงของสตรีร่ำไห้ดังแว่วไปทั่ว ไท่จื่อขี้เล่นยังมีอารมณ์ทำเสียงประกอบ เอาเสียจนจี๋เฟยเทียนเขยิบมาพึ่งพิงพี่ใหญ่ที่ไม่แสดงท่าทีใดใดกับเรื่องเล่าชวนหัวนี้เลย และเมื่อทุกคนคิดจะแยกย้ายกันนอนหลับดวงตาไม่ทันปิดสนิท พวกเขาก็ได้ยินอะไรบางอย่าง…

        “ฮือ…. อือ…..”
        “โอ้ย!! พี่จิ่วไม่เล่นแล้วอยากให้ข้าเอาหมั่นโถวยัดปากท่านจริงๆใช่ไหม?” จี๋เฟยเทียนคลุมโปงเหลือแค่ลูกตา พลางโวยวายออกมาเสียงขรม

        “เห...พี่สาม นั่นข้าไม่ได้ทำนะ??” พี่จิ่วนอนอยู่ด้านข้างหลิงเฮ่า ข้อนี้พอจะยืนยันได้

        “ฮือ… ฮือ!!!” ลมพัดยอดไม้ เสียงกิ่งก้านร่วงหล่นดังไล่มาเรื่อยๆ ความเย็นยะเยือกนี้ชวนให้ขนหัวตั้งชัน

        “เจ้าคนแซ่หลี่!! ยังจะเล่นอยู่ไหม๊!!” จี๋เฟยเทียนเอ่ยเตือนเป็นครั้งสุดท้ายทั้งที่ยังหลับตาปี๋

        “ข้าเปล่า!! พี่ใหญ่เขาใส่ความข้า!!” หลี่ไป๋หลงคิดจะหัวเราะแต่แล้วเสียงนั้นกลับดังยิ่งขึ้นและใกล้เข้ามาทุกที….

       “ฮือออ….. ฮือออ!!” เสียงประชิดเข้ามา กลิ่นคาวคลุ้งจนแสบจมูกพุ่งเข้าหาจี๋เฟยเทียนในทันที!!

        “.............!!! ว้ากกกกก!!! ผีมาแล้วๆๆ” ท่านจอมยุทธ์ทั้งดิ้นทั้งถีบอะไรก็ตามที่พุ่งเข้ามาใส่ อาละวาดอยู่ครู่ใหญ่เสียงของหลิงเฮ่าจึงดังขึ้นว่า “น้างสามหยุดก่อน!! นั่นคนไม่ใช่ผี!!” กล่าวจบก็เข้าไปประคองร่างเล็กที่น่าสงสารนั้นออกมา “ใครๆๆ ใครแกล้งข้า น่าตายนัก!” น้องสามรุ้สึกเสียหน้ารีบสะบัดผ้าห่มขึ้นมาดู ทันทีที่เห็นว่าเป็นร่างของเด็กชงหนูวัยไม่เกินสิบสองสิบสามก็ตวัดกระบี่ออกจากฝักทันที “เจ้านี่มาลอบโจมตีเราทีเผลอแน่ๆ อาจเป็นพวกเดียวกับเมื่อวาน!! พี่ใหญ่อย่าเก็บเอาไว้เลย…” คมกระบี่กำลังจะฟันออกพี่จิ่วก็ร้องห้ามขึ้นก่อน

         “พี่สามอย่า! เขาบาดเจ็บทั้งยังเป็นแค่เด็ก อายุอาจจะน้อยกว่าพวกเราด้วยซ้ำ!! ดูสิตามตัวมีแต่แผล ปล่อยเขาไปเถอะ อย่าให้พวกชงหนูมองว่าเราชาวฮั่นป่าเถื่อนไร้อารยะเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยสิ!” นานๆครั้งพี่จิ่วจะพูดอะไรที่เข้าที และดูมีเหตุผลแบบไม่โลกสวยงามจนเกินไป หลิงเฮ่าค่อนข้างเห็นด้วยแต่ยังไม่กล่าวอะไรออกมา พี่จิ่วรึยอมปล่อย “พี่ใหญ่พี่รองท่านช่วยพูดหน่อยเถอะ!”

       “....แผลที่ไหล่ซ้ายพี่จิ่วยังจำได้ไหมว่าได้มายังไง? ปราณีศัตรูทำร้ายตัวท่านเองเลือกเอาเถอะ!” หลี่ไป๋หลงเห็นด้วยกับจี๋เฟยเทียน ชงหนูชอบใช้วิธีป่าเถื่อนไร้ศํกดิ์ศรีเด็กที่โตมาก็คงไม่พ้นถูกสั่งสอนแบบเดียวกัน คนในตระกูลทหารพิทักษ์ดินแดนมาหลายชั่วคนอย่างเขาแม้ไม่ได้เหมารวมทั้งหมดแต่ด้วยเหตุการณ์คราวก่อน ก็ทำให้เขายอมเสี่ยงไม่ได้ สุดท้ายจึงเหลือแค่พี่ใหญ่ออกปากหากเห็นด้วยว่าสังหาร เด็กผู้นี้อยู่ไม่ถึงรุ่งอรุณแน่! นักกวีหนุ่มหรุบดวงตาลงมองผู้ที่หมดสติโดยไม่รู้ว่ามีภัยมาถึงตัว มือเรียวยกเกลี่ยเส้นผมเปื้อนเลือดเพื่อดูใบหน้าให้ชัด ‘ยังเด็กอยู่มากนัก...แต่กลับมีบาดแผลเต็มตัว เรื่องนี้ดูจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว’ เด็กปกติรึทนได้กับบาดแผลสาหัสหลายแห่งบนร่าง หนักสุดเห็นจะเป็นศีรษะที่แตกจนเลือดไหลเปื้อนหน้าซีกหนึ่ง “พี่ใหญ่….” พี่จิ่วเห็นเขาเพียงแต่มองนิ่งนานก็ใจไม่ค่อยดี

        “ข้ามีพี่ชายผู้หนึ่งชื่อชวีฉางชิง… คนมักดูถูกเขาว่ามีมารดาเป็นมารชงหนูวันหนึ่งต้องหักหลังชาวฮั่นอำมหิตไม่ต่างกัน หึหึ แต่ในสายตาของข้าผู้ที่เลวร้ายกลับเป็นเหล่าคนที่เฝ้าจับผิดคอยอคติเขามากกว่า เพราะความหวาดระแวง…. สุดท้ายเลยได้แต่ริษยาที่สู้คนผู้นั้นไม่ได้” หากชิงชิงอยู่ที่นี่ต้องบอกให้เขาช่วยเด็กคนนี้แน่นอน ไม่เกี่ยงสายเลือดแต่ช่วยเพราะว่าเรายังมีความเป็นมนุษย์ “น้องรอง น้องสาม ช่วยเขา… เกิดเด็กคนนี้ก่อเรื่องขึ้นมาข้าจะจัดการเอง” วันนั้นหหากไม่ใช่เพราะยื่นมือเข้าช่วยขอทานใกล้ตาย ชีวิตของเขาก็คงไม่ได้พบรอยยิ้มอันงดงามและความอบอุ่นจากพี่ฉางชิง จมอยู่ในทะเลทุกข์ไร้ขอบเขตของพิษร้ายไปแล้ว

        สุดท้ายเรื่องที่ว่า ‘ใครช่วยใคร’ ก็ยังเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้

@zifu @Admin



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +15 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +50 ความหิว -16 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 15 + 500 + 50 -16 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รูปปั้นเจ้าแม่หนี่วา
หน้ากากยักษ์ม่วง
มุกอัคคี
เซ็กเธาว์
ธนูเจย์วิน
เพลงกระบี่คู่นก<br>ยวนยางหานเยว่ขั้นสูง
ปราณคลุมวารี
ตัวเบาขั้นสูง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x4
x1
x10
x20
x40
x25
x30
x20
x90
x9
x5
x9
x1
x1
x6
x3
x8
x1
x18
x205
x40
x2
x13
x1012
x2
x150
x1
x5
x4
x2
x5
x41
x1
x699
x1
x1
x3
x145
x1
x2
x1
x25
x5
x2
x4
x1
x290
x50
x5
x15
x36
x11
x2
x7
x5
x880
x3
x3334
x52
x88
x110
x100
x360
x2
x18
x165
x1
x120
x500
x500
x1826
x55
x70
x31
x1615
x9999
x8
x9
x41
x4
x690
x4
x4
x16
x2
x36
x2
x30
x144
x5
x695
x203
x620
x780
x77
x9999
x46
x630
x952
x126
x2090
x51
x390
x537
x485
x854
x100
x4
x1768
x404
x3999
x434
x51
x828
x1843
x1755
x205
x4167
x58
x580
x392
x814
x223
x104
x140
x180
x3
x6
x1
x1000
x76
x35
x1890
x120
x1
x189
x4
x9999
x918
x2
x20
x234
x1413
x4200
x3837
x7
x2534
x1200
x188
x486
x9999
x899
x251
x1
x330
x618
x2270
x264
x50
x10
x2
x7
x7
x14
x21
x9
x98
x6329
x77