ดู: 943|ตอบกลับ: 26

{ เส้นทางสายไหม } เส้นทางต้าฮั่น - โหรวหราน

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2017-11-13 22:06:55 |โหมดอ่าน

เส้นทางต้าฮั่น - โหรวหราน




เส้นทางสายไหม

เส้นทางสายการค้าขายของกองคาราวานพ่อค้าเส้นทางสายไหม
เป็นเส้นทางผ่านที่โดนผ่านมากที่สุด
หากใครจะเดินทางจากด่านตะวันตก - ไปเส้นทางสายไหม
จะต้องผ่านเส้นทางนี้กันทุกคนบวนคาราวาน
ที่ผ่านเส้นทางนี้ทุกปีเพื่อมุ่งหน้าไปแคว้นโหรวหราน

เพื่อนำสินค้าจากฉางอันไปค้าขายต่างแคว้น
และนำสิ้นค้าจากแคว้นโหรวหรานกลับไปยังต้าฮั่น
โดยเส้นทางนี้ค่อนข้างเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยในระดับหนึ่ง

แต่ก็อันตรายไปด้วยพวกโจรทะเลทราย
ที่ลอยซุ่มโจมตีเพื่อปล้นสะดมขบวนคาราวาน..แต่ระวังว่ามันจะมีอะไร..ร้ายกว่าโจรทะเลทราย

76

กระทู้

848

โพสต์

3หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
12342
เงินตำลึง
510
ชื่อเสียง
15282
ความหิว
101
คุณธรรม
542
ความชั่ว
0
ความโหด
0
กวนอวี่ | 关羽
เลเวล 1

อวี้ เสี่ยวมี่

คุณชาย! โปรดอย่าก่อเรื่อง
pet
โพสต์ 2017-11-13 23:20:32 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ผิงผิง เมื่อ 2017-11-18 21:10

{ แฟลชแบ็คย้อนวัยเด็ก }


      กลางทะเลทรายที่สภาพอากาศเลวร้ายหากแต่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับกองคาราวานพ่อค้าชาวฉางอันแต่อย่างใด พวกเขายังคงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเพื่อไปแคว้นโหรวหราน เมื่อตะวันลับขอบฟ้าพวกเขาได้ตั้งที่พัก ณ โอเอซิสแห่งหนึ่ง ระหว่างที่พวกเขาก่อกองไฟเพื่อหุ้งหาอาหารและให้พวกอูฐพักผ่อน ภายในกองคาราวานประกอบไปด้วยชายหนุ่มกว่า 30 ชีวิตและสตรีที่แต่งงานแล้วกว่า 5 ชีวิต ที่ค่อยดูแลเรื่องจุกจิกต่างๆ รวมทั้งเด็กๆ ที่ติดตามพ่อแม่มาด้วย

      "ท่านแม่! ข้าไม่ไหวแล้ว!" เสียงเล็กร้องโหยหวานอยู่ภายในกระโจมที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากกองไฟ คนภายนอกที่ได้ยินต่างยิ้มขำกันก่อนจะทำกิจกรรมประจำวันของตัวเองไปโดยไม่สนใจเสียงร้องของเด็กน้อย

      "เสี่ยวผิง ยังไม่พอ เจ้าต้องลงไปมากกว่านี้" เสียงหวานของหญิงสาวเอ่ยช่างขัดกับคำพูดยิ่งหนัก นางกดหลังเด็กน้อยให้ก้มลงไปแนบกับพรมที่ปูรองพื้นทราย ซึ่งเด็กหญิงวัย 5 ขวบแยกขาออกจากกันและลำตัวแนบไปกับพื้นพรม เป็นการดัดตัวให้อ่อนตามฉบับมารดาบังคับ

      "ท่านแม่ ปล่อยข้าไปเถอะ!!!"
      "เจ้าต้องตัวอ่อนกว่านี้ โตมาจะได้ร่ายรำอ่อนช้อย" หญิงสาวยังคงกดหลังบุตสาวจนผ่านไปประมานครึ่งก้านธูปถึงปล่อยให้เด็กหญิงเป็นอิสระ หลิงผิงผิงรีบคลานไปมุมกระโจมทันทีราวกับหนีมารร้ายยังไงยังงั้น แม้หญิงสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นมารดาจะสวย งดงามแค่ไหนแต่ในสายตาหลิงผิงผิงแล้วเหมือนมารร้ายดีๆ นี่เอง "ข้าไม่ได้อยากร่ายรำ! ข้าอยากเป็นหัวหน้าคาราวานเหมือนท่านลุงเฟยอิง" หลิงผิงผิงหมายถึงหัวหน้าคาราวานที่รับท่านแม่มาระหว่างทางจากฉางอันไปแคว้นโหรวหราน ตอนที่เธอคลอดก็ได้ท่านลุงเฟยอิงตามหมอตำแยมาให้

      "เสี่ยวผิง! แม่ไม่เคยสอนให้เจ้าอย่างบุรุษนะ"

      "ก็ข้าไม่ชอบร่ายรำนิ... เจ้าค่ะ..." หลิงผิงผิงเสียงเบาลงเมื่อรู้ว่ามารดาเริ่มเข้าโหมดมารร้ายแล้ว เด็กหญิงไม่ค่อยเกรงกลัวอะไรเท่าไรแต่ที่กลัวที่สุดเห็นทีจะเป็นมารดาและงู

      "กะ... ก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะพยายาม..." หลิงผิงผิงหดคอก่อนจะวิ่งออกไปนอกกระโจมเมื่อมารดาเดินเข้ามาเหมือนจะจับตัวเธอไปฝึกอีกรอบ เธอวิ่งมาที่กองไฟนั่งกับลุงๆ ป้าๆ ที่กำลังเล่าเรื่องราวภายในเมืองฉางอันให้เด็กๆ ฟัง เพราะพวกเขายังไม่เคยไปเมืองฉางอันมาก่อนเพราะอยู่แต่ในทะเลทรายมาตลอดตั้งแต่จำความได้ เฟยอิงเล่าว่าที่เมืองฉางอันเต็มไปด้วยของมากมายและสิ่งกอสร้างสวยงามจนนึกว่าตนเองอยู่ในแดนสรวงสวรรค์ ไหนจะโรงเตี้ยมขึ้นชื่อ หอสุรา สถานที่ท่องเที่ยวและผู้คนมากมาย แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันสวยงามและงดงามจนละสายตาไม่ได้ หลิงผิงผิงที่นั่งฟังตาวาวด้วยความสนุกสนาน "ท่านตาเจ้าคะ ข้าอยากไปบ้าง"

      "เจ้ายังเด็กเกินกว่าจะไป เสี่ยวผิง" ชายวัยกลางคนหัวเราะเบาๆ เพราะเขาเอ็นดูหลิงผิงผิงมาตั้งแต่เกิด หลานสาวนี้มักร่าเริงอยู่เสมอและสร้างเสียงหัวเราะให้กับกองคาราวาน นอกจากเสียงโหวยหวานตอนโดนมารดาฝึก...

      "ท่านเซอร์เซส! แย่แล้ว พวกชงหนูมัน..."

      "ทุกคนรีบไปเร็ว! เอาแต่ของที่จำเป็นไป รักษาชีวิตสำคัญกว่า!" เซอร์เซสตะโกนบอกทุกคน พวกเขารีบปฏิตัติตามทันที หลิงผิงผิงที่ไม่รู้เรื่องราวอันใดโดนมารดาที่มาตอนไหนไม่รู้อุ้มไว้ก่อนจะวิ่งไปรวมกลุ่มกับผู้หญิงและเด็ก แม้ตอนนี้จะชุลมุนวุ่นวายแต่มารดากลับมีสีหน้าเด็ดเดี่ยวพร้อมที่จะปกป้องลูกน้อย ในมือบางที่ยังว่างถือมีดสั้นลวดลายแปลกตาแต่หลิงผิงผิงไม่ทันได้ตามก็ได้ยินเสียงโลหะกระทบกัน เด็กน้อยหวาดกลัวกอดคอมารดาแน่น "รีบพาเด็กและผู้หญิงไปหนีไปเร็ว"

      "เร็ว!"

      "ทะ... ท่านแม่... ข้ากลัว" หลิงผิงผิงสะอึนน้ำตานอง แต่มารดากลับยิ้ม เป็นยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา

      "แม่รักลูกนะจ๊ะ" หลิงหลานฉินเอ่ยกับบุตรสาวและตามขบวนไปแต่ยังไม่ทันที่จะได้ออกไปไกลนอกพวกชาวชงหนูที่หลุดรอดมาได้เข้ามาโจมตีกลุ่มเด็กและผู้หญิง ส่วนเหล่าชายหนุ่มที่ค่อยปกป้องพวกเธอต่างเข้าสู้รบ ช่วงที่ต่อสูดอย่างดุเดือดหลิงหลานฉินต้องหันไปรับมือกับชาวชงหนูที่พุ่งเข้ามาทำให้ต้องปล่อยมือจากหลิงผิงผิง เด็กหญิงที่ตกลงบนพื้นทรายก่อนจะกลิ้งลงไป "ท่านแม่!!!"

     "ผิงเอ๋อร์!!! อึก!" เพราะเสียสมาธิทำให้ดาบในมือชาวชงหนูฟันเข้าที่ไหล่ของหลิงหลานฉิน ชาวชงหนูที่อยู่อีกด้านที่ค่อยจับเด็กๆ ต่างรวบตัวเด็กๆ ไว้บนบ่นก่อนจะรีบจากไป รวมทั้งหลิงผิงผิงที่โดนจับหมัดมือหมัดเท้าแล้วโดนแบกขึ้นบ่าไป
      "ท่านแม่!!!! ไม่!!! ปล่อยข้า! ข้าจะไปหาท่านแม่ ท่านแม่ ท่านแม่!!! ช่วยข้าดะ..." เพราะเสียงกรีดร้องของหลิงผิงผิงดึงดูดผู้คนและหนวกหูพอดูทำให้มันสักต้นคอทำให้ร่างเล็กสลบไป...




      เสียงล้อรถม้ากระทบไปบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยหิน บนรถม้าที่มีกรงไม้อยู่ด้านในมีเด็กอายุไม่เกิน 10 ขวบอยู่จำนวนหนึ่ง พวกเขาอยู่ในสภาพมอมแมมเพราะไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้วนอจากกินและต้องนอนอยู่ภายในกรงไม้ รวมถึงหลิงผิงผิงที่นั่งซึมกอดเข่าอยู่มุมหนึ่งของกรงไม้ โดยที่ขาและมือของเธอโดนหมัดอย่างแน่นหนาเพราะเธอเคยพยายามหลบหนีอยู่หลายครั้งและโดนตามจับมาได้ทุกครั้ง...
      "อีกนานแค่ไหนกว่าจะถึงเมืองเทียนซุย"
      "คงอีกสองสามวัน ช่วงนี้พวกทหารออกมาลาดตระเวนบ่อย"
      "หลีกเลี่ยงเส้นทางที่จะเจอพวกมันแล้วใช่ไหม?"
      "ใช่ นอกจากพวกมันจะรู้ล่วงหน้า รีบพาเด็กพวกนี้ไปขายเป็นทาสให้เร็วที่สุด" พวกมันคุยกันโดยไม่สนใจเด็กๆ แต่แล้วก็เกิดเสียงต่อสู้กันขึ้นซึ่งหลิงผิงผิงที่อยู่ในสภาพอ่อนแรงไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเพราะเธอคิดถึงท่านแม่และทุกคนในกองคาราวานเหมือนเด็กคนอื่นๆ ที่ถูกจับมาจากกองคาราวานแต่หากอยู่คนละกรง...
      "ผิง ตื่นเร็ว มีคนมาช่วยพวกเราแล้ว" เด็กคนหนึ่งเขย่าตัวหลิงผิงผิงให้ตื่นแต่เธออ่อนแรงเกินกว่าจะลืมตาขึ้นก่อนจะรู้สึกว่าเชือกที่หมัดมือและเท้าหายไปพร้อมตัวเบาขึ้น... "รีบพาเด็กคนไปรักษาเร็ว อาการไม่ใคร่ดีนัก"
      เสียงใครกัน... แต่ช่างเถอะ ข้าง่วงเหลือเกิน ท่านแม่...


( ส่วนที่ 3 - 88415 )

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -14 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -14 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ขลุ่ยบุพเพ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x4
x10
x40
x56
x43
x1
x1
x1
x13
x4
x5
x4
x35
x4
x3
x2
x1
x12
x20
x1
x16
x68
x42
x54
x18
x12
x40
x10
x74
x58
x2
x20
x394
x16
x4
x80
x408
x40
x86
x1
x80
x169
x98
x42
x80
x30
x15
x59
x1
x15
x32
x1
x20
x437
x740
x301
x200
x152
x70
x2
x35
x121
x529
x78
x10
x10
x10
x4
x47
x1
x64
x1
x100
x89
x50
x1552
x10
x6
x2
x69
x430
x2
x2
x384
x145
x386
x365
x20
x38
x86
x3
x120
x1
x8092
x38
x736
x4026
x771
x1285
x12
x17
x25
x161
โพสต์ 2018-1-15 12:32:01 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LanXinLi เมื่อ 2018-1-20 21:32

{ ทำดีได้ดี }
ch.3
ชะตา

     สุดท้ายแล้วก็ต้องพักค้างแรมที่เส้นทางระหว่างต้าฮั่นโหรวหรานจนได้ เพราะตอนนี้ทั้งนางและไช่ฟ่านเหลียนถูกแดดเผาจนเกรียม น้ำในกายก็ลดลงแทบหมดแรงที่จะเดินทางต่อ ในอ้อมแขนก็ยังมีอีกสองชีวิตที่ต้องดูแลอีก ถ้าหากหาบิดาเด็กทั้งสองไม่เจอจะทำอย่างไร? จะรับเลี้ยงไว้หรือ? คงไม่ได้..
ว่ากันตามตรง ใจจริงแล้วนางดีใจไม่น้อยที่ได้เด็กทั้งสองมาดูแล แต่เมื่อคิดถึงอนาคตแล้ว แน่นอนว่าเอาความรู้สึกตนเป็นหลักไม่ได้ เพราะต่อจากนี้นางจะเดินบนเส้นทางที่โหดร้าย เด็กก็คือเด็ก หากเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาล่ะก็นางคงอยู่ไม่สุขเป็นแน่ สู้ฝากคนอื่นไว้ให้เติบโตอย่างคนปกติน่าจะปลอดภัยกว่า แม้จะเป็นเรื่องบาดใจที่จะต้องแยกจากกันสำหรับนางก็ตาม..
        “ไช่ พี่คิดว่าเราพักค้างแรมที่นี่กันสักคืนก่อนเถอะ” หรั่นซิ่นหลี่พูดแล้วลงมาจากหลังวัวสาวอย่างระมัดระวัง สองมือกอบกุมผ้าแพรไหมแน่นเพื่อไม่ให้สิ่งมีชีวิตสองหน่อในอ้อมแขนเป็นอันตราย
        “.......” @Fanlian
        “พี่เคยทำที่พักชั่วคราวกลางทะเลทราย เอาอย่างนี้ เจ้าอุ้มสองคนนี้ไว้แล้วกัน เดี๋ยวพี่จะทำที่พักให้” ส่งเด็กสองคนให้ร่างสูงไป แล้วหยิบธนูออกมาพร้อมกับผืนผ้าที่เคยใช้ ทำเช่นเดิมกับคราวก่อนคือปูผ้าพื้นลงไปแล้วปักธนูยันหัวและท้ายก่อนจะคลุมผ้าลงไปและปักธนูซ้ำเพื่อกันหลุด หนนี้นางขยายฐานเพิ่มเพื่อให้นอนได้สองคน
        “เจ้าเคยจุดไฟมั้ย?”
        “.......” @Fanlian
        “มาลองดูกันเถอะ เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้นได้หนาวตายแน่” มือเรียวหยิบปล่องไผ่ที่ไม่ใช้แล้วกับกิ่งไม้ที่พกติดมาออกจากถุงสัมภาระก่อนจะลงมือถูไถ แล้วมันก็ได้ผล แต่ตัวนางไม่มีฟืน จึงทำได้เพียงใช้ปล่องไผ่ที่เหลือกับตำราที่ไม่ใช้แล้ว แม้จะเสียดายแต่ให้ทำอย่างไรได้ นางต้องรักษาชีวิตไว้ก่อน
        “.......” @Fanlian
        “เสียดายสิ ตำราดีๆหายากนะ แต่พวกเราหนาว มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้” กล่าวพลางทยอยฉีกกระดาษออกมาโยนเข้ากองไฟ สุมจนได้ที่คิดว่าพออยู่ได้หนึ่งคืนจึงเก็บส่วนที่เหลือเข้าถุงสัมภาระไป
        “.......” @Fanlian
        “เอ้า เข้ามา ส่วนพวกเจ้าช่วยนอนกันลมทีนะ” หันไปบอกสัตว์ทั้งสี่ตัวข้างนอก เสี่ยไป๋กับซือเอ๋อร์จึงทรุดตัวลงใกล้ที่พักแรมแล้วหมอบกันลมไว้ หรั่นซิ่นหลี่จึงมุดเข้าไปในที่พักก่อนจะจัดแจงแล้วกวักมือเรียกไช่ฟ่านเหลียนให้เข้ามา
        “.......” @Fanlian
        นอนนิ่งคิดได้สักพัก จึงเอ่ยปากพูดขึ้นมา ทำเอาอีกฝ่ายตกใจ “สงสัยเราสองคนต้องขโมยแพะกันแล้วล่ะ” ไม่เคยคิดเลยว่าเกิดมาจะต้องไปขโมยของใครเขา โดยเฉพาะขโมยแพะ! แต่ให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อเด็กนั้นยังดื่มนมเองไม่เป็น ต้องดูดจากเต้าเท่านั้น ส่วนซือเอ๋อร์เป็นวัวก็จริง แต่นางไม่ใช่วัวนมและไม่ได้ท้อง เช่นนั้นแม้จะคั้นมากเท่าใดก็ไม่มีน้ำนมออกมาให่้ดื่มหรอก
        “.......” @Fanlian
        “แพะตัวหนึ่งใช่ว่าจะราคาถูกนะ.. มันไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ รอเข้าเขตโหรวหรานก่อน ค่อยหาฟาร์มแพะกัน ขโมยไปสักตัวชาวบ้านคงคิดว่าถูกสัตว์กินไปแค่นั้นแหละ” พูดประหนึ่งง่ายดาย แต่แท้จริงแล้วในหัวนางมีความคิดพันยุ่งเหยิงไปหมด จะขโมยอย่างไร..? จะโดนจับได้หรือไม่..? โธ่.. ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอโทษ.. ครั้งนี้จำเป็นจริงๆ
        “.......” @Fanlian
        “เอาเป็นว่าพี่จะจัดการวางแผนเอง เจ้าแค่ทำตามก็พอ” กล่าวง่ายเพราะตนเองเป็นคนคิด แต่คนถูกสั่งให้ลงมือทำเนี่ยสิ เบิกตามองนางโตเชิง ‘ข้าอีกแล้วหรือ!?’ ทำเอานางลอบขำไว้ไม่อยู่
        “.......” @Fanlian
        “แล้วเจ้าคิดยังไงถึงได้มาขอเดินทางไปกับพี่?” นางอยากจะถามมาสักพักแล้ว ได้โอกาสพอดี
        “.......” @Fanlian
        “งั้นหรอกหรือ..​ อืมม แล้วเสร็จจากที่นี่คิดจะไปที่ใดต่อหรือไม่?”
        “.......” @Fanlian
        “เห? เซี่ยพี? ไปทำไมตั้งไกล?” ถามไป แต่พอได้ยินคำตอบเท่านั้น นางถึงกับร้องยี้ในใจ ก็นางแพ้เต้าหู้นี่! ตอนเด็กๆเคยกินไปครั้งหนึ่ง ผดผื่นขึ้นแดงเต็มตัวไปหมดจนน่าเกลียด! หลังจากนั้นนางก็เคยแตะเต้าหู้อีกเลย..
        “.......” @Fanlian
        “เจ้าดูเป็นคนรักษาสัญญาดีนะ ดีแล้วล่ะ”
        “.......” @Fanlian
        “อา..​ พี่คิดว่าจะไปทำงาน” งานอะไรก็ได้ที่ช่วยสืบเรื่องต้นสายปลายเหตุของเหตุชงหนูได้ จะมีมั้ยนะ..
        “.......” @Fanlian
        “พี่จะไปเซี่ยพีกับเจ้าก่อน แล้วค่อยกลับมาฉางอัน”
        “.......” @Fanlian
        “ไม่เดือดร้อนหรอก ถือเสียว่าไปเที่ยวเล่น เพราะพี่เองยังไม่เคยไปเยือนแถบนั้นเลย” ความจริงแล้วนางแค่อยากจะไปสอดส่องดูเท่านั้น เผื่อจะมีข่าวคราวอะไรบ้าง
        “.......” @Fanlian
        “แล้วบ้านเจ้าเดิมอยู่ที่ไหน?”
        “เห? กุ้ยหยางหรือ? บังเอิญจริงๆ.. เพราะพี่เคยหลงทางที่กุ้ยหยางแล้วเจอวิญญาณด้วยล่ะ! คุณปู่หนวดขาวช่วยพาข้าออกมาจากป่า คิดแล้วยังขนลุกไม่หาย!” เพียงคิดถึงเท่านั้น เส้นขนบางบนร่างนางก็ลุกชันพรึบ
        “.......” @Fanlian
        จบเรื่องน่าขนลุกไป ก็ยังไม่มีใครนอนหลับลง.. ไม่ใช่เพราะอากาศหนาว ไม่ใช่เพราะเรื่องที่นางเล่า แต่เป็นเพราะต่างคนต่างมีเรื่องคับค้างคาในใจทำให้เกิดเป็นความคิดที่ยุ่งเหยิงในหัวจนนอนไม่หลับ
        “...ไช่ เจ้าบอกว่าอยากมีลูกใช่หรือไม่?” มองเพดานที่มีเพียงผืนผ้าแล้วเอ่ยปากถาม เวลานี้เด็กสองคนร้องจนหลับไปแล้ว นางจึงสามารถแบ่งกันกอดให้ความอุ่นได้ ไช่ฟ่านเหลียนส่งเด็กคนหนึ่งมาให้นาง หรั่นซิ่นหลี่จึงรับมาแล้วกอดไว้ก่อนจะคลุมด้วยเสื้อนอกนาง
        “.......” @Fanlian
        “พี่ก็อยากมี.. แต่ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นโอกาสสำคัญ ทว่าข้าคงรับชะตากรรมเด็กสองคนนี้ไว้ไม่ได้ อีกอย่างพี่ไม่มีบ้านให้กลับหรอก ถึงมีก็ไม่มีใครรออยู่.. ไช่ ต้องรบกวนเจ้าแล้ว ตอนไปเซี่ยพีเราแวะกุ้ยหยางบ้านเจ้าได้หรือไม่?” เพราะนอนตะแคงข้างตาจึงประสานกันโดยง่าย ส่งยิ้มหวานไปให้อีกฝ่ายก่อนจะหลุบตาลงมองชีวิตน้อยในอ้อมแขน
        “.......” @Fanlian
        “แล้วเจ้าก็เลิกเรียกข้าว่าแม่นางหรือพี่สาวได้แล้ว เรียกพี่หรั่น เข้าใจมั้ย?” แย้มยิ้มให้อย่างเป็นมิตรก่อนจะหลับตาลงเข้าสู่ห้วงนิทรา
        “.......” @Fanlian

     @Fanlian @Admin



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +35 ความหิว -16 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 35 -16 + 3

ดูบันทึกคะแนน

แปะ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1

16

กระทู้

228

โพสต์

5หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
290919
เงินตำลึง
98223
ชื่อเสียง
13127
ความหิว
216

ป้ายหอบูรพาทำเนียบ(LV2)ใบรับรองเหมืองแร่จินไช่เหริน(รายสามปี)

คุณธรรม
172
ความชั่ว
0
ความโหด
150
ครึ่งแสน
เลเวล 1

ฟง ฟงเยี่ย

" ฟ่านเหลียนเกอเก่อ! "
pet
โพสต์ 2018-1-18 20:31:27 | ดูโพสต์ทั้งหมด

{ทำดีได้ดี}

[ไช่ฟ่านเหลียน]


บทที่ 3 บทเรียนชีวิตที่ไม่ได้สวยงามดั่งกลีบกุ้ยหยาง : การตัดสินใจของพี่สาว


การเดินทางยังคงดำเนินไปไม่ยอมหยุด จากเดิมที่ว่าแค่เดินทางเพียงสองคนก็ยากลำบากเอาการแล้วแต่ตอนนี้มีสิ่งมีชีวิตสองร่างน้อยที่ต้องปกป้องตลอดเส้นทางอีก ยิ่งสร้างความระแวดระวังภัยและไม่ประมาทในเส้นทางการสัญจรไปมาบนเส้นทางต้าฮั่น - โหรวหรานของตัวเขาให้เพิ่มกว่าเดิมมากโข


กลิ่นไอของความร้อนสร้างความรำคาญใจให้กับเขาบ้าง และเขาคิดว่ายิ่งกับสตรีด้วยแล้ว ความงดงามของร่างกาย ใบหน้าและผิวพรรณยิ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งมวล ธรรมชาติของอิสตรีมิมีผู้ใดไม่รักในความสวยงาม ขนาดสตรีที่ดูแก่นเซี้ยวปานบุรุษยังมีกลิ่นของเครื่องประทินโฉมจางๆให้เขาได้กลิ่นด้วยซ้ำ


เท้าของหนิงเจี้ยนก้าวยาวๆตามเฟยหลิงมาไม่หยุด เท้าทั้งสองของฟ่านเหลียนตีที่สีข้างอาชาสีหมอกเบาๆตามจังหวะการก้าวเดินของมัน ลมของทะเลทรายพัดมาไม่หยุดจนเขาอดไม่ได้ที่จะใช้ผ้าปิด แต่พอครั้นจะปิดไว้ก็วิตกกังวลกับเด็กน้อยทั้งสองเสียก่อนกับพี่สาวว่าเป็นอย่างไรหรือไม่ แต่ไม่ทันที่จะเอื้อนคำใดสัตว์ของหญิงสาวก็พลันหยุดเดินเสียก่อนจนฟ่านเหลียนต้องกระตุกเชือกหยุดอาชาของตนตาม


“ไช่ พี่คิดว่าเราพักค้างแรมที่นี่กันสักคืนก่อนเถอะ” หญิงสาวเอ่ยหลังจากลงมาจากหลังวัวจนได้กลิ่นทรายคุ้งจางๆ ห่อผ้าแพรสีสดทั้งสองถูกโอบรัดอย่างระมัดระวังอย่างกลัวได้รับอันตราย…


‘หากพี่สาวมีบุตรจริงคงดูแลเขาได้ดีทีเดียว’


“ขอรับ”


“พี่เคยทำที่พักชั่วคราวกลางทะเลทราย เอาอย่างนี้ เจ้าอุ้มสองคนนี้ไว้แล้วกัน เดี๋ยวพี่จะทำที่พักให้” ห่อผ้าแพรถูกส่งกลับเข้ามาในมือหนาของเขาเช่นเดิม สองแขนประคองน้ำหนักของเหล่าทารกเอาไว้ แขนทั้งสองเกรงเบาๆเพื่อกันทั้งคู่ตกจากอ้อมแขนตน ดวงตาจ้องดูทารกเพศชายตัวน้อยที่กำลังหลับตาพริ้ม ท้าลมหนาวเย็นที่เริ่มพัดผ่านมา เขาเพียงขยับๆแล้วสะบัดผ้าขึ้นมาเบาๆให้คลุมตัวเด็กทั้งคู่ให้มากที่สุด ระหว่างที่อุ้มก็สังเกตท่าทางการทำงานของพี่สาวไปด้วย


“เจ้าเคยจุดไฟมั้ย?” หญิงสาวเอ่ยถามขึ้นระหว่างปักธนูลงผืนผ้า ฟ่านเหลียนเพียงส่ายหน้าแล้วตอบกลับไป


“เคยขอรับ ข้าใช้วิธีใช้สิ่งของกระทบหรือเสียดสีกันจนเกิดประกายไฟ แต่ข้าไม่แน่ใจว่า ณ ตอนนี้พอจะทำได้หรือไม่” ดวงตาของฟ่านเหลียนมองไปรอบๆ สิ่งที่เห็นมีเพียงทรายที่มีทั่วทุกสารทิศ ไม่เห็นเค้าของเชื้อเพลิงที่จะทำได้เลยด้วยซ้ำ…


“มาลองดูกันเถอะ เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้นได้หนาวตายแน่” สิ้นสุดคำพูดของฟ่านเหลียนและหญิงสาว ทุกอย่างก็ก้าวสู่ความเงียบสงัด มีให้ได้ยินเพียงเสียงลม และปล่องไม้ไผ่ที่หญิงสาวหยิบยกขึ้นมาลงมือเสียดสีเพื่อให้เกิดประกายไฟเช่นคำบอกเล่า และมันก็สำเร็จผล แต่ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ไม่เห็นแววที่จะทำให้แววไฟที่ติดโหมกระพือได้เลย จนกระทั่งตำราเล่มหนาถูกฉีกออก ดวงตาสีน้ำตาลไหม้เบิกกว้างมอง


“พี่สาวขอรับ.. นั่น...”


“เสียดายสิ ตำราดีๆหายากนะ แต่พวกเราหนาว มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้” คำพูดของนางเอ่ยผ่านริมฝีปากบางอย่างไม่ทุกข์ร้อน ใบแล้วใบเล่าถูกขยำใส่กองไฟจนแสงสีแดงร้อนแรงลุกโชติช่วง ฟ่านเหลียนได้แต่มองตามแล้วขบคิด…


‘ก็จริงอย่างที่พี่สาวว่า แต่หากตัวข้าหนาวนั้นก็ไม่เป็นอะไรแต่หากเด็กๆหนาว..’


ดวงตาเหลือบมองดวงหน้าของทารกตัวน้อยในอ้อมแขน ผิวสีชมพูอมแดงปรากฏให้ฟ่านเหลียนเห็นอยู่บ้างว่าทั้งคู่กำลังรู้สึกอบอุ่น แรงกระชับของห่อผ้าเกิดการขยับแผ่วๆ แล้วนำมาแนบชิดอกตนตามเดิม


“ให้เด็กๆเข้าไปเลยไหมขอรับพี่สาว”


“เอ้า เข้ามา ส่วนพวกเจ้าช่วยนอนกันลมทีนะ” แต่ระหว่างที่ผินใบหน้าไปถาม แรงหวักจากมือเรียวขาวของหญิงสาวก็เกิดขึ้นเสียก่อน สัตว์ทั้งสองของหรั่นซินหลี่หมอบลงตามคำของผู้เป็นนาย ฟ่านเหลียนหันไปหาหนิงเจี้ยนและเฟยหลิงพยักหน้าเบาๆ เป็นสัญญาณให้ช่วยสัตว์ทั้งสองของหญิงสาวในการต้านลม แล้วเข้าไปภายในที่พักแรม


“ฮี้..” (ขอรับ..)


“แปร๋น..” (ขอรับ..)


“ขอบใจมาก” เสียงเบาๆไล่หลังตอบกลับสัตว์เลี้ยง


อ้อมแขนทั้งสองค่อยๆประคองทารกนอนให้ลงนอน ณ พื้นที่พักแรม ก่อนหยิบผ้าสะอาดที่พอมีเทน้ำในกระบอกเล็กน้อยใส่แล้วจัดการเช็ดตัวลูบผิวอ่อนละมุนสีขาวอมชมพูแผ่วๆ จวบจนเสร็จสิ้นจึงล้มตัวลงอีกฝั่งตรงข้ามกับเด็กๆและหญิงสาวที่อยู่อีกฟากหนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลไหม้ไล่มองเด็กน้อยอยู่สักพักหนังตาก็เริ่มปรือ เห็นสมควรว่าควรหลับได้แล้วเพราะความเหนื่อยจากการเดินทาง เปลือกตาจึงหลุบลงเพื่อเข้าสู่นิทรา


“สงสัยเราสองคนต้องขโมยแพะกันแล้วล่ะ” เสียงของหญิงสาวดังขึ้นกระทันหันพลอยให้ตัวเขาสะดุ้งตื่นอีกรอบ ดวงตาปรือมองผ่านความสลัวแล้วตอบกลับ


“เราซื้อมันจากชาวบ้านไม่ได้หรือขอรับ”


“แพะตัวหนึ่งใช่ว่าจะราคาถูกนะ.. มันไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ รอเข้าเขตโหรวหรานก่อน ค่อยหาฟาร์มแพะกัน ขโมยไปสักตัวชาวบ้านคงคิดว่าถูกสัตว์กินไปแค่นั้นแหละ”


“แต่...” ดวงตาครุ่นคิดถึงความถูกผิด หากแต่พอเหลือบมองเด็กน้อยแล้ว... เรียวมือที่เล็กปานสตรีของตนจึงลูบเบาๆ


‘ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่ากับเขาแล้ว ณ ตอนนี้’


“เอาเป็นว่าพี่จะจัดการวางแผนเอง เจ้าแค่ทำตามก็พอ” เขาลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอน คิ้วเฉียงขมวดแล้วแสดงสายตาที่ประมาณความได้ว่า


‘เป็นข้าอีกแล้วหรือ?’ จนนางอดไม่ได้ที่จะหลุดเสียงหัวเราะแผ่วๆออกมา


“หยุดขำเถอะขอรับพี่สาว ข้ารู้แล้วว่าสีหน้าข้าไปหมด” พูดติดตลกแล้วล้มตัวลงนอนอีกครา ใบหูรับฟังเสียงลมหายใจเข้าออกที่สม่ำเสมอหากแต่แผ่วเบาของทารกพลางๆ ระหว่างนั้นเสียงของหญิงสาวจึงดังขึ้นใหม่


“แล้วเจ้าคิดยังไงถึงได้มาขอเดินทางไปกับพี่?”


“หาประสบการณ์น่ะขอรับ ข้าคิดว่าตัวเองยังด้อยนักจึงอยากลองติดตามใครสักคนไปเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ”


“งั้นหรอกหรือ..​ อืมม แล้วเสร็จจากที่นี่คิดจะไปที่ใดต่อหรือไม่?”


“อืม...คงจะเซี่ยพี่น่ะขอรับ”


“เห? เซี่ยพี? ไปทำไมตั้งไกล?” เสียงที่แสดงถึงความประหลาดใจดังขึ้น… เขาเหลือบมองหญิงสาวแล้วหัวเราะแผ่วๆ


‘ที่นั่นมีอะไรให้พี่สาวกลัวกันนะ...’


นอกจากเสียงที่แสดงออกใบหน้าในความมืดสลัวก็หยีตามจนอดไม่ได้ที่เข้าจะหลุดขำจนน้ำตาเล็ดเพราะกลั้นเสียงไม่ให้ดัง จนท้องเจ็บแปร๊บ ก่อนจะรวมสติตอบกลับไป


“ข้าสัญญากับตัวเองน่ะขอรับว่า อยากจะลองไปดูสักครา”


“เจ้าดูเป็นคนรักษาสัญญาดีนะ ดีแล้วล่ะ”


“แล้วท่านล่ะขอรับ?”


“อา..​ พี่คิดว่าจะไปทำงาน” ทำงานงั้นหรือ? นั่นสินะ…


“ออ… งั้นหรือขอรับ” เขาตอบรับแล้วนึกถึงครอบครัว


‘สองปีแล้วสินะฐานะการงานทุกคนจะเป็นเช่นไรบ้าง จะอยู่ดีหรือไม่?’


“พี่จะไปเซี่ยพีกับเจ้าก่อน แล้วค่อยกลับมาฉางอัน”


“ท่านจะไม่ลำบากหรือขอรับเดินทางไปมา...” เขาขมวดคิ้วแสดงความเห็นไม่เห็นด้วยหนทางข้างหน้าชั่งลำบากและไกลนัก หากหญิงสาวมาด้วยเขาเกรงว่าคงจะเสียเวลาเปล่า เขาอยากให้นางไปฉางอันเสียมากกว่า อย่างไรเสียในเมืองก็คงมีอะไรให้นางเล่นสนุกมากกว่าเซี่ยพีอย่างแน่นอน


“ไม่เดือดร้อนหรอก ถือเสียว่าไปเที่ยวเล่น เพราะพี่เองยังไม่เคยไปเยือนแถบนั้นเลย”


“ออ...ขอรับ” แต่เมื่อเห็นนางตั้งปณิธานไว้เช่นนั้นเขาจึงเลือกเก็บงำความคิดแล้วพยักหน้าอือออไป


“แล้วบ้านเจ้าเดิมอยู่ที่ไหน?”


“กุ้ยหยางน่ะขอรับ”


“เห? กุ้ยหยางหรือ? บังเอิญจริงๆ.. เพราะพี่เคยหลงทางที่กุ้ยหยางแล้วเจอวิญญาณด้วยล่ะ! คุณปู่หนวดขาวช่วยพาข้าออกมาจากป่า คิดแล้วยังขนลุกไม่หาย!”


‘วิญญาณ?’


“ข้าไม่เคยเจอน่ะขอรับ ส่วนใหญ่ข้าชอบอยู่ในจวนมากกว่าตอนเยาว์วัย”


สิ้นคำพูดของเขาเสียงพูดคุยจึงเงียบสงัดลง ดวงตาเหม่อมองข้างบนพลางครุ่นคิดเรื่องต่างๆ การถูกปลุกจากนิทรายากนักที่จะหลับลงหากไม่มีสิ่งใดขับกล่อม ดวงตาสีน้ำตาลไหม้เหลือบมองทารกน้อยที่หลับได้หลับดีจนเขานึกเอ็นดู


“...ไช่ เจ้าบอกว่าอยากมีลูกใช่หรือไม่?” นางเอ่ยถามเขา ฟ่านเหลียนเพียงเหลือบมองแล้วอุ้มประคองเด็กที่อยู่ไกลตนให้กับนาง ส่วนอีกคนเขาก็อาศัยใช้ปลายเสื้อที่หนายาวห่มและกกกอดเด็กน้อยไว้เพียงแผ่วเบาไม่ให้รัดจนเกินไป


“ใช่ขอรับ” เขาตอบกลับ เรียวนิ้วลูบศีรษะเล็กในอ้อมกอดแผ่วๆ


“พี่ก็อยากมี.. แต่ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นโอกาสสำคัญ ทว่าข้าคงรับชะตากรรมเด็กสองคนนี้ไว้ไม่ได้ อีกอย่างพี่ไม่มีบ้านให้กลับหรอก ถึงมีก็ไม่มีใครรออยู่.. ไช่ ต้องรบกวนเจ้าแล้ว ตอนไปเซี่ยพีเราแวะกุ้ยหยางบ้านเจ้าได้หรือไม่?”


ดวงตาของนางประสานเข้ากับดวงตาของเขา รอยยิ้มหวานถูกส่งมาพร้อมๆกับดวงตาที่จ้องมองเด็กทารกอีกคนในอ้อมกอด เขาเข้าใจถึงเหตุจำเป็นของนางดีและตอนนั้นเขาก็สัญญากับตัวเองแล้วด้วย แน่นอนว่า…


“ขอรับ” เขาไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว…


“แล้วเจ้าก็เลิกเรียกข้าว่าแม่นางหรือพี่สาวได้แล้ว เรียกพี่หรั่น เข้าใจมั้ย?”


“ขอรับพี่หรั่น” สิ้นสุดคำพูดสุดท้ายในค่ำคืน รอยยิ้มหวานเพียงปรากฏเพื่อตอบกลับก่อนนิทราจะพรากเอาสติสุดท้ายไปในบัดดล


@Admin @LanXinLi 


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -19 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -19 + 3

ดูบันทึกคะแนน

สวัสดี
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ทวนกรีดนภา
กราดิอุสโอธีมัส
กำหนดลมหายใจ<br>ขั้นสูง
คัมภีร์ละติน
ม้าตี๋หลูทมิฬ
หงอนคู่
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x5
x2
x5
x2
x5
x1
x50
x1
x4
x20
x40
x2
x150
x102
x5
x49
x4
x5
x6
x1
x7
x98
x40
x2
x56
x2
x131
x9
x60
x64
x144
x90
x1
x18
x10
x10
x50
x140
x172
x283
x192
x1690
x340
x340
x2165
x200
x260
x2191
x104
x399
x80
x10
x876
x178
x1
x191
x97
x2990
x5
x351
x30
x36
x3420
x1
x1
x1
x355
x10
x30
x2
x50
x3000
x5231
x1
x100
x13
x15
x20
x100
x1
x2517
x50
x42
x10
x77
x78
x110
x24
x10
x30
x25
x40
x7
x5
x3
x206
x24
x9
x19
x2
x10
x10
x10
x30
x10
x25
x29
x55
x1
x1
x20
x8
x15
x11
x4
x180
x15
x25
x1

96

กระทู้

1088

โพสต์

18หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
79534
เงินตำลึง
688088
ชื่อเสียง
49631
ความหิว
1868

ป้ายวังหลังป้ายหอบูรพาทำเนียบ(LV2)

คุณธรรม
2141
ความชั่ว
573
ความโหด
1139
ไข่ปริศนา(4)
เลเวล 1

จาง จู๋เวย

ไม่เป็นไรแน่หรอ
pet
โพสต์ 2018-3-20 22:46:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Zhangfu เมื่อ 2018-3-21 00:30

พาร์ท 1 - เดินทางสู่ตะวันตก
    [มุ่งหน้าสู่โหรวหราน]



    ผ่านมาแล้วหนึ่งวันเต็มๆกับการที่จางฝูและคณะเดินทางของเธอยังคงรอนแรมเร่ร่อนอยู่ท่ามกลางทะเลที่ที่มีสภาพและบรรยากาศไม่ต่างจากนรกเท่าไหร่ ทั้งอากาศในตอนกลางวันที่ร้อนเสียเนื้อแทบสุกและยามราตรีที่เหน็บหนาวเสียแท้อยากจะแข็งตาย จนบางเธอมันก็ทำให้เธอคิดนะว่าถ้าเอาทั้งกลางวันและกลางคืนมารวมกันได้นี้ มันคงเป็นบรรยากาศที่ดีมาก แต่มันก็คงเแป็นได้เพียงแค่ฝันเท่านั้นกระมัง


    ทะเลทรายในเส้นทางที่จะไปโหรวหรานในครั้งนี้มันช่างยากลำบาก และยังว่างเปล่า มีก็เพียงแสงแดด สายลมและทรายที่พอจะมาเป็นเพื่อนเธอได้บางรึป่าว


   หลายครั้งที่เธอและเฟยเทียนกำลังเดินอยู่ท่ามกลางทะเลทรายแล้วมองเห็นเมืองเลือนลางอยู่ที่ด้านหน้าแต่พอเดินเข้าไปใกล้ๆภาพเมืองเหล่านั้นก็มลายหายไป อย่างอัศจรรย์เเต่เมื่อลองกลับมาคิดทบทวนดูอีกทีมันก็เป็นเพียงแค่ภาพหลอน ใช่ภาพหลอน ที่จะค่อยกัดกินจิตใจของเหล่าผู้เดินทางที่หลังว่าตัวเองนั้นจะได้เจอเมืองและรอดชีวิตจากเส้นทางที่แสนโหดร้ายนี้ แต่หารู้ไม่ว่า ภาพหลอนเหล่านั้นนั้นเองที่จะพาให้ผู้ที่หลงเดินตามไปนั้นหลงและติดอยู่ในทะเลทรายแห่งนี้อย่างไม่มีวันที่จะได้กลับออกไปอีก ต้องค่อยขาดแคลนอาหารและค่อยๆตายไปอย่างทรมาณ


    มันฟังดูแล้วช่างน่ากลัว แต่ก็แล้วอย่างไร ต่อให้เป็นเส้นทางที่อันตรายเพียงไหน การเดินทางไปมันยากลำบากเท่าไหร่ หากแแต่เมื่อที่ปลายสุ้ดของเส้นทางนั้นคือสมบัติอันหอมหวานแสนโอชะมีหรือเหล่าผู้คนจะไม่ดั้นด้นไป เพื่อที่จะได้นำสมบัติเหล่านั้นมาเก็บไว้ในความครอบครองและเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง ความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ทุกคน


    อย่างเช่นตัวของเธอเองที่เดินทางมาในเส้นทางที่แสนโหดร้ายและอันตรายเช่นนี้ เพราะอะไร ก็เพราะความต้องการที่จะตอบสนองต้องการในจิตใจของตัวเองที่อยากจะเดินทางกลับบ้าน แม้ว่าสิ่งที่อยู่ในสุดปลายเส้นทางการเดินทางของเธอจะเป็นเพียงแค่ซากของเศษเสี้ยวอดีตที่แสนโหดร้าย สถานทีที่รวมเอาทั้งความสุขและความทุกข์ไว้ในที่เดียวกัน แต่ไม่ว่ามันจะมีความทุกข์ทรมาณขนาดไหนเก็บซ้อนอยู่แต่สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนเเปลงนั้นคือ สถานที่ที่เธอได้เกิดและลืมตาดูโลกขึ้นมา สถานที่ที่ทั้งเธอ พ่อของเธอ แม่ของเธอ และพี่ชายของเธอ อยู่ร่วมวงกินข้าวด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา แม้ว่าในตอนนี้มันจะเป็นเพียงซากตอตะโก้จจากเพลิงไหม้ก็เถอะ


    แปร๊นน(เจ้านายยข้างหน้ามีอะไรอยู่ด้วย) เสียงร้องของเฟยเทียนที่ดังขึ้นเรียกให้สติที่ล่องลอยครุ่นคิดเรื่องต่างๆนาๆในหัวขางจางฝูนั้นกลับคืนมาอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะหรี่ตามองไปยังเบื้องหน้าที่มีอะไรบางอย่างอยู่ และในครั้งนี้ดูท่าว่ามันจะไม่ใช่ภาพลวงตาแบบครั้งก่อนๆเสียด้วย


   “เฟยเทียนเจ้า ค่อยๆเดินเข้าไปนะ ถ้าเกิดเป็นหลุมทรายดูดหรือโจรจะได้ตั้งตัวหนีทัน” จางฝูเอ่ยก่อนจะก้มไปหยิบมีดในกระเป๋าขึ้นมาถือเตรียมพร้อมไว้ เพราะถ้าหากเกดเรื่องร้ายขึ้นมาจริงๆ อย่างน้อยเธอก็สามารถที่จะตอบโต้อะไรไปได้มั้ง


    ร่างของช้างเผือกเดินตรงไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเรื่อยก่อนจะหยุดลงในระยะที่น่าจะปลอดภัยพร้อมกับร้องของจางฝูที่ไขว้ตัวกระโดดลงมาจากร่างเต็มความสูงของเจ้าช้างเพื่อโดยอาศัยวิชาตัวเอาที่มีอยู่ติดตัวค่อยช่วยลดแรงจากกระกระเเทกตอนที่ร่างของเธอลงพื้น


    จางฝูค่อยเดินตรงไปยังอะไรบางอย่างเบื้องหน้าที่ดูเหมือนกับคนที่มีผ้าสวมผ้าคลุมกำลังนั่งก้มหน้าอยู่หวังว่านี่คงไม่ใช่อย่างที่เธอคิดเอาไว้หรอกนะ เพราะถ้าใช่ บางที่เธอคงต้องไปหาศาลเจ้าสักที่แล้วจัดการทำบุญขอพรล้างซวยครั้งใหญ่จริงๆ


    “ท่านเป็นอะไรรึป่าวเจ้าค่ะ” จางฝูเอ่ยพรางเดินเข้าไปใกล้ๆร่างใต้ผ้าคลุมนั้นอีกครั้งโดยมือที่ว่างอยู่ของเธอก็ค่อยๆเอื้อมไปหาร่างใต้ผ้าคลุมเบื้องหน้าอย่างกล้าๆกลัว


    ครืด คลุกๆ


    กรี๊ดด!!!


       เมื่อมือของจางฝูไปสัมผัสกับชายผ้าคลุมร่างใตผ้าคลุมนั้นก็ล้มลงพร้อมกับหัวที่หัวกระโหลกที่เหลือเพียงแค่กระดูกเปลือยๆสีขาวค่อยๆกลิ้งมาหยุดที่ข้างเท้าของเธอ จางฝูที่กลัวเป็นทุนเดิมอยู่แแล้วเมื่อเห็นสิ่งที่กลิ้งมาหยุดที่ข้างเท้าก็ถึงกับกรีดร้อยอย่างตกใจก่อนที่ร่างบางของเธอนั้นจะเซถอยจนล้มลงไปนั่งกองอยู่บนพื้นทรายอย่างตกใจ


     เฟยเทียนเมื่อได้ยินเสียงร้องของเจ้านายสาวก็รีบเดินตรงเข้ามาหาเจ้านายสาวเพื่อตรวจดูว่าเจ้านายของมันนั้นปลอดภัยดีรึป่าวก่อนที่มันจะกลัมไปมองหัวกระโหลกที่อยู่ข้างๆหญิงสาวอย่างเข้าใจว่าเหตุใดเจ้านายสาวของมันถึงได้ร้องเสียลั่นขนาดนี้


     จางฝูที่ตั้งสติได้้้มองไปยังกองกระดูกเบื้องหน้าตัวเองพรางกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ ถึงแม้เธอจะเตรียมใจกับการมาเจออะไรแบบนี้แล้วก็เถอะแต่พอมาอยู่ในเวลาจริงมันก็อดที่จะตกใจไม่ได้อยู่ดี คนนี้ก็คงหลงหรือขาดอาหารอยู่ที่กลางทะเลทรายที่โหดร้ายเช่นนี้สินะ ต้องทรมาณขนาดไหนกว่าที่จะตายกันนะในที่แบบนี้


    “เราฝั่งเขาเถอะเฟยเทียน” จางฝูหันไปมองเฟยเที่ยนที่อยู่ด้านหลังก่อนที่เธอจะยันตัวลุกขึ้นเดินไปเอาของที่หลังรถเพื่อใช้ขุดทราย ก่อนจะเดินกลับมายังกองกระดูกที่กองอยู่บนพื้นทราย เธอค่อยทรุดตัวลงนั่งแล้วเอื้อมมือสั่นๆของตัวเองไปหยิบกระดูกทีละชิ้นๆมาใส่ในผ้าคลุมจนครบจึงได้ห่อผ้าคลุมนั้นแล้วมัดไว้อย่างแน่นหนา เธอถือห่อกระดูกเดินลงไปที่ใต้เนินทรายพร้อมกับอุปกรณ์ที่จะใช้ขุดหลุม


       “รอนี่นะ”จางฝูหันไปเอ่ยกับเฟยเทียนแล้วออกเดินลงไปใต้เนินทรายแล้วเริ่มลงมือขุดหลุมทราย เมื่อได้ความลึกพอสมควรแล้วจึงค่อยๆวางห่อกระดูกนั้นลลงไปแล้วเอาทราบกลบแล้วหันไปหยิบเอาก้อนหินก้อนเล็กๆแถวนั้นมาวางเรียบรอบๆ ก่อนที่เธอจะยกมือทั้งสองข้างพนมแล้วหลับตาลงเพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่ผู้ที่จากไป


  “ไปสู่สุขตินะ” จางฝูเอ่ยก่อนจะยันตัวลุกแล้วเดินปีนกลับขึ้นไปบนเนินทรายยก่อนจะหยิบเอากระบอกน้ำออกมาแล้วเทราดลงไปบนมือของตัวเองเล็กน้อยเพื่อทำความสะอาดแล้วจึงค่อยเดินไปหาเฟยเทียนที่ย่อตัวรอให้เธอปีนขึ้นไปนั่งบนหลังของมันก่อนที่ทั้งคู่จะออกเดินทางกันต่อไปในทะเลทรายอันแห้งแร้งแห่งนี้
....................................



     จางฝูที่ร่อนแรมอยู่ทามกลางทะเลทรายมากว่าสองวันในที่สุดเธอก็ได้เจอกับสิ่งที่เธอต้องการเสียที ร้อยเท้า รอยล้อเกวียน นั้นถือเป็นสัญญาณบ่งบอกเธอว่าเธอนั้นใกล้ที่จะมาถึงโหรวหรานแล้ว  ตั้งแต่ที่ออกจากด่านอี้เหมินกวนมานั้น รอยของล้อเกวียนนี้คือสิ่งแปลกแรกที่เธอได้เจอกลางทะเลทรายยกเว้นพวกสัตว์กับแมลงทะเลทรายยละนะ


    “เฟยเทียนดูสิรอยล้อเกวียน” จางฝูเอ่ยแล้วชีนิ้วไปยังรอยเบื้องหน้าเธอถึงแม้มันจะจางไปบางการสายลมในทะเลทรายที่พัดเอาทรายมาทับ แต่มันก็พอที่จะดูออกได้ว่านี้นี้เป็นรอยอะไร จางฝูเหยียดยิ้มออกมาอยย่างดีใจก่อนที่จะกระโดดลงมาจากหลังเฟยเทียนแล้วออกเดินตามรอยบนพื้นทรายนั้นไปโดยมีเฟยเทียนคอยเดินตามไปติดๆ


    แปร๊นน(จะได้เจอเมืองแล้วหรอเจ้านาย)


    จางฝูที่ออกเดินตามรอบล้อเกวียนไปอย่างดีใจหันไปมองเฟยเทียนที่ร้องออกมาอย่างๆยิ้ม ในที่สุดพวกเธอก็สามารถที่จะทำได้สำเร็จ ในการเดินทางครั้งนี้ช่างยากลำบากและทรมาณ แต่พวกเธอก็ผ่านมาได้โดยที่เพื่อนๆตัวแสบของเธอนั้นอยู่กันครบไม่มีตัวไหนที่บาดเจ็บหรือป่วยนั้นถือเป็นความโชคดีที่สุดของเธอเลยก็ว่าได้


    “ไม่รู้หรอกนะว่าอีกไกลไหมแต่อย่างนอนเราก้อยู่ในเขตโหรวหรานแล้วเฟยเทียน เราจะได้เข้าเมืองไปหาอะไรหร่อยๆกิน เตียงนอนนุ่มและก็น้ำ!!”จางฝูเอ่ยพรางกึ่งเดินกึ่งกระโดดอย่างอารมณ์แล้วเรียกได้ว่าในตอนนี้เธอนั้นแทบจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยก็ว่า จู่ๆร่างกายของเธอก็เหมมือนมีแรงฮึดขึ้นมา ท่าทางเซื่องซึมเมื่อตอนที่รอนแรมอยู่กลางทะเลทรายนั้นหายไปจนหมด และถูกแทนที่ด้วยท่าทางร่าเริงเเจ่มใสแทน เฟยเทียนเองที่เห็นท่าทางของเจ้านายสาวที่ร่าเริงขึ้นก็พลอยทำให้มันนั้นฮึกเฮิมแล้วก็ร่าเริงออกมาเช่นกัน


    ร่างของหญิงสาวที่เดินเคียงข้างไปกับร่างของช้างเผือกตัวใหญ่เรียกสายตาจากเหล่านั้นเดินทางในกองคาราวานี่อยู่ไม่ห่างไปมากนั้นให้หันไปมองอย่างสนใจว่าเหตุในท่ามกลางทะเลทรายที่แสนร้อนระอุราวนรกขนาดนี้หญิงสาวคนนั้นกลับยังร่าเริงออกมาได้ ซึ่งมันก็เรียกรอยยิ้มขบขันจากเหล่านักเดินทางที่เดินทางมุ่งหน้าไปยังโหรวหราวเช่นเดียวกันให้ยิ้มออกมาอย่างนึกเอ็นดู


    จางฝูที่เหลือบไปเห็นกองคาราวานที่กำลังเดินตีเส้นขนาดกับตัวเองอยู่ที่เนินทรายอีกลูกก็ยกมือโบกไปมาเพื่อเป็นการทักทายเพื่อนร่วมเดินทางกันเล็กน้อยซึ่งทางกองคาราวานนั้นก็มีบางคนที่ยกมือโบกตอบรับคำทักเธอเช่นกัน ‘ช่างเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ’


     จางฝูดีดขากระโดดขึ้นไปอยู่บนหลังเฟยเทียนแล้วมองไปยังเบื้องหน้าของเธอที่เห็นยอดของหลังคาบ้านคนและกำแพงประตูทางเข้าแคว้นที่อยู่หลังเนินทางอีกลูกนั้นไป อีกไม่นานเธอก็จะถึงที่หมายแรกของเธอ และที่สำคัญที่เบื้องหน้าของเธอในตอนนี้นั้น มันไม่ใช่ภาพลวงตาอีกต่อไป มันคือความจริง สถานที่จริงๆ แคว้นโหรวหรานจริงๆ

.............................................


      จางฝูยังคงเดินเล่นไปตามเนินทราย เพียงแค่เธอข้ามเนินทรายลูกตรงหน้าไปก็จะเป็นประตูสู่โหรวหราน เธอแทบจะอดใจไม่ไหวที่จะได้เห็น ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยมาที่โหรวหรานเลยสักครั้ง แต่เธอก็มันได้ยินท่าพ่อพี่ชายชายพูดว่าที่เมืองแห่งนี้มีแต่พ่อค้าแล้วก็ของขายมากมาย เธออยากจะรู้จริงๆว่าที่นี่กับฉางอันที่ไหนจะของขายเยอะกว่ากัน  

   จางฝูค่อยเดินลงไปตามเนินทรายก่อนที่สายตาของเธอจะเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างโผล่ขึ้นมาจากพื้นทราย มันเหมือนกับเศษผ้าสีส้มแดงที่แทบจะกลืนไปกับสีของทรายที่ปลิวไสวไปมาตามแรงลมในทะเลทราย จางฝูที่ยืนรอจนเฟยเทียนเดินมาถึงก่อนจะหันไปมองเฟยเทียนเล็กน้อยแล้วจึงค่อยเดินไปหาเศษผ้าที่โผล่พ้นทรายมา

    “ศพอีกแล้วรึป่าวเนี่ย”จางฝูเอ่ยพึมพัมก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปใกล้ๆร่างที่นอนสลบนิ่งอยู่ที่พื้นทราย ทั้งผิวพรรณและหน้าตาดูราวกับไม่ใช่ชาวฮั่น บางที่อาจจะเป็นคนจากนอกด่านก็เป็นได้ และที่สำคัญบนหัวของเขานั้นกับโล้นไร้ซึ่งผมสักเส้น ‘ดูแล้วยังหนุ่มแท้ๆไม่น่าหัวล้านเลย อีกทั้งยังมานอนตายยอยู่กลางทะเลทรายที่แค่อิีกนิดเดียวก็จะถึงเมืองนี่อีก’

    “จะฝั่งให้แล้วกันนะ” จางฝูมองร่างนั้นอ่างเห็นใจก่อนที่เธอจะค่อยๆเข้าไปพยุงร่างที่นอนกองอยู่กับพื้นทรายพร้มทั้งพยายามออกแรงลากให้ร่างนั้นออกมาจาทรายที่ฝังตัวอยู่ แต่เธอก็ต้องรีบปล่อมือออกจากแขนเมื่อจู่ๆร่างที่เธอคิดว่าตายพลันขยับเล็กน้อยพร้อมทั้งส่งเสียงอื้อๆในลำคอเบาๆ

    “ยังไม่ตายหรอ นี่เจ้า”จางฝูรีบก้มลงไปจับแขนของทรายคนนั้นพร้อมทั้งพยายามลากเอาร่างนั้นขึ้นมาจากทรายโดยเร็วที่สุดก่อนจะย้ายตัวเองลงมานั่งคุกเข่าข่างๆ

    “เฮ้!! นี่เจ้า เป็นอย่างไหรมั้ง ตื่นก่อนสิ ยังไม่ตายนี่” จางฝุเอ่ยเรียกพร้อมกับใช้มือตบหน้าอีกคนเบาๆเพื่อเรียกสติแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก ปากที่แห้งแตกเอาแต่พึมพัมบางอย่างซึ่งมันแผ่วเบามาจนเธอเองต้องก้มลงไปฟังใกล้ๆ

    “นะ. นะ..น้ำ

     “น้ำหรอ  รอแปบนะ” จางฝูเเอ่ยพร้อมกับรีบยันตัวลุกแล้ววิ่งไปหยิบเอากระบอกน้ำที่อยู่หลังรถเทียบออกมาแล้วรีบวิ่งมาประคองร่างนั้นให้ขึ้นมาดื่มน้ำ ดูท่าคงจะหิวน้ำจนเป็นลมสินะ คิดได้ไงมาเดินกลางทะเลทรายตัวเปล่าๆไร้อาหารไร้น้ำแบบนี้ แถมยังแต่ตัวแปลกๆอีก นอกด่านนี่มันมีแต่เรื่องแปลกๆแหะ

    “เป็นไงบ้าง” จางฝูมองดูอีกคนก่อนจะเอ่ยถามแต่ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบอีกคนก็ชิงสลบไปเสียก่อน ทิ้งไว้เพียงหญิงสาวร่างบางกับช้างอีกตัวที่หันมองกันราวกับจะถามว่าจะเอายังไงกันต่อดี

  “เฟยๆแบก เราต้องพาเขาไปโรงหมอ หวังว่าในแคว้นจะมีโรงหมอนะ” จางฝูเอ่ก่อนจะค่อยประคองร่างนั้นให้ขึ้นไปนอนหงายพาดอยู่ระหว่างงาคู่สีขาวนวลทั้งสองของเฟยเทียนก่อนที่มันจะออกเดินตามร่างของเจ้านายสาวมุ่งตรงเเข้าสู่แคว้นโหรวหรานโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้



@Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -14 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -14 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โดนทิ้งในหุบเขา
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
หมวกไผ่ผ้าคลุม
ม้าเทพอูซุน
ตัวเบาขั้นสูง
กงจักรไท่หยาง
แส้จิ่วเทียน
คัมภีร์ละติน
ปราณคลุมวารี
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x30
x30
x30
x30
x10
x8
x18
x104
x3
x10
x104
x172
x1
x25
x118
x1
x68
x32
x46
x28
x120
x3
x98
x89
x1
x20
x66
x60
x784
x1
x2
x114
x202
x150
x129
x5088
x552
x150
x113
x9
x30
x20
x29
x1
x115
x466
x1
x9264
x10
x110
x1
x4
x9
x1
x2
x131
x186
x62
x3085
x6
x3
x45
x1
x1
x90
x1400
x8
x150
x65
x1000
x9
x3
x3
x40
x4
x40
x71
x2
x1500
x120
x414
x135
x60
x95
x100
x7
x26
x90
x3
x39
x3
x20
x1
x3
x80
x2
x60
x29
x4
x100
x50
x100
x1
x15
x1075
x3
x30
x68
x35
x30
x2742
x102
x180
x5
x115
x4
x2
x360
x886
x77
x64
x99
x44
x254
x259
x6
x30
x12
x348
x4
x563
x5
x1468
x86
x295
x264
x417
x780
x456
x32
x39
x133
x352
x652
x209
x92
x73
x329
x310
x8
x60
x1
x3
x127
x141
x669
x503
x838
x660
x128
x3071
x2330
x521
x20
x3
x1162
x28
x130
x1210
x6
x35
x3444
x2680
x3960
x4990
x9
x35
x20
x41
x81
x377
x1
โพสต์ 2018-3-27 22:47:07 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย xiwen เมื่อ 2018-3-27 22:52

     
หินก้อนใหญ่





     ซีเหวินและ หญิงท้องแก่ได้ออกเดินทางจากโรงเตี๊ยมในยามเช้าและมาถึงเขตแดนจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหมในยามสาย   เบื้องหน้าพวกนางคือทะเลทรายซึ่งกว้างใหญ่ไพรศาล  มีกองคาราวานของพวกพ่อค้าที่เดินทางจากแคว้นโหรวหรานกลับสู่ฉางอันหลายต่อหลายขบวนรถม้า   

   
      แสงแดดในทะเลทรายนั้นจ้ามากกว่าปกติ  และที่แน่ๆเป็นอันตรายต่อผิวพรรณของสตรีผู้รักสวยรักงาม  แต่สำหรับนางแล้วนั่นไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อยเพราะนางพึ่งซื้อร่มสีแดงสดมาจากโรงเตี๊ยมเพื่อการนี้โดยเฉพาะ   แถมยังพันตัวด้วยผ้าหลากสีจนแทบไม่มีใครจำรูปพรรณสันฐานของนางได้  ขนาดเจ้าหลงที่งัวเงียเพราะพึ่งตื่นยังตกใจทำหน้าตาราวกับเห็นสิ่งลี้ลับกลางวันแสกๆ

     ทว่าหญิงท้องแก่ก็แต่งตัวในสภาพที่ไม่แตกต่างไปจากซีเหวินเท่าใดนัก   ทรายร้อนระอุจากพื้นพัดผ่านพวกนางหลายต่อหลายครั้ง   กระนั้นก็ตามซงเฉียงยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่โดยไม่หวั่นต่อเศษทรายที่เข้าตา  ความร้อนระอุของพื้นดิน และน้ำหนักของคนและสัตว์ทั้งสามที่อยู่บนหลัง     


     เมื่อเดินทางผ่านไปได้สักพักก็เริ่มไม่เห็นเงาของผู้คน  นอกจากนั้นการมองเห็นเริ่มลำบากมากขึ้นเพราะยิ่งเป็นเวลากลางวันยิ่งร้อนจนแทบจะทนไม่ไหว    ซีเหวินไม่ชินกับการเดินทางในทะเลทรายเท่าใดนัก และดูเหมือนหนทางยังอีกยาวไกล    แต่สภาพร่างกายของซีเหวินตอนนี้เปียกโชกเต็มไปด้วยเหงื่อ  และริมฝีปากของนางนั้นแห้งจนแทบจะแตก  ส่วนตานางเองก็แย่ไม่แพ้กัน  แสงอาทิตย์ทำให้ตาของนางพร่ามัวจนมองอะไรก็เบลอไปหมด


     หญิงท้องแก่ที่นั่งอยู่ด้านหลังซีเหวินก็เห็นท่าทีผิดแผกของนางเช่นกัน   ด้วยความเป็นห่วงหญิงท้องแก่เลยบอกให้ซีเหวินหยุดพักดื่มน้ำดื่มท่า และให้ม้าได้พักเอาแรงก่อน   ซีเหวินก็ตอบตกลงทันทีเพราะถ้าหักโหมเดินทางไปโดยไม่ได้พักซีเหวินอาจจะป่วยและกลายเป็นตัวถ่วงในการเดินทางแทนก็เป็นได้      


      

      ห่างจากจุดที่ซงเฉียงวิ่งไปไม่ไกลนักมีโขดหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่  แม้นมันจะไม่ใช่โอเอซิสแต่ก็เป็นจุดที่ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นก็คงอาศัยร่มเงาของโขดหินยักษ์ก้อนนั้นเป็นแน่นอน   หลังจากที่พวกซีเหวินได้พักพิงอยู่ใต้ร่มเงาของหินยักษ์ก้อนนี้แล้ว  หญิงท้องแก่ก็ให้คำแนะนำเรื่องการเดินทางบนทะเลทราย



      " ซีเหวินเจ้ายังไม่เคยมาทะเลทรายใช่ไหมละ งั้นเจ้าก็คงยังไม่เคยย่างก้าวเข้านรกบนดินสินะ "  หญิงท้องแก่ยังคงยิ้มหวานเช่นเคยพร้อมยื่นน้ำในกระติกไม้ไผ่ให้แก่ซีเหวินที่ทำหน้าตางง


     "  อะไรเหรอคะ  นรกบนดินที่ว่า ? "  ซีเหวินเกาหัวเบาๆ ก่อนจะค่อยๆยกน้ำดื่มแบบจิบทีละนิด


     หญิงท้องแก่นั่งข้างๆซีเหวิน ก่อนจะพูดต่อ  " ก็ทะเลทรายไงละ  มีผู้คนมากมายที่มาตายในทะเลทรายแห่งนี้ ไม่เชื่อเจ้าลองมองไปตรงนู้นสิ "  หญิงท้องแก่ชี้นิ้วไปยังบริเวณที่ห่างจากโขดหินไปไม่ไกล  ตรงนั้นเป็นกองทรายที่ปูดขึ้นมาจากพื้นดินเล็กน้อยเมื่อซีเหวินมองดีๆจึงสังเกตเห็นหัวกระโหลกของสิ่งมีชีวิต  ซึ่งน่าจะนานมาแล้ว ถึงแม้จะไม่รู้ว่ากระดูกเป็นของคนหรือสัตว์  แต่ก็ทำเอาซีเหวินขนลุกซู่      


      ราวกับจะแกล้งกัน แม้หญิงท้องแก่จะเห็นสีหน้าที่ดูหวาดกลัวของซีเหวินแต่นางก็คงยังจะเล่าต่อ  นางค่อยๆเอนหลังบนโขดหินก่อนปริปากพูดต่อ    "  ยังมีเรื่องราวปริศนามากมายที่เกิดขึ้นในทะเลทราย  หนึ่งในนั้นที่ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาแถวนี้เจอกันบ่อยๆคือภาพหลอน หรือภาพลวงตา     บางคนก็บอกว่าที่เห็นเป็นเพราะความร้อนระอุของทะเลทราย    หรือบางคนก็เจอเหตุการเช่นนี้เพราะการขาดแคลนน้ำ    ...... "


     ซีเหวินนั่งฟังหญิงท้องแก่โดยไม่ปริปากพูดอะไร  นางไม่ได้กลัวเรื่องมนต์ คำสาป หรืออะไรทำนองนั้นแม้แต่น้อย เพียงแต่กลัวสิ่งลี้ลับในรูปแบบของพลังงานเพียงเท่านั้นเอง   ซีเหวินจึงถามกลับไปโดยไม่ได้คิดอะไร


     "  แล้วท่านเคยพบกับภาพลวงตา หรือภาพหลอนในทะเลทรายไหมคะ "  ซีเหวินยิ้ม ตานางจ้องมองดูว่าอีกฝ่ายจะตอบอย่างไร   ทว่าอีกฝ่ายทำสีหน้าที่เข้าใจได้ยาก  ยากที่จะเข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่


     " ................  ข้าว่าเราออกเดินทางกันต่อเถอะ  ยิ่งใกล้ที่หมายเท่าไรได้ยิ่งดี เพราะตอนกลางคืนที่นี่หนาวจับใจเลยละ "  หญิงสาวลุกขึ้นก่อนจะทำท่าเก็บข้าวเก็บของ


    '  ทำไมถึงเลี่ยงที่จะตอบกันนะ '    ซีเหวินคิดแต่ไม่พูดออกมา นางเองก็ลุกขึ้นและเตรียมเดินทางต่อ













คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +15 เงินตำลึง +500 ความหิว -16 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 15 + 500 -16 + 5

ดูบันทึกคะแนน

.....
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x10
x50
x30
x1
x1
x115
x21
x111
x22
x14
โพสต์ 2018-3-28 15:21:33 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย xiwen เมื่อ 2018-3-28 15:34

สุรากับทะเลทราย



      ซีเหวินตื่นจากฝันร้าย  นางลุกขึ้นมาในสภาพเหงื่อท่วมตัวโดยข้างๆมีเจ้าหลงนอนอยู่   ห่างไปไม่ไกลคือกองไฟกองเดิมซึ่งนางจุดไว้เพื่อทุเลาความหนาวของทุกคน   แสงไฟจากกองไฟส่องให้เห็นลักษณะสถานที่ๆนางนั่งอยู่   ด้านบนนั้นมืดครึ้มไร้ซึ่งแสงจันทร์  มีโพลงรูขนาดใหญ่ให้ลมอันหนาวเย็นของทะเลทรายลอดเข้ามา     ใช่แล้วเรื่องราวเมื่อตะกี้คือความฝัน   นางไม่ได้นอนกลางทะเลทรายตั้งแต่แรกแล้ว   นางนอนอยู่ในถ้ำที่เจ้านภาบินไปเจอตอนเย็นๆต่างหาก

     หญิงท้องแก่นั่งหันหน้าไปทางปากถ้ำ  เมื่อซีเหวินตื่นขึ้นนางก็หันหน้ามามองทางซีเหวินด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม  ยิ้มของนางนั้นสำหรับซีเหวินแล้วเป็นอะไรที่มองได้ไม่เบื่อ


     " เวลานี้ยังไม่ถึงคิวที่ท่านต้องเปลี่ยนเวรยามนี่  นอนไปก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวข้าปลุก "   หญิงท้องแก่ลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้ๆซีเหวิน  นางเอาผ้าอีกผืนมามอบให้เผื่อซีเหวินหนาว  แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าซีเหวินมีเหงื่อไหลเต็มตัว      “ นี่เจ้าเป็๋นอะไรไป  ไม่สบายหรือเปล่า "  หญิงท้องแก่พูดพร้อมยกมือขึ้นทาบหน้าผากวัดอุณหภูมิให้ซีเหวิน


     ซีเหวินกลัวอีกฝ่ายจะเป็นห่วงเลยรีบตอบไปโดยเร็ว   " ข้าแค่ฝันร้ายน่ะ   ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก อีกอย่างข้าไม่อยากนอนแล้ว  ท่านเอาหมีข้าไปกอดก่อนได้นะ "


     " ขอบใจจ้ะ  งั้นข้าไม่เกรงใจละนะ " หญิงท้องแก่เปลี่ยนที่กับซีเหวิน  นางก้มตัวลงนอนมือกอดเจ้าหลงเหมือนกอดตุ๊กตาหมี    ในขณะเดียวกัยซีเหวินก็ลุกไปนั่งตรงที่เดิมที่หญิงชราเฝ้ายามเมื่อครู่พร้อมกับสุราที่ติดมือมาจากโรงเตี๊ยม


     ซีเหวินเปิดฝาจุกของไหสุราก่อนจะยกซดดื่มเพื่อบรรเทาความหนาว   ทุกครั้งที่นางยกไหสุราขึ้นดื่มสิ่งแรกที่จะคิดถึงคือคำสอนของอาจารย์หลี่ที่ติดอยู่ในหัวว่าสุภาพสตรีกระดกไหสุรา  หากมีใครเห็นเข้ามันจะไม่งาม  แต่ตอนนี้นางคิดว่าคงไม่เป็นไรเพราะตอนนี้ไม่มีใคร   แถมหญิงท้องแก่ก็หลับแล้วด้วย


     อึก  อึก  อึก   


     ซีเหวินมักจะชอบดื่มสุราให้ตัวเอง  ดื่มให้แก่ความเครียด   ดื่มให้แก่ชัยชนะ  ดื่มให้แก่ความพ่ายแพ้  ดื่มให้แก่ความงาม  ดื่มให้แก่ความมีสีสันของชีวิต  และดื่มให้กับอะไรต่างๆอีกมากมาย   แต่ทั้งหมดคือนางดื่มให้กับตัวของนางเอง     ตอนดื่มสุราครั้งแรกเริ่มจากตอนท่านปู่เสีย นางเศร้าจนต้องหาอะไรสักอย่างทำเพื่อยับยั้งความเศร้า  ทว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่อาจจะลบความเศร้าที่กัดกินจิตใจตนเองไปได้   เพราะงั้นนางเลยลองดื่มสุรา


     ทว่าทุกครั้งที่ดื่มก็ลืมเศร้าไปได้บ้างแต่พอสร่างก็เป็นเช่นเดิม ซีเหวินเลยดื่มหนักขึ้นเรื่อยๆ   และก็แน่นอนคนในครอบครัวทุกคนต่างไม่เห็นด้วย    แต่ลูกค้าที่มาใช้บริการโรงเตี๊ยมตระกูลนางนั้นเมื่อเห็นนางชอบดื่มก็เลยชวนนางมาดื่มมากขึ้นแทบจะเช้า  กลางวัน  เย็น   หลังจากนั้นเองซีเหวินก็คอแข็งไปโดยธรรมชาติ  ไม่ว่าจะดื่มเท่าไรก็ไม่ล้ม   
     ซีเหวินมองไปยังด้านนอกของถ้ำ  นางวางไหสุราลง  แล้วก็ลุกขึ้นเพื่อจัดของเตรียมไว้  ซีเหวินเปิดกระจก  ปัดแป้ง ตบหน้าเบาๆ แล้วก็เขียนคิ้ว    สัญชาติญาณรักสวยรักงามของซีเหวินก็ตื่นขึ้น  เพราะจากที่นี่ไปถึงแคว้นโหรวหรานนั้นอีกไม่ไกลนัก  บางทีอาจจะเจอผู้ชายดีๆที่นั่นก็ได้




@Admin




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +15 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -28 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 15 + 500 + 25 -28 + 5

ดูบันทึกคะแนน

.....
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x10
x50
x30
x1
x1
x115
x21
x111
x22