กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบอุปกรณ์พกพา | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์
ดู: 602|ตอบกลับ: 27

{ เมืองฉางอัน } จวนฉางผิงโหว

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2017-11-2 00:17:26 |โหมดอ่าน

{ จวนฉางผิงโหว }

จวนพระราชทานจากฮ่องเต้ พร้อมแต่งตั้งบรรดาศักดิ์เว่ยชิงเป็น "ฉางผิงโหว" ควบตำแหน่งจอมทัพใหญ่ราชสำนัก
ด้วยความดีความชอบจากศึกปกป้องแผ่นดิน ขับไล่ม่อเป่ยนับครั้งไม่ถ้วน จวนแห่งนี้เป็นที่พักอาศัยภายในนครหลวง
อาณาเขตฉางผิงซึ่งมีทั้งหมด 12,800 ครัวเรือน และเว่ยชิงมักจะแวะเวียนไปเมืองฉางผิงอยู่เสมอเพื่อดูแลชาวฉางผิง

ภายในจวนแห่งนี้มี่ลานฝึกยุทธ์ โรงเลี้ยงม้า และ อุปโภค ต่างๆ ครบครัน

{* ห้ามเขียนโรลเพลย์บริเวณนี้ถ้าหากคุณยังไม่อยากถูกทหารจับข้อหาบุกรุก *}


ไม่ระบุชื่อ
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2017-11-2 00:27:04
{ สมาชิกในจวน }

{ ฉางผิงโหว (จอมทัพใหญ่ เว่ย ชิง) }
{ ฮูหยินฉางผิงโหว - เซิ่นเจี่ย }



{ มารดาเซิ่นเจี่ย - ซีเหนียง }



{ บุตรชายคนโต - เว่ย คลั่ง วัย 10 ขวบ }


{ เว่ย ปู๋อี้ (6 ปี) / เว่ย เติ้ง (5 ปี) }
*เรียงจากซ้ายไปขวา*




{ พ่อบ้านยวิ๋น }



←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x4
x2
x1
x1
x1
x1
x3
x2
x1
x1
x922

85

กระทู้

424

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147483647
เงินตำลึง
2147483647
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483556

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-11-7 22:15:32 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-11-7 22:57

PART CCVIII


     กว่าจะเดินทางมาถึงจวนฉางผิงโหวที่อยู่ต่างอำเภอก็กินเวลาไปอีกชั่วโมง ในขบวนเดินทางมี เว่ยชิง ต้วนหงส์ ฮั่วชวี่ปิ้ง ซูเทียนเหมิน และซูเม่ยที่ปลอมตัวเป็นบุรุษใช้นามว่าลู่เพ่ย ไม่มีนักพรตเลี่ยงเหลียงหรือเว่ยจิ้นกว่างมาด้วย เพราะเขาได้จากไปแล้ว...
     เมื่อเดินทางมาที่จวนขนาดใหญ่ เซิ่นเจียฮูหยินของเว่ยชิงก็ออกมาต้อนรับ หากจำไม่ผิดวันนี้คงเป็นงานวันเกิดของบุตรชายคนโต หวังว่างานเลี้ยงจะจัดขึ้นอย่างดีในระหว่างที่เขาเมาหลับคาตำหนัก หวังว่าเปาอวิ้นเฟยจะพาเว่ยเส้าเทียนและองค์หญิงโหรวหรานมาที่นี่แล้วในตอนกลางวัน ชายหนุ่มที่ไม่รู้อะไรเลยได้แต่เดินตามผู้ที่พามาเข้าไปด้านในจวนโดยเกาะหนึบกับฮั่วชวี่ปิ้งคนที่เขารู้จักมากที่สุด
     "พวกท่านเชิญนั่งก่อน ข้าจะไปนำชาและขนมมาให้" เซิ่นเจียเอ่ยออกมาอย่างอ่อนหวานและนอบน้อม นางเป็นฮูหยินเจ้าบ้านแท้ๆ แต่กลับทำตัวเหมือนดอกหญ้า หรือว่าวที่ลอยไปมาตามสายลมตามกาลชักนำของสายลมหรือผู้ที่เป็นสามี
    "ขอบคุณครับฮูหยิน" เทียนเหมินค้อมศรีษะลงเป็นการขอบคุณสตรีตรงหน้า แล้วหันไปมองทางคนอื่นๆ ที่เข้านั่งตามที่ๆ ถูกจัดไว้ให้
     @ซูเม่ย
     "เอาล่ะ เรื่องที่เจ้าพูดกันเมื่อคืนเป็นความจริงรึ?" ต้วนหงส์เอ่ยถาม สีหน้าหล่อเหลาของเขาส่อความกังวลเป็นอย่างมาก
     "ถ้าพวกเขาไม่โกหกข้าก็จริงล่ะครับ แต่ข้าคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องโกหกนะ.." เทียนเหมินเอ่ยออกมาเมื่อถูกถาม
     @ซูเม่ย
     "เรื่ององค์หญิงโหรวหรานข้าได้แจ้งกับสหายที่เป็นขุนนางเว่ยถิงไปแล้ว เขาชื่อว่าเปาอวิ้นเฟย แล้วก็เรื่องอื่นๆ อีกครับเอกสารอยู่ที่เขา ท่านลองไปถามดูได้ครับ"
     "เจ้าหมายถึงถิงเว่ย ที่ทำหน้าที่ตัดสินพิจารณาคดีอย่างนั้นรึ?" เว่ยชิงเอ่ยถาม ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่เขาต้องคอยมาเป็นคนแก้คำผิดให้ชายหนุ่มสมองปลาทอง
     "อา.. ใช่ๆ ถิงเว่ย" เทียนเหมินพยักหน้าหงึกหงักพลางท่องจำชื่อตำแหน่งสหายตนเองให้ขึ้นใจจะได้ไม่จำผิดๆ ถูกๆ อีก
     "แล้วที่ว่ามีเรื่องอื่นอีกนี่คือ..." ต้วนหงส์เอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย ในเมื่อชายตรงหน้าเกริ่นมาขนาดนี้แล้วก็อยากจะรู้ขึ้นมา
    "ก็... หลายเรื่องครับ มีเรื่องของพรรคชั่วร้าย พรรคภูติทมิฬลมดำที่เผาว่านเฉิง พรรคเบญจพิศที่ใช้ผีดิบ ไอ้หนวดกระดกหยวนซู"
     "พรรคภูติทมิฬลมดำข้าเคยประมือด้วยอยู่ครับท่านอาชิง ท่านลุงต้วน" ฮั่วชวี่ปิ้งเป็นพยานได้เพราะว่าเขาเองก็อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย
     "ท่าทางเจ้าเจออะไรมาเยอะทีเดียว รายงานพวกนั้นเอาได้จากขุนนางถิงเว่ยสินะ.." ต้วนหงส์เอ่ยออกมาอย่างใช้ความคิด การทำงานกับขุนนางในราชสำนักไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้ว
     "ความจริงข้าไม่อยากไปเจออะไรแบบนั้นเลยสักนิด..." เทียนเหมินยู่หน้าพลางพ่นลมหายใจออกมายาวๆ "แต่เรื่องทั้งหมดที่ข้าเจอไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าภัยสงครามหรอกครับ"
     @ซูเม่ย
     "ใช่ เรื่องสงครามถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว" เว่ยชิงเอ่ยออกมาอย่างปวดหัว
     "เราต้องหาตัวองค์หญิงโหรวหรานให้เจอก่อนเป็นอันดับแรก" ต้วนหงส์เอ่ยสำทับ
     "นางอยู่กับพี่ชายเว่ยครับ ความจริงข้านัดกับเขาและเปาอวิ้นเฟยว่าจะมาหาท่านที่จวนในวันนี้นี่แหล่ะ"
     "ในงานเลี้ยงตอนกลางวันข้าไม่เจอคนดังกล่าว หรือว่าเขาจะมีอันตราย... ชายเว่ยคนนั้นมีลักษณะอย่างไร?" ต้วนหงส์ถามออกมา
     "เขาเป็นคนตัวใหญ่ สูงกว่าข้าเสียอีก เมื่อยืนกันแล้วข้ากลายเป็นเด็กไปเลย" เทียนเหมินเอ่ยบอก ขนาดความสูงของชายหนุ่มก็นับว่าสูงมากอย่างหาใครมาเทียบได้แล้ว แล้วถ้าหากยิ่งเป็นคนตัวใหญ่กว่าเทียนเหมินจนดูเหมือนว่าตัวเขาเตี้ยม่อต้อไปเลย ชายคนนั้นคงเด่นสะดุดตาหาตัวได้ไม่ยาก
     @ซูเม่ย
     "ดูเหมือนว่ามีคนที่มาสมัครประลองคัดเลือกทหารคนหนึ่งสูงใหญ่ราวกับยักษ์ ไม่แน่ว่าอาจเป็นเขา" เว่ยชิงเอ่ยขึ้นมา แม้จะไม่เคยเจอตัวแต่ก็พอจะได้ยินเบาแสมาบ้าง เพราะมันเกี่ยวข้องกับงานแม่ทัพใหญ่อยู่ไม่น้อย
     "ถ้าอย่างนั้นเขาก็น่าจะกำลังประลองอยู่หรือเปล่านะครับท่านอา" ฮั่วชวี่ปิ้งเอ่ยถาม หากว่าอีกฝ่ายอยู่ในการดูแลก็ไม่น่าจะเป็นอะไร และองค์หญิงโหรวหรานต้องอยู่กับเขาด้วยอย่างแน่นอน...



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -8 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -8 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999
โพสต์ 2017-11-7 23:50:02 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ซูเม่ย เมื่อ 2017-11-7 23:56

กว่าจะเดินทางมาถึงจวนฉางผิงโหวที่อยู่ต่างอำเภอก็กินเวลาไปอีกชั่วโมง ในขบวนเดินทางมี เว่ยชิง ต้วนหงส์ ฮั่วชวี่ปิ้ง ซูเทียนเหมิน และซูเม่ยที่ปลอมตัวเป็นบุรุษใช้นามว่าลู่เพ่ย ไม่มีนักพรตเลี่ยงเหลียงหรือเว่ยจิ้นกว่างมาด้วย เพราะเขาได้จากไปแล้ว...
     เมื่อเดินทางมาที่จวนขนาดใหญ่ เซิ่นเจียฮูหยินของเว่ยชิงก็ออกมาต้อนรับ หากจำไม่ผิดวันนี้คงเป็นงานวันเกิดของบุตรชายคนโต หวังว่างานเลี้ยงจะจัดขึ้นอย่างดีในระหว่างที่เขาเมาหลับคาตำหนัก หวังว่าเปาอวิ้นเฟยจะพาเว่ยเส้าเทียนและองค์หญิงโหรวหรานมาที่นี่แล้วในตอนกลางวัน ชายหนุ่มที่ไม่รู้อะไรเลยได้แต่เดินตามผู้ที่พามาเข้าไปด้านในจวนโดยเกาะหนึบกับฮั่วชวี่ปิ้งคนที่เขารู้จักมากที่สุด
     ซูเม่ยที่อยู่ในคราบของลูเพ่ยเดินตามติดซูเทียนเหมินราวกับเงาตามตัว เพราะนางนั้นไม่รู้จักใครเลยนี่นา แถมยังเป็นงานเลี้ยงที่ใหญ่โตถึงเพียงนี้หากนางทำอะไรผิดไปคงแย่
     "พวกท่านเชิญนั่งก่อน ข้าจะไปนำชาและขนมมาให้" เซิ่นเจียเอ่ยออกมาอย่างอ่อนหวานและนอบน้อม นางเป็นฮูหยินเจ้าบ้านแท้ๆ แต่กลับทำตัวเหมือนดอกหญ้า หรือว่าวที่ลอยไปมาตามสายลมตามกาลชักนำของสายลมหรือผู้ที่เป็นสามี
    "ขอบคุณครับฮูหยิน" เทียนเหมินค้อมศรีษะลงเป็นการขอบคุณสตรีตรงหน้า แล้วหันไปมองทางคนอื่นๆ ที่เข้านั่งตามที่ๆ ถูกจัดไว้ให้
    "ขอบคุณขอรับฮูหยิน" ซูเม่ยโค้งตัวคำนับขอบคุณฮูหยิน แล้วมอบรอบๆ ก่อนจะนั่งลง
     "เอาล่ะ เรื่องที่เจ้าพูดกันเมื่อคืนเป็นความจริงรึ?" ต้วนหงส์เอ่ยถาม สีหน้าหล่อเหลาของเขาส่อความกังวลเป็นอย่างมาก
     "ถ้าพวกเขาไม่โกหกข้าก็จริงล่ะครับ แต่ข้าคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องโกหกนะ.." เทียนเหมินเอ่ยออกมาเมื่อถูกถาม
     ซูเม่ยที่มิได้ถูกถามนั่งฟังเรื่องราวที่ทั้งสองคุยกันอย่างสนใจ ปนสงสัยเล็กน้อย เนื่องจากนางนั้นเพิ่งจะเคยได้เข้ามาร่วมฟังเรื่องราวสำคัญขนาดนี้ และยังเกี่ยวข้องกับสงครามอีกด้วย
     "เรื่ององค์หญิงโหรวหรานข้าได้แจ้งกับสหายที่เป็นขุนนางเว่ยถิงไปแล้ว เขาชื่อว่าเปาอวิ้นเฟย แล้วก็เรื่องอื่นๆ อีกครับเอกสารอยู่ที่เขา ท่านลองไปถามดูได้ครับ"
     "เจ้าหมายถึงถิงเว่ย ที่ทำหน้าที่ตัดสินพิจารณาคดีอย่างนั้นรึ?" เว่ยชิงเอ่ยถาม ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่เขาต้องคอยมาเป็นคนแก้คำผิดให้ชายหนุ่มสมองปลาทอง
     "อา.. ใช่ๆ ถิงเว่ย" เทียนเหมินพยักหน้าหงึกหงักพลางท่องจำชื่อตำแหน่งสหายตนเองให้ขึ้นใจจะได้ไม่จำผิดๆ ถูกๆ อีก
     "แล้วที่ว่ามีเรื่องอื่นอีกนี่คือ..." ต้วนหงส์เอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย ในเมื่อชายตรงหน้าเกริ่นมาขนาดนี้แล้วก็อยากจะรู้ขึ้นมา
    "ก็... หลายเรื่องครับ มีเรื่องของพรรคชั่วร้าย พรรคภูติทมิฬลมดำที่เผาว่านเฉิง พรรคเบญจพิศที่ใช้ผีดิบ ไอ้หนวดกระดกหยวนซู"
     "พรรคภูติทมิฬลมดำข้าเคยประมือด้วยอยู่ครับท่านอาชิง ท่านลุงต้วน" ฮั่วชวี่ปิ้งเป็นพยานได้เพราะว่าเขาเองก็อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย
     "ท่าทางเจ้าเจออะไรมาเยอะทีเดียว รายงานพวกนั้นเอาได้จากขุนนางถิงเว่ยสินะ.." ต้วนหงส์เอ่ยออกมาอย่างใช้ความคิด การทำงานกับขุนนางในราชสำนักไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้ว
     "ความจริงข้าไม่อยากไปเจออะไรแบบนั้นเลยสักนิด..." เทียนเหมินยู่หน้าพลางพ่นลมหายใจออกมายาวๆ "แต่เรื่องทั้งหมดที่ข้าเจอไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าภัยสงครามหรอกครับ"
     "ใช่ขอรับ เรื่องสงครามนี้เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ คงต้องแจ้งให้ฝ่าบาทได้ทราบโดยเร็ว " ซูเม่ยเอ่ยออกมาอย่างด้วยสีหน้าที่ดูเคร่งเครียด เรื่องใหญ่เช่นนี้หากมิคิดวิธีแก้ไขโดยเร็วเห็นที่จะเกิดเรื่องขึ้นเป็นแน่
     "ใช่ เรื่องสงครามถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว" เว่ยชิงเอ่ยออกมาอย่างปวดหัว
     "เราต้องหาตัวองค์หญิงโหรวหรานให้เจอก่อนเป็นอันดับแรก" ต้วนหงส์เอ่ยสำทับ
     "นางอยู่กับพี่ชายเว่ยครับ ความจริงข้านัดกับเขาและเปาอวิ้นเฟยว่าจะมาหาท่านที่จวนในวันนี้นี่แหล่ะ"
    "หวังว่าองค์หญิงโหรวหรานจะปลอดภัยนะขอรับ"
     "ในงานเลี้ยงตอนกลางวันข้าไม่เจอคนดังกล่าว หรือว่าเขาจะมีอันตราย... ชายเว่ยคนนั้นมีลักษณะอย่างไร?" ต้วนหงส์ถามออกมา
     "เขาเป็นคนตัวใหญ่ สูงกว่าข้าเสียอีก เมื่อยืนกันแล้วข้ากลายเป็นเด็กไปเลย" เทียนเหมินเอ่ยบอก ขนาดความสูงของชายหนุ่มก็นับว่าสูงมากอย่างหาใครมาเทียบได้แล้ว แล้วถ้าหากยิ่งเป็นคนตัวใหญ่กว่าเทียนเหมินจนดูเหมือนว่าตัวเขาเตี้ยม่อต้อไปเลย ชายคนนั้นคงเด่นสะดุดตาหาตัวได้ไม่ยาก
     "เขาสูงใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือ หากเป็นเช่นนั้นคงหาตัวได้มิยาก" นางพึมพำออกมาเมื่อได้ฟังลักษณะของบุรุษที่ซูเทียนเหมินกล่าวมา
     "ดูเหมือนว่ามีคนที่มาสมัครประลองคัดเลือกทหารคนหนึ่งสูงใหญ่ราวกับยักษ์ ไม่แน่ว่าอาจเป็นเขา" เว่ยชิงเอ่ยขึ้นมา แม้จะไม่เคยเจอตัวแต่ก็พอจะได้ยินเบาแสมาบ้าง เพราะมันเกี่ยวข้องกับงานแม่ทัพใหญ่อยู่ไม่น้อย
     "ถ้าอย่างนั้นเขาก็น่าจะกำลังประลองอยู่หรือเปล่านะครับท่านอา" ฮั่วชวี่ปิ้งเอ่ยถาม หากว่าอีกฝ่ายอยู่ในการดูแลก็ไม่น่าจะเป็นอะไร และองค์หญิงโหรวหรานต้องอยู่กับเขาด้วยอย่างแน่นอน...

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -7 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -7 + 3

ดูบันทึกคะแนน

เหะ
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ฮั่นเสียหม่า
หวยหนานจื่อ
ขลุ่ย
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x4
x11
x100
x10
x50
x19
x4
x80
x10
x9
x250
x200
x3
x5
x45
x100
x100
x1
x50
x50
x74
x50
x310
x60
x488
x83
x80
x1
x25
x1
x20
x15
x5
x18
x10
x28
x9
x8
x4
x40
x46
x2
x8
x28
x10
x27
x15
x73
x18
x47
x30
x13
x519
x255
x9
x39
x65
x8
x397
x25
x4
x35
x5
x51
x18
x1
x51
x23
x126
x47
x171
x59
x49
x54
x47
x1
x1

85

กระทู้

424

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147483647
เงินตำลึง
2147483647
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483556

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-11-8 19:42:04 | ดูโพสต์ทั้งหมด
PART CCIX


     การหารือดำเนินผ่านไปอย่างเคร่งเครียด กุญแจสำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาก็คือองค์หญิงหยือหลินกุ้ยคนนั้น
     "ซูเม่ยระหว่างนี้ก็พักอยู่ฉางอันก่อนนะ รอข้านำเรื่องชายแดนกราบทูลฝ่าบาทก่อน" แม่ทัพใหญ่เว่ยชิงให้ข้อสรุปกับหญิงสาวที่ปลอมตัวเป็นบุรุษ
     "ส่วนเทียนเหมินเจ้ากลับไปโรงเตี้ยมและร่วมหารือกับสหายเจ้า และพรุ่งนี้ไปรอข้าที่ประตูไท่เหอ ข้าจะพาทั้งสามเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรง เพื่อได้ให้องค์หญิงแจ้งต่อฝ่าบาทเอง"
     "ครับ" เทียนเหมินรับปากบิดาบุญธรรมของเพื่อนเอาไว้อย่างนั้นก่อนจะถอนหายใจ 'วังอีกแล้ว... ฝ่าบาทอีกแล้ว...'
     "งั้นพวกเจ้าแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้แล้ว เจียเอ๋อห์ส่งแขก" เว่ยชิงหันไปบอกศรีภรรยาที่แสนดีของเขา
     @ซูเม่ย
    "เดี๋ยวก่อน ข้าก็มีเรื่องอยากจะคุยกับท่าน แป็บนึง" เทียนเหมินเอ่ยขึ้นมาแล้วหันไปมองทางต้วนหงส์
     "มีอะไรรึซูเทียนเหมิน?" ต้วนหงส์หันไปมองยังชายหนุ่ม มีความสงสัยปรากฏในดวงตาของเขา
     "เมื่อคืนในตำหนักฮองเฮาน่ะครับ ข้าเห็นฮองเฮาตรัสถึงปี้เอ๋อห์... หมายถึง ซูปี้ ซูซูปี้ หรือเปล่า?" เทียนเหมินเอ่ยถามออกไปตามตรง ถ้าหากว่าปี้เอ๋อห์คือคนเดียวกันกับซูปี้แล้วล่ะก็ชายหนุ่มก็หมดห่วงได้เปราะหนึ่ง
     "ใช่แล้ว เจ้ารู้จักกับเด็กคนนั้นรึ?" ต้วนหงส์เอ่ยถาม แต่คนฉลาดอย่างเขาก็เอะใจได้ทันทีเพียงแต่มันมีข้อขัดแย้งกันอยู่ ทั้งสองมีแซ่เดียวกันเพียงแต่พี่ชายของเด็กคนนั้นเป็นชาวนอกด่านและไม่ได้ชื่อว่าซูเทียนเหมิน
    "ข้าเป็นพี่ชายของซูปี้ ข้าอยากเจอน้องมาก ท่านพอจะช่วยข้าได้ไหม?" ชายหนุ่มขอร้อง เขาคุกเข่าลงตรงหน้าขององค์รักษ์ของฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้
     "แต่พี่ชายของปี้เอ๋อห์ชื่อว่าคาบูโตะนี่"
     @ซูเม่ย
     "คาบูโตะก็คือซูเทียนเหมินนั่นแหล่ะครับท่านลุงต้วน" ฮั่วชวี่ปิ้งเอ่ยบอกกับต้วนหงส์แล้วหันไปทางเทียนเหมิน "เจ้าเปลี่ยนชื่อกับซินแสจาก 'คาบูโตะ' เป็น 'เทียนเหมิน' แล้วใช้แซ่ 'ซู' ของครอบครัวบุญธรรมนี่ใช่ไหม"
     "ใช่ครับ อย่างที่ฮั่วชวี่ปิ้งบอกเป๊ะๆ ข้าเพิ่งเปลี่ยนชื่อได้ไม่นานซูปี้คงไม่รู้หรอก"
     "ถ้าอย่างนั้นก็ใช่ ได้เจอตัวพี่ชายของปี้เอ่อห์สักที" ต้วนหงส์ยิ้มที่มุมปากอย่างยินดีที่พี่น้องได้เจอกัน
     @ซูเม่ย
     "เยี่ยม!! ในที่สุดก็พบแล้ว!!!" เทียนเหมินทำท่าดีใจออกนอกหน้าอย่างลืมตัว และเมื่อนึกขึ้นได้อีกอย่างเขาก็สงบท่าทีลงแล้วเอ่ยถามออกไป "ท่านเจอเธอได้ยังไงหรอครับ? หรือว่าปราบพรรคลมดำได้แล้ว?"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น มีบุรุษผู้หนึ่งช่วยเด็กน้อยเอาไว้ เขาเล่าว่าพบเธอที่เมืองหลิงหลิงในสภาพหมดสติ ปี้เอ๋อห์น่าจะหนีออกมาจากตัวคนร้ายด้วยตัวเอง ระหว่างทางก็ยังถูกตามล่าจนเขามาพบกับขบวนเสด็จของฮองเฮาทั้งสองคนจึงปลอดภัย"
    "เธอหนีออกมา แล้วตอนนี้น้องข้าเป็นไงบ้างครับ?" เทียนเหมินขมวดคิ้วถามด้วยความเป็นห่วง ถูกไล่ล่ามาตลอดทางเด็กตัวเล็กๆ อย่างเธอก็ไม่รู้ว่าจะบอบช้ำแค่ไหน
     "ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ปี้เอ๋อห์อยู่ในการดูแลในตำหนักเจียวฝาง หากเจ้าอยากเจอนางข้าจะกราบทูลฮองเฮาให้เจ้าได้พบ"
    "ข้าอยากพบเธอครับ!" เทียนเหมินตอบออกไปอย่างไม่คิด แต่ก็มีจุดหนึ่งที่ทำให้เขาต้องชะงักไป ชีวิตเขามีแต่เรื่องอันตรายโลดโผน หากว่าเธอกลับมาอยู่กับเขาแล้วจะต้องเจอวิบากกรรมอีกหรือเปล่า และหากรับกลับมาอยู่ที่บ้านครอบครัวซูที่เหลือจะถูกพรรคภูติทมิฬลมดำตามไปจัดการด้วยไหม เป็นสิ่งที่เขาวิตก... "ข้าขอพบหน้าน้องก่อนเดินทางต่อ แต่จากนี้อาจจะฝากให้ท่าน เอ่อ.. หรือฮองเฮา ดูแลเธอไปก่อนจะได้ไหมครับ ซูปี้ถึงจะเป็นเด็กตัวเล็กๆ แต่เธอก็หัวดี ฉลาดกว่าข้าอีก ถ้าได้รับการเลี้ยงดูถูกที่ถูกทาง นางน่าจะโตขึ้นมาเป็นคนดีและเป็นนักปราชญ์ได้ไม่ยาก"
     "ได้ข้ารับปาก" ต้วนหงส์รับปากชายหนุ่ม เขาเข้าใจดีถึงความลำบากใจนั้นของชายตรงหน้า
    "ขอบคุณท่านมาก" เทียนเหมินคุกเข่าลงคำนับต้วนหงส์ "อีกเรื่อง ข้าขอทราบชื่อคนที่ช่วยซูปี้ได้หรือเปล่าครับ?"
     "ได้สิ ชายคนนั้นชื่อว่า 'เหวินซาง' ข้าคิดว่าอีกไม่นานพวกเจ้าจะได้พบกัน"
     "ขอบคุณครับ ตอนนี้ข้าไม่มีเรื่องลำบากใจแล้วต้องขอบคุณพวกท่านมากเลย ข้าขอลา" เทียนเหมินยกมือขึ้นคารวะอีกรอบก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปกับฮูหยินและซูเม่ย อีกไม่นานเขาคงได้พบหน้าบุรุษที่ต้วนหงส์บอก ตอนนี้คงต้องคิดหาทางว่าจะให้อะไรชายผู้นั้นเป็นการตอบแทนดี
     @ซูเม่ย
     "จะว่าไป... แล้วเจ้าจะให้ข้าเรียกเจ้าว่าอะไร?" เทียนเหมินหันไปถามสตรีที่เดินออกมาจากประตูจวนฉางผิงโหวด้วยกัน
     @ซูเม่ย
    "อืม ได้ ข้าจะกลับไปโรงเตี๊ยมล่ะ ยังไงก็แยกกันตรงนี้เลยก็แล้วกันนะ" เทียนเหมินเอ่ยบอกเมื่อเดินมากับนางจนถึงย่านใจกลางเมืองฉางอันแล้ว
     @ซูเม่ย
     "อืม โชคดี" ชายหนุ่มกล่าวลาแล้วเดินกลับไปที่โรงเตี๊ยมทันที หวังว่าเว่ยเส้าเทียนจะรออยู่ที่นั่นเขาจะได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังไม่เสียเรื่อง



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +35 ความหิว -11 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 35 -11 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999
โพสต์ 2017-11-8 21:55:36 | ดูโพสต์ทั้งหมด
    การหารือดำเนินผ่านไปอย่างเคร่งเครียด กุญแจสำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาก็คือองค์หญิงหยือหลินกุ้ยคนนั้น
     "ซูเม่ยระหว่างนี้ก็พักอยู่ฉางอันก่อนนะ รอข้านำเรื่องชายแดนกราบทูลฝ่าบาทก่อน" แม่ทัพใหญ่เว่ยชิงให้ข้อสรุปกับหญิงสาวที่ปลอมตัวเป็นบุรุษ
    "เอ่อ ได้เจ้าค่ะ ข้าจะหาที่พักๆ ที่ฉางอันก่อน" หวังว่าเงินนางจะพอเข้าพักในโรงเตี้ยมได้นะ
     "ส่วนเทียนเหมินเจ้ากลับไปโรงเตี้ยมและร่วมหารือกับสหายเจ้า และพรุ่งนี้ไปรอข้าที่ประตูไท่เหอ ข้าจะพาทั้งสามเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรง เพื่อได้ให้องค์หญิงแจ้งต่อฝ่าบาทเอง"
     "ครับ" เทียนเหมินรับปากบิดาบุญธรรมของเพื่อนเอาไว้อย่างนั้นก่อนจะถอนหายใจ 'วังอีกแล้ว... ฝ่าบาทอีกแล้ว...'
     "งั้นพวกเจ้าแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้แล้ว เจียเอ๋อห์ส่งแขก" เว่ยชิงหันไปบอกศรีภรรยาที่แสนดีของเขา
     "ข้าขอลาเจ้าค..." ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบประโยคดีก็ได้ยินเสียงของซูเทียนเหมินที่พูดขึ้นมา นางจึงต้องรีบปิดปากไว้ก่อน
    "เดี๋ยวก่อน ข้าก็มีเรื่องอยากจะคุยกับท่าน แป็บนึง" เทียนเหมินเอ่ยขึ้นมาแล้วหันไปมองทางต้วนหงส์
     "มีอะไรรึซูเทียนเหมิน?" ต้วนหงส์หันไปมองยังชายหนุ่ม มีความสงสัยปรากฏในดวงตาของเขา
     "เมื่อคืนในตำหนักฮองเฮาน่ะครับ ข้าเห็นฮองเฮาตรัสถึงปี้เอ๋อห์... หมายถึง ซูปี้ ซูซูปี้ หรือเปล่า?" เทียนเหมินเอ่ยถามออกไปตามตรง ถ้าหากว่าปี้เอ๋อห์คือคนเดียวกันกับซูปี้แล้วล่ะก็ชายหนุ่มก็หมดห่วงได้เปราะหนึ่ง
     "ใช่แล้ว เจ้ารู้จักกับเด็กคนนั้นรึ?" ต้วนหงส์เอ่ยถาม แต่คนฉลาดอย่างเขาก็เอะใจได้ทันทีเพียงแต่มันมีข้อขัดแย้งกันอยู่ ทั้งสองมีแซ่เดียวกันเพียงแต่พี่ชายของเด็กคนนั้นเป็นชาวนอกด่านและไม่ได้ชื่อว่าซูเทียนเหมิน
    "ข้าเป็นพี่ชายของซูปี้ ข้าอยากเจอน้องมาก ท่านพอจะช่วยข้าได้ไหม?" ชายหนุ่มขอร้อง เขาคุกเข่าลงตรงหน้าขององค์รักษ์ของฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้
     "แต่พี่ชายของปี้เอ๋อห์ชื่อว่าคาบูโตะนี่"
     "เอ๋ ท่านซูเทียนเหมินมีน้องสาวด้วยหรือนี่" ซู่เม่ยคิดในใจแล้วพลางยืนรอเงียบๆ อย่างไม่ขัดอะไรขึ้นมา เพราะนี่คงเป็นเรื่องที่สำคัญกับชายหนุ่มมากอย่างแน่นอน
     "คาบูโตะก็คือซูเทียนเหมินนั่นแหล่ะครับท่านลุงต้วน" ฮั่วชวี่ปิ้งเอ่ยบอกกับต้วนหงส์แล้วหันไปทางเทียนเหมิน "เจ้าเปลี่ยนชื่อกับซินแสจาก 'คาบูโตะ' เป็น 'เทียนเหมิน' แล้วใช้แซ่ 'ซู' ของครอบครัวบุญธรรมนี่ใช่ไหม"
     "ใช่ครับ อย่างที่ฮั่วชวี่ปิ้งบอกเป๊ะๆ ข้าเพิ่งเปลี่ยนชื่อได้ไม่นานซูปี้คงไม่รู้หรอก"
     "ถ้าอย่างนั้นก็ใช่ ได้เจอตัวพี่ชายของปี้เอ่อห์สักที" ต้วนหงส์ยิ้มที่มุมปากอย่างยินดีที่พี่น้องได้เจอกัน
     ที่แท้น้องของท่านซูเทียนเหมินก็หายไปนี่เอง ช่างน่าเห็นใจ แต่นี่ถือเป็นเรื่องที่ดียิ่งที่ตอนนี้ทั้งสองจะได้เจอกันเสียที นางเองก็อยากจะเจอครอบครัวที่แท้จริงของตัวเองบ้าง แต่มันคงเป็นไปมิได้ เพราะเวลานั้นผ่านมานานจนเกินไป นานจนนางคงต้องอยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้
     "เยี่ยม!! ในที่สุดก็พบแล้ว!!!" เทียนเหมินทำท่าดีใจออกนอกหน้าอย่างลืมตัว และเมื่อนึกขึ้นได้อีกอย่างเขาก็สงบท่าทีลงแล้วเอ่ยถามออกไป "ท่านเจอเธอได้ยังไงหรอครับ? หรือว่าปราบพรรคลมดำได้แล้ว?"
     "ไม่ใช่อย่างนั้น มีบุรุษผู้หนึ่งช่วยเด็กน้อยเอาไว้ เขาเล่าว่าพบเธอที่เมืองหลิงหลิงในสภาพหมดสติ ปี้เอ๋อห์น่าจะหนีออกมาจากตัวคนร้ายด้วยตัวเอง ระหว่างทางก็ยังถูกตามล่าจนเขามาพบกับขบวนเสด็จของฮองเฮาทั้งสองคนจึงปลอดภัย"
    "เธอหนีออกมา แล้วตอนนี้น้องข้าเป็นไงบ้างครับ?" เทียนเหมินขมวดคิ้วถามด้วยความเป็นห่วง ถูกไล่ล่ามาตลอดทางเด็กตัวเล็กๆ อย่างเธอก็ไม่รู้ว่าจะบอบช้ำแค่ไหน
     "ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ปี้เอ๋อห์อยู่ในการดูแลในตำหนักเจียวฝาง หากเจ้าอยากเจอนางข้าจะกราบทูลฮองเฮาให้เจ้าได้พบ"
    "ข้าอยากพบเธอครับ!" เทียนเหมินตอบออกไปอย่างไม่คิด แต่ก็มีจุดหนึ่งที่ทำให้เขาต้องชะงักไป ชีวิตเขามีแต่เรื่องอันตรายโลดโผน หากว่าเธอกลับมาอยู่กับเขาแล้วจะต้องเจอวิบากกรรมอีกหรือเปล่า และหากรับกลับมาอยู่ที่บ้านครอบครัวซูที่เหลือจะถูกพรรคภูติทมิฬลมดำตามไปจัดการด้วยไหม เป็นสิ่งที่เขาวิตก... "ข้าขอพบหน้าน้องก่อนเดินทางต่อ แต่จากนี้อาจจะฝากให้ท่าน เอ่อ.. หรือฮองเฮา ดูแลเธอไปก่อนจะได้ไหมครับ ซูปี้ถึงจะเป็นเด็กตัวเล็กๆ แต่เธอก็หัวดี ฉลาดกว่าข้าอีก ถ้าได้รับการเลี้ยงดูถูกที่ถูกทาง นางน่าจะโตขึ้นมาเป็นคนดีและเป็นนักปราชญ์ได้ไม่ยาก"
     "ได้ข้ารับปาก" ต้วนหงส์รับปากชายหนุ่ม เขาเข้าใจดีถึงความลำบากใจนั้นของชายตรงหน้า
    "ขอบคุณท่านมาก" เทียนเหมินคุกเข่าลงคำนับต้วนหงส์ "อีกเรื่อง ข้าขอทราบชื่อคนที่ช่วยซูปี้ได้หรือเปล่าครับ?"
     "ได้สิ ชายคนนั้นชื่อว่า 'เหวินซาง' ข้าคิดว่าอีกไม่นานพวกเจ้าจะได้พบกัน"
     "ขอบคุณครับ ตอนนี้ข้าไม่มีเรื่องลำบากใจแล้วต้องขอบคุณพวกท่านมากเลย ข้าขอลา" เทียนเหมินยกมือขึ้นคารวะอีกรอบก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปกับฮูหยินและซูเม่ย อีกไม่นานเขาคงได้พบหน้าบุรุษที่ต้วนหงส์บอก ตอนนี้คงต้องคิดหาทางว่าจะให้อะไรชายผู้นั้นเป็นการตอบแทนดี
     "ข้าขอตัวลาตัวค่ะ" ซูเม่ยย่อตัวคารวะแล้วจึงเดินออกมาพร้อมกับฮูหยินและซูเทียนเหมิน
     "จะว่าไป... แล้วเจ้าจะให้ข้าเรียกเจ้าว่าอะไร?" เทียนเหมินหันไปถามสตรีที่เดินออกมาจากประตูจวนฉางผิงโหวด้วยกัน
    "เรียกข้าว่า ซูเม่ย ตอนแต่งชุดสตรี และเรียกว่า ลู่เพ่ย ตอนแต่งชุดบุรุษก็ได้เจ้าค่ะ"
    "อืม ได้ ข้าจะกลับไปโรงเตี๊ยมล่ะ ยังไงก็แยกกันตรงนี้เลยก็แล้วกันนะ" เทียนเหมินเอ่ยบอกเมื่อเดินมากับนางจนถึงย่านใจกลางเมืองฉางอันแล้ว
     "เช่นนี้ข้าขอไปเดินเล่นก่อนแล้วกัน โชคดีนะขอรับท่านซูเทียนเหมิน" ซูเม่ยดัดเสียงให้ทุ้มขึ้นเหมือนเดิมแล้วกล่าวลาชายหนุ่ม
     "อืม โชคดี" ชายหนุ่มกล่าวลาแล้วเดินกลับไปที่โรงเตี๊ยมทันที หวังว่าเว่ยเส้าเทียนจะรออยู่ที่นั่นเขาจะได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังไม่เสียเรื่อง












คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +20 เงินตำลึง +600 ชื่อเสียง +555 ความหิว -7 Point +8 ย่อ เหตุผล
Admin + 20 + 600 + 555 -7 + 8

ดูบันทึกคะแนน

เหะ
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ฮั่นเสียหม่า
หวยหนานจื่อ
ขลุ่ย
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x4
x11
x100
x10
x50
x19
x4
x80
x10
x9
x250
x200
x3
x5
x45
x100
x100
x1
x50
x50
x74
x50
x310
x60
x488
x83
x80
x1
x25
x1
x20
x15
x5
x18
x10
x28
x9
x8
x4
x40
x46
x2
x8
x28
x10
x27
x15
x73
x18
x47
x30
x13
x519
x255
x9
x39
x65
x8
x397
x25
x4
x35
x5
x51
x18
x1
x51
x23
x126
x47
x171
x59
x49
x54
x47
x1
x1
โพสต์ 2018-2-11 02:09:24 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย xiwen เมื่อ 2018-2-11 02:10

ส่งข้าวสถานที่สุดท้าย


ตลอดการเดินทางซีเหวินได้เรียนรู้สังคมเมืองหลวง จากลูกน้องของหยาง จิน

ลูกน้องหยางจินเล่าให้ฟังหมด ไม่ว่าจะเป็นการเมือง  การดนตรี ความบันเทิง  และสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในเมือง

เมื่อคุยกันไปตลอกทางซีเหวินจึงรู้ว่าลูกน้องหยาง จินนั้นเป็นคนที่เดินทางมาจากชนบทเชนเดียวกับตน

"แม่นางซีเหวิน  ทำตัวสงบสเงี่ยมสักพักนะขอรับ"

ลูกน้อง หยางจิน ตักเตือนซีเหวินเมื่อม้าค่อยๆเข้าไปใกล้จวน

เมื่อไปถึงบริเวณจวนทหารตรวจของในเกวียนทุกอย่างแน่นอนว่ารวมถึง ตัวคนบนเกวียนด้วยแต่เนื่องจากซีเหวินเป็นผู้หญิง จึงไม่ได้รับการตรวจร่างกาย

"ปลอดภัยดี พวกเจ้าทั้งสองเข้าไปได้"

เมื่อเข้าไปด้านในซีเหวินก็ตกใจเพราะไม่คิดว่าที่นี่จะมีลานฝึกยุทธ์ที่ใหญ่มาก

"พวกเจ้าไปแบกข้าวซะ"

ผู้หญิงวัยกลางคนบอกทหาร กลุ่มหนึ่ง

ทหารกลุ่มนั้นรีบเข้ามาช่วยขนกระสอบข้าวลงจนหมดเกวียน

ซีเหวินก้มหัวขอบคุณคุณป้าวัยกลางคน

ก่อนจะบอกให้ลูกน้องหยางจิน ขับเกวียนออกไปยังหน้าโรงเตี๊ยมเจ



"วันนี้ขอบคุณท่านมากนะ"

ซีเหวินเต็มไปด้วยเหงื่อเพราะตากแดดตากลมมาทั้งวัน

"ไม่เป็นไรหรอกขอรับ แค่นี้เอง ไว้เจอกันอีกนะครับ"

ลูกน้องจินหยางโบกมือลาซีเหวิน

ซีเหวินยิ้มตอบ

หลังจากนั้นนางเร่งม้าออกไปยังโรงสีข้าว เพื่อรายงานกับชายหนุ่มในโรงสีข้าวว่าตนทำงานเสร็จแล้ว

กว่าซีเหวินจะถึงโรงสีข้าวก็เป็นเวลากลางวันพอดี

***************************








แสดงความคิดเห็น

เจ้าส่งข้าวได้โหดมากซาตานขอนับถือ ความตั้งใจในการทำงานจะส่งผลในระยะเวลาอันใกล้นี้...  โพสต์ 2018-2-11 02:16

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -10 Point +3 ย่อ เหตุผล
STAFF_โรลทำงาน + 5 + 300 -10 + 3

ดูบันทึกคะแนน

.....
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x10
x50
x30
x1
x1
x115
x21
x111
x22
x14

4

กระทู้

38

โพสต์

2245

เครดิต

เงินชั่ง
956
เงินตำลึง
34951
ชื่อเสียง
814
ความหิว
304
พิราบขาว
ระดับ 1
โพสต์ 2018-2-12 23:55:40 | ดูโพสต์ทั้งหมด
{เควสเรื่องราว 1 }
ท้องย่อมเดินด้วยงาน๔

ร่างสูงใหญ่มองประตูจวนที่สลักนามฉางผิงโหวที่ป้ายอย่างงามสง่าแล้วลงจากหลังม้า  เขาเดินไปทักทายทหารยามด้านหน้าที่กำลังยืนหาวหวอดถูมือกับเตาพกเพื่อคลายความหนาวอย่างเกียจคร้าน อาจเพราะยามนี้ยังค่อนข้างเช้าอยู่มากอากาศจึงยิ่งหนาวกว่าตอนสายๆ เขาเองก็เร่งเดินทางมาเพื่อรับงานใหม่จึงรีบร้อนมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ใช้เวลาไม่นานจากโรงเตี๊ยมฉางจิ้นฮั่วก็มาถึงอำเภอฉางผิง

“พี่ชายทั้งสองข้าเป็นคนเลี้ยงม้าจากโรงเตี๊ยมฉางจิ้นฮั่ว นำสารจากเถ้าแก่ฉางมาขอพบพ่อบ้านยวิ๋นขอรับ” เขาพูดอย่างสุภาพอ่อนน้อม ยื่นสารให้อีกฝ่าย การจงใจอ่อนเข้าหานี้เพราะเจตนาอยากตีสนิทหาพรรคพวกในสถานที่ที่เขาไม่รู้จักใครเลยเช่นนี้

“เช่นนั้นเจ้ารออยู่ที่นี่ก่อนแล้วกัน”ทหารยามผู้หนึ่งปลีกตัวอีกคนยังคงยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้า พอเห็นเขามาอาการง่วงเหงาก็เปลี่ยนมาเป็นขึงขัง  โธ่ จะบอกว่าไม่ทันแล้วล่ะพี่ชายที่ท่านหาวไปสิบรอบข้าก็เห็นมันหมดทุกรอบนั่นล่ะ

“อากาศช่วงนี้หนาวจริงๆนะพี่ชาย  ที่เมืองหลวงหนาวแบบนี้อยู่ตลอดเลยหรือ”ชายหนุ่มเปิดบทสนทนาอย่างเป็นกันเองการที่เขาต้องเข้าสังคมกับคนมาตั้งแต่เด็กทำให้เรื่องตีสนิทนั้นไม่ยากเลยสักนิด

“หนาวเป็นประจำอย่างนี้ล่ะ  พอพ้นช่วงปีใหม่ไปก็หายหนาวแล้ว  แล้วเจ้าน่ะไม่ใช่คนเมืองหลวงหรือไง  เป็นใครมาจากบ้านไหนล่ะ”

“ข้าแซ่หนานกงมีนามว่าหลิวเจี๋ย บ้านเกิดอยู่เจียงเยี่ยน่ะพี่ชาย”สนทนากันไม่ทันไรทหารยามที่เดินเข้าไปด้านในตั้งแต่ทีแรกก็ออกมาตามให้เขาเข้าไปพบพ่อบ้านยวิ๋น  หลิวเจี๋ยโบกมือลาคนที่เริ่มพูดคุยกันถูกคอ  เดินเข้าไปในจวนขนาดใหญ่ที่ไม่เหมือนจวนขุนนางบุ๋นที่เขาเคยพบปะ  

จวนขุนนางบู๊นั้นให้อารมณ์ต่างออกไปมากเลยทีเดียว  มีลานฝึกยุทธ์และโรงม้าขนาดใหญ่ดูเข้มแข็งสมกับที่เป็นบ้านของจอมทัพแห่งต้าฮั่น บุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งยืนรอเขาอยู่ด้านหน้าคอกม้า เมื่อไปถึงแล้วเขาสูงประสานมือคารวะอย่างอ่อนน้อม

“เจ้าหรือคือหนานกงหลิวเจี๋ย”

“เป็นข้าเอง”พ่อบ้านยวิ๋นมองประเมินร่างชายหนุ่มที่สูงจัดท่าทางทะมัดทะแมงอดทนแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ เขารู้ถึงความสามารถของชายหนุ่มคนนี้จากในจดหมายแล้วและเชื่อว่าคนที่ฉางไท่หมิงถึงขั้นออกปากชมนั้นต้องมีอะไรพิเศษอยู่ในตัวอย่างแน่นอน ท่าทางเด็กคนนี้ดูเฉลียวฉลาดรู้ความน่าจะทำงานอยู่ได้นานกว่าที่เขาคิดไว้

“ต่อแต่นี้ไปเจ้ามีหน้าที่คอยดูแลทุกเรื่องที่เกี่ยวกับม้าในจวนฉางผิงโหวของเรา  จงดูแลให้ดีอย่าได้บกพร่อง  หากมีอะไรไม่เข้าใจให้มาถามข้า เรื่องค่าจ้างนั้นเถ้าแก่ฉางคงแจ้งแก่เจ้าแล้วกระมัง”

“แจ้งแล้วขอรับ”

“ถ้าเช่นนั้นวันนี้เจ้าไปพักผ่อนก่อนก็ได้  ข้าจะให้คนพาเจ้าไปที่ห้อง วันนี้ฟุเหรินไปไหว้พระ พรุ่งนี้จ้าค่อยจะพาเจ้าไปแนะนำตัวต่อนาง” พ่อบ้านยวิ๋นหันไปสั่งเด็กรับใช้ให้นำเจ้าหนุ่มนี่ไปยังห้องพักคนเลี้ยงม้าที่อยู่ไม่ไกลจากคอกม้านัก เรียกว่าค่อนข้างเป็นเอกเทศและเงียบสงบจากเรือนต่างๆในจวน  เขาให้คนจัดเตรียมเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวานพร้อมที่จะเข้าพักได้เลย

“ถ้าอย่างไรข้าขอเริ่มงานวันนี้เลยได้ไหมขอรับ”

พ่อบ้านยวิ๋นหัวเราะในลำคอมองคนที่ยังหนุ่มยังแน่นมีดวงตากระตือรือร้นแล้วพยักหน้าอนุญาต  “เอาสิ ข้าเข้าใจคนหนุ่มๆก็เช่นนี้ไฟขยันมันร้อนแรง”

หนานกงหลิวเจี๋ยหัวเราะกับคำสัพยอกนั้นก่อนที่ร่างสูงจะเดินตามเด็กรับใช้ไปวางข้าวของด้านใน เขาจูงเจ้าเสี่ยวหม่าไปเข้าคอกตามที่พ่อบ้านยวิ๋นได้อนุญาตก่อนจะเริ่มต้นสำรวจโรงม้าอย่างละเอียด

ม้าที่เขาต้องดูแลนั้นเป็นม้าศึกท่วงท่าองอาจรูปลักษณ์พ่วงพีจากสายตาคนค้าขายม้าเช่นเขา  หลิวเจี๋ยบอกได้เลยว่าแต่ละตัวนั้นคงต้องสองร้อยถึงสามร้อยชั่งขึ้นไป เทียบกับเจ้าเสี่ยวม้านั้นมันกลายเป็นม้าแคระไปเลย  เขาลูบหัวปลอบโยนเสี่ยวหม่าอย่างรักใคร่  

เริ่มต้นการคำงานด้วยการเดินพูดคุยกับม้าทุกตัวในคอก  แล้วนำฟางหญ้าอาหารมาสลับสับเปลี่ยน พรุ่งนี้เช้าเขาตั้งใจจะเริ่มต้นการทำความสะอาดคอกม้าอย่างจริงจัง ระหว่างที่กำลังกวาดเศษฟางหญ้าอยู่นั้นก็พลันเห้นศีรษะเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่งมาด้อมๆมองๆเขาอยู่ เมื่อเห็นว่าเขาจับได้เด็กคนนั้นก็ผลุบหายไปหลังกอไผ่  หนานกงหลิวเจี๋ยหัวเราะเบาๆ พรุ่งนี้เช้านอกจากทำความสะอาดคอกม้าแล้วเขามีภารกิจจะต้องจับเจ้าภูติไผ่ตัวน้อยให้ได้อีกด้วย


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +25 เงินตำลึง +1000 ความหิว -15 Point +3 ย่อ เหตุผล
STAFF_โรลทำงาน + 25 + 1000 -15 + 3

ดูบันทึกคะแนน

❤❤
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ขวานทอง
กลยุทธ์ซุนปิน
พัดคุณชาย
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x5
x20
x3
x1
x3
x50
x1
x40
x20
x65
x92
x24
x10
x21
x13
x19
x1
x17
x7
x3
x10
x9
x14
x3
x112
x35
x1
x1

4

กระทู้

38

โพสต์

2245

เครดิต

เงินชั่ง
956
เงินตำลึง
34951
ชื่อเสียง
814
ความหิว
304
พิราบขาว
ระดับ 1
โพสต์ 2018-2-13 23:58:36 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย NangongLiujia เมื่อ 2018-2-13 23:59

{เควสเรื่องราว 1 }
ท้องย่อมเดินด้วยงาน๕
ยามเช้าในจวนฉางผิงโหวให้ความรู้สึกแปลกใหม่สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกระโจมมาเนิ่นนานกระท่อมไม้ไผ่ที่แฝงตัวกลางสวนไผ่ของจวนนั้นแม้จะเล็กแต่ก็ยังดีที่มีเตียงเตาอุ่นๆจนนึกอยากจะนอนเกียจคร้านต่ออีกสักหน่อย ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองออกไปด้านนอกภาพไผ่เขียวในยามเหมันต์ดูแปลกตาไม่น้อย ปกติฤดูกาลนี้มีแต่ผู้ชื่นชมดอกเหมยไผ่ทระนงกลางหิมะนั้นทำให้รู้สึกไม่คุ้นตาอยู่บ้าง

แสงทองเริ่มจับที่ขอบฟ้าในที่สุดหนานกงหลิวเจี๋ยก็ยอมลุกจากเตียงออกไปเริ่มงานที่คอกม้าเขาโกยหิมะบนพื้นดินออก ทำความสะอาดคอกของม้าแต่ละตัวจนเรี่ยมอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือความชื้นของที่นอนหากไม่ดูแลให้ดีอาจทำให้ม้าป่วยได้เช่นกัน นอกจากนั้นรางน้ำยังต้องขัดถูให้ดีโรคติดต่อของม้าสามารถระบาดได้ผ่านน้ำดื่มเหล่านี้ดังนั้นจึงต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก

วิชาการดูแลม้าพวกนี้เขาเรียนรู้มาจากชนเผ่าของมารดาที่รักม้าดุจพี่น้องร่วมสายโลหิตมีคนบอกว่าบุรุษชาวเคอหม่าเกิดมาก็ขี่ม้าได้ก่อนพูดเสียอีกเขาอยู่มาห้าปีก็ไม่เคยได้พิสูจน์สักทีว่าจริงหรือไม่

เขามุ่งมั่นทำงานอยู่จนตกสายคอกม้าที่เงียบสงบมีเพียงเสียงร้องฮี้ๆของม้าศึกภายในคอกก็มีเงาร่างคนผู้หนึ่งผ่านมาให้เห็น  ภูติไผ่น้อยเมื่อวานลอบมาด้อมๆมองๆเขาทำงาน ดวงตากลมโตจ้องมองตรงมาอย่างกระตือรือร้นสดใส  มือหนากวักเรียกอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้เด็กน้อยค่อยๆขยับเข้ามาอย่างกล้าๆกลัวๆ

“อยากเล่นกับม้าหรือไม่”

“ม..มันจะเตะข้าไหม” หลิวเจี๋ยหัวเราะร่วน  คิดถึงตัวเองเมื่อตอนยังเป็นเด็กที่แอบหวาดกลัวยามเห็นเจ้าม้าตัวใหญ่อยู่บนถนน

“ไม่หรอก ถ้าเจ้าดีกับมัน มันก็จะดีต่อเจ้า”ร่างสูงอุ้มเด็กน้อยขึ้นบนหลังเจ้าเสี่ยวหม่า ทารกน้อยเบิกตากว้างอย่างตระหนกก่อนจะค่อยๆตื่นเต้นเมื่อเสี่ยวหม่าร้องฮี้อย่างอารมณ์ดีไม่มีท่าทีฟึดฟัดขัดใจ

“มันใจดีจังเลย  ไม่เหมือนพวกม้าของท่านพ่อพวกมันขี้โมโห”เด็กน้อยกระซิบบอกเขาระมัดระวังไม่ให้ม้าตัวอื่นในคอกรู้ว่าถูกนินทา หนานกงหลิวเจี๋ยยิ้มเอ็นดูปล่อยให้เด็กน้อยเล่นอยู่สักพักก่อนจะอุ้มลงด้านล่าง

“เจ้าเป็นบุตรหลานใคร มาจากที่ไหนเดี๋ยวข้าจะพาไปส่ง”

“ไม่เอา! กลับไปก็ไม่เพื่อนเล่น..พี่ชายเล่นกับข้าก่อน”มือน้อยๆเอื้อมจับที่แขนเสื้อเขา ชายหนุ่มลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ ท่าทางน่ารักบริสุทธิ์เช่นนี้ทำให้เขาใจอ่อน

“ถ้าพี่ชายเล่นกับเจ้า งานพี่ชายต้องไม่เสร็จแน่เลยรู้ไหม”

“แต่ข้าอยากเล่นกับท่านนี่..นะ..นะ..น้าพี่ชาย” เจอลูกอ้อนเช่นนี้ไม่ว่าเป็นใครก็คงใจอ่อนยวบเช่นเขาสุดท้ายจึงได้แต่ตามใจเด็กผู้นั้น

“เจ้าอยากเล่นอะไร”

“ข้าอยากเล่นฟันดาบไม้! ข้ากับบิดาชอบเล่นด้วยกัน” ร่างสูงพยักหน้า  

“เอาสิ” เด็กน้อยวิ่งดุ๊กดิ๊กกลับไปไม่นานก็หอบดาบไม้สองอันกลับมา ร่างสูงรับดาบไม้เล่มนั้นมาไว้ในมือเห็นว่าเป็นขนาดเหมาะมือผู้ใหญ่ดูท่าคงจะเป็นของบิดาของเด็กผู้นี้เพราะมีร่องรอยผ่านการใช้งานมาบ้างแล้ว

“เริ่มเลยแล้วกัน” เขาใช้ดาบไม้ต้านทานการรุกของเด็กน้อย ใช้ท่าเท้าที่เรียนมาจากเจี้ยนเต๋อเพื่อหลบหลีกอย่างเป็นจังหวะ  ค่อยๆถอยอยากมีชั้นเชิงแต่ก็ไม่เร็วจนเกินไปให้เด็กน้อยไล่ตามได้ทัน เด็กคนนี้ดูท่าแล้วคงถูกเคี่ยวกรำมาจากบิดาเป็นแน่  เพราะฝีมือนั้นถือว่าโดดเด่นเกินเด็ก  
หนานกงหลิวเจี๋ยเริ่มรุกตีกลับไม่ปล่อยให้ตัวเองตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบนาน เขาถ่ายทอดการเคลื่อนไหวและวิธีฟันดาบผ่านประสบการณ์ส่งต่อให้เด็กน้อย ถ้าเด็กนี่หัวไหวแล้วกลับไปพิเคราะห์ดูจะต้องเป็นคุณในการฝึกวิถีดาบต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอนเล่นกันอยู่เช่นนี้เกือบชั่วยามจนเด็กน้อยเหงื่อไหลเต็มหน้าเขาก็บอกให้หยุด

“ข้าต้องทำงานต่อแล้ว พรุ่งนี้หากอยากเล่นอีกให้มาหาข้าที่นี่” มือหนาลูบหัวเด็กน้อย  ก่อนจะเริ่มงานในยามบ่ายของตัวเอง  ดูท่าแล้วกว่าจะทำงานสะอาดและดูแลม้าครบทุกคอกคงต้องอยู่จนมืด   


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +25 เงินตำลึง +1000 ความหิว -15 Point +3 ย่อ เหตุผล
STAFF_โรลทำงาน + 25 + 1000 -15 + 3

ดูบันทึกคะแนน

❤❤
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ขวานทอง
กลยุทธ์ซุนปิน
พัดคุณชาย
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x5
x20
x3
x1
x3
x50
x1
x40
x20
x65
x92
x24
x10
x21
x13
x19
x1
x17
x7
x3
x10
x9
x14
x3
x112
x35
x1
x1

4

กระทู้

38

โพสต์

2245

เครดิต

เงินชั่ง
956
เงินตำลึง
34951
ชื่อเสียง
814
ความหิว
304
พิราบขาว
ระดับ 1
โพสต์ 2018-2-14 20:27:37 | ดูโพสต์ทั้งหมด


{เควสเรื่องราว 1 }


ท้องย่อมเดินด้วยงาน๖

หนานกงหลิวเจี๋ยหาวหวอดอย่างเกียจคร้านเมื่อเดินมาถึงคอกม้า เมื่อวานกว่าเขาจะทำความสะอาดคอกม้าเสร็จแล้วได้กลับไปนอนก็กินเวลาเอาการ ตอนเช้าต้องตื่นตั้งแต่รุ่งสางจึงรู้สึกเพลียขึ้นมาบ้าง ชายหนุ่มทักทายเจ้าม้าในคอกที่ส่งเสียงร้องฮี้ๆอย่างอารมณ์ดี  พวกม้าในคอกส่วนมากมีร่างกายแข็งแรงเป็นพื้นฐานแต่บางตัวก็เริ่มมีลักษณะอาการป่วยบางอย่างปรากฏ อาจเพราะคนดูแลคอดม้าคนเก่าไม่ได้ดูแลพวกมันอย่างละเอียดถี่ถ้วน  ไม่มีบันทึกชนิดและปริมาณการกินอาหารและน้ำดื่มของม้าในแต่ละคอก  สำหรับเขาถือเป็นเรื่องผิดพลาดเพราะอาการป่วยของม้ามักมาจากเรื่องใกล้ตัวอย่างอาหาร หากไม่มีบันทึกไว้อย่างละเอียดก็ยากจะตรวจสอบต้นตอของโรค  

ประการที่สองการบันทึกเรื่องการขับถ่ายของม้าเองก็เช่นกัน เขารู้ว่ามันดูแปลกประหลาดที่ต้องมานั่งบันทึกว่าวันหนึ่งม้าตัวหนึ่งขับถ่ายกี่ครั้ง  มากน้อยเท่าไหร่ ลักษณะเป็นเช่นไร  แต่เขาเรียนรู้แล้วว่านี่คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ตรวจสอบโรคของม้าได้ดีที่สุด  

ระหว่างที่เขาทำการจดบันทึกลักษณะของเสียของม้าแต่ละตัว เจ้าเด็กน้อยคนเมื่อวานก็โผล่มาอย่างร่าเริงพร้อมดาบไม้ก่อนที่หน้าเล็กๆนั้นจะพะอืดพะอมเมื่อเห็นว่าสิ่งที่เขากำลังใช้ไม้พลิกๆเขี่ยๆดูคือมูลม้า

“ท..ท่านทำอะไรน่ะ”

“บันทึกเรื่องการขับถ่ายม้าอยู่”

“ทำไปทำไมกัน  น่าขยะแขยงจะตาย”ชายหนุ่มหัวเราะมองหน้าซีดของอีกฝ่ายแล้วนึกถึงตัวเองเมื่อตอนไปช่วยงานที่เขตเลี้ยงเผ่าของสัตว์ในตอนแรกๆ เขาเป็นหนักกว่าเด็กคนนี้เสียอีกเพราะถูกเลี้ยงดูมาอย่างคุณชายใหญ่ที่วันๆก็ยุ่งอยู่กับเรื่องค้าขายสร้างสัมพันธ์ไม่เคยต้องลงมือทำงาน  เก็บมูลสัตว์ครั้งแรกเขาถึงกับอึ้งหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก  หน้าซีดจนเจี้ยนเต๋อหัวเราะฮ่าๆด้วยความขบขัน

“เจ้ารู้ไหมเราสามารถรู้อาการป่วยของม้าได้จากมูลพวกนี้  สำหรับชาวนามูลสัตว์มีค่าดุจทองเพราะมันถูกเอาไปใช้ทำเป็นปุ๋ย  ของเล็กๆดูไร้ประโยชน์กลับมีคุณประโยชน์มากมายอย่าได้ดูแคลนเพราะคิดว่ามันน่ารังเกียจหรือไร้ค่า”เด็กน้อยเหมือนจะเข้าใจจึงได้พยักหน้าอย่างจริงจัง  หลิวเจี๋ยหัวเราะอย่างพึงพอใจ  เด็กผู้นี้ฉลาดหัวไวแถมท่าทางยังน่ารักน่าเอ็นดูจึงอดไม่ได้ที่จะลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ

“นอกจากนี้ยังต้องดูแลกีบเท้าม้าให้ดี  กีบเท้าม้าก็เหมือนเล็บคนจำเป็นต้องตัดแต่ง  หลังขี่ทุกครั้งก็ต้องดูให้แน่ใจว่ามันไม่บาดเจ็บ”มือหนาหยิบมีดแต่งกีบออกมาให้อีกคนยลดูใกล้ๆแล้วสาธิตด้วยการเลือกเจ้าเสี่ยวหม่าเป็นตัวแสดง

“ลำดับแรกต้องทำความสะอาดพื้นกีบให้ดีโดยใช้ที่แคะกีบกับมีดแต่งกีบปาดส่วนพื้นกีบออก” เขาค่อยๆปาดมีดไปยังส่วนเปื่อยยุ่ยเป็นหลุมโพรงออกให้สะอาดออกจากพื้นกีบส่วนด้านข้างซ้ายและขวาตลอดจนร่องบัวและสันร่องบัวก่อนจะใช้คีมตัดกีบเริ่มตัดผนังกีบจากส่วนส้นกีบไปจนถึงปลายกีบ

“ต่อมาให้ตะไบพื้นกีบ  ต้องวางแนวนอนขนานพื้นดินเช่นนี้แล้วออกแรงถูตะไบจากด้านปลายกีบเข้าหาส้นกีบแต่ต้องระวังให้มากอย่าออกแรงเยอะจนเกินไป ไม่เช่นนั้นมันจะทำให้กีบม้าไม่สม่ำเสมอ” เขาเอ่ยสอนขณะที่มือก็ตะไบอย่างระมัดระวังเพื่อให้พื้นกีบเรียบเสมอกันแล้วก็ตะไบขอบผนังกีบเพื่อลบมุมป้องกันการขูดขีดกับพื้นไม่ลืมเอ่ยเสริมเพิ่มเติมให้เด็กที่ตั้งอกตั้งใจฟังเข้าใจมากขึ้น


“ที่สำคัญที่ผู้คนมักมองข้ามคือพวกเขาชอบตะไบจนส่วนเยื่อหุ้มผนังกีบลอกหลุดหมด  ทำเช่นนั้นไม่ได้นะ ไม่เช่นนั้นกีบจะขาดส่วนที่รักษาความชุ่มชื้นไว้”เขาอธิบายวิธีการต่ออีกไม่น้อย ค่อยๆลงมือดูแลกีบให้ม้าทีละตัวอย่างประณีตที่สุดโดยมีเด็กน้อยเดินตามต้อยๆเป็นลูกมือจนครบทุกตัว

เจ้าหนูทำตาโตเมื่อได้สัมผัสกีบม้าแล้วลองตะไบดูเป็นครั้งแรก ท่าทางมุ่งมั่นตั้งใจระมัดระวังแถมยังทำได้ดีกว่าเขาในการลงมือทำครั้งแรกเสียอีก

“เยี่ยมมากแล้ว  เอาล่ะ งานวันนี้ข้าเสร็จแล้ว  มาฝึกดาบกัน”มือหนาคว้าดาบที่เด็กน้อยถือมาในคราแรกโยนให้อีกฝ่าย ก่อนที่จะเริ่มลงมือฟาดฟันเข้าหาด้วยท่วงท่าที่ซับซ้อนกว่าครั้งแรก เด็กน้อยทำท่ามึนงงแต่ใช้เวลาไม่นานก็จับทางท่าเท้าของเขาออก

หนานกงหลิวเจี๋ยชมเชยในใจแม้มันจะเป็นท่าเท้าง่ายๆแต่ในระดับอายุเดียวกันนี้เด็กชายก็ถือเป็นทรัพยากรบุคคลชั้นเลิศอย่างยิ่ง  จนบ่ายแก่เด็กชายก็ขอตัวกลับไปหาพี่เลี้ยง  แถมยังบอกว่าพรุ่งนี้จะกลับมาหาใหม่ ชายหนุ่มก็เพิ่งนึกขึ้นได้เขายังไม่เคยถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนามเด็กนั่นเลยสักครั้ง  ปกติเรียกแต่ไผ่น้อย  พรุ่งนี้จะต้องถามนามเด็กคนนั้นให้ได้เลย!

เขาเดินกลับเรือนพักไปอาบน้ำล้างคราบไคลแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เพื่อไปพบกับพ่อบ้านยวิ๋น  รออยู่ครู่หนึ่งพ่อบ้านสั่งงานบ่าวไพร่ให้จัดการสวนใหม่ก็ว่างคุยเสียที

“งานดูแลม้าเป็นเช่นไรบ้าง  หากขาดตกบกพร่องอะไรก็มาบอกได้ พรุ่งนี้หากงานจัดสวนใหม่นี้เรียบร้อยจะส่งคนไปช่วยเจ้าคนหนึ่ง”

เขาส่ายหัวเท่าที่ทำอยู่ก็ถือว่าไม่ได้หนักหนาอะไร  “งานที่คอกม้าเรียบร้อยดีขอรับข้าเพียงแต่อยากได้ข้อมูลการสั่งอาหารของม้าเพื่อไปทำบันทึกการกินอาหารของม้าเท่านั้น” พ่อบ้านยวิ๋นทำหน้ามึนงงก่อนเขาจะเริ่มต้นอธิบายความสำคัญของบันทึก สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าบอกว่าพรุ่งนี้จะให้คนจัดส่งไปให้

“อีกประการ..วันนี้ข้าขออนุญาตออกจากจวนเพื่อไปเยี่ยมญาติที่ฉางอันไม่ทราบได้หรือไม่”

“ได้สิเจ้าไม่ต้องกังวล จวนเราไม่โหดร้ายมากพิธีเช่นจวนอื่น  ท่านแม่ทัพใจกว้างไม่กักขังบ่าวไพร่ หากเจ้าต้องการจะออกไปก็ไปแจ้งต่อทหารยามเอาไว้แล้วออกทางประตูข้าง  แต่ต้องกลับมาก่อนปลายยามไฮ่(๒๓.๐๐ น.)

เขาประสานมือขอบคุณก่อนจะขอตัวออกมาเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับไปเยี่ยมเยียนกระต่ายน้อยที่เก็บได้เมื่อวันก่อน



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +25 เงินตำลึง +1000 ความหิว -20 Point +3 ย่อ เหตุผล
STAFF_โรลทำงาน + 25 + 1000 -20 + 3

ดูบันทึกคะแนน

❤❤
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ขวานทอง
กลยุทธ์ซุนปิน
พัดคุณชาย
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x5
x20
x3
x1
x3
x50
x1
x40
x20
x65
x92
x24
x10
x21
x13
x19
x1
x17
x7
x3
x10
x9
x14
x3
x112
x35
x1
x1

ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|

Copyright © 2001-2012 | The Legend of Wulin  สงวนลิขสิทธิ์ | GMT+7, 2019-1-18 05:27

ขึ้นไปด้านบน