กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบอุปกรณ์พกพา | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์
ดู: 986|ตอบกลับ: 30

{ เมืองจื่อถง } ตลาดประจำเมืองจื่อถง

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2017-7-19 14:36:18 |โหมดอ่าน


ตลาดเมืองหน้าด่านเสฉวน จึงมักมีนักท่องเที่ยวเยอะเป็นพิเศษ ทางเข้าออกสู่ภาคกลางและตะวันตกเฉียงเหนือ
ที่นี่นิยมขายสินค้าพื้นเมืองชาวใต้กัน ไม่ว่าจะเป็นแมลงทอด หนอนทอด แมงทอด
อาหารพิศดารต่างๆ ถือเป็นสินค้า O-top ของที่นี่ โดยเฉพาะตะขาบทอด
รสชาติเยิ้มๆ มันๆ กรุบกรอบ เค็มๆ อร่อยจุใจราวกับ (กินเลย์ในปัจจุบันเลยทีเดียวค่ะ)

โพสต์ 2017-7-20 00:01:45 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Hazan เมื่อ 2017-7-20 00:22

        หลี่เซี้ยนเจ่อและหลี่เหม่ยหลินยังคงพำนักที่โรงเตี๊ยมในเมืองจือถงต่อโดยยังไม่มีแผนจะเดินทางไปที่ใด ภายหลังจากเสร็จการทำงานที่ร้านผ้าไหมของเถ้าแก่หวง พวกเขาถึงถือโอากสนี้ในระหว่างพักผ่อนออกเดินเล่นที่ตลาดประจำเมืองเพื่อหาซื้อของและเดินชมทิวทัศน์
ตลาดประจำเมืองของที่นี่มีของที่มาวางเรียงรายอยู่เต็มสองฝากฝั่งถนน ของทานเล่น เครื่องประดับ อาหาร สิ่งเหล่านี้ล้วนลานตาให้กับทั้งสองคนที่เดินทางผ่านไป หลี่เซี้ยนเจ่อและหลี่เหม่ยหลินต่างก็เดินไปอย่างช้าๆเพื่อดูของแต่ละร้านที่นำมาขาย แต่ไม่วายที่น้องสาวจะทักขึ้นมาระหว่างเดินชมร้านรวงต่างๆ
     "พี่ใหญ่ ข้าสังเกตุว่าในตลาดมีคนยากไร้อยู่เยอะนะ" หลี่เหม่ยหลินสะกิดแขนเสื้อเพื่อให้หลี่เซี้ยนเจ่อดูพวกเขา
     "ข้าเห็นแล้ว และข้าก็คิดว่าพวกเราควรช่วยเหลือพวกเหล่านั้นด้วยเช่นกัน" หลี่เซี้ยนเจ่อพูดพลางหยุดเดินอย่างกระทันหัน
     "แล้วพี่จะช่วยพวกเขายังไง" หลี่เหม่ยหลินหันหน้ามาถามอย่างสนใจ หลี่เซี้ยนเจ่อยืนคำนวณเงินและจำนวนคนยากไร้ที่จะช่วยแล้วก็เอ่ยปากขึ้นทันที
     "พี่ว่าเยอะขนาดนี้เราช่วยพวกเขาสัก 30 คนก็แล้วกันซื้อ อาหาร เครื่องนุ่มห่ม และมอบเงินให้พวกเขาคนละ 300 ตำลึงก็พอ" หลี่เซี้ยนเจ่อตอบพร้อมกับเขย่าถุงเงิน
หลี่เหม่ยหลินเมื่อได้ฟังคำตอบก็พยักหน้าแล้วก็เตรียมนำเงินที่อยู่ในถุงผ้าเดินเข้าไปให้กับคนยากไร้ พวกเขาดูน่าสงสารและเหมือนต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก พวกเขาสองพี่น้องช่วยได้เท่าที่ช่วยได้ เมื่อมอบทั้งของและเงินให้แล้วพวกก็ออกเดินเล่นในตลาดต่อไป
      เมื่อเดินออกมาจากตลาดหลี่เซี้ยนเจ่อก็หยุดเดินอีกครั้ง     "มีอะไรอีกเหรอ?พี่"หลี่เหม่ยหลินหยุดชะงักตามพี่ชายของตัวเองแล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย
     "ตั๋วที่พี่เก็บได้ พี่นึกขึ้นได้ว่าจะต้องเอาไปขึ้นเงินที่โรงรับจำนำ ยังไงแวะไปที่นั้นก่อนแล้วค่อยกลับโรงเตี๊ยมแล้วกัน"หลี่เซี้ยนเจ่อคลำหาตั๋วเงินแล้วมึ่งหน้าไปยังโรงรับจำนำ
      "แบบนั้นก็ได้ พี่" หลี่เหม่ยหลินออกเดิยตามพี่ชายของตัวเองไปยังโรงรับจำนำ


แสดงความคิดเห็น

มอบเงินคนละ 300 ตำลึง (9000 ตำลึง), อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม ให้ชาวบ้าน 30 คน   โพสต์ 2017-7-20 09:03

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง -9000 ชื่อเสียง +100 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin -9000 + 100 + 3

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
บันทึกซางยาง
ทวนอสรพิษ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x4
x4
x1
x1

85

กระทู้

424

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147483647
เงินตำลึง
2147483647
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483556

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-7-20 04:38:11 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-7-27 03:47

{ เควสเรื่องราว 2 } น้ำใจในแดนใต้


PART X


     เช้าวันรุ่งขึ้นสองพี่น้องนอกสายเลือดคาบูโตะและซูปี้จัดแจงเก็บข้าวของ คืนชุดทำงาน และร่ำราคนที่หอสุราเกียปิ่งเรียบร้อยแล้วทั้งสองก็นำตั๋วเงินที่ได้มาจากสตรีปริศนาไปขึ้นเงิน ซูปี้นึกเอะใจสงสัยเกี่ยวกับตั๋วเงินที่อยู่ๆ ก็ได้มามันเป็นตั๋วเงินเถื่อนหรือเปล่า? หรือเงินที่ได้มาจะเป็นเงินไม่สุจริต แต่ลองเอาไปขึ้นเงินก่อนก็แล้วกันหากว่าของปลอมก็จะขึ้นเงินไม่ได้เอง แต่ตั๋วเงินที่ได้มานั้นกลับเอาไปขึ้นเงินได้ผ่านฉลุย สร้างความสงสัยในใจสาวน้อยว่าใครกันนะที่ใจดีให้ตั๋วเงินมาชักอยากจะเห็นหน้าคนให้เสียแล้วสิ

     ก่อนจะออกเดินทางร้านรวงที่เปิดขายของดูล่อตาล่อใจเป็นอย่างมากซู้ปี้จึงรบเร้าขอให้คาบูโตะหยุดดูของก่อน ด้วยความที่นางเป็นคนที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แล้วด้วยสินค้าจากแดนใต้จึงดูแปลกตาไม่น้อย แต่ระหว่างที่เดินดูของกันอยู่นั้นแม้จะเห็นผู้คนที่มาซื้อของเป็นเศรษฐีมีเงินแต่ก็มียาจกที่นอนหลบแดดอยู่ชายคาร้านค้าไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ว่าอู๋จวิ้นจะเป็นเมืองชายแดนแต่ว่าเขาก็ไม่เคยเห็นคนยากไร้มากมายขนาดนี้ ทั้งที่พวกเขาจะไม่ใช่คนที่รวยนักแต่ก็นับว่าพอมีพอกินมากกว่ากลุ่มคนพวกนี้อยู่มากโข
     "ไปไกลๆ เลยยายแก่ เกะกะขวางหน้าหน้าร้านคนจะซื้อของ!" เสียงเอ็ดตะโรของพ่อค้าขายแจกันปั้นตวาดลั่นไล่หญิงชราขอทานไปจากหน้าร้านพร้อมทั้งปิดประตูใส่เสียงดัง เห็นแบบนั้นคาบูโตะก็รู้สึกตะหงิดในใจ มันไม่มากพอจะเป็นความโมโหจนเข้าไปอาละวาดร้านให้แจกันแตกหมด แต่เขาก็เขาก็รู้สึกแย่และไปช่วยพยุงหญิงชราคนนั้นออกมาโดยที่ซูปี้วิ่งตามมาไม่ห่าง
    "ไม่เป็นไรนะยาย?" เสียงทุ่มของชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง แล้วรีบพยุงยายแก่ออกมาจากตรงนั้นอย่างรวดเร็จจนแทบจะเรียกว่าแบก
     "งั่กๆ ข้าไม่เป็นไร ถูกไล่จนชินแล้วหนุ่มเอ้ย" ยายขอทานเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะปกติแต่แฝงด้วยความเหนื่อยใจในน้ำเสียง ไม่ได้รู้สึกยินดีนักที่ไปไหนก็มีแต่คนขับไล่ไสส่ง "ถ้าไม่ขอทานก็ไม่มีเงินไปเลี้ยงหลานน่ะหนุ่มเอ้ย งั่กๆ"
    "ยายต้องเลี้ยงหลานด้วยรึ? พวกเขาอยู่ที่ไหนล่ะ?" คาบูโตะเลิกคิ้วถามอย่างรู้สึกเห็นใจขึ้นมา
     "อยู่หลังตรอกนั่นน่ะ งั่กๆๆ" หญิงชรายกมือชี้นิ้วสั่นๆ ไร้เรี่ยวแรงไปที่ตรอกแคบๆ ที่อยู่ถัดออกไป คาบูโตะมองหน้าน้องสาวของเขาทั้งคู่ต่างพยักหน้าคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือ ชายหนุ่มให้หญิงชราขี่หลังอย่างไม่นึกรังเกียจขอทานอย่างนาง และเมื่อไปถึงตรอกนั้นก็เห็นเด็กตัวเล็กหัวโต พุงโล ก้นปอด ดูแล้วรู้ได้ว่าเป็นเด็กเป็นโรคขาดสารอาหารแน่แท้ดูแล้วก็สลดใจ
     "ยาย เอาเงินนี่ไปแล้วกันนะ" คาบูโตะเอาเงินสองร้อยตำลึงยัดใส่มือยายขอทานคนนั้น แม้มันไม่มากอะไรแต่น่าจะพอช่วยเหลือชีวิตสองยายหลานได้บ้าง แล้วอยู่ฟังเรื่องราวความแร้นแค้นของผู้ยากไร้ที่นี่ แม้ว่าเศรษฐกิจของเมืองจะดีแต่คนรวยที่นี่ก็ขาดคนรวยให้ความช่วยเหลือทำให้รู้สึกอยากหักหน้าเศรษฐรวยเงินขาดแคลนน้ำใจพวกนั้นจริงๆ
     "เฮ้ย! ไอ้หนู รู้จักเพื่อนๆ หรือคนยากไร้อีกไหม?" คาบูโตะถามหลานยายที่ดูเหมือนเด็กไม่สมประกอบ เด็กคนนั้นพยักหน้ารับ "ดี ไปตามมาให้ที เอาที่เจ้ารู้จักทั้งหมด แล้วไปเจอข้าที่โรงเตี๊ยม ข้าจะเลี้ยงข้าวทุกคนเอง!" เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กชายก็พยักหน้าแล้ววิ่งอย่างไร้เรี่ยวแรงไปตามเพื่อนที่ยากไร้ตามที่คาบูโตะสั่ง ฝ่ายซูปี้ผู้เป็นน้องสาวเหงื่อตกแต่ท่าทางจะห้ามพี่ชายก็คงไม่ทันแล้ว
      "ไปยาย ไปโรงเตี๊ยมกัน!" พูดจบคาบูโตะก็ประคองยายไปเลี้ยงอาหารที่โรงเตี๊ยมเมืองจื่อถง

     รอสักพักหลานยายก็พาคนยากไร้มาทั้งหมดหลายสิบคนจนนับแทบไม่ไหวว่ามีรวมกันกี่คนกันแน่ สิ่งที่ซูปี้คิดนั้นเป็นจริงกระเป๋าสตางค์จะฟีบก็วันนี้นี่แหล่ะ
     "เฮ้ย! พวกเหลือขอมาทำอะไรกันเยอะแยะ ออกไปจากหน้าร้านเลยไป ชิ้วๆ" เสี่ยวเอ้อห์โรงเตี๊ยมไล่เหล่ายาจกหลายสิบชีวิตราวกับไล่หมูไล่หมา สร้างความไม่พอใจให้คาบูโตะอย่างมาก
     "มีปัญหาอะไร ข้าเรียกคนพวกนี้มาเลี้ยงข้าว ข้าเป็นคนออกเงินเองมีปัญหาอะไรไหม?" ชายหนุ่มยักคิ้วกวนๆ พลางชูถุงเงินโบกไปมา เสี่ยวเอ้อห์ได้แต่จึ๊ปากแต่ก็ต้องให้บริการหากลูกค้ามีเงิน
     "พะ.. พี่จ๋า" เด็กหญิงกระตุกชายเสื้อพี่ชาย แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ฟังเธอเลย
     "ทุกคนกินให้อิ่มนะวันนี้ข้าเลี้ยงเอง ข้าก็ไม่ได้รวยแต่พวกเศรษฐีมันขี้งกนักก็ต้องแบบนี้ ให้มันรู้ไปสิว่าข้ามีน้ำใจกว่าพวกเจ้าทั้งตลาด!" คาบูโตะตะโกนออกไปหน้าร้านให้เถ้าแก่ร้านค้าต่างๆ ได้ยินกันทั่วถึง เขาขยับรอยยิ้มกว้างอย่างสะใจ ส่วนซูปี้ตบหน้าผากตัวเองดังฉาดใหญ่และรอรับความหายนะทางการเงินที่กำลังจะเกิดขึ้น
     ชายหนุ่มสั่งก๋วยเตี๊ยวขาหมูให้ผู้ยากไร้ทานกันคนละชาม โดยที่เขากอดอกมองทุกคนที่ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย พนันได้เลยว่าบางคนเกิดมาเพิ่งจะเคยได้ทานอาหารดีๆ แบบนี้เป็นครั้งแรกเลยด้วยซ้ำ เมื่อทุกคนกินเสร็จก็ถึงเวลาคิดเงิน
     "ก๊วยเตี๋ยวชามละสี่สิบตำลึง สั่งทั้งหมดสี่สิบห้าชามก็หนึ่งพันแปดร้อยตำลึง" เถ้าแก่โรงเตี๊ยมดีดลูกคิดคำนวนเงินทั้งหมดทำเอารอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของคาบูโตะค่อยๆ หุบลงมา
    'ฉิบหาย.. ลืมดูเงินเลย' ชายหนุ่มหน้าซีดทันทีที่ได้ยินราคาก๊วยเตี๋ยวทั้งหมดที่ต้องจ่าย เขามองหน้าของผู้ยากไร้ทุกคนที่มองมาทางเขาด้วยสายตาขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
     อย่างไรเขาก็ต้องจ่ายแต่ไม่ได้นับด้วยสิว่าเงินที่หามาได้จะพอไหม เขาค่อยๆ เอามันออกมานับแล้วจ่ายออกไปตามจำนวน โชคดีที่มีเงินพอ แต่มันก็ลดลงไปกว่าครึ่งจากถุงเงินหนักๆ นั้นแบนแต๊ดแต๋ยิ่งกว่ากล้วยปิ้ง... ความหวังที่จะหาเงินไปซื้อเรือดูเหมือนจะหลุดลอยไปไกลกว่าเดิม
     "ขอบคุณท่านเศรษฐีคาบูโตะที่ทำให้พวกเราอิ่มท้องในวันนี้ พวกเราจะไม่ลืมบุญคุณของท่านเลย" ตัวแทนของผู้ยากไร้กล่าวชื่นชมยินดีความมีน้ำใจของชายหนุ่ม แต่มันก็ทำให้คาบูโตะพูดไม่ออก ก็ซึ้งใจอยู่แต่ช็อคใจมากกว่า
    "อะ... อืม... ไม่เป็นไรนะ พวกเจ้าอิ่มข้าก็ดีใจแล้ว ฮะฮะฮะ" เขาหัวเราะฝืดๆ ออกมาซึ่งภายในเสียงหัวเราะมีน้ำตาซ่อนอยู่ "งั้นข้าขอตัวก่อนล่ะ" ชายหนุ่มรีบพาน้องสาวอุ้มวิ่งไปไปยังหน้าเมือง เพราะคิดว่าไม่อาจทนอยู่กับบรรยากาศแบบนี้ได้ต่อไป ในความโชคดีก็มีความซวยอยู่ในนั้น จากนี้คงต้องกลับไปทำงานหนักอีกครั้ง และซูปี้ก็งอนเขาตุ๊บป่องเสียแล้วสิ




{ บริจาคเงิน 200 ตำลึง ให้ผู้ยากไร้ 1 คน }
{ เลี้ยงก๊วยเตี๋ยวขาหมู แก่ผู้ยากไร้ 45 คน }




แสดงความคิดเห็น

ส่งก๊วยเตี๋ยวขาหมู 45 ชามสำเร็จ  โพสต์ 2017-7-20 08:53

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง -200 ชื่อเสียง +100 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin -200 + 100 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999
โพสต์ 2017-7-20 17:47:22 | ดูโพสต์ทั้งหมด
         ภายหลังที่ช่วยคนยากไร้ไปส่วนหนึ่งแล้วทั้งหลี่เซี้ยนเจ่อและหลี่เหม่ยหลินก็ได้แยกเดินกันไปเที่ยวในตลาด กระทั่งหลี่เซี้ยนเจ่อเพิ่งค้นพบว่าในตอนนี้เงินในประเป๋าของตัวเองเริ่มไม่พอใช้จ่ายแม้ว่าจะเพิ่งทำงานมาจากร้านผ้าไหมก็ตามมันก็ดูจะไม่พอใช้แล้วสำหรับพวกเขาสองคน หลี่เซี้ยนเจ่อเคยได้ยินมาตามท้องถิ่นมักจะมีแหล่งให้ขอกู้ยืมเงินซึ่งเขาเทียบเอาจากบ้านของตัวเองแล้วคนรู้จักของเขาเองก็เคยมีเอ่ยถึงอยู่เหมือนกัน บ้านเขามีฐานะอยู่ก็จริงแต่การออกมาเที่ยวแบบนี้ค่าใช้จ่ายมันก็ย่อมต้องมีมากน้อยแล้วแต่สถานการณ์จะพาไป
หลี่เซี้ยนเจ่อจึงจำต้องตัดสินใจเข้าไปหาแหล่งเงินในตลาดมืดสถานที่ที่คนดีๆไม่ควรเข้าใกล้ ระหว่างทางที่เดินเข้ามาเตร็ดเตร่เพื่อหาแหล่งเงินในตลาดมืดแห่งนี้ หลี่เซี้ยนเจ่อก็คิดได้ว่าถ้าไปโรงรับจำนำน่าจะดีกว่าอย่างน้อยก้ไม่เสี่ยงกับพวกที่อยู่ในที่มืดแบบนี้
        โรงรับจำนำสถานที่ที่มีให้ทั้งกู้เงินและขึ้นตั๋วแลกเงิน หลี่เซี้ยนเจ่อเดินออกจากตลาดมืดและเดินตรงมายังโรงรับจำนำของเมืองจือถงแทน เขาเดินเข้าไปยังข้างของโรงรับจำนำที่มีผู้คนบ้างก็เอาตั๋วมาขึ้นเงินซึ่งยืนต่อแถวแลกเงินกันอยู่ บางส่วนก็มาจำนำของเพื่อขอกู้เงิน ซึ่งหลี่เซี้ยนเจ่อก็อยู่ในจำนวนนี้เช่นกัน เขาเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ของโรงรับจำนำเพื่อขอกู้เงินไปใช้จำนวนหนึ่ง
     "สวัสดีครับ พี่ชาย ไม่ทราบว่าวันนี้มีอะไรให้เราช่วยไหมครับ?" เจ้าหน้าที่โรงรับจำนำหันมาทักมาย
     "ข้าจะมาขอกู้เงินหน่อยนะ" หลี่เซี้ยนเจ่อตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจ
     "แล้วพี่ชายจะกู้เงินสักเท่าไหร่และมีอะไรมาเป็นของค่ำประกัน?" เจ้าหน้าที่เตรียมเอกสารเพื่อให้เซ็นกู้เงิน
     "ข้าจะขอกู้เงิน 7000 ตำลึง ขอยื่นแหวนหยกสลักลายสิงห์ ลูกประคำหยกอย่างดีและปิ่นปักผมเงินหัวนกยูง" หลี่เซี้ยนเจ่อวางของค้ำประกันลงบนโต๊ะซึ่งมันทำให้เขาต้องตัดใจพอสมควร
     "ดูท่าพี่ชายคงจะมีฐานะไม่น้อยนะ งั้นพี่ชายก็ช่วยเซ็นลงบนเอกสารกู้เงินด้วย ส่วนของที่ค้ำประกันทางเราจะเก็บไว้ และนี่ก็เป็นตั๋วเงินที่ขอกู้ไป" เจ้าหน้าที่โรงรับจำนำยื่นเอกสารมาให้ลงชื่อพร้อมส่งตั๋วเงินให้
หลี่เซี้ยนเจ่อนำตั๋วไปขึ้นเงินจากนั้นไม่นานก็เดินออกจากโรงรับจำนำ
        หลี่เซี้ยนเจ่อเดินออกมาจากโรงรับจำนำได้สักพักก็เดินมาเจอหลี่เหม่ยหลินที่กำลังมองหาของกินในตลาดพอดี พวกเขาทั้งสองคนก็เดินเตร็ดเตร่หาทองทานเล่นอยู่ในตลาดซึ่งหลี่เหม่ยหลินก็ซื้อพุทราเชื่อมมากินเล่น ตลาดแห่งนี้ดูคึกคักและหนาตา ซึ่งระหว่างที่เดินชมตลาดในเมืองหลี่เหม่ยหลินก็คอยชี้ไปทางขวาทีทางซ้ายซึ่งดูเหมือนจะตื่นเต้นเหมือนเพิ่งได้ออกเที่ยวครั้งแรก พวกเขาเดินกันมาเรื่อยๆจนกระทั่งได้ยินเสียงที่เหมือนเสียงตะโกน
     "ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยข้าที!" เสียงของหญิงสาวที่ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ หลี่เหม่ยหลินที่ประสาทการรับฟังมากกว่าใครก็กระตุกเรียกพี่ชายที่อยู่ข้างตัวเอง
     "พี่ใหญ่ นั้นมั้นเหมือนเสียงตะโกนนิ คล้ายๆว่าเหมือนขอความช่วยเหลือ" หลี่เหม่ยหลินกระตุกแขนเสื้อของหลี่เซี้ยนเจ่อ ซึ่งเขาก็พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้
     "ข้าว่าเราควรไปช่วยเขานะ ว่าแต่ว่าเสียงมันมาจากทางไหนกัน?" หลี่เหม่ยหลินก็หันหน้าเพื่อมองหาที่มาของเสียง
     "พี่ว่าเราควรออกเดินตามหาดีกว่านะ" เมื่อหลี่เซี้ยนเจ่อพูดเสร็จก็เดินนำหน้าเพื่อหาเสียงที่ตะโกนออกมา
        หลี่เซี้ยนเจ่อและหลี่เหม่ยหลินตั้งแต่เริ่มออกตามหาเสียงที่ตะโกนขอความช่วยเหลือมาก็ใช้เวลาร่วม 15 นาที ซึ่งตอนนี้พวกเขาก็เดินออกมาจากตลาดและเดินกันมาเรื่อยๆจนมาถึงบริเวณนอกเมืองจือถงที่โดยรอบบริเวณมีป่าไม้ขึ้นหนาทึบ ซึ่งพวกเขาก็เดินลัดเลาะจนมาถึงบริเวณที่มีหน้าผาสูงมีต้นไม้ใหญ่ยืนเด่นตรงริมผา หลี่เซี้ยนเจ่อและหลี่เหม่ยหลินเดินตรงไหนยังบริเวณหน้าผา แล้วพวกเขาก็ได้ยินเสียงตะโกนที่ดังขึ้นมาอีกครั้ง

     "ช่วยด้วย! ช่วยด้วย ช่วยด้วย! มีใครอยู่แถวนี้ไหม! ช่วยข้าที!" เสียงลึกลับที่ดังก้องไปทั่วบริเวณแถวหน้าผาที่สูงชัน

     "พี่ใหญ่! นี่ไง! มีคนอยู่ใต้หน้าผา รู้สึกว่าเป็นผู้หญิงด้วย" หลี่เหม่ยหลินเรียกพี่ชายด้วยเสียงดังพร้อมชีี้ไปตรงบริเวณที่หญิงสาวอยู่

     "งั้นเดี๋ยวพี่ช่วยนางเอง ส่วนเจ้าเตรียมช่วยพี่อยู่ด้านหลังก็แล้วกัน" หลี่เซี้ยนเจ่อรีบวิ่งมาพร้อมกับทำหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อย

     "พวกท่านช่วยข้าด้วย ข้านึกว่าจะไม่มีคนมาช่วยแล้ว ข้าเริ่มเกาะไม่ไหวแล้ว" หญิงสาวเงยหน้ามองคนที่ก้มหน้าลงมาที่หน้าผา

     "ไม่ต้องห่วง ข้าจะช่วยแม่นางอย่างเต็มที่" หลี่เซี้ยนเจ่อนอนระนาบลงไปกับพื้นแล้วยื่นเสื้อคลุมที่ม้วนเกลียวแน่นแล้วส่งไปให้หญิงสาว

     "เจ้าเอามือจับเกลียวผ้านี้ไว้แล้วข้าจะค่อยๆดึงท่านขึ้นมา แล้วจะให้น้องสาวข้าช่วยดึงแขนข้าอีกทอดหนึ่ง" หลี่เซี้ยนเจ่อบอกวิธีและให้นางทำตาม

เมื่อทำการหย่อนเกลียวผ้าลงไปแล้วหญิงสาวก็เอามือเปลี่ยนมาเกาะที่เกลียวผ้าทันที จากนั้นหลี่เซี้ยนเจ่อก็ใช้แขนข้าวขวาที่ย่อนเกลียวผ้าลงไปค่อยๆดึงหญิงสาวขึ้นมา โดยได้รับแรงสนับสนุนจากหลี่เหม่ยหลินที่คอยดึงมือข้างซ้ายของพี่ชายตัวเอง จากนั้นใช้เวลาเพียงไม่นานหญิงสาวก็ได้รับการช่วยเหลือให้ขึ้นมาบนหน้าผาสำเร็จ



     

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 2

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
บันทึกซางยาง
ทวนอสรพิษ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x4
x4
x1
x1
โพสต์ 2017-9-28 20:10:25 | ดูโพสต์ทั้งหมด
เส้นทางป่าวประกาศ 15

     หลังจากที่กองคาราวานออกเดินทางมากจากเมืองหย่งอัน เพื่อมุ่งหน้าสู่ปลายทางของการเดินทางกองคาราวานครั้งนี่ นั้นคือเมืองจื่อถง พ่อค้าแม่ค้า รวมไปถึงคนงานในกองคาราวานก็ต่างหน้าตาดูสดชื่นขึ้นเมือรู้ว่าจะได้กลับบ้านของตนเอง     "เจ้ารู้มั้ยยูตะ ข้านี่ไม่ได้กลับมาบ้านมาเป็นเวลา 3 เดือนแล้วนะ" ผู้จัดการกองคาราวานหันมากล่าวกับยูตะ
     "โห นั้นนานพอสมควรเลยนะ" ยูตะกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นมานับจำนวนวันเล่นๆ
     "ใช้ มันนานพอสมควรเลยที่เดียว ตอนนี่ข้าอดใจที่เจอกับครอบครัวไม่ไหว ป่านนี่ไม่รู้ว่าลูกสาวข้าจะเป็นยังไงบ้าง" ผู้จัดการกองคาราวานกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
     "เห.... อย่างนั้นสินะครับ" เมือยูตะได้ยินอย่างงั้นเขาก็แอบคิดถึงครอบครัวของเขาสักแปปนึง ก่อนที่จะสลัดความคิดนั้นในหัวทิ้งไป....




     และเมืองกองคาราวานเดินทางถึงตลาดเมืองจื่อถง ก็มีผู้คนจำนวนนึงมารอต้อนรับการกลับมาของกองคาราวาน จากที่ยูตะมองอยู่จากบนรถม้า ก็คงเดาได้ไม่ยากว่านั้นคงจะเป็นเหล่าคนรู้จัก และครอบครัวของคนในกองแห่งนี่เป็นแน่แท้ และเมือกองคาราวานจอดสนิท พ่อค้าแม่ค้าและคนงานทั้งหลายก็ต่างทยอยลงจากรถม้าอย่างรวดเร็ว บ้างก็ไปทำงานส่วนในของตน บ้างก็เข้าสวมกอดกับคนที่ตัวเองรัก บ้างก็ไปคุยกับบุคคลที่ไม่เจอกันมานาน บรรยากาศนั้นเป็นอย่างครื้นเครง และอบอุ่น
     "เอาละ ทุกคนจัดงานงานในส่วนของตัวให้เสร็จก่อนแล้ว จะไปทำอะไรก็ไปเข้าใจมั้ย!" เสียงผู้จัดการกองคาราวานดังขึ้น เพื่อเตื่อนให้คนอื่นๆรับรู้ว่ายังมีงานต้องทำ
     "ให้ตายสิพวกแก จะทำงานให้เสร็----" แต่ก่อนที่ผู้จัดการกองคาราวานจะได้พูดจบ ก็มีเสียงเล็กดังแทรกขึ้นมา
     "คุณพ่อค่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาา" เสียงของเด็กสาววัย 12-14 ปีดังขึ้นมาพร้อมวิ่งเข้ามาแล้วกระโดดกอดผู้จัดการกองคาราวานเข้าอย่างแรง จนผู้จัดการกองคาราวานเซไปเล็กน้อย เด็กคนนี่คงจะเป็นลุกของผู้จัดการกองคาราวาน
     "โธ๋~ บอกแล้วใช้มั้ยว่าอย่ารบกวนคุณพ่อเวลาทำงาน" เสียงของหญิงที่ความสูงเท่าๆ กันวิ่งเหยาะๆ ตามมาพร้อมกับพูดขึ้น
     "ใช้ รอคุณพ่อทำงานก่อนให้เสร็จนะ" ผู้จัดการกองคาราวานกล่าวขึ้น พร้อมเอามือลูบหัวเด็กคนนั้นเล็กน้อยก่อนที่จะหันไปทำงานต่อ
     "เอายูตะ เจ้าเองก็อย่ามั่วแต่ยืนเฉยๆ " ผู้จัดการกองคาราวานหันมากล่าวกับยูตะต่อ
     "คะ...ครับ" ยูตะสะดุ้งเล็กน้อยที่ถูกเรียก ก่อนที่จะรีบขยับแล้วไปทำงานในส่วนของตัวเองต่อไป
     เมื่อจัดการอะไรลงตัวแล้วยูตะก็ขอตัวแยกออกมาทำหน้าที่ของเขา เขาเริ่มมองหาตำแหน่งเหมาะๆ ที่จะเป็นจุดสนใจมากที่สุดการป่าวประกาศข้อความสำคัญที่ได้รับมา เขาเริ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะเริ่มพูด

    "สวัสดีครับทุกท่าน ผมเป็นตัวแทนจากเมืองอู๋จวิ้น เนื่องด้วยทางเมืองอู๋จวิ้นนั้นจะมีการจัดงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ เราจะขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องทุกท่านมาร่วมงานให้ได้เลย นอกจากจะมีกิจกรรมแต่งกลอนแล้ว เรายังมีขนมไหว้พระจันทร์แจกจ่ายถึง 1000 ลูก!! ฟรีๆด้วยโอกาศแบบนี่หายากมาก ถ้าหากพ่อแม่พี่น้องท่านใดมีโอกาศละก็ต้องมาให้ได้เลยนะ ขอบคุณทุกท่านที่รับฟังครับผม"

     เขาพูดเหมือนทุกครั้งก่อนที่จะโค้งตัวลงเล็กน้อยและจะถอยฉากออกมา



     หลังจากที่ทุกคนทำงานกระจายสินค้า เติมเสบียง ซ่อมแซมรถม้าหรืองานอื่นๆ เสร็จสิ้นแล้วผู้จัดการกองคาราวานก็จัดประชุมเพื่อสรุปเรืองต่างๆ เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะให้ทุกคนนั้นแยกย้ายกันไปพักผ่อน หรือแยกย้ายกลับบ้านของตัวเองไป
     "เอาละยูตะ เรื่องเมืองอู๋จวิ้น ที่เคยคุยกันไว้ กองคาราวานของเราตกลงกันแล้วว่าจะไปได้ละ" ผู้จัดการกองคาราวานกล่าวออกมา
     "จริงหรอครับ ดีจังเลย" ยูตะกล่าวออกมาอย่างดีใจ
     "แต่ ถ้าเป็นไปได้เจ้าช่วยไปคุยกับขุนนางทางนั้นให้ที่สิว่า จะให้ทางเราไปขายของในงานเทศกาลได้มั้ย" ผู้จัดการกองคาราวานกล่าวต่อ
     "ได้ครับ ผมจะลองดูนะครับ" ยูตะกล่าวตอบออกมาพร้อมกับทำท่าครุ่งคิดเล็กน้อย
     "เอาละงั้นเราไปพัก ที่บ้านข้ากันเถอะ เจ้าคงยังไม่ที่พักใช้มั้ยละ" ผู้จัดการกองคาราวานพูดออกมาพร้อมเดินไปกอดคอยูตะ
     "ก็ประมานนั้นและครับ เหอะๆ" เขากล่าวออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะเดินตามไปแต่โดยดี.....

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ชื่อเสียง +25 ความหิว -5 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 25 -5 + 3

ดูบันทึกคะแนน

今でもあなたはわたしの光
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์
กำหนดลมหายใจขั้นสูง
ดาบปี้อี้
ตัวเบาพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x5
x99
x5
x1010
x35
x1
x1
x15
x45
x6
x8
x2
x467
x6670
x7
x32
x20
x120
x29
x51
x9999
x2040
x2840
x4940
x403
x800
x760
x2
x2
x8260
x30
x30
x20
x2
x30
x50
x1811
x101
x4
x1
x314
x50
x10
x1050
x2
x900
x18
x162
x115
x338
x148
x5
x4
x4
x2
x244
x2230
x742
x20
x374
x9999
x65
x37
x1
x196
x20
x309
x163
x10
x150
x3749
x1727
x182
x24
x2
x50
x230
x3168
x19
x50
x19
x4
x20
x1
x1
x6
x105
x24
x1
x1
โพสต์ 2017-10-10 15:38:00 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2017-10-10 15:39

เรื่องราวที่ 2 แต่งงาน
บท การเดินทางของเกี้ยวเจ้าสาว1 ณ ตลาดประจำเมือง เมืองจื่อถง

        ช่วงเช้าของตลาดประจำเมืองจื่อถงซึ่งเป็นตลาดหน้าด่านแห่งเสฉวน เริ่มมีพ่อค้าแม่ขาย มาขายของกันเต็มไปหมดตลอดทั้งสองข้างทาง มีทั้งเสื้อผ้าอาหารผักผลไม้จากแดนใต้ ไหนจะเครื่องประดับเสื้อผ้าแพรพรรณ เกือบตลอดทางให้เหล่านักท่องเที่ยวทั้งหลายที่โดนดึงดูดไปด้วยความสวยงามแห่งปาสู่ ได้มาเลือกสรรกันอย่างหลากหลาย แต่ดูเหมือนว่าวันนี้คงจะเป็นวันที่มีความวุ่นวายเป็นพิเศษ

          เหล่าทหารต่างมาเคลียร์พื้นที่ถนนในแถบนี้ เห็นว่าจะมีงานแต่งงานของคนใหญ่คนโตทำให้ต้องมาดูแลความเรียบร้อยภายในตลาดแห่งนี้ ผู้คนที่ยิ่งเยอะก็เยอะขึ้นไปอีก เพราะเห็นว่าเป็นขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่ มีการเล่นดนตรีความรื่นเริงสวยงาม เหล่านักท่องเที่ยวก็ต่างมายืนรอดูขบวนกันเช่นกัน ผู้คนเรียงรายเหมือนกับร้านค้าอยู่สองข้างถนน เสียงการพูดคุยกันอย่างจ๊อกแจ๊กจอแจ ดังเซ็งแซ่กันเต็มไปหมด

          ต่ทว่า ก็ยังคงมีผู้คนยากไร้อยู่ใกล้ใกล้แถวนั้นเช่นกัน แต่ก็โดนเบียดเสียดจนต้องไปอยู่ด้านหลังของห้างร้านต่างๆ แต่แล้วใครจะสนใจเล่า?? เพราะว่าคนจนนั้นก็มิได้มีสิทธิ์มีเสียงเหมือนกับพวกคนรวยมีอันจะกิน รวมจะถึงไหนเหล่าคนคดโกงกินเงินของแผ่นดินบ้านแผ่นดินเมือง

          ไม่นานนักขบวนแห่เกี้ยวเจ้าสาวนั้นก็เริ่มเข้ามาอยู่ไกลไกล ช่างยิ่งใหญ่อลัง การด้านหน้านั่นคือท่านอ๋องแห่งไปสู่ ที่กำลังขี่อาชางามนำขบวน เหล่าผู้คนในขบวนก็ร้องรำทำเพลงนักดนตรีต่างขับขานเสียงเพลงบรรเลงไพเราะ ผู้คนที่อยู่ตรงตลาดก็ต่างสรรเสริญเยินยอ แสดงความยินดีจนเจ้าสาวที่กำลังนอนสัปหงกอยู่ภายในเกี้ยวต้องตื่นขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ เธอหันมองออกไปด้านนอกเกี้ยวเพื่อที่จะดูว่าที่นี่เป็นที่ไหนทำไมเสียงช่างถึกกระทึกครึกโครมกันขนาดนี้

          ‘อ้อ ..ที่แท้ก็ตลาดนี้เอง’

          ใบหน้าของเธอค่อยๆจ้องมองเหล่าผู้คนที่อยู่ตลอดทาง ถ้าจำได้ไม่ผิด เธอไม่เคยมาที่นี่เลย แทบไม่เคยไปตลาดที่ใดเลยนอกจากที่เมืองฉางซา ดูเหมือนว่าที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวเยอะเป็นพิเศษ เสียงดังเซ็งแซ่ต่างๆมากมายก็ดังขึ้น ทำให้เธอที่อยากจะหลับมันเสียตรงนั้น นั้นแทบจะไม่ได้นอนกันเลยทีเดียว แต่แล้วดวงตาสีม่วงดอกพวงครามก็เหลือบไปเห็นเหล่าคนยากไร้ ที่กำลังจ้องมองด้วยแววตาสีดำสนิท ช่างอ่อนระทวย ระโหยโรยแรง...

          ความรู้สึกสงสารยากที่จะเอ่ยก็เกิดขึ้นภายในจิตใจ แต่ก็ได้แต่เก็บงำความรู้สึกนี้ไว้ ทั้งที่เธอก็คิดเหมือนกับว่าที่สามีของเธอ เข้าก็ต้องเจ็บปวดใจไม่น้อยไปกว่ากันถ้าหากเห็นภาพภาพนี้ จนเธอก็อยากที่จะแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้ง ช่วยเหลือว่าที่สามีเฉกเช่นกัน

          ณ ตอนนั้นเอง ที่ทำให้เธอได้รับรู้ถึงความลำบากยากแค้นของผู้คนที่อยากจะช่วยเหลือแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จากคำบอกเล่าที่เธอได้ยินมา เหล่าขุนนางอาวุโสทั้งหลายก็ช่างร้ายกาจ ……...คอยดูเถิด…..เมื่อเธอแต่งงานกับท่านหลิวชุน เธอจะต้องได้ช่วยสามีของเธอในเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +35 ความหิว -4 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 35 -4 + 3

ดูบันทึกคะแนน

ดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
หน้าไม้กล
หมัดพื้นฐาน
ตัวเบาขั้นสูง
กราดิอุสศิลา
โลหิตมาร
วิจารณ์ซางยาง
เกราะทองคำ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1000
x1
x1
x8
x1
x1
x2
x10
x30
x15
x10
x10
x900
x30
x5
x1
x2000
x100
x3
x4
x40
x1000
x10
x44
x34
x70
x300
x300
x300
x1
x1
x140
x512
x2
x1
x2280
x1000
x130
x9999
x5000
x1000
x118
x1
x2
x2485
x2
x4
x330
x2
x48
x1000
x14
x5
x2
x2
x20
x3
x17
x80
x5
x4
x2
x50
x2
x3
x5
x33
x2
x3
x3
x75
x4
x3
x105
x30
x4
x265
x32
x74
x101
x10
x14
x4
x18
x115
x100
x73
x84
x258
x50
x50
x8
x4
x2
x750
x629
x300
x70
x48
x7200
x5020
x6
x58
x1000
x835
x15
x675
x1457
x171
x64
x2230
x52
x372
x220
x262
x140
x393
x91
x430
x229
x170
x149
x146
x1998
x839
x390
x12
x50
x1
โพสต์ 2017-10-24 00:03:29 | ดูโพสต์ทั้งหมด
สือ เฉียงหรง

[ บทที่ 2 : คุณชายข้างถนน (1)]


          “ข้าควรจะหาอะพาหานะส่วนตัวของข้าได้แล้ว…”

          เฉียงหรงครุ่นคิดอย่างหนัก ในตอนนี้เธอต้องการที่จะไปเมืองฉางอันซึ่งเป็นมหานครหลวงในสมัยรัชกาลปัจจุบันนี้ และเป็นมาตั้งแต่หลายราชวงศ์แล้วด้วย การจะไปยังฉานอันนั้นต้องผ่านสองเมืองทางเหนือของจื่อถงด้วยกันนั่นคืออู๋โต่วที่เธอเคยไปขุดเหมืองมาและเมืองฮั่นจงที่อยู่ถัดไป

          การเดินทางระหว่างเมืองนั้น ใช่ว่าจะมีรถม้าให้เธอเช่าเหมาได้เสมอไป ในบางครั้งก็ไม่มีรถม้ารับจ้างเดินทางไปยังเมืองที่ต้องการก็มี ดังนั้นการเดินทางด้วยพาหนะส่วนตัวย่อมดีกว่าหลายเท่าตัว

          เธออยากได้กระบี่เหาะ… แต่นั่นมันก็มีแต่พวกเซียนหรือจอมยุทธ์เก่งๆ เท่านั้นที่สามารถเคลื่อนที่ด้วยวิธีนี้ได้ ฉะนั้นในตอนนี้สิ่งที่เธอตามหาอยู่ก็คืออาชาสักตัวหนึ่ง

          ว่ากันว่า จอมยุทธนั้นฝากฝังชีวิตไว้ที่กระบี่คู่กายฉันใด จอมทัพเองก็ต้องฝากฝังชีวิตไว้กับอาชาคู่กายฉันนั้น หากแม่ทัพแก่กล้าผู้ใดได้ครอบครองม้าดี ก็เเปรียบเสมือนเสือติดปีก มิมีผู้ใดอาจหาญกล้าท้าชิงเป็นแน่ เหตุเช่นนั้นแล้ว เธอผู้เป็นปุถุชนแต่มีเป้าหมายยิ่งใหญ่เช่นการเป็นเซียน ย่อมมีอันตรายขวากหนามตลอดเส้นทาง การมีอาชาคู่กายก็เห็นจะเลี่ยงมิได้

          ถามว่าที่พล่ามๆ มาน่ะ มันเกี่ยวกับแม่ทัพตรงไหน…?

          ก็ไม่รู้สินะ นั่นเป็นคำที่พ่อเธอสั่งสอนเธอมาตลอด ถึงขนาดเคยไปจับม้าป่าที่พยศด้วยแขนด้วนๆ เพียงข้างเดียวแล้วโยนให้เธอไปบังคับมันให้ได้เลยทีเดียว ในตอนนั้นเธอเกือบตายเพราะคันบังคับรัดคอแล้ว แต่นั่นเองก็ทำให้เธอขี่ม้าเป็น…

          “ท่านพ่อ ขอบคุณความบ้าของท่านมาก…”

          เธอพูดทั้งน้ำตา มันเป็นความทรงจำที่เจ็บปวด… ขนาดที่แขนหักเลยล่ะ

          ในตอนนี้ ตลาดเมืองจื่อถงคับคั่งไปด้วยผู้คนมากมายจากทุกสารทิศ แม้ในยามข้าวยากหมากแพง ตัวตนของผู้เดินตลาดก็ยังมีให้เห็นอยู่เนื่องๆ

          เฉียงหรองเดินหาไปทั่วด้วยความหวังว่าจะมีกองคาราวานค้าม้าผ่านมาในตลาดบ้าง แต่เห็นทีเธอจะมาเสียเที่ยวแล้ว เพราะแม้แต่เงาของม้าสักตัวเธอก็ยังไม่เห็น

          จะมีก็แต่คนยากไร้ทั้งหลาย…

          เฉียงหรงเห็นเหล่าผู้อดหยากมากมายในแผ่นดินฮั่นนี้ มันเป้นเรื่องที่ช่วงไม่ได้ที่เมืองใหญ่ทั้งหลายจะมีขอทานพวกนี้อยู่เต็มไปหมด ใจเธอเองก็นึกถึงช่วงที่ตนเองตกยากต้องกลายเป็นคนป่าคนเขาถึงปีหนึ่งเต็มๆ เห็นคนเหล่านี้เองเธอก็อยากช่วยเหลือ…

          แต่มันก็สุดกำลังเธอแล้ว ทั้งตัวเธอคงมีมิเพียงพอแก่การแจกจ่ายทั่วไปแน่

          “เฮ่อ คงสุดแล้วแต่กำลังข้าล่ะมั้—”

          ในขณะที่เธอกำลังจะจากไปนั้น นับน์ของเธอก็เหลือบไปเห็นร่างๆ หนึ่งที่หัวมุมของถนน… มันเป็นร่างๆ หนึ่งที่ผิวแดงคล้ำดังสุกรแดดเดียว ร่างกายผอมแห้งติดกระดูก นัยน์ตาหมองคล้ำจ้องมองดูท้องฟ้าที่ไหลผ่านไปอย่างเอื่อยเฉื่อย อายใจรวนรินรอความตายโดยมีชามข้าวแตกๆ อยู่เคียงข้าง…

          และนั่นเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น...

          ในคราก่อนที่เมืองเฉงตู ภาพเช่นนี้มักจะถูกบดบังไปด้วยความเริงรื่นสังสรรค์ของเหล่าพ่อค้าสัญจรไปมา และเธอเองก็มีภารกิจของตนที่ต้องทำ… แต่พอตั้งสติได้ เธอก็กระจ่างดังฟ้าเปิด

          ผู้คนมากหมายสัญจรไปมา มิมีใครคิดช่วยเหลือคนยากไร้ ต่างคนต่างมีกิจ ข้างของของตนคือของตน มิใช่ของของผู้อื่น แต่เพียงแค่แต่ละคนช่วยให้พวกเขามีงานการ พวกเขาก็จะตั้งตัวได้แล้วเชียว…

          “ข้าวสวยจ้า~ ข้าวสวยหม้อใหญ่ร้อนๆ จ้า~”

          ฉันพลัน เธอก็ได้ความคิดดีๆ ขึ้นมา

          “เถ้าแก่! ท่านมีข้าวสวยเท่าไหร่?”

          เฉียงหรงรีบตรงเข้าไปหา นี่อาจจะเป็นโอกาสดีของเศรษฐกิจแห่งจื่อถงแล้วก็ได้

          “ก็เท่าที่เห็นนี่แหล่ะนายท่าน ท่านต้องการข้าวอย่างนั้นหรือ?”

          “ข้าเหมาทั้งหมดท่าน แล้วก็แจกจ่ายให้คนยากไร้เหล่านี้ด้วย”

          ผายมือไปยังผู้ยากไร้ทั้งหลายที่พบเห็นได้ที่ตลาดแห่งนี้

          “ทั้งหมด”

          “เอาอย่างนั้นเลยหรือนายท่าน?”

          “เอางี้แหล่ะ เอ้านี่”

          เธอยัดเอาถุงเงินให้กับเถ้าแก่แล้วก็ตะโกนเรียกทันที เถ้าแก้ที่ยังมิแน่ใจว่าตนจะทำอย่างไรก้ได้แต่ยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่ที่แผงขายของตนเท่านั้น

          “พี่น้องผู้ยากไร้ทั้งหลาย! เถ้าแก่ท่านนี้ช่างมีจิตใจเมตตากว้างขวางยิ่งนัก! ข้าน้อยขอเชิญทุกๆ ท่านมารับประทานอาหารเย็นกับข้าเถิด!”

          เสียงอันกึกก้องดันลั่นของเธอทำให้เธอกลายเป็นที่สนใจของคนทั้งหลายแทบจะในทันที ต่างฝ่ายต่างสงสัยกับคำพูดของเธอ อะไรคือ ‘พี่น้องผู้ยากไร้’ กัน?

          “ท่าน… ท่านจะเลี้ยงข้าวพวกข้าจริงๆ หรือ?”

          “ถูกแล้วท่านตา ท่านรีบนำข่าวนี้ไปบอกยังผู้ที่ขาดแคลนข้าวปลาอาหารด้วยเถอะ!”

          “โอ้… ได้… ได้เลยนายท่าน”

          ไม่นานนัก ที่หน้ารถแข็นของเถ้าแก่ข้าวสวยก็เต็มไปด้วยขอทานและคนยากไร้จำนวนร่วมกว่าร้อยได้ พวกเขาเข้ามาเพื่อหวังจะกินข้าวเย็นในตอนนั้นอย่างเดียว เถ้าแก่ร้านข้าวและเฉียงหรงต่างช่วยกันตักข้าวสวยแจกจ่ายให้ราษฎรทุกข์ยากได้รับอย่างทั่วถึง

          แม้ว่าจะมีบุคคลธรรมดามีอันจะกินปนมาบ้าง เฉียงหรงก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเธอเองก็ยังเข้าไปนั่งร่วมวงกับเหล่าขอทานเหล่านี้เสียด้วย ทหารยามเองที่ได้รับเรื่องก็รีบวิ่งแจ้นเข้ามาหมายจะควบคุมสถานการณ์ แต่เมื่อเห็นผู้คนร่วมร้อยกำลังรับประทานข้าวสวยอย่างมีความสุขนั้น พวกเขาก็ตัดสินใจถอนตัวออกไปเพราะเห็นว่ามิได้มีภัยอะไร

          ใครกินไม่อิ่มก็เติม ใครกินอิ่มแล้วแต่อยากเติมก็เติม เรียกได้ว่าเต็มที่ แม้ว่าจะมิได้มีกับแกล้มมีสุรานารีมาคอยบริการ แต่สำหรับเหล่าคนยากไร้แล้วนั้น นี่นับเป็นเรื่องยินดียิ่ง เมื่อข้าวในถังหมดแล้ว เหล่าคนยากไร้ก็จะขอลา

          “เถ้าแก่ ท่านช่างประเสริฐยิ่ง ขอขอบคุณท่านมากที่เลี้ยงข้าวพวกข้าฟรีๆ แบบนี้”

          “ไม่ต้องมาขอบคุณข้าหรอกนะ คนจ่ายให้พวกเจ้าน่ะอยู่โน่น”

          เถ้าแก้ร้านชี้ไปที่เฉียงหรงด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งดีใจที่ขายของได้ ทั้งรู้สึกบอกไม่ถูกกับการที่ตนต้องมาเลี้ยงข้าวคนยากไร้เหม็นสาบพวกนี้ เขาเลือกที่จะแสดงอารมณ์ไม่ถูกจริงๆ

          “นายท่าน พวกข้าขอบคุณท่านมาก…”

          “โอ้ย ไม่ต้องหรอกปู่! ข้ามิอาจรับคำขอบคุณท่านได้หรอก อีกอย่าง ใครบอกว่าข้าจะทำให้พวกท่านโดยมิหวังผลใดๆ เล่า!”

          เธอแสยะยิ้ม คำพูดอันชัดแจ้งของเธอทำให้เหล่าคนยากไร้ที่กำลังจะจากไปอย่างมีความสุขชะงักงัน นี่มันอะไรกัน? หรือว่า...




แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +100 ความโหด โพสต์ 2018-12-14 14:00

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -6 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -6 + 3

ดูบันทึกคะแนน

ปั่นนนนน!!
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ตัวเบาขั้นกลาง
กราดิอุสทมิฬ
กุหลาบสีทอง
คัมภีร์ละติน
เกราะทองคำ
ปราณชีพจรกุญแจทอง
เกวียนขนส่ง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x100
x15
x100
x100
x100
x100
x300
x8
x25
x2
x1
x1510
x4
x2000
x15
x5
x15
x10
x10
x15
x25
x15
x40
x20
x4
x10
x57
x104
x8
x4
x3
x10
x65
x34
x51
x22
x130
x1
x1
x100
x1
x150
x50
x50
x10
x60
x93
x50
x3
x58
x16
x14
x25
x1
x1
x30
x20
x100
x1
x40
x14
x124
x40
x16
x41
x1
x1
x1
โพสต์ 2017-10-24 00:03:59 | ดูโพสต์ทั้งหมด
สือ เฉียงหรง

[ บทที่ 2 : คุณชายข้างถนน (2)]


          “ท่าน… เจ้า! เจ้าหลอกพวกข้างั้นเรอะ!”

          “เจ้าชั่ว! ข้าเห็นว่าเจ้าแจกข้าวข้าก็นึกว่าเจ้าเป็นคนดีฟ้าประทาน! ที่ไหนได้เจ้ากลับหวังผล!”

          “ถุ้ย! ไอ้ข้านึกว่าจะมีคนใจบุญ ปะโถ่เอ้ย ก็แค่พวกขุนนางหวังแต่ได้นี่เอง—”

          เหล่าขอทานต่างไม่พอใจปาข้าวของใส่หมายจะทำร้ายเฉียงหรงเพราะคิดว่าตนถุกหลอก เหล่าฮั่นมุงเองก็รู้สึกถึงแรงกดดันถอยห่างออกไป ทหารประจำเมืองก็เริ่มทำท่าทีจะเข้ามาระงับสถานการณ์ และเถ้าแก่ร้านเองก็เผ่นแนบไปแล้ว

          “หุบปากกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

          เสียงตะเบงของหญิงสาวทำเอาทุกๆ อย่างชะงักงั้น เหล่าขอทานที่เต็มไปด้วยโทสะต่างก็เอามืออุดหูหลบกันเอาเป็นเอาตาย เหล่าทหารเองก็แอบสะดุ้งชะงักเท้าไปเช่นกัน

          “พวกท่านคิดจริงๆ หรือว่าจะมีใครเอาข้าวของมาให้พวกท่านโดยมิคิดอะไรเลย? ไร้สาระ! ผู้ที่ประทานข้างของเงินตราให้พวกท่านย่อมมีอะไรในใจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะต้องการได้บุญได้กุศลหรือความหวังอื่นใด ทุกๆ คนต่างหวังผลอะไรบางอย่างทั้งสิ้น! แล้วอีกอย่าง ข้าเชิญพวกท่านมากินข้าวปลา ข้ามิได้บอกว่าจะให้ท่านทานโดยมิได้อะไรเลย!”

          เสียงตะเบ็งเป็นประโยคยาวพรืดทำให้หลายคนพูดอะไรไม่ออก หลายคนเริ่มได้สติเห็นทวนเหล็กกล้าที่ผูกไว้ที่หลังของเฉียงหรงก็เริ่มเกิดความผวา

          “สาเหตุที่พวกท่านต้องตกอยู่ในสถานะเช่นนี้ก็เพราะอะไร? พวกท่านจน พวกท่านไม่มีแรง ใช่ไหม พวกท่านถึงกระทำงานการอันเป็นสิ่งที่ชาวฮั่นพึงกระทำ สร้างตัวของท่านขึ้นมา! บัดนี้ ข้าได้ข้าวปลากับท่านแล้ว พวกท่านมีกำลังวังชาแล้ว ใยพวกท่านยังนิ่งเฉย งอมืองอเท้าขอข้าวปลาชายบ้านเขาได้อีกเล่า! พวกท่านไม่ละอายฟ้าดินหรือไร!?”

          พอพูดได้ดังนั้นแล้ว เหล่าคนยากไร้หลายคนต่างก็เริ่มรู้สึกตัว นั่นสิ ตนมัวแต่ทำอะไรอยู่? ทำไมตนถึงอยู่ในสภาพอันต่ำต้อยแล้วเอาแต่โทษฟ้าดินโดยมิได้พยายามทำอะไรเลยเล่า?

          “ต… แต่ว่า ข้าไม่มีแขน ข้าจะทำงานได้เยี่ยงไร!?”

          “ช ใช่! ข้าเองก็ตามืดบอด แล้วจะมีใครรับเข้าทำงานเล่า!”

          “นั่นก็เพราะพวกท่านพยายามไม่พอ!!!”

          เหล่าคนที่คัดค้านต่างสะดุเงเหยิง

          “พวกท่านด้วน แล้วจะเป็นไร? พวกท่านตามืดบอด แล้วจะทำไม? พวกท่านยังมีอวัยวะอย่างอื่นที่สามารถใช้การได้ ใช่ว่าพวกท่านจะไร้ซึ่งหนทางเสียสักหน่อย! พ่อข้าเป็นอดีตนายกอง ตาบอด แขนด้วน พิกลพิการ แต่เขากลับสู้ดินรนชีวิตหาเลี้ยงครอบครัวที่เหลือแต่ข้ากับพ่อข้าเท่านั้น! ม้าป่าอาชาพยศพ่อข้าที่พิการยังสามารถจับมาได้ ทำไมพวกเจ้าแค่เลี้ยงชีพตัวเองจะทำไม่ได้กัน หา? ตอบข้ามา!”

          มิมีใครกล้าเอ่ยปากอีก

          “พ่อข้าที่พิกลพิการ แม้ยามศึกท่านก็ไม่ถอย โจรมารคนสารเลวมากมายมารุกรานท่านก็ไม่หวั่น หากแต่เอากายของตนปกป้องลูกสาวตัวเองอย่างไม่คิดชีวิต… ข้า...”

          พูดจนมาถึงตรงนี้ เธอก็เริ่มที่จะหมดแรง อารมณืที่พุ่งพลานของเธอเริ่มเหี่ยวเฉา นับน์ตาสีแดงทับทิมแปลกตากำลังส่องประกายไปด้วยความชุ่มชื้นที่เพิ่มขึ้น

          “ล… แล้วจะให้พวกข้าทำอย่างไรเล่า?”

          ขอทานใกล้ๆ เธอพูดขึ้นด้วยอารมณ์ที่อ่อนแรง

          “ไปหางานทำซะ ไปของานเถ้าแก่ร้านต่างๆ ไปเป็นลูกมือเขาซะ ในช่วงยุควิกฤติเศรษฐกิจนี้ ร้านหับต่างๆ ต่างต้องการลูกมือมาให้พวกตน ข้าเป็นผู้ที่เคยเข้าไปช่วยหนึ่งในร้านค้าเหล่านั้นแล้ว ย่อมรู้สถานการณ์ดี เมื่อพวกท่านตั้งตัวได้ ก็จงเอาเงินมาทำทุน กอบกู้ตระกูลของท่านขึ้นมาซะ…”

          พูดเพียงเท่านี้ เฉียงหรงก็เริ่มหมดแรง เธอใช้พลังทั้งหมดไปกับการตะเบงเสียงที่ได้ยินกันแทบทั้งจื่อถง ก้องกังวาลไปทั่ว ผนวกเข้าด้วยกับบาดแผลทางจิตใจที่ดูท่าจะมิสามารถหายได้ของเธอ

          เหล่าขอทานเห็นเธอเริ่มโงนเงนก็รีบวิ่งเข้าไปพยุงเธอตามสัญชาติญาณ เหล่าทหารเองที่หายจากอาการตะลึงแล้วก็เริ่มเข้ามาหาเธอ

          “ท่านผู้พิทักษ์เมือง… ท่านคงมิอยากให้เมืองของท่านกลายเป็นดังเมืองเถื่อนเต็มไปด้วยคนยากไร้… กอบกู้เศรษฐกิจเมืองนี้ ใช่ไหมล่ะ…”

          เฉียงหรงที่เริ่มทรงตัวได้ก็บอกให้คนที่มาพยุงเธอปล่อยตัวเธอก่อน ทหารที่เธอคุยด้วยเองก็พยักหน้า

          “เช่นนั้นข้าก็อุ่นใจ ได้โปรดนำพวกเขาไปแนะนำให้เถ้าแก่ร้านต่างๆ ด้วย…”

          เธอบอกแค่นั้นก่อนที่จะเดินหายไปท่ามกลางฝูงชนโดยที่มิมีใครกล้าออกไปห้ามหรือขัดใจเธอเลยแม้แต่ผู้เดียว...

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ชื่อเสียง +100 ความหิว -4 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 100 -4 + 3

ดูบันทึกคะแนน

ปั่นนนนน!!
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ตัวเบาขั้นกลาง
กราดิอุสทมิฬ
กุหลาบสีทอง
คัมภีร์ละติน
เกราะทองคำ
ปราณชีพจรกุญแจทอง
เกวียนขนส่ง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x100
x15
x100
x100
x100
x100
x300
x8
x25
x2
x1
x1510
x4
x2000
x15
x5
x15
x10
x10
x15
x25
x15
x40
x20
x4
x10
x57
x104
x8
x4
x3
x10
x65
x34
x51
x22
x130
x1
x1
x100
x1
x150
x50
x50
x10
x60
x93
x50
x3
x58
x16
x14
x25
x1
x1
x30
x20
x100
x1
x40
x14
x124
x40
x16
x41
x1
x1
x1
โพสต์ 2017-10-24 01:04:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
สือ เฉียงหรง

[ บทที่ 2 : คุณชายข้างถนน (3)]


          “เอาซะไอ้ที่กินไปตะกี้หมดเกลี้ยงบ๋อแบ๋เลยวุ้ย”

          เฉียงหรงพึมพำพลางจิบเหล้าในต้ำเต้าเพียงเล็กน้อย ปริมาณแค่นี้มิได้เพียงพอให้เธอเมาได้ แต่ก็เพียงพอจะให้เธอพอหายเศร้าได้บ้าง

          เฉียงหลงที่ปลีกตัวออกมาจากฝูงคนยากไร้ที่เธอเพิ่งไปตวาดใส่หลบเข้าไปอีกมุมหนึ่งของตลาดด้วยใจที่เต่นตึกตัก

          “อะไรมันดลใจให้ข้าไปได้ขนาดนั้นนะ…”

          เธอพยายามปรับลมหายใจของเธอให้เข้าที่ก่อนที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นอีกชุดเพื่อมิให้ใครจำเธอได้ง่ายๆ ด้วยอารมณ์หลากหลายปะทะกันเมื่อครู่นี้ มันกลายเป็นแรงผลักดันให้เธอทำอะไรบ้าๆ แบบตะโกนลั่นเมืองอะไรแบบนั้น

          สิ่งที่เธอทำนั้นหวิดที่เธอจะติดคุกหัวโตสูงมาก ยังดีที่เธออาศัยจังหวะที่ผู้คิดยังคิดอะไรไม่ทันปลีกตัวหนีออกมาได้ อีกทั้งเธอยังได้ทหารเมืองมาช่วยเหล่าคนยากไร้แทนที่เธอเสียด้วย

          เมื่อลมหายใจของเธอกลับมาเข้าที่เข้าทางและเสื้อก็เปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว เธอจึงเดินออกจากซอยแคบๆ นั้นแล้วมองหากองคาราวานหรือผู้ที่เหมือนจะขายอาชาให้เธอได้ ระหว่างทางเธอก็ได้ยินเสียงเซ็งแซ่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อสักครู่นี้ เธอก็ทำได้เพียงแต่เป็นทองไม่รู้ร้อน

          ไม่นานนัก เธอก็สังเกตเห็นกองคาราวานกองหนึ่งเข้า เห็นม้าหลายเชือกถูกตามมาด้วย เธอก็ตาวาวเข้าไปติดต่อทันที

          “ท่านพ่อค้าๆ ท่านขายม้าปะ?”

          “ท่านต้องการม้ารึพี่ชาย?”

          เฉียงหรงพยักหน้า ชายผู้ดูจะเป็นเจ้าของคาราวานก็ยิ้มต้อนรับและลงจากเกวียนลาก

          “พี่ชายมาก็ดีเลย ข้ากำลังจะกลับเฉิงตู อยู่ๆ มีเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ทำเอาคาราวานข้าขยับไปไหนไม่ได้เลย”

          เขาพูดขึ้นพลางพาเธอยังด้านหลังคาราวานนั้น มีอาชาหลายตัวที่เดียวที่ทำการผูกเชือกลากเกวียนเอาไว้ เฉียงหรงตรวจสอบมองดูอาชาแต่ละตัว ก่อนจะไปหยุดที่อาชาสีขาวตัวหนึ่ง

          “พ่อค้า นี่ม้าอะไร?”

          “โอ้ ท่านช่างตาถึงยิ่งนัก!”

          ข้าไปคุยกับพ่อค้ากี่คนพวกเจ้าก็บอกว่าข้าตาถึงหมด… อยากจะขายของละสิท่า

          “อาชาตัวนี้คือม้าสีหมอก เป็นอาชาสีขาวที่มีความสง่าผ่าเผยไร้ที่ติ คงามงดงามนั้นเหล่าบุรุษต่างหมายปอง เหล่าสตรีต่างลุ่มหลง! หากพี่ชายนั่งแล้วท่านจะต้องสง่างามอย่างมากแน่นอน!”

          พ่อค้าอธิบายเสียยืดเหยียด เธอพักหน้ารับฟังข้อมูลนั้นก่อจะตัดสินใจ

          “เอาตัวนี้แหล่ะท่าน เท่าไหร่?”

          “202 ชั่งขอรับ”

          เฉียงหลังหยิบเอาทอง 202 ชั่งออกมาให้พ่อค้า นี่เป็นส่วนที่เธอเก็บไว้เพื่ออนาคตของเธอ เธอจึงมิอาจแบ่งปันให้เหล่ายาจกทั้งหลายได้ เมื่อพ่อค่ารับทองไป เขาก็ปลดเชือกม้าให้แล้วเอาอานมาติดพร้อมส่งมอบกรรมสิทธ์ให้เธอทันที

          “เสี่ย! ทางโล่งแล้วนะ!”

          “เช่นนั้น ขอให้ท่านโชคดี พี่ชาย!”

          กองคาราวานจากไปทันทีเนื่องจากกลุ่มฮั่นมุงนั้นเริ่มจางลงแล้ว เป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะออกเดินทางกลับเฉิงตู วันีน้เขาได้ทั้งผ้าแพรชั้นดี ได้ทั้งกำไรจากม้าอีก

          เฉียงหรงมองกองคาราวานค่อยๆ จากไป ก่อนที่จะหันกลับมามองอาชาสีขาวที่เธอเพิ่งได้ครอบครองของตน

          “นับแต่นี้ ชีวิตข้า ขอฝากไว้บนหลังของเจ้าด้วย ยิงหย่ง (Yīngyǒng/英勇)”

          เธอยิ้ม แล้วก็ขึ้นควบอาชาสีขาวบริสุทธ์นี้ แล้วแล่นตะบึงออกนอกเมืองสู่ฉางอันทันที



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -2 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -2 + 3

ดูบันทึกคะแนน

ปั่นนนนน!!
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ตัวเบาขั้นกลาง
กราดิอุสทมิฬ
กุหลาบสีทอง
คัมภีร์ละติน
เกราะทองคำ
ปราณชีพจรกุญแจทอง
เกวียนขนส่ง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x100
x15
x100
x100
x100
x100
x300
x8
x25
x2
x1
x1510
x4
x2000
x15
x5
x15
x10
x10
x15
x25
x15
x40
x20
x4
x10
x57
x104
x8
x4
x3
x10
x65
x34
x51
x22
x130
x1
x1
x100
x1
x150
x50
x50
x10
x60
x93
x50
x3
x58
x16
x14
x25
x1
x1
x30
x20
x100
x1
x40
x14
x124
x40
x16
x41
x1
x1
x1
โพสต์ 2017-10-29 20:04:48 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ซูเม่ย เมื่อ 2017-10-29 20:06

{ เควสเรื่องราว 1 } วิกฤตการณ์ขาดแคลนแรงงาน

Day 3



      รถม้าที่ด้านหลังเต็มไปด้วยกระสอบมูลวัววิ่งตามเส้นทางมาจนถึงตลาดใน ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าและผู้คนมากมายที่เดินจับจ่ายซื้อของกันอย่างครึกครื้น

      " ท่านรู้จักร้านที่เราจะไปซื้อของไหมขอรับ? " ลู่เพ่ยโผล่หน้าออกมาถามคนงานที่คนอยู่ข้างคนขับ

      " รู้สิ พวกข้าก็เคยไปนะ เจ้านี่ถามแปลกๆ " เสียงกลั้วหัวเราะเอ่ยตอบออกมาโดยที่สายตายังมองด้านหน้า

      " ข้าแค่สงสัยนี่นา " นางพูดเสียงเบาอย่างเก้อเขินที่เผลอปล่อยไก่ไปตัวเบ้อเร่อ แล้วหันไปมองรอบๆ แทน

      ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อรถม้าที่นางนั่งก็หยุดลงที่หน้าร้านร้านหนึ่ง เปิดตูร้านเปิดกว้างทำให้เห็นภายในร้านที่มีกระสอบขนาดต่างๆ วางเรียงกันและมีชั้นวางของที่ติดกับพนัง

      " เราจะมาซื้ออะไรที่ร้านนี้หรือขอรับ? " ลู่เพ่ยละสายตาจากการสำรวจร้านหันกลับมาถามคนงานที่นั่งด้านหน้า

      " แกลบน่ะ ซื้อได้จากร้านนี้ แล้วก็รำข้าวจากร้านข้างๆ " นิ้วใหญ่ของคนงานชี้ให้นางดูว่าร้านไหนขายอะไรบ้าง

      " อ๋อ ข้าทราบแล้วก็รับ " นางพยักหน้าหงึกๆ อย่างเข้าใจ

      " เจ้าลงไปสั่งของในร้านก็ก่อนให้พวกข้าก่อนแล้วกัน เดี๋ยวพวกข้าจัดพื้นพี่บนรถม้าก่อน จะได้ขนกลับไปได้ ไปบอกเถ้าแก่ว่ามาจากร้านฟาไฉ ขอซื้อแกลบเหมือนครั้งก่อน ร้านขายรำข้าวก็เช่นกัน พวกเข้าจะรู้ว่าควรจัดมาให้เรากี่กระสอบ และนี่เงิน ถ้าสั่งและจ่ายเงินเสร็จก็รอข้าอยู่ที่ร้านขายรำข้าว เดี๋ยวข้าเอารถม้าไปรับ เข้าใจหรือไม่? " คนงานที่เป็นคนขับรถม้าบอกนางอย่างช้าๆ และชัดเจน เพื่อไม่ให้สั่งของผิดพลาด และยื่นเงินให้ " ถุงสี่เหลืองของร้านขายแกลบและถุงสีเขียวของร้านขายรำข้าว ในนี้มีเงินอยู่พอดีแล้ว "

      " ข้าเข้าใจแล้วขอรับ พวกท่านไม่ต้องห่วง " มือเรียวยื่นออกไปรับถึงเงินแล้วเอามาเก็บในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง

      ลู่เพ่ยลงจากรถม้าแล้วเดินเข้าไปในร้านขายแกลบที่มีคนงานเดินยกกระสอบอยู่ ตากลมโตกวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาเถ้าแต่ด้วยเพราะไม่รู้ว่าคนไหนจึงเอ่ยถามกับคนงานในร้าน และเมื่อได้คำตอบจึงเดินไปเพื่อสั่งของ

      " เถ้าแก่ ข้ามาจากร้านฟาไฉ ขอซื้อแกลบหน่อยขอรับ "

      " ร้านฟาไฉรึ กี่กระสอบล่ะ? " ชายชราที่หนวดยาวสีดอกเลาเงยหน้าขึ้นถาม

      " เหมือนครั้งก่อนขอรับ รถม้าอยู่ที่หน้าร้านท่านแล้ว และนี่เงินขอรับ " ลู่เพ่ยล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อเพื่อหยิบถุงเงินส่งให้เถ้าแก่

      " โอ้ ได้ๆ เดี๋ยวข้าให้คนงานยกไปให้ที่รถม้า "

      " ขอบคุณขอรับเถ้าแก่ งั้นข้าขอตัวไปร้านอื่นต่อก่อนนะขอรับ " ลู่เพ่ยเอ่ยลาแล้วคำนับก่อนเดินไป

      " เรียบร้อยแล้วขอรับ เดี๋ยวเถ้าแก่จะให้คนยกมาไว้ที่รถม้าให้ งั้นข้าไปร้านรำข้าวก่อนนะขอรับ " นางเดินออกจากร้านขายแกลบและแวะบอกคนขับรถม้าก่อนที่จะวิ่งไปยังร้านขายรำข้าวเพื่อสั่งของ

      " เถ้าแก่ข้าขอสั่งรำข้าวหน่อยขอรับ จากร้านฟาไฉ " เมื่อลู่เพ่ยไปถึงร้านขายรำข้าวก็รีบถามคนงานของที่ร้านทันทีว่าเถ้าแก่อยู่ไหน ก่อนที่นางจะเดินไปสั่ง

      " กี่กระสอบหละเจ้าหนุ่ม? " เถ้าแก่ร้านขายรำข้าวเอ่ยถามอย่างใจดี

      " เหมือนครั้งก่อนขอรับ และนี่เงิน " ลู่เพ่ยพูดแบบเดียวกับที่พูดกับเถ้าแก่ร้านขายแกลบ และยื่นถุงเงินที่หยิบออกมาจากอกเสื้อให้

      " ได้ๆ แล้วจะให้ที่ร้านไปส่งหรือว่าเอาไปเองล่ะ? "

      " เอาไปเองขอรับ แต่ตอนนี้รถม้าของที่ร้านอยู่ที่ร้านขายแกลบท่านรอสั่งครู่ เดี๋ยวข้าจะออกไปรอที่หน้าร้าน ถ้ารถม้ามาถึงร้านท่านแล้วข้าจะเข้ามาบอกท่านะขอรับ "

      " ได้ๆ งั้นเดี๋ยวข้าจะให้คนงานเตรียมของไว้ให้แล้วกัน ถ้ามาถึงแล้วจะได้ยกขึ้นรถม้าเลย "

      " ขอบคุณขอรับ " ลู่เพ่ยคำนับเถ้าแก่ร้านแล้วเดินออกไปยืนรอที่หน้าร้าน

      ร่างบางยืนรอรถม้าของที่ร้านอยู่หน้าร้านขายรำข้าว ระหว่างที่รอก็กวาดตามองร้านค้าต่างๆ อย่างสนใจ หากนางมีเวลาจะต้องมาเที่ยวอย่างแน่นอน รอไม่ถึงหนึ่งเค่อรถม้าที่คุ้นเคยก็วิ่งมาจอดที่หน้าร้าน ลู่เพ่ยที่เห็นรถม้าวิ่งมาก็เข้าไปบอกเถ้าแก่ และเดินนำคนงานที่แบกกระสอบออกมาหน้าร้าน

      เมื่อทุกอย่างถูกจัดการจนเสร็จเรียบร้อยนางก็ขึ้นไปนั่งบนรถม้าเพื่อที่จะกลับไปร้าน รถม้าคันเดิมวิ่งไปตามเส้นทางอีกครั้ง....






คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -11 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -11 + 3

ดูบันทึกคะแนน

เหะ
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ฮั่นเสียหม่า
หวยหนานจื่อ
ขลุ่ย
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x4
x11