ดู: 65|ตอบกลับ: 4

{ เมืองเจียงเยี่ย , จวนผู้ว่าเมืองเจียงเยี่ย | สกุลหลิน

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2019-3-10 21:38:58 |โหมดอ่าน
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ไม่ระบุชื่อ เมื่อ 2019-3-15 13:47


{ จวนเจ้าเมืองเจียงเยี่ย | สกุลหลิน }







จวนเจ้าเมืองเจียงเยี่ย เป็นสถานที่ราชการประจำเมือง รวมทั้งจัดเก็บภาษีและตัดสินคดีความ
ตัวจวนนั้นแบ่งเป็นสองอาคาร โดยที่อาคารด้านหน้าเป็นพื้นที่สำหรับทำราชการ
มีโถงสำหรับตัดสินคดีความ และห้องหนังสือรวบรวมเอกสารของผู้ว่าการเมือง
ในขณะที่อาคารด้านหลังเป็นที่พำนักของคนสกุลหลินร่วมสามรุ่น รวมถึงพ่อบ้านและบ่าวรับใช้อีกหลายชีวิต

ผู้อยู่อาศัยในจวน


เจ้าเมืองเจียงเยี่ย
หลิน เจิ้งหรง
หัวหน้าสกุลหลินคนปัจจุบัน
จริงจัง สุขุม เยือกเย็น ละเอียดรอบคอบ



แม่สื่อจิตรกร
หลิน ซิ่วฟาน
มารดาของผู้ว่าเมือง หลินเจิ้งหรง และบุตรีของผู้ว่ารุ่นก่อน


น้องชายผู้ว่าเมืองเจียงเยี่ย
หลิน ฟู่ไฮ่
หลิน เฉิงหลิง
หลิน หมิงเสวี่ย

น้องสาวผู้ว่าเมืองเจียงเยี่ย
หลิน หรูเฟิน


หลิน ลี่เหลียน                            หลิน จิ้งหลาน

บิดาเจ้าเมืองเจียงเยี่ย
หลิน หย่งฉิง

ฮูหยินผู้ว่าเมืองเจียงเยี่ย
ชุน จิ้งหยี

ผู้ว่าการเมืองเจียงเยี่ยรุ่นก่อน
หลิน เจิ้งเฉิง

ฮูหยินของเจิ้งเฉิง
หวัง ฮุยหวง



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +200 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 2

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2019-3-18 19:53:57 | ดูโพสต์ทั้งหมด
{เดินทางบนแผ่นดินฮั่น}

70 : เข้าพบแม่สื่อหลิน



...มันจะดีหรือที่ข้ามาหาคนที่นี่ หลังพ่อหายไปร่วมสามสิบปีแบบนี้...

จื้อหาวถามตัวเองเป็นรอบที่ล้านอยู่หน้าจวนเจ้าเมืองเจียงเยี่ย แม้ว่าจะเดินทางมาถึงโดยสวัสดิภาพ ไม่ถูกดักปล้นระหว่างทาง หรือพลัดหลงกับลูกพี่ลูกน้องไปเสียก่อน ทว่าความกังวลใจของชายหนุ่มนั้นถาโถมเข้ามาใส่เสียแล้ว

เขาใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะเดินทางมาถึงเจียงเยี่ย หนุ่มชาวใต้ถามลูกค้าที่แวะเวียนมาซื้อผ้าไหมยามตั้งร้าน จนได้ความว่าหลินเจิ้งเฉิงและคนสกุลหลินนั้นยังอาศัยอยู่ที่จวนเจ้าเมือง และผู้ว่าการเมืองคนปัจจุบันนั้นคือหลินเจิ้งหรง บุตรชายของแม่สื่อหลินซิ่วฟาน เมื่อพบว่าญาติของเขานั้นยังอยู่ในเมืองเจียงเยี่ยและป้าของเขานั้นแต่งงานมีผู้สืบสกุลแทนบิดาเขาแล้ว ใจหนึ่งนั้นเขาก็แสนจะโล่งใจที่หาพบ แต่อีกใจหนึ่งนั้นก็กลัวเหลือเกินที่จะถูกขับไล่ไสส่ง

มือของชายหนุ่มเอื้อมมาจับห่วงประตู แต่ก็ชักลับก่อนที่ปลายนิ้วจะแตะมันเสียด้วยซ้ำ รู้สึกประหม่าระคนกังวลใจนั้นตีกันเสียจนไม่กล้าแม้แต่จะเคาะเรียกพ่อบ้าน กระทั่งสาตีบ่าของเขาแรงๆเสียทีหนึ่งจนต้องหันกลับมามอง หน้านวลพยักเบาๆยามมองกลับมา ให้ความมั่นใจว่านางยังคงอยู่ตรงนี้ให้เขาเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จื้อหาวยิ้มอ่อนจางรับ รู้สึกได้ถึงความกล้าที่กลับมา เขาจับห่วงแล้วเคาะหลายครั้งจนบ่าวรับใช้มาเปิดประตู

“คุณชายมีธุระอะไรหรือขอรับ?” เด็กรับใช้เอ่ยถาม ดวงตากวาดมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าสำรวจชายแปลกหน้า

“ขออภัยที่มารบกวนขอรับ ไม่ทราบว่าวันนี้แม่สื่อหลินอยู่ที่จวนหรือไม่?” จื้อหาวเอ่ยปากถาม เด็กชายหรี่ตาลงอย่างไม่ไว้ใจนัก ก่อนเอ่ยตอบสั้นๆ “อยู่”

“งั้นข้าขอรบกวนเข้าพบแม่สื่อจะได้หรือไม่ขอรับ” เขาเอ่ยปากถาม มือก็ผายมาทางลูกพี่ลูกน้อง “ข้าน้อยใคร่มาไหว้วานให้นางหาคู่ให้กับพี่สาวข้าน่ะ”

สาสะดุ้งเมื่อได้ยินว่าเขาอ้างถึงเธอ ดวงตาคมกริบนั้นหรี่ลงอย่างไม่พอใจเมื่อหล่อนกลายเป็นเหตุผลเข้าพบไปเสียอย่างนั้น ในขณะที่เด็กชายมุ่ยปาก

“แล้วคุณชายซื่อแซ่อะไร เป็นใครมาจากไหนขอรับ” เด็กรับใช้ออกปากถาม

จื้อหาวนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มจาง “ข้าชื่อ หลินจื้อหาว เป็นพ่อค้า เดินทางมาจากทางใต้ขอรับ”

เด็กชายพยักหน้าก่อนหายเข้าไป ชายหนุ่มพ่นลมหายใจหนักๆอย่างโล่งอก แล้วก็แทบร้องเสียงหลงเมื่อสานั้นหยิกแขนเขาเข้าให้หนับใหญ่

‘กล้าดียังไงอ้างข้าแบบนั้น หือ อ้ายสิน’ นางส่งเสียงขู่ฟ่อ จื้อหาวได้แต่ยิ้มเจื่อน

‘ขอโทษด้วยน่า ก็ข้าคิดไม่ออกแล้วว่าจะเข้าไปยังไง คนแซ่เดียวกันก็มีตั้งเยอะและเต็มต้าฮั่น แล้วข้าก็ไม่อยากเสียหยกไปด้วย’ เขาว่า ก่อนโดนนางหยิกเข้าให้อีกที

ในขณะที่สากำลังสำเร็จโทษเขาอยู่นั้น ประตูจวนก็เปิดออกอีกครั้งพร้อมใบหน้าของเด็กรับใช้ที่ออกมารับแขก

“เชิญเข้ามาขอรับ คุณชายหลิน” เขาว่าก่อนดันประตูออกกว้างให้ชายหนุ่มเข้าไป

จวนของสกุลหลินนั้นกว้างขวาง สมที่ว่าเป็นที่พักของคนร่วมสามรุ่น ชายหนุ่มตามเด็กรับใช้เข้าไปยังในสวนด้านใน ก่อนจะเห็นสองร่างนั่งอยู่ในศาลากลางน้ำ หนึ่งนั้นเป็นสตรี ในมือของนางถือพู่กัน แลคล้ายว่าจะแต่งโคลงหรือวาดภาพอยู่ อีกหนึ่งนั้นเป็นร่างกายสูงใหญ่กำยำดั่งนักรบ...ไม่สิ...จากขนาดตัวน่ะ เรียกว่าหมีน่าจะเข้ากว่า เมื่อเห็นผู้มาเยือนชายร่างยักษ์ก็ลุกขึ้น ค้อมคำนับราวกับขอลา ก่อนผละออกมา เขาเดินมาทางของจื้อหาวและสา ร่างที่ว่าใหญ่แล้วเมื่อมองจากระยะไกล เมื่อเข้ามาใกล้นั้นทำเอาพ่อค้าหนุ่มตกใจแทบล้มทั้งยืน ชายผู้นั้นใหญ่กว่าเขาเกือบเท่าตัว ดวงตาสีเหลืองทองเหลือบแขกอีกคนเล็กน้อย และค้อมทักทายก่อนเดินจากไป จนไม่ได้ยินเสียงของเด็กรับใช้แนะนำเขาให้กับแม่สื่อหลิน

“สวัสดี คุณชายหลินที่มาขอเข้าพบใช่หรือไม่?” เสียงของสตรีดังขึ้น ดึงให้จื้อหาวหลุดจากห้วงความคิดทันที เขารีบหันมาเผชิญหน้านางพร้อมประสานมือค้อมคำนับทันที

“ขอรับ ขออภัยที่เข้ามารบกวนระหว่างท่านกำลังสนทนา” ชายหนุ่มรีบขอโทษทันที ทว่าสตรีวัยกลางคนกลับโบกมือไปมาพลางหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจนัก

“อย่าได้ขอโทษไปเลย คุณชายท่านนั้นเองก็กำลังจะกลับอยู่แล้ว เขามาดูตัวกับบุตรีของข้าน่ะ” ซิ่วฟานกล่าวอย่างอารมณ์ดี “ท่านอยากจะไหว้วานให้ข้าหาคู่ให้กับพี่สาวท่านใช่หรือไม่?”

“ขอรับ” จื้อหาวว่าพลางเดินเข้ามาใกล้พร้อมสา เกือบส่งเสียงร้องออกมาเมื่อสาเอาศอกถองเข้าให้ที่สีข้าง เขาเม้มปากเหลือบมองป้าที่ยิ้มแป้นมองสองพี่น้องหยอกกันราวกับเป็นเรื่องปกติ มือก็กวัก “โปรดทำตัวตามสบายเถิด เสี่ยวหยงไปยกชามา”

เด็กชายค้อมตัวลงรับคำสั่งก่อนเดินจากไป สองพี่น้องนั่งลงฝั่งตรงข้ามของแม่สื่อ นางม้วนภาพวาดเก็บลงไป ก่อนหันกลับมาให้ความสนใจกับทั้งสองอีกครั้ง

“แล้วแม่นางท่านนี้คือ...?” นางถามพลางผายมือมาทางสา

“ข้าชื่อสุวรรณสาเจ้าค่ะ เป็นลูกพี่ลูกน้องของพ่อค้าหลิน โปรดเรียกว่าสาเถิด” หญิงสาวกล่าวพลางค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อม ยกมือขึ้นพนมไหว้ผู้ใหญ่ ไม่ใช่ประสานมืออย่างที่น้องชายทำ

“สุ...วาน...สา” ซิ่วฟานทวนเสียงช้าๆ คิ้วของนางเลิกขึ้น “ชื่อฟังแปลกหูดีแท้หนอ ผ้าผ่อนที่ใส่ก็แปลกตานัก พวกท่านไม่ใช่คนต้าฮั่นใช่หรือไม่?”

สาส่ายหน้าช้าๆ “ข้าเป็นชาวใต้ อาศัยอยู่เลยชนเผ่าเตี๋ยนลงไปเจ้าค่ะ เป็นชาวไท”

“โฮ่… ชาวใต้หรือ ขออภัยด้วยที่อาจละลาบละล้วงไป แต่ตอนนี้แม่นางสาอายุได้เท่าไหร่แล้ว?” ซิ่วฟานถาม ใบหน้าของหญิงสาวขึ้นสีเล็กน้อย มือเรียวกุมกันแน่น ก่อนค่อยๆเอ่ยปากออกมา “สามสิบเอ็ดเจ้าค่ะ”

“ตายจริง อายุก็เลยวัยออกเรือนมาหน่อยแล้วนี่นะ ไม่นึกว่าสาวงามเยี่ยงท่านจะยังไม่สมรสอีก” แม่สื่อว่าพลางหัวเราะก่อนเอามือป้องปาก เมื่อเห็นว่าสีหน้าของสาหงิกลงทันตา

“ขออภัย ข้ามิได้ตั้งใจที่จะทำให้แม่นางไม่สบายใจเลย” สตรีกลางคนกล่าวพลางโบกมือไปมาขอโทษ หยิบม้วนกระดาษออกมาอีกแผ่นคล้ายว่าจะวาดภาพสตรีต่างแดนเอาไว้สำหรับไปแนะนำหาคู่ดูตัวให้ หล่อนเอ่ยต่อ “ข้าแค่แปลกใจเท่านั้นเองว่าสตรีงามเยี่ยงนี้ยังไม่แต่งงานอีก”

“ที่ยังครองพรหมจรรย์เป็นโสดเยี่ยงนี้ หรือว่าจะมีชายที่หมายตาเอาไว้กันหนอ” แม่สื่อหลินว่าพลางจรดพู่กันลงวาด นางคงพูดเป็นเชิงหยอกเล่นเท่านั้น ทว่าใบหน้าของสานั้นขึ้นสีจนแดงก่ำกับการคาดเดาที่ถูกเผงของแม่สื่อ

จื้อหาวหัวเราะกับกิริยาของพี่สาวของตนเอง ก่อนหันมาหาซิ่วฟาน “ไม่เชิงหรอกขอรับแม่สื่อหลิน คือมันมีเรื่องอย่างนี้ด้วย...”

ชายหนุ่มพูดคุยกับป้าของตนเองโดยไม่ได้เปิดเผยสถานะของตน โดยเน้นคุยเรื่องสาและเล่าเรื่องกิริยาท่าทางของลูกพี่ลูกน้อง รวมถึงเรื่องสิ่งที่หล่อนทำได้ให้กับซิ่วฟานฟัง เมื่อเล่ามาถึงเรื่องที่พบคุณชายหลี่ที่เซี่ยพี สาก็เอาศอกถองเขาเสียหลายรอบ แถมส่งเสียงขู่ฟ่อคล้ายแมวจรจัดไม่เชื่องมือคน เรียกเสียงหัวเราะจากแม่สื่อได้ดีนัก

ปลายพู่กันตวัดวาดและลงสีจนเสร็จสิ้น ซิ่วฟานก็ยกขึ้นเทียบกับสตรีชาวไทจนแน่ใจก็ม้วนเก็บ

“ภาพนี้จะถูกส่งเวียนในวงแม่สื่อแน่นอนคุณชายหลิน ไม่ต้องห่วง” นางพูดพร้อมรอยยิ้ม “ได้ช่วยคนแซ่เดียวกันแบบนี้เหมือนได้ช่วยญาติสนิทนะว่าไหม”

คำเอ่ยของซิ่วฟานนั้นทำให้พ่อค้าหนุ่มรู้สึกโหวงในอก เขาเหมือนเป็นคนอื่นคนไกลของคนสกุลหลิน ทั้งที่ไม่เคยมาพบญาติฝั่งนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่วัยเยาว์ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ต้องบอกนางเรื่องของพ่อ ชายหนุ่มล้วงเอาหยกสลักรูปหนูและชื่อของบิดาออกมายื่นให้กับซิ่วฟาน

“ไม่ทราบว่าแม่สื่อหลินรู้จักสิ่งนี้หรือไม่?”


@Admin


แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +3 คุณธรรม โพสต์ 2019-3-18 20:48

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +35 ความหิว -22 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 35 -22 + 3

ดูบันทึกคะแนน

หาวงานท่วมคับ
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กระบี่เจ็ดดาว
ตะกร้าสาน
สกิลตุ่น
ดมกลิ่น
ฮั่นเสียหม่า
หลี่ซื่อชุนชิว
มวยไทพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x32
x25
x220
x33
x1
x44
x134
x10
x30
x8
x50
x15
x50
x10
x31
x37
x100
x60
x45
x42
x10
x10
x100
x159
x20
x44
x100
x100
x1
x1
x1
x1
x10
x167
x54
x10
x5
x10
x2
x120
x20
x10
x5154
x83
x1
x2
x5
x110
x10
x20
x2
x536
x520
x2000
x310
x50
x187
x60
x3
x10
x50
x9
x10
x5
x29
x2
x10
x30
x1
x30
x1
โพสต์ 2019-3-18 23:41:04 | ดูโพสต์ทั้งหมด
{เดินทางบนแผ่นดินฮั่น}

71 : ป้า



        ดวงตาของซิ่วฟานนั้นเบิกกว้างเมื่อเห็นก้อนหยกในมือของจื้อหาว นางมองใบหน้าของชายหนุ่มสลับกับมันอยู่หลายครั้ง ก่อนที่คิ้วนั้นจะขมวดเข้าหากัน

        “พ่อค้าหลิน ท่านได้สิ่งนี้มาจากไหนกัน” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น ใบหน้านั้นบอกได้ถึงความยินดี สับสน และไม่รู้ว่าควรจะโกรธคนหนุ่มตรงหน้าดีหรือไม่ ก็เข้าใจอยู่ล่ะว่านางไม่รู้จักเขาไปมากกว่าพ่อค้าที่เดินทางมาไหว้วานนางในฐานะของแม่สื่อ

        “...หยกชิ้นนี้เป็นของบิดาข้าเองขอรับแม่สื่อหลิน” จื้อหาวว่าพลางส่งก้อนหยกให้นางรับไปดู ดวงตาของซิ่วฟานกวาดมองรายละเอียดที่ถูกสลักลงในเนื้อหิน คิ้วขมวดหากัน ก่อนเงยหน้าขึ้นมามองชายหนุ่มราวกับไต่ถามหาความเป็นจริง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเอ่ยช้าๆ “หลินเจินเสียง เป็นบิดาของข้าน้อยขอรับ”

        ซิ่วฟานนิ่งไปครู่หนึ่ง มือไล้รูปหนูบนชิ้นหยก

        “หยกชิ้นนี้เป็นของเจินเสียงน้องชายข้าไม่ผิดแน่ ข้าเป็นคนออกแบบหยกชิ้นนี้ขึ้นมาเองกับมือ” นางเอ่ยขึ้นในที่สุด กำหยกในมือแน่นเมื่อหวนนึกถึงน้องชายที่ไม่ได้เจอหน้าค่าตามาร่วมสามสิบกว่าปี ดวงตากวาดมองหาส่วนคล้ายน้องชายจากใบหน้าของพ่อค้าหนุ่ม “แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะเชื่อว่าท่านจะเป็นลูกของน้อยชายข้าจริง เพียงแค่นำหยกนี่มาให้ข้าดูหรอกนะ”

        คำของนางเรียกรอยยิ้มเจื่อนขึ้นมาบนใบหน้าของชายหนุ่ม เขาก็กะเอาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องประสบกับสถานการณ์แบบนี้หากมาเผยตัวที่บ้านสกุลหลิน ทว่าเขายังยิ้มสู้เสือ

        “ข้าน้อยเข้าใจว่ามันเชื่อได้ยากว่าข้าเป็นลูกของท่านพ่อ ทั้งๆที่เขาหายไปจากพวกท่านได้สามสิบกว่าปีแล้ว แต่ข้าก็ไม่มีหลักฐานอื่นใดที่จะยืนยันตัวมากกว่าหยกชิ้นนี้” จื้อหาวเอ่ย สองมือประสานกันแล้วบีบแน่น ดวงตาหลุบมองลงต่ำ หวนนึกถึงบิดาที่เขาช้าง “ถึงแม้ว่าท่านพ่อจะยังมีชีวิตอยู่ตอนที่ข้าจากบ้านมา ใจจริงแล้วข้าอยากพาท่านพ่อกลับมาที่เจียงเยี่ยนี้ แต่ก็ใช่ว่าข้าจะกลับไปพาท่านมาให้แม่สื่อหลินพบได้”

        คิ้วของซิ่วฟานเลิกขึ้นเล็กน้อยกับคำของชายหนุ่ม กิริยายามห่อไหล่ก้มลงมองพื้นนั้นดูคลับคล้ายคลับคลานัก แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยอะไรกับท่าทางของจื้อหาว

        “บอกว่าใจจริงอยากพามา แต่ด้วยเหตุผลอะไรถึงบอกข้าว่าพามาไม่ได้กัน?”

        ชายหนุ่มบีบมือตัวเอง เม้มปากเล็กน้อย ก่อนเริ่มเล่าเรื่องราวของบิดาที่พลัดหลงลงใต้ไปติดยังเขาช้างเมื่อหนีชาวเผ่าเตี๋ยน แล้ววกกลับขึ้นมาไม่ได้จากที่มีด่านกั้นเอาไว้ จึงแต่งงานกับมารดาของเขา ใช้ชีวิตอยู่ที่เขาช้าง รอวันที่กู้เอกราชของชาวไทได้ จึงจะกลับมาหาญาติพี่น้องที่ต้าฮั่นได้ ขณะที่จื้อหาวเล่า ซิ่วฟานก็นั่งฟังเงียบๆไม่ตอบโต้แต่อย่างใด

        “...ท่านพ่อเคยบอกเอาไว้ว่า...ถ้ากลับขึ้นมาที่ต้าฮั่นได้ ให้หาท่านให้เจอก่อน ท่านพ่อไม่รู้ว่าท่านปู่ยังโกรธหรือไม่ที่ไม่ยอมสอบขุนนาง” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับสตรีวัยกลางคน บอกความจริงใจของเขาให้แก่นางผ่านสายตา ซิ่วฟานถอนหายใจช้าๆ ก้มลงมองหยกในมือ กว่าสามสิบปีที่นางไม่ได้เห็นหยกชิ้นนี้ กิริยาของชายตรงหน้าก็ดูไม่เหมือนจะเป็นคนช่างโกหกนัก แต่สตรีสกุลหลินอย่างนางใช่ว่าควรจะเปิดรับให้คนนอกเข้ามาได้ง่ายๆ ทั้งปากคำที่เขาเล่ามานั้น ก็แทบไม่ต่างจากน้องชายที่เคยคุยก่อนออกจากบ้านไป

        “...ไอ้เจ้าน้องบ้าเอ๊ย” หล่อนเปรยขึ้นมาลอยๆ ซิ่วฟานนิ่งชั่งใจอยู่นาน ก็ส่ายศีรษะอย่างจนใจ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับหนุ่มชาวใต้อีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มอ่อนจาง

        “...เอาเป็นว่า ข้าเชื่อใจเจ้าก็แล้วกัน” นางกล่าวขึ้นในที่สุด ตัดสินใจที่จะเชื่อว่าจื้อหาวนั้นเดินทางมาไกลเพียงเพื่อแจ้งข่าวให้แก่นาง “ข้ามีน้องชายเพียงคนเดียว ถึงจะไม่ได้เจอมาร่วมสามสิบปีแล้ว หวังว่าเจ้าคงจะไม่หลอกคนแก่อย่างข้านะ”

        “ข้าน้อยไม่กล้าหลอกท่านหรอก แม่สื่อหลิน ข้าอยากมาแจ้งข่าวของพ่อให้ท่านได้รับรู้ ว่าท่านพ่อยังสบายดี ถึงข้าจะกลับไปที่บ้านเกิดไม่ได้มาร่วมห้าปีแล้ว” เขาว่าพลางกำมือแน่น สาพยักหน้ารับ ช่วยยืนยันให้อีกเสียง

        “เรียกข้าว่าป้าเถอะ อย่าได้ถือตัวเองเป็นคนอื่นคนไกลไปเลยจื้อหาวเอ๊ย” ซิ่วฟานกล่าวยิ้มๆ ท่าทางผ่อนคลายลง จื้อหาวรู้สึกโล่งใจขึ้นเมื่อเห็นกิริยาดังนั้นของคนเป็นป้า สองมือยกขึ้นประสานค้อมคำนับนางในทันที

        “ขอบคุณแม่สื่อหลิ...ไม่สิ… ท่านป้ามากๆที่เข้าใจขอรับ” เขากล่าวพลางค้อมศีรษะลง เรียกเสียงหัวเราะจากแม่สื่อ นางชอบกิริยาเยี่ยงคนซื่อแบบนี้นัก

        ในขณะที่จื้อหาวกำลังยินดีกับคำตอบนั้น ดวงตาของซิ่วฟานก็เหลือบไปเห็นร่างสูงใหญ่เดินออกมาจากจวนเจ้าเมือง มุ่งตรงมายังทางอาคารด้านหลังที่เป็นที่พำนักของคนในตระกูล เคียงด้วยสตรีในชุดสีแดง นางยกมือขึ้นโบกเรียกความสนใจของชายผู้นั้น ดวงตาคมดั่งพยัฆกวาดมามองศาลากลางน้ำ ก่อนย่างเท้าเข้ามาหาพร้อมกับสตรีชุดแดง

        “มีอะไรหรือท่านแม่?” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น เรียกให้สายตาของจื้อหาวหันไปตามเสียงทันที ร่างที่เดินเข้ามาในสายตานั้นเป็นชายร่างสูง ท่าทางมีกล้ามเนื้ออย่างนักรบ ใบหน้าคมคายและดุดัน ดวงตานั้นฉายวาวดั่งตาพยัฆ เมื่อเห็นดังนั้นพ่อค้าหนุ่มก็ได้เพียงแต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ บุคคลที่เข้ามาร่วมอยู่ในวงสนทนานี้คงเป็นใครอื่นมิได้ นอกจากเจ้าเมืองเจียงเยี่ยคนปัจจุบัน หลินเจิ้งหรง นั่นเอง


        “เจิ้งหรง หรูเฟิน พวกเจ้าทำความรู้จักกับลูกพี่ลูกน้องเสียสิ” ซิ่วฟานกล่าวพลางผายมือมาทางหนุ่มชาวใต้ ทำเอาเขาสะดุ้งสุดตัว ถึงเขาจะเข้าพบป้าได้สำเร็จแล้ว ที่ยังไม่ได้เตรียมใจเลย คือการเผชิญหน้ากับเจ้าเมืองเจียงเยี่ยนี่ล่ะ


@Admin

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +3 คุณธรรม โพสต์ 2019-3-18 23:54

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +50 ความหิว -42 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 50 -42 + 5

ดูบันทึกคะแนน

หาวงานท่วมคับ
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กระบี่เจ็ดดาว
ตะกร้าสาน
สกิลตุ่น
ดมกลิ่น
ฮั่นเสียหม่า
หลี่ซื่อชุนชิว
มวยไทพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x32
x25
x220
x33
x1
x44
x134
x10
x30
x8
x50
x15
x50
x10
x31
x37
x100
x60
x45
x42
x10
x10
x100
x159
x20
x44
x100
x100
x1
x1
x1
x1
x10
x167
x54
x10
x5
x10
x2
x120
x20
x10
x5154
x83
x1
x2
x5
x110
x10
x20
x2
x536
x520
x2000
x310
x50
x187
x60
x3
x10
x50
x9
x10
x5
x29
x2
x10
x30
x1
x30
x1
โพสต์ 2019-3-19 15:44:10 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinZhiHao เมื่อ 2019-3-19 15:47

{เดินทางบนแผ่นดินฮั่น}

72 : ลูกพี่ลูกน้อง



        “ลูกพี่ลูกน้องหรือท่านแม่?” สตรีในอาภรณ์สีแดงกล่าวพลางกวาดตามองผู้มาเยือนตั้งแต่หัวจรดเท้า ดวงตาของนางคมและทอประการสงสัยใคร่รู้ “เป็นญาติทางฝั่งท่านตาใช่หรือไม่?”

        ซิ่วฟานส่ายศีรษะปฏิเสธ “ไม่ใช่ เขาเป็นลูกของน้าเจ้า ชื่อจื้อหาว เดินทางมาจากทางใต้”

        สองพี่น้องสกุลหลินหันมองหน้ากันอย่างไม่เชื่อหูตัวเองนัก โดยเฉพาะเจิ้งหรงที่ขมวดคิ้วหากันมุ่นเมื่อได้ยินคำกล่าวอ้างถึงน้าชาย ใบหน้าคมคายที่แลเป็นคนจริงจังอยู่แต่เดิมแล้วนั้น ดูดุดันและคุกคามจนหนุ่มชาวใต้ได้แต่กลืนน้ำลาย ทว่าดรุณีในอาภรณ์แดงนั้นกลับส่งเสียงหัวเราะกับคำของมารดา

        “ท่านแม่ ท่านน้าหายไปกว่าสามสิบปีแล้ว ท่านเลอะเลือนแล้วหรืออย่างไรกัน” หรูเฟินกล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งหยอกเย้า หันมามองจื้อหาวและสา “ดูจากท่าทางคงไม่ใช่ชาวต้าฮั่น เรื่องของน้าพวกเราหายไปนี่ไปเข้าหูคนนอกด่านแล้วหรือ”

        “ถึงข้าจะแก่ แต่ข้าไม่เลอะเลือนหรอกหรูเฟิน เขาเอาหยกของน้าเจ้ามาเป็นเครื่องยืนยันตัวด้วย” ซิ่วฟานว่าพลางส่งชิ้นหยกให้กับลูกสาว ทว่าเจิ้งหรงฉวยจากมือไปดูเสียก่อน ชายหนุ่มหรี่ตามองสองพี่น้องที่เดินทางจากแดนใต้ มือส่งหยกคืนให้กับมารดา

        “ท่านแม่อย่าได้เชื่อใจคนนอกเสียง่ายๆ หยกชิ้นนี้อาจจะเป็นของท่านน้าจริง แต่ไม่ได้จากการส่งช่วงต่อก็เป็นได้” เสียงทุ้มกล่าว ยกมือขึ้นไพ่หลังหรี่ตามองลูกพี่ลูกน้องจากต่างแดน “อาจเป็นการปล้นจี้ แล้วซักถึงประวัติเบื้องลึกก็เป็นได้ แล้วเอาเรื่องนี้มาหลอกให้ท่านตายใจ เพื่อมาอาศัยใบบุญบ้านสกุลหลินก็เป็นได้”

        “ข้าไม่เอาเรื่องพ่อของตัวเองมาใช้ทะเรื่องสกปรกแบบนั้นแน่!” จื้อหาวร้อง ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเคือง “ข้ามาส่งข่าวและดูความเป็นอยู่พวกท่าน เผื่อกลับไปบอกท่านได้ว่าท่านป้าและท่านปู่เป็นอย่างไรบ้างเท่านั้น”

        เจิ้งหรงหรี่ตากับกิริยาของชายชาวใต้ที่ขึ้นมายืนประจันหน้าตน ก่อนพ่มลงหายใจหนักๆคล้ายเสียงดัง ‘เหอะ’ อย่างไม่เชื่อใจนัก ดวงตาดุดันนั้นจ้องข่มราวกับเขาเป็นเนื้อหนุ่มก็ไม่ปาน คิ้วหนาขมวดหากันมุ่น

        “แล้วยังไง บอกมาตรวจสอบความเป็นอยู่หรือดูท่าทีเผื่อมายกเค้าจวนข้ากันแน่?” เจ้าเมืองเจียงเยี่ยกล่าว ย่างเท้าเข้ามาใกล้ จ้องเข้ามาในดวงตาของหนุ่มชาวใต้ “เจ้าอาจจะหลอกแม่ข้าได้ แต่จำเอาไว้ ว่าข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะเป็นลูกของท่านน้าจริง”

        จื้อหาวจ้องลูกพี่ลูกน้องกลับ แววตาของเขาวาวอย่างขุ่นเคืองใจ แม้ยามประจันหน้ากับลูกพี่ลูกน้องที่มีศักดิ์เป็นถึงเจ้าเมืองคนปัจจุบันของเจียงเยี่ยแทนที่จะเป็นปู่ของเขา มันก็จริงอยู่ว่าเขานั้นไม่มีหลักฐานอะไรมาแสดงตนได้ว่าเป็นลูกของพ่อ นอกจากหยกเพียงชิ้นเดียว แต่การมาหมิ่นว่าเขาเป็นคนคิดคดชอบแทงคนข้างหลังแบบนี้ ทำให้เขาแทบเลือดขึ้นหน้า มือกำหมัดแน่นข่มใจไม่ให้ตัวเองพลังมือทำร้ายคนไป

        เพียะ

        เสียงของฝ่ามือฟาดเข้าที่ท่อนแขนของชายหนุ่มร่างสูง มันเป็นของซิ่วฟานที่ฟาดไหล่ลูกชายด้วยกิริยากึ่งหยอกกึ่งจริงจัง เรียกสายตาของเจ้าเมืองเจียงเยี่ยให้หันมาหาเจ้าของมือ คิ้วขมวดเข้าหากันมุ่นอย่างหัวเสีย

        “อย่าเสียมารยาทกับเขาน่าเจิ้งหรง ขู่จนน้องเขาสั่นเป็นลูกนกเลยเห็นไหม” แม่สื่อว่าพลางชี้มาทางจื้อหาว หนุ่มชาวใต้กะพริบตาปริบกับคำของป้า ตัวของเขาสั่นนั้นมาจากโทสะที่คุกรุ่นอยู่ข้างใน เมื่อได้ยินดังนั้นก็ลอบส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนรู้สึกได้ถึงแรงดึงเสื้อจากลูกพี่ลูกน้องจากเขาช้างที่นั่งอยู่ข้างๆ สาเงยขึ้นมองเขาด้วยสายตาเป็นห่วงระคนตำหนิ ชายหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงขอโทษกับนางที่ตัวเองเสียการควบคุมอารมณ์ไปชั่วครู่

        “...ข้าไม่เป็นไรหรอกท่านป้า ข้าเองต่างหากที่ผิด ปล่อยให้โทสะเข้าครอบงำเยี่ยงนี้” เขากล่าวพร้อมประสานมือค้อมตนลง “โปรดอภัยให้ข้าด้วยพี่ใหญ่เจิ้งหรง”

        แพคิ้วหนาขมวดมุ่นยามมองลูกพี่ลูกน้องที่เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนค้อมตนลง กิริยาที่ดูเหมือนถูกสอนสั่งเรื่องมารยาทมาเป็นอย่างดีนั้นทำให้เจิ้งหรงใจอ่อนลงเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ใช่ว่าจะเชื่อใจชายแปลกหน้าผู้นี้ได้ลง ดวงตาดุดันนั้นเหลือบมองมารดาที่จ้องเขากลับ ประหนึ่งว่าเขาทำอะไรผิดไปอย่างไรอย่างนั้น แต่ด้วยความทระนงในศักดิ์ ทำให้เจิ้งหรงเชิดหน้าขึ้นแล้วหันมองไปทางอื่นหลบสายตาของมารดา

        “อย่าเรียกข้าว่าพี่ ข้ายังไม่นับว่าเจ้าเป็นน้อง” ผู้ว่าเมืองเจียงเยี่ยกล่าว ดึงมือของตนออกจากการจับกุมมารดา แล้วหันหลังให้ ทว่าก่อนเดินจากไปนั้นก็เอ่ยขึ้น “ขอโทษด้วยที่ว่าร้ายเจ้า”

        คนที่เหลืออยู่นั้นได้แต่มองผู้นำสกุลคนปัจจุบันเดินจากไป จื้อหาวได้แค่มองตามอย่างนึกโล่งใจว่า ลูกพี่ลูกน้องของเขาคนนี้มิได้มีนิสัยชอบข่มเหงคนอื่น หนำซ้ำยังยอมรับสิ่งที่ตนทำผิดด้วย ส่วนซิ่วฟานและหรูเฟินกลับยิ้มขำน้อยๆกับกิริยาซับซ้อนของเจิ้งหรง

“อย่าได้ถือสาหาความเจิ้งหรงเขาเลยนะจื้อหาว เขาขี้ระแวงแบบนี้มาแต่เล็กแล้วน่ะ” ซิ่วฟานกล่าวพลางบีบบ่าหลานชายเล็กน้อยให้กำลังใจ หนุ่มชาวใต้ยิ้มและส่ายหน้า

“ไม่เลยขอรับท่านป้า ข้าเข้าใจความรู้สึกของพี่เจิ้งหรงดี” เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม หรูเฟินค่อยๆขยับเข้ามาใกล้ นิ้วเรียวนุ่มของนางไล้ปลายคางของชายหนุ่ม แล้วจับบิดซ้ายขวาคล้ายตรวจสภาพสินค้า แล้วยิ้มกริ่มเมื่อเห็นสายตางุนงงของลูกพี่ลูกน้อง

“ใบหน้าคมเข้มผสมกับเค้าของชาวต้าฮั่น กลิ่นไอของเลือดผสมของชาวฮั่นกับคนทางใต้ออกมาเป็นแบบนี้เองสินะ” นางกล่าวพลางปล่อยมือ “ข้าหลินหรูเฟิน ทายาทลำดับที่สองของสกุลหลิน ยินดีที่ได้รู้จัก”

“อะ ยินดีที่ได้รู้จักขอรับท่านพี่หรูเฟิน”

“หรูเฟิน อย่าจับน้องเหมือนตุ๊กตาแบบนั้นสิ” ซิ่วฟานดุลูกสาวของตน ในขณะที่หรูเฟินนั้นส่งเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนหันกลับมาหาอีกครั้ง “จื้อหาว เดี๋ยวเจ้าจะต้องไปไหนต่ออีกรือเปล่า? จะพักที่นี่สักหน่อยไหม?”

“สักพรุ่งนี้ข้าคงต้องเดินทางต่อแล้ว ข้าน้อยเป็นพ่อค้าคาราวานขอรับ ข้าน้อยเดินทางขายของไปเรื่อยๆในต้าฮั่น ได้พบท่านป้าวันนี้ นับว่าเป็นวาสนาของข้าน้อยแล้ว ข้าไม่อาจรบกวนท่านได้มากกว่านี้อีก” เขากล่าว รอยยิ้มของเขาเจื่อนลง ใจหนึ่งนั้นก็หวั่นว่าจะทำหน้าอย่างไรหากต้องพบกับปู่ตัวจริงๆ

“อย่าได้เป็นกังวลไปเลย นี่มันก็สามสิบปีมาแล้ว ท่านพ่อคงเลิกโกรธเจ้าเจินเสียงแล้วล่ะ” ซิ่วฟานว่าพลางยกมือขึ้นเท้าเอว รอยยิ้มของนางนั้นราวกับคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ “ถือเสียว่าอยู่เพื่อทำความรู้จักกันก็พอ แค่พักสักคืนจะเป็นอะไรไปเล่า”

จื้อหาวมองกิริยาของป้า แล้วหันมองสาที่ยืนเงียบอยู่ข้างเขามานาน ซิ่วฟานคงไม่รับคำปฏิเสธเป็นคำตอบเป็นแน่แท้ ชายหนุ่มลอบถอนหายใจก่อนหันมาหาแม่สื่อ

“งั้นคงต้องขอรบกวนท่านป้าด้วยแล้วขอรับ”



แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +3 คุณธรรม โพสต์ 2019-3-19 16:27

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -22 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -22 + 3

ดูบันทึกคะแนน

หาวงานท่วมคับ
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กระบี่เจ็ดดาว
ตะกร้าสาน
สกิลตุ่น
ดมกลิ่น
ฮั่นเสียหม่า
หลี่ซื่อชุนชิว
มวยไทพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x32
x25
x220
x33
x1
x44
x134
x10
x30
x8
x50
x15
x50
x10
x31
x37
x100
x60
x45
x42
x10
x10
x100
x159
x20
x44
x100
x100
x1
x1
x1
x1
x10
x167
x54
x10
x5
x10
x2
x120
x20
x10
x5154
x83
x1
x2
x5
x110
x10
x20
x2
x536
x520
x2000
x310
x50
x187
x60
x3
x10
x50
x9
x10
x5
x29
x2
x10
x30
x1
x30
x1
โพสต์ 2019-4-3 01:57:47 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinZhiHao เมื่อ 2019-4-3 12:21

{เดินทางบนแผ่นดินฮั่น}



73 :  พี่น้องสกุลหลิน



        ในคราวแรกจื้อหาวตั้งใจจะค้างอยู่เพียงแค่คืนเดียว ทว่าลงท้ายแล้วหนุ่มชาวใต้และพี่สาวนั้นอาศัยที่จวนสกุลหลินหลายวัน จากความสงสัยใคร่รู้ของญาติพี่น้องฝั่งชาวฮั่นเกี่ยวกับดินแดนทางใต้ แม้ว่าบิดาของชายหนุ่มนั้นหายตัวไปร่วมสามสิบปี ความเงียบเหงาของจวนผู้ว่าเมือง ก็ถูกทดแทนด้วยบรรดาบุตรชายบุตรสาวของป้า ที่มีด้วยกันถึงเจ็ดคน และสะใภ้อีกคนหนึ่ง นับว่าเป็นครอบครัวใหญ่น่าดู หากนับเหล่าลูกพี่ลูกน้องของซิ่วฟานอีกร่วมสิบคนที่อาศัยอยู่ตามเมืองต่างๆ ยังไม่นับพวกน้องชายน้องสาวของปู่และย่าของเขา

        แม้ว่าเหล่าพี่น้องสกุลหลินนั้นจะยังไม่รู้ว่าเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องที่เชื่อมด้วยสายเลือดหรือไม่ ทุกคนต่างก็นับว่าจื้อหาวนั้นได้นำข่าวที่น่ายินดีมาให้มารดาของตน(ยกเว้นเจิ้งหรงที่ไม่ไว้ใจเขา) หนุ่มแดนใต้แลกเปลี่ยนและพูดคุยกับเหล่าลูกพี่ลูกน้อง เล่าถึงเรื่องราวของเมืองทางใต้ การใช้ชีวิตและผู้คน ทำความรู้จักกับลูกพี่ลูกน้องชาวต้าฮั่น นับว่าโชคดีที่ปู่และย่าของเขาไม่อยู่ที่จวน ไม่อย่างนั้นคงต้องอธิบายกันยาวๆหรือโดนปู่สอบสวนแน่ๆ จากการพูดคุยทำให้จื้อหาวจับบุคลิกของเหล่าลูกพี่ลูกน้องได้คร่าวๆ

เจิ้งหรง ที่สุขุม เยือกเย็น รอบคอบ และเป็นที่นับหน้าถือตาของเมืองเจียงเยี่ยในฐานะผู้ว่าการ
หรูเฟิน หรือหมอยาหลิน รอบรู้ กิริยาเย้ายวน และการพูดจาที่ไม่รู้ว่านางพูดเล่นหรือเอาจริงกันแน่
ฟู่ไฮ่ ทายาทลำดับสอง มาในรูปแบบพี่ชายขี้เล่น ช่างพูด มั่นใจและเปิดกว้าง
ลี่เหลียน คุณหนูเพียงหนึ่งเดียวของครอบครัว บอบบาง อ่อนหวาน และอ่อนโยน ขี้เป็นห่วง
เฉิงหลิง พูดไม่เก่ง บางครั้งก็แลขี้กลัว ขัดกับรูปร่างที่ใหญ่โต
หมิงเสวี่ย จืดจางในหมู่พี่น้อง ทว่าก็เป็นมิตรและเปิดกว้าง
และจิ้งหลาน น้องสาวคนเล็กของครอบครัว ที่ซุกซน ขี้เล่น ช่างสงสัย และไร้ซึ่งบุคลิกของลูกหลานขุนนางโดยสิ้นเชิง

แม้ว่าเจิ้งหรงผู้พี่นั้นจะไม่ค่อยเชื่อใจและระแวงจื้อหาว เหล่าน้องชายน้องสาวของเจ้าเมืองนั้นกลับให้ความสนใจ และเปิดกว้างให้แก่หนุ่มชาวใต้ ชายหนุ่มรู้สึกอุ่นในกับกิริยาเป็นมิตรของพี่น้องสกุลหลินที่เหลือ

“จะไปแล้วหรือ?” เสียงหวานใสของบุตรีคนกลางของครอบครัวสกุลหลินดังขึ้น เรียกให้จื้อหาวและสาที่กำลังเก็บข้าวของหันไปตามเสียง แล้วพบว่าลี่เหลียนนั้นยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องพร้อมจานใส่ขนมไหว้พระจันทร์

“อา ข้าปล่อยให้ลูกน้องรอนานไม่ได้น่ะ… ข้ายังต้องออกค้าขายอีก” ชายหนุ่มกล่าวพลางวางมือและเดินเข้ามาหาลูกพี่ลูกน้อง ดวงตาสำเข้มทอสีน้ำเงินเข้มนั้นฉาวแววเสียดายเล็กน้อย ใบหน้าขาวนวลหวานล้ำนั้นคลี่ยิ้มอ่อนหวาน

“น่าเสียดาย น่าจะค้างให้นานกว่านี้สักน้อย” ลี่เหลียนกล่าว ก่อนที่ร่างเล็กของจิ้งหลานนั้นจะโดดผลุงเข้ามาในห้อง

“อะไรกัน พี่ใหญ่จื้อหาวจะไปแล้วเหรอ?” สาวน้อยส่งเสียงร้องออกมา ดวงตากลมโตมองไปรอบๆห้องพักชั่วคราวของแขก เมื่อเห็นว่าสานั้นก็กำลังเก็บของตัวเองอยู่นั้นก็หันมาหาลูกพี่ลูกน้อง “พี่จะเอาพี่สาไปด้วยเหรอ?”

“อืม ข้าปล่อยนางไว้ไม่ได้หรอก ขืนทิ้งนางไว้ ข้าสิจะโดนเล่นงานเอาได้” จื้อหาวแจง ก่อนที่ร่างเพรียวลมของจิ้งหลานนั้นจะกระโดดตะกายลูกพี่ลูกน้องเอาไว้ไม่ต่างกับเด็กๆ

“พี่จื้อหาว พาข้าไปด้วยสิ ข้าเบื่ออยู่แต่กับบ้านแล้ว” สาวน้อยร้องครวญ พวงแก้มใสถูเข้าที่อกของชายหนุ่ม เรียกให้พี่สาวตีเข้าที่ไหล่ของนางเป็นการตักเตือน “อย่าดื้อน่าจิ้งหลาน เขาไม่ได้เดินทางท่องเที่ยวนะ”

จื้อหาวหัวเราะ วางมือลงหัวของลูกพี่ลูกน้องแล้วยีหัวร่างเล็กนั้นเบาๆ

“ข้างนอกอันตรายจะตาย ข้าพาสาวน้อยอย่างเจ้าออกไปไม่ได้หรอก อีกอย่าง พี่ใหญ่เจ้าสิจะได้เล่นงานข้าตายชัก” หนุ่มชาวใต้ว่าพลางดึงแก้มใสนั้นอย่างเอ็นดู กิริยานั้นทำให้เขานึกถึงเจ้าตรีที่เขาช้าง ทว่าจิ้งหลานนั้นกลับพองแก้มป่องกับกิริยาของเขา เมื่อถูกปฏิบัติด้วยราวกับเป็นเด็กเล็กๆ

“แต่ข้าเป็นวิชายุทธ์นะ ข้าควบคุมสัตว์ได้เหมือนพี่หรูเฟินด้วยนะ ข้าฝึกวิชามาจากตึกหมื่นอสูร ข้าสู้เป็น ข้าเป็นประโยชน์ให้กับขบวนคาราวานได้นะ” ดรุณีน้อยเริ่มต่อรอง กระทั่งร่างเล็กนั้นถูกแกะออกด้วยมือของพี่ชายคนรอง ฟู่ไฮ่กอดน้องสาวที่เริ่มดิ้นพราดๆในอ้อมแขน ส่งเสียงโวยวายประหนึ่งกระรอกไม่เชื่องมือคน แล้วหยิกแก้มจนนางร้องเสียงหลง

“ทำตัวน่าอายแล้วจิ้งหลาน เขาว่าพาเจ้าไปไม่ได้ก็พาเจ้าไปไม่ได้สิ” ลูกชายคนรองของสกุลหลินกล่าวดุ

“แม้แต่พี่ด้วยหรือพี่ฟู่” สาวน้อยครวญ เงยหน้าขึ้นมองพี่ชายที่ยิ้มมองนางกลับ “ปกติพี่ไม่ว่าอะไรนี่นาเวลาข้าซน”

“ข้ายอมเพราะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ขืนเจ้าออกไปนี่ ไม่คิดเหรอว่าพี่เจิ้งจะโกรธเจ้าแค่ไหน?” เขากล่าว ใบหน้าของสาวน้อยหงิกลง ก่อนหยุดดิ้นขัดขืนในอ้อมแขนของพี่ชาย เมื่อเห็นว่าทุกคนในห้องพยักหน้าเห็นด้วย

“ไม่ยุติธรรมเลย ทีพี่สายังเดินทางไปไหนมาไหนตลอดเลย” นางบ่นอุบอิบ จื้อหาวกลั้วหัวเราะเบาๆ

“พี่สาเขาเดินทางเพราะจำเป็น ไว้เจ้าโตกว่านี้ ค่อยออกไป” ฟู่ไฮ่กล่าวพลางยีหัวน้องสาวคนเล็ก และปล่อยมือให้นางได้ยืนดีๆ บุตรคนรองของสกุลหลินมองลูกพี่ลูกน้อง เอามือบีบบ่าจื้อหาวแล้วตบเบาๆ

“เดินทางปลอดภัย ทำมาค้าขึ้นนะจื้อหาว” เขากล่าวพร้อมยิ้มกว้างเป็นมิตร “แล้วก็… ถ้าเวียนมาทางนี้ก็แวะมาเยี่ยมพวกเราบ้างล่ะบ้างล่ะ”

“ข้าแวะแน่ไม่ต้องห่วง” หนุ่มชาวใต้กล่าว ยิ้มรับกับคำของฟู่ไฮ่

“แล้วจะเดินทางไปไหนต่อหรือ?” ลี่เหลียนเอ่ยถาม จื้อหาวไล้ปลายคางของตนเองใช้ความคิด

“คิดว่าขึ้นไปทางชวี๋โจวน่ะ แวะไปซื้อผ้ากับของสักหน่อย แล้วก็ขายสินค้ามันตรงนั้นเลย” หนุ่มชาวใต้ว่า

“งั้นข้าขอรบกวนอะไรสักหน่อยได้หรือไม่?” ลี่เหลียนกล่าว ใบหน้าขาวขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย ก่อนยื่นจดหมายให้กับเขาฉบับหนึ่ง “ชะ ช่วยเอาไปส่งให้กับนายกองที่ประตูเมืองทางเหนือของเจียงเยี่ยด้วยนะคะ”

“ได้แน่นอนอยู่แล้ว ว่าแต่คนที่ข้าจะส่งให้หน้าตาเป็นยังไงเหรอ?” จื้อหาวรับซองจดหมายนั้นมาหมุนรอบๆดู เห็นว่ามีชื่อให้แก่คนรับเขียนอยู่บนซอง ดวงตาสีน้ำตาลไหม้กะพริบปริบกับกิริยาของลี่เหลียนที่บิดตัวไปมาด้วยท่าทางกระมิดกระเมี้ยน ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่อจนแดงก่ำอย่างเอียงอาย ในขณะที่พี่น้องของนางมองหน้ากันแล้วหัวเราะในคอ

“โอย เจ้าหาเขาไม่ยากหรอกจื้อหาวเอ๋ย” ฟู่ไฮ่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าน้องสาวเขินเกินกว่าจะพูดได้ “เป็นชายร่างใหญ่เหมือนกับหมี ดวงตาวาวโรจน์ดุดันอย่างสัตว์ล่าเนื้อ แล้วก็สูงค้ำหัวชาวบ้าน สูงเกินพี่เจิ้งเราเกือบช่วงหัวหนึ่งเลยทีเดียว”

จื้อหาวกะพริบตาอย่างไม่เชื่อหูตัวเองนัก เขาเหลือบมองสาวงามของสกุลหลิน ที่ตอนนี้หน้าแดงก่ำยิ่งกว่าสีผ้าย้อม ก่อนที่มือเล็กนั้นจะรัวทุบเข้าที่ช่วงไหล่ของพี่ชายแก้เขิน เขาไม่คาดว่าสาวงามร่างบอบบางอย่างนางจะมีรสนิยมในผู้ชายที่ฟังแล้วจะดูน่ากลัวแบบนั้น ก่อนลอบขำออกมา

“งั้นเดี๋ยวข้าเอาไปส่งให้ถึงมือแน่นอน ไม่ต้องเป็นห่วงไป” เขาว่ายิ้มๆ ก่อนจะจากคนบ้านสกุลหลินออกมาหลังเก็บข้าวของเสร็จ สองพี่น้องขี่ม้าฮั่นเสียกลับมายังขบวนคาราวานที่จอดรออยู่ในตัวเมือง

‘เป็นครอบครัวที่ครึกครื้นดีนะ’ สาเปรยขึ้นขณะกำลังเตรียมตัวเพื่อเดินทางต่อ

‘นั่นสินะ ชวนให้คิดถึงน้องๆที่เขาช้างไม่มีผิดเลย’ จื้อหาวว่า ดวงตาชาวใต้ทั้งสองจะหมองลงเล็กน้อย ก่อนหวนเป็นปกติ อย่าางน้อยก็น่าจะผูกมิตรกับคนที่บ้านสกุลหลินได้แล้ว ต่อไปก็น่าจะต้องหาวิธีลงใต้กลับบ้านกันต่อล่ะ

@Admin

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -11 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -11 + 3

ดูบันทึกคะแนน

หาวงานท่วมคับ
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กระบี่เจ็ดดาว
ตะกร้าสาน
สกิลตุ่น
ดมกลิ่น
ฮั่นเสียหม่า
หลี่ซื่อชุนชิว
มวยไทพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x32
x25
x220
x33
x1
x44
x134
x10
x30
x8
x50
x15
x50
x10
x31
x37
x100
x60
x45
x42
x10
x10
x100
x159
x20
x44
x100
x100
x1
x1
x1
x1
x10
x167
x54
x10
x5
x10
x2
x120
x20
x10
x5154
x83
x1
x2
x5
x110
x10
x20
x2
x536
x520
x2000
x310
x50
x187
x60
x3
x10
x50
x9
x10
x5
x29
x2
x10
x30
x1
x30
x1

ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|

Copyright © 2001-2012 | The Legend of Wulin  สงวนลิขสิทธิ์ | GMT+7, 2019-4-19 00:32

ขึ้นไปด้านบน