กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบอุปกรณ์พกพา | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์
ดู: 799|ตอบกลับ: 34

{ เมืองอู๋เว่ย } ย่านการค้า

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2017-7-15 23:48:13 |โหมดอ่าน

ย่านการค้าเมืองอู๋เว่ย



ตลาดใจกลางเมืองอู๋เว่ย เป็นแหล่งการค้าที่มีชาวนอกด่านเยอะที่สุด 
สินค้าที่หลากหลากมากมายจากหลายแว่นแคว้นขบวนคาราวานจากเส้นทางสายไหม
มีผู้คนหลายชาติสัญจรไปมา เนื่องจากเมืองแห่งนี้เป็นทางผ่านเข้าออกแผ่นดินฮั่น
และออกสู่เส้นทางสายไหนตะวันตก

โพสต์ 2017-7-18 16:18:04 | ดูโพสต์ทั้งหมด
           ตลาดชานเมืองอู๋เว่ย
        หลังจากที่รถม้าที่ขนผ้าของชาวโหรวหรานของจากร้านผ้าไหมจื่อถง เมืองจือถง ทั้งหลี่เซี้ยนเจ่อและหลี่เหม่ยหลินที่นั่งหน้าบังคับรถม้าโดยวิ่งผ่านเมืองอู๋โต่ว เทียนซุย และจินเฉิน จึงเข้าสู่ตัวเมืองอู๋เว่ยเมืองแถบชายแดนที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลายทั้งหน้าตาและภาษา โดยหลี่เซี้ยนเจ่อขับรถม้าเข้ายังตลาดชานเมืองอู๋เว่ยเพื่อนำส่งผ้าให้กับชาวโหรวหรานตามที่เถ้าแก่ได้แจ้งมาให้กับตนทราบ
     "ที่นี่ดูคึกคักดีน่ะ" หลี่เหม่ยหลินพูดอย่างดีใจเมื่อตัวเองกระโดดลงจากรถม้าแล้ว ส่วนหลี่เซี้ยนเจ่อก็อ้อมไปยังด้านหลังของรถม้าเพื่อเปิดเอาผ้าออกมา
     "พี่ชาย นั่นใช่พวกโหรวหรานรึเปล่า?" หลี่เหม่ยหลินชี้กลุ่มคนที่กำลังเดินมาหาพวกตน
     "น่าจะใช่น่ะ เพราะดูจากลักษณะการแต่งกายคงไม่ผิดแน่" หลี่เซี้ยนเจ่อเพ่งมอง
   กลุ่มชาวโหรวหรานเดินมาถึงยังรถม้าที่พวกเขาจอดอยู่ แล้วก็เป็นคนเดินนำหน้ามาคนแรกที่เอ่ยทักทายพวกเขา
     "สวัสดีท่านทั้งสอง ไม่ทราบว่าพวกท่านมาทำอะไรไกลถึงที่นี่" บุรุษชาวโหรวหรานทักทายและสงสัยการมาถึงของพวกเขา
     "สวัสดี พวกเราสองคนได้รับการไหว้วานให้นำผ้าทั้งหมดมาให้พวกท่าน อ้อ พวกเราเดินทางมาจากจือถงนะ" หลี่เซี้ยนเจ่อเอ่ยแทนน้องสาวที่กำลังจะอ้าปากพูด
     "งั้นเหรอเนี่ย ข้าขอรบกวนดูผ้าที่นำมาได้หรือไม่?" ชายคนดังกล่าวเอ่ยเพื่อขอดูผ้า
     "เชิญดูได้ น้องสาวข้าเป็นคนตัดเย็บทั้งหมด" หลี่เซี้ยนเจ่อหลีกทางให้พร้อมทั้งให้กลุ่มชาวโหรวหรานได้เดินเข้ามาดู  เมื่อพวกเขาได้ดูต่างก็พูดเป็นภาษาของตัวเองที่ตัวเขาเองก็ฟังไม่ออก จึงสังเกตุเอาจากสีหน้าและท่าทาง
     "เป็นผ้าที่ตัดเย็บได้สวยดี ข้าขอบใจมากที่พวกเจ้าเอาผ้ามาให้พวกเรา" ชายชาวโหรวหรานเอ่ยขอบคุณ  
หลี่เซี้ยนเจ่อและหลี่เหม่ยหลินเมื่อพูดคุยและส่งมองผ้าเสร็จก็โค้งคำนับเป็นการขออำลา จากนั้นก็กระโดดขึ้นรถม้าและเดินทางกลับเมืองจือถงทันที


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +20 เงินตำลึง +300 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 20 + 300 + 2

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
บันทึกซางยาง
ทวนอสรพิษ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x4
x4
x1
x1
โพสต์ 2017-8-16 22:18:22 | ดูโพสต์ทั้งหมด
27

                 ณ ตลาดชานเมือง เมืองอู๋เว่ย
                    หลิน ซ่งหยางหมิง และหานเยว่ฉานได้ตกลงกันว่าจะเดินทางไปฉางอันด้วยกันทั้งสามจึงเริ่มออกเดินทางระหว่างทางนั้นได้เดินทางผ่านตลาดแถบย่านชานเมืองอู๋เว่ยจึงได้แวะพักกันหอมปากหอมคอสักครู่ก่อนออกเดินทาง
                    "ข้าขอแวะซื้อเนื้อสักครู่นะคะ" หานเยว่ฉานเอ่ยขึ้นขณะที่ทั้งสามคนกำลังเดินผ่านร้านขายเนื้อของพ่อค้าตะวันตก
                    "ท่านจะนำเนื้อพวกนี้ไปทำอะไรหรือ?" หลินเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
                    "ข้าจะนำมันกลับไปยังโรงเตี๊ยมที่ข้าทำงานอยู่น่ะค่ะ ถ้าหากได้เนื้อชั้นดีก็คงจะดี" หานเยว่ฉานตอบพลางยิ้ม
                    "ถ้าไม่รังเกียจก็ให้ข้าช่วยถือเถอะขอรับ" ซ่งหยางหมิงบอกเมื่อเห็นสตรีตรงหน้าถือของหนัก
                    "ขอบคุณท่านมากจริงๆ" หานเยว่ฉานบอกด้วยความซาบซึ้งก่อนจะส่งของครึ่งหนึ่งให้อีกฝ่าย
                    "ข้าก็จะช่วย" หลินเอ่ยขึ้นพร้อมกับเข้าไปช่วยหานเยว่ฉานถือผ้าห่อเนื้ออีกคน
                    จากนั้นทั้งสามจึงได้ออกเดินทางตรงไปยังฉางอันเสียทีหลังจากที่โอ้เอ้มานาน ระหว่างทางหลินและซ่งหยางหมิงได้พูดคุยกับหานเยว่ฉานบ้างจึงได้ทราบว่านางได้แต่งงานเข้าบ้านตระกูลอวิ๋นที่ฉางอัน และมีบุตรชายหญิงด้วยกันอย่างละคน


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ชื่อเสียง +25 ความหิว -2 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 25 -2 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
อริยสัจสี่
จิ่งเทียน
รถม้าหรูหรา
มีดสั้น
ตัวเบาพื้นฐาน
กำหนดลมหายใจ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x68
x300
x300
x50
x1
x1
x1
x15
x10
x5
x20
x25
x20
x25
x50
x35
x100
x25
x25
x10
x200
x1
x50
x150
x10
x120
x125
x400
x170
x6
x250
x20
x135
x50
x4
x58
x15
x50
x40
x25
x1
x67
x5
x3
x16
x20
x1
x1

24

กระทู้

140

โพสต์

1หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
383
เงินตำลึง
40950
ชื่อเสียง
6909
ความหิว
111
ซูซาคุ
ระดับ 1
โพสต์ 2017-10-20 20:20:37 | ดูโพสต์ทั้งหมด
บทที่10:แวะซื้อเสบียงก่อนออกเดินทางต่อ


หลังจากอากิโกะ ควบม้าออกจากจื่อถงแล้วเธอก็คิดว่าลองแวะไปตลาดชานเมืองแถว อู๋เว่ย ซะหน่อย เพราะได้ยิน

จากชาวบ้านแถวนั้นพูดในระหว่างออกจากเมืองจื่อถงว่าแถวๆนั้นมีของขายเยอะ และเป็นที่รวมตัวของพวกชาวนอกด้าน

เลยคิดว่าลองแวะไปดูหน่อยแล้วกัน

"เอาละ วันนี้ข้าจะต้องแวะซื้อเสบียงแถวๆอู๋เว่ยแล้วค่อยออกเดินทางต่อละนะ ควบไปเลยทัตสึโอะ!"

หลังจากพูดจบอากิโกะ ก็เร่งควบอาชาสีดำของเธอพุ่งออกไปอย่างรวจเร็วในทันที

----------------------------------------------------------------------------------------
ณ.ตลาดชานเมืองอู๋เว่ย

"โหที่นี้มันใหญ่ดีจริงๆแหะ"อากิโกะพูดไปขณะขี่ม้าชอบรอบๆตลาดเล็กน้อย ก่อนที่จะหาที่สำหลับผูกม้าจนเจอแล้ว

เข้าไปตรงที่ผูกม้าพร้อมลงจากม้าแล้วเอาเชือกผูกม้าไว้แถวๆนั้น พร้อมหยิบกระเป๋าเสบียงที่ติดกับม้ามา

"เอาละที่นี้ ก็ได้เวลาหาซื้อเสบียง" หลังจากพูดจบอากิโกะ ก็เดินไปดูของในตลาดทันที เพื่อหาซื้อเสบียงที่จะใช้ในการเดินทาง

"หมั่นโถว ร้อนๆจ๋า! หมั่นโถวร้อนลูกละ40ตำลึงเอง"(แม่ค้าหมั่นโถวตะโกนเรียกลูกค้าเข้าร้าน)

"เนื้อสดๆเลย มีตั้งแต่เนื้อหมู ไก่ ถึงหมีก็มีนะ!(พ่อค้าร้าน ขายเนื้อตะโกนไปเพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้านด้วยเสียงทรงพลัง)

"สุราชั้นเลิศ จากแถวๆฉางอันก็มีนะ ถูกๆไม่แพง"(พ่อค้าร้านขายสุราที่มีไหสุราเต็มร้านพูดเรียกลูกค้าแข่งกับร้านอื่นๆ)

"เยอะจริงๆแหะ ลองแวะซื้อหน่อยแล้วกัน" หลังจากพูดจบอากิโกะก็แวะ เข้าร้านหมั่นโถวเป็นร้านแรก

"เอาเชิญเลยๆคุณหญิง อยากได้หมั่นโถวร้อนๆกี่ลูกดีละคะ" แม่ค้าร้านหมั่นโถวพูดไปขณะยิ้มให้อากิโกะ

"เอา3ลูกเลยแล้วกันคะ" อากิโกะบอกจำนวนไป แล้วเตรียมหยิบเงินมาจ่าย

" 3ลูก120ตำลึงแม่นาง" แม่ค้าพูดไปขณะหยิบหมั่นโถว3ลูกให้อากิโกะ

" ขอบคุณมากคะ อ๊ะนี้เงินคะ" ยื่นเงิน120ตำลึงให้แม่ค้าหลังจากรับหมั่นโถวมา3ลูกแล้วเดินไปร้านอื่นต่อ

"เอาละ หมั่นโถวมีแล้วต่อไปก็ร้านขายสุรา"หลังจากพูดจบอากิโกะ ก็เดินไปที่ร้ายขายสุราต่อทันที

"เอาเชิญเลยๆ คุณหญิง อยากได้สุราแบบไหนงั้นรึขอรับ" พ่อค้ารานขายสุราพูดไปขณะถูมือตัวเองและยิ้มบริการให้อากิโกะ

"เอาสุรากู่จิ่งไหหนึงคะ"อากิโกะ สั่งแบบไม่ต้องคิดแล้วเตรียหยิบเงินขึ้นมา

"ได้แล้ว แม่นางไหละ99ตำลึง"
พ่อค้าร้านสุราส่งไหเหล้าให้อากิโกะ

"ขอบคุณมากคะ" จ่ายเงินไป99ตำลึงและรับไหสุรามา แล้วเก็บทั้งหมั่นโถว3ลูกและไหสุรากู่จิ่งใส่กระเป๋าสัมภาระจนเรียบร้อย
พร้อมเดินกลับไปที่ม้าทันที

"เอาละเสบียงพร้อมแล้ว"เอากระเป๋าเสบียงมาสะพายที่ไหล่ตนเองแล้วปลดเชือกที่ผูกม้าออก แล้วกระโดดขึ้นหลังม้าในทันที

"ไปกันเลย ทัตสึโอะ!" หลังจากพูดจบอากิโกะ ก็ขี่ม้าออกจากตลาดชานเมืองเพื่อเดินทางต่อทันที



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -11 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -11 + 3

ดูบันทึกคะแนน

ผิดไปข้อ1
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กลยุทธ์ซุนปิน
ง้าวมรกต
ม้าวายุทมิฬ
มีดบิน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x12
x7
x30
x4
x5
x3
x18
x19
x1
x4
x29
x30
x3
x5
x3
x30
x21
x79
x124
x109
x11
x46
x4
x86
x2
x2
x2
x14
x15
x1

24

กระทู้

140

โพสต์

1หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
383
เงินตำลึง
40950
ชื่อเสียง
6909
ความหิว
111
ซูซาคุ
ระดับ 1
โพสต์ 2017-10-27 13:07:46 | ดูโพสต์ทั้งหมด
บทที่17:แวะซื้อของที่ตลาดซานเมืองอีกครั้ง

ราตรีผ่า่นพ้นไป ยามเช้าของวันใหม่ก็มาเยือนอีกครั้ง อากิโกะที่นอนหลับสบายอยู่บนเตียงนั้น

ก็เล่นหลับไม่ยอมตื่น ขณะทางเจ้าไก่ฟ้าที่ตื่น แล้วก็ทำการปลุกหญิงสาวผู้เป็นนายของมันโดยการจิกที่ศรีษะเบาๆ

"โอ้ยๆเจ็บๆเบาๆหน่อยซูซาคุ" อากิโกะพูดขึ้นขณะที่รีบตื่นและลุกโดยไว ถ้าช้าเพียงนิดเดียว เจ้าไก่ฟ้านี้คงจิกเธอไม่หยุดแน่

"กุ๊กๆ"เจ้าไก่ฟ้ามองเจ้านายของมันแบบเอียงคอมอง อย่างสงสัย

"เฮ้อ..ขอบคุณที่ช่วยปลุกนะ ซูซาคุ" อากิโกะถอนหายใจเล็กน้อยแล้วยื่นมือไปลูบหัวของเจ้าไก่ฟ้าเบาๆ

"กุ๊กๆ" เจ้าไก่ฟ้ายืนนิ่งเพื่อให้หญิงสาวลูบหัวของมัน

"เอาละ เช้านี้ พวกเราเตรียมออกเดินทางกันดีกว่านะ" หลังจากลูบหัวจนพอใจแล้ว อากิโกะ ก็หยุดแล้วไปจัดการทำธุระส่วนตัวอะไรจนเรียบร้อย
แล้วจึงอุ้มซูซาคุ ไปทานอาหารเช้า ที่ทางโรงเตี๊ยมจัดไว้ให้จนเรียบร้อย แล้วจึงกลับไปที่ห้องพัก ไปเอากระเป๋าสัมภาระลงมาพร้อมเดินไปที่คอกม้า
ของโรงเตี๊ยม

"ว่าไง อรุณสวัสดิ์นะ คัทสึโอะ" อากิโกะพูดไปขณะเปิดประตูรั่วคอกม้าแล้วจูงอาชาสีดำทมิฬของเธอออกมาแล้วลูบหัวของมันเบาๆอย่างเอ็นดู

"ฮี่" เจ้าอาชาสีดำทมิฬยืนนิ่งๆให้หญิงสาวลูบหัวอย่างรู้งาน

"ให้ตายสิ เพราะความฝันแปลกๆเมื่อคืนรึ เปล่านะที่ทำให้ข้ากับพวกเจ้าคิดว่า ความสัมพันของพวกเรามันคงลึกซึ้งขึ้นไปอีดขั้น"

หลังจากพูดจบอากิโกะก็ทำการผูกกระเป๋าสัมภาระกับคัทสึโอะจนแน่น ก่อนจะปีนขึ้นไปขี่หลังของอาชาสีดำคู่ใจของเธอ
และตามมาด้วย เจ้าไก่ฟ้า ที่กระโดด ขึ้นมาเกาะที่ท้ายของเจ้าม้าสีดำทมิฬ เพื่อเตรียมพร้อม

"เอาละ! วันนี้พวกเจ้าพร้อมเดินทางไม! คัทสึโอะ ซูซาคุ" อากิโกะพูดด้วยเสียงคึกคักขณะ จับบังเหียนม้าไว้แน่น

"กระต๊าก!"

"ฮี่!"

ทั้งเจ้าไก่ฟ้าและอาชาทมิฬร้องตอบเจ้านายของพวกมัน เหมือนเสียงตอบรับว่าพร้อมแล้ว

"ดีละ! งั้นออกเดินทางกันดีกว่า! เป้าหมายวันนี้ตลาดชานเมือง ของเมืองอู๋เว่ย!"  หลังจากพูดจบ อากิโกะก็สะบัดบังเหียนม้าทันที

"ฮี่!!" เจ้าอาชาสีดำทมิฬ ร้องขึ้นเล็กน้อย แล้วรีบวิ่งออกไปทันที

---------------------------------------------------------------------
ณ.ตลาดซานเมือง(แห่งเมืองอู๋เว่ย)

หลังจากควบม้า มาร่วมวันจากซานตงมาอู่เว่ยก็ใช้เวลานานพอตัวเหมือนกัน

"โอ๊ส กลับมาที่ตลาดชานเมืองอีกรอบแล้ว" อากิโกะพูดไปขณะเดินจูงม้าเข้ามาในตลาดพร้อมหาที่

"เอาตรงนี้แล้วกัน" หลังจากพูดจบอากิโกะ ก็ผูกคัทสึโอะไว้แถวๆนั้น แล้วปลดกระเป๋าสัมภาระที่ผูกกับคัทสึโอะออก
แล้วจึงล้วง ไปเอาขนมฮว่าเกา มาป้อนคัทสึโอะ แล้วลูบหัวของมันไปด้วย

"ฮี่" เจ้าม้าสีดำทมิฬปล่อยให้หญิงสาวลูบศรีษะของมันขณะกินขนมฮว่าเกาไปด้วย

"รออยู่ตรงนี้ก่อนละ..เดียวข้ากลับมา" หลังจากพูดจบ อากิโกะ ก็ป้อนขนมฮว่าเกาให้คัทสึโอะจนหมดแล้วก้มไปอุ้ม ซูซาคุขึ้นมาแล้วเดินไปดูของในตลาดทันที

"ก่อนอื่น ต้องซื้อไม่ไผ่อันเล็ก ชุดเครื่องเขียงพู่กัน กระดาษหนังสัตว์ และก็เสบียงอีกนิดหน่อย" หลังจากพูดรายการที่ต้องซื้อ ขณะอุ้มเจ้าไก่่ฟ้า ซูซาคุไว้
เธอก็เดินเข้าไปในร้าน แผงลอยที่ตั้งข้างทางทันที ร้านแรก

"โอ้ ยินดีต้อนรับแม่ นางสนใจงานฝีมือจากไม้ไผ่ ไมละ ตะเกียบช้าก็มีนะ" พ่อค้าแผงลอยยิ้มบริการให้อากิโกะ

"อื้ม..พวกงานฝีมือก็น่าสนใจนะ แต่ว่าข้าอยากได้ไม่ไผ่กระบอกอันเล็กมากกว่านะ" อากิโกะพูดไปขณะอุ้มเจ้าไก่ฟ้าตัวโปรดของเธออยู่

"หืม..ไม้ไผ่อันเล็กงั้นรึ แม่นาง ข้าว่าระดับท่านเอาอันใหญ่ๆไปไม่ดีกว่ารึ"

"อันใหญ่ไปมัน ผูกขานกที่จะใช้ส่งจดหมายลำบากนะสิ" อากิโกะพูดไปขณะ หยิบไม้ไผ่อันเล็กขึ้นมามอง

"แบบนี้ นี้เอง..อ๊ะ อันนั้นข้าขายไม่ค่อยออกนะ ราคาแค่5ตำลึงก็พอ" พ่อค้าแผงลอยมองอากิโกะที่ถือไม้ไผอันเล็กแล้วบอกราคาไปด้วย

"ข้าให้15ตำลึงเลย เอามา3อัน" อากิโกะพูดไปขณะ จ่าย15ตำลึงให้พ่อค้าแผงลอยและรับของมา

"ข..ขอบคุณมากขอรับคุณหญิง อ๊ะข้าแถมให้ท่านอีกอันหนึงเลย" พ่อค้าแผงลอย ยื่นไม้ไผ่อันเล็กอีกอันให้อากิโกะ จนเจ้าตัวต้องรับมา

"ข..ขอบคุณในความกรุณาที่ให้มานะคะพี่ชาย" อากิโกะพูดไปขณะรับไม้ไผ่อีกอันหนึงมาเก็บใส่กระเป๋าสัมภาระไว้

"ไม่เป็นไรหรอกแม่นาง ข้าก็ช่วยเหลือกันไปในฐานนะที่พวกเราเป็นชาวนอกด้านเหมือนกัน" พ่อค้าแผงลอยพูดไปขณะ มองชุดของอากิโกะ

"อ่า..ขอบคุณท่านมากเลยนะคะพี่ชายในความกรุณา" อากิโกะพูดไปแล้วยิ้มเล็กน้อย และพรางคิดว่า อธิบายไปก็ป่วยการเปล่าๆ

หลังจากเสร็จจากร้านแผงลอย ร้านแรกแล้ว อากิโกะ ก็มุ่งไปร้านต่อไปทันที

"อ๊ะ ยินดีต้อนรับคุณหญิง อยากได้ชุดพู่กันครบชุดไมละขอรับ" พ่อค้าแผงลอยที่ขายเครื่องเขียน ถามอากิโกะ ขึ้นแล้วยิ้มบริการให้เธอ

"แน่นอน ข้าขอชุดหนึง และกระดาษหนังสัตว์4แผ่น ด้วยนะ" อากิโกะพูดไปขณะเตรียมจ่ายเงิน

"ได้ขอรับ แม่นาง" พ่อค้าร้านแผงลอยเตรียมของขณะใช้ลูกคิดดีดคำนวนราคาของไปด้วย

"แล้วทั้งหมดเท่าไรละคะ" อากิโกะพูดไปขณะมองพ่อค้าแผงลอยที่ดีดลูกคิดคำนวนราคาอยู่

"ชุดเครื่องเขียนพู่กัน20ตำลึง กระดาษแผ่นละ1ตำลึง4แผ่นก็4ตำลึง ขอรับทั้งหมดก็ 24ตำลึงขอรับ คุณหญิง" อากิโกะจ่ายเงินไป24ตำลึง
ให้พ่อค้าแล้วรับของทั้งหมดมาเก็บใส่กระเป๋าสัมภาระ

"เอาละเท่านี้ ก็เรียบร้อยแล้ว" อากิโกะลุกขึ้นทันที หลังจากเก็บชองทั้งหมดใส่กระเป๋าสัมภาระเรียบร้อย
ก่อนจะเดินไปซื้อเสบียงเพิ่มอีกนิดหน่อย จนเรียบร้อย พร้อมอุ้มซูซาคุกลับไปหาคัทสึโอะที่รออยู่

"ว่าไง คัทสึโอะรอนานไม" อากิโกะพูดไปขณะเอากระเป๋าสัมภาระไปผูกกับคัทสึโอะจนแน่น เรียบร้อยแล้วก็ลูบหัวมันเล่น
เล็กน้อย พอเป็นพิธี

"ฮี่" เจ้าม้าสีดำทมิฬ ร้องอย่างดีใจเล็กน้อย จากที่เจ้านายของมันลูบหัวมัน

"โอ๊ส ตอนนี้ได้เวลาเดินทางต่อแล้ว" หลังจากลูบหัวคัทสึโอะจนพอใจแล้ว อากิโกะก็วางเจ้าไก่ฟ้าไว้ที่ท้ายของคัทสึโอะเพื่อให้มันเกาะเอาไว้
แล้วปลดเชือกที่ผูกมันออกทันที แล้วจึงปีนขึ้นไปนั่งบนหลังของมัน

"เอาละ เตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ไปเมืองต่อไปกันดีกว่าคัทสึโอะ" หลังจากพูดจบอากิโกะค่อยๆบังคับให้คัทสึโอะเดินไปช้าๆจนกระทั้งถึงหน้าประตูเมืองที่เป็นทางออก
แล้วจึงพูดด้วยเสียงคึกคักว่า

"เอาละถึงตรงนี้แล้วไปกันเถอะซูซาคุคัทสึโอะและก็!ควบไปเลย! คัทสึโอะ!" หลังจากพูดจบอากิโกะก็สะบัดบังเหียน ทันที

"กระต๊าก!" ซูซาคุร้องขึ้น อย่างคึกคักตามเสียงของผู้เป็นนายของมันขึ้นด้วยคน

"ฮี่!!!" เจ้าอาชาสีดำร้องขึ้นอย่างคึกคักแล้วจึงบึ่งตัวควบออกไปอย่างรวจเร็วในทันที เพื่อพาเจ้านายของมันเดินทางไปอย่างเมืองต่อๆไป




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +600 ความหิว -22 Point +6 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 600 -22 + 6

ดูบันทึกคะแนน

ผิดไปข้อ1
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กลยุทธ์ซุนปิน
ง้าวมรกต
ม้าวายุทมิฬ
มีดบิน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x12
x7
x30
x4
x5
x3
x18
x19
x1
x4
x29
x30
x3
x5
x3
x30
x21
x79
x124
x109
x11
x46
x4
x86
x2
x2
x2
x14
x15
x1

85

กระทู้

424

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147483647
เงินตำลึง
2147483647
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483564

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-11-1 08:27:42 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-12-11 07:21

PART CXXXIX


     สามอาทิตย์ก่อนหน้า...
     เวลาผ่านล่วงมาเกือบเดือนที่เว่ยจิ้นกว่างหรือนักพรตสำนักฉวนเจินฉายาธรรมเลี่ยงเหลียง ได้ติดตามขบวนกองคาราวานพ่อค้าอาวุธใหญ่มาเพื่อหวังตามหาเบาะแสของซูปี้รวมทั้งคาบูโตะที่หายตัวไปในคืนวันก่อนออกเดินทาง ในคืนนั้นมีเหตุโกลาหลที่ว่านเฉิง กองเสบียงอาหารถูกไฟไหม้และยังจับตัวคนร้ายไม่ได้
     นักพรตหนุ่มเองก็ได้ตื่นมาช่วยดับเพลิงเช่นกัน และด้วยเหตุนั้นจึงทำให้การเดินทางของขบวนคาราวานล่าช้าไปอีกเล็กน้อย เลี่ยงเหลียงพยายามที่จะรอคาบูโตะกลับมา แต่จนแล้วจนรอดชายหนุ่มร่างสูงผู้มีผิวสีคล้ำตัดกับดวงตาสีครามก็ยังไม่กลับมาเสียที จนกระทั่งขบวนคาราวานใกล้จะออกเดินทางแล้ว เห็นทีว่าตนเองจะต้องออกติดตามกองคาราวานมาก่อนเพื่อช่วยทำงานรับหน้าแทนไปด้วย
     กองคาราวานพ่อค้าอาวุธใหญ่ออกเดินทางจากว่านเฉิงไปยังฉางซา ผ่านเมืองเล็กเมืองน้อยต่างๆ มากมาย ระหว่างที่เดินทางผ่านก็ขายอาวุธไปด้วย เลี่ยงเหลียงที่ไม่มีใบประกอบอาชีพทำได้เพียงแค่มองการค้าขายตาปริบ ส่วนหน้าที่หลักของเขาอยู่อีกที่ต่างหาก นั่นคือการช่วยอวี้เจินบุตรสาวของพ่อค้าอาวุธใหญ่เตรียมเสบียงอาหารสำหรับคนงานไว้กินกลางทาง
     "ขอบคุณเจ้ามากเลยนะ ถ้าไม่ได้มาช่วยเรื่องอาหารล่ะก็พวกข้าต้องแย่แน่ๆ" ลูกจ้างของขบวนคาราวานต่างออกมาขอบคุณเลี่ยงเหลียงเป็นการใหญ่ที่ช่วยปรุงอาหารที่ใช้ทานระหว่างทางและออกมาได้ดี
     "ไม่ขนาดนั้นหรอกขอรับ ฝีมือของข้าก็ทั่วๆ ไป" นักพรตหนุ่มยิ้มแก้เก้อ ก่อนหน้านี้ที่สำนักจวนเฉินเขาก็ได้เวรทำอาหารเจอยู่บ่อยครั้งทำให้ทำอาหารเป็น และเมื่อได้ไปติดเขากับคาบูโตะก็ยิ่งทำให้เขาได้รู้กับการจัดการสัตว์ แม้ว่าจะผิดกฎของสำนักเรื่องการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและการทานเนื้อสัตว์เป็นบาป แต่เมื่อไม่มีทางเลือกก็จำเป็นที่จะต้องกินประทังชีวิต
     ซึ่งหากดูจากประวัติส่วนตัวที่ผ่านมาของเขาแล้วจะเห็นได้ว่าฝีมือการทำอาหารของนักพรตหนุ่มนั้นพื้นฐานเอามากๆ แต่คนงานคาราวานค้าอาวุธกลับทานมันอย่างเอร็ดอร่อยแม้จะเป็นอาหารเจก็ตาม 'หรือว่าพวกเขาจะไม่เคยทานเจกันนะ' นักพรตหนุ่มแอบคิดในใจ
     "ปกติแม่นางเจี้ยนก็น่าจะทำอาหารให้พวกท่านทานเป็นประจำ น่าจะอร่อยกว่าข้าทำนะขอรับ" เลี่ยงเหลียงเอ่ยออย่างถ่อมตมพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก แต่ทุกคนกลับเงียบกริบไม่มีใครยอมพูดอะไรต่อจากนั้น นักพรตหนุ่มได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ จนกระทั่งวันหนึ่งก็ทำให้เขาได้พบกับคำตอบที่ไร้เสียงนั้น...

     "เลี่ยงเหลียงสอนข้าทำอาหารเจบ้างสิจ๊ะ" เจี้ยนอวี้เจินบุตรสาวของพ่อค้าอาวุธใหญ่เดินเข้ามายังส่วนของครัวกลางแจ้ง ที่เลี่ยงเหลียงกำลังจะทำอาหารให้ทุกคนได้ทานกัน นางแย้มรอยยิ้มสดใสอย่างที่เขาไม่อาจปฏิเสธลง เพียงแค่ต้องคอยระวังเจี้ยนคนพ่อที่มักจะคอยหึงหวงลูกสาวไม่เข้าเรื่อง  แต่ก็พอจะเข้าใจเพราะว่าแม่นางเจี้ยนนั้นทั้งร่าเริง สดใส และมองโลกในแง่ดี น่าจะเป็นที่หมายปองของบุรุษอยู่ไม่น้อย
     "ได้สิขอรับ ถ้าอย่างนั้นข้าให้ท่านทำ แล้วข้าคอยชี้แนะก็แล้วกันนะขอรับ" เลี่ยงเหลียงตอบรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะสอนนางทำอาหารเจสูตรง่ายๆ "ได้กะหล่ำปลีมาเยอะ เอาเป็น กะหล่ำปลีทอดซีอิ๊วเจเห็ดหอมก็แล้วกันนะขอรับ"
     "ได้เลย ข้าพร้อมแล้วล่ะจ้ะ เชิญท่านอาจารย์ชี้แนะเลยจ้า คิคิ" อวี้เจินถลกชายแขนเสื้อขึ้นอย่างคึกคักเตรียมรับสูตรเรียนใหม่
    "ก่อนอื่นก็ฉีกกำหล่ำปลีเป็นชิ้นๆ เล็กใหญ่ตามใจชอบเลยขอรับ ส่วนเห็ดหอมก็แช่น้ำจนนิ่มก่อนจะหันเป็นเส้นๆ" เลี่ยงเหลียงบอกวิธีการทำกะหล่ำปลีทอดซีอิ๊วเจเห็ดหอมให้อีกฝ่ายได้ลงมือทำ
     "แบบนี้หรือ?" อวี้เจินจัดการทำตามที่นักพรตหนุ่มบอก การใช้มีดของนางดูไม่น่าเป็นห่วงแต่ไฉนเลยจึงไม่เคยเห็นนางทำอาหารมาก่อนเลยนะ
     "ใช่ขอรับ ตั้งกระทะด้วยไฟแรง ใส่น้ำมันพืชลงไปเจียวเห็ดหอมให้หอม แล้วค่อยใส่กะหล่ำปลีลงไป" เลี่ยงเหลียงมองอวี้เจินทำตามขั้นตอนของเขาอย่างไม่มีบกพร่อง "ไม่ต้องรีบคลุก ค่อยๆ ผัดให้กะหล่ำปลีสุกเกือบทั่วแล้ว... เหวอ!! ไฟแรงไปแล้วขอรับ!!!" ไม่ทันไรนักพรตก็ร้องออกมาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายใช้ไฟแรงเกินไปจากกะหล่ำปลีทอดจะกลายเป็นกะหล่ำปลีเผาเสียแทน
     "หวา ข้าจะลดไฟลงเดี๋ยวนี้แหล่ะ!" อวี้เจินรีบตักน้ำสาดใส่กระทะและเตาถ่านทันที จากที่จะใช้ได้กลายเป็นเสียของไปหมด.. "ข้าขอโทษ ถือว่าผิดเป็นครูนะ แฮะๆๆ"
     "ไม่เป็นไรขอรับ งั้น... เรามาเริ่มกันใหม่" เลี่ยงเหลียงพูดแทบไม่ออกเพราะมีวิธีแก้ปัญหาได้ดีกว่านี้ แต่สิ่งที่เสียไปแล้วก็คงได้แต่เสียใป นักพรตหนุ่มได้แต่สวดมนตร์ภาวนาให้กะหล่ำปลีกระทะแรกที่ได้พลีชีพไปในสนามซ้อมรบ
     การทำอาหารเริ่มใหม่หมดรวมถึงขั้นตอนการก่อไฟด้วย ซึ่งคราวนี้เลี่ยงเหลียงคงต้องคุมเข้มมากกว่าเดิม กับหญิงสาวที่ภายนอกน่าจะมีทักษะการทำอาหาร แต่หากได้รู้จักแล้วจะรู้ได้ทันทีว่านางทำอาหารไม่เป็น เรียกว่าดูคนแต่ภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ
     "ค่อยๆ ผักกะหล่ำปลีให้สุกจนทั่วจากนั้นก็ตะล่อมมาตรงกลางกระทะขอรับ ใช่แล้ว อย่างนั้น จากนั้นก็ค่อยๆ เหยาะซีอิ๊วขาวข้างๆ กระทะจะได้กลิ่นไหม้เบาๆ แล้วก็ค่อยๆ นำกะหล่ำปลีไปถูๆ กับซีอิ๊วที่ไหม้ เทใส่จ่านก็ได้แล้วล่ะขอรับ" เลี่ยงเหลียงบอกวิธีทำจนจบขั้นตอน และในที่สุดก็ได้กะหล่ำปีทอดซีอิ๊วขาวเจเห็ดหอมออกมาหนึ่งจาน หน้าตาและสีสันชวนรับประทานไม่หยอก
     "ว้าว ข้าก็ทำได้ล่ะ!" อวี้เจินยิ้มออกมาอย่างดีใจ "เจ้าลองชิมดูสิจ๊ะ" นางยื่นจานใบนั้นมาตรงหน้าให้เลี่ยงเหลียงได้ลองชิม
     นักพรตหนุ่มหยิบตะเกียบแล้วคีบใบกะหล่ำปลีขึ้นมาทานก็พบว่ามันเป็นรสชาติที่อร่อยและถูกปากเลยทีเดียว "ใช้ได้แล้วล่ะขอรับ"
     "ดีใจจังงั้นข้าทำจานอื่นให้ทุกๆ คนก็แล้วกันนะจ๊ะ" หญิงสาวยิ้มแป้นอย่างดีใจก่อนจะวางจานลงโดยกะจะให้บิดาได้ทานจานแรกนี้
    "งั้นข้าเตรียมอาหารอย่างอื่นก่อนล่ะขอรับ" เลี่ยงเหลียงปลีกตัวออกมาหุงข้าวด้วยกระบอกไม้ไผ่ ปล่อยให้อวี้เจินได้ทำอาหารด้วยตนเอง...
     และแล้วช่วงเวลาของการทานอาหารก็มาถึง... เหล่าคนงานต่างล้อมวงรอบโต๊ะไม้เตี้ยๆ เพื่อทานอาหาร พวกเขาดูลำบากใจไม่น้อยเมื่อรู้ว่าอวี้เจินเป็นคนที่ทำอาหารในวันนี้
     "มัวแต่จ้องอะไรวะ งั้นข้ากินก่อนล่ะ" เจี้ยนซิหลงพ่อค้าใหญ่มองดูเหล่าคนงานที่ไม่ยอมกินข้าวกัน ชายวัยกลางคนแต่มีใบหน้าหล่อเหลาและร่างกายกำยำคีบกะหล่ำปลีขึ้นมาทานพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ "อร่อยนี่อวี้เจิน ลูกสาวพ่อเก่งจริงๆ"
     "คิกๆ เลี่ยงเหลียงสอนให้ข้าทำน่ะจ้ะ" อวี้เจินหัวเราะเบาๆ และเมื่อพ่อค้าอาวุธใหญ่ได้ยินชื่อชายอื่นก็ทำให้เขาเปลี่ยนสีหน้าถมึงทึงราวกับยักษ์เฝ้าประตูนรก แต่ก็พยายามปรับสีหน้าอย่างไวเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นเด็กหนุ่มหน้าหวานราวสตรี จึงแอบคิดว่า 'ไอ้คนหน้าไม่หล่อแบบข้า อวี้เจินไม่มีทางชอบมันลงหรอก!!!'
     "มีแค่นายท่านเท่านั้นแหล่ะที่ทานอาหารฝีมือนางได้" คนงานที่นั่งร่วมโต๊ะกับเลี่ยงเหลียงบุ้ยปากแอบนินทาเจ้านายเสียงเบา ให้แค่เพื่อนร่วมงานได้ฟังกันเท่านั้น
     "ใช่ ก่อนหน้านี้ที่มีคนกินเข้าไปก็ได้ข่าวว่าอาการปางตาย ถ่ายไม่หยุดถึงสามวันเลยนี่" คนงานอีกคนพูดสมทบ
     "แม้แต่หุงข้าวนางก็ทำไหม้ครึ่งนึง เป็นข้าวต้มอีกครึ่งนึง..." คนงานคนที่สามพูดขึ้นก่อนที่จะใช้ตะเกียบเขี่ยข้าวในชามก็พบว่าเป็นเม็ดเรียงตัวสวยดี "เจ้าเป็นคนหุงข้าวสินะ วันนี้รอดตายแล้วพวกเรา" เขาถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาเมื่อพบว่าข้าวนั้นสามารถทานได้
    "พวกท่านก็พูดเกินไปหน่อยหรือเปล่าขอรับ ข้าชิมอาหารที่นางทำแล้วก็ไม่เป็นอะไรนี่ขอรับ" เลี่ยงเหลียงเอ่ยบอกพร้อมกับแก้ตัวให้ เพราะอาหารจานแรกที่เขาสอนนางทำก็ชิมมาแล้วและพบว่าทานได้แถมอร่อยอีกด้วย "อย่างนี้แล้วกันข้าจะทานให้ดูขอรับ" นักพรตหนุ่มยื่นตะเกียบไปคีบกะหล่ำปลีทอดซีอิ๊วเจเห็ดหอมขึ้นมาทานให้ดู และเมื่อเข้าปากไป...
     'รสชาตินี้มัน!!!' เลี่ยงเหลียงตัวแข็งทื่อหลังลิ้มรสอาหารในจานใบใหญ่ ความเค็มสุดขั้วปนกับความหวานสุดขีด แล้วไหนจะกลิ่นเปรี้ยวเหมือนของหมักดองแรมปียังดีคลุ้งขึ้นมาปนกับรสขมๆ ของผักไหม้ 'ทั้งที่จานแรกที่ผัดก็ออกมาดีนี่นา นางใส่อะไรลงไป!?!!' นักพรตหนุ่มหันไปมองใบหน้าหญิงสาวผู้ยิ้มให้เขา มันเป็นรอยยิ้มของฆาตกรชัดๆ!!
     "คิกๆ" เสียงหัวเราะของนางก้องดังในโสดประสาทราวกับเสียงสะท้อนของนางมารร้ายในถ้ำหินปิดตาย

'คิก... คิก... คิก... คิก... คิก....... คิก......... คิก......... คิก........... คิก...............'

     แล้วเว่ยจิ้นกว่างหรือนักพรตสำนักฉวนเจินฉายาธรรมเลี่ยงเหลียงก็หมดสติไป....

     .
     .
     .

     หลายวันผ่านไปเลี่ยงเหลียงตื่นขึ้นมาโดยพบว่าตนเองนั้นนอนอยู่บนเกวียนของกองคาราวานพ่อค้าอาวุธใหญ่ อากาศโดยรอบร้อนอบอ้าวไปหมด และเมื่อเขาลุกขึ้นมาก็พบเห็นทิวทัศน์แตกต่างออกไป ดูเหมือนว่าที่ๆ กองคาราวานมุ่งหน้าไปจะไม่ใช่ฉางซาเสียแล้ว...
     "เลี่ยงเหลียงฟื้นแล้ว!" คนงานคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ดูแลคนป่วยตะโกนออกมาบอกพรรคพวกเป็นทอดๆ เสียงเฮดังกึกก้องตามๆ กัน
     นักพรตหนุ่มพยายามที่จะปรับสมองที่ยังเบลออยู่ให้ชัดเจน เมื่อครู่เหมือนว่าเขาฝันว่าอยู่ท่ามกลางทุุ่งดอกสือซว่าน (ฮิกังบานะ) สีแดงฉานและกำลังจะข้ามแม่น้ำไปยังอีกโลกหนึ่งแต่ถูกเรียกตัวกลับมาก่อน
     อวี้เจินขี่ม้าแตกออกมาจากขบวนคาราวานเดินวกย้อนกลับมาที่เกวียนคนป่วย "ฟื้นแล้วหรือจ๊ะเลี่ยงเหลียง ข้าต้องขอโทษด้วยนะ" ไม่พูดเปล่านางยกมือเขกศีรษะตัวเองพร้อมกับหลับตาลงข้างหนึ่งแล้วแลบลิ้นออกมา
     "อา... ขอรับ" นักพรตหนุ่มรับคำหน้าซีดเซียว ตอนนี้เขาเข้าใจดีแล้วว่าทำไมถึงไม่มีใครยอมทานอาหารฝีมือนาง และเรื่องนี้ทำให้เขาจดจำไปจนตาย




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -8 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -8 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

424

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147483647
เงินตำลึง
2147483647
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483564

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-11-1 08:29:29 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-11-1 08:33

PART CXC


     ....ทำงานกับกองคาราวานพ่อค้าอาวุธใหญ่ วันที่ หนึ่ง ถึง สี่....

     สามวันก่อนหน้า...
     ขบวนคาราวานพ่อค้าอาวุธใหญ่เดินทางมาถึงเมืองอันติงที่อยู่กลางหุบเขาสูง และสภาพอากาศก็เย็นลงมากอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ที่เมืองนี้พ่อค้าอาวุธใหญ่ได้ทำการหยุดพักและแวะเตรียมเสบียงเพื่อที่จะมุ่งหน้าไปยังอู๋เว่ยซึ่งเป็นเมืองชายแดนติดทะเลทราย หนึ่งในเส้นทางสายไหมที่พ่อค้าเดินทางสัญจร
     เลี่ยงเหลียงขออาสาทำงานแทนคาบูโตะหลังจากที่เขาหายดีแล้ว โดยนักพรตหนุ่มร่างเล็กได้รับหน้าที่ช่วยแบกหามอุปกรณ์ต่างๆ ลงจากเกวียนและเพื่อนำไปขายให้กับเจ้าเมืองอันติงที่สั่งซื้ออาวุธไว้มากมาย ส่วนหนึ่งก็เพื่อต่อกรกับโจรทะเลทรายที่ชักจะเหิมเกริมขึ้นทุกวันๆ
     เขาได้ฟังเรื่องราวมาบ้างแต่ก็ไม่รู้เรื่องตื่นลึกหนาบางอยู่ดี ท่าทางว่าคงต้องระมัดระวังตัวหน่อยแล้วหากออกจากเขตแดนนี้ไป แม้ร่างกายจะเล็กแต่เลี่ยงเหลียงกลับทำงานแบกหามสินค้าได้ดี เผลอๆ จะมีกำลังวังชามากกว่าคนงานอีกหลายๆ คนที่ตัวใหญ่กว่าเขา นั้นเพราะด้วยนักพรตหนุ่มนั่นเคยฝึกยุทธ์มาก่อนนั่นเอง
     หลังจากที่ทำการซื้อขายกับเจ้าเมืองอันติงเรียบร้อยแล้วขบวนคาราวานก็พักค้างคืนที่ในตัวเมืองหนึ่งคืน ก่อนที่จะเร่งรุดหน้าเดินทางต่อไปทางตะวันตกในเช้าวันรุ่งขึ้น




     สองวันก่อนหน้า...
     วันนี้ขบวนคาราวานต้องมารับสินค้าจากอู๋เว่ยจากพ่อค้าคนกลางที่นำสินค้ามาขายตามที่ตกลงกันไว้ บ้านเมืองเทียนซุยดูเงียบเหงาแปลกๆ แต่หากได้ฟังคำสนทนาจากพ่อค้าอาวุธอีกคนก็ทราบได้ไม่ยากเลยว่าเป็นเพราะเหตุใด
     "กว่าที่ข้าจะเดินทางมาเทียนซุยได้ลำบากมากเลยทีเดียว ต้องคอยระวังโจรป่าปล้นสะดมอีกด้วยขอรับ นายท่านเดินทางไปอู๋เว่ยก็ระวังเอาไว้ดีๆ" พ่อค้าคนนั้นเอ่ยบอก ดูเหมือนว่าในอดีตเขาจะเคยเป็นลูกน้องเก่าของเจี้ยนซิหลงซึ่งตอนนี้ได้แยกตัวออกมาประกอบธุรกิจของตัวเองแล้ว
     "ข้าจะคอยระวังไว้ ไม่ต้องห่วงเหล่าคนงานข้าได้รับการฝึกมาย่อมรับมือโจรป่าได้แน่" เจี้ยนซิหลงเอ่ยออกมาอย่างไม่มีหวั่นเกรง
     คนงานที่ได้ยินการสนทนาดังกล่าวระหว่างขนสินค้าขึ้นเกวียนต่างซุบซิบคุยกันถึงความน่ากลัวของโจรป่า
     "ถึงจะต่อสู้เป็นก็เถอะ แต่เลือกได้ก็ไม่ขอเจอดีกว่า..."
     "นั่นสิขอรับ..." เลี่ยงเหลียงตอบรับไปอย่างนั้น ทั้งที่ใจจริงเขาอยากจะกำจัดคนชั่วทั่วแผนดินจะตาย แต่อย่างไรเสียหากมาเป็นคนงานของกองคาราวานคงต้องทำตัวสงบเงี่ยมเข้าไว้
     เมื่อจัดการเติมอาวุธลงในคลังสินค้าเรียบร้อยแล้วอวี้เจินก็ทำการตรวจนับอย่างรวดเร็ว นางเป็นงานทางด้านนี้มากตรงกันข้ามกับการทำอาหารโดยสิ้นเชิง และเมื่อตรวจนับอาวุธเสร็จแล้วกองคาราวานก็เดินทางต่อไปยังจินเฉิงทันที...









     เมื่อวาน...
     กองคาราวานเดินทางจากเทียนซุยมายังจินเฉิงข้ามวันข้ามคืน เหล่าคนงานต่างผลัดเวรยามกันเฝ้าอารักขาขบวนสินค้า เลี่ยงเหลียงโชคดีได้นอนก่อนและถูกปลุกมาในช่วงฟ้าสางเพื่อทำงานคุมกันต่อ และช่วงสายๆ กองพ่อค้าอาวุธใหญ่ก็เดินทางมาจนถึงจินเฉิงที่แห้งแล้งธุรกันดาร
     ต้นไม้ที่ปลูกไว้รอบๆ ต่างยืนต้นแห้งตายจากความแห้งแล้งดังกล่าว อาการร้อนในตอนกลางวันและหนาวเย็นในตอนกลางคืนเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจปรับตัวได้
     เจี้ยนซิหลงไม่มีธุระกับเมืองที่แห้งแล้งนี้ อาจจะแค่พักเหนื่อยกันเล็กน้อยที่โรงเตี๊ยมและจัดซื้ออาหารและน้ำดื่มเพื่อบริโภคกลางทาง รวมทั้งเปลี่ยนสัตว์พาหนะจากม้าเป็นอูฐเพื่อสะดวกต่อการเดินทางข้ามผ่านทะเลทราย
     พ่อค้าใหญ่ได้จัดประชุมกับเหล่าลูกน้องเมื่อเตรียมการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะอู๋เว่ยนั้นอยู่ห่างจากจินเฉิงไปไกลเป็นเท่าตัวและต้องเดินทางอ้อมเทือกเขาสูงใหญ่ พวกเขาต้องการเดินทางรวดเดียวและไปให้ถึงเร็วที่สุดเพราะไม่รู้ว่าจะมีโจรป่าดักปล้นกลางทางเมื่อเดินทางผ่านเทือกเขาหรือไม่
     "ในที่นี้ใครมีประสบการณ์ต่อสู้มามากบ้าง?" เจี้ยนซิหลงเอ่ยถามเหล่าคนงาน ซึ่งมีคนที่ยกมือขึ้นประมาณสี่คน
     "ข้าเคยเป็นทหารจากจินหยางขอรับนายท่าน พอดีว่าท่านแม่ข้าแก่ชรามากแล้วจึงขอออกจากราชการมาดูแลท่านในฐานะลูกกตัญญู" ชายร่างใหญ่คนหนึ่งมีแผลเป็นที่แขนขวาเอ่ยขึ้น ท่าทางของเขาดูแข็งแรงและสุขุมนุ่มลึกเกินกว่าจะพูดโกหก และแน่นอนว่าซิงหลงน่าจะตรวจสอบประวัติของคนงานหมดทุกคนแล้วก่อนที่จะรับเข้าทำงาน
     "ดี อดีตทหารรักษาชายแดนน่าจะพอสู้รบได้" นายท่านเอ่ยออกมาพลางมองไปที่ชายคนที่สองที่ยกมือ
     "ข้าเป็นชาวโหรวหรานพอจะฝึกยุทธ์มาบ้างและอู๋เว่ยก็เคยไปมาอยู่หลายครั้งขอรับ" ชายคนที่สองเอ่ย ตัวของเขาสูงผอมแต่ดูสมส่วนเหมือนคนหน่วยก้านดีคนหนึ่ง
     "ข้าทำงานรับใช้นายท่านมานานท่านคงรู้ฝีมือข้าดี" คนงานคนที่สามใช้ธนูเป็นอาวุธเอ่ยออกมาเรียบๆ ใบหน้าของเขาเริ่มเข้าสู่วัยชราปรากฏริ้วรอยเต็มไปหมด
     "เรื่องของเจ้าข้ารู้มาหมดแล้ว ไม่ต้องพูดก็ได้น่าตาเฒ่า หึหึ" ซิหลงหัวเราะออกมาอย่างเป็นกันเองกับคนงานที่รู้ใจ "แล้วเจ้าล่ะ"
     "ข้าเคยฝึกวรยุทธ์กับสำนักฉวนเจินมาขอรับ" เลี่ยงเหลียงเอ่ยออกไป นั่นก็เรียกเสียงฮือฮาจากหลายๆ คนได้ ถึงชื่อเสียงของพรรคฉวนเจินที่เป็นพรรคธรรมมะอยู่คุ้มครองต้าฮั่นมาเป็นเวลานาน
     "เอาล่ะ งั้นข้าขอมอบหน้าที่ให้พวกเจ้าทั้งสี่คนคุ้มกันขบวนสินค้าทั้งสี่ทิศ เจ้าหนุ่มโหรวหรานรู้ชำนาญทางไปอู๋เว่ยให้นำหน้า ทหารเก่าคุ้มกันปีกซ้าย ศิษย์ฉวนเจินคุ้มกันปีกขวา ส่วนตาเฒ่าปิดท้ายขบวน เอาล่ะออกเดินทางได้!" เจี้ยนซิหลงปิดการประชุมแผนการแล้วเดินตรงไปขึ้นรถม้าคันหลัก ซึ่งจะบอกว่ารถม้าก็ไม่ถูกเพราะตอนนี้ม้าได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นอูฐแล้ว
     นี่เป็นครั้งแรกที่เลี่ยงเหลียงจะได้ขี่อูฐ แถมยังเป็นการขี่อูฐเพื่อคุ้มกับขบวนคาราวานอีกด้วย ในตอนแรกแม้จะไม่ชินกับอูฐและหนอกบนหลังของมันอยู่บ้างแต่เมื่อผ่านไปสักพักเขาก็เริ่มคุ้นเคยกับมันและพบว่าสัตว์ที่ดูเชื่องช้านั้นก็วิ่งเป็น
     ขบวนคาราวานเดินทางผ่านหุบเขาเสาทรายด้วยความระมัดระวังเพราะจุดนี้เป็นมุมอับที่ทำให้เกิดการปล้นสะดมระหว่างทางมากที่สุด ระหว่างที่เดินทางผ่านหุบเขาหินทุกคนในกองคาราวานต่างใจเต้นรัวและภาวนาอย่าให้มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเลย และอาจด้วยแรงจิตที่ตั้งมั่นของทุกคนจึงทำให้การเดินทางผ่านไปได้โดยสวัสดิภาพและขบวนสินค้าอาวุธก็เดินทางสู่อู๋เว่ยโดยสวัสดิภาพ...




     วันนี้...
     ขบวนคาราวานเดินทางมาถึงอู๋เว่ยในตอนเช้ามืด เลี่ยงเหลียงยังไม่ทันได้พักงีบดีเลยเขาก็ถูกใช้แรงงานจากพ่อค้าใหญ่ให้ไปตรวจหาทำเลที่ตั้งการตั้งแผงขายอาวุธเสียแล้ว...
     "ไอ้หนูเลี่ยงๆ กับตาเฒ่าไปดูที่ตั้งที่ตลาดมาซิ แล้วกลับมาบอกด้วยว่าตรงไหนดี ข้าจะขนของรอ" นายท่านซิหลงสั่งการซึ่งทั้งสองก็ตอบรับอย่างดี เพราะตลาดแห่งนี้มีถนนคับแคบไม่เหมาะกับการนำสัตว์และเกวียนสินค้าเดินผ่าน จึงต้องทยอยกันขนสินค้าลงมาจากเกวียนและค่อยๆ ลำเลียงเข้าไปตั้งร้าน
    "ขอรับนายท่าน" เลี่ยงเหลียงเดินไปสำรวจตลาดกับคนงานเฒ่าก่อน
     อู๋เว่ยนั้นเป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางทะเลทราย สถาปัตยกรรมที่พบเห็นล้วนดูแปลกตา บ้านเรือนทำจากดินทรายสีแดงไม่ใช่ไม้ และรูปทรงของหลังคายังเป็นลักษณะของโดมเสียส่วนมาก ไม่ใช่แค่นั้นผู้คนในเมืองล้วนมีความแตกต่างทางด้านชาติกำเนิดและวัฒนธรรมดูแปลกตาเป็นอย่างมาก ทั้งชาวฮั่น ชาวตะวันตกผมทอง ชาวโหรวหรานสวมชุดขนสัตว์ แล้วยังมีคนประหลาดที่มีผิวดำสนิท นักพรตหนุ่มรู้สึกเสียดายแทนสหายชาวนอกด้านของเขาอยู่หน่อยๆ ถ้าหากมาด้วยล่ะก็อาจจะเป็นชาวยามาไทเพียงหนึ่งเดียวของเมืองก็ได้
    "ตรงนั้นเป็นอย่างไรขอรับท่านลุง" เลี่ยงเหลียงสะกิดคนงานเก่าแก่ให้เห็นที่ว่างสำหรับการตั้งแผงขายสินค้า
     "ตรงนั้นไม่ดี มีร้านขายอาวุธอยู่ใกล้ๆ" คนงานเฒ่าเอ่ยออกมาพลางชี้ไปทางแผงขายอาวุธจากนอกด่านหน้าตาประหลาดๆ ทั้งดาบโค้งเหมือนวงเสี้ยวพระจันทร์ และดาบที่มีคมดาบเรียวเล็กเหมือนกับเข็ม "ทางที่ดีควรไปขายที่อีกฝั่ง"
    "เช่นนั้นต้องไปดูที่อีกฝั่งของตลาดสินะขอรับ" เลี่ยงเหลียงพยักหน้าหงึกๆ เมื่อได้บทเรียนนั้นมา พลางเดินตามคนงานเก่าต้อยๆ
     "ตรงนี้น่าจะดี อยู่ตรงสี่แยกพอดีและไม่มีคนขายของที่เหมือนกับเรา เอาล่ะไอ้หนู ไปบอกนายท่านซะข้าจะยืนจองที่ตรงนี้ก่อน"
     "ขอรับ" เลี่ยงเหลียงพยักหน้ารับแล้วรีบกลับไปแจ้งพ่อค้าอาวุธใหญ่ที่ขนของรอที่หน้าตลาด หน้าที่ของนักพรตหนุ่มยังไม่หมดเพียงเท่านั้น นอกจากกลับมาแจ้งแล้วเขายังต้องช่วยขนสินค้าเข้าไปช่วยตั้งแผงขายอาวุธอีกจึงจะได้พัก

     เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงการจัดแผงเป็นไปอย่างเรียบร้อย
     "ใครยังไม่ได้นอนเมื่อคืน เอาเกวียนไปเก็บแล้วหาที่งีบซะ คนที่ได้นอนไปแล้วก็ทำงานต่อ แล้วพวกที่ไปพักอย่าไปเที่ยวก่อเรื่องที่ไหนล่ะรู้ไหม ข้าขี้เกียจจัดการเช็ดขี้ให้พวกเจ้า" ซิหลงเอ่ยออกมา กว่าจะได้พักก็เล่นเอาซะคนงานที่ไม่ได้นอนเมื่อคืนนี้เข่าแทบทรุด
     คนที่ได้พักพากันเดินเกาะกลุ่มออกมาที่หน้าตลาด ท่าทางว่าจะไม่มีที่พักที่ไหนดีไปกว่าบริเวณคอกม้าอีกแล้ว ที่ทั้งร่มแล้วก็เงียบสงบ แต่ละคนบ่นกระปอดกระแปดถึงความร้อนของทะเลทรายออกมายกเว้นชายทั้งสี่ที่ทำหน้าที่คุ้มกันในตอนกลางคืน
     เลี่ยงเหลียงใช้เงินที่มีติดตัวอยู่น้อยนิดซื้อขนมจากพ่อค้านอกด่านมาลองทาน มันเป็นแป้งผสมน้ำตาลอบจนขึ้นฟูและมีนมเนยที่ตีจนจับเป็นก้อนโป๊ะอยู่ด้านบน ความหวานของมันช่วยทดแทนพลังงานที่สูญเสียไปได้เป็นอย่างดี
     "จิ๊บๆ" อยู่ๆ ก็มีนกพิราบสีขาวบินมาเกาะที่ไหล่ของเขา มันเอียงคอมองขนมของเขาแล้วทำท่าจะจิกกินอยู่หลายครั้ง
     "นกพิราบหรือ? แถวนี้เป็นทะเลทรายเจ้ามาได้อย่างไร?" นักพรตหนุ่มนึกประหลาดใจกับเจ้านกต่างถิ่นตัวนี้มาก
     "มันคงหลงฝูงหลังอพยพภัยหนาวมั้ง" คนงานคนหนึ่งเอ่ยออกมาหลังยืดตัวนอนเหยียดยาวอยู่บนเกวียน
     "งี้เอง พลัดถิ่นสินะ คล้ายๆ ข้าเลยนะ พลัดพรากจากสหายจนได้ ฮ่ะๆ" นักพรตหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนที่จะค่อยๆ บิแป้งขนมที่ร่วนซุยแบ่งให้มันได้ทาน
     "จิ๊บ.." เจ้านกพิราบที่ดูจะเชื่องคนให้อาหารเสียแล้วจิกกินแป้งขนมอย่างเอร็ดอร่อย
     "เลี่ยงเหลียงเจ้าเองกินเสร็จแล้วก็อย่าลืมมานอนพักเอาแรงล่ะ ตกเย็นนายท่านต้องใช้งานหนักอีกแน่" คนงานผู้หวังดีคนนั้นเอาผ้ามาปิดหน้าก่อนที่จะงีบหลับไป
    "รับทราบขอรับ เดี๋ยวข้าจะไปนอนเดี๋ยวนี้แหล่ะ" เลี่ยงเหลียงขานรับ เขารีบทานขนมประหลาดนั้นจนหมด มันเลี่ยนอยู่หน่อยๆ จากนมและเนยแต่ก็ถือว่าเป็นขนมที่อร่อยมากเลยทีเดียว เขาลงไปนอนใต้กองเกวียนที่ยังพอทีที่ว่างอยู่ โดยเจ้านกตัวนั้นใช้สองขาเกาะเกวียนแล้วจ้องมองลงมา
     "อยากให้ข้าเป็นสหายของเจ้าไหมล่ะ?" นักพรตหนุ่มเอ่ยพลางยิ้มบางๆ
     "จิ๊บ" มันตอบรับด้วยภาษาพิราบที่ไม่เข้าใจ อันที่จริงตัวมันจะเข้าใจภาษามนุษย์ด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้
     "งั้นตั้งชื่อว่าลู่ชิงก็แล้วกันนะ หยกขาวที่เบาบาง ข้านอนล่ะ" เมื่อพูดจบนักพรตหนุ่มก็ยกแขนขึ้นก่ายหน้ากากปิดดวงตาไม่ให้แสดงสว่างแยงลอดเข้ามาแล้วจึงหลับไปด้วยความเพลีย




แสดงความคิดเห็น

จากบันทึกลับเซียวเหอได้นำทริดการทำงานมาใช้ทำให้ได้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว = 4 วัน  โพสต์ 2017-11-1 09:26

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ความหิว -18 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -18 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

424

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147483647
เงินตำลึง
2147483647
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483564

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-11-3 05:28:57 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-11-5 20:19

PART CXCIV


     ....ทำงานกับกองคาราวานพ่อค้าอาวุธใหญ่ วันที่ X....

     ช่วงพักทำงานเลี่ยงเหลียงได้เดินดูตลาดชานเมืองมีสินค้าจากทั้งฝั่งของต้าฮั่นและตะวันตกมาขายมากมาย หนึ่งในนั้นเขาสนใจตำราการทำงานที่ช่วยบอกเคล็ดลับการทำงานค้าขายโดยนักปราชญ์ไร้ชื่อผู้หนึ่ง แต่เมื่อลองอ่านดูแล้วก็พบเคล็ดลับที่น่าสนใจมากมายจึงตัดสินใจมาซื้ออ่านไว้เล่มหนึ่ง พร้อมกับลูกคิดที่ราคาแพงหูฉี่ หากว่าคาบูโตะไม่เอาลูกคิดอันเก่ามาลองใช้แทนกระดานนวดหลังแล้วไถลไปกับพื้นจนมันหักก็ดีหรอก แต่ในเมื่อจำเป็นต่อให้แพงแค่ไหนคงต้องซื้อมาใช้ไว้ก่อน
     นักพรตหนุ่มเดินไปเข้างานหลังจากที่พักเสร็จเรียบร้อยแล้ว และดูเหมือนว่างานจะเข้าทันที...
     "มีอะไรให้รับใช้หรือขอรับนายท่าน?" เลี่ยงเหลียงเดินเข้ามาในกระโจมพักของคาราวานพ่อค้าอาวุธ หลังจากที่มีคนงานมาบอกว่านายท่านเจี้ยนเรียกพบ
     "ข้ามีงานให้เจ้าทำ ไปตรวจจำนวนสินค้าคงเหลือที ตรวจด้วยว่าเหลืออะไรอย่างละเท่าไร และมีชำรุดเสียหายกี่ชิ้น เสร็จแล้วทำบันทึก สรุปแล้วมารายงานข้า" เจี้ยนซิหลงสั่งการ เพราะดูเหมือนว่าอวี้เจินบุตรสาวสุดที่รักที่ทำหน้าที่นี้เจ็บป่วยด้วยโรคของสตรี
    "ขอรับ" เลี่ยงเหลียงรับคำก่อนที่จะรับสมุดบันทึกยอดคงเหลือสินค้าที่หญิงสาวผู้นั้นเคยทำไว้มาสานต่อ
     นักพรตหนุ่มเดินไปที่เกวียนอาวุธแล้วเปิดผ้าคลุมหีบสินค้าออกมา การตรวจสอบสินค้าคงเหลือนั้นไม่ยาก เพราะว่าเขาเคยทำกับคาบูโตะมาก่อนแล้ว คราวก่อนหน้าเป็นเพียงแค่ตรวจนับรองเท้าฟาง แต่คราวนี้ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดมากกว่านั้น ต้องแยกประเภทสินค้าที่ดีและสินค้าชำรุดออกจากกันด้วย
     อวี้เจินทำหน้าที่ของนางเมื่อก่อนหน้าไว้ดีอยู่แล้วจึงไม่เป็นภาระของเลี่ยงเหลียงในการจัดการต่อ แต่ก็แอบกลัวเหมือนกันว่าตัวเองจะเผลอไปทำให้งานของนางเสียเขา จะฝึกยุทธ์หรือตรวจสินค้าก็จำต้องมีสติเช่นเดียวกันงานจึงจะบรรลุผลสำเร็จ
     นักพรตหนุ่มเปิดหีบแรกออกมาเป็นหีบของลูกศร มีลูกธนูมากมายให้เขาได้ตรวจนับจนตาลาย และตรงลูกศรนี่เองที่ทำให้เขาได้เห็นสินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน ตัวไม้โก่งเอนบิดไปมาไม่ตั้งตรง หากยิ่งศรออกไปมีหวังลูกธนูได้วิ่งไปมั่วเป็นแน่ เขาแยกส่วนที่ชำรุดออกมาแล้วจดบันทึกเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
     หีบที่สองและสาม เป็นหีบของกระบี่ และดาบ ส่วนมากมันไม่มีปัญหาอะไร นอกจากมีริ้วรอยบ้างเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่แน่ใจว่านายท่านละเอียดแค่ไหนจึงลองนับจำนวนแล้วเทียบกับงานเก่าที่อวี้เจินเคยทำดูจึงได้รู้คำตอบ
     ส่วนหีบใบที่ห้าเป็นหีบอาวุธยาวอย่างทวนเมื่อตรวจนับก็พบว่ามีทวนที่เสียหายจากการขนส่งอยู่บ้าง เช่นด้ามทวนหักงอ หรือปลายทวนบิ่นไปทำให้ไม่สามารถใช้แทงได้ เช่นเดิม เขาแยกมันออกมาในส่วนอาวุธเสียหาย
     หีบใบที่หกเป็นขวานศึก ปกติแล้วเลี่ยงเหลียงไม่ค่อยได้เห็นการใช้ขวานเป็นอาวุธนัก แต่ก็มีบ้างที่ชาวบ้านซื้อใช้สำหรับเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ แต่ขวานศึกนั้นแตกต่างออกไปจากขวานธรรมดา เพราะว่ามันมีขนาดใบขวานที่ใหญ่กว่า ด้ามจับยาวกว่า และมีน้ำหนักที่หนักกว่าปกติมาก ขนาดว่านักพรตที่มีกำลังภายในและกำลังวังชาแข็งแรงยังยกมันขึ้นมาได้ยาก ไม่ต้องนึกถึงตอนกวัดแกว่งเวลาสู้รบเลย คงจะชักช้าอืดอาดน่าดู แต่ก็นั่นแหล่ะ ความหน่วงของขวานชดเชยได้ด้วยความแรงจากน้ำหนักของมัน นักพรตหนุ่มตรวจสอบสภาพขวานอย่างระมัดระวังไม่ให้เผลอทำร่วงเสียหายเสียก่อน
     หีบใบที่เจ็ดเป็นอาวุธขนาดเล็กอย่างมีดบินและลูกดอกอาบยาพิษ ในการตรวจสอบนักพรตหนุ่มยิ่งต้องระวังให้มากกว่าเดิมอีก หากโดนลูกดอกอาบยาพิษทิ่มไปเขาต้องตายแน่ๆ ในการตรวจสอบอาวุธชนิดนี้ก็พบกว่ามีอาวุธเสียหายหรือไม่ได้มาตรฐานอีกหลายชิ้นด้วยกัน
     เลี่ยงเหลียงตรวจนับสินค้าเรื่อยๆ จนมาถึงหีบสุดท้ายที่เป็นชุดเกราะ มีทั้งเกราะเบาและเกราะหนักเขานำมันมาตรวจอย่างระมัดระวังไม่ให้สินค้าเป็นริ้วรอย เพราะคงไม่มีลูกค้าคนไหนที่ยอมซื้อชุดเกราะป้องกันตัวที่ชำรุดไปใส่แน่ๆ
     กว่าที่เขาจะตรวจอาวุธครบทุกหีบก็กินเวลาไปถึงหนึ่งชั่วยาม และเมื่อตรวจสินค้าครบทุกหีบแล้วเขาก็ทำสรุปแล้วนำไปยื่นให้กับพ่อค้าใหญ่ทันที
     "ข้าตรวจสอบเสร็จแล้วขอรับนายท่าน" เลี่ยงเหลียงเอ่ยออกมาพร้อมกับยื่นสมุดบันทึกให้กับเจี้ยนซิหลงอ่านทันที


     "ลูกศรชำรุดเยอะขนาดนี้เลยรึ... แย่จริงพอพังแล้วซ่อมไม่ได้ด้วยสิ" ซิหลงเอ่ยออกมาหลังจากที่อ่านรายงาน "ตุ้มหนามก็ขายไม่ออกสักอัน อืม.. นอกนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร... นี่ค่าเหนื่อย เสร็จแล้วเจ้าก็ไปพักไป" นายท่านส่งถุงเงินค่าจ่างให้กับเลี่ยงเหลียงก่อนโบกมือไล่นักพรตหนุ่มหลังจากที่ตรวจสินค้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
    "ขอบคุณขอรับนายท่าน" เขารับถุงเงินนั้นมาก็รู้สึกว่ามันมีน้ำหนักมากกว่าค่าจ้างของทุกๆ วันทำให้รู้สึกดีใจไม่น้อยเลยทีเดียว ค่อยรู้สึกว่าคุ้มค่ากับที่ซื้อตำราเคล็ดลับการทำงานมาอ่านหน่อย...




แสดงความคิดเห็น

ผ่านเควสพิเศษอาชีพ (รางวัล: 100 ชั่ง, 3500 ตำลึง, 111 ชื่อเสียง, 8 Point และ วันทำงาน = 16 }  โพสต์ 2017-11-3 10:32

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +100 เงินตำลึง +3500 ชื่อเสียง +111 ความหิว -9 Point +8 ย่อ เหตุผล
Admin + 100 + 3500 + 111 -9 + 8

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

10

กระทู้

107

โพสต์

4753

เครดิต

เงินชั่ง
904
เงินตำลึง
43171
ชื่อเสียง
2041
ความหิว
168
ช่างหลิน
ระดับ 1
โพสต์ 2017-12-26 22:51:53 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ChenHuimei เมื่อ 2017-12-27 17:15

陈 惠美
.....เส้นทางอาชีพปราญช์.....
ทำนายอักษร
         ร่างอรชรเดินสง่าบนทางถนนของตลาดประจำเมืองใต้เงาร่มแดงที่กำลังใช้บดบังแสงอาทิตย์ด้วยรูปร่างชวนพิศนี้จึงทำให้ชาวบ้านหลายๆคนมองนางตาไม่กะพริบ บ้างก็เมินนางไป แต่ละหรับชาวบ้านบางพวกที่หันมองนางแล้วเปิดหัวข้อนินทาบ้างก็ชม บ้างก็นินทาในด้านเสียๆหายๆ แต่นางก็ไม่สะท้านแต่อย่างใด ‘คนสวยต้องมีคนนินทาด้วยความอิฉฉา มันเป็นสัจธรรมของพวกที่ไม่มีปัญญาแต่อยากมีอยากเด่นหุๆ’ ร่างอรชรเดินเชิดหน้ามั่นใจ

         ในขณะที่นางกำลังเดินสำรวจร้านค้าต่างๆที่ตั้งแผงอยู่ข้างทางก็มีสิ่งหนึ่งที่ดูสะดุดตาเป็นแผ่นป้ายที่มีอักษรเขียนไว้ว่า

[รับทำนาย 3 ครั้งต่อวัน]
         สาวงามนาม’ฮุ่ยเหมย’อยากจะเข้าไปทักทายซินแสคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงนั้นเสียจริง เพราะทั้งบุคลิกที่ทรงภูมิปัญญากว่าคนธรรมดาทั่วไปซินแสผู้นี้ทำเอานางนึกถึงเรื่องในอดีตที่ท่านป้าเคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับยอดนักปราญช์แห่งแผ่นดินฮั่นผู้หนึ่งที่ช่วยเหลือฮ่องเต้ในการบริหารงานสร้างฐานบ้านเมืองได้เข็มแข็งและมีประสิทธภาพจนชิงชนะเหล่าขุนนางหัวเก่าได้เป็นจำนวนมาก ผู้คนจึงเรียกเขาว่า ‘หมอดูเทวดา’ เพราะทุกๆวาจาที่ทำนายของเขาล้วนเป็นจริงดั่งตาเห็นฮุ่ยเหมยอยากจะเจอเขาผู้นี้มาตั้งแต่เด็กๆแล้ว….แต่ไม่รู้ว่า’ยอดนักปราญช์แห่งแผ่นดินฮั่น’ ใช่เขาผู้นี้หรือไหม...แต่ที่แน่ๆมาดซินแส่ผู้นี้สิบเต็มสิบเจ้าค่ะ....
  
“ฮุ่ยเปียวๆถ้าข้าเข้าไปข้าจะโดนตุ๋นเงินไหมเนี่ย...”
         ฮุ่ยเหมยพูดกับนกฮูกตัวน้อยที่กำลังนอนหลับอยู่ในประเป๋าสัมภาระถึงแม้นางจะรู้ว่ามันหลับแต่อย่างน้อยก็ขอให้ได้พูดสักนิดก็ยังดีถึงจะยอมรับเรื่องมาดที่ดูทรงภูมินั้น แต่ลึกๆเองจากเหตุการณ์ที่นางโดนอันธพาลไล่ฟาดคราวก่อนฮุ่ยเหมยก็ระวังตัวมากกว่าเดิมหลายเท่านางลังเลใจอยู่หน้าแผงซินแส

“เข้ามาสิแม่นาง ไม่ต้องลังเลหรอกข้าไม่ใช่อันธพาลที่จะวิ่งไล่เจ้านะ ข้าไม่มีแรงถึงเพียงนั้นหรอก ข้าแก่แล้ว”
         ฮุ่ยเหมยสดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงทุ่มต่ำแหบชราของซินแสผู้นี้

“คุณพระ...”ฮุ่ยเหมยอุทานออกมาอย่างเผลอตัวด้วยความตะลึงที่จู่ๆอีกฝ่ายก็พูดในสิ่งที่ตนกำลังคิดระแวงอยู่เขามั่วแล้วบังเอิญถูกรึเปล่านะ...ฮุ่ยเหมยคิดในใจ แต่ก็เดินเข้ามาหาแผงของซินแสผู้นั้นเป็นที่เรียบร้อย...

“สวัสดีเจ้าค่ะ...ข้าชื่อ ‘เฉิน ฮุ่ยเหมย’รบกวนท่านด้วยนะเจ้าค่ะ”ฮุ่ยเหมยยกยิ้มให้ซินแสที่นั่งตรงข้าม และ กล่าวแนะนำตัวฉะฉ้านมั่นใจ

“คนสุดท้ายของวันนี้ก็คือเจ้า...ฮ่าๆๆมาช้าอย่างที่ข้าคริดจริงๆคงจะแวะเที่ยวอยู่ละสิท่า”ซินแสกว่าพร้อมหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นสาวงามที่นั่งฝั่งตรงข้ามสดุ้งโหยงเป็นคราที่สองและมันก็เป็นเรื่องจริง เพราะตั้งแต่ที่นางออกมาจากโรงเตี๊ยมนางก็แวะเที่ยวชมร้านเครื่องประดับกับร้านหนังสือมาตลอดทางเลย...

“ท่านรู้?! คุณพระ!! ท่านนี้เป็นหมอเทวดาอย่างที่ข้าคิดจริงๆด้วย! ฮุ่ยเหมยกระดี๊กระด๊า

“ช่างยอจริงนะแม่นาง”

“เจ้าเขียนตัวอักษรมาหนึ่งอักขระสิ”

“เจ้าค่ะ” ว่าแล้วฮุ่ยเหมยก็หยิบภู่กันข้างๆมาเขียนอักษรลงบนกระดาษอย่างประณีตก่อนจะส่งมอบให้ซินแสอย่างน้อบน้อม
“惠 แม่นางจะถามถึงคนหรื่อเรื่องราว”

“คนเจ้าค่า” ฮุ่ยเหมยตอบเสียงใส

“คน… คนผู้นี้ที่แม่นางถามคือคนที่กำลังใฝ่ฝันอยากเป็นปราชญ์ใช่หรือไม่”

“คุณพระ…ทะ...ท่านรู้....ได้ยังไงกัน?” ฮุ่ยเหมยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่ดวงตาเบิกกว้างตอนนี้บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป ฮุ่ยเหมยรับรู้ถึงความเก่งกาจของซินแสผู้นี้...การที่ได้มาพบเจอเขาถือว่าเป็นโชคสวรรค์ชะตาฟ้าลิขิตที่ดี นางคิดในใจ

“อักษรตัวนี้บอกข้าเองแม่นาง ฮุ่ย 惠 เมตตาคุณประโยชน์นั่นหมายถึงตัวคนผู้นี้มีความปรารถนาที่จะสร้างคุณประโยชน์ต่อผู้คนและแผ่นดินแต่เปี่ยมด้วยเมตตาดังนั้นคนผู้นี้จึงเลือกเส้นทางปราชญ์ที่ไม่ต้องประหัดประหารผู้คนด้วยศาสตราวุธ”

“......” ฮุ่ยเหมยพยักหน้าหงึกๆตอบรับ

“แม่นางดูคำนี้ให้ดี” ชินแสพูดขึ้นก่อนยกมือขึ้นปิดบางจุดจนเหลือเพียง 心 ซิน

“เจ้าค่ะ”ฮุ่ยเหมยยื่นหน้าไปมองตัวอักษรบนกระดาษตามที่ซินแสบอก

“ซิน คำนี้บ่งบอกถึงความคิด แกนกลางเจตนาที่ไม่ฝักใฝ่ในสิ่งใด ตามคัมภีร์อี้จิงกล่าวไว้ว่าผู้ไม่หวังเจตนาย่อมเป็นยอดปราชญ์ที่ดี หยินหยางล้วนไม่แปรผันดำรงบนเจตนาบนแกนกลางระหว่างทั้งสอง” ชินแสอธิบายเพิ่มเติมก่อนยกมือทั้งสองทาบกันโดยเว้นช่องว่างตรงกลาง

“.......” ฮุ่ยเหมยมองตัวอักษรบนกระดาษและฟังคำบอกของซินแสอย่างตั้งใจ

“หากแม่นางกำลังหาหนทาง ก็ต้องมองอักษรนี้” ชินแสตงฟางพูดตอบอีกฝ่ายก่อนลบเส้นต่างๆออกจนเหลือแค่ 十

“十 อักษรนี้อยู่ในคำฮุ่ยที่แม่นางเขียนคือหนทางที่แม่นางปรารถนา”
“คัมภีร์อี้จิงกล่าวไว้ว่า สิบสิบให้กำเนิดเลขสองหลัก ไม่ว่าจะเป็น 11 12 13 14 15 16 17 18 19  ก็ล้วนกำเนิดจาก 10 ดั่งเช่นย่างเท้าสิบก้าวจักพบหนทางที่ค้นหา”


“แม่นางจำคำข้าไว้ การเป็นปราชญ์นั้นไม่ได้พึงร่ำเรียนจากคัมภีร์ตำราต่างๆ จนแตกฉาน แต่พึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้วยตาและความคิด ปาก สตินำประสบการณ์ที่พบเจอมาวิเคราะห์ทุกเรื่องราว”

“เจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยรับคำ ฮุ่ยเหมยเป็นสตรีที่เชื่อมั่นในความคิดของตนเสมอเพราะเหตุนี้นางจึงยึดมั่นในหลักการและใฝ่หาความรู้ด้านการบริหารในตาราโดยเสมอมา แต่สิ่งที่ซินแสพูดก็เป็นเรื่องจริงที่นางต้องยอมรับ

“แล้วข้าจักเก็บเกี่ยวประสบการณ์เหล่านั้นจากหนทางไหนรึเจ้าคะ? ฮุ่ยเหมยมองอีกฝ่ายอย่างสงสัย


“ทางตะวันตกย่างเท้าสิบก้าวแม่นางจักพบหนทาง”

“เจ้าค่ะ ขอขอบพระคุณท่านซินแสมากเลยนะเจ้าค่ะคำสั่งสอนของท่านข้าจะจดจำให้ขึ้นใจ” ฮุ่ยเหมยย่อกายคำนับอีกฝ่ายอย่างน้อบน้อม
“งั้นข้าขอลานะเจ้าค่ะ” นางว่าพร้อมคำรับลาอีกฝ่ายอีกครั้งก่อนจะจัดแจงลุกขึ้นแล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันตก



‘ทิศตะวันตกสินะ’

‘แล้วก็แค่ก้าวขาออกไป’
‘แค่10ก้าวงั้นหรือ? ’
          ในขณะที่หญิงสาวกำลังคิดในใจกับตัวเองอยู่นั้นนางก็นึกได้ว่าลืมจ่ายค่าทำนายตัวอักษรนางหันขวับไปที่แผงของซินแสผู้นั้นแต่ก็ช้าเกินไปซินแสได้จากไปเสียแล้วเหลือเพียงแต่แผงว่างเปล่าฮุ่ยเหมยหันมองหาเจ้าตัวแต่ก็ไม่พบจึงได้แต่ถอดใจแล้วหันหน้ากลับมาคิดเรื่องตนต่อ

          ฮุ่ยเหมยก้าวขาเดินหน้าทางทิศตะวันตก พรางคิดจำนวนก้าวในใจ

ก้าวที่ 1
ก้าวที่ 2
ก้าวที่ 3
.
.
.
และ ก้าวที่10

         ฮุ่ยเหมยหันไปรอบตัวเป็นลานกว้าง แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่นางพบก็คือกระดานประกาศข่าวสารต่างๆ(บอรด์ประกาศ) ฮุ่ยเหมยย่นคิ้วอย่างฉงน นางหันมองไปรอบๆอีกครา ก็ไม่พบอันใดนอกจากกระดานนี้อีกแล้ว....
           ‘กระดานประกาศนี่นะหรือคือหนทางของข้า? บ้าน่าเฉิน...อย่าไปพูดแบบนี้ให้ใครได้ยินนะ...อายชาวบ้าน’ นางคิดในว่าตนเองในใจ ‘ไม่สิ สิ่งที่ซินแสบอกน่าจะเป็นข้อมูลที่มีอยู่บนกระดานนี้เสียมากกว่ากระดานนี้เป็นแหล่งรวบรวมประกาศต่างๆ จักต้องมีเรื่องที่เป็นประโยชน์และเป็นหนทางให้แก่ข้าได้อย่างแน่นอน’
          นางตัดสินใจอ่านแผ่นกระดาษต่างๆติดอยู่บนกระดานอย่างตั้งใจจนได้เจอกับแผ่นประกาศใบหนึ่ง….

{ โรงม้าฉางปิ่งเยวี่ย แห่งอู๋เว่ยรับสมัครเสมียน 1 อัตราที่ต้องการหาประสบการณ์ในอาชีพเสมียนยินดีสอนงาน  }
{ ลงนาม คุณชายใหญ่หม่า หวงเซา }

          นี่ไง...หนทางของข้านี่คือโอกาสที่ข้าจะได้ก้าวเดินบนหนทางแห่งแห่งความรู้จุดเริ่มต้นของการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แต่....ข้ามีแผนจะเดินทางไปหมู่บ้านแมวอสูรนะสิ แต่โอกาสดีๆแบบนี้ก็ใช่ว่าจะหาได้ร่ำไป ฮุ่ยเหมยเตรียมการตัดสินใจในหัวของตนนางคิดถึงเรื่องความสำคัญในตัวเลือกทั้งสองแล้วนางก็ได้ผลสรุป

“ข้าจะไปโรงม้าฉางปิ่งเยวี่ย แล้วรับงานเป็นเสมียน เมื่อถึงวันหยุดข้าค่อยเดินทางไปหมู่บ้านแมวอสูรแล้วกันยังไงซะหมู่บ้านนั้นก็ไม่ได้หนีข้าไปไหน แต่เรื่องงานตำแหน่งเสมียนนี้มีโอกาสที่จะเสียสิทธินี้เพราะอาจโดนผู้อื่นแย่งไปขอโทษนะเหล่าแมวน้อย...ข้าสัญญาเมื่อถึงวันที่ข้าได้ไปหาพวกเจ้าข้าจะช่วยเหลือพวกเจ้าอย่างดีเลย”
และคือแผนการใหม่ที่ฮุ่ยเหมยได้ตัดสินใจ….

         ฮุ่ยเหมยเดินถามถึงสถานที่ตั้งของ ’โรงม้าฉางปิ่งเยวี่ย’ กับชาวบ้านที่อยู่ระแวกนั้น
“แม่นางๆ ข้าขอถามทางหน่อยนะเจ้าคะ ไม่ทราบว่าโรงม้าฉางปิ่งเยวี่ยตั้งอยู่หนไหนหรือเจ้าคะ? ทานผู้มีน้ำใจช่วยบอกข้าด้วยเถิดเจ้าคะ”
          ฮุ่ยเหมยกล่าวถามรัวไม่รอให้อีกฝ่ายได้ปฎิเสธ ดูเป็นการบังคับในประโยคขอร้องและนี้ก็คือความสารถการใช้วาทศิลป์ของฮุ่ยเหมยและก็ได้ผลเป้นอย่างดีด้วยอีกฝ่ายตอบคำถามของฮุ่ยเหมยอย่างละเอียด ฮุ่ยเหมยจึงรู้ว่าโรงม้านั้นตั้งอยู่นอกเมืองไปแต่ก็ยังตั้งอยู่ในเขตอู๋เว่ยและเจ้าของโรงม้าคือ ‘ตระกูลหม่า’ ที่มีสมาชิก4คนอาศัยอยู่ที่แห่งนั้น...และนี่คือข้อมูลจุดหมายที่นางจะเดินทางไปในวันนี้....


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -11 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -11 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โอ้!!! ดีงามเจ้าค่ะ!!
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ปิ่่นสองขา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x1
x1
x3
x15
x1
x15
x40
x16
x49
x38
x12
x8
x71
x21
x2
x1
x1
x30
x44
x38
x54
x17
x1

70

กระทู้

722

โพสต์

9หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
19850
เงินตำลึง
11353
ชื่อเสียง
37460
ความหิว
378
คุณธรรม
294
ความชั่ว
8
ความโหด
26
เสวี่ยนอู่
ระดับ 1

จาง จู๋เวย

ไม่เป็นไรแน่หรอ
pet
โพสต์ 2017-12-29 03:06:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Zhangfu เมื่อ 2018-1-9 00:07

{ภัยสงคราม}
[จาง ฝู]
บทที่ 13 ทิ้งไปสะ

     เมื่อยามเช้าของวันใหม่าถึง จางฝูที่ตอนนี้อยู่ในชุดสี่เขียวอ่อน ชายชุดที่ยาวลงมาคร่อมข้อเท้าเพื่อสะดวกแก่การเดินเล่น ผมยาวสีดำอมน้ำตาลถูกรวบครึ่งหัวและปล่อยให้ช่วงปลายของผมเป็นอิสระปลิวไหวไปมายามเมื่อร่างการบอบบางนั้นขยับ เธอขยับตัวมองตัวเองในกระจกก่อนจะหันไปมองลู่จิวที่หาวหวอดๆออกมาแล้วเลื้อยขึ้นมาประจำที่บนไหล่ของเธอ  

     “ไปเดินดูในตลาดกัน” หญิงสาวเอ่ยกับเจ้างูบนไหล่ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องพักของเธอไป ร่างบางที่มีงูอยู่บนไหล่เดินลงมาจากชั้นสองก็เจอเข้ากับเถ้าแก่โรงเตี้ยมที่กำลังเช็ดทำความสะอาดเคาเตอร์อยู่พอดี

     “อรุณสวัสดิ์เจ้าคะเถ้าแก่” เธอเอ่ยทักพร้อมกับยิ้มเป็นกันเองให้กับเถ้าแก่

     ฟ่ออ..[อรุณสวัสดิ์คุณลุง]

     “อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านหญิง งูน้อย  จะไปไหนกันแต่เช้าขอรับ” เถ้าแก่ที่เงยหน้าขึ้นมาทักทายเธอกับลู่จิวอย่างสุภาพแล้วยิ้มตอบเธอ

    “ว่าจะไปที่ตลาดสักหน่อยเจ้าคะ ไปก่อนนะเจ้าคะ” เธอเอ่ยก่อนจะขอตัวออกไปด้านนอก พร้อมกับค่อมหัวนิดๆให้เถ้าแก่

     หญิงสาวเดินเล่นเรื่อยๆไปตามทางเพียงไม่นานนักเธอก็เจอกับร้านค้าต่างๆมากมายที่เริ่มถยอยกันออกมาจัดตั้งร้านของตน ที่ตลาดของเมืองนี้อนุญาติให้คนจากนอกด่านได้เข้ามาค้าขายทำให้ ตลาดแห่งนี้แตกต่างจากที่อื่นมากทั้งข้าวของเครื่องใช่ที่ลวดลายและการแต่งตัวที่แสนแปลกตา การมาที่ตลาดแห่งนี้จึงจัดว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาเธอได้อย่างดี

      ร่างบางเดินดูของในตลาดอย่างเพลิดเพลินใจก่อนที่เธอจะมาหยุดอยู่ที่ร้านขายของร้านหนึ่ง การแต่งตัวของแม่ค้าที่ดูคุ้นเคย ของที่วางขายนั้นคือสิ่งที่เธอเคยใช้เมื่อตอนที่เธอยังเด็กสิ่งของและการแต่งการของคนแคว้นต้าหว่าน บ้านเกิดของเธอ นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เธอจ้องมองสิ่งของในร้านอย่างเหม่อลอยจนลู่จิวที่เหมือนจะรู้สึกว่าเจ้านายของตนนั้นแปลกไป มันค่อยเลื้อยมาใกล้ๆหน้าแล้วแลบลิ้นเลียที่แก้มเธอเบาๆแต่หลายครั้ง เพื่อเรียกสติที่เหม่อลอยออกไปของผู้เป็นนาย

    “อ่ะ ลู่จิว” หญิงสาวที่เรียกสติกลับมาหลังจากที่ลิ้นอุ่นๆของลู่จิวเลียไปที่แก้มเธอหลายใครเสียจนแก้มเธอนั้นซื้นหน่อย

     ฟ่ออ…[เจ้านายเป็นอะไร]

     “ไม่มีอะไรหรอกลู่จิว ข้าแค่..คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย”เธอลูบหัวลู่จิวเบาๆก่อนจะเดินละออกไปจากตรงนั้นไป เธอไม่อยากจะกลับไปคิดเรื่องในอดีตอีก อดีตที่แสนเลวร้ายนั้น เธอพยายามลืมมันมาตลอด แต่วันนี้มันกลับถูกขุดขึ้นมาเสียอย่างนั้น แต่เธอต้องเข้มแข็งและผ่านมันไปให้ได้เหมือนเมื่อตอนที่เธอยังอยู่ในค่าย  

     ในการเดินตลาดของหนึ่งคนหนึ่งงูในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเงียบตลอดการเดินทาง ด้วยบรรยากาศที่น่าอึดอัดที่ถูกแผ่ออกมาจากร่างของหญิงสาว ทำให้ในที่สุดเจ้างูเขียวบนไหล่หมดความอดทนก่อนจะงับลงไปที่ไหล่ของผู้เป็นเจ้านาย เพียงแต่การกัดในครั้งนี้มันไม่ได้ปล่อยพิษออกมาทำให้การกัดครั้งนี้สร้าองแค่รอยแผลจากเขี้ยวและฟันของมันเท่านั้น

     “โอ้ยย กัดทำไมเนี่ย มันเจ็บนะ”จางฝูสะดุ้งสุดตัวเมื่อเขี้ยวกับฟันคมๆของลู่จิ่วนั้นสัมผัสโดนเนื้อของเธอผ่านเสื้อผ้าที่ไม่หนามาก

      ฟ่ออ..ฟ่อออ..[เรียกสติเจ้านาย เจ้าทำเสียอารมณ์เที่ยว] มันร้องขึ้นอย่างไม่พอใจ หางเรียวสีเขียวตวัดลงกับแขนของเธอจนดังปุ๊ๆ เพื่อระบายอารมณ์

    “.ขอโทษนะที่ทำให้ไม่พอใจ” เธอเอ่ยขอโทษเบาๆพร้อมกับยื่นมือไม่ลูบหัวลู่จิวอย่างสำนึกผิด “ข้าจะไม่เศร้าแล้วตกลงไหม”

      ฟ่อออ…[ก็ได้]

      “ไปหาซื้อผลไม้อร่อยๆไปฝากเฟยเทียนกันเถอะ” ว่าจบร่างทั้งสองก็พากันเดินดูเลือกซื้อของกันอย่างสนุกสนานแล้วทิ้งความเศร้านั้นไว้แค่ที่ก้นขอหุบเหวความรู้สึกเสีย  ให้มันกลายเป็นเพียงฝันร้ายเรื่องหนึ่งที่พอตื่นมาก็ลืมมันไป



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -11 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -11 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โดนทิ้งในหุบเขา
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ฮั่นเสียทองเทวะ
ตาเหยี่ยว
ตัวเบาขั้นกลาง
กงจักรเฟิ่งหวง
กงจักรเฟิ่งหวง
จั่วซื่อจ้วน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x2
x3
x47
x1
x60
x10
x1
x13
x1
x1
x15
x2000
x6
x150
x50
x1000
x17
x6
x4
x3
x40
x5
x42
x31
x2
x3000
x110
x63
x15
x60
x15
x1
x115
x7
x8
x60
x1
x3
x40
x2
x75
x2
x3
x12
x3
x120
x60
x30
x4
x120
x50
x74
x1
x15
x45
x74
x3
x30
x88
x5
x68
x28
x10
x7
x102
x172
x4
x136
x4
x1
x30
x30
x78
x143
x70
x99
x44
x320
x184
x184
x10
x46
x3
x348
x2
x393
x5
x1508
x51
x295
x264
x200
x2100
x456
x72
x39
x45
x336
x76
x350
x236
x92
x84
x22
x329
x310
x8
x40
x1
x3
x40
x152
x675
x477
x947
x630
x110
x4271
x218
x78
x421
x60
x3
x825
x39
x80
x1210
x4
x3
x23
x23
x4755
x61
x798
x15
x2028
x53
x63
x11
x58
x26
x41
x81
x42
x12
x1

ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|

Copyright © 2001-2012 | The Legend of Wulin  สงวนลิขสิทธิ์ | GMT+7, 2018-12-18 21:19

ขึ้นไปด้านบน