ดู: 196|ตอบกลับ: 14

{ ใต้ซากโบราณกู่เสวียน } วิหารโบราณใต้ดิน

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-12-3 19:44:28 |โหมดอ่าน













วิหารโบราณใต้ดิน
♦ ใต้ซากโบราณกู่เสวียน - หลังค่ายหลี่กัง ♦






วิหารโบราณที่ผ่านกาลเวลามานับแสนปีก่อนจนค่อยๆ ถูกซากสิ่งก่อสร้างมนุษย์สร้างทับด้วยถูกดินถล่มฝังใต้ดิน
วิหารแห่งนี้ถูกสร้างเพื่อบูชาเทพซีอวี้เพียงองค์เดียว 


ในสมัยบรรพชนที่ชาวซีอวี้ยังไม่แบ่งแยกเป็นแว่นแคว้น
ยังเป็นกลุ่มชนเผ่าเดียว นามว่า “เทพโครรารอส” เทพแห่งสุริยันและนักรบ มีหกกร และ พละกำลังมหาศาล
เป็นเทพที่ปกป้องชาวทะเลทรายทั้งปวงในซีอวี้ และ
มีความแตกแยกจากเทพอื่นๆ ที่สร้างความกลมกลืนระหว่างมนุษย์และปีศาจให้ใช้ชีวิตร่วมกัน 


เล่ากันว่าในตำนานท่านเดิมเป็นมนุษย์มาจากต่างโลกที่พลัดตกลงมายังโลกใบนี้ ในโลกที่ท่านจากมามีปีศาจมากมายทั้งดุร้ายและที่เป็นมิตร ท่านได้ละทิ้งชีวิตเดิมที่ล่าปีศาจหันมาช่วยผู้คนในทะเลทรายซีอวี้ที่โลกใบนี้ ในขณะเดินทางทั่วทะเลทรายได้มาพบแหล่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงทะเลทรายเป็นแกนพลังหลัก ท่านจึงได้ตั้งวิหารที่แห่งนี้เพื่อปกป้องแกนศูนย์กลางแห่งซีอวี้จนสิ้นลมหายใจสุดท้าย







เทพโครรารอส

เทพแห่งสุริยันและนักรบ มีหกกร และ พละกำลังมหาศาล เป็นเทพที่ปกป้องชาวทะเลทรายทั้งปวงในซีอวี้ และ มีความแตกแยกจากเทพอื่นๆ
ที่สร้างความกลมกลืนระหว่างมนุษย์และปีศาจให้ใช้ชีวิตร่วมกัน








คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 Point +10 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 10

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-12-3 20:14:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Baoling เมื่อ 2018-12-3 20:17

องค์เทพ “โครรารอส” สันติสุขแห่งปีศาจ
{เควส ตำนานปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์}

        สุดท้ายเมื่อเดินถึงขั้นล่างสุดสิ่งที่เป่าหลิงและท่านผู้เฒ่าเห็นนั้นก็คือเส้นทางที่จะนำทางพวกเขาไปยังวิหารโบราณ ที่แม่สาวซักคิวบัสนั้นบอกว่าตรงนั้นยังไม่มีที่ศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นเพราะเช่นนี้เองสินะ? เป่าหลิงนั้นคิด.. อย่างไรก็ตามที คิดว่าวิหารเช่นนี้มันควรที่จะมีอะไรมากกว่านี้.. แต่น่าแปลกจังนะที่ว่ายังไม่เจอ

       “มาเถอะ เราต้องเดินต่อกันแล้ว” สาวปีศาจร่างเปลือยปล่าวนั้นกล่าวกับเป่าหลิงและท่านผู้เฒ่า นางจึงพยักหน้าขึ้นมา เป่าหลิงนั้นเหลือบมองภาพที่ตนเองเห็น เรียกได้ว่าเป็นภาพที่น่าแปลกตาและน่าแปลกใจสำหรับเธอมาก ตรงนี้เหมือนเป็นสถานที่เก่ากว่าซากโบราณสถานด้านบนเสียอีก.. หมายความว่าเจ้าสถานที่ก่อนหน้านี้มันสร้างครอบที่นี้เอาไว้สินะ?...

        “ที่นี้โดนวิหารซากโบราณกู่เสวียน ฝังไว้สินะ?” เป่าหลิงนั้นกล่าวถาม
        “เจ้าเข้าใจถูกแล้วสหายเรา ที่นี้น่ะ เป็นวิหารโบราณที่ผ่านกาลเวลามานับแสนๆปีก่อนที่จะค่อยๆถูกซากสิ่งก่อสร้างอารยธรรมของพวกมนุษย์สร้างทับไว้..” แม่สาวปีศาจกล่าว มือของนางนั้นค่อยๆไล่ไปตามผนังที่โดนสร้างด้วยอิฐสีขาวไข่ที่ค่อนข้างงดงาม มีหลายอันที่โดนสลักเป็นเหมือนกับลวดลายที่งดงามยากที่จะบ่งบอกได้ว่ามันโดนสลักมาจากสิ่งใด.. ใครเป็นคนทำกันแน่..

        ท่านผู้เฒ่านั้นตอนนี้เหมือนหลุดไปโลกอีกโลกหนึ่งอย่างกู่ไม่กลับ เขานั้นจ้องมองก่อนที่จะจดจำทุกรายละเอียดเขียนลงแผ่นหนังบันทึกของตนเองอย่างรวจเร็วประดุจสายฟ้าฟาด สำหรับหญิงสาวแล้วสถานที่แห่งนี้ช่างดูเป็นสถานที่..ในฝันของเหล่าปีศาจจริงๆนั้นล่ะ..

        แต่แล้วนัยต์ตาสีม่วงดอกพวงครามของนางก็ไปเห็นกับอะไรเขา เป็นรูปปั้นของเทพแปดกร รวมถึงมีไอบารมีของดวงอาทิตย์ก้องกังวานอยู่ตรงบริเวณเศียรศรีษะของเขาอีกต่างหาก นางค้างไปสักพัก ก่อนที่จะขมวดคิ้ว… “รูปปั้นนี้คือรูปปั้นอะไรน่ะ?” เป่าหลิงกล่าวถาม เมื่อสตรีร่างเล็กกล่าวถามแม่สาวปีศาจซักคิวบัส เขาก็หัวเราะยิ้มๆ เหมือนกับว่ากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่

       “ตามที่ข้าได้ยินนะ นี้คือองค์เทพซีอวี้ ก่อนที่จะถือกำเนิดแว่นแคว้นมากมายในซีอวี้เสียอีก องค์ท่านมีนามว่า เทพ โครรารอส องค์ท่านเป็นเทพแห่งสุริยันและนักรบ ท่านน่ะเป็นเทพที่ให้ปีศาจและชาวซีอวี้อยู่ร่วมกันอย่างสันติมานานนับปี..” แม่สาวซักคิวบัสกล่าว ก่อนที่จะคลียิ้ม นางค่อยๆขยับเข้าไป ทำท่าเหมือนกับว่าเคารพในตัวองค์เทพ ทั้งๆที่ปีศาจไม่น่าศรัทธาต่อองค์เทพ..

        เป่าหลิงนั้นเลิกคิ้ว..นางไม่รู้มาก่อนเลยว่ามีเรื่องแบบนี้อยู่ด้วย แต่แล้วดูเหมือนว่าข้อความนี้จะเป็นจริง เพราะระหว่างที่เดินไปนั้น เธอเห็นภาพแกะสลักเหมือนกับว่าเป็นเรื่องราว.. ในสมับบรรพชนที่ชาวซีอวี้ยังไม่แบ่งแยกเป็นแว่นแคว้น ยังเป็นกลุ่มชนเผ่าเดียว องค์เทพแห่งสุริยันและนักรบนั้นมีพละกำลังมหาศาร คอยปกป้องชาวทั้งหลายในทะเลทรายทั้งปวง เล่ากันว่าเดิมท่านเป็นมนุษย์จากต่างโลก ที่พลัดตกลงมายังโลกใบนี้…..

        พลัดตกลงมาจากต่างโลก…

       “ซิ..ริ..??” อยู่ๆ ใบหน้าของสตรีผมเงินนั้นก็แว๊บเข้ามาในหัวของเป่าหลิง หากโลกที่ว่านั้นเป็นโลกที่ซิริจากมาอย่างงั้นล่ะ? ไม่หรอก มันไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญเช่นนั้นได้หรอกนะ..ไม่มีทางเลยสักนิด ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างงั้นด้วยซ้ำไป.. เป่าหลิงนั้นส่ายหัว ก่อนที่นางจะอ่านและดูตามภาพสลักนั้นต่อ..

        เห็นว่าโลกที่องค์เทพโครรารอสจากมานั้นมีปีศาจมากมายทั้งดุร้ายและเป็นมิตร ท่านนั้นได้ละทิ้งชีวิตการสังหารมาเป็นการช่วยเหลือเหล่าปีศาจและผู้คน ท่านได้มาพบกับแกล้งพลังงานแก่นหลักของพลังแห่งธรรมชาติ จึงได้ตั้งวิหารเพื่อปกป้อง..จนสิ้นลมหายใจ..

        “เราบอกแล้ว ว่าที่นี้มีอะไรพิเศษกว่าที่สหายจักคิด..แต่ก็นะ หลังจากที่องค์เทพท่านสิ้นใจ วันเวลาที่เคลื่อนผ่านล้วนแล้วแต่ทำให้จิตใจของมนุษย์ผันแปร มนุษย์ก็กลับมารังเกียจปีศาจเช่นเราดั่งเดิม” ปีศาจสาวนั้นกล่าวอย่างเศร้าๆ เหมือนว่านางจะไม่มีใจที่คิดร้าย เพียงแต่ตนเองไม่อาจเลือกเกินได้เท่านั้นเอง…

        “หึ..มนุษย์มันก็แค่เกลียดและกลัวสิ่งที่แตกต่างนั้นล่ะ พวกนั้นน่ะ ก็แค่กลัวสิ่งที่ประหลาดกว่าตนเอง แม้ว่าจะมีจิตใจแม้ว่าจะมีสิ่งใด มนุษย์นั้นล่ะ คือเผ่าพันธ์ุที่น่ารังเกียจสำหรับข้ามากที่สุด เป่าหลิงกล่าว ใช่แล้ว มนุษย์กลัวสิ่งมีชีวิตอื่น เพราะฉะนั้นมนุษย์ถึงต้องทำลายสิ่งมีชีวิตนั้น เหมือนกับที่เธอเคยเจอนั้นล่ะ..

        “แต่ก็นะ แม้ว่าอยากจะทำลายมนุษย์เท่าไร..แต่ก็ต้องคอยมาคิด เราล้วนต้องอิงอาศัยกัน ข้าทำลายมนุษย์ไม่ลงหรอก..คงต้องโดนรุกรานก่อน เราถึงจะลุกขึ้นสู้ ข้าอาจจะบอกว่าข้าต่อต้านได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าข้าจะต่อต้านมนุษย์ได้ขนาดนั้น..อย่างไรผู้ขับเคลื่อนอารยธรรมแห่งโลกาใบนี้คือมนุษย์ เหล่าปีศาจหรือเทพ ก็มีเพียงไว้เพียงตำนาน..”

        “.......เกรงว่ามันจะเป็นตำนานที่ยังมีชีวิต”.....

        สิ้นการพูดคุย อยู่ๆ เส้นทางตามระเบียงทางเดินนั้นก็เปลี่ยนไป เนื่องจากว่าดูเหมือนว่าจะเข้าไปสู้เส้นทางใหม่ ที่เรียกได้ว่าจู่ๆ เหล่าสาวๆซักคิวบัสก็ต้องให้เป่าหลิงและท่านผู้เฒ่านั้นหยุดไว้ก่อน “ต่อจากนี้ล่ะ จะยากแล้ว..ตรงด้านหน้านั้นมีกับดัก เพื่อป้องกันหัวขโมยสมบัติน่ะ.. ที่นี้ล่ะที่ข้าบอกว่ามันเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าลำบากมากสำหรับการเดินทางเข้าไปด้านใน” นางกล่าวเช่นนั้น..

        เป่าหลิงนั้นพยักหน้า ก็คิดไว้อยู่แล้วล่ะว่าต้องมีอะไรแบบนี้อยู่แล้ว

       “งั้นข้าจะลองดูก่อน ท่านผู้เฒ่าอยู่กับพวกนี้ไว้นะ...ข้าฝากด้วย..” เป่าหลิงกล่าวกับสตรีทั้งสอง พวกนางพยักหน้า เนื่องจากว่าด้านในพวกนางเองก็ไม่เคยเข้าไปเหมือนกัน ทางด้านหน้านั้นเป็นทางที่หยุดตรงแผ่นสี่เหลี่ยมยาวไปแปดช่องด้านหน้า แถวละสามช่องรวมถึงยังมีแผ่นกระเบี้ยงที่ลวดลายสลักเป็นรูปของพระอาทิตย์ อยู่ทั้งหมดห้าสีที่สลับกันไป.. เป่าหลิงนั้นเหลือบมอง..

        แผ่นกระเบื้องรูปสลักพระอาทิตย์….มีหลายสี.. อืม..หรือว่าจะเป็น หากเป็นพระอาทิตย์ก็หมายถึงสี ที่ต้องเป็นสีโทนร้อน เป็นสีที่เหมาะสมกับพระอาทิตย์ หรือว่าจะเป็น.. เป่าหลิงนั้นกำลังเหยียบแผ่นกระเบี้ยงแผ่นแรก แต่ทว่าสตรีผมดำกลับพูดขึ้นมาก่อนที่นางจะได้เหยียบ..

        “ระวังนะ!....ที่นี้น่ะ..ยังไม่เคยมีใครผ่านได้มาก่อน ….ระวังไว้ ทำใจเข้าไว้” นางกล่าวเช่นนั้น.. เป่าหลิงขมวดคิ้วคำว่าทำใจให้ว่างเอาไว้.. ยังไงสิ่งที่เธอต้องการก็ไม่ใช่สมบัติด้านในอยู่แล้ว แต่มันคือความจริงต่างหาก..หากจะบอกว่าเป็นสถานที่มีสมบัติจริงๆล่ะก็ มันก็แค่ผลพลอยได้เท่านั้น..

        “.....เอาเถอะ” นางกล่าว แม้ว่าจะมีจริงๆก็นะ..แม้ว่าจะเป็นกับดัก..แต่เทพแห่งอาทิตย์ก็น่าจะเป็นสีของพระอาทิตย์นั้นล่ะ.. เป่าหลิงนั้นระวังเต็มที่ว่าจะเจอกับอะไรตอนต่อไป ก่อนที่นางจะเหยียบแผ่นกระเบื้องรูปดวงอาทิตย์..สีแดงสดที่สุขสกาวเหมือนกับพระอาทิตย์ตามแรกของวัน ให้องค์เทพแห่งพระอาทิตย์นั้นคอยเป็นใบบุญให้ไม่ประสบกับกับดักที่สร้างขึ้น ให้องค์เทพช่วยปกป้อง..เทพที่ไม่เกรงในปีศาจแต่ช่วยเหลือ….

        หึหึ...น่าเสียดายว่าเราสองควรพบกัน







คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ความหิว -68 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -68 + 5

ดูบันทึกคะแนน

https://xn--12cn8be2ck0h5b.com/source/plugin/levsign/statics/images/e3.jpgดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x60
x15
x22
x36
x20
x10
x775
x500
x13
x104
x2118
x191
x73
x1038
x12
x2
x373
x664
x5
x5
x110
x120
x9999
x15
x82
x260
x624
x85
x395
x3789
x5803
x2700
x1
x1
x1
x48
x98
x6
x192
x143
x78
x4
x835
x2
โพสต์ 2018-12-3 22:31:32 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Baoling เมื่อ 2018-12-3 22:32

เส้นทางที่เต็มไปด้วยขวางหนาม
{เควส ตำนานปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์}

        เป่าหลิงนั้นเมื่อเหยียบกระเบื้องสีแดงอยู่ๆ ก็มีรูปปั้นสลักหัวสิงโตออกมาจากกำแพงมันพ่นไฟใส่จนเต็มสองข้างทาง เป่าหลิงนั้นรีบหลบเร้นกายของตนเองด้วยวิชาตัวเบา หญิงสาวกระโดดถอยหลังออกมา อย่างรวดเร็ว สาวน้อยเลิกคิ้ว ก่อนที่นางจะหลบกายตนเองกลับมาอยู่ที่เดิม นัยต์ตาสีม่วงดอกพวงครามนั้นจ้องมองไปรอบๆ..ก่อนที่เธอจะคิดอะไรบางอย่าง..

        “แล้วทำไมไม่โยนอย่างอื่นไปก่อนว่ะ?...เอ่อ..โง่จริง” เป่าหลิงนั้นกล่าวเช่นนั้น.. ท่านผู้เฒ่าก็หัวเราะ โฮ่ะๆ เหมือนกับว่า เอ่อ ตัวเองก็ลืมบอกเหมือนกัน “อย่างงั้นแล้วจะมีอันไหนล่ะเนอะที่มันไม่เป็นอะไร เอางี้โยนมันไปแต่ละพื้น แต่ละพื้นเลยแล้วกัน..” เป่าหลิงพูด แต่หลังจากนั้น..

       “อู๊ดดดด..ดดด..” เสียงของเจ้าหมูวาสนานามเจินจูจิ้วจางก็ดังขึ้น มันหลบอยู่ในตะกร้าใส่ม้วนหนังสัตว์ของท่านผู้เฒ่ามานานแสนนาน เรียกได้ว่านอนหลับอยู่นั้นเอง มันนั้นจ้องมองมาทางเป่าหลิง รวมถึงเห็นไฟที่ลุกโชติช่วง..

       “เจ้าจะฆ่าข้าเราะ!! จะจับเจินจูเป็นหมูฮั่นปิ้งย่างอย่างงั้นหรอ!! ม่ายน่า า เจินจุ๊ว ว ไม่อ้าว ว วเจินจูไม่อร่อย ย ย”

        “หุบปากถ้าไม่อยากเจอจริงๆ..” เป่าหลิงกล่าวเช่นนั้นใส่สัตว์เลี้ยงของตนเอง เธอถอนหายใจ ก่อนที่จะกุมขมับของตนเองอย่างเหนื่อยๆ ...ไอ้หมูนรกนี้ไม่น่าแหกปากแบบนี้เลย แต่แล้วอยู่ๆมันก็นิ่งไปแล้วจ้องมองไปทางเส้นทางที่กำลังผ่าน กีบเท้าของเจ้าหมูสวรรค์นั้นชี้ไปทางแผ่นกระเบื้องแผ่นสีทอง เป่าหลิงนั้นพยักหน้าก่อนที่จะพูดขึ้น

        “เจ้าเก็บตัวเองไปซะ ไม่เป็นอะไร ขอบใจมาก” เป่าหลิงกล่าวสตรีร่างเล็กนั้นลองเหยียบไปทางแผ่นสีทองอย่างเงียบๆ ดูเหมือนว่าจะไม่โดนอะไรและไม่มีอะไรเกิดขึ้น อ่ะโถ่วเอ่ย เพราะว่าเป็นเทพก็เลยเป็นสีทองอย่างงั้นหรือ แปลกจริงๆเลยเน่อ..

       แต่ที่โง่คงน่าจะเป็นเรานั้นล่ะ

        เป่าหลิงนั้นกระโดดไปกระโดดมาตามแผ่นกระเบื้องสีทองนั้น จนสุดท้าย หญิงสาวก็เห็นว่ากระเบื้องแผ่นสุดท้ายนั้นไม่มีสีทองเหลืออยู่.. เอาล่ะสิ?... ระยะทางจากกระเบื้อง สามแถวสุดท้าย กระเบื้องแต่ละแผ่นนั้นก็ประมาณ ครึ่งเมตร การที่คนยิ่งเป็นคนแก่จะกระโดดไป หนึ่งเมตรกับอีกห้าสิบเซนนั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ค่อนข้างที่จะ…

        “....”

        สตรีร่างเล็กมองไปตรงหน้า ถ้าไม่ไหวคงต้องโยนท่านผู้เฒ่าเข้าไป แต่หากไหวก็.. สาวน้อยร่างบางนั้นจัดการหยิบเชือกออกมา เธอมัดมันไว้กับมีดสั้นก่อนที่จะโยนไปทางด้านหน้า แต่ทว่าน่าแปลกที่มีดสั้นไม่อาจที่จะปักลงไปหรือว่าคล้องไปทางเสาหินตรงนั้นได้ เธอจึงไม่มีทางเลือก …

        “ท่านผู้เฒ่า ทางตรงนี้ไปค่อนข้างลำบากหน่อย เพราะฉะนั้นอาจจะต้องเจ็บเล็กน้อย ท่านคงไม่เป็นอะไรนะ?” เป่าหลิงกล่าวถาม ท่านผู้เฒ่านั้นพยักหน้า เขาค่อยๆกระโดดแผ่นกระเบื้องมาทีละแผ่นๆ จนเกือบถึงแผ่นสุดท้าย จึงนำตะกร้าที่ตนเองมีส่งให้เป่าหลิง นางก็หยิบมาแล้วโยนไปที่อีกฝั่งหนึ่งอย่างง่ายๆ จากนั้นท่านผู้เฒ่าก็โยนเสื้อคลุมของตนเองให้เป่าหลิง เธอก็โยนส่งต่อ

        เป่าหลิงนั้นจับมือท่านผู้เฒ่าไว้ ก่อนที่จะแบกท่านขึ้นมาด้วยกำลังของตนเอง นางลงมือโยนท่านผู้เฒ่าให้ใกล้กับเส้นทางนั้นมากที่สุดให้ลงไปที่แผ่นหนังกระดาษและเสื้อคลุมของท่านเป็นเหมือนที่รอง แล้วตนเองค่อยเดินทางตามไป







แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +5 คุณธรรม +1 ความชั่ว +2 ความโหด โพสต์ 2018-12-4 00:21

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +35 ความหิว -39 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 35 -39 + 5

ดูบันทึกคะแนน

https://xn--12cn8be2ck0h5b.com/source/plugin/levsign/statics/images/e3.jpgดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x60
x15
x22
x36
x20
x10
x775
x500
x13
x104
x2118
x191
x73
x1038
x12
x2
x373
x664
x5
x5
x110
x120
x9999
x15
x82
x260
x624
x85
x395
x3789
x5803
x2700
x1
x1
x1
x48
x98
x6
x192
x143
x78
x4
x835
x2
โพสต์ 2018-12-4 01:02:47 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Baoling เมื่อ 2018-12-4 01:05


ทดสอบเส้นทาง
{เควส ตำนานปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์}

        สตรีร่างบางนั้นจำเป็นต้องรีบมาดูท่านผู้เฒ่า เธอนั้นจดจ้องไปทางท่านผู้เฒ่าที่กำลังเก็บข้าวของของตนเองเหมือนกับจะบอกว่าเขานั้นไม่เป็นไร ท่าทางของเขาไม่เหมือนกับผู้เฒ่าโดยทั่วไปเลยสักนิด ยิ่งเพื่อสิ่งที่ตนเองต้องการค้นหามานานปีแล้วล่ะก็ ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้จำต้องพยายามไปมากกว่านี้ เพราะอีกไม่นานสิ่งที่พวกเขาจะได้พบ เรียกว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อยากจะนึกถึง..

        ร่างกายของท่านผู้เฒ่านั้นเหมือนกับกำลังเตะปี๊ปยังดังอยู่เฉกเช่นเคย เป่าหลิงนั้นพยักหน้าเมื่อเห็น ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เป็นอะไรเพราะมีสิ่งที่คอยรองรับอยู่ นางเหลือบสายตามองไปยังเส้นทางข้างหน้า แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือเห็นกับซักคิวบัสสาวทั้งสองนั้นคลียิ้มให้กับนางและท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่..

       “???”

        “พวกเจ้าไม่มาด้วยกันหรือ?” เป่าหลิงนั้นกล่าวถาม พวกนางทั้งสองจึงส่ายหัวให้ ก่อนที่จะพูด “ขอให้โชคดีมีชัย เราทั้งสองมิอาจก้ามข้ามผ่านเส้นทางแห่งผู้ถูกเลือก ไม่ว่าเช่นไร การทดสอบยังคงมีอยู่ เพื่อให้คู่ควร จงเดินไปตามเส้นทางอย่าไหวติง เดินไปเพื่อเป้าหมายที่มี..สหายเอ่ย ชีวิตของเจ้ามิได้มืดบอดไปด้วยไฟแห่งราคะ..แต่มันคือความรักที่ยากจะเอ่ยออก

        ปีศาจสตรีสาวทั้งสองกล่าวเช่นนั้นเป่าหลิงเลิกคิ้ว..ก่อนที่จะขมวดคิ้วอีกครั้ง เธอโบกมือลาให้กับปีศาจทั้งสอง ก่อนที่จะหันไปทางผู้เฒ่าที่เตรียมตัวเสร็จแล้ว … “ไปกันเถอะเจ้าค่ะ ท่านผู้เฒ่า” เป่าหลิงกล่าวเช่นนั้น ก่อนที่คนทั้งสองจะเดินไป…

        ท่ามกลางสายตาที่บ่งบอกถึงความเป็นห่วงเป็นใยของสตรีปีศาจสาวทั้งสอง..

        ใช่..การทดสอบนั้นยังมีต่อไป นางจะทนได้หรือไม่? ต่อความโลภที่มี

        เส้นทางที่เดินไปนั้นเป็นเส้นทางระเบียงยาวที่ทำจากหิน ครานี้ไม่มีแกะสลักเป็นรูปต่างๆแต่กลับเป็นการแกะสลักเหมือนเส้นทางดอกอาทิตย์ตะวันฉายที่กำลังจะผละบานและค่อยๆบายขึ้นเรื่อยๆเมื่อมันบรรจบกับห้องห้องหนึ่ง ...นัยต์ตาของเป่าหลิงนั้นเบิกกว้าง เนื่องจากว่ามันมืดบินไปหมด เธอจำเป็นต้องใช้คบเพลิงในการส่องอีกครั้ง…


        ดูเหมือนว่าแสงไฟนั้นจะสะท้อนกับบ้างสิ่งบางอย่าง มันคือสมบัติมากมายมหาศาลนั้นเหนือคณากว่าคนคนหนึ่งจะนึกได้ว่ามันเป็นเช่นไร ทั้งแก้วแหวนเงินทอง อัญมณีล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินราคาได้ หีบเงินหีบทองที่โดนวางประดับไว้ เหมือนกับเป็นชัยชนะของผู้ที่เดินทางมาถึงตรงนี้.. แต่แล้วทั้งสองกลับนิ่งเฉย เหมือนกับผีเสื้อน้องที่เกาะแหมะลงบนไหล่ของนาง..

        ‘การทดสอบยังคงมีอยู่’ ฝ้าเฉี่ยกล่าวเช่นนั้น..
        “โฮ่ะๆ..คิดว่าท่านเทพคงมีประสงค์เช่นไร..แม่สาวน้อย” ท่านผู้เฒ่านั้นกล่าว ใบหน้าของเขานั้นไม่ได้มีซึ่งความโลภอยู่เลย มีแค่นางเท่านั้นล่ะที่จะมี สมบัติมากมายที่เหลือนับ มันไม่อาจประเมินค่าได้จริงๆเช่นนั้นหรือ?...

        “สมบัติมากมายเหลือนับคณา ประเมินค่ามิได้ฝัน ฝักใฝ่สิ่งใดกันตามหา?” ท่านผู้เฒ่าพูดขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนกับว่าเขารู้ว่าเป่าหลิงจะคิดเช่นไร สตรีร่างเล็กนั้นคลียิ้มให้เล็กน้อย ที่บอกว่าการทดสอบนั้นยังคงมีอยู่คงเป็นเพราะแบบนี้สินะ?.. เพราะว่าปีศาจหรือมนุษย์ย่อมมีความโลภ ความโลภมีอาจนำพา หากคนผู้นั้นไปพบเจอสิ่งที่มีค่าไว้ในมือ..

        “มันมีสิ่งที่ล้ำค่ากว่านี้รอข้ากับท่านอยู่” เป่าหลิงกล่าวเช่นนั้น ก่อนที่ท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่จะจับมือของเป่าหลิง ก่อนที่จะพาเธอเดินผ่านห้องนี้ไปอย่างเงียบงัน.. ใช่แล้ว เพราะว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่าประเมินค่าไม่ได้รอเราอยู่ข้างหน้า ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้น จะต้องมากกว่านี้แน่..

        ของพวกนี้น่ะ..หาเองก็ได้..แต่สิ่งนั้น เป็นสิ่งเดียวที่มีและจะประสบพบเจอ...หึ...







แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +15 คุณธรรม โพสต์ 2018-12-4 01:56

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +35 ความหิว -36 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 35 -36 + 5

ดูบันทึกคะแนน

https://xn--12cn8be2ck0h5b.com/source/plugin/levsign/statics/images/e3.jpgดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x60
x15
x22
x36
x20
x10
x775
x500
x13
x104
x2118
x191
x73
x1038
x12
x2
x373
x664
x5
x5
x110
x120
x9999
x15
x82
x260
x624
x85
x395
x3789
x5803
x2700
x1
x1
x1
x48
x98
x6
x192
x143
x78
x4
x835
x2
โพสต์ 2018-12-4 02:42:48 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Baoling เมื่อ 2018-12-4 02:44


ของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิต
{เควส ตำนานปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์}

        สตรีร่างบางนั้นเดินมาตามทางเธอนั้นกำลังอยู่ในมือของท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่อยู่ เหมือนเขาจะบอกให้เธอนั้นตั้งสติของตนเองตั้งสมาธิของตนเองเพื่อที่จะให้ชีวิตของเธอนั้นได้เดินทางต่อไป เป่าหลิงนั้นคลียิ้มให้ เธอเหลือบมองมือที่เหี่ยวย่นของท่านผู้เฒ่า…

        ก่อนที่จะนึกถึงมือหนาของใครบางคน.. บุรุษผู้มีใบหน้าคมเข้มงดงามเฉกเช่นวิมารในราตรี ท่านพ่อของเธอเองก็เคยจับมือนางแบบนี้เหมือนกัน.. แม้ว่าเธออาจจะไม่ได้เจอท่านในเร็ววัน ไม่ว่าจะเป็นปี สองปีหรือหลายร้อยปีก็ไม่อาจจะบอกได้ นางเข้าใจแล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าท่านพ่อจะนานขนาดไหน เธอก็ต้องรักษาตัวเองเพื่อท่านพ่อให้ได้..

        มารปีศาจเฉกเช่นเธอและท่านพ่อ นั้นไม่อาจที่จะมีมือที่เหี่ยวย่นเช่นนี้ได้เลย ไม่ว่าอย่างไรมันก็จะไม่เกิดขึ้น นางนั้นคลียิ้มให้กับสิ่งที่งดงามสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้… เป็นความสัมพันธ์เล็กๆน้อยๆกับสิ่งที่นางมีกับมนุษย์ ที่น้อยครั้งนักจะเจอ..

        “การที่จะเดินทางสู่จุดมุ่งหมาย นั้นจำเป็นต้องใช้เวลาและมีอุปสรรค ไม่ว่าอย่างไรมันก็ต้องผ่านไป กำแพงเมืองยังไม่อาจสร้างเสร็จภายในวันเดียว ...จิตใจที่เข้มแข็งเองก็เหมือนกัน..” ท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่นั้นพูดกับเป่าหลิง นางพยักหน้าเหมือนกับเข้าใจสิ่งที่เขาพูด จนสุดท้ายมือที่เหี่ยวย่นนั้นก็ค่อยๆปล่อยมือออกไปจากข้อมือบางของเป่าหลิงจนได้ นัยต์ตาสีม่วงดอกพวงครามนั้นจ้องมองไปทางด้านหน้าของตนเอง เหมือนกับว่ากำลังจะเข้าสู่ห้องต่อไปแล้ว

        แต่แล้วภายในห้องนั้นกลับแปลกประหลาดกว่าที่เคย เนื่องจากว่ามันเหมือนกับห้องโถงบัลลังค์ของภายในถ้ำของเธอไม่มีผิดเพี้ยน สิ่งหนึ่งที่เห็นคือร่างของใครบางคนที่กำลังยืนหันหลังอยู่ แผ่นหลังใหญ่นั้นโดนปิดไว้ด้วยเส้นผมสีดำสนิท แต่กลับแซมสีแดงมาให้เห็นปลายทาง.. รวมถึงชุดที่ใสกลับดูคุ้นตาอย่างมาก..

        มีเพียงกลิ่นที่หาได้เป็นกลิ่นที่นางรู้จักไม่..

        เขาเป็นชายที่กำลังยืนหันหลังแต่ไม่อีกกี่นาทีต่อมาเขาก็ค่อยๆหันหลับมา เสื้อผ้าของท่านพ่อของนางนั้นเป็นสีดำขลับ เหมือนกับว่าเป็นสายเส้นใยที่ไม่อาจหาได้ ไม่มีสายเส้นใยไหนมาเทียมทัน เหมือนเป็นไหมชั้นดีที่ใส่พลังออร่าบางอย่างลงไปทำให้แค่ชุดก็ดูมีสง่าราศี ยิ่งยวดเข้ากันเสียยิ่งแล้ว…

        “ท่าน...พ่อ...” เป่าหลิงนั้นอึ้งไปเล็กน้อย เธอเบิกในตาของตนเองอย่างตกตะลึง ท่านพ่อควรที่จะอยู่หรือว่า..นี้คือ...บททดสอบอย่างงั้นหรือ?..

        ท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่นั้นเหลือบไปมองสตรีร่างเล็กข้างกายของตนเอง.. นางดูตะลึงไม่น้อยที่ได้เห็นชายรูปงามตรงหน้าของตนเอง เรียกได้ว่างาม และคมเข้มไปพร้อมๆกัน ยิ่งจ้องมองยิ่งลึกลับ ใบหน้าคมคายประดุจจับวางให้ไหลหลง… ไม่แปลกแล้วที่สตรีร่างเล็กหากเติบโตขึ้นคงเป็นดรุณีน้อยงดงามล้มแว่นแคว้น..เพราะเชื่อสายนั้นช่างแรงกล้าเหลือนักคณา..

        “สวัสดี ข้ายินดีด้วยเจ้าผ่านบททดสอบมาครึ่งทางแล้ว” ชายผู้นั้นกล่าวขึ้น เขาคลียิ้มให้กับเป่าหลิง “ข้าเป็นส่วนหนึ่งของศิลาศักดิ์สิทธิ์ จะทำการทดสอบต่อผู้ที่เข้ามายังศิลาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เพื่อรับพร” เมื่อเป่าหลิงได้ยินดังนั้นนางก็เริ่มที่จะตั้งสติได้..ใช่แล้วท่านพ่อของนางไม่ใช่คนตรงหน้า เพราะว่าท่านพ่อของนางไม่ได้อยู่ที่นี้..

       คงมีอำนาจมากมายนั้นล่ะถึงขั้นแปรงกายเป็นท่านพ่อได้.. สมแล้วกับที่ส่วนหนึ่งของมันปิดผนึกแดนมารเกือบชั่วนิรันด์…

        “ตามมาสิ” เขากล่าวอีกครั้ง คราวนี้เขาเดินนำหน้าสตรีร่างบางไป เป่าหลิงนั้นพยักหน้าตอบรับ ก่อนที่จะเดินไปพร้อมๆกับท่านผู้เฒ่า อย่างเงียบๆ นางพยายามที่จะสงบจิตใจของตนเองไม่ให้พุ่งซ่านศิลาศักดิ์สิทธิ์ก็คือศิลาศักดิ์สิทธิ์ มันไม่มีทางรู้ความจริงใจที่นางมีให้ท่านพ่อหรอก






แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +3 คุณธรรม +2 ความชั่ว +1 ความโหด โพสต์ 2018-12-4 11:49

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ความหิว -36 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -36 + 5

ดูบันทึกคะแนน

https://xn--12cn8be2ck0h5b.com/source/plugin/levsign/statics/images/e3.jpgดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x60
x15
x22
x36
x20
x10
x775
x500
x13
x104
x2118
x191
x73
x1038
x12
x2
x373
x664
x5
x5
x110
x120
x9999
x15
x82
x260
x624
x85
x395
x3789
x5803
x2700
x1
x1
x1
x48
x98
x6
x192
x143
x78
x4
x835
x2
โพสต์ 2018-12-4 19:32:34 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Baoling เมื่อ 2018-12-4 19:36

ประวัติ จุดเริ่มต้น ที่ไม่มีวันจบ
{เควส ตำนานปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์}

        สตรีร่างเล็กและท่านผู้เฒ่ารวมถึงฝ้าเฉี่ยนั้นตามร่างจำแลงของมารฝันนั้นมาเรื่อยๆ พวกเขานั้นไม่ได้พูดคุยอะไรกัน เสียงที่สะท้อนตามเส้นทางนั้นเต็มไปด้วยแค่เสียงฝีเท้าของคนสองคนเท้านั้น เนื่องจากว่าร่างกายจำแลงของมารฝันนั้นไม่มีเสียงฝีเท้า เหมือนกับท่านพ่อของเธอ ท่านพ่อเองก็ไม่มีเสียงฝีเท้าเฉกเช่นเดียวกัน..

       นัยต์ตาสีม่วงดอกพวงครามนั้นจดจ้องไปที่แผ่นหลังนั้น แม้ว่ามันจะไม่ใช่ตัวจริง แต่ก็แค่ขอแค่ให้ได้เห็นก็เพียงพอแล้ว ส่วนท่านผู้เฒ่านั้นก็เหมือนว่าจะคิดอะไรบางอย่าง เขาเป็นคนเปิดประเด็นการพูดคุยกับเป่าหลิง

       “ท่านพ่อของแม่สาวน้อยเป็นใครกันแน่นะ?..โฮ่ะๆ..คงมิใช่มนุษย์ธรรมดาเป็นแน่แม้ศิลานั้นจะจำแลงร่างกาย แต่ทว่ากลับทำได้อย่างยอดเยี่ยม ความจริงก็คงจะถึงขั้นจำแลงอย่างอื่นได้ด้วย แต่นี้กลับดูออกง่ายๆว่ามิอาจใช่ท่านพ่อของเจ้า” ท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่นั้นกล่าวถามเป่าหลิง นางพยักหนาเหมือนกับจะบอกว่าใช่แล้ว ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา..

       “บอกได้หรือไม่?...ว่าพวกเจ้าเป็นอะไรกันแน่..คำว่าสหายของเหล่าปีศาจพวกนั้น หรือเจ้าเป็นปีศาจเช่นนั้นหรือ?..อ่ะ แต่ไม่ต้องกังวนไป ข้าไม่บอกผู้ใดหรอก” ท่านผู้เฒ่ากล่าวยิ้มๆ เขาศึกษาเรื่องราวพวกนี้มามากไม่มีทางสติแตกหรือว่าแปลกแยกอะไรหรอก เขาพอรู้เรื่องราวพวกนี้...เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่จะแปลกใจอะไรไปมากหรอก..

       “ข้าไม่ใช่ปีศาจ..แต่เป็นมาร..แม้จะยังไม่ใช่มารเต็มตัวก็เถอะ..ตรงหน้านั้นคือร่างจำแลงของท่านพ่อของข้า..มารฝัน” เป่าหลิงกล่าวเช่นนั้น ใช่แล้วนางยังไม่ใช่มารเต็มตัว แต่ทว่าเมื่อท่านผู้เฒ่าได้ยินก็ถึงขั้นนิ่งอึ้ง เขาเบิกตากว้าง ก่อนที่จะหัวเราะออกมาเหมือนกับชอบใจ..

       “ช่างเป็นของขวัญก่อนสิ้นชีพของข้าที่ดีที่สุดเหลือเกินแม่สาวน้อย” เขานั้นกล่าวกับเป่าหลิงเช่นนั้น พอรู้อยู่หรอกว่าสตรีข้างกายของตนเองนั้นไม่ใช่คนธรรมดา เพียงแต่ไม่คิดว่าจะไม่ใช่มนุษย์ไปเสียด้วย แต่การที่ได้รู้จักมักจี่กับเรื่องพวกนี้ก็เรียกได้ว่าสำหรับเขาก็ถือเป็นบุญเป็นกรรมที่ดีที่สุดแล้วล่ะ.. สำหรับมนุษย์อย่างเขา..

       “อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย ท่านยังคงมีอายุไขอยู่เถิดท่านผู้เฒ่า.. แต่ข้าขอท่าน ว่ามิอาจแพร่งพรายเรื่องนี้แก่ผู้ใด มันจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีเสียปล่าวๆ”

       “ข้าให้คำสัตว์สาบาน มิจำเป็นต้องกังวน..แค่นี้ก็พอไขข้อข้องใจข้าไปได้เยอะเลยทีเดียว โฮ่ะๆ..” ท่านผู้เฒ่าหัวเราะออกมาอีกครั้ง คราวนี้เขาหยิบหนังสัตว์ออกมาเพื่อที่จะจัดการกับรายละเอียดอื่นๆที่เขาจะได้รับต่อไป.. การเดินทางนั้นค่อนข้างนานกว่าสองเค่อ ในตอนแรกเธอก็ให้ท่านผู้เฒ่าพักบ้าง เดินบ้างสลับกันไป โดยที่ร่างจำแลงนำทางนั้นก็รอด้วย เดินด้วย

       แต่ก็ยังไม่พูดอะไรมากมายนัก เหมือนท่านพ่อไม่มีผิดเลย..

       นัยต์ตาสีม่วงดอกพวงครามของสตรีร่างเล็กนั้นเหลือบมองผนังรอบๆที่ดูเก่า และร่องรอยของซากรอยปรักหักพัง มันบ่งบอกถึงอายุของสถานที่แห่งนี้..คงพอๆกับท่านพ่อของเธอเสียด้วยซ้ำไปหากแต่ว่ามันก็เหมือนกับผ่านมาหลายสิบสหัสสววรค.. แต่กลับมีพื้นที่แผ่นผนังที่ใหม่เอี่ยมเหมือนโดนบูรณะตลอดเวลา และมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักษ์อยู่

       ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เท่าไร ผนังพวกนี้ก็เหมือนกับว่าโดนสร้างมาเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งๆที่น่าจะผ่านมานานหลายแสนปีแล้วก็ตาม.. ช่างน่าแปลกใจเสียเหลือเกิน นี้น่ะหรือ..พลังของศิลาศักดิ์สิทธิ์ หรือว่าจะใกล้ถึงสถานที่แห่งนั้นแล้วกัน?

       “อย่าแปลกใจเลย ศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่นี่แตกต่างจากศิลาศักดิ์สิทธิ์อีกก้อน” เสียงเข้มคมของร่างจำแลงมารฝันนั้นดังขึ้นมา.. เขานั้นกล่าวอธิบายราวกับอ่านใจคนทั้งสองออก ท่านผู้เฒ่านั้นเมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบจดทันที เหมือนกับว่าเค้าต้องการทั้งดื่มด่ำพวกมันให้หมดสิ้น และรับรู้เรื่องพวกนี้ไปด้วย..

       “ศิลาศักดิ์สิทธิ์ได้ถือกำเนิดในยุคก่อนโลกถือกำเนิด และหลังจากผานกู่แยกฟ้าดินออกจากกันถือกำเนิดโลกนี้ ศิลาทั้งสองได้ตกลงสู่พื้นโลกคนละทิศ หนึ่งตะวันออก อีกหนึ่งตะวันตก” ยามเมื่อร่างจำแลงของมารฝันนั้นอธิบาย เป่าหลิงได้เห็นภาพตรงหน้าเหมือนกับเป็นภาพแห่งความทรงจำ ภาพของการแยกฟ้าดิน ลำแสงสีทองประกายละอองงดงามนั้นค่อยๆล่องลอยแยกออกจากกัน ตะวันตก..และตะวันออก…

        “ศิลาตะวันออก ได้หลอมรวมกับเทพสวรรค์ที่มีนามว่า เทพนักรบสินเทียน ทำให้เขามีอำนาจและอิทธิฤทธิ์เสมอภาคกับเหยียนตี้ ส่วนศิลาตะวันตกไม่เคยถูกใครพบเจอ มันหยั่งลึกลงเป็นรากจนไม่สามารถถอนมาใช้งานได้อีกแล้ว หลังจากมันฝังตัวเองเป็นรากก็ไร้ศาสตราวุธใดจะทำลายให้มันหลุดออกมา”

       เป่าหลิงนั้นเมื่อได้ยินมาถึงตรงนี้ นางก็พยักหน้า เหมือนจะได้รู้อะไรมากยิ่งขึ้นไปมากกว่านี้เสียอีก ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ หรือว่าจะเป็น การฝังรากลึกลงไปนั้นก็คือ.. “ศูนย์กลางแห่งซีอวี้ พลังชีวิตแห่งผืนพสุธา..”

       “ใช่แล้วล่ะ ราก...ศิลาศักดิ์สิทธิ์ตะวันตกคือรากหรือศูนย์กลางของดินแดนซีอวี้ทั้งหมด และเป็นเส้นทางสะพานเชื่อมสู่ดินแดนจากโลกใหม่ที่ร่วงลงมาจากฟ้าตกลงทับมหาสมุทร นั่นคือดินแดนตะวันตกที่ไกลกว่าตะวันตก ปัจจุบันเป็นถิ่นที่อยู่ของชนชาติโรมันและชนป่าเถื่อนมากมาย พวกเขาไม่ใช่ชาวโลกหรอกนะ”

       เมื่อเป่าหลิงได้ยินมาจนถึงตรงนี้ ใบหน้าของนางก็เบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง จะบอกว่าพวกเขาไม่ใช่คนของโลกนี้แต่เป็นคนของโลกอื่นอย่างงั้นหรือ? แบบนั้นมันก็ยิ่งเหมือนไปอีกน่ะสิ โลกไม่ได้มีเพียงโลกนี้แห่งเดียวเท่านั้น แต่กลับมีโลกอื่นอีกมากมายนับไม่ถ้วน เป็นเหมือนโลกคู่ขนานที่อยู่กันคนละมิติ แตกต่างกันไปแล้วแต่จุดเริ่มต้นของการกำเนิดพลัง…

       แปลว่าพื้นที่ ที่โดนเรียกว่าโลกใหม่นั้นก็คือ…..หรือว่าจะเป็น…

       “บรรพบุรุษพวกเขาตกลงมาพร้อมผืนดิน เล่ากันว่าโลกของพวกเขาถูกบางสิ่งทำลายจนสิ้น แต่ด้วยพวกเขาสวดอ้อนวอนขอโลกใหม่ ศิลาก้อนนี้ได้รับรู้จากความห่างไกลหลายปีแสงทำให้ส่งดินแดนพวกเขามาตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกจากตรงนี้” ร่างจำแลงมารฝันนั้นกล่าวอีกครั้ง ยังคงมีเรื่องราวที่อัศจรรย์มากมายรอให้ค้นหา เป่าหลิงนั้นพยักหน้าเหมือนกับรับรู้ ส่วนท่านผู้เฒ่านั้นเรียกได้ว่าซึ้งจัดประหยัดจริงเลยล่ะ…

       “หมายความว่า...นี้คือเรื่องราวของชาวตะวันออกและเรื่องราวของศิลาศักดิ์สิทธิ์สินะ?” เป่าหลิงกล่าวถาม เขาพยักหน้าโดยที่ไม่ได้หันมามองกับเธอพร้อมกับเดินไปเฉกเช่นเดิม ก่อนที่จะพูดต่อมาอีก ในเรื่องที่สำคัญ

       “หากศิลาศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลาย ดินแดนซีอวี้ตามแว่นแคว้นต่างๆ จะกลับกลายเป็นทะเลทรายเหมือนที่อื่นๆ ไร้ลำธาร โอเอซิส รวมไปถึงชมพูทวีปก็จะแห้งแล้ง และ ดินแดนที่มันนำมาที่นี่คือดินแดนทางตะวันตกจะถูกทำลาย ด้วยไร้สะพานเชื่อมจากดินแดนแม่ของโลก นั่นคือแผ่นดินตะวันออก” เมื่อได้ยินถึงตรงนี้เป่าหลิงก็ถึงขั้นอยากขับเรือไปบางอ้อ เข้าใจแล้วล่ะ หมายความว่า..มันคือจุดเริ่มต้นของเทพจากโลกอื่นด้วยเช่นกัน..

        “เทพโรมัน..พวกมาร์สหรือว่าเทพพลูโตเองก็มาจากนั้นเหมือนกันสินะ?” เป่าหลิงนั้นกล่าวถาม
        “ถูกแล้วล่ะ พวกเขามาพร้อมกับทวยเทพของพวกเขา” ร่างจำแลงมารฝันกล่าวคำตอบนั้นอีกครั้ง คราวนี้เป่าหลิงก็ต้องนำมือมาปิดบังใบหน้าของตนเอง เนื่องจากว่าต่อไปเป็นเหมือนห้องที่ค่อนข้างมีแสงสว่างเยอะมาก เธอจำเป็นต้องดับคบเพลิงของตนเอง เพื่อที่จะเข้าไปด้านใน..

       แสงที่เหมือนกับแสงของอาทิตย์แต่ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร.. ภายในนั้นมีแต่เหล่าดอกไม้พืชพรรษต่างๆหนาตา ดอกไม้นานาพันธ์ ธรรมชาติที่บ่งบอกว่ามันเป็นดอกไม้ที่ไม่มีวันที่จะดับสลายออกไป งดงามราวกับสวรงสวรรค์

       มันเป็นทางผ่านของโถงวิหารที่งดงามยิ่งกว่าจะเอ่ย งดงามเหลือเกิน ไม่ว่าจะสิ่งใดแล้วก็ตามทีเรียกได้ว่างดงามยิ่งกว่าที่จะคิดได้เสียอีก..อยากจะมีดอกไม้พวกนี้ไปอยู่ที่ถ้ำจริงๆ แต่คิดก็คิดเถอะ มันคงไม่มีทางเป็นอย่างงั้นได้จริงๆนั้นล่ะ..

       “สวยจริงๆเลยนะ..” เป่าหลิงกล่าว..แต่แล้วเธอก็ต้องเดินผ่านไปอีกเพราะตรงนี้เป็นเหมือนเพียงห้องโถงทางผ่านเท่านั้น พออธิบายจบนี้เรียกได้ว่านี้มันคาบเรียนประวัติศาสตร์กับร่างจำแลงมารฝัน 1






แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +5 คุณธรรม +1 ความชั่ว +1 ความโหด โพสต์ 2018-12-4 22:12

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +50 ความหิว -68 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 50 -68 + 5

ดูบันทึกคะแนน

https://xn--12cn8be2ck0h5b.com/source/plugin/levsign/statics/images/e3.jpgดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x60
x15
x22
x36
x20
x10
x775
x500
x13
x104
x2118
x191
x73
x1038
x12
x2
x373
x664
x5
x5
x110
x120
x9999
x15
x82
x260
x624
x85
x395
x3789
x5803
x2700
x1
x1
x1
x48
x98
x6
x192
x143
x78
x4
x835
x2
โพสต์ 2018-12-4 22:48:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Baoling เมื่อ 2018-12-4 22:50


กล่อง ปริศนา
{เควส ตำนานปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์}

        การเดินทางนั้นล้วนน่าจะถึงจุดสิ้นสุด หากแต่ว่าร่างจำแลงของมารฝันนั้นกล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า ผ่านบททดสอบมาครึ่งทางแล้ว แปลว่าน่าจะเหลือบททดสอบอีก และแน่นอนว่าไม่ว่าอย่างไรการที่จะได้เข้าไปยลสิ่งที่เรียกว่าศิลาศักดิ์สิทธิ์คงไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเป็นแน่แท้..

        “.......”

        คราวนี้ดูเหมือนว่าคนที่จำเป็นที่จะต้องเลือกอะไรคือเธอกับท่านผู้เฒ่าอย่างงั้นหรือ? เมื่อเดินผ่านเส้นทางผ่านที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิด และแล้วสิ่งที่แตะจมูกของเธอก็คือกลิ่นของดอกปทุมนานับประการที่กำลังลอยตุ๊บบ๋องๆ อยู่ในน้ำ.. เมื่อเดินออกมาจากทางระเบียงทางเดินนั้นก็ปรากฏเห็นกับเส้นทางยาว ที่ทั้งสองข้างเต็มไปด้วยสระน้ำขนาดใหญ่ กว้างและงดงามยิ่งกว่าที่จะคิด..

        “.....เส้นทาง..น้ำ...จากป่า ก็เป็นน้ำ...” เป่าหลิงพึมพำ เธอนั้นจ้องมองรอบๆ แล้วเดินต่อไป น้ำตรงนี้นั้นหากลำแสงผ่านก็จะกระทบกับแสงเหมือนกับอัญมณีล้ำค่าแสดงถึงไอความบริสุทธิ์ของผืนแผ่นน้ำได้อย่างดี หากเธอตกลงไป คงจะเจอชำระล้างอย่างถึงที่สุดเช่นนั้นหรือ? ไม่อยากจะลองเสี่ยงกับน้ำที่เธอไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรมารเช่นเธอบ้าง..

        “กลิ่นกายดอกปทุมวัน เหมือนกับเจ้าเลย โฮ่ะๆ...” ท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่นั้นกล่าวกับเป่าหลิงเช่นนั้นสาวน้อยนั้นยิ้มแห้งๆ เนื่องจากว่ามันเป็นความจริงที่ว่ากลิ่นกายของเธอนั้นเป็นกลิ่นกายที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษ์ ซึ่งนั้นก็คือกลิ่นของดอกปทุมยามบานเช้า

        “....เส้นทางนี้จะยาวไปอีกเมื่อไรหรือ?” เป่าหลิงนั้นกล่าวถามอีกครั้ง เนื่องจากว่านี้เธอก็เดินมาเป็นเวลาหนึ่งเค่อเต็มๆแล้ว เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นร่างจำแลงของมารฝันก็หันกลับมา เขาจ้องมองนัยต์ตาสีม่วงดอกพวงครามของสตรีร่างเล็ก นัยต์ตาสีแดงโลหิตนั้นจดจับจ้องไปอย่างไม่วางตา เหมือนกับว่ากำลังจะจ้องมองภาพที่ตนเองเห็นสะท้อนในดวงตาของเขา…

       “ด่านนี้ให้เจ้าเลือกว่า เจ้าจะเปิดกล่องใด” ร่างจำแลงของมารฝันนั้นพูดเพียงแค่นั้น เขาปัดมือไป ก่อนที่กล่องสามกล่องจะปรากฏขึ้นตรงหน้าของเธอ

       กล่องใบแรก เป็นกล่องสีทองสว่างไสวจนแสบตา มีลวดลายประดับงดงาม เป่าหลิงจำเป็นที่จะต้องเอามือปิดใบหน้าของตนเองสักพักก่อนที่แสงทองสว่างเรืองรองนั้นจะค่อยๆหายไปแต่ยังคงมีประกายทองรอบๆ …... สีทองทำให้เธอรู้สึกไม่ดีเท่าไรเพราะว่ามันเป็นสีของ...
       กล่องใบกลาง ประดับหรูหรา ไม่สวยมากนัก ลวดลายส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ พื้นดิน ช่างเป็นกล่องที่เรียบง่ายที่ดูดีหน่อย.. บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์...
       กล่องใบที่สาม ประดับด้วยโครงกระดูกล้อมรอบกล่อง ออร่าสีดำน่าเกลียดน่ากลัว และเป่าหลิงสัมผัสถึงไอมาร… เธอขมวดคิ้ว ก่อนที่จะเหลือบไปมองตรงหน้า..

        “ทำไมต้องให้ข้าเลือก ท่านผู้เฒ่าก็มี เหตุใดเป็นข้าที่จำต้องเลือดตลอดเวลา?” เป่าหลิงกล่าวถาม หลังจากนั้น ร่างจำแลงของมารฝันก็ได้แต่จดจ้องใบหน้างามของสตรีร่างเล็ก ซึ่งเรียกได้ว่า งดงามราวจะเอ่ยออก

       “เจ้าต้องเป็นคนเลือก เจ้าจะเปิดกล่องใด” เขายังคงยืนยันคำเดิมว่าเป่าหลิงจำเป็นที่จะต้องเลือกเปิดกล่อง เธอถอนหายใจ เรียกได้ว่าไอ้กล่องสีทองเรืองรองนั้นไม่ใช่กล่องที่เธอควรที่จะเปิดอยู่แล้ว ยังไงก็ไม่เปิดอยู่แล้วล่ะ เพราะว่า..เดี๋ยวแม่งเหมือนกับรอบนั้นอีก สีทองหมายถึงเทพ ส่วน พื้นดินกับไม้ เรื่องธรรมดาๆแบบนี้น่าจะหมายถึงมนุษย์… อืม...อาจจะเป็นมนุษย์..หรืออะไรที่มันธรรมดา..

       ส่วนกล่องใบที่สาม…

       เป็นไงเป็นกันว่ะ.. “ท่านผู้เฒ่าถอยไปก่อน” เธอกล่าวเช่นนั้น เนื่องจากว่าเธอเกรงว่าจะมีอะไรอันตรายเกิดขึ้นหรือไม่กับมนุษย์เช่นเขา มือบางของเธอนั้นค่อยๆ กำมือขึ้น หญิงสาวสตรีร่างเล็กนัยต์ตาสีม่วงดอกพวงครามนั้นเดินไปใกล้กล่องใบที่สาม เธอเลือกเปิดมันออกมาอย่างเบามือ ไม่ว่ายังไงก็ช่างมันเถอะ เธอเป็นมารไม่ใช่มนุษย์ไม่ใช่เทพสักหน่อย จะไปเปิดกล่องอะไรได้อีกล่ะ







แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +4 คุณธรรม +4 ความชั่ว โพสต์ 2018-12-4 23:02

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +35 ความหิว -36 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 35 -36 + 5

ดูบันทึกคะแนน

https://xn--12cn8be2ck0h5b.com/source/plugin/levsign/statics/images/e3.jpgดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x60
x15
x22
x36
x20
x10
x775
x500
x13
x104
x2118
x191
x73
x1038
x12
x2
x373
x664
x5
x5
x110
x120
x9999
x15
x82
x260
x624
x85
x395
x3789
x5803
x2700
x1
x1
x1
x48
x98
x6
x192
x143
x78
x4
x835
x2
โพสต์ 2018-12-5 00:26:01 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Baoling เมื่อ 2018-12-5 00:32


คาบเรียนประวัติศาสตร์กับร่างจำแลงมารฝัน 2
{เควส ตำนานปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์}

        สตรีร่างเล็กนั้นหลังจากที่เธอเปิดกล่องนั้นขึ้นมา ด้านในนั้นเหมือนเป็นม้วนของแผ่นอะไรบางอย่าง มันค่อยๆม้วนเปิดออกพร้อมกับเสียงที่เกิดขึ้น … ‘เจ้าอยากจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับแดนมารสินะ’ เสียงนั้นกล่าวกับเป่าหลิง ก่อนที่นางจะขมวดคิ้ว..ใบหน้าของเป่าหลิงนั้นค่อนข้างเป็นใบหน้าที่งวยงง เพราะบอกว่าเป็นการทดสอบ..หมายความว่า???อย่างไรกัน??...

        หลังจากนั้นม้วนนั้นก็ค่อยๆเคลื่อนลอยเข้าไปภายในตัวและร่างกายของร่างจำแลงของมารฝัน เขานั้นเหลือบมามองเธอก่อนที่มือหนานั้นจะผ่ายมือของตนเองอย่างเงียบเชียบ ละอองสีทองนั้นค่อยๆออกจากมือของเขาแล้วไปเกาะกับหินข้างๆ ก่อนที่มันจะโดนแปรเปลี่ยนเป็นโต๊ะม้าหินอ่อน ข้างๆลานพิธีกรรมที่วางกล่อง..

        หลังจากนั้นก็ปรากฏอาหารว่างและน้ำชา..ที่หอมกรุ่นออกมาจากเตาทุกวัน ส่วนชานั้นดูเหมือนว่าจะเป็นชาขาวหอมๆที่มีดอกเหมยกุ้ยและใบหม่อนผสมอยู่ด้วย เพราะว่าเธอได้กลิ่นสิ่งนั้นมาจากถ้วยน้ำชา ร่างจำแลงของมารฝันนั้นเดินนำไปนั่ง ก่อนที่จะผ่ายมือเหมือนกับว่าจะให้เป่าหลิงและท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่ไปนั่งด้วยเช่นเดียวกัน …

        สตรีร่างบางนั้นค่อนข้างที่จะงวยงงไปเสียสักนิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่เธอก็นั่งแต่โดยดี อาหารนั้นค่อยๆลอยมาตรงหน้าของเป่าหลิง มันคือขนมกุ้ยฮัว หรือ ขนมหอมหมื่นลี้ สีทองหอมเหลืองอร่ามน่ารับประทาน.. เธอพยักหน้าแต่เลือกที่จะขอผ่านแต่ทว่าคนที่กินกลับเป็นเจ้าหมูเจินจูจิ้วจางที่ไม่รู้ว่าตื่นมาตั้งแต่ตอนไหน ส่วนท่านผู้เฒ่าเองก็เหมือนกัน..ทานแก้มตุ้ยกันเลยทีเดียว…

        ฝ้าเฉี่ยนั้นบินมาข้างกายของเป่าหลิงก่อนที่จะจ้องมองร่างจำแลงของมารฝันตรงหน้าของตนเอง

        “นี่คือสิ่งที่เจ้าอยากเลือกเพื่อรับรู้เรื่องราวสมัยก่อน” ร่างจำแลงของมารฝันนั้นพูด พลันตรงหน้าของเธอก็เห็นกับอะไรบางอย่าง..รอบข้างนั้นแปรเปลี่ยนไป เหมือนกับว่าเธอกำลังอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่ที่นี้ มันคือโลแห่งหนึ่ง ที่เหมือนกับโลกมนุษย์ แต่มีพีชพรรณที่แปลกตา รวมถึงเหล่าผู้คนนั้นมองอย่างไรแล้วมันก็...เอ๋?...

        “โลกมารเดิมก็เป็นโลกที่ไม่ต่างอะไรกับโลกมนุษย์ เพียงแต่ราชามารยุคแรกเริ่มก่อนถือกำเนิดโลกมนุษย์ ‘หวงจู้’ ที่ปกครองโลกมารมายาวนานกว่าหลายปีแสง” พลันภาพนั้นก็แปรเปลี่ยนเห็นร่างของชายที่ทรงอำนาจผู้หนึ่ง ที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังค์แห่งความดำมืด ไอมารสีดำทมิฬนั้นแผ่ซ่านออกมายิ่งกว่าท่านพ่อของนางเสียอีก

        เผลอๆคงจะมากมายยิ่งกว่าท่านปู่ของนางด้วยซ้ำไป.. นี้คือ.. ราชามารยุคแรกเริ่ม เช่นนั้นหรือ?


        “หวงจู้ เป็นจอมมารที่มีชื่อเสียงร้ายกาจที่สุดเหนือมารทั้งปวง มารนั้นเดิมเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้ชั่วร้าย มีจิตใจดีชั่วปะปนกันเหมือนมนุษย์นี่แหละ แต่ทุกอย่างล้วนเริ่มจากหวงจู้” และแล้วภาพนั้นก็แปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง เป็นร่างกายของเหล่ามารปีศาจที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งมาร พวกเขานั้นก็เป็นเหมือนกับเหล่ามนุษย์ทั่วไป หากแต่เมื่อใด ที่ไอมารของ หวงจู้ นั้นแผ่ไปที่ใด หรือโดนคนผู้ใด คนผู้นั้นก็จะแปรเปลี่ยนไป…

        “ก่อนที่ผานกู่จะแยกฟ้าดิน หวงจู้ได้แผ่อิทธิพลไอความโกรธ โทสะ ไอชั่วร้ายทั้งปวงซึมซับเข้าสู่มารทุกตัวเพื่อให้มารเหล่านั้นตกเป็นทาสบริวาลของเขา ไอมารหวงจู้เป็นไอมารที่อยู่นอกเหนือสามภพ จะทำให้ผู้ที่ได้สัมผัสมีความชั่วร้ายเต็มพิกัด ดึงความชั่วคนผู้นั้นออกมาปรากฎแสดงตัวเต็มคราบ โดยไม่ปิดบังซ่อนเร้น โดยธรรมชาติทั้งมนุษย์และมารจะมีดีและชั่วผสมผสานในร่างกาย แต่ทว่าหวงจู้สามารถปลดล็อกความชั่วร้ายในร่างกายของคนเราแสดงผลได้เต็มที่มากยิ่งกว่า”

       “เหมือน..กล่องแห่งความชั่วร้าย เขาครอบครองแดนมาร และเริ่มครอบงำทุกคนที่อยู่ในแดนมารให้สวามิภักษ์ต่อเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น..แปลว่าเขาต้องมีเป้าหมาย...” เป่าหลิงนั้นกล่างเหมือนกับว่าพยายามประติดประต่อเรื่องราวทั้งหมด และแน่นอนว่าเรื่องราวพวกนั้นช่างเป็นร่างราวที่น่าสนใจยิ่งนัก เนื่องจากว่า ภาพที่แปรเปลี่ยนต่อมานั้นล้วนเป็นภาพของราชาแดนมารที่ขึ้นมามีอำนาจสูงสุด

        กลายเป็นราชามารแห่งความชั่วร้ายอย่างเต็มตัว เขานั้นปลุกระดมเหล่ามารทั้งหลาย เพื่อทำอะไรบางอย่าง…

        “ใช่แล้วล่ะ หวงจู้ทำเช่นนั้นเพื่อรุกรานโลกใบหนึ่ง ซึ่งก็คือโลกเก่าของแผ่นดินตะวันตกนั่นเอง ทำลายโลกใบนั้นจนดับสูญ ทุกพื้นที่เหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ผู้คนในโลกใบนั้นจะเรียกหวงจู้ว่า “เบลรอน” การต่อสู้ของหวงจู้ในโลกนั้นกินเวลาไปนานนับปี โลกมากมายถือกำเนิดแล้วกำเนิดอีกรวมทั้งโลกของเรา”

        “...รุกรานโลกอื่น ทำลาย...ทำแบบนั้นเพื่ออะไรกัน...เขามันคนไม่รู้จักพอเป่าหลิงนั้นยิ่งได้ฟังนางยิ่งมีความรู้สึกอะไรบางอย่าง นั้นสินะ คนไม่รู้จักพอก็คือคนไม่รู้จักพอ อย่างที่ว่า.. หากเป็นเช่นนั้นที่ว่าเหล่ามารบรรพกาลนั้นเลวทราม งั้นเขาเล่า จะไม่เรียกว่าเป็นต้นกำเนิดแห่งความชั่วร้ายไปเลยหรือ?

       “เป็นอย่างที่เจ้าพูด หวงจู้ไม่รู้จักพอ เขาทราบว่ามีโลกใหม่ถือกำเนิดซึ่งมีศิลาศักดิ์สิทธิ์ในโลกนั้ นดึงผู้คนที่เขาจับเป็นทาสไปจนหมด จึงได้ยกพลมารเต็มอัตราออกจากแดนมารเพื่อมายังโลกของเรา” หลังจากนั้นภาพก็แปรเปลี่ยนอีกครั้งเป็นภาพของเจ้าแห่งแดนมาร หวงจู้ นั้นกำลังรวบรวมเหล่านายทหารผู้กล้าเพื่อที่จะเดินทางไปรุกรานโลกที่เธอรู้จัก…

        ใช่แล้ว โลกนี้นี่เอง..

        “การต่อสู้สงครามระหว่างแดนมารและมนุษย์จึงถือกำเนิดขึ้นครั้งแรก ในยุคนั้นนับเป็นยุคที่มนุษย์เพิ่งถือกำเนิดไม่นาน สัตว์เทพทั้งสี่ประจำสี่ทิศปกป้องสมดุลทั้งสี่ของโลกยังไม่สามารถขยับไปไหนได้ กลิ่นสงครามคุกกลุ่นไปทั่วปฐพี” เมื่อสิ้นคำพูด ภาพที่แปรเปลี่ยนไปนั้นก็กลับมา มันคือภาพของสงครามที่ทำร้ายผู้คนไปทั่วย่อมหญ้า เกิดการฆ่าฟันไม่เว้นแม้แต่ลูกเล็กเด็กแดง ไร้ซึ่งความปราณี มีแต่ความโหดร้ายและทารุน…

        หญิงสาวโดนเกณต์รับใช้ ไร้สิ้นซึ่งศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ ภาพของหญ้าที่โดนล้อมไปด้วยเลือด สงครามคุกกรุ่นไปทั่วปฐพีทั่วแดน

        ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ไม่มีซึ่งรอยยิ้มมีแต่ความหวาดกลัวที่กำลังเข้ามา การทำลายล้าง ความทรมาร ความกลัว ความสิ้นหวัง เสียงดังที่ก่องกังวน คือเสียงคำว่า


‘เอาทุกอย่าง เผามันให้ราบ อย่าให้เหลือแม้แต่ชีวิต’

        “เจ้าแม่หนี่วาได้มอบกระบี่ราชันย์ให้เผ่ามนุษย์ และ ธนูกู่เทียนแก่เผ่าเอลฟ์ ทั้งสองชนเผ่าจับมือเป็นพันธมิตรร่วมกันเพื่อทำสงครามกับโลกมาร ในการต่อสู้นั้นเจ้ารู้ไหมกินเวลานานกี่ปี” เขากล่าวถามเป่าหลิง

        “....เอ่อ..ไม่รู้สิ? ร้อยปี พันปีมั้ง?” เป่าหลิงกล่าว แม้ปากนางจะบอกว่าไม่กินขนม แต่ตอนนี้เธอก็กำลังเคี้ยวขนมหอมหมื่นลี้อยู่อย่างเต็มปากเต็มคำ เรียกได้ว่าอร่อย...นั้นล่ะ อืม ใช่ได้ๆ ..

        “ผิดแล้ว 49 วัน 49 ปี สูญเสียผู้คนมากมาย วีรบุรุษถือกำเนิด ท้ายที่สุดทั้งสองเผ่าก็สามารถผนึกหวงจู้และทำลายดวงจิตจนดับสูญ แต่ทว่าไอชั่วร้ายหวงจู้ไม่อาจทำลายได้ เผ่าเอลฟ์ได้รับมอบจากเจ้าแม่หนี่วาให้ปกป้องไอชั่วร้าย เพราะไอชั่วร้ายหากมันหลุดมาได้จะดูดกลืนความชั่วร้ายในจิตใจมนุษย์ หากมนุษย์มีจิตใจชั่วร้ายจะเพิ่มพลังให้กับหวงจู้และวันที่หายนะโลกจะกลับมาเยือน”

       โอโห้..นี้มัน.. ชั่วโมงประวัติศาสตร์กับร่างจำแลงมารฝัน สอง … เรียกได้ว่าตอนนี้เป่าหลิงนั้นได้รับรู้ความเป็นไปของโลกมารอย่างเต็มอิ่มกันเลยทีเดียว แปลว่าหากมนุษย์นั้นมีจิตใจชั่วร้ายมากขึ้นเท่าไร วันเวลาที่หวงจู้จะกลับมานั้นก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ดับสลายไปแต่ก็ไม่หมด เพราะว่าจิตใจของผู้คน ก็ยังคงมีทั้งดีและชั่วอยู่ เมื่อมันไม่มีทางหายไป สิ่งที่เรียกว่าความชั่วร้ายก้ไม่หายไปตลอดกาล

        ความดีเองก็เช่นกัน แต่่ทว่ามันกลับไม่จีรังยั่งยืน… จริงสิ.. งั้นลองถามเรื่องท่านปู่ดีกว่าไหม? เผื่อว่าจะได้รับความรู้อะไรเพิ่มเติม? “แล้ว..ท่านปู่..เอ่อ..ราชามารกุยเม่าตี้เล่า?” เป่าหลิงกล่าวถาม ผู้ที่เป็นจุดกำเนิดของความุว่นวายที่ดันมีลูกชายสองลูกสาวอีกหนึ่ง

        “หืม?...หากเจ้าพูดถึงกุยเม่าตี้ เขาเป็นราชามารคนที่สองหลังผ่านสงครามนั้นไปนาน เขานับเป็นราชาเผ่ามารที่ดี กุยเม่าตี้ได้ทำสัญญากับเหล่าเทพสวรรค์ว่าตลอดการปกครองของเขาจะไม่ให้มารตนใดสร้างความเดือดร้อนให้กับมนุษย์ และเขาลงมือทำลายประตูเชื่อมสองโลกด้วยตัวเอง”

          “ทำไม ท่านปู่ต้องทำลายประตูประตูเชื่อมสองโลกด้วยเล่า?...” เป่าหลิงกล่ายถามอีกครั้ง คราวนี้ร่างจำแลงของมารฝันนั้นกล่าวอย่างเหนื่อยๆ “เพราะจะได้เป็นหลักประกัน ว่าเหล่ามารปีศาจนั้นจะไม่รุกรานโลกมนุษย์ไม่ว่ายังไงก็ต้องทำลายประตูนั้น แต่ทว่าเพราะว่ามารมังกรดำจี้กง..เขาพยายามหาหนทางเพื่อครองทั้งสามภพทำให้เกิดสงครามบรรพกาล”

       โห...ไอ้มารจี้กง..ไอ้ลุง..ไอ้ลูกทรพี..

        “เอาล่ะ เราเดินทางกันต่อดีกว่า” ร่างจำแลงของมารฝันนั้นกล่าว เขาลุกขึ้นยืน ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะกลับสู่สภาพเดิม นัยต์ตาของทั้งสองนั้นจับจ้องกันอยู่สักครู่ก่อนที่มือของเขาจะยื่นขึ้นมาเหมือนกับว่าจะบอกว่าให้เธอลุก เป่าหลิงนั้นจับมือของร่างจำแลงมารฝัน ก่อนที่จะเดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ ต่อมาก็จะเป็นท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่ที่กำลังเดินตามมาอยู่…

       เหมือนว่าเขานั้นจะจดจำและจดเล่าเรื่องราวๆได้อย่างแม่นยำเลยทีเดียว

       เป่าหลิงนั้นเดินตามร่างจำแลงของมารฝันให้ออกจากเส้นทางสายน้ำนั้นมาเรื่อยๆ สิ่งที่เธอเห็นระหว่างระเบียงนั้นเป็นเหมือนกับสิ่งที่สะท้อนลงแผ่นน้ำทั้งหมด ไม่ว่าอย่างไรแล้วมันก็คือแผนน้ำที่งดงามที่สุดยิ่งที่จะบอก ..เป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพเหตุการณ์แต่งงานความรัก หรือว่าควาามเศร้า..

       เหมือนกับว่าเป็นจุดศูนย์รวมแห่งความทรงจำ…

       “เหมือนกับแม่น้ำลืมเลือน” เป่าหลิงกล่าวพึมพำ นางส่ายหัวให้กับสิ่งที่เรียกว่าความทรงจำ มันเป็นสิ่งที่โหดร้าย และเลวร้ายมากสำหรับเธอ ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่มีทางเป็นเช่นนั้น เธอก็แค่อย่างใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ จ้องมองโลกใบนี้ เพราะว่าอย่างไร สิ่งที่นางต้องการและประสบ หากนางจะทำจริงๆ ล้วนต้องมีพลังอำนาจ..

       ต้องกลายเป็นมารที่แท้จริง..

       เป่าหลิงนั้นคิดเช่นนั้น.. นางคลียิ้มให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่เปลี่ยนใจไปเด็ดขาด เส้นทางนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยไฟสองข้างทาง เหมือนกับจะบอกว่าตรงนี้จงทนความร้อนไปเสียอย่าให้ช้าที นัยต์ตาสีม่วงดอกพวงครามของนางนั้นรีบเดินให้มันจบๆ ทั้งยังต้องพาท่านผู้เฒ่าออกจากตรงนั้นโดยเร็วด้วยซ้ำไป…

       เปลวเพลิงที่พวยพุงไม่อาจทำร้ายอะไรร่างจำแลงของมารฝันได้ แต่กลับเธอและท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉ่แล้ว ทำได้แน่นอน อย่างไรถึงรักษาได้ก็ไม่อยากจะตายหรอกนะ..ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามที สตรีร่างเล็กนั้นรีบเดินทางออกไปจากเส้นทางนั้น โชคดีที่ว่ามันค่อนข้างเป็นเส้นทางสั้นๆ ไม่เช่นนั้นคงมีใครสักคนได้กลายเป็นไก่ย่างวิเชียรบุรีเป็นแน่แท้ สาวน้อยร่างเล็กเดินไปตามเส้นทางที่โดนปูไว้ ด้วยหินสีขาวดูเหมือนว่าจะเป็นหินสกัดบริสุทธิ์เกิดขึ้นจากพลังอำนาจของศิลาศักดิ์สิทธิ์

       รอบข้างนั้นเมื่อเดินเข้ามาก็ไม่ได้รู้สึกถึงความร้อนที่เมื่อครู่นี้ได้รับอย่างเต็มที่ ส่วนร่างจำแลงมารฝันกลับเดินไปอย่างไม่สะทกสะท้านเขาเพียงแค่หันมามองพวกเธอเป็นระยะระยะ ในครั้งแรกหญิงสาวก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็นร่างของมารฝัน พระบิดาท่านพ่อของเธอนั้นเอง

       แต่ตอนนี้เธออยากจะขอบคุณเนื่องจากการไม่ได้พบเจอท่านพ่อทำให้เธอได้รู้ว่าเธอนั้นคิดถึงเขาขนาดไหน ช่วงเวลาที่ท่านพ่อไปบำเพ็ญเพียรๆภาวนาเพื่อเพิ่มพลังไม่รู้ว่าจะเป็นเวลานานเท่าไรอีกกี่พันปีอีกกี่ร้อยปี เธอถึงจะได้ประสบพบเจอกับท่านพ่อที่เธอรักยิ่งยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกใบนี้






คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ความหิว -32 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -32 + 5

ดูบันทึกคะแนน

https://xn--12cn8be2ck0h5b.com/source/plugin/levsign/statics/images/e3.jpgดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x60
x15
x22
x36
x20
x10
x775
x500
x13
x104
x2118
x191
x73
x1038
x12
x2
x373
x664
x5
x5
x110
x120
x9999
x15
x82
x260
x624
x85
x395
x3789
x5803
x2700
x1
x1
x1
x48
x98
x6
x192
x143
x78
x4
x835
x2
โพสต์ 2018-12-5 15:06:59 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Baoling เมื่อ 2018-12-5 15:16

คาบเรียนสังคมศึกษากับ....ความทรงจำ? ที่ไม่อาจหวนคืน
{เควส ตำนานปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์}

        สตรีร่างเล็กนั้นเดินต่อเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่แน่ใจว่าจะเจอกับอะไรอีกบ้าง และไม่แน่ใจด้วยว่าสิ่งที่เจอนั้นจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่? เพียงแค่คราวนี้ช่างเป็นการเดินทางที่มีแต่เรื่องราวเต็มที่เหมือนกับกำลังเรียนประวัติศาสตร์อยู่เลยด้วยซ้ำไป สาวน้อยน่ารักเช่นเธอที่หัวสมองสุนักปัญญานิ่ม(?)นั้นจะทำอะไรได้.. หากจะถามว่าค่าบุ๋นมันไปลงกับอะไร จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้เลย..

        เอ่อ..เอาไปลงไว้กับความตอแหลหมดแล้วนี้หว่า..

        นัยต์ตาสีม่วงดอกพวงครามนั้นเหลือบไปทางโถงทางเดินที่เข้ามา ร่างจำแลงของมารฝันนั้นเดินตรงไปข้างหน้าอย่างไม่ไหวติง แล้วจู่ๆ มันก็ถึงห้องโถงทางเดินเรียบยาว แต่ทว่ากลับมีสิ่งที่แปลกประหลาดไปเสียยิ่งกว่านั้นเสียอีก รอบๆข้างนั้นกำแพงเริ่มมิใช่กำแพงหินสีขาวเหมือนอย่างเคย กำแพงหินสีดำก็มิใช่ หรือกำแพงหินธรรมดาก็ไม่ใช่

        เนื่องจากว่ามันดันกล่ายเป็นกำแพงที่มองเห็นออกไปด้านนอกที่เป็นทิวทัศน์ที่สวยงามงดงามอร่ามตา เธอเห็นป่ารวมถึงค่ายหลี่กังที่ตั้งอยู่ไกลๆ เรียกได้ว่ามันส่องให้สตรีร่างเล็กเห็นกันไปเลยว่ามันจะเป็นสิ่งใด สาวน้อยนั้นเลิกคิ้ว.. ป่าโดยรอบนั้นเรียกได้ว่าเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณต่างๆมากมายนับไม่ถ้วน..

        ท่าทีของมันเหมือนกับฤดูที่แปรเปลี่ยนแต่ไม่นึกถึงเหตุแห่งการแห้งแล้ง เป็นเหมือนกับป่าที่ดิบชื้นและมีสิงค์สาราสัตว์อยู่ตลอดเวลา

       “ภาพนี้..มันคือภาพด้านนอก..” เธอกล่างเช่นนั้น แม้ว่าดวงตานั้นจะจ้องมองออกไปทิวทัศน์แต่ทว่าเท้าก็ต้องเดินต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั่ง ไม่รู้ว่าเดินมามากเท่าไรแล้ว ไม่รู้ว่าเลี้ยวมาเท่าไรแล้ว ไม่รู้ว่าเส้นทางนี้ผ่านมานานเท่าไรแล้ว จนกว่าที่ร่างจำแลงของมารฝันนั้นจะบอกให้นางหยุด ปรากฏกับโต๊ะที่เหมือนกับว่าเป็นการเดินทางที่ใกล้ถึงจุดจบเสียแล้ว

        หลังจากที่เรียนประวัติศาสตร์เสร็จแล้วยังจะต้องเรียนอะไรต่ออีกว่ะ?..

        นั้นคือความคิดของเป่าหลิง คราวนี้ร่างของเป่าหลิงนั้นเดินตามร่างจำแลงของท่านพ่อของเธอมาไม่นานก็เห็นกับโต๊ะตัวหนึ่ง แต่ทว่าโต๊ะนั้นมองผ่านๆก็เหมือนกับโต๊ะหินทั่วไป หากแต่มองไปเรื่อยๆ จะเห็นกับว่ามันเป็นโต๊ะหินอ่อนงามสีขาวที่ราบเรียบราวกับแผ่นกระดานคราวนี้เป็นเธอที่ต้องจ้องมอง… ก่อนที่จะเหลือบมองไปทางแผ่อกของตนเอง….

       เจ็บ…. เจ็บแปลกๆ…

        ไม่นานเกินรอร่างจำแลงนั้นก็ส่งจานหมึกและพู่กันมอบให้สตรีร่างเล็ก ในตอนแรกเธอก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่ามันหมายความว่ายังไงกัน แต่เมื่อหันไปอีกครั้งก็เห็นกับท่านผู้เฒ่าที่กำลังจับหนวดของตนเองนั่งจิบชาหัวเราะโฮ่ะๆ อยู่เหมือนกับคอยเชียร์

        ส่วนไอ้หมูนรกเจินจูจิ้วจางก็ตื่นเสมอเมื่อมีของกินและเรื่องสนุกมันจับเคราของท่านผู้เฒ่านั้นมา แล้วใช้กีบเท้าของมันโบกไปมาทำท่าเหมือนกับพู่เชียร์… WTF และอยู่ๆ แผ่นกระดานนั้นก็ค่อยๆ ปรากฏคำถามขึ้นมา

‘สามในสี่เท่าของผลบวกของเลขจำนวนหนึ่ง กับ 3 มีค่าเท่ากับ 45 เลขจำนวนนั้นมีค่าเท่าใด’


“สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ มาร เทพ มาช้านาน นับตั้งแต่กำเนิดโลก แต่ความต่างจะแตกต่างกัน เทพ และ มารจะเป็นความท้าทายที่ยากยิ่งกว่า แต่โจทย์มนุษย์นั้นยังค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับฐานะของเจ้าแล้ว”


        เหมือนศิลาศักดิ์สิทธิ์จะคิดว่านี้คือรายการ เมก้าเครเวอร์ ฉลาดสุดๆ อย่างไรอย่างงั้นก็ไม่รู้ แกเห็นฉันเป็นอะไรวะ? ถึงต้องมาให้นั่งคิดคำนวนเลขตอนนี้เนี้ย!! เดอะฟัค ค ค เป่าหลิงหรี่ตา ก่อนที่จะแทบอยากจะเอาหมัดนี้ทุบเข้าไปตรงกระดานนั้นให้มันยุบเข้าไปด้านในแม่งเลยดีไหม? แต่เมื่อเจอสายตาของผู้คุมสอบ…

        เอ่อ..ร่างจำแลงของมารฝัน เธอก็ต้องเงียบแล้วนั่งคิดเลขคณิตศาสตร์เสียอย่างงั้น...เอ๋… เดี๋ยวนะ แทนค่า..จับวาง สลับเปลี่ยน บวกลบ.. เท่ากับ… 57…

       五十七

       ไม่นานโต๊ะตัวนั้นหลังได้รับคำตอบ ก็เปล่งแสงประกายสีขาวระยิบระยับ จนทำให้ผู้คนรอบข้างผู้เฒ่าและเป่าหลิงต้องหลับตาด้วยไม่อาจมองแสงสว่างจ้าขนาดนี้ได้ ก่อนแสงค่อยๆ ลดหรี่ลง ปรากฎผีเสื้อสีส้มตัวหนึ่ง กล่าวทักทายเป่าหลิง

       “สวัสดีขอรับ กระผมจิ่นชิ่ว ผู้ทดสอบจะเข้าสู่ศิลาศักดิ์สิทธิ์”

       “....นี้ยังจะต้องมีการทดสอบอะไรอยู่อีกหรอ!!!” เป่าหลิงกล่าว หลังจากคณิตศาสตร์ ยังจะต้องมีการทดสอบอะไรอีก!! นี้เพ้นหาคนฉลาดที่สุดหรือไงวะ!! นี้มันศิลาศักดิ์สิทธิ์หรือว่าศิลานักปราญช์กันแน่!! ดอกจิก!!

       “สำหรับแม่นางเป่าหลิง คิดว่า กลุ่มมนุษยนิยม ในความหมายแม่นางเป่ามันมีความหมายว่าอะไรงั้นเหรอขอรับ” จิ่นชิ่วพูดเสียงปริบๆ ก่อนส่งสายตาแป๋วให้อีกฝ่ายอย่างอบอุ่น

        “....จะไปรู้เราะ ข้าไม่ค่อยชอบมนุษย์เท่าไร พวกมนุษย์มีธรรมชาติของตนเอง อยู่เป็นหมู่คณะ มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากสิ่งรอบๆตัว ข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรหรอกนะ แต่พวกมนุษย์ชอบที่จะเรียกร้องอิสระ อิสระในทุกสิ่งทุกอย่าง ชอบเปลี่ยนแปลง แต่ปากก็บอกว่าตนเองไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง... สำหรับข้า มนุษย์เชื่อใจไม่ค่อยได้ กลับกลอกไม่ต่างอะไรกับมารหรือปีศาจ เพราะยังไงมนุษย์ก็ยังมีความมืดในใจของมันนั้นล่ะ” เธอตอบไปตามความคิดของตนเอง นั้นดิ ก็ไม่ชอบมนุษย์ จะให้มาชื่นชมสรรเสริญมนุษย์หรอ..บ้าไปแล้ว!!!

        “ถูกต้องแล้วล่ะ เช่นนั้นเรามาต่อกันดีกว่า ก่อนอื่นข้าขอเสริมคำว่าอิสระเสียหน่อย” จิ่นชิ่วกล่าวบอกก่อนจะพูดขึ้น “เมื่อไหร่ก็ตามที่คนเรายึดมั่นในหลักการในชีวิตของเค้า และเมื่อนั้นแล้วเค้าจะกลายเป็นคนสูญเสียอิสระภาพ เค้าจะเชื่อเสมอว่าความเชื่อตัวเองถูกเสมอ ส่วนที่เหลือไม่ใช่เรื่องจริง และเมื่อเราเสียอิสระทางความคิด เราก็จะยึดติดกับความคิดเดียว ถึงเวลานั้นไม่ว่ามนุษย์ มาร ก็จะกระวนกระวายใจ…...สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของความดิ้นรนและขัดแย้ง บนความเชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ล้วนทำให้คนยึดติด เจ้ารู้ไหมเพราะอะไร”

        “ข้าจะดิ้นรนต่อเมื่อข้าต้องการ ข้าจะดิ้นรนก็ต่อเมื่อข้าอยากจะมีชีวิต...และความยึดติดทำให้ข้า...”

        “ก็เพราะความคิดมันมีพลังมหาศาล ความคิดจับเราไว้แน่นหนา หากเรายึดติดกับความคิดมันก็คืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการนำพาจิตวิญญาณของเราให้เติบโตขึ้น หากเรายังยึดติด ประตูแห่งความรู้อันเป็นนิรันดร์ก็จะไม่เปิดออก…” จิ่นชิ่วกล่าวบอกอีกฝ่ายก่อนจะบินนำทางไป

        “ตามจิ่นชิ่วไป” ร่างจำแลงศิลาศักดิ์สิทธิ์บอกก่อนจะลุกขึ้นเดินนำ เมื่อได้ยินดังนั้นเป่าหลิงก็เดินตามไปอย่างเงียบๆ เธอไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากว่าหญิงสาวนั้นติดนิสัยนำคำสอนหรือว่าคำพูดออกมาตีแผ่ในใจของตนเองเสียแล้ว..

        จิ่นชิ่วนำพาเป่าหลิงมาหยุดตรงหน้ากระจกสำริดบานหนึ่งที่วางสูงใหญ่กว่าหกฟุต ก่อนจะบินหันหน้ากลับมา “เจ้ามายืนหน้ากระจกสิ กระจกบานนี้จะฉายบอกต่อคนที่มีความยึดติดสิ่งใด ไม่อาจปล่อยวางได้ ความยึดติดเหล่านั้นคือคุกที่ขังเจ้าตลอดชั่วนิจนิรันดร์ หากเจ้าไม่สามารถหลุดจากสิ่งนั้นได้เจ้าก็จะไม่มีทางที่จิตวิญญาณเจ้าจะเติบโตและก้าวสู่ประตูแห่งความรู้อันเป็นนิรันดร์”

        เมื่อสตรีร่างเล็กนั้นเดินตามมายังด้านในสถานที่แห่งนี้ สิ่งที่เห็นก็ตามนั้น เมื่อเขากล่าว เธอก็ชะงักไปเล็กน้อย .. เพราะคำว่า ขังเจ้าชั่วนิจนิรันดร์นั้นทำให้เป่าหลิงชะงัก แต่ทว่าคำต่อมาคำว่าก้าวสู่ประตู ข้ามผ่านสิ่งที่เป็นอยู่ นั้นทำให้เธอต้องเดินต่อไป… นางไม่อยากย้ำอยู่กับที่ ……….. ใช่…….

       “กระจก?..” เธอก้าวเดินเข้ามาอยู่ตรงหน้ากระจกบานใหญ่นั้นก่อนที่จะจ้องมองไปด้านหน้า เห็นภาพสะท้อน….

        ภาพสะท้อนเงาในกระจกสำริดค่อยๆ หมุนวนเป็นธารน้ำก่อนเผยให้เห็นภาพชัดเจน เป็นภาพมารฝัน จงหยาเต้า

       “....ท่าน..พ่อ” นางเบิกตากว้าง ใช่ ควรอยู่อยู่แล้วล่ะว่านั้นจะเป็นภาพของท่านพ่อ

        จิ่นชิ่วกล่าวบอกอีกฝ่าย “เจ้ารู้ไหมว่าเมื่อหลายๆ อสงไขยก่อนเคยมีนักรบผู้หนึ่งพิชิตโลกใบนี้ได้โดยไม่ใช้อาวุธใดๆ สามารถสยบสงครามของโลกที่เกิดจากมนุษย์ มาร เทพ ได้เจ้าคิดว่ามีจริงหรือไม่”

        “มันจะเป็นไปได้ยังไง...ของแบบนั้นน่ะ ไม่มีจริงหรอก ..การพิชิตโดยที่ไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ การพิชิตที่ไม่มีการทำลาย..มันก็แค่ฝันลมๆแล้งๆ ที่เป็นนิทานหลอกเด็ก”

        จิ่นชิ่วก่อนแปลงกายเป็นคนเพื่อสนทนากับอีกฝ่าย โดยเขาแปลงกายเป็นสิ่งที่ถูกฝังในรากลึกของจิตใจหญิงสาวคนนี้ที่ไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีกเลย


        “ย่อมมีจริงเขาผู้นั้นได้ให้กำเนิดคำดังกล่าว….คนที่ไม่เคยจับดาบในมือ คนที่ไม่เคยใช้อาวุธกับผู้ใด แต่กลับกลายเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่และกล้าหาญที่สุดในโลก รวมไปถึงการผสานรวมโลกใบนี้เป็นหนึ่งเดียว ท่านได้เปิดทางสู่ความรู้ใหม่อันเป็นนิรันดร์และน่าอัศจรรย์ ในหลายอสงไขยก่อนเรียกว่าโลกไร้ซึ่งสงคราม คนผู้นั้นนามว่า พุทธะ”

       สตรีร่างบางนั้นเลิกคิ้ว ร่างมนุษย์ของผีเสื้อน้อยนั้นช่างเหมือนกับคนที่นางเคยรู้จัก...อ๊าหากจำได้ไม่ผิดเขาน่าจะเป็นผู้ว่าแห่งเฉิงตู แต่นั้นก็นานมาแล้ว แม้ว่าจะงงว่าทำไมแม่งเหมือนกันอย่างกับแกะ แต่ทว่าคำเล่าต่อมากับต้องให้หญิงสาวทำหน้าเซ็งไปตามๆกัน…

       “พุทธะ..เจ้าหมายความว่า….โอ้ยยย” เป่าหลิงกล่าวแล้วเอามือกุมหัว...อยู่ๆก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อนเหลือเกิน...ปวดหัวด้วยล่ะ..

        “ณ ปัจจุบันนี้ตัวเจ้าหรือเผ่าพันธุ์เจ้าไม่อาจเอ่ยคำนี้ได้ เพียงเอ่ยคำนี้ตัวเจ้าจะรู้สึกปวดหัวราวกับเปลวไฟเผาร้อนอยู่สักครู่ก่อนหาย ด้วยผลที่จอมปีศาจมารหวงจู้ได้สร้างไว้ครั้งใหญ่ ทำให้สายเลือดแห่งหวงจู้ที่แตกแขนงเป็นมารมากมายในยุคหลังได้รับผลกระทบ” จิ่นชิ่วอธิบายบอกอีกฝ่าย        “ด้วยคำว่า พุทธะ เป็นนามเรียกของมหาบุรุษเมื่อหลายอสงไขยก่อนที่เขาได้บรรลุสู่ระดับสูงสุดอยู่เหนือจักรวาลทั้งปวง”

        นางส่ายหัว ตอนนี้การปวดหัวนั้นหายไปแล้ว หากแต่ต้องระวังไม่ให้พูดคำนั้นออกมา หมายความว่าอย่างไร นางเป็นแค่มารตัวจ้อยอยู่มิใช่หรือ? เมื่อนางหันไปอีกครั้งแต่หลังจากนั้นร่างของหลิวฉุนที่ตอนนี้กำลังละลายหายไป ยังไม่ทันที่เป่าหลิงจะได้ถามอะไร ร่างจำแลงของมารฝันก็เดินเข้ามาหาเธอเพื่อที่จะนำทางต่อ…

       “??.....ทำไมต้องเป็นร่างของหลิวฉุน?...ข้าไม่เข้าใจ” เป่าหลิงนั้นหันไปถามร่างจำแลงของมารฝัน แต่่แล้วเขาก็ได้แต่ส่ายหัว “สิ่งนี้ข้ามิอาจรับรู้ เจ้าต้องหาคำตอบด้วยตนเอง” เขากล่าวเพียงแค่นั้นก่อนที่จะเดินนำเธอไปอีกครั้ง ส่วนคนที่ตามมานั้นก็คือท่านผู้เฒ่าเยากว๋อไฉที่กำลังสบายอย่างได้ที่พร้อมกับฝ้าเฉี่ยและเจินจูจิ้วจาง..

        แหม่ไอ้พวกนี้..สบายเกินไปละ


@Admin




แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +2 คุณธรรม +3 ความชั่ว โพสต์ 2018-12-5 15:22

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ความหิว -42 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -42 + 5

ดูบันทึกคะแนน

https://xn--12cn8be2ck0h5b.com/source/plugin/levsign/statics/images/e3.jpgดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x60
x15
x22
x36
x20
x10
x775
x500
x13
x104
x2118
x191
x73
x1038
x12
x2
x373
x664
x5
x5
x110
x120
x9999
x15
x82
x260
x624
x85
x395
x3789
x5803
x2700
x1
x1
x1
x48
x98
x6
x192
x143
x78
x4
x835
x2
โพสต์ 2018-12-5 15:23:34 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Baoling เมื่อ 2018-12-5 15:26

เฮ่...งานนี้ทดสอบอะไรอีก?
(เควส ตำนานปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์)

        เป่าหลิงนั้นจำเป็นที่จะต้องเดินตามร่างจำแลงของมารฝันต่อไป เธอเดินเข้าไปถามท่านผู้เฒ่าว่ามันเกิดอะไรขึ้นในช่วงที่เธอนั้นเข้าการทดสอบ ดูเหมือนว่าพวกเขานั้นจะไม่จำเป็นที่จะต้องทดสอบสิ่งไหนเลย..ทำไมกันนะ? …

        ยิ่งเรื่องราวนี้ยิ่งทำให้เธอ งวยงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ตลอดเวลาอย่างไรอย่างงั้น แต่ทว่าเมื่อเดินไปสักพัก สิ่งต่อมาก็ต้องทำให้เธอตกใจ.. เพราะเมื่อเดินพ้นเส้นทางของเขตวิหาร ตอนนี้ทรายดันปริวพัดเข้าหน้าของเธอเสียอย่างงั้น..

       ฟิ๊ว ว ว ว…..

       “พรู๊ดดดด” จนเป่าหลิงจำเป็นที่จะต้องพรู๊ดทรายออกจากปากของตนเองแล้วปัดมันออก หมายความว่าอย่างไรที่เดินออกมาแล้วเป็นทะเลทราย แถวนี้มีทะเลทรายก็จริงแต่ทว่านี้มันเป็นทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา หมายความว่านี้ก็คือสิ่งที่ทดสอบด้วยกันทั้งสิ้นใช่ไหม? นางคิดเช่นนั้น.. และแล้วก็เป็นไปดั่งคาด เนื่องจากว่าร่างจำแลงของมารฝันนั้นก็หันกลับมาหาเธอ

       “เรานั้นยังคงอยู่ภายในวิหาร ที่นี้คือพื้นที่ของการทดสอบ” เขากล่าวเช่นนั้น ก่อนที่สิ่งที่เกิดขึ้นมันจะเป็นสิ่งที่เป่าหลิงต้องเผชิญขึ้นอีกรอบ พวกเธอจำเป็นที่จะต้องเดินตามร่างจำแลงของท่านพ่อของเธออย่างเงียบๆไป เนื่องจากว่าตอนนี้แสงแดดนั้นร้อนจริงจังมาก..ร้อนชิบหาย เหมือนกับอยู่ในแอ่งกะทะ เหงื่อนั้นไหลตามตัวไม่หยุด เรียกได้ว่าน่าจะเป็นบททดสอบความอดทนอย่างไรก็ไม่รู้…

        เธอจำเป็นที่จะต้องช่วยท่านผู้เฒ่าด้วย แต่เหมือนท่านจะหาทางออกได้ด้วยการนำหนังสัตว์นั้นมาปรกหัวของตนเอง แต่สำหรับเป่าหลิงที่ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น มีเพียงผ้าคลุมก็ยิ่งลำบากไปใหญ่ เธอไม่ชอบแสงอาทิตย์ด้วยซ้ำไป มันยิ่งทำให้เธอไม่ชอบสิ่งนี้เป็นเท่าตัว

        และแล้วมันก็ถึงจุดทดสอบจุดต่อไป มันคือร่างของต้นถั่วขนาดยักษ์……

        “อย่าบอกนะว่าข้าต้องปืนขึ้นไป” เป่าหลิงหันตาโตเท่าไข่ห่านไปหาร่างจำแลงของท่านพ่อของเธอเอง หลังจากนั้นเขาก็พยักหน้า แล้วพูดคำว่า “งั้นข้าจะไม่บอก...” ………..ย้อนอีก…คันตีนยิบๆเลย เป่าหลิงนั้นคิด ถ้าเป็นเธอคงใช้วิชาตัวเบาขึ้นไปได้แต่ว่าท่านผู้เฒ่านี้สิ..!! “งานนี้น่าจะต้องฝึกความอดทน” เป่าหลิงกล่าว

        หญิงสาวนั้นเริ่มกับการบีนเจ้าต้นถั่วยักษ์นั้น เธอใช้วิธีการออมแรงของตนเองเนื่องจากว่าไม่รู้ว่าต้องปีนไปอีกนานเท่าไร เธอออมทั้งแรงของท่านผู้เฒ่าและออมแรงของตนเอง ด้วยการใช้เชือกที่เธอพกมาให้เป็นประโยชน์ โดยขั้นแรกเธอใช้วิชาตัวเบาขั้นกลางของตนเองไต่ไปตามใบของต้นถั่วขนาดยักษ์ พอสูงพอก็โยนเชือกลงไป ให้ท่านผู้เฒ่ามัดเชือกไว้กับตนเอง ส่วนเธอก็ดึงท่านผู้เฒ่าขึ้นมา

        เรียกได้ว่าออมแรงอยู่ แต่ต้องเหนื่อยและใช้เวลาหน่อย เพราะจะให้เธออุ้มท่านผู้เฒ่าขึ้นมานั้นก็กระไรอยู่ แสดงความมีปัญญาชนบ้างก็ได้ บ้าจริง..

        หลังจากนั้นหญิงสาวก็ใช้วิธีนี้ไปเรื่อยๆ สลับกับการให้ท่านผู้เฒ่านั้นขึ้นบางขั้นที่ขึ้นง่ายๆ เองบ้างเป็นการพักผ่อนตนเองไว้ในตัว แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะให้น้ำกับร่างกายของท่านผู้เฒ่าไม่ขาด เนื่องจากว่าน้ำล้วนเป็นสิ่งสำคัญในการเดินทาง เพราะต้องเสียเหงื่อเดี๋ยวจะเกิดอาการช๊อค และแล้วความพยายามนั้นก็มาถึงจนได้ เนื่องจากว่าการปีนมานานทำให้พระอาทิตย์ที่ตอนแรกแม่งอยู่ตรงไหนไม่รู้เพราะไม่ได้สังเกต

        ตอนนี้มาอยู่กลางหัวของเธอแล้ว มันเริ่มลับขอบฟ้าไปเสียทุกที ส่วนร่างจำแลงของมารฝันนั้นก็ลอยวนรอบๆ ของต้นถั่วตามทั้งสองคน โดยที่ในมือของเขามีกระจาดของเจ้าเจินจูจิ้วจางที่นั่งอย่างสบายสมชื่อไอ้หมูวาสนาจริงๆ….

       แม่งเอ่ย สบายจริงแก

        หลังจากนั้น การปีนก็เริ่มที่จะแอ๊ดว๊านขึ้นทุกที เมื่อหญิงสาวและท่านผู้เฒ่านั้นเดินทางมาเรื่อยๆ จนเหนือปุยเมฆสีขาวนั้น ดูเหมือนว่าตอนนี้ร่างจำแลงของมารฝันนั้นจะไปรออยู่ด้านบน แต่ทว่าเมื่อเดินทางขึ้นมาร่างกายของเขาก็หายไปแล้ว...เขาไม่อยู่แล้ว


        ตอนนี้มีเพียงเธอกับท่านผู้เฒ่าและเจินจูจิ้วจางที่โบกมือให้เหมือนกับว่ามาถึงที่ หญิงสาวต้้องเบิกตากว้างขึ้นอีก ว่าอะไรมันจะเซอร์เวิร์ลอีโวล ล ขนาดนี้.. หญิงสาวขมวดคิ้วให้กับตำหนักที่อยู่บนฟ้า เรียกได้ว่าพลังอำนาจของศิลานั้นช่างเป็นที่ประจักษ์เสียจริง ไม่อยากจะเชื่อว่าเธอจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย..

       “โอโห้...นี้มันจะต้องเจอกับตำหนักอะไรอีกเนี้ย ถ้างานนี้เป็นตำหนักเทพข้ากลับล่ะนะ..” เป่าหลิงกล่าวเช่นนั้น แต่ทว่าอยู่ๆก็ได้ยินเสียงหัวเราะของท่านผู้เฒ่า “จะไปเสียแล้วหรือ แล้วที่พยายามมาทั้งหมดล่ะหืม?..แม่หนูน้อย” เขานั้นกล่าวเช่นนั้น แล้วเดินไปอย่างไม่สนใจเป่าหลิง...จนสุดท้าย นางก็ต้องเดินไปด้วยอยู่ดี….บ้าจริงๆ

        ระหว่างการเดินทางนั้นเธอและท่านผู้เฒ่าเลือกที่จะนั่งพักกินอาหารกลางวันกันอย่างสนุกสนานท่ามกลางวิวที่สุดยอดแห่งชาติ...แม่งเหยดมาก..เรียกได้ว่า.. งานนี้ไม่ธรรมดา ชะอ๊า ไม่ธรรมดาาาา เป่าหลิงและท่านผู้เฒ่านั้นทานอาหารกันไปได้สักครู่รวมถึงการพักเหนื่อย สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือเธอต้องเดินกันไปในตำหนัก.. นัยต์ตาสีม่วงดอกพวงครามนั้นเหลือบมองตำหนักที่เรียกได้ว่า…

        “ยักษ์...อีกแล้วหรอ..” เธอพูดแบบนั้นเนื่องจากว่าประตูตรงหน้าของเธอนั้นสูงกว่า 1000 เมตรเลยทีเดียว.. ไอ้บ้าเอ่ยใหญ่กว่ายักษ์ที่เคยต่อสู้ด้วยเสียอีกตั้งเท่าตัว ใครมันจะไปเปิดได้ ให้ใครเข้าออกมันก็ต้องตัวใหญ่ๆดิ.. เธอลองเอามือทาบดูก็รู้ว่าแม่งหนักมาก…

        สตรีร่างเล็กเหลือบมอง ตกลงว่านี้คือการทดสอบอะไรกันแน่….ถ้าให้สู้กับยักษ์คงต้องขอบาย..

        “ท่านผู้เฒ่าท่านรออยู่ด้านนอกนะ หากมีอะไรไม่ดีก็ลงไปข้างล่าง ข้าไม่อน่ใจว่ายักษ์ที่นี้จะเป็นยักษ์กินคนหรือยักษ์แบบไหน” เป่าหลิงกล่าว ท่านผู้เฒ่าจึงพยักหน้าให้กับเธอ เนื่องจากว่าเขานั้นเป็นคนแก่ อายุเยอะแล้วจะให้ทำอะไรแบบนี้คิดว่าคงไม่เหมาะ เป่าหลิงเหลือบมองไปเรื่อยๆ เธอเห็นเส้นทางที่สามารถลอดเข้าไปแล้ว หญิงสาวจึงวิ่งไปเส้นทางนั้น ….

        เพราะว่าต้องขอบคุณความตัวเล็กของเธอหรือความใหญ่ของทางลอดกัน ที่ทำให้เธอคลานเข้ามาได้แบบสบายๆ เป่าหลิงนั้นเดินสำรวจ ก็เห็นว่ามันเป็นตำหนักที่อยู่อาศัยของคนจริงๆนั้นล่ะ นัยต์ตาสีม่วงดอกพวงครามของเธอเรียกได้ว่า….

        “ทดสอบอะไรวะ?..ไม่บอกกันตรูกลับละนะ” แต่แล้วอยู่ๆแผ่นดินก็สนั่นขึ้นมา มันเป็นเสียงของฝีเท้าที่ดั่งสนั่นเดินทางมาตรงนี้ เป่าหลิงนั้นจำเป็นที่จะต้องหลบ เนื่องจากสัญชาติญาณของเธอเอง แม้ว่าเธอจะมาปกติก็เถอะ…

        อ่ะ..คอกอะไรวะ?...


        และแล้วเธอก็ได้เห็นชายที่เดินผ่านไป เขาสูงเกือบแปดร้อยเมตร..ไอ้สัส..ยักษ์ของแท้เวอร์ๆเลยนะเนี้ย เอาไงดีวะ?...ในมือของเขานั้นมีไก่ที่มีขนสีทองด้วยซ้ำไป แล้วนี้จะให้มาทำไมกันนะ? เป่าหลิงนั้นยืนคิด.. นั้นสิ เส้นทางตรงนี้เป็นเส้นทางอะไรกันแน่?

        ต้องการอะไรก็บอกกันมาตรงๆสิวะ ยิ่งสมองหมาปัญญากระบืออยู่ด้วย จะให้คิดอะไรก็คิดนั้นล่ะ
        บททดสอบอะไรกัน?...

       “นี้?...รอบนี้บททดสอบอะไรรือ?” เป่าหลิงนั้นพูดขึ้นแบบนั้น เธอไม่แน่ใจว่าต้องทำแบบไหน คือตรูไม่ใช่ไอ้แจ๊คที่ทำตัวเป็นขโมยแล้วโดนชาวบ้านสรรเสริญเพราะไปขโมยของยักษ์แล้วหนีออกมาได้นะ ไอ้เด็กผีแบบนั้นใครมันจะเป็นวะ?

        เธอเดินหลบๆเลี่ยงๆออกไป ก่อนที่จะพูดต่อ “เฮ่..ข้าไม่อยากตะโกน ย่อส่วนมาให้ร่างเท่าข้าหน่อยได้ไหมมมมมมมม”






แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +2 คุณธรรม +8 ความชั่ว +2 ความโหด โพสต์ 2018-12-5 15:43

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ความหิว -491 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -491 + 5

ดูบันทึกคะแนน

https://xn--12cn8be2ck0h5b.com/source/plugin/levsign/statics/images/e3.jpgดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x60
x15
x22
x36
x20
x10
x775
x500
x13
x104
x2118
x191
x73
x1038
x12
x2
x373
x664
x5
x5
x110
x120
x9999
x15
x82
x260
x624
x85
x395
x3789
x5803
x2700
x1
x1
x1
x48
x98
x6
x192
x143
x78
x4
x835
x2

ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|

Copyright © 2001-2012 | The Legend of Wulin  สงวนลิขสิทธิ์ | GMT+7, 2019-5-19 18:32

ขึ้นไปด้านบน