กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบอุปกรณ์พกพา | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์
ดู: 32|ตอบกลับ: 1

{ เมืองอู๋จวิ้น } จวนตระกูลเมี่ยว

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-12-2 20:04:39 |โหมดอ่าน
 
จวนตระกูลเมี่ยว
เมืองอู๋จวิ้น
 





จวนตระกูลเมี่ยว
มีที่ตั้งอยู่ ณ เมืองอู๋จวิ้น ภูมิภาคเจียงหนาน
ทิศบูรพาของดินแดนต้าฮั่น ตัวบ้านถูกสร้างให้มีลักษณะแบ่งออกเป็นสัดส่วน
แต่ส่วนหน้าบ้านถูกออกแบบมาให้มีลักษณะอ่างน้ำล้อมรอบ
โดยตัวอ่างน้ำมีพืชพันธุ์ไม้น้ำและสัตว์น้ำอาศัยอยู่
ช่วยให้บรรยากาศในจวนดูร่มรื่นยิ่งขึ้น

ตระกูลเมี่ยวเป็นตระกูลการค้าที่ใหญ่ที่สุดของอู๋จวิ้น
โดยมีหัวหน้าตระกูลคือเมี่ยวซิน บิดาของเจียงไท่กงน้อย
หรือผู้ที่เป็นที่รู้จักในฐานะบัณฑิตน้อยผู้เลื่องชื่อ เมืองอู๋จวิ้น


 

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 Point +4 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 4

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 3 วันที่แล้ว | ดูโพสต์ทั้งหมด

[ช่วยเจียงไท่กงน้อย]

[ไช่ฟ่านเหลียน]

บทที่ 5 เรียนผูกได้ย่อมเรียนแก้ได้ : สิ่งที่ต้องเลือก

 

เสียงทุ้มเอ่ยปากถึงสิ่งที่ปรารถนาให้ตัวฟ่านเหลียนเอ่ยแทนตน บางครานิ่งฉุดคิด แต่บางครากลับแสดงออกมาถึงความหนักแน่น เขาลอบถอนเพื่อไม่ให้เมี่ยวทงสังเกตเห็นว่าตนเองแอบสังเกตเขาเป็นพัก ๆ ความจริงแล้วหากเมี่ยวทงนั้นมุ่งมั่นเสียเอง ทุกอย่างก็คงไม่ยุ่งยากเหมือนเช่นตอนนี้ อีกประการที่ต้องบวกไปอีกเรื่องนั่นก็คือหากทำอะไรที่ค่อยเป็นค่อยไป อาศัยให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของนางทีละเล็กละน้อยเพื่อไม่ให้นางได้รู้สึกว่าเร็วเกินไป หรือบังคับเกินไป ณ ตอนนี้อาจจะดีกว่าที่เป็นอยู่

“ตามนั้นนะขอรับ...” ฟ่านเหลียนพยักหน้า เขานำพาร่างกายสูงโปร่งของตัวเองเดินไปฟังที่เมี่ยวทงเอ่ยไป จนกระทั่งถึงบริเวณที่เขาปล่อยอาชาสีขาวสวยแสนพยศของตนเอง ต่างฝ่ายต่างปีนขึ้นพาหนะของใครของมัน ฟ่านเหลียนพยักหน้าบอกให้เมี่ยวทงนำไปยังจวนของเขา ฝ่ามือกุมสายบังเหียนแน่นแล้วกระตุกขึ้นหนึ่งครั้งเป็นสัญญาณของการเดินทางที่เริ่มต้นขึ้น ป่าเขาลำเนาไพรถูกเปลี่ยนทัศนภาพเป็นเส้นทางสู่ตัวเมืองอู๋จวิ้น ผ่านเสียงเซ็งแซ่ของอาแปะอาเจ็กบริเวณตลาดสด แหล่งการค้าใหญ่ยามเช้าของอู๋จวิ้น ก่อนที่กีบเท้าม้าจะหยุดลง ณ จวนขนาดใหญ่ที่เมื่อเข้าไปข้างในจะพบเห็นบริเวณด้านหน้าถูกล้อมไปด้วยน้ำ พืชน้ำและปลาสวยงามนานาพันธุ์

“ถึงแล้วขอรับท่าน นี่คือจวนของข้า เดี๋ยวข้าจะเดินนำท่านไปยังใกล้ ๆ บริเวณห้องพักของนาง”

“มาขึ้นจวนเจ้าปึป เจ้าจะให้ข้าเดินดุ่ม ๆ ไปหานางเลยรึ?”

“ขอรับ” ฟ่านเหลียนสูดลมหายใจเข้าเฮือกนึงก่อนง้างฝ่ามือเรียวสวยขึ้น ผัวะ!’ ปะทะเข้าที่ศีรษะของเมี่ยวทง เมี่ยวทงลูบศีรษะตนเองเบา ๆ ดวงตาฉายแววเจ็บปนสงสัย และไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาทำเลยว่าเพราะเหตุใด ฝ่ามือเรียวของอีกฝ่ายถึงล่องลอยมากระทบบนศีรษะอันมีค่าของตนเอง ฟ่านเหลียน! ท่านรู้หรือไม่ หัวข้าเป็นสมบัติของอู๋จวิ้นเลยนะขอรับ ตบมาทีก็ไม่บอกกล่าวอะไรข้าเล้ย!’ ฟ่านเหลียนยืนกอดอกมองเมี่ยวทงที่ลูบหัวปอย ๆ ใบหน้าส่ายระอา สุดจะทนจนต้องเอ่ยปาก

“ฉลาดทุกเรื่อง อย่าให้มาเสียเพราะความใจร้อนจะได้หรือไม่ ข้าไม่ใช่พ่อสื่อที่เจ้าจ้างมานะ ตั้งสติหน่อย” เมี่ยวทงยังคงแสดงสีหน้าไม่เข้าใจเช่นเดิม จนฟ่านเหลียนสรุปเองในใจว่าสหายใหม่ตนคงเป็นพวกฉลาดทุกเรื่องยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวกับแม่นางคนนั้นแน่นอน ริมฝีปากเรื่ออดไม่ได้ที่จะอธิบายใหม่ว่าเขาหมายความว่าเช่นไร

“อยู่ ๆ ใครหน้าไหนก็ไม่รู้เดินเข้าไปหานางแล้วพูดเช่นนั้นก็โดนคิดว่าเป็นพวกพ่อสื่อที่เจ้าจ้างมาหมด”

“อ้าว... แล้วตอนนี้ท่านไม่ใช่พ่อสื่อตรงไหนขอรับ”

“ข้าเป็นเพียงผู้เจรจาโว้ย! อย่าเรียกข้าว่าพ่อสื่อ ข้าจั้กจี้แปลก ๆ” เรียกคนไม่เคยมีภรรยาว่าพ่อสื่อ ข้าอยากจะร้องไห้ เมียตัวเองยังหาไม่ได้ แล้วเจ้ายังให้ข้ามาช่วยอีก หากคราวนี้ข้าช่วยเจ้าได้เห็นทีอนาคตอันสดใสคงรอตรงหน้า จะได้ไม่โดนครหาว่าไม่มีน้ำยาเกี้ยวคนอื่น เฮ้อ... ฟ่านเหลียนสบถในใจเพียงลำพัง

“ผู้เจรจาก็ผู้เจรจาขอรับ งั้นข้าขอเชิญผู้เจรจาตามข้ามาทางนี้ก่อนนะขอรับ”

“จะไปไหนเล่าเฮ้ย ข้าก็บอกอยู่ว่าให้ตั้งสติ แนะนำนางคร่าว ๆ ให้ข้าฟังก๊อน!ฟ่านเหลียนขบกรามตั้งสติให้ตัวเองใจเย็น ๆ เข้าไว้ ในใจก่อนสบถว่าเด็กมันคลั่งรัก มันแค่ซื่อบื้อเรื่องเดียว เรื่องอื่นมันฉลาดมาก ๆ เลิกกังวลอนาคตของเมี่ยวทงไปเถิด

“นางชื่อซูซูฮวาขอรับ เป็นคนเรียบร้อยอ่อนหวาน เก่งงานบ้านงานเรือน ชอบคิดในแง่ดี แล้วก็ดูสุขุมเช่นผู้ใหญ่บ้างในบางครา”

“แต่เพราะครอบครัวนางลำบากมาก... ข้าอยากให้นางได้อยู่ดีกินดีข้าเลย...” ฟ่านเหลียนพยักหน้าเข้าใจในเหตุการณ์ต่อมา เขาเหลือบมองอีกฝ่ายที่มีรอยยิ้มเศร้า ๆ ปรากฏบนใบหน้า สีหน้าที่แสดงถึงความรัก ความอาทร ความสุขและความทุกข์ระทม ดูปะปนกันไปเสียหมด บางครั้งฟ่านเหลียนนั้นก็ไม่เข้าใจเอาเสียเลย หากรักทำให้เกิดทุกข์ เหตุนั้นแล้วไยผู้คนยังอยากขวนขวายได้มันมาครอบครองนัก? เปรียบดั่งอำนาจแลยศฐา ผู้คนต่างต้องการครอบครองมากมาย แต่เมื่อได้รับมันต่างก็ทุกข์ระทม บางเพราะกลัวอำนาจสั่นคลอนในสักวัน บ้างก็ไขว่คว้าหาเพิ่มทั้ง ๆ ที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้วจนเกิดอาการวิตกจริต หลุดในภวังค์มานานพอสมควร เขาเลื่อนมือไปแตะบริเวณข้อศอกอีกฝ่าย

“ข้าว่าเอาแบบนี้ดีกว่า...” ฟ่านเหลียนกระซิบแผ่วเบาให้ได้ยินเพียงทั้งคู่ เมื่อเมี่ยวทงพยักหน้ารับ เขาจึงเริ่มเดินตามเจ้าบ้านไปยังบริเวณที่ตนบอก เพียงไม่นานภายในห้องรับรองแขกขนาดใหญ่ก็ปรากฎเพียงร่างแกร่งของเขานั่งอยู่เพียงลำพัง บนโต๊ะมีกาชาหอมกรุ่นกับขนมวางเอาไว้ เขาไม่ได้หยิบขึ้นมาชิมเพราะต้องการรออีกฝ่ายที่กำลังมาเยือน

 

ตามกำหนดการเดิมแล้วเขาจะต้องเดินตามเมี่ยวทงไปยังห้องพักของแม่นางซูซูฮวา แต่ฟ่านเหลียนคิดว่าสิ่งนั้นดูไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก เขาเป็นเพียงชายฉกรรจ์ และถึงแม้จะเป็นสหายหน้าสวยของเมี่ยวทงคำว่าชายก็ยังค้ำคอเขาอยู่ การอยู่เพียงลำพังในที่ลับตาคงไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของแม่นางซูฮวานัก แล้วอีกอย่างแม่นางไม่ใช่ภรรยาเขา เขาจึงไม่ค่อยอยากให้ผู้อื่นนำไปนินทาว่าร้าย อย่างน้อยการออกมาพูดคุย ณ โถงรับแขกตรงนี้ก็ไม่ต่างะไรกับการบอกแม่นางว่าเจ้าเมี่ยวทงเอาพ่อสื่อมาพูดคุยกับนางอีกแล้ว

“แต่ข้าไม่ใช่พ่อสื่อไง ข้าเป็นแค่สหายกับผู้เจรจาฝั่งเมี่ยวทงเท่านั้นเฟ้ย” ฟ่านเหลียนสบถ

แต่รอไม่นานเสียงฝีเท้าก็ก้าวย่ำเข้ามายังบริเวณดั่งกล่าว เขาไม่ได้หันไปยังบริเวณที่เกิดเสียงดวงตาของเขายังคงจ้องไปที่ฝั่งตรงข้าม รอจนแม่นางซูฮวานั่งลงเรียบร้อย มือเรียวขอเขาจึงเริ่มจรดกาชาลงถ้วยชาใบเล็ก กรุ่นกลิ่นชาหอมลอยล่องภายในห้องที่เงียบสงัด คงไว้เพียงเสียงธรรมชาติแผ่วเบาล้อมรอบห้องที่เขานั่งอยู่ เมื่อรินเสร็จฟ่านเหลียนจึงเลื่อนถ้วยชาให้อีกฝ่าย พร้อม ๆ กับการได้สังเกตเห็นดวงตากลมโตดูสุกสกาวจ้องมองตนอยู่แล้ว แต่เพียงพักเดียวก็หลบลง

 

“ขออภัยเจ้าค่ะ” ฟ่านเหลียนส่ายหน้าแล้วเอ่ย

“ข้าสิต้องขออภัยแม่นาง ที่มารบกวนเวลาในทำงาน” ฟ่านเหลียนยิ้มพลางจรดถ้วยชาลงบนริมฝีปาก พร้อมกับแม่นางซูฮวาที่ดวงตาฉายแววงงงัน หวาดวิตก หากแต่สีหน้ายังคงราบเรียบราวกับรอรับมือสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

“เจ้าคงสงสัยว่าข้าเป็นใคร ต้องการอะไรอยู่ใช่หรือไม่” ซูฮวาไม่มีคำตอบให้อีกฝ่าย แต่ใช่.. เธอหมายความเช่นนั้น ดวงตาของเธอเหลือบมองอีกฝ่าย ตามคำบอกเล่าของผู้ไปตามนางเขาบอกเพียงให้ตัวเธอมาที่เรือนรับรอง แต่ผู้มาเรียกไม่ได้บอกเธอว่ามีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ก่อนหน้าเธออยู่แล้ว อีกฝ่ายอยู่ในชุดสีเหมยกุ้ย ทั้งเส้นผมดำถ่านถูกปักไว้ด้วยปิ่นหยกดูมีราคารับกับใบหน้าหวาน คิ้วดั่งคันธนูของนางยกขึ้นข้างนึงราวกับสงสัยว่าตัวเองพูดถูกใช่หรือไม่ ซูฮวาเอ่ยแผ่วเบา “เจ้าค่ะ”

“ข้าชื่อฟ่านเหลียน แซ่ไช่ อืม...เรียกว่าสหายน่าจะได้ ข้าเป็นสหายของเมี่ยวทงขอรับ” ซูฮวากระพริบตา นางว่านางได้ยินคำว่า ขอรับ และคำว่า สหายของเมี่ยวทงเมี่ยวทงมีสหายอื่นนอกเหนือตนตั้งแต่คราใดกัน? อีกอย่างว่า ขอรับบุรุษใช้กันใช่หรือไม่ สงสัยได้ไม่นาน ซูฮวาก็รีบตอบกลับ

“ข้าซูซูฮวาเจ้าค่ะ”

“แม่นางถามข้าได้นะขอรับ หากสงสัยอันใด” แก้มผ่องของซูฮวาขึ้นสีเรื่อเล็กน้อย เมื่อถูกอีกฝ่ายจับได้ แต่นางเลือกที่จะส่ายหน้าไม่ถามในสิ่งที่ตนสงสัย เพราะมันก็ชัดเจนทั้งหมดแล้ว ไม่รู้จะถามไปทำไมอีกอย่างเลยก็คือ คงไม่ใช่แค่นางที่สงสัยเขา คงมีอีกหลายคนเช่นกัน ฉะนั้นนางคงไม่ถามคำถามเสียมารยาทนี้ออกไป หากเขาหมายความถึงคำถามไร้สาระของนางเกี่ยวกับตัวเขา

“งั้นข้าไม่อ้อมค้อมแล้วนะขอรับ”

“ข้ารู้ว่าแม่นางคงเจอกับพ่อสื่อของเจ้าบื้อนั่นมาเยอะ แต่ข้าไม่ใช่...”

“และข้าก็ไม่ใช่ผู้ที่จะรับแม่นางออกไปจวนอื่นเช่นกัน อย่าวิตกไปเลย”

“ในวันนี้ข้ามีเรื่องจะพูดคุยกับแม่นางเล็กน้อย ข้าต้องขอออกตัวอีกครั้งว่าข้าไม่ใช่พ่อสื่อของเมี่ยวทง ข้าเป็นเพียงสหายที่ถูกไหว้วานมาอีกทีเพราะความหวาดวิตกของเขาเอง” ซูฮวานั่งฟังแล้วก็สะดุ้งเล็กน้อยหากแต่นางก็ยังคงนั่ง ณ ที่เดิม ฟ่านเหลียนเม้มปากครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ

“อย่าสงสัยหากข้าด่าเขาต่อหน้าแม่นาง เพราะความจริงแล้วต่อหน้าเขาข้าก็ด่ามาแล้วเช่นกัน ฉะนั้นนี่เป็นเรื่องปกติ เพราะบางทีข้าก็มีความปรารถนาดีให้เขา แต่บางคราการพูดดี ๆ ก็ยากไปนิดหน่อยสำหรับข้า” เป็นเรื่องที่น่าตลก หากแต่ในตอนนี้ซูฮวากับขำไม่ออกแม้แต่นิดเดียว

“เรื่องแรกที่ข้าจะเอ่ยก็คือ ข้าขออภัยถึงความโง่เขลาของเขา” นางมองฟ่านเหลียนด้วยความไม่เข้าใจ เขายิ้มรับแล้วเริ่มอธิบาย

“ข้าจะอธิบายให้แม่นางฟัง แม่นางรู้ใช่หรือไม่ ในใจลึก ๆ ของแม่นางคงแอบมีความสงสัยในการกระทำของเขาว่าเพราะเหตุใดถึงดูแปลกประหลาด และบางคราก็ดูเหมือนมากกว่าสหายที่พึงกระทำกับสหาย อันนี้ข้าจะไม่เอ่ย เพราะข้าอยากจะรอให้เขาพูดเอง เรื่องบางเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องของข้า แต่ว่าในบางคราถ้าข้าไม่ยุ่งมันก็จะคาราคาซังเช่นนี้ไม่จบไม่สิ้น”

“ในบางครั้งเขาก็ดูเฉลียวฉลาด แต่เรื่องของแม่นางเขากับดูโง่เขลา แม่นางว่าเพราะเหตุใดกัน?” ประโยคสนทนาถูกเติมเต็มด้วยคำถามที่ชวนให้ใจเต้นรัวหากเป็นผู้อื่น แต่กับแม่นางตรงหน้าฟ่านเหลียนไม่รู้เลย เขาเดาไม่ออกเลยแม้แต่น้อย

“รอยยิ้มของเขามักมาพร้อมเรื่องของแม่นางเสมอ แต่รู้อะไรหรือไม่แม่นาง? เมื่อถึงคราวที่ข้าบอกว่าการกระทำของเขามันผิดต่อแม่นาง รอยยิ้มที่สดใสก็เริ่มกลับกลายเป็นความเศร้าหมอง ข้าผิดต่อเขาที่เอ่ยเช่นนั้น แต่นั่นคือความจริง และเขาจะต้องยอมรับมันให้ได้ถึงการกระทำของตนเองว่าเขาทำไม่ถูกต้อง”

“นั่นคือสิ่งที่ข้าขอโทษแม่นาง ขอโทษถึงความผิดที่เขาทำให้แม่นางทุกข์ใจ” บรรยากาศโดยรอบเงียบไปชั่วขณะเมื่อฟ่านเหลียนพูดประเด็นแรกจบ แต่ทิ้งช่วงไว้ชั่วครู่เพียงเท่านั้น ประเด็นที่สองก็รีบตามมาทันที

“เรื่องสุดท้ายที่ข้าจะเอ่ย เป็นข่าวดีที่แม่นางสมควรจะรับตั้งนานแล้ว”

“เมี่ยวทงจะส่งแม่นางกลับบ้าน กลับไปอยู่ในสถานที่ที่แม่นางต้องการอย่างแท้จริง” ฟ่านเหลียนเหลือบมองซูฮวา พลางจิบชาแก้กระหาย เขาไม่ได้พูดนาน ๆ และมากมายขนาดนี้มานานเท่าไหร่กันนะ เขาจำไม่ได้เลย รอยยิ้มหวานถูกส่งไปพร้อมประโยคต่อมา

“คนโง่งมของแม่นางพยายามอย่างที่สุดเพื่อให้แม่นางกลับมามีรอยยิ้มเช่นเดิมได้เพียงเท่านี้ ฉะนั้นแล้วข้าขอร้องได้หรือไม่? โปรดช่วยอภัยให้กับเมี่ยวทงในสิ่งที่เขาทำผิดต่อแม่นาง เพียงสักนิดก็ยังดี”

“เขาฝากข้ามาพูดถึงเรื่องปล่อยแม่นางกลับและช่วยฝากข้าขอโทษแม่นางถึงความโง่งมของเขาก็จริง แต่เรื่องต่อแต่นี้คือความคิดของข้า สุดแท้แต่แม่นางจะรับฟัง” ถ้วยชากระทบโต๊ะดังแผ่ว ๆ ดวงตาเหยี่ยวจ้องมองอีกคนด้วยความหนักแน่นและจริงจัง เขาเดิมทุกสิ่งกับคำพูดครั้งสุดท้ายนี้ ซูฮวาจะตัดสินเช่นไร ต่อแต่นี้เมี่ยวทงต้องยอมรับให้ได้แล้ว เพราะเขาก็เต็มที่ที่สุดแล้วเช่นกัน

“แม่นางซูซูฮวา ท่านรู้ใช่หรือไม่ว่าในบางครั้งไม่ใช่เรื่องที่ใครก็สามารถทำให้กันแทนได้ ข้าเป็นเพียงผู้เจรจา เป็นสหายที่เข้ามาช่วยประสานรอยร้าวของพวกท่านให้กลับมาเป็นกระเบื้องที่ไร้ร่องรอยแตกร้าว แต่ในความเป็นจริงแล้วกระเบื้องที่มีรอยร้าวก็เปรียบดังแผลเป็น ถึงแผลจะหายแต่ก็ทิ้งรอยไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา บาดแผลนั้นย่อมเป็นสิ่งย้ำเตือนของสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว”

“ไม่มีสิ่งใดเป็นเช่นเดิม ความสัจจริงนี้ข้าย่อมรู้ดี เวลาไม่เคยคอยใครเช่นใด อดีตก็ไม่เคยหวนมาเช่นนั้น”

“ความจริงแล้วข้าไม่เห็นด้วยเลยด้วยซ้ำที่เมี่ยวทงให้ข้าทำเช่นนี้ นั่นเพราะว่าการได้ยินคำพูดอย่างจริงใจและสัตย์จริงจากปากของเขาเองคงเป็นสิ่งที่ถูกต้องกว่าการที่ข้ามานั่งตรงนี้”

“แต่คนโง่งมก็คือคนโง่งม เขาไม่กล้าปริปากออกมาเองเพราะความกลัว กลัวว่าแม่นางจะไม่ฟัง กลัวแม่นางจะรังเกียจ และที่กลัวที่สุดคือแม้แต่บริเวณที่เขายืนแม่นางก็ไม่อยากเข้าใกล้ เมื่อได้คิดตามและเห็นถึงความวิตก ข้าก็ได้แต่คิด... อานุภาพของสิ่งนั้นทำให้คนฉลาดกลายเป็นผู้โง่เขลาได้เพียงนั้นจริงหรือ หลายครั้งที่ข้าสงสัย ในเมื่อสิ่งนั้นทำให้เกิดความทุกข์แล้วทำไมทุกคนยังต้องการแลขวนขวายมันนักหนา ทุกข์เพราะเขาไม่ตอบรับ ทุกข์เพราะไม่สมหวัง ทุกข์เพราะทำให้คนที่ปรารถนาดีเป็นทุกข์”

“แต่สุดท้ายเขาก็ทำให้ข้าเข้าใจ ในวันที่เขายินยอมปลดปล่อยแม่นางออกจากกรงที่ชื่อว่าจวนตระกูลเมี่ยว สิ่งที่ข้าเห็นจากเขามีเพียงรอยยิ้มเศร้า ข้ารู้ว่าไม่มีใครหรอกนะขอรับที่ยินยอมปลดปล่อยสิ่งที่ตนหวงแหนไปได้ หากไม่ใช่เพราะปรารถนาดีและต้องการให้สิ่งที่เรียกว่าความสุขกลับคืนสู่สิ่งที่ควรจะเป็นเช่นเดิม ข้าเข้าใจในคำว่า ถึงแม้ตนจะทุกข์แต่เพื่อให้ผู้ที่ตนปรารถนาดีเป็นสุข นั่นคือสุขที่แท้จริงตั้งแต่ครานั้น”

“ที่ข้าเอ่ยไปทั้งหมดก็สุดแล้วแต่แม่นางจะตัดสินใจ ข้าไม่ได้มาพร่ำพรรณนาถึงเจ้าเด็กบื้อนั่น เพื่อให้แม่นางต้องอยู่ที่นี่หรือไปจากที่นี่ หรือเลือกที่จะตอบแลปฏิเสธคำขอจากข้า ข้าเล่าให้ฟังเพื่อให้แม่นางคิดตาม”

“ใจแม่นางสุขหรือไม่ในทุกวันนี้ ปลดปล่อยมันได้หรือไม่ แบกมันมานานเกินไปหรือเปล่าขอรับ”

“ให้อภัยเขาและไปฟังคำพูดจากปากของเขาเองจะดีกว่าที่ข้าเอ่ยหรือไม่แม่นาง?”

“นั่นคือสิ่งที่แม่นางจะตัดสินใจเองทั้งหมด ซูซูฮวา”


 

แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +20 คุณธรรม +4 ความโหด โพสต์ 3 วันที่แล้ว

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ความหิว -33 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -33 + 5

ดูบันทึกคะแนน

สวัสดี
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ม้าตี๋หลูทมิฬ
คัมภีร์ละติน
กราดิอุสทอง
เกราะทองคำ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x18
x100
x1
x15
x20
x10
x100
x1
x50
x50
x50
x30
x1
x17
x10
x58
x50
x20
x28
x24
x10
x80
x25
x20
x20
x2
x2
x3
x156
x25
x11
x4
x19
x2
x10
x10
x10
x10
x10
x15
x29
x45
x1
x1
x20
x25
x15
x15
x4
x180
x15
x20
x1
x1

ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|

Copyright © 2001-2012 | The Legend of Wulin  สงวนลิขสิทธิ์ | GMT+7, 2018-12-14 11:39

ขึ้นไปด้านบน