ดู: 220|ตอบกลับ: 11

{ ค่ายหลี่กัน } โรงฝึกทหารราบ และ ลานฝึกขบวนรบ

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-8-11 15:48:54 |โหมดอ่าน

โรงฝึกทหารราบ และ ลานฝึกขบวนรบ

[ ค่ายหลี่กัง ]


เพราะค่ายนี้มีขนาดใหญ่ มันใหญ่พอๆเมืองๆนึงเลยก็ว่าได้ นอกจากพื้นที่ใช้สอยอื่นๆ
ที่จำเป็นต่อการทหารอย่างโรงตีดาบ,โรงอาหาร/โรงครัว,โรงม้า,ค่ายพักทหาร,
คุกกักกันและตวนใหญ่แม่ทัพแล้ว ก็ยังเหลือพื้นที่ใช้สอยที่เยอะมากๆ


ในตอนนี้จึงยังไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือเอาไปสร้างสิ่งก่อสร้างอะไรเพิ่มเติม
จึงคิดให้พื้นที่วางที่สามารถฝึกขบวนรบทหารได้เป็นสนามฝึก
โดยที่ลานฝึกแห่งนี้จะเชื่อมต่อกับโรงฝึกทหารราบกับทหารม้าอยู่แล้ว

จำนวนนายทหารภายในค่าย : 4,300 นาย

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 Point +10 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 10

ดูบันทึกคะแนน

765

กระทู้

3048

โพสต์

46หมื่น

เครดิต

( º﹃º ) หิวปลาปิ้ง!! <''Xx&

เงินชั่ง
1530622
เงินตำลึง
53952
ชื่อเสียง
184147
ความหิว
1072

ป้ายหอบูรพาทำเนียบ(LV2)

คุณธรรม
12858
ความชั่ว
8158
ความโหด
18032
โฮ่วชื่อ ♦ 后赤
เลเวล 1

จื่อหลัว

"ต้าเกอ...เล่นกันเถอะ"
pet
โพสต์ 2018-9-11 15:39:21 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LingHao เมื่อ 2018-9-11 15:42





เปิดตำนานราชฑูตสายสวย
439
{ พระสุบินประหลาด 75 }
ถ้อยรจนาธรรมในค่ายหลี่กัง


        ตลอดระยะเวลาการเดินทางรอนแรมหลายวันเสิ่นหลิงเฮ่าสลับกัยกับคณะทั้งสิบแปดฑูต ผลักเวียนกันสนทนาธรรมและอุปถากพระเถระทั้งสอง อันได้แต่พระกาศยปมาตังคะ และพระธรรมรักษ์ คอยถวายบำรุงด้วยอาหารและน้ำปาณะมิได้ขาด ขากลับนั้นสะดวกสบายยิ่งกว่าขามา ราวกับว่ามีบางอย่างคอยช่ววยอำนวยหนทางไร้พายุทรายและภัยธรรมชาติมากร้ำกรายพวกเขา นักกวีหนุ่มกระชับสายประคำรอบข้อมือน่าแปลกที่ตนเผลอเรอหลายครั้งประคำเส้นนี้ก็มิได้คลายหลุดออกจากร่างเลย

        ผ่านทะเลทรายอันแห้งแล้งหลายหมื่นลี้ ยังได้อาศัยรสพระธรรมดั่งน้ำผึ้งหวานหล่อเลี้ยงจิตใจ พระสมณะสองรูปมีอัชฌาสัยเป็นเลิศ คอยถามไถ่เรียนรู้และช่วยแปลหลังธรรมแก่ผู้ที่สนใจ ผ่านเมืองใดราชฑูตหนุ่มก็แวะเวียนให้พระเถระได้เทศนาบรรยายธรรม เผยแพร่คำสอนเตือนสติผู้คนตลอดเส้นทางสายไหม

        คงต้องยอมรับว่าจูหรงเยว่น่าเป็นห่วงอย่างมาก แม้พวกตนจะเลี่ยงเดินทางในเวลากลางวันแต่ทะเลทราย ความร้อนและแล้งเป็นของคุ่กันเคล็ดวิชาใจน้ำแข็งเป็นปรปักษ์กับความร้อน ดังนั้นแม้ว่าบุรุษเผ่าเหมียวจะดื้อรั้นอย่างไร ผลสุดท้ายก็คือถูกคุณชายสั่งให้หลบไอร้อนอยู่ในรถเกวียนตลอดทาง อวิ๋นหยาเจ้าม้าข้าวคราวนี้มีบทบาทสำคัญมันได้ช่วยบรรทุกพพระไตรปิฎกเต็มหีบบนหลัง ออกเดินทางมากับทุกคนด้วย

        “ใกล้รุ่งสางแล้วด้านหน้าดูเหมือนจะเป็นค่ายทหารต้าฮั่น ถ้าอย่างไรคืนนี้พวกเราไปขอแวะพักกันก่อนดีรึไม่?” ตู๋กู่ซินอี้พบแนวปราการเหนือสันทราย ธงปักอักษรฮั่นพลิ้วตามกระแสลมเหนือกำแพง ร้องเรียกเสิ่นหลิงเฮ่าผู้ยืนม้าอยู่ไม่ไกล “ค่ายทหาร… เป็นความคิดที่ดีอย่างไรเสียพักกับทางการก็ปลอดภัยจากโจรทะเลทรายมากกว่า”

        คณะฑูตแสดงใบผ่านทางและราชโองการให้แก่ทหารรักษาการณ์ค่ายหลี่กัง จึงค่อยทราบว่าแม่ทัพของค่ายก็คือ ‘เว่ยเส้าเทียน แม่ทัพซีอวี้’ ชายร่างสูงเจ้าของลิงจอมซน คนที่ตนเคยพบในฉางอันนั้นเอง

@WeishaoTien พี่เว่ย(ทหารเข้าไปรายงานว่ามีขบวนราชฑูตมา)

         ‘ก็ว่าไม่เคยได้ยินนามแม่ทัพแห่งซีอวี้มาก่อน… ที่แท้เขาคนนั้นประจำอยู่ไกลถึงค่ายนอกด่านนี่เอง’ หลังได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี คณะราชฑูตผู้เดินทางกลับมาจากชมภูทวีปก็ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มและอุ่นใจ ด้านในกำแพงค่ายหลี่กัง

         เมื่อถึงยามเที่ยงวันมอร์เดร็ดเจ้าออร์คเขียวไปเล่นกับเหล่าทหารในการฝึกซ้อมเสร็จแล้ว ตู๋กู่ซินอี้เข้ากระโจมแม่ทัพไปปรึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ตามสมควร เสิ่นหลิงเฮ่ากำลังคอยอำนวยความสะดวกอยุ่รอบๆ ลานกว้างที่เหล่าทหารในค่ายมาชุมนุมกันเพื่อฟังเทศนาธรรมจากพระธรรมรักษ์

@WeishaoTien พี่เว่ย (โรลฟังเทศนาตามสะดวกจะไปสู้กับออร์คก็ได้พามาด้วย)

        พระคุณเจ้านั่งขัดสมาธิบนยกพื้นสูง แม้กล่าวด้วยเสียงไม่ดังและไม่เบาแต่ด้วยทุกคนพร้อมใจกันเงียบและตั้งใจฟัง ทำให้ไร้สิ่งใดมารบกวน “วันนี้ จะได้นำธรรมะอันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาเรื่อง สติกับโมหะ มาบรรยายประกอบการประพฤติปฏิบัติสืบไป คำว่า สติ คือ ความระลึกได้ หมายความว่า เราระลึกได้เสียก่อน จึงทำ จึงพูด จึงคิด คือเราจะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม พูด คิด ทำกิจใดๆ ก็ตาม เราระลึกเสียก่อนจึงทำกิจนั้นๆ จึงเรียกว่ามีสติ สตินี้มีอุปการะแก่ธรรมทั้งหลายในฝ่ายกุศล นับตั้งแต่การให้ทานก็ดี รักษาศีลก็ดี ไหว้พระก็ดี ทำวัตรสวดมนต์ก็ดี ฟังเทศน์ฟังธรรมก็ดี ตลอดถึงเจริญสมถภาวนาวิปัสสนาภาวนาก็ดี ก็มีสติเป็นอุปการะ หรือว่าการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานของเราจะได้มาซึ่งฌานสมาบัติ ผลสมาบัติ นิโรธสมาบัติก็ดี หรือว่าจะสำเร็จซึ่งวิชชา ปฏิสัมภิทา อภิญญา อริยมรรค อริยผลก็ดี ต้องอาศัยสติเป็นอุปการะทั้งนั้น ถ้าขาดสติ เราก็ไม่สามารถจะบรรลุคุณธรรมเหล่านั้นได้ สตินั้นเป็นราชาแห่งธรรมทั้งหลายในฝ่ายที่เป็นกุศล”

        “สำหรับตัว โมหะ แปลว่า ความหลง มีความหมายถึง ๗ ประการ
  • หมายความว่า รู้สิ่งที่ไม่ควรรู้ ได้แก่ รู้ทุจริตทั้ง ๓ คือรู้การประพฤติชั่วทางกาย วาจา ใจ ได้ดีที่สุด เช่น รู้วิธีฆ่าสัตว์ รู้วิธีลักทรัพย์ รู้วิธีประพฤติผิดในกาม รู้วิธีทำชู้สู่สม ล่วงเกินลูกเขาเมียเขาผัวเขาได้ดีที่สุด รู้วิธีโกหกต้มตุ๋น ยักยอกหลอกลวง ฉุดคร่าอนาจาร เนรคุณ อกตัญญู และรู้วิธีพูดคำหยาบ คำที่ไร้สาระประโยชน์ได้ดีที่สุด
  • หมายความว่า ไม่รู้สิ่งที่ควรรู้ ได้แก่ ไม่รู้สุจริตทั้ง ๓ ประการ คือไม่รู้จักเจริญเมตตา ไม่รู้จักสันโดษยินดีด้วยของๆ ตนตามมีตามได้ ไม่รู้จักสทารสันโดษยินดีเฉพาะภรรยาสามีของตน ไม่รู้จักค่าของการพูดคำสัตย์คำจริง ไม่รู้จักพูดวาจาอ่อนหวาน ไม่รู้จักคำพูดที่ทำให้ผู้อื่นสมานสามัคคี เคารพนับถือรักใคร่กัน ไม่รู้จักพูดคำอันเป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ไม่รู้จักวิธีทำบุญให้ทาน และอานิสงส์ของการทำบุญให้ทาน ทั้งไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี บาปบุญคุณโทษ ประโยชน์โลกนี้ ประโยชน์โลกหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง คือพระนิพพาน เป็นต้น
  • หมายความว่า ไม่รู้จักขันธ์ ๕ และความหมายของขันธ์ ๕
  • หมายความว่า ไม่รู้จักอริยสัจ ๔ คือไม่รู้จักทุกข์ไม่รู้จักเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่รู้จักความดับทุกข์ ไม่รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
  • หมายความว่า ยังสรรพสัตว์ให้แล่นไปผิดทางให้หลงทาง คือให้แล่นไปในวัฏสงสารหาที่สุดมิได้
  • หมายความว่า หลงติดอยู่ในสมมติบัญญัติ ไม่รู้ปรมัตถ์
  • หมายความว่า ไม่รู้จักวิปัสสนาภูมิ คือไม่รู้จักทางที่จะให้เกิดปัญญา ได้แก่ ไม่รู้จักอายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ เป็นต้น

        โมหะนี้ มีความไม่รู้สภาวะตามความเป็นจริง คือไม่รู้รูปนาม ไม่รู้ปัจจุบัน ไม่รู้พระไตรลักษณ์ ไม่รู้มรรค ไม่รู้ผล ไม่รู้นิพพาน มีใจอันมืดบอด
โมหะนี้แบ่งออกเป็น ๓ ขั้น คือ โมหะอย่างหยาบ ๑ โมหะอย่างกลาง ๑ โมหะอย่างละเอียด ๑
โมหะอย่างหยาบ ได้แก่ ความหลงที่เกิดขึ้นทางกาย ทางวาจา พาให้เกิดการฆ่ากัน ลักของกัน ประพฤติผิดประเวณี โกหกต้มตุ๋นเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่น พูดคำหยาบเป็นต้น
        โมหะนี้ เวลาโลภะเกิดก็เกิดด้วย เวลาโทสะเกิดก็เกิดด้วย ถ้าโลภะโทสะไม่เกิด ก็เกิดได้เองตามลำพัง โมหะนี้เป็นตัวสำคัญกว่าโลภะและโทสะ โลภะและโทสะนั้นถึงจะมีโทษมากอยู่ก็จริง แต่ถ้าจะพูดถึงอำนาจและการละได้ยากนั้น ก็ได้แก่ตัว โมหะ
โมหะนี้ มีคติคล้ายกับปัญญา คล้ายกับญาณ ดังนั้นในหลักธรรมท่านจึงกล่าวไว้ว่า ญาณคติธรรม แปลว่า ธรรมที่มีคติคล้ายกับปัญญา คือความรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ มีอยู่ ๕ อย่างคือ วิตก วิจาร ทิฏฐิ โลภะ โมหะ
ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมควรระวัง ญาณคติธรรม นี้ให้มาก คือญาณคติธรรมนี้เมื่อเกิดขึ้น จะเหมือนกับเราได้บรรลุอริยมรรคอริยผล หรือเหมือนกับเราได้ฌานหรือเข้าฌาน เพราะว่าเข้าฌานก็ต้องผ่านวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
แต่ญาณคติธรรมนี้ แปลกแยกกัน ๓ องค์เบื้องปลาย คือเบื้องต้น วิตก วิจาร มีเหมือนกัน แต่เมื่อมาถึงองค์ที่ ๓ ถ้าทิฏฐิเกิดเป็นญาณคติธรรม เราจะทำการสังเกตญาณคติธรรมได้ง่ายๆ คือเมื่อผ่านวิตกวิจารไปแล้ว ทิฏฐิความเห็นผิดจะเกิดขึ้นมา โลภะ คือความปลื้มใจ ดีใจ พอใจจะเกิดขึ้นมาผิดปกติ หลังจากนั้นโมหะก็จะเกิดขึ้น
        โมหะเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้ลืม ทำให้จำอารมณ์ไม่ได้ จำบทพระกัมมัฏฐานไม่ได้ กำหนดบทพระกัมมัฏฐานไม่กระฉับกระเฉง กำหนดไม่ได้ดี ไม่ได้ปัจจุบันธรรม กำหนดอยู่ว่า พุทโธๆ หรือพองหนอ ยุบหนอ อยู่ก็ตาม ทำให้เผลอให้ลืมไป ทำให้ขาดความรู้สึกไปนิดหนึ่ง แล้วก็รู้สึกขึ้นมา เรียกว่า ญาณคติธรรม เหตุนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายเพียรพยายามตั้งสติสัมปชัญญะให้มั่น เวลาจะสัปหงกไปข้างหน้า หรือผงะไปข้างหลัง ข้างซ้ายหรือข้างขวา ก็พยายามจำให้ได้ว่ามันไปตอนไหน ตอนท้องพองหรือตอนท้องยุบ ก็จำให้ได้ อย่าให้ญาณคติธรรมนี้เกิดครอบงำจิตใจของเราได้เพราะว่า ญาณคติธรรมนี้เป็นเหตุให้เราเข้าใจผิด หลงผิด ได้ของปลอม คือได้สมาธิปลอม ได้สมาบัติปลอม ได้มรรคปลอม ได้ผลปลอม ได้นิพพานปลอม
        เมื่อญาณคติธรรมเกิดอย่างรุนแรง ก็เป็นเหตุให้เกิดวิปลาสขึ้นมา เช่น จิตวิปลาส คิดผิด ทิฏฐิวิปลาส เห็นผิด สัญญาวิปลาส สำคัญผิด ว่ารูปนามขันธ์ ๕ นี้เป็นนิจจังคือเที่ยง เป็นสุขังคือเป็นสุข เป็นอัตตาคือเป็นตัวเป็นตน เป็นสุภะคือเป็นของสวยของงาม บางทีก็เข้าใจผิดว่า เราได้บรรลุอริยมรรคอริยผล เป็นพระอรหันต์แล้ว โมหะอย่างกลาง นี้เกิดขึ้นในใจของแต่ละบุคคล เช่น นึกถึงกามคุณ ๕ แล้วพอใจ ลุ่มหลง ติดอยู่ในกามคุณทั้ง ๕ ไม่ได้ปรากฏออกมาภายนอกให้ผู้อื่นรู้ รู้เฉพาะตนคนเดียวเท่านั้น โมหะอย่างละเอียด นั้นได้แก่ อนุสัยกิเลสที่นอนดองอยู่ในใจของแต่ละบุคคล ดุจขี้ตะกอนนอนอยู่ก้นตุ่ม หรือดุจยางที่ต้นโพธิ์ต้นไทร หรือดุจเหง้าอุตพิดฉะนั้น
        ธรรมดาต้นโพธิ์ต้นไทร เรามองไม่เห็นยางของมัน แต่ถ้าเอามีดไปกรีดจะเห็นยางได้ ฉันใด อนุสัยกิเลสที่นอนดองอยู่ในใจก็เหมือนกันฉันนั้น เรามองดูเผินๆ เหมือนกับว่า คนนี้ไม่มีกิเลสตัณหา แต่พอมีอารมณ์มากระทบเท่านั้น ก็แสดงปฏิกิริยาขึ้นมาทันที อุปมาเหมือนกับงูที่นอนอยู่ในโพรงไม้ ถ้ามองดูเผินๆ เหมือนกับมันไม่มีความหิว ความอยากอะไร แต่ถ้าบังเอิญมีกบหรือเขียดผ่านมาเท่านั้น งูตัวนั้นก็จะจับเอากบหรือเขียดนั้นกินเป็นอาหารทันที ข้อนี้ ฉันใด อนุสัยกิเลสก็เหมือนกันฉันนั้น”

        หลังสิ้นสุดพระธรรมเทศนาก็เหมือนอย่างเช่นเคย พระธรรมรักษ์พร้อมกับหลิงเฮ่าช่วยกันแจกจ่ายตำราอริยสัจสี่ อันเป้นหลักธรรมคำสอนที่เข้าถึงได้ง่ายให้แก่ผู้ที่สนใจ และเกิดจิตทางธรรม เมื่อเห็นแม่ทัพผู้สูงใหญ่เข้ามารับไปด้วยนักกวีหนุ่มพลันยิ้มแย้มอย่างยินดี

@WeishaoTien พี่เว่ย(มารับตำรา)

        เมื่อถึงเวลาอันสมควรแล้วคณะฑูตนิมันต์พระเถระทั้งสองรูปขึ้นรถม้า ก่อนจะอำลาจากค่ายหลี่กังเพื่อเดินทางต่อ ยังมีชายลึกลับนำบางสิ่งมามอบให้ แล้วจากไปโดยไร้คำพูด

ของถวายเพลตลอดการเดินทางมาค่ายหลี่กัง
เป็ดเป่ยผิง 5
หูฉลาม 5
ชาปี้หลัว 10
ดอกบัว 100



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +500 ความหิว -36 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 500 -36 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กระบี่ถานเซี่ย
รูปปั้นเจ้าแม่หนี่วา
ผ้าคลุมเอ้อเทียน
เพลงกระบี่คู่นก<br>ยวนยางหานเยว่ขั้นสูง
ปลอกสรรพสัตว์
ตัวเบาขั้นสูง
กำหนดลมหายใจ<br>ขั้นสูง
พยัคฆ์หงลู่
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x20
x80
x1
x9
x1
x4
x2
x5
x30
x300
x9999
x1
x5
x1
x41
x1
x4
x146
x1
x3
x2
x1
x2
x7
x2
x14
x42
x4
x40
x385
x39
x195
x18
x176
x28
x3635
x50
x2
x80
x202
x76
x1456
x7
x23
x473
x40
x853
x100
x3
x210
x168
x4022
x82
x29
x307
x1501
x1211
x205
x5257
x81
x55
x364
x472
x3
x30
x48
x70
x99
x1
x5
x1
x440
x80
x2375
x20
x712
x120
x1
x111
x4
x9999
x396
x2
x17
x264
x574
x4200
x3837
x5
x770
x230
x70
x421
x1002
x899
x38
x109
x1
x170
x8
x5170
x270
x44
x10
x2
x6
x7
x14
x22
x9
x390
x5665
x174
x2025
x199
x12
x3877
x9
x22
x3312
x3
x9
x518
x204
x7
x9
x147
x16
x6
x198
x715
x6
x16
x56
x368
x59
x3
x101
x5
x12
x2
x3
x142
x1
x3
x1
x513
x100
x25
x514
x456
x339
x2294
x562
x6701
x2
x7
x5
x283
x3793
x4350
x540
x743
x9
x264
x806
x110
x300
x50
x602
x600
x9999
x11
x793
x9999
x7394
x5934
x1260
x400
x67
x126
x1
x1468
x30
x1996
x958
x217
x50
x1
x267
x639
x383
x151
x405
x1702
x1060
x1935
x7040
x1800
x3427
x1364
x2898
x652
x1022
x1699
x1676
x304
x42
x1
x29
x1259
x989
x33
x1
x6734
x4365
x67
x300
x70
x98
x388
x802
x60
x597
x172
x300
x18
x244
x157
x8
x65
x30
x9999
x105
x260
x586
x164
x25
x31
x251
x868
x101
x281
x5132
x1958
x506
x10
x20
x25
x99
x9783
x10
x120
x2383
x111
x758
x176
x2

117

กระทู้

715

โพสต์

59หมื่น

เครดิต

ทุกการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต

เงินชั่ง
43635
เงินตำลึง
221434
ชื่อเสียง
76563
ความหิว
432
คุณธรรม
1124
ความชั่ว
0
ความโหด
166
หมาล่าเนื้อ
เลเวล 1

เซี่ยง เหมย

ข้าไม่ได้อ่อนแอนะ
pet
โพสต์ 2018-9-16 03:27:03 | ดูโพสต์ทั้งหมด
                                  หลักธรรมใด หากปราศจากผู้ปฏิบัติตาม
                                  หลักธรรมนั้นย่อมไร้ค่า ไม่ศักดิ์สิทธิ์หมดคุณค่าและหายไป
                                  หลักธรรมใด หากมากด้วยคนซึ่งผู้ได้รับสะดับฟัง และปฏิบัติตาม
                                  หลักธรรมนั้นย่อมมากด้วยคุณค่าและความศักดิ์สิทธิ์ในตัวของหลักธรรมนั้นๆ
                                  จากโหรวหรานกลับมายังค่าย มันก็เป็นครั้งแรกของพวกนางทั้งสอง เหมือนพี่สาวนางเองยังไม่รู้ หรือรู้แล้วแต่แอบทำเนียนไม่รู้ว่าข้าตอนนี้มีตำแหน่งเป็นแม่ทัพ ข้าเองก็ไม่ใช่พวกที่ยกตนข่มท่านเท่าไหร่ ฐานะทางสังคมข้านั้นไม่เคยรู้จักเท่าไหร่หรอก ต่อให้ข้าเป็นแม่ทัพที่ดูแลและอารักขาเส้นทางสายไหมก็ตาม แต่ข้านั้นก็ยังเป็นเว่ยเส้าเทียน คนป่าพเนจรคนเดิมที่ไม่มีพิศสงใดๆ ไม่เคยเย่อหยิ่ง ทะนงตน อวดเบ่ง พองลมเหมือนกับใครๆที่ได้ตำแหน่งก็หลงระเริงไปกับมัน ยิ่งเป็นตำแหน่งทางทหารด้วยแล้ว คนทั่วไปหากอยู่ได้ตำแหน่งขุนนางมาครองล่ะก็... ความหลงมัวเมาในอำนาจก็จะทำให้เขาตกลงจากสูงสุดสู่สามัญ...

                                   "ไหนล่ะที่ๆว่าเจ้าจะพาข้ามาน่ะ เมืองนี้อย่างงั้นเหรอ? เมืองนี้มีอะไรกัน ทำไมเจ้าถึงพาข้าเดินทางลำบากอะไรอย่างนี้ โอ้ยยย" (เฮ้อ~) ทำไมนะ ผู้หญิงที่สวยจะต้องทำตัวมีปัญหาทุกครั้งที่เดินทางด้วยนะ ข้าไม่เข้าใจ ส่วนหลินกุ้ยที่นางเองก็รู้ว่าข้าน่ะเป็นยังไง นางเลยไม่บ่นอะไร แต่ก็ต้องมารับหน้าที่ปลอบประโลมพี่สาวของนางเองซะงั้น ฮะๆๆ ข้าล่ะเห็นใจผู้เป็นน้องจริงๆ...
                                   ข้าเห็นว่าทางด้านในของค่ายนั้นมีหมู่คนจำนวนมาก ดูเหมือนกำลังพักผ่อนอยู่ เพราะดูเหมือนข้าเองก็มาถึงที่ค่ายของข้าพร้อมกับพายุทรายที่โหมตามหลังข้ามาโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งข้านั้น ได้ให้หลินกุ้ย บังคับรถม้าคันใหญ่คันเดิมเข้าทางประตูใหญ่ทิศเหนือเพื่อหลบพายุทรายก่อน ซึ่งก็ไม่นานนัก พายุทรายก็สงบลง ข้าที่พาองค์หญิงทั้งสองมาหลบในกำแพงของค่ายก็พานางทั้งสองออกมา และเข้าสู่ค่ายหลี่กังจริงๆของข้า
                                  "ข้าคิดว่าท่านคงเข้าใจผิดว่าที่นี่นั้นเป็นเมืองใหญ่กลางทะเลทราย เปล่าเลย ที่นี่ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิด มันอาจจะเคยเป็น ใช่แล้วมันเคยเป็น เพียงแต่ตอนนี้มันกลายเป็นค่ายทหารไปแล้ว ไม่ใช่เมืองใหญ่ที่ท่านคิดไว้อีกแล้วล่ะครับ"

                                  ข้าที่อธิบายให้องค์หญิงคนพี่(ฮั่วหลัน)เข้าใจ ข้าก็ถือโอกาสแนะนำสถานที่ต่างของค่ายแห่งนี่ไปด้วยเสียเลยก็แล้วกัน เพราะข้าเข้ามาทางทิศเหนือซึ่งอยู่ติดกับเขตของช่างตีเหล็ก และสร้างอาวุธ กับโรงเก็บม้าและโรงฝึกม้านับร้อยนับพันตัวกับคนที่ดูแลคอกม้าร้อยคน แล้วค่อยๆพาจูงม้าเทียมรถม้าใหญ่เข้ามาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงเขตตำหนักขุนพล หรือจวนขุนพลนั่นล่ะ ข้าให้ทั้งสองลงจากรถม้าซึ่งองค์หญิงฮั่วหลันเองก็ไม่ค่อยปลื้มกับการเดินทางนี้เท่าไหร่ ก็ต้องให้น้องของเขาเองเป็นคนช่วยอธิบาย เมื่อเข้าสู่ตำหนักขุนพล ที่นี่คงเป็นที่แรกที่นางเฉยๆกับมัน เพราะมันใหญ่โอ่อ่า พอๆกันหรือมากกว่าตำหนักเจ้าแคว้นของโหรวหรานเสียอีก ห้องหับมากมายที่ชวนให้เดินหลง ถ้าให้พวกนางเดินกันเอง คงได้มีคนหลงในตำหนักนี้เหมือนที่ข้ามาที่ตำหนักนี้ครั้งแรกแหง๋ๆ
                                  ข้าพาทั้งสองเดินชมห้องต่างที่ข้าเองตอนนี้ไม่หลงแล้ว จนมาถึงโถงห้องทำงานของแม่ทัพค่ายหลี่กัง ซึ่งก็เป็นข้านี่ล่ะ พอมาถึง ข้าให้องค์หญิงทั้งสองนางนั่งพักอยู่ที่โถงทำงาน แต่ดูเหมือนว่า ข้าเองจะลืมไป ว่าในตำหนักนี้ยังมีสตรีอีกคนนึงอยู่ในตำหนักแห่งนี้เช่นกัน ซึ่งก็ยังไม่ทันขาดคำ เสียงของนางก็ดังขึ้นมาที่ด้านหลัง...

                                  "กลับมาแล้วเหรอท่านเว่ย ทำไมมาช้าจังนึกว่าท่านจะติดอยู่กลางทะเลทรายซะ... แล้ว"[ภาษาละติน}
                                  "เออ... ข้าก็กลับมาแล้วนี่ไง.. เออ แล้วก็ เออ.. พอดีข้าพาคนคุ้นเคยมาเยี่ยมที่ค่ายด้วยน่ะ"[ภาษาละติน}
                                  "กะแล้วไม่ผิดจริงๆ" ฮั่วหลันพูดขึ้นมา ข้าว่านางเป็นคนแรกล่ะที่เข้าใจผิด
                                  "อะไรงั้นเหรอ? ท่านหญิงฮั่วหลัน"
                                  "เจ้าพาข้ากับน้องสาวข้ามาที่นี่ เพื่อให้ข้ากับน้องข้ามาเห็นคู่รักของเจ้าใช่มั้ยล่ะ แหม่งามหน้างามตาเชียวนะ อยู่กันมากี่วันแล้วล่ะ อ๋อ~นี่กะจะให้ข้ากับน้อยข้ามาเห็นแล้วอกแตกตายใช่มั้ยล่ะ หน่อยแน่ะ ถ้าน้องข้าไม่ขอให้ข้าใช้อาวุธกับเจ้า เจ้าตายตั้งแต่จะพูดแก้ตัวกับข้าแล้วรู้ไว้ซะ"(เฮ้อ~) ก็แล้วเชียวมาเป็นชุดเลย ยังไม่ทันจะได้อธิบายเลยแม้แต่น้อย ซึ่ง... ผิดกับหลินกุ้ยที่ยังคงไม่ได้เข้าใจผิดไปกับพี่สาวของนาง และคอยสงบสติอารมณ์นางให้อยู่ในความสงบ ให้ตายสิ เข้าใจผิดอย่างมหันต์เลยจริงๆสินะ

                                 "ขอให้ข้าได้อธิบายหน่อยเถอะ ท่านหญิง ข้าเองก็อยากจะอธิบายให้ท่านฟังใจจะขาด ท่านเล่นโวยวายใส่ข้าก่อนแบบนี้ ข้าจะอธิบายยังไงล่ะฮื้ม"
                                "...งั้นเจ้าจงอธิบายให้ข้าและน้องข้าเข้าใจมากกว่านี่สิ ว่ามันมีอะไรที่ข้าควรจะรู้ มากกว่านี้..." ดูเหมือนองค์หญิงคนพี่ก็ยังไม่อาจจะระงับความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกัน หญิงสาวชาวนอกด่านหัวสีทองก็ยินอยู่ที่ด่านหลัง หลบหลังของข้าด้วยความกลัว ซึ่ง... องค์หญิงฮั่วหลันก็น่ากลับอย่างที่ว่าจริงๆนั่นล่ะ
                               "ท่านยังจำเรื่องที่ข้าเล่าให้ท่านเจ้าแคว้นฟัง ได้สินะ เรื่องที่ข้าปราบซงหนูทั้งหมดที่แอบแหกด่านเข้ามายังฮั่นน่ะ"
                               "อืม จำได้สิ ข้าเองก็ยังไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าน่ะเป็นผู้จัดการซงหนูทั้งหมดนั่น"
                               "ฟังสิๆ เห็นอะไรที่เหลือเชื่อมากเลยล่ะ แต่หากเป็นท่านพี่ข้าคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่"
                               "อืม นั่นล่ะ ในตอนนั้น ก่อนที่จะเกิดเรื่องที่ด่านอี้เหมิน ข้ากำลังไล่ตามซงหนูอีกกลุ่มนึงอยู่ ซงหนูกลุ่มนั้นได้ทำการฆ่าล้างครอบครัวและจับชาวนอกด่านคนนึงมาเป็นทาสด้วย ซึ่ง..."
                               "เป็นอย่างนี้เองสินะ..."
                               "ช่างเป็น หญิงที่โชคร้าย ช่างน่าเห็นใจยิ่งนัก"
                               "ใช่ คนซงหนูจับไปก็คือนางนี่ล่ะ นางเป็นชาวนอกด่าน ไกลกว่าเส้นทางสายไหมที่ข้าดูแลซะอีก นางมาจากโรม อีกโลกนึงที่ข้านั้นไม่รู้จัก ในตอนแรกข้าเองก็คุยกับนางไม่รู้เรื่อง ข้าจึงให้นางนั้นสอนภาษาของนางให้แลกกับการที่ข้าจะได้คุ้มครองและสอนภาษาฮั่นให้นางไปด้วย จนเกิดเรื่องที่ด่านอี้เหมิน ข้าจึงได้พานางมาที่นี่นั่นล่ะ"

                               ข้าอยากให้สิ่งที่ข้าได้อธิบายออกไปนั่น ทำให้องค์หญิงฮั่วหลันสงบสติอารมณ์บ้าง ซึ่ง.. ก็ดูเหมือนว่านางก็สงบสติอารมณ์ได้อยู่ พอสมควร เรื่องแรกจบไป ไม่ทันใดเรื่องสองก็ตามมา
                                "ท่านแม่ทัพครับ"
                                "มีอะไรงั้นเหรอ?"
                                "มีคณะฑูตขออนุญาตใช้สถานที่พักหลบพายุทรายน่ะครับ"
                                "หลบพายุทรายเหรอ ถ้าจะมาหลบพายุทรายข้าอนุญาตอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีศาลมาบอกข้าหรอกน่ะ"
                                

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +200 ความหิว -48 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 200 -48 + 5

ดูบันทึกคะแนน

เธอเคยรู้สึกไหม ได้ยินบ้างไหม เสียงข้างในที่ดัง ตะโกนฉันรัก เธอเก็บเอาไว้ข้างในเรื่อยมาตลอด รู้สึกไหม ได้ยินบ้างไหม รักที่ฉันนั้นยังไม่เคยได้พูดไป เก็บเอาไว้ข้างในหัวใจตลอดมา เป็นความเงียบที่ดังที่สุดในใจฉัน
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ฮั่นเสียดำเทวะ
ตัวเบาขั้นสูง
มีดวูฟเคน
เกราะทองแดง
ดาบแห่งยักษ์
กำหนดลมหายใจ<br>ขั้นสูง
คัมภีร์ละติน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x1
x1
x1
x8
x4
x3
x1
x5
x2
x5
x16
x50
x1
x7
x4
x22
x14
x19
x90
x6
x18
x17
x42
x1
x75
x4
x100
x1
x3
x17
x40
x100
x30
x19
x1
x980
x16
x22
x9999
x10
x48
x150
x242
x98
x2
x411
x90
x16
x35
x608
x440
x15
x2
x556
x570
x80
x3042
x300
x1655
x2095
x3
x214
x300
x254
x124
x674
x130
x5
x6
x1110
x15
x6
x75
x30
x66
x230
x2
x115
x1898
x15
x179
x120
x230
x300
x88
x1
x572
x50
x31
x540
x3079
x2
x146
x121
x25
x100
x7050
x5
x98
x1
x30
x20
x80
x45
x15
x123
x1
x3
x60
x10
x1
x60
x16
x1000
x38
x2
x4
x15
x65
x9999
x7
x14
x17
x360
x40
x2
x200
x4
x27
x27
x195
x4
x1390
x53
x9
x4
x140
x91
x20
x58
x119
x230
x4
x32
x3040
x3
x66
x20
x5
x1
x75
x150
x98
x3
x5
x45
x38
x2
x9999
x74
x1100
x20
x171
x70
x3098
x36
x520
x381
x182
x38
x49
x84
x5
x2013
x29
x359
x16
x135
x190
x934
x19
x1
x33
x67
x230
x49
x16
x158
x224
x21
x10
x150
x325
x439
x85
x1

117

กระทู้

715

โพสต์

59หมื่น

เครดิต

ทุกการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต

เงินชั่ง
43635
เงินตำลึง
221434
ชื่อเสียง
76563
ความหิว
432
คุณธรรม
1124
ความชั่ว
0
ความโหด
166
หมาล่าเนื้อ
เลเวล 1

เซี่ยง เหมย

ข้าไม่ได้อ่อนแอนะ
pet
โพสต์ 2018-9-16 03:28:26 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ถึงแม้ว่าข้าจะอนุญาตไปแล้วก็ตาม แต่ในเมื่อมีศาลมา ข้าก็จำต้องเปิดอ่านดู จะได้รู้ว่าเป็นใคร... คณะราชฑูตงั้นเหรอ? ไม่ออกไปต้อนรับคงไม่ดีแน่ แม่ทัพทั้งคนจะนิ่งดูดายไม่ต้อนรับขับสู้แบบนี้ ไม่สุภาพเอาเสียเลย ข้าจึงบอกกับสตรีทั้งสามนางให้รออยู่ตรงนี้ ก่อนที่จะจัดระเบียบชุดเครื่องแต่งกายของตัวเองให้เรียบร้อยแล้วขึ้นไปที่ด้านบนเพื่อเปิดประตูกลางของตำหนัก ที่โถงใหญ่ของตำหนักซึ่งห่างจากโถงทำงานของข้าและอยู่ที่ด้านบนซึ่งนับจริงๆโถงทำงานของข้าก็อยู่ที่หลังโถงใหญ่ แค่ว่าอยู่ชั้นล่างก็เท่านั้น...
                               ประตูใหญ่ที่ต้องใช้สี่คนเปิด เพียงแค่ข้าผลักมันออกเท่านั้น กลายเป็นเหมือนประตูไม้ธรรมดาไปโดยปริยาย ร่างกายอันใหญ่โตที่คนมองจากที่ไกลๆในค่ายก็รู้ว่าเป็นข้าเองนั่นล่ะ ข้าเดินไปหาคณะราชฑูตที่เข้ามาพักหลบพายุทรายในค่ายหลี่กังของข้าเอง ซึ่งเป็นเกียรติยิ่งนัก
                                 "คารวะทุกท่าน ข้าแม่ทัพซีอวี้ แม่ทัพผู้คุ้มครองและอารักขาเส้นทางสายไหมรวมถึงดินแดนแคว้นต่างๆทางทิศตะวันตกทั้งหมด นามของข้าคือเว่ยเส้าเทียน เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เจอกับคณะราชฑูต พวกท่านคงเดินทางมาไกล เดี๋ยวข้าจะให้ทหารเอากระโจมมาการให้ ขอให้พวกท่านพักผ่อนกันก่อน ไว้พายุสงบแล้วค่อยว่ากัน"
                                 
                                   ก็หลังจากที่ข้าแนะตัวเสร็จและต้อนรับเหล่าคณะราชฑูตจากแดนไกลเหล่านี้ ข้าก็ได้ทำตามที่บอกคือสั่งให้ทหารและคนงานในค่ายช่วยกันนำกระโจมชั่วคราวมาตั้วให้เหล่าราชฑูตได้เข้าพักหลบพายุทรายทั้งยังคงพัดพามาตลอดไม่หยุด ไม่หย่อน...

                                  ‘ก็ว่าไม่เคยได้ยินนามแม่ทัพแห่งซีอวี้มาก่อน… ที่แท้เขาคนนั้นประจำอยู่ไกลถึงค่ายนอกด่านนี่เอง’ หลังได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี คณะราชฑูตผู้เดินทางกลับมาจากชมภูทวีปก็ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มและอุ่นใจ ด้านในกำแพงค่ายหลี่กัง

                                เมื่อถึงยามเที่ยงวันมอร์เดร็ดเจ้าออร์คเขียวไปเล่นกับเหล่าทหารในการฝึกซ้อมเสร็จแล้ว ตู๋กู่ซินอี้เข้ากระโจมแม่ทัพไปปรึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ตามสมควร เสิ่นหลิงเฮ่ากำลังคอยอำนวยความสะดวกอยุ่รอบๆ ลานกว้างที่เหล่าทหารในค่ายมาชุมนุมกันเพื่อฟังเทศนาธรรมจากพระธรรมรักษ์
                                
                              เมื่อพายุทรายสงบลงข้าที่คอยดูแลคณะราชฑูตด้วยตัวของข้าเองก็ได้นั่งพักหลังจากที่ข้าช่วยดูแล ตั้งแต่กางกระโจมไปจนถึงนำน้ำมาให้ ก็นะในหมู่คณะนี้ก็มีคนแปลกๆ ข้าอาจจะเรียกได้ ไม่เยอะนักเพราะ ข้าเองก็พอจะรู้จักนักบวชซึ่งมีอยู่น้อยในฮั่น แต่กับเจ้าตัวเขียวนั่นข้าเองก็ไม่รู้จัก จะว่ายังไงดีล่ะ ตัวของเขาใหญ่กว่าผู้คนทั่วไปที่มาด้วยกัน ตัวเขียวคล้ำ อืมม..ถึงเข้าจะตัวไม่ใหญ่เท่าข้า แต่ข้าว่าเขาก็หน้าจะมีกำลังมากอยู่พอดู ซึ่งข้าจะไม่ท้าตีท้าต่อยเพื่อวัดกำลังกับใคร โดยเฉพาะคนที่มาขอความช่วยเหลือจากค่าย ข้าจึงไม่ได้สนใจอะไร แต่สิ่งที่ข้าสนใจ นั้นคือคนที่แอบออกมาจากตำหนักตังหากล่ะ
                            สตรีทั้งสามนางออกมาจากตำหนักขุนพลกันหมดเลย เข้าใจนะว่าอยากเดินเล่น แต่ข้าอยากจะแนะนำค่ายนี้เองจะดีกว่ามาก เพราะข้าไม่อยากให้พวกนางไปซนหยิบจับอะไรที่จะทำให้กลไกของอาวุธในกำแพงมันทำงาน ไม่งั้นล่ะวุ่นวายเป็นแน่ มันจะดีกว่าหากข้าจะเดินไปหาพวกนางและพากพวกนางมาอยู่ใกล้ๆข้า ข้าล่ะตกใจจริงๆ เมื่อเห็นหญิงสาวจากโรมคุยกับพวกนางรู้เรื่อง ไม่ใช่แค่เรู้เรื่อง ยังคุยกันออกรสออกชาดเสียด้วย ตอนนี้ข้าเยไม่รู้ว่าใครอันตรายกว่ากันระหว่าง องค์หญิงสองพี่น้องหรือ หญิงสาวจากแดนไกล... จู่ๆในขระที่ข้านั้นกำลังเดินไปหาทั้งสามสาวอยู่นั้นเอง ดูเหมือนสายตาของหลินกุ้ยจะเพอิญไปเห็นใครซักคน ทำให้นางตาเบิกโตและวิ่งผ่านข้าไปก่อนจะเรียกชื่อของคนๆนั้นออกมา
                            "ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์เจ้าคะ"
                            "หลินกุ้ยเหรอ?" หญิงสาวในชุดเกราะสีน้ำเงินวาวที่เห็นหลินกกุ้ยเรียกและโบกมือขณะที่วิ่งมาหาจนถึงข้างหน้านาง
                            "คารวะท่านอาจารย์ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเจ้าคะ"
                            "ข้าเองก็ไม่นึกว่าจะได้เจอเจ้า ในที่แบบนี้ แล้ว.. เป็นยังไงบ้าง สบายดีมั้ย?"
                            "สบายดีอย่างที่ข้าเป็นนั่นล่ะเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์"
                            "ฮึๆ เจ้าโตขึ้นมาก แต่ก็ยังเป็นหลินกุ้ยที่ข้ารู้จักไม่เปลี่ยน"

                            ข้าเองที่ยังงงอยู่ไม่หาย ก็เดินเข้าไปหาทั้งสองแล้วถามพวกนาง
                            "ทั้งสองคนรู้จักกันหรอกเหรอ?"
                            "ก็แน่นอนสิพี่เว่ย นี่อาจารย์ของข้าเอง เป็นแม่ทัพเช่นเดียวกับท่านพี่นั่นล่ะเจ้าค่ะ"
                            "ตู๋กู ซินอี๋ ยินดีที่ได้พบแม่ทัพซีอวี้ ข้าเองเป็นอาจารย์ของเด็กน้อยคนนี้มาก่อน นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอกันอีกที่นี่"
                            "นั่นสินะครับ ข้าเองก็เพิ่งทราบว่าท่านกับนางรู้จักกันมาก่อน"
                            "ข้าว่าไหนๆท่านก็มาแล้ว ข้าอยากจะชวนท่านมาฟังธรรมด้วยกันซักหน่อยคงจะไม่เป็นการรบกวน"
                            "โอ้.. ได้แน่นอนครับ ข้าดูแลที่นี่นี่นา มีอะไรดีๆข้าก็ยินดีที่จะรับไว้หากพวกท่านเต็มใจให้"

พระคุณเจ้านั่งขัดสมาธิบนยกพื้นสูง แม้กล่าวด้วยเสียงไม่ดังและไม่เบาแต่ด้วยทุกคนพร้อมใจกันเงียบและตั้งใจฟัง ทำให้ไร้สิ่งใดมารบกวน “วันนี้ จะได้นำธรรมะอันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาเรื่อง สติกับโมหะ มาบรรยายประกอบการประพฤติปฏิบัติสืบไป คำว่า สติ คือ ความระลึกได้ หมายความว่า เราระลึกได้เสียก่อน จึงทำ จึงพูด จึงคิด คือเราจะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม พูด คิด ทำกิจใดๆ ก็ตาม เราระลึกเสียก่อนจึงทำกิจนั้นๆ จึงเรียกว่ามีสติ สตินี้มีอุปการะแก่ธรรมทั้งหลายในฝ่ายกุศล นับตั้งแต่การให้ทานก็ดี รักษาศีลก็ดี ไหว้พระก็ดี ทำวัตรสวดมนต์ก็ดี ฟังเทศน์ฟังธรรมก็ดี ตลอดถึงเจริญสมถภาวนาวิปัสสนาภาวนาก็ดี ก็มีสติเป็นอุปการะ หรือว่าการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานของเราจะได้มาซึ่งฌานสมาบัติ ผลสมาบัติ นิโรธสมาบัติก็ดี หรือว่าจะสำเร็จซึ่งวิชชา ปฏิสัมภิทา อภิญญา อริยมรรค อริยผลก็ดี ต้องอาศัยสติเป็นอุปการะทั้งนั้น ถ้าขาดสติ เราก็ไม่สามารถจะบรรลุคุณธรรมเหล่านั้นได้ สตินั้นเป็นราชาแห่งธรรมทั้งหลายในฝ่ายที่เป็นกุศล”

        “สำหรับตัว โมหะ แปลว่า ความหลง มีความหมายถึง ๗ ประการ
  • หมายความว่า รู้สิ่งที่ไม่ควรรู้ ได้แก่ รู้ทุจริตทั้ง ๓ คือรู้การประพฤติชั่วทางกาย วาจา ใจ ได้ดีที่สุด เช่น รู้วิธีฆ่าสัตว์ รู้วิธีลักทรัพย์ รู้วิธีประพฤติผิดในกาม รู้วิธีทำชู้สู่สม ล่วงเกินลูกเขาเมียเขาผัวเขาได้ดีที่สุด รู้วิธีโกหกต้มตุ๋น ยักยอกหลอกลวง ฉุดคร่าอนาจาร เนรคุณ อกตัญญู และรู้วิธีพูดคำหยาบ คำที่ไร้สาระประโยชน์ได้ดีที่สุด
  • หมายความว่า ไม่รู้สิ่งที่ควรรู้ ได้แก่ ไม่รู้สุจริตทั้ง ๓ ประการ คือไม่รู้จักเจริญเมตตา ไม่รู้จักสันโดษยินดีด้วยของๆ ตนตามมีตามได้ ไม่รู้จักสทารสันโดษยินดีเฉพาะภรรยาสามีของตน ไม่รู้จักค่าของการพูดคำสัตย์คำจริง ไม่รู้จักพูดวาจาอ่อนหวาน ไม่รู้จักคำพูดที่ทำให้ผู้อื่นสมานสามัคคี เคารพนับถือรักใคร่กัน ไม่รู้จักพูดคำอันเป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ไม่รู้จักวิธีทำบุญให้ทาน และอานิสงส์ของการทำบุญให้ทาน ทั้งไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี บาปบุญคุณโทษ ประโยชน์โลกนี้ ประโยชน์โลกหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง คือพระนิพพาน เป็นต้น
  • หมายความว่า ไม่รู้จักขันธ์ ๕ และความหมายของขันธ์ ๕
  • หมายความว่า ไม่รู้จักอริยสัจ ๔ คือไม่รู้จักทุกข์ไม่รู้จักเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่รู้จักความดับทุกข์ ไม่รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
  • หมายความว่า ยังสรรพสัตว์ให้แล่นไปผิดทางให้หลงทาง คือให้แล่นไปในวัฏสงสารหาที่สุดมิได้
  • หมายความว่า หลงติดอยู่ในสมมติบัญญัติ ไม่รู้ปรมัตถ์
  • หมายความว่า ไม่รู้จักวิปัสสนาภูมิ คือไม่รู้จักทางที่จะให้เกิดปัญญา ได้แก่ ไม่รู้จักอายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ เป็นต้น

        โมหะนี้ มีความไม่รู้สภาวะตามความเป็นจริง คือไม่รู้รูปนาม ไม่รู้ปัจจุบัน ไม่รู้พระไตรลักษณ์ ไม่รู้มรรค ไม่รู้ผล ไม่รู้นิพพาน มีใจอันมืดบอด
โมหะนี้แบ่งออกเป็น ๓ ขั้น คือ โมหะอย่างหยาบ ๑ โมหะอย่างกลาง ๑ โมหะอย่างละเอียด ๑
โมหะอย่างหยาบ ได้แก่ ความหลงที่เกิดขึ้นทางกาย ทางวาจา พาให้เกิดการฆ่ากัน ลักของกัน ประพฤติผิดประเวณี โกหกต้มตุ๋นเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่น พูดคำหยาบเป็นต้น
        โมหะนี้ เวลาโลภะเกิดก็เกิดด้วย เวลาโทสะเกิดก็เกิดด้วย ถ้าโลภะโทสะไม่เกิด ก็เกิดได้เองตามลำพัง โมหะนี้เป็นตัวสำคัญกว่าโลภะและโทสะ โลภะและโทสะนั้นถึงจะมีโทษมากอยู่ก็จริง แต่ถ้าจะพูดถึงอำนาจและการละได้ยากนั้น ก็ได้แก่ตัว โมหะ
โมหะนี้ มีคติคล้ายกับปัญญา คล้ายกับญาณ ดังนั้นในหลักธรรมท่านจึงกล่าวไว้ว่า ญาณคติธรรม แปลว่า ธรรมที่มีคติคล้ายกับปัญญา คือความรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ มีอยู่ ๕ อย่างคือ วิตก วิจาร ทิฏฐิ โลภะ โมหะ
ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมควรระวัง ญาณคติธรรม นี้ให้มาก คือญาณคติธรรมนี้เมื่อเกิดขึ้น จะเหมือนกับเราได้บรรลุอริยมรรคอริยผล หรือเหมือนกับเราได้ฌานหรือเข้าฌาน เพราะว่าเข้าฌานก็ต้องผ่านวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
แต่ญาณคติธรรมนี้ แปลกแยกกัน ๓ องค์เบื้องปลาย คือเบื้องต้น วิตก วิจาร มีเหมือนกัน แต่เมื่อมาถึงองค์ที่ ๓ ถ้าทิฏฐิเกิดเป็นญาณคติธรรม เราจะทำการสังเกตญาณคติธรรมได้ง่ายๆ คือเมื่อผ่านวิตกวิจารไปแล้ว ทิฏฐิความเห็นผิดจะเกิดขึ้นมา โลภะ คือความปลื้มใจ ดีใจ พอใจจะเกิดขึ้นมาผิดปกติ หลังจากนั้นโมหะก็จะเกิดขึ้น
        
โมหะเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้ลืม ทำให้จำอารมณ์ไม่ได้ จำบทพระกัมมัฏฐานไม่ได้ กำหนดบทพระกัมมัฏฐานไม่กระฉับกระเฉง กำหนดไม่ได้ดี ไม่ได้ปัจจุบันธรรม กำหนดอยู่ว่า พุทโธๆ หรือพองหนอ ยุบหนอ อยู่ก็ตาม ทำให้เผลอให้ลืมไป ทำให้ขาดความรู้สึกไปนิดหนึ่ง แล้วก็รู้สึกขึ้นมา เรียกว่า ญาณคติธรรม เหตุนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายเพียรพยายามตั้งสติสัมปชัญญะให้มั่น เวลาจะสัปหงกไปข้างหน้า หรือผงะไปข้างหลัง ข้างซ้ายหรือข้างขวา ก็พยายามจำให้ได้ว่ามันไปตอนไหน ตอนท้องพองหรือตอนท้องยุบ ก็จำให้ได้ อย่าให้ญาณคติธรรมนี้เกิดครอบงำจิตใจของเราได้เพราะว่า ญาณคติธรรมนี้เป็นเหตุให้เราเข้าใจผิด หลงผิด ได้ของปลอม คือได้สมาธิปลอม ได้สมาบัติปลอม ได้มรรคปลอม ได้ผลปลอม ได้นิพพานปลอม
        เมื่อญาณคติธรรมเกิดอย่างรุนแรง ก็เป็นเหตุให้เกิดวิปลาสขึ้นมา เช่น จิตวิปลาส คิดผิด ทิฏฐิวิปลาส เห็นผิด สัญญาวิปลาส สำคัญผิด ว่ารูปนามขันธ์ ๕ นี้เป็นนิจจังคือเที่ยง เป็นสุขังคือเป็นสุข เป็นอัตตาคือเป็นตัวเป็นตน เป็นสุภะคือเป็นของสวยของงาม บางทีก็เข้าใจผิดว่า เราได้บรรลุอริยมรรคอริยผล เป็นพระอรหันต์แล้ว โมหะอย่างกลาง นี้เกิดขึ้นในใจของแต่ละบุคคล เช่น นึกถึงกามคุณ ๕ แล้วพอใจ ลุ่มหลง ติดอยู่ในกามคุณทั้ง ๕ ไม่ได้ปรากฏออกมาภายนอกให้ผู้อื่นรู้ รู้เฉพาะตนคนเดียวเท่านั้น โมหะอย่างละเอียด นั้นได้แก่ อนุสัยกิเลสที่นอนดองอยู่ในใจของแต่ละบุคคล ดุจขี้ตะกอนนอนอยู่ก้นตุ่ม หรือดุจยางที่ต้นโพธิ์ต้นไทร หรือดุจเหง้าอุตพิดฉะนั้น
        ธรรมดาต้นโพธิ์ต้นไทร เรามองไม่เห็นยางของมัน แต่ถ้าเอามีดไปกรีดจะเห็นยางได้ ฉันใด อนุสัยกิเลสที่นอนดองอยู่ในใจก็เหมือนกันฉันนั้น เรามองดูเผินๆ เหมือนกับว่า คนนี้ไม่มีกิเลสตัณหา แต่พอมีอารมณ์มากระทบเท่านั้น ก็แสดงปฏิกิริยาขึ้นมาทันที อุปมาเหมือนกับงูที่นอนอยู่ในโพรงไม้ ถ้ามองดูเผินๆ เหมือนกับมันไม่มีความหิว ความอยากอะไร แต่ถ้าบังเอิญมีกบหรือเขียดผ่านมาเท่านั้น งูตัวนั้นก็จะจับเอากบหรือเขียดนั้นกินเป็นอาหารทันที ข้อนี้ ฉันใด อนุสัยกิเลสก็เหมือนกันฉันนั้น”
      

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +150 ความหิว -18 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 150 -18 + 5

ดูบันทึกคะแนน

เธอเคยรู้สึกไหม ได้ยินบ้างไหม เสียงข้างในที่ดัง ตะโกนฉันรัก เธอเก็บเอาไว้ข้างในเรื่อยมาตลอด รู้สึกไหม ได้ยินบ้างไหม รักที่ฉันนั้นยังไม่เคยได้พูดไป เก็บเอาไว้ข้างในหัวใจตลอดมา เป็นความเงียบที่ดังที่สุดในใจฉัน
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ฮั่นเสียดำเทวะ
ตัวเบาขั้นสูง
มีดวูฟเคน
เกราะทองแดง
ดาบแห่งยักษ์
กำหนดลมหายใจ<br>ขั้นสูง
คัมภีร์ละติน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x1
x1
x1
x8
x4
x3
x1
x5
x2
x5
x16
x50
x1
x7
x4
x22
x14
x19
x90
x6
x18
x17
x42
x1
x75
x4
x100
x1
x3
x17
x40
x100
x30
x19
x1
x980
x16
x22
x9999
x10
x48
x150
x242
x98
x2
x411
x90
x16
x35
x608
x440
x15
x2
x556
x570
x80
x3042
x300
x1655
x2095
x3