กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบอุปกรณ์พกพา | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์
ดู: 285|ตอบกลับ: 17

{ เส้นทางสายไหม } โอเอซิสนาจมาห์

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-4-11 20:33:08 |โหมดอ่าน




โอเอซิสนาจมาห์

{ เ ส้ น ท า ง ส า ย ไ ห ม }









【 โอเอซิสนาจนาห์ 】

โอเอซิสจุดพักบนเส้นทางกันดาร
ที่ใช้เดินทางไประหว่างแคว้นซูเล่อและโหรวหราน
โดยบริเวณที่ตั้งของโอเอซิสแห่งนี้เป็นที่รู้จักบางคนเท่านั้น
เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ผู้คนไม่ค่อยใช้สัญจรเดินทาง
ด้วยมีโจรททะเลทรายซุกซุม และเหล่าสัตว์ดุร้ายในทะเลทราย

อีกทั้งทะเลทรายรอบๆ บริเวณนี้มักจะเกิดพายุทะเลทรายอยู่บ่อยครั้ง
และกระทันหันจึงทำให้ผู้คนมักหลีกเลี่ยนเส้นทางนี้
เมื่อผ่านไปหลายแรมปี ผู้คนก็หลงลืมเส้นทางนี้






คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 5

ดูบันทึกคะแนน

73

กระทู้

799

โพสต์

11หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
106912
เงินตำลึง
197052
ชื่อเสียง
47183
ความหิว
1028
คุณธรรม
469
ความชั่ว
157
ความโหด
134
เสวี่ยนอู่
เลเวล 1

จาง จู๋เวย

ไม่เป็นไรแน่หรอ
pet
โพสต์ 2018-4-12 02:06:54 | ดูโพสต์ทั้งหมด
พาร์ท 5 - ภาพหลอน
[ผจญ ภัย  ทะเลทราย]





    คณะเดินทางทีี่มีม้าและช้างเผือกเป็นพาหนะกับเดินก้าวยางไปตามแนวสันทรายเข้าไปยังเขตแดนหนึ่งของทะเลทรายที่แห้งแร้งและร้างผู้คนเพื่อที่จะมุ่งหน้าไปยังแคว้นโหรวหราน โดยผู้ที่เป็นคนนำทางได้อกว่าเส้นทางนี้มิค่อยมีผู้ได้ได้ใช้เดินทางสัยจรเนื่องจากเป็นอยู่อาศัยของสัตว์ทะเลทรายจึงสามารรถวางใจได้ว่าพวกเธอนั้นจะไม่เจอโจรทะเลทรายโผล่มาให้กวนใจ ซึ่งเวลาในตอนนี้ก็ใกล้เที่ยงวันเข้าไปทุกที่อากาศร้อนอบอ้าวพลันยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อจางฝูลองเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนก็ต้องพบกับท้องฟ้าสีฟ้าครามโปร่งโล่งไร้ซึ่งก้อนเมฆบดบัง


    “ท้องฟ้าช่างปลอดโปร่งอะไรขนาดนี้”จางฝูเอ่ยพึมพัมกกับตัวเองก่อนจะหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหลังที่สะกิดที่ไหล่ของเธอพร้อมกับยื่นถุงน้ำมาให้เธอดื่มเพื่อดับกระหาย “ขอบใจนะเจี๋ยเฟย”


    “อ่า”เจี๋ยเฟยครางเสียงรับคำขอบคุณแล้วก้มหน้าดึงผ้าโพกหัวให้ลงมาคลุมใบหน้าเอาไว้เพื่อป้องกันวคามร้อนจากแสงแดดในยามเที่ยงวัน


      “ข้ารู้ว่าทะเลทรายมันร้อนเป็นปกติ แต่ที่นี่มันร้อนเกิดไปรึป่าว”จางฝูเอ่ยถามขึ้นมาพร้อมกับยกมือขึ้นมาเช็ดมุมปากแล้วดึงผ้าลงมาคลุมหน้าไว้เช่นเดิม


    “ที่นี่เป็นเขตอากาศแปรปวรที่สุดในทะเลทราย อากาศจะร้อนกว่า บางครั้งก็จะมีพายุทรายเกิดขึ้นเองกระทันหันพวกเจ้าค่อยสอดส่องสายตาระวังกันเอาไว้ด้วย” ซินอี๋ทีควบขี่อยู่บนหลังม้าเอ่ยตอบขึ้นมาด้วยท่าที่นิ่งสงบ อาจเป็นเพราะความเคยชินจากการที่นางต้องอออกมาลาตะเวนเเถวๆนี้บ่ออยก็เป็นได้ ต่างจากอีกสองคนไม่ได้เคยมาเจอสภาพอากาศที่ร้อนชวนตับแตกขนาดนี้มาก่อน “เดินไปอีกสักพักจะมีโอเอซิสอยู่เดี๋ยวพวกเราก็ไปพักกันที่นั้นระหว่างนี้ก็ดื่มน้ำคลาาร้อนกันไปก่อนนะ"


     จางฝูที่ได้ยินคำแนะนำก็ยิ้มแห้งออกาเล็กน้อยแล้วมังไปยังคนบนม้าที่ไม่มีท่าทีสะทกสะท้านต่อความร้อนรอบการเลยแม้สักนิดผิดกับเจ้าคนที่นั่งอยู่ด้านหลังเธอจริงเป็นชายเสียปล่าวนั่งหอบแหกลิ้นห้อยอยู่อย่างคนใกล้ตายงั้นแหละ


    “เจี๋ยเฟย อ่ะน้ำเจ้าดื่มเถอะดูท่าเจ้าจะเป็นหนักกว่าข้า”จางฝูเอ่ยก่อนจะหันไปส่งถุงน้ำคืนให้ชายหนุ่ม ที่มีชาติกำเนิเป็นชาวฮั่นและไม่ค่อยได้เข้าทะเลทรายผิดกับเธอที่เป็นชายต้าหว่าน การไปเจอลมและทนต่อความร้อนทะเลทรายแลจะเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในสายเลือดไปเสียแล้ว


    “ขอบคุณ”เสียงแหบแห้งที่ตอบกลับมายิ่งทำให้จางฝูรู้สึกสงสารคนข้างหลังจับใจจริงๆ


    “ไม่ไหวก็ไปนั่งหลบแดดที่หลังรถได้นะ เดี๋ยวเกิดเป็นลมตกช้างไปข้าไม่แบกนะ”


   “ไม่ละ ให้สตรีท้าแดดแต่บุรุษไปหลบในร่มมันดูไม่สมเป็นบุรุษ ข้าไหว” ถึงปากจะบอกว่าไหวแต่ดูจากสภาพแล้วไม่น่าจะไหวนะเนี่ย จางฝูส่ายหัวเบาๆกับความดื้นของอีกคนก่อนที่จะค่อยๆเอนตัวลงไปเอาแขนท้าวกับัวเฟยเทียนก่อนจะวางคางของตัวเองฝุบลงไปเพื่อหลบไม่ให้แสงแดดส่องหน้า


    ในระหว่างที่ทั้งสามกำลังเร่งเดินทางเพื่อที่จะไปยังโอเอซิสเพื่อพักผ่อนนั้นจู่ๆก็ปรากฏสายลมวูบใหญ่พัดหอบเอาเศษฝุ่นทรายมาหอบใหญ่จนทั้งคนทั้งม้าและช้างต้องพากันชะงักหันหลับฝุ่นทรายกับยกใหญ่


    “ดูท่าไม่ค่อยดีเลยแหะ”ซินอี๋ที่ขี่ม้านำอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้นก่อนจะมองไปรอบๆตัวก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า จางฝูที่ได้ยินเข้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ในตอนนี้มีก้อนเมฆทั้งเล็กใหญ่หลายก้อนเคลื่อนที่ไปมาบนท้องฟ้าผิดจากตอนแรกที่ปล่อดโปร่ง


    “อีกไม่นานน่าจะมีพายุทราย เราไปหาโขดหินใหญ่สักก้อนใช้หลบกันก่อนดีกว่านะ เกิดไปติดอยู่ในพายุทรายจะพาใหญ่สถานการณแย่ไปกว่าเดิม” ซินอี๋หันกลับมาเอ่ยกับพวกจางฝูก่อนจะควบม้าให้เดินนำไป จางฝูเห็นก็รีบสั่งให้เฟยเทียนนั้นเร่งฝีเท้าเดดินตามไปให้ทัน


     ไม่นานพวกของจางฝูก็เดินมาถึงโขดหินใหญ่ก่อนหนึ่งซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มก้อนพายุทรายกำลังพัดเคลื่อนที่ตรงมายังพวกเธออย่างรวดเร็ว เจี๋ยเฟยที่ไม่เคยเห็นพายุทรายมาก่อนถึงกับนั่งอ้าปากมองความใหญ่ของพายุทรายเบื้องหน้าอย่างตกตะลึง แต่ตะลึงได้ไม่นานก็ต้องรีบร้อนก้มหน้าหลบเมื่อลมที่พัดพาเอาฝุ่นทรายหอยใหญ่มาใส่พวกเธอ ไม่นานก้อนพายุทรายขนาดใหญ่ก็ใกล้เข้ามาจนประชิดกลับพวกเธอก่อนจะค่อยกลืนกิิินทั้งสิ่งมีชิวิตในบริเวณอาณาเขตของพายุเข้าไป


     จางฝูที่เคยได่ยินแต่ไม่เคยลิ้มรสกสรประสบพายุทรายมาก่อนในวันนี้ตัวเธอได้ประจักษ์แล้วว่าพายุทรายนี้มันรุนแรง บ้าคลั่งและน่ากลัวเพียง ยังดีที่พวกเธอเดินมาเจอโขดหินใหญ่ที่พอช่วยที่จะบดบังกระแสลมไม่ให้เข้ามาประทะกับพวกเธอได้บางแต่ถึงกระนั้นอำนาจของพายุทรานี้ก็ไม่ได้เบาลงเลย หากเผลอเลอปล่อยตัวไปสักนิดตัวเธอคงปลิวไปกับสายลมที่บ้าคลั่งนี้เป็นแน่


    เวลาไหลผ่านไปเนินนานหลายชั่วยามกว่าพายุทรายนั้นจะสงบ จางฝูเดินผละออกจากโขดหินเดินไปดูเฟยเทียนและตรวจดูความเรียบร้อยของสหายสัตว์น้ยหลัังรถแต่เมื่อเห็นว่าทั้งหมดปลอดภัยเธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างเบาใจ ก่อนจะเดินไปหาซินอี๋เพื่อปรึกษาหารือว่าจะเดินทางกันต่อเลยรึไม่


      ฮี้ๆๆ


    ไม่ทันที่จะได้เอ่ยถาม หรือกระทำการใดๆ เสียงของม้าที่ซินอี๋ใช้ขี่เดินทางมีตลอดเส้นทางก็ร้องหวีดขึ้นมา พร้อมกับบริเวณรอบตัวของมันเกิดเป็นหลุมทรายวงใหญ่ และร่างของเจ้ามาน้าหนุ่มที่กำลังจมลงไปเรื่อยๆแม้ว่ามันจะพยายามดีดตัวกระเกียดตะกายขนาดไหนก็ตาม วินอี๋ที่หันไปเห็นถึงกับเบิกตากว้างอย่างตกใจก่อนจะหันไปตกโกนเตือนพวกเธอเสียงลั่น


    “ทรายดูดรีบออกห่างจากบริเวณนี้ เร็วเข้า!!!” จางฝูเมื่อได้ยินก็รีบให้เฟยเทียนออกไปให้ห่างจาหลุมทรายมาที่สุดเท่าที่จะทำได้ทางเจี๋ยเฟยและซินอี๋นั้นต่างก็พากันกระโดดขึ้ินไปยืนบนโขดหินก้อนเดิมเพืื่อที่จะหลบวงทรายดูดที่ขยายวงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จางฝูที่มัวเเต่ดูแลระยะห่างของเฟยเทียนให้ถอยจนลืมมองระยะของหลุดทรายที่ขยับเข้ามาใกล้จุุดที่เธอยืนอยู้เลยเรื่อย เจี๋ยเฟยที่สังเกตุเห็นวงหลุมที่ทที่ขยับเข้าไปหาร่างของจางฝูเรื่อยๆจึงรีบน้องเตือน


     “แม่นางจางระวัง”


      หวืด!!


    “กะ กรี๊ดดด”


     ไม่ทันที่เสียงเตือนจะส่งมาถึงขอบวงของหลุมทรายก็ขยับเลื่อนจนมาถึงบริเวณที่จางฝูยืนอยู่ก่อนที่ร่างบางของจางฝูนั้นจะเสียหลังกลิ้งถไลลงไปในหลุมทรายอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีน้ำตาลหันไปมองที่จุดกลางของหลุมทรายก่อนจะพบว่าร่างของม้าที่ถูกดูดไปก่อนหน้าได้อันตธานหายไปเสียแล้วและตัวขอเธอก็ถูดกดูดลงไปใกล้จุดกลางของหลุมทรายขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าเธอจะพยายามดดิ้นร้นเท่าแต่ดูเหมืนว่าการที่เธอยิ่งดิ้นทำให้ตัวของเธอนั้นจมลงไปเร็วขึ้นเรื่อยๆแทนเสียด้วยซ้ำ


    “อยู่นิ่งๆอย่าขยับยิ่งขยับจะยิ่งจมเร็วขึ้น”เสียงของซินอี๋ตะโกบอก ซึ้งเป็นคำที่ฟังง่ายแต่ทำตามนั้นช่างยากเย็นเหลือนเกิน


   “ท่านพูดง่ายแต่ทำใจให้อยู่นิ่งยากนะซินอี๋”จางฝูตะโกนโต้ตอบแล้วก้มมองตัวเองที่ตอนนีี้จมลงไปในทรายจะเกือบจะถึงเอวแล้ว อย่างร้อนใจก่อนที่เชือกเส้นหนึงจะถูกเจี๋ยเฟยโยนมาให้เธอจับ


    “จับเอาไว้นะ”


     “จับแล้ว”จางฝูเองพร้อมกับจับเชือกโดยใช้เชือกนั้นคล้องพันไว้ที่แขนเพื่อไม่ให้เชือกหลุดมือได้ง่ายก่อนที่เจี๋ยเฟยจะหันไปมองซินอี๋เป็นสัญญาณให้เริ่มออกแรงดึงซึ่งมันก็พอที่จะดึงให้ตัวจางฝูขยับขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่เเรงดูดจากทรายด้านล่างดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นและดูดร่างบางนั้นให้จมลงไปเร็วขึ้นอีก


    “ไม่ได้ผลมันจมเร็วขึ้นออกแรงมากกว่านี้หน่อยเซ่”


    “นี่...ก็จะหมดแรงทั้งตัวแล้วนะ”เจี๋ยเฟยตะโกนตอบพร้อมทั้งออกเเรงดึงให้มากขึ้นแต่ดูเหมือนรอบนี้จะลำบากกว่าในต้อนแรกและเป็นทางของพวกเข้าเป็นที่โดนลากให้เข้าไปใกล้หลุมทรายขึ้น

    “ข้ามีวิธี”


    “มีวิธีก็รีบเข้า เซ่!!!” เจี๋ยเฟยตะโกนขึ้นโดยไม่สนมารยาทอะไรแล้ว ซินอี๋ก้มลงไปหยิบปลายเชือกก่อนจะเอาไปไว้ที่คานรถเทียบก่อนจะหันไปมองเฟยเทียน


    “ดึงเลย”


     แปร๊นนนน(รับทราบ) เสียงร้องงรับของเฟยเทียนดังขึ้นพร้อมกับร่างใหญ่ของช้างเผื่อที่เริ่มออกเดินโดนลากเอารถลากและเชือกที่จางฝูจับให้ดึงลากร่างของจางฝูขึ้นมาได้อย่างง่ายดายจนในที่สุดร่างของจางฝูก็ถูกลากขึ้นขึ้นมาอยู่บนพื้นทรายปกติได้สำเร็จพร้อมกับร่างของเจี๋ยเฟยและซินิี๋ที่ทรุดตัวลงนั่งอย่างคนโล่งอกและหมดแรง


    “นึกว่าจะตายแล้ว/นึกว่าจะเหนื่อยตายแล้ว”เจี๋ยเฟยและจางฝูร้องขึ้นมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมายกก่อนที่ทั้งสองจะไปไหมองหน้ากันก่อนจะถอนหายใจออกมาพร้อมๆกันอีก


    “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไม่คิดว่าจะเจอทรายดูดทีนี่ การเดินทางต่อไปของเราคงต้องระวังให้มากขึ้น”ซินอี๋ที่ดูจะมีสติที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้นมาแล้มองลงไปยังหลุมทรายดูด


    “แล้วท่านจะเอายังไงต่อ ม้าท่านโดนดูดไปแล้ว” จางฝูเอ่ยถามแล้วเงยหน้ามองซินอี๋ที่ยืนมองทุกอย่างด้วยท่าทีสงบใจจนจางฝูอดที่จะนับถือในความใจเย็นมีสติของอีกคนไม่ได้


     “คงต้องรบกวนเฟยเทียนของเจ้า อีกอย่างพวกอาหารน้ำดื่มในส่วนของข้าก็จมลงทรายไปพร้อมม้า การเดินทางต่อไปก็ต้องต้องรบกวนเจ้า”


     จางฝูไม่ตอบอะไรมาเพียงแต่พยักหน้าให้น้อยก่อนจะค่อยยันตัวลุกขึ้นมายืนแล้วปัดเสื้อผ้าไล่ฝุ่นทรายที่มาติดตามตัวเล็กน้อย


    “ด้านหน้ามีโอเอซิสเอาไปพีกที่นั้นแล้วกันนะคืนนี้”ซินอี๋เอ่ยพร้อมกับช่วยพยุงจางฝูให้ไปนั่พักที่รถเทียบ “เจ้านั่งพักในนี้ไปเฟยเทียข้าจะเป็นคนบังคับให้ เจ้าน่ะเจี๋ยเฟยจะไปรึไม่”


    “มาแล้วๆ”เจี๋ยเฟยร้อยตอบพร้อมกับลากสังขารเดินตามซินอี๋ขึ้นไปนั่งบนหลังช้างเผือกก่อนที่พวกเธอนั้นจะเริ่มออกเดินทางกันต่อ ซึ่งตัวของจางฝูเองนั้นก็เลยที่จะงีบพักเหนื่อยสักเล็กน้อย


     “เห็นโอเอซิสแล้ว”


     หลังจากเดินทางมาได้ไม่นานนักเสียงของซินอี๋ก็ตะโกนดังขึ้นพร้อมที่เบื้องหน้าที่ปรากฏเป็นเป็นโอเอซิสขนาดไม่ใหญ่มากซึ่งโดยรอบนั้นมี่ต้มไม้ใหญ้เติบโตอยู่รอบอยู่ดูราวกำแพงจากธรรมชาติก็ไม่ปาน จางฝูที่ได้ยินก็ลืมตาขึ้นมามองไปรอบๆ กลิ่นและความชื้นของน้ำในอากาศทำให้เจ้าพวกตัวแสบที่อยู่หลังรถพากันตื่นเต็นกันเป็นการใหญ่ ไปนานนักรถเทียบมาหยุดจอดอยู่ที่โอเอซิสพร้อมกับจางฝุที่ค่อยขยับตัวเดินลงมาจากหลังรถพร้อมกับพวกตัวแสบทั้งหลายที่พุ่งกระโจนลงน้ำไปอย่างรวดเร็ว


     “คืนนี้เราจะพักกันที่นี่” ซินอี๋เอ่ยพร้อกับเดินมาดูอาการจางฝูวึง่บนตัวของจางฝูนั้นนอกจากทรายก็มีรอยถลอกจากการที่ผิวหนังไปถูกับทรายเป้นเวลานาน “เจ้าไปหาที่อายน้ำอาบท่าเดี๋ยวขะจะใส่ยาให้


      “รบกวนท่านแล้ว”จางฝูเอ่ยก่อนจะโค้งตัวแล้วหันไปหยิบเอาห่อเสื้อผ้าเดินหลบไปอาบน้ำอีกทางโดยได้ยินเสียงของซินอี๋เเว่วมาไกลๆว่าให้เจี๋ยเฟยนั้นไปก่อกองไฟเตรียมทำอาหาร เมื่อได้ยินดังนั้นก็อดที่คิดคิดภาพเจี๋ยเฟยที่โดนซินอี๋ชี้นิ้วสิ่งอยู่ก็อดขำไม่ได้ก่อนที่เดินจะเดินไปนั่งอยู่ที่ก้อนหินริมน้ำแล้วเริ่มถอดชุดเปื้อนทรายออกแล้วจึงค่อยเดินลงน้ำไป


    “ซี้ดด โอ้ย” น้ำเย็นที่เมื่อมาถูดแผลถลอดก็ทำเอาจางฝูถึงกับแสบสะท้านไปเกือบทั้งตัว ดูท่าว่าเธอจะได้แผลถลอกมาหลายที่อยู่ถึงได้แสบระบมตัวไปจนหมดแบบนี้นี้ หญิงสาวรีบจัดการอาบน้ำล้างเศษทรายที่เกาะอยู่บนตัวออกแล้วรีบเดขึ้นฝั่งไปใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วจึงค่อยน้ำชุดที่เลือะไปซักให้สะอาดก่อนจะเดินเอาเสื้อผ้าไปตากไว้ที่กิ่งไว้ใกล้ๆที่พัก


    “เป็นเช่นไรบ้าง มานี่มาข้าจะใส่ยาให้”ทันทีที่ซินอี๋เเห้นจางฝูเดินมาก็จับมือเธอลากขึ้นไปหลังรถเเล้วเจึ่งเริ่มทำแผลใส่ยาให้ ท้งให้เจี๋ยเฟยที่เป็นบุรุษหนุ่มแน่นนั่งปิ้งปลาย่างเนื้อรอสองสาวทำแผลกัน ดูแล้วเขานั้นช่างเป็นสุภาพบุรุษเสียจริง….







คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -16 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 300 + 25 -16 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โดนทิ้งในหุบเขา
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ปราณคลุมวารี
ตัวเบาขั้นกลาง
ดอกม่วง
กงจักรเฟิ่งหวง
ฮั่นเสียหม่า
จั่วซื่อจ้วน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x215
x28
x150
x10
x8
x25
x30
x10
x22
x2
x2
x100
x100
x6
x9264
x10
x110
x8
x1
x3
x5
x1
x9
x131
x1
x56
x62
x1
x170
x10
x1
x13
x1
x1
x15
x2000
x6
x150
x50
x1000
x15
x6
x3
x3
x40
x4
x40
x31
x2
x2500
x110
x113
x15
x60
x65
x1
x114
x7
x8
x60
x1
x3
x40
x2
x58
x2
x3
x12
x3
x120
x60
x30
x4
x20
x50
x70
x1
x15
x2545
x3
x30
x17
x68
x87
x8
x162
x102
x172
x4
x121
x4
x2
x30
x30
x78
x143
x70
x99
x44
x320
x184
x234
x7
x30
x13
x348
x2
x393
x5
x1508
x51
x295
x264
x200
x2100
x456
x72
x39
x125
x356
x350
x236
x92
x79
x329
x310
x8
x60
x1
x4
x103
x152
x675
x477
x777
x630
x129
x271
x218
x521
x33
x3
x725
x49
x80
x1210
x3
x7
x22
x4450
x159
x790
x7
x1990
x27
x18
x50
x25
x41
x81
x42
x1

73

กระทู้

799

โพสต์

11หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
106912
เงินตำลึง
197052
ชื่อเสียง
47183
ความหิว
1028
คุณธรรม
469
ความชั่ว
157
ความโหด
134
เสวี่ยนอู่
เลเวล 1

จาง จู๋เวย

ไม่เป็นไรแน่หรอ
pet
โพสต์ 2018-4-12 23:37:21 | ดูโพสต์ทั้งหมด
พาร์ท 5 - ภาพหลอน
[ความกลัวกับชายปริศนา]

     สายลมเย็นๆยามมรุ่งสางพัดพาเอาควาเหน็บหนาวมาปะทะกับผิวกายขาวนวนเนียนของหญิงสาวที่กำลังนอนหลับพักผ่อนอย่างเป็นสุขให้ผวาก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา ดวงตาสีีน้ำตาลดูงัวเงียกระพริบถี่ๆก่อนที่ร่างบางของจางฝูนั้นจะค่อยๆยันตัวลุกขึ้นมานั่งพรางหันมองไปรอบๆตัวในยามนี่นั้นเช้าเกิดกว่าที่จะมีใครตื่น อีกทั้งแสงของดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบฟ้าก็มีเพียงน้อยนิดพอให้เธอได้มองเห็นได้เล็กน้อย ร่างบางค่อยๆยันตัวลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ริบน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาและขับไล่อาการงัวเงียนั้นออกไป


      ซ่า


       เสียงของน้ำที่ถูกกวักขึ้นมาล้างหน้าดังขึ้นเบาๆความเย็นของน้ำที่ปะทะถูกผิวกายยิ่งช่วยให้คนล้างหน้ารู้สึกตื่นตัวขึ้นมาก บ่อยครั้งที่เธอมักจะสะดุ้งตื่นมาตั้งแต่รุ่งสางแม้ว่าในบางคืนเธอจะนอนดึกไปบ้างแต่เธอก็มักจะสะดุ้งตื่นมาในเวลานี้แทบทุกครั้ง


      “....”


      “หืม” เสียงหวานครางในลำคอพรางหันไปทางขวาเมื่อเธอรู้สึกเหมื่อนว่าเธอได้ยินเสียงของบางอย่างดังแว่วมาจากที่ทางหนึ่ง ด้วยความที่ตัวเธอเองนั้นเป็นคนช่างสงสัยอยู่แล้วจึงลุกแล้วเดินไปตามต้นทางของเสียง อีกอย่างตามที่ซินอี๋บอกเส้นทางนี่ไม่ค่อยมีคนสัญจรการที่เธอได้ยินเสียงนั้นจึงกลายเป็นเรื่องน่าสังสัยที่ต้องไปดูเพื่อให้รู้คำตอบว่าเสียงั้นมาจากอะไร แค่ชาวบ้านที่เดินผ่านมาเหมือนพวกเธอหรือโจร


     ร่างบางเพรียวลมของจางฝูเดินเลาะไปตามเส้นทางเล็กผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ที่ขึ้นอยู่ล้อมรอบบริเวณเเห่งนี้ ไม่นานนักเธอก็สามารถหลุดออกมาจากดงไม้ได้อย่างไ่ลำบากนัก ด้วงตาสีน้ำตาลสวยกวาดมองไปรอบๆเพื่อหาต้นเสียงก่อนที่ดวงตาของเธอจะไปหยุดอยู่ที่เงาร่างของคนราวหกเจ็ดคนกำลังยืนก้มๆเงยๆกันอยู่ไกล เท้าเล้าก้าวเดินไปทางกลุ่มคนนั้นอย่างช้าๆเพื่อที่จะเข้าไปดูใกล้ๆเเพียงแต่เท้าเจ้ากรรมดันเดินไปเหยียบกิ่งไม้แห้งที่ตดอยู่ใกล้ๆจนเกิดเสียดังขึ้น


      แกร๊บ!!!


       เสียงของกิ่งไม้ที่หักทำให้กลุ่มคนที่กำลังก้มๆเงยๆอยู่นั้นชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่จะค่อยหันมามองทางหญิงสาวเป็นตาเดียว ภาพกลุ่มคนที่สะท้อนอยู่ภายในดวงตาทำเอาจางจางฝูถึงกับชะงักไปหลายนาทีก่อนที่ขาของเธอจะค่อยๆก้าวถอยหลังไป ดวงตาสีน้ำตาลพลันเเบิกกว้าง ความกลัวที่เคยได้สัมผัสเมื่อยามฝันร้านในครั้งที่แล้วคลืบคลานเข้ามาเกาะกุมจิตใจของหญฺงสาวอย่างรวดเร็ว


      ใบหน้าของกลุ่มเบื้องน่าล้วนชุ่มโชกไปด้วยเลือด และแทบทุกคนล้วนมีบาดแผลฉกรรจ์อยู่ที่ลำคอซึ่งมีเลืออดทะลักออกมามากอย่างงเห็นได้ชัด เพียงแต่สิ่งที่จางฝูกลัวหาใช่บาดเเผลนั้นไม่ กลับเป็นใบหน้าคุ้นตา ใบหน้าของพวกโจรที่สุสารฮองหงที่เธอเป็นคนลงมือฆ่าเองกับมือ กลุ่มคนตายนั้นเมื่อเห็นผู้ที่เป็นผู้ฆ่าข้าพวกมันก็รีบปรี่เดินเข้าหาร่างบางของจางฝูที่ตัวสั่นอยู่ที่ใต้ต้นไม้


   “เอาชีวิตข้าคืนมา”


     “คือชีวิตข้ามา”


      “ฆาตกร เอาชีวิตของข้าคืนมา”


       เสียงพูดพึมพัมซ้ำวนไปวมมายิ่งทำให้สติของจางฝูนั้นยิ่งเตลิดหายไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น น้ำสีใสที่คล่ออยู่ที่ดวงตาเล่อล้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ขาที่สั่นทั้งสองข้างพยายามที่จะก้าวถอยหลังเพื่อหนีกลุ่มคนตายเบื้องหน้าที่เดินใกล้เข้ามาทุกที


    ปึก!!


     “อ่ะ” ร่างที่กำลังถอยหนีไปด้าหลังชนเข้ากับบางอย่างเมื่อจางฝูหันไปมองยิ่งทำให้สติที่มีเหลืออยู่น้อยนิดนั้นดับหายไปจนสิ้น ร่างของสตรีที่ทั้งตัวเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยซ้ำมากมาย ดวงตาที่ก่ำแดงราวหยาดเลือดจ้องมองมายังเธออย่างอาฆาตเเค้น


    “จะ...เจ้า ฮึก”


     “ทำไมไม่ช่วยข้า  ทำไมปล่อยให้ฆ่าตาย ทำไม ทำมายย เจ้ามันคนโกหก หลอกลวง เจ้ามันฆาตกร”เสียงแหบแห้งของสตรีที่จางฝูไม่อาจเข้าไปช่วยและสิ้นใจในรังโจรร้องตะโกนอัดใส่หน้าที่เปอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา


     “ขะ.. ข้าขอโทษ ฮึก”


   “ฆาตกร  ฆาตกร ฆาตกรรร!!! เจ้ามันฆาตกรจางฝู!!!”


  “ไม่ใช่ ข้าไม่ใช่ ม่ายยย” จางฝูกรีดร้อยลั่มมือทั้งสองข้างยกขึ้นมาปิดหูในทั้นเพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องรับฟังคำๆนั้น เช่นเดียวกับเปลือกตาที่หลับปิดลงแน่เพื่อที่จะไม่มองภาพเบื้องหน้า ขาทั้งสองข้างของเธอพลันออกวิ่งหนีออกไปจากจุดตรงนั้นอย่างเร็ว ‘เธอจะต้องไปให้พ้นจากที่นี่ ไปให้พ้นจากสิ่งพวกนี้’ เพียงแต่ไม่ว่าเธอจะวิ่งออกไปไกลเท่าไหร่ร่างของกลุ่มคนตายก็ยังคงตามเธอไปทุกๆที่


    “ฆาตกร”


     “ไม่!!!”


      “ฆาตกร เจ้าฆ่าพวกข้า”


     “ข้าไม่ใช่ อย่ามายุ่งกับข้า ไปให้พ้น!!!”


     พลั๊ก!!


     “อ่ะ อ๊าา”      


     ตุ๊บ!!!


      เนื่องจากการวิ่งที่ได้มองเส้นทางทำให้ขาเรียวที่กำลังก้าววิ่งหนีไปสะดุ้ดเข้ากกกับก้อนหินที่โผล่ขึ้นมาเหนือทรายจนร่างบางที่วิ่งมาด้วยความเร็วถลาล้มลงไปอย่างเเรก  แต่ถึงกระนั้นเธอก็พยายาที่จะยันตัวลุกและหนีต่อเพียงแต่


      หมับ!!


     ขาข้างหนึ่งของจางฝูถูกบางออย่างคว่าจับเอาไว้ เมื่อหันไปมองก็ต้องตะลึงเมื่อมือของผู้ที่จับขาเธออยู่นั้นคือสตรีที่กลายเป็ยศพล่าสุดของเธอ  มือข้างหนึ่งของร่างนั้นจับเอาขาข้างหนึ่งของเธอไว้เเน่นส่วนอีกข้างก็ถือหัวที่กำลังหัวเราะอย่างสะใจอยู่


    “เคี๊ยกๆ นังตัวแสบจะหนีไปไหน เคี๊ยกๆๆ” สิ้นเสียงหัวเราะชวนสยองขวัญรร่างของจางฝูก็ถูกสตรีหัวขาดจับขาเธอลากไปกับพื้นทรายจนร่างของเธอที่เต็ไปด้วยรอยถลอกจากการผู้ทรายบาด เมืองลองมองทิศทางที่สตรีหัวขาดลากไปก็จางฝูก้ต้องออกเเรงดิ้นให้หลุดจากการจับ ร่างของกลุ่คนตายนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆเพียงไม่นานกลุ่มคนตายนั้นก็ย่างก้าวเดินเข้ามาล้อมตัวของเธอเอาไว้ ก่อนจะพากันพุ่งเข้าใส่ร่างไร้ทางสู้งของจางฝูราวกับฝูงหมาป่าที่พุ่งเข้าขยำลูกแกะ


     “กรี๊ดดดดด!!!”


     ร่างบางข้างใต้การรุมขยำปัดป่าย ตะเกียดตะกายไปมาอย่างเอาเป็นเอาตายย หวังเสียงสันิดให้ตัวเองสามารถที่จะหลุดออกไปจากที่แห่งนี้ได้ ริมฝีปากที่แตกจากการถูกรุมทำร้ายพยายามกรีดร้อยอย่างสุดเสียงหวังให้อีกสองคนที่นอนพักอยู่นั้นได้ยินเสียงของเธอแม้สักนิดและมาช่วยเธอออกไปจากที่แห่งนีี้ ที่ที่แสนทรมา เจ็บปวดจนแทบขาดใจนี่ มือเรียวเปื้อนเลือดของจางฝูเอื้อมขึ้นสูงหวังเพียงให้ใครสักคนมาฉุดดึงเธอออกไปจากตรงนี้ที่ ภาพท้องฟ้ายามรุ่งสางที่พล่าเลือนลงไปเรื่อยพร้อมกับสติของเธอที่ใกล้ดับวูบลงไปทุกที มือข้างที่เอื้อมออกไปค่อยเลื่อนตกลงมาอย่างหมดเรียวแรงที่จะเอื้อมต่อไป


    หมับ!!


    ฉัวะ ฉัวะ


    มือที่กำลังร่วงตกไปถูกมือหนาของใครบางคนคว้าจับเอาไว้ได้ทันก่อนที่ร่างของจางฝูจะถูกแรงของอีกขึ้นฉุดดึงให้ขึ้นมาอยู่ในอ้อมอกพร้อมกับคมทวนที่ตวัดกวาดเอาร่างของบรรดาคนตายนั้นสลายหายไปที่ละร่างๆจนหมด


   “ไม่เป็นอะไรแล้ว”สียงทุ้มของใครคนหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหูของจางฝูที่ตอนนี้ยังคงหลับตาซูกหน้าอยู่บอกอีกคน มือทั้งสองข้างของเธอกำเสื้อของอีกคนเอาไว้แน่นจนยับยู่ยี่ไปหมด


     “ลืมตาดู ไม่มีอะไร พวกมันไปมองแล้ว จริงๆ”


     “อืม” จางฝูกลั้นใจค่อยลืมตาขึ้นช้าๆก่อนจะเหลืือบมองไปทางด้านหลังตัวเองที่บัดนี้ไร้ซึ่งร่างของเหล่าคนตายในตอนแรก แต่ในบัดนี้กับเป็นภาพของตึกราบ้านช่อง ดูใหญ่โตและหรูหราผู้คนเดินกันพลุกพลานเป็นไปหมด สถานที่ที่จะมีบ้านใหญ่โตอีกทั้งคนยังพลุกพล่านแบบนี้ย่อมมีเพียงที่เดียวคือฉางอัน เพียงแต่เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทั้งๆที่ตอนแรกเธออยู่กลางทะเลทรายนี่นา ดวงตาสีน้ำตาลกวาดมองไปรอบๆตัวอ่างสับสนก่อนจะหหันกลับมามองคนที่ช่วยเธอเอาไว้เพียงแต่ภาพของใบหน้าเค้าช่างเลือนรางราวอยู่ในความฝัน


      “ท่าน..”


     “ข้าเป็นใคร เจ้าจักถามแบบนี้ใช่รึไม่”ร่างสูงเบื้องหน้าเอ่ยแทรกขึ้นมาพร้อมกับตวัดทวนในมือมาถือแล้วตั่งวางไว่กับพื้น ถึงแม้จะเห็นหน้าไม่ชัดเเต่จางฝูก็รู้สึกว่าคนเบื้องหน้าเธอนั้นกำลังยิ้มบางๆมาให้เธออย่างปลอบประโลม จางฝูมองจ้องไปยังใบหน้าพร่าเลือนก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย


    “ข้าเป็นใคร เจ้าเป็นใคร ล้วนอยู่ที่วาสนา”


      “หมาความว่าอย่างไร ข้าไม่เข้าใจ”จางฝูเมื่อได้ยินคำพูดวกวนของอีกคนก็ถามกลับไปก่อนสิ่งงที่ได้กลับมากับเป็นเสียงหัวเราะทุ้มนุ่มฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ “ท่านเป็นใครกันแน่”


      “หึหึ ตามหาข้าสิ เเล้วจะได้รู้ว่าข้าคือใคร” คนเบื้องหน้าเอ่ยพร้อมกับใช้มือที่ว่างอยู่เอื้อมมาจับปอยผมทีี่ตกลงมาของจางฝูขึ้นไปเหน็บไว้ที่ข้างหูด้วยท่านทีอ่อนโยน ก่อนที่เค้าจะค่อยๆหันหลังแล้วออกเดินไป


      “รอด้วย”จางฝูร้องขึ้นก่อนที่จะออกตัววิ่งเหยาะๆตามร่างนั้นที่เดินออกไปก่อนจะไปหยุดเดินอยู่ข้างๆ ระหว่างทางที่ทั้งคู่เดินไปล้วนเต็มไปด้วยผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาให้ขวักไขว้สมกับเป็นฉางอันเมืองหลวงของต้าอั่น ร่างทั้งสองยังคงเดินเคียงคู่กันไปเรื่อยๆตามเส้นทางก่อนที่พวกเข้าทั้งคู่จะไปหยุดอยู่ที่ต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่งที่ดูเขียวชอุ่มสมบูรณ์บนต้นนั้นมีดอกไม้เล็กๆสีขาวขึ้นเเซมอยู่ดูแล้วช่างชวนให้รู้สึกสงบใจ


      “ขอบคุณี่ช่วยข้า”จางฝูที่เอ่ยขึ้นมาก่อนจะหันไปมองคนข้างๆที่ยังคงเงยหน้ามองต้นไม้อยู่ก่อนที่เข้าจะหันมาทางเธอแล้วยกมือึ้นมาลูบหัวเธอเบาๆ


    “ข้ายินดี  อีกเดี๋ยวข้าก็ต้องไปแล้ว” คนด้านข้างเอ่ยก่อนดมือที่ลูบหัวอีกคนอยู่ลงอย่างช้าๆ


    “ไปไหนรึแล้ว จะได้เจอกันอีกไหม” หญิงสาวเอียงคอถามขึ้นมาอย่างสงสัยพรางมองร่างสูงของอีกคนที่ยืนถือทวนอยู่ด้วยท่าทางดูสง่าผ่าเผย


         “ไม่รู้สิ” เขาเอ่ยตอบสั้นก่อนที่จะหันหลังแล้วออกเดินนำไปด้านหน้าเล็กน้อยก่อนที่จะหยุดยืนหันหลังให้หญิงสาวเล็กน้อยพร้อมกับน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยเอ่ยบทความออกมา “ตระกูลขุนศึกสามรุ่น ขับขานตำนานควบอาชาพิชิตทุ่งหญ้า หนึ่งดรุณีดินแดนไกลโพ้น หนึ่งบุรุษองอาจดั่งมังกรขาว  ยอดเขาสูงตะหง่านบนแดนจักรพรรดิ”


       ว่าจบร่างนั้นก็ออกเดินจากไปแล้วค่อยเลือนหายเข้าไปในฝูงชนจนไม่อาจมองเห็นได้อีก


       “หมายความว่ายังไงกัน” จางฝูเอ่ยพึมพัมขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเดินไปทรุดตัวลงนั่งงที่ใต้ต้นไม้ไม้ พลันดวงตาก็รู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก และค่อยๆปรือหลับไปในที่สุด


        “เจอแล้ว  นางอยู่นี่” เสียงคุ้นหูดังขึ้นพร้อมกับร่างของจางฝูที่รู้สึกเหมือนถูกเขย่าไปมาอย่างแรง คิ้วเรียวโก่งพลันขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนที่เปลืออกตาซึ่งปิดบังงดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยจะค่อยๆกระพริบไปมาถี่ๆและค่อยยๆลืมขึ้นมาอย่างช้า


       “แม่นางจางได้ยินข้าไหม เป็นอย่างไรบ้าง”เสียงนั้นยังคงเอยถามต่อไปอย่างไม่หยุด ด้วน้ำเสียงที่ออกจะสั่นเครือหน่อยๆ เปลือกตาที่ลืมขึ้นมาเต็มที่หรี่ลงเล็กน้อยจากเเสงแดดที่ส่องลงมา ใบหน้าของเจี๋ยเฟยที่ก้มมองลงมาอย่างเป้นห่วง ก่อนที่ร่างของงซินอี๋ที่วิ่งเข้ามาทรุดตัวลงข้างๆแล้วมองมายังร่างที่นอนอยู่อย่างเป็นห่วงไม่แพ้กัน


     “ข้า..หิวน้ำ”


      “นี่น้ำ”ซินอี๋เมื่อได้ยินก็รีบส่งถุงน้ำให้กับจางฝูโดยเร็วพร้อมกับเจี๋ยเฟยที่คอยช่วงพยุงร่างของจางฝูให้ลุกขึ้นมานั่งดีๆ  จางฝูที่รับถุงน้ำมาก้็รีบเปิดจุกออกแล้วยกถุงน้ำนั้นขึ้นดื่มอย่างกระหาย จนน้ำหยดสุดท้ายนั้นหมดลงไปเธอจึงค่อยๆวางถุงน้ำในมือลง


     “เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นไหม”ซินอี๋เ่ยถามขึ้นมาทันที


    “อืม ข้าอยู่ที่ไหน” จางฝุเอ่ยถามแล้วมองไปรอบและพบว่าตอนนี้เป้นได้อยู่ที่โอเอซิส และรอบตัวของเธอนนั้นมีเเต่เนินทรายและก้อนหินเล็กใหญ่เต็มไปหมมด


     “ห่างไปจากโอเอซิสเล็กน้อยทางตะวันออก”ซินอี๋เอ่ยตอบแล้วจ้องมายังจางฝูที่ตอนนี้ยังอยู่ในสภาพมึนงงอยู่เล็กน้อย


     “นี่ข้า มาได้ไง”


     “เรื่องนั้นพวกข้าก็อยากรู้เช่นกัน” เจี๋ยเฟยที่เงียบมาสักพักเอ่ยขึ้นมาแล้วมองมองางจางฝูอย่างสงสัยก่อนที่ทั้งคู่จะค่อยพยุงตัวจางฝูให้ลุกขึ้นยืนแล้วพาเดินกลับไปยังโอเอซิสเพื่อให้หญฺงสาวได้พักให้หายมึนงง….




@Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -98 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -98 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โดนทิ้งในหุบเขา
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ปราณคลุมวารี
ตัวเบาขั้นกลาง
ดอกม่วง
กงจักรเฟิ่งหวง
ฮั่นเสียหม่า
จั่วซื่อจ้วน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x215
x28
x150
x10
x8
x25
x30
x10
x22
x2
x2
x100
x100
x6
x9264
x10
x110
x8
x1
x3
x5
x1
x9
x131
x1
x56
x62
x1
x170
x10
x1
x13
x1
x1
x15
x2000
x6
x150
x50
x1000
x15
x6
x3
x3
x40
x4
x40
x31
x2
x2500
x110
x113
x15
x60
x65
x1
x114
x7
x8
x60
x1
x3
x40
x2
x58
x2
x3
x12
x3
x120
x60
x30
x4
x20
x50
x70
x1
x15
x2545
x3
x30
x17
x68
x87
x8
x162
x102
x172
x4
x121
x4
x2
x30
x30
x78
x143
x70
x99
x44
x320
x184
x234
x7
x30
x13
x348
x2
x393
x5
x1508
x51
x295
x264
x200
x2100
x456
x72
x39
x125
x356
x350
x236
x92
x79
x329
x310
x8
x60
x1
x4
x103
x152
x675
x477
x777
x630
x129
x271
x218
x521
x33
x3
x725
x49
x80
x1210
x3
x7
x22
x4450
x159
x790
x7
x1990
x27
x18
x50
x25
x41
x81
x42
x1

114

กระทู้

615

โพสต์

41หมื่น

เครดิต

ทุกการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต

เงินชั่ง
19538
เงินตำลึง
243717
ชื่อเสียง
58030
ความหิว
707
คุณธรรม
723
ความชั่ว
-74
ความโหด
137
หมาล่าเนื้อ
เลเวล 1

เซี่ยง เหมย

ข้าไม่ได้อ่อนแอนะ
pet
โพสต์ 2018-8-15 23:22:49 | ดูโพสต์ทั้งหมด
                                  งานในค่ายก็มี แต่งานจริงๆของข้าน่ะอยู่นอกด่าน
                                  ความสงบสุขของเส้นทางสายไหมนี้ เป็นหน้าที่ของข้าที่จะต้องดูแล
                                  สิบชนเผ่า สิบแคว้นที่ตั้งหลักปักฐานในดินแดนที่มีเส้นทางสายไหมเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยง
                                  ความเจริญรุ่งเรื่องจะเกิดขึ้นและจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หากต่างฝ่ายต่างอยู่ด้วยกันอย่างสันติและสงบสุข


                                         เหตุการณ์ในเส้นทางสายไหมส่วนใหญ่นั้นเป็นหน้าที่ของกองทหารที่คอยดูแลเส้นทางสายไหม อืมม มันเหมือนกับว่ามันเคยเป็นสิ่งที่ข้าปรารถนามาตลอด.. รึเปล่านะ? แต่คงจะไม่หรอก แต่มันเป็นหน้าที่และตำแหน่งที่ทรงเกียรติที่ถูกพระราชทานโดยฮ่องเต้เชียวนะ เป็นเหมือนกับว่า ข้าและพี่น้องทหารร่วมตายของข้าทั้งสี่พันจะคอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของที่นี่ มันก็เป็นงานแรกและงานหลักที่ข้านั้นจะต้องตั้งใจทำมันให้เต็มที่ ไม่ให้เสียชื่อตำแหน่งที่ฮ่องเต้พระราชทานมาให้โดยเสียเปล่า ข้าเองก็จะตั้งใจทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด...



                                   วันนี้ข้าพร้อมกับพี่น้องกองทหารม้าจำนวนร้อยนายได้เดินทางตรวจตราตามเส้นทาง แนวกลางของเส้นทางสายไหมแห่งนี้มาจนกระทั่งถึงที่โอเอซิสใหญ่กลางพื้นที่แห่งนี้ อ่าห์ โอเอซิส มันควรจะเป็นสถานที่ที่ดี ที่เหล่านักเดินทางหรือผู้ที่หลงทางกลางทะเลทรายได้พบและให้สถานที่แห่งนี้เยียวยา ดับกระหายจากการขาดน้ำ มันก็เป็นอีกสถานที่ๆข้าและทหารที่ตามข้ามาได้พบเจอ ซึ่งดูเหมือนที่นี่ก็จะมีผู้คนสัญจรไปมาเพื่อพักระหว่างทางก่อนที่จะออกเดินทางต่อไป เพราะข้าเองก็ยังเป็นร่องรอยของการตั้งค่ายพักแรมอยู่เป็นจุดๆ ซึ่ง เขาอาจจะมีเหตุผลที่เขาไม่ยอมเก็บร่องรอย แต่ข้าเองไม่ได้คิดแบบนั้น...



                                  "ข้าจะไปจัดการพื้นที่พักค้างซัหน่อย มันดูสกปรกเสียจริง"



                                  เอาจริงๆมันก็แค่ที่เดียวนั้นล่ะ แต่พอดีว่าข้าเองไม่ค่อยชอบความสกปรกเท่าไหร่นัก มันพาลจะสร้างนิสัยมักง่ายให้กับคนที่มาทีหลังด้วย ซึ่งข้าไม่ชอบ ข้ากับพี่น้องทหารของข้าจึงช่วยกันเก็บข้าวของต่างๆโดยรอบบริเวณให้สะอาดเรียบร้อย ทั้งเศษขยะเศษอาหารที่กินทิ้งไว้ เต็มไปหมด ข้ากับทหารสิบคนเก็บขยะ ส่วนที่เหลือข้าก็แบ่งหน้าออกไปลาดตระเวณรอบว่ามีอะไรอย่างนี้อีกมั้ย ถ้ามีก็ช่วยกันเก็บด้วย ถ้าเจออะไรที่เป็นของมีค่าหรือสินค้า ให้เก็บกลับไป มันจะดีกว่าหากของเหล่านี้เราจะเก็บไว้ดีกว่ามันตกไปอยู่ในมือของคนไม่ดี...



                               "ท่านแม่ทัพ"

                               "มีอะไรเหรอ?"

                               "เหมือนจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นที่นี่นะครับ"

                              

                               พอทหารพูดมาแบบนี้ สิ่งแรกเลยที่สัญชาตญาณของข้าบอกคือ มันไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ๆ ข้าไม่รู้หรอกว่ามันร้ายแรงแค่ไหน แต่มันไม่ดีอ่ะ ข้าส่งถุงเก็บขยะต่อให้พี่น้องทหารที่อยู่ข้างๆก่อนที่จะเดินตามทหารที่มาตามข้าไป อย่างน้อยข้าก็ภาวนาว่า อย่าให้มันเป็นเรื่องความเป็นความตายเลย..

                            ...แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ขณะที่ทหารลาดตระเวณอยู่ใกล้ๆนั้นเอง ม้าของทหารนายนึงเหยียบเข้ากับร่างไร้วิญญาณของสตรีนางนึง สภาพยังสมบูรณ์แต่ร่างกายไร้ซึ่งอาภรณ์สวมใส่ ดวงตาที่เบิกโพลงแต่ไร้แววก็ทำให้พอรู้ว่าคนที่ทำนั้นโฉดชั่วเพียงใด โดยที่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรต่อมาก ลมทะเลทรายก็ราวกับจะไม่ปกปิดความชั่วที่ผู้ใดทำเอาไว้ พัดพาเอาทรายที่กลบร่างไร้วิญญาณทั้งหลายนับสิบ อีกทั้งม้าและซากรถม้าที่พังเสียหาย ชนิดที่ว่าแหลกเป็นซากที่ดูไม่ออกว่ามันคือรถม้า แต่ก็ยังพอดดูออกเพราะใกล้ๆนั้นยังมีล้ออยู่ครบ แม้จะเสียหายแต่ก็ยังดูออก่ามันคือล้ออ่ะนะ...



                               "พวกเราลองหาสาเหตุสิ คงไม่ได้เป็นอย่างอื่นหรอก โจรซงหนูล่ะ ระยำขนาดฆ่าผู้หญิงด้วยแบบนี้ ข้าไม่นิ่งดูดายแน่ล่ะ "

   "หาให้เจอ!!"


เพราะสิ่งที่เหตุมันพาเกรี้ยวกราด ถามจริงๆ เป็นพวกเจ้าเจอแบบนี้พวกเจ้าจะทนนิ่งดูดายได้งั้นเหรอ... เฮอะ ข้าไม่..

บอกเลยว่างานนี้มีละเลงเลือดแน่ ข้าไม่ได้ใจดีตลอดเวลาหรอกนะบอกเลย ทำกับเพศอ่อนแอดว่าแบบนี้ ข้าไม่มีทางเลือก คงเป็นพวกซงหนูนี่ล่ะ คงจะต่ำช้ายิ่งกว่าพวกคงมันเองด้วยซ้ำ โดยที่ยังไม่รู้ว่ามันไปทางไหน มือของข้าก็พลันไปสัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่าง ..ธนู เบาะแสที่ข้าเอาไว้คงไม่ผิด ธนูแบบนี้ไม่มีที่ไหนนอกจากพวกนี้แล้วล่ะ แต่ตอนนี้ข้าไม่รู้ว่าพวกมันไปทางไหน คิดว่านะ คงจะไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงนี้ล่ะ ข้าให้ทหารจัดการนำร่างทั้งหลายกลับไปทำพิธีและส่วนนึงออกตามหาเบาะแสต่อ ข้าจะไม่ปล่อยมันให้ลอยนวลไปได้อย่างแน่นอน



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +800 เงินตำลึง +5000 ความหิว -48 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 800 + 5000 -48 + 3

ดูบันทึกคะแนน

เธอเคยรู้สึกไหม ได้ยินบ้างไหม เสียงข้างในที่ดัง ตะโกนฉันรัก เธอเก็บเอาไว้ข้างในเรื่อยมาตลอด รู้สึกไหม ได้ยินบ้างไหม รักที่ฉันนั้นยังไม่เคยได้พูดไป เก็บเอาไว้ข้างในหัวใจตลอดมา เป็นความเงียบที่ดังที่สุดในใจฉัน
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ตัวเบาขั้นสูง
มีดวูฟเคน
เกราะทองแดง
ดาบแห่งยักษ์
กำหนดลมหายใจขั้นสูง
คัมภีร์ละติน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x22
x15
x1
x201
x300
x165
x165
x3
x20
x80
x150
x5
x100
x100
x30
x5
x48
x27
x1110
x15
x2
x60
x30
x30
x230
x1
x15
x1898
x77
x214
x120
x180
x300
x58
x1
x662
x50
x28
x15
x199
x10
x50
x25
x25
x100
x7000
x5
x115
x1
x10
x10
x60
x45
x12
x25
x1
x3
x60
x10
x1
x60
x24
x1000
x30
x1
x4
x15
x50
x9999
x7
x14
x48
x365
x42
x2
x300
x4
x35
x17
x180
x4
x100
x55
x30
x4
x145
x90
x20
x8
x119
x230
x4
x32
x3000
x2
x80
x65
x5
x1
x1
x65
x150
x50
x3
x5
x75
x110
x2
x9999
x85
x1100
x20
x138
x60
x3098
x36
x520
x72
x26
x18
x44
x84
x5
x1913
x29
x113
x11
x50
x193
x263
x19
x1
x33
x35
x180
x49
x16
x144
x107
x21
x10
x65
x129
x147
x85
x1

114

กระทู้

615

โพสต์

41หมื่น

เครดิต

ทุกการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต

เงินชั่ง
19538
เงินตำลึง
243717
ชื่อเสียง
58030
ความหิว
707
คุณธรรม
723
ความชั่ว
-74
ความโหด
137
หมาล่าเนื้อ
เลเวล 1

เซี่ยง เหมย

ข้าไม่ได้อ่อนแอนะ
pet
โพสต์ 2018-9-20 00:47:52 | ดูโพสต์ทั้งหมด
                                  เอาจริงเรื่องบางเรื่อง มันเป็นเรื่องของคนสองคน
                                  หรือถ้าขนาดใหญ่ขึ้นหน่อย มันคือเรื่องของกลุ่มสองกลุ่ม
                                  มันเป็นเรื่องที่มีเพียงสองฝ่าย คือ ฝ่ายซ้ายกับขวา ดีกับร้าย
                                  แต่สำหรับข้าเอง ที่เป็นผู้ระงับเหตุวุ่นวายในของคนสองคน กลุ่มสองกลุ่ม
                                  ควรจะอยู่คน, หรือกลุ่มที่เท่าไหร่?


                                   ข้าได้รับสารลับของแคว้นๆนึง เขาไม่บอกแล้วกัน อยู่ในเขตเส้นทางสายไหมนี่ล่ะ สิ่งที่บอกกับข้าไว้คือ ทั้งสองแคว้นจะทำศึกกับที่โอเอซิสนาจมาห์ ซึ่งมันก็ตรงใกล้กับป้อมปราการทางทิศตะวันตก ห่างกันไม่เทื่าไหร่ เมื่อสารส่งมาอย่างนั้น ข้าเองก็ไม่นิ่งเฉย มันไม่ใช่เรื่องดีแน่ที่คนจากสองแคว้นจะมาตีกันเองแบบนี้ ข้าไม่ชอบการทะเลาะเบาะแว้ง โดยเฉพาะในที่ๆข้าดูแล ข้าย่อมไม่ยอมแน่ล่ะ เรื่องห้ามคนข้าอาจจะไม่ค่อยถนัดนัก แต่ไม่ลองก็ไม่รู้ล่ะ เคยอยู่เหมือนกันที่ครั้งนั้นไปห้ามที่แคว้นอูซุน ไม่รู้ไปห้ามหรือไปทำอะไร พากันกลัวแล้วแยกย้ายกลับเฉย ข้าก็งง แต่ช่างเถอะ นั่นเรื่องอดีต นี่เรื่องปัจจุบัน ดูเหมือนงานนี้จะต้องใช้พี่น้องทหารไปห้ามด้วย งานนี้อาจมีเสียเลือดเสียเนื้อกันเป็นแน่ๆ...



                                  ข้าที่เป็นแม่ทัพวิ่งนำหน้า แล้วต่อท้ายด้วยกองทหาร ที่คราวนี้ข้าจำต้องพามามากเป็นพิเศษถึงห้าร้อย เผื่อว่าสถานการณ์มันบานปลาย เอาจริงๆตอนนี้แค่วิ่งธรรมดา ข้าจะแทบจะวิ่งไปพร้อมกับม้าได้แล้วนะ เดินบ่อย วิ่งบ่อย ตอนแรกก็เหนื่อยมาก ต้องใช้ม้าสองตัว หรือรถม้า แต่เดี๋ยวไม่ต้องล่ะ ถ้าให้ข้าวิ่งอ่ะนะ เร็วพอๆกับม้านั่นล่ะ  แล้วข้าเองก็อึดพอๆกันกับม้าด้วย ตัวข้ามันก็ไม่อาจจะเรียกว่าคนได้อยู่ล่ะเรื่องการใช้แรงของข้ามันก็เหนือกว่าคนธรรมดาสามัญอยู่แล้ว จริงมั้ยล่ะ?



                                  ณ โอเอซิส..

                                 เมื่อมาถึง สิ่งแรกที่ข้ากับพลพรรคนับห้าร้อยนายทำคือซ่อนตัว ก่อนที่ข้าจะซ่อนตัวอยู่ที่เนินทรายใกล้ๆนั้น ให้ตายสิ มากันจริงสินะ ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่น้อยๆกันเลยซะด้วย ว่าแต่มาจากแคว้นไหนกันบ้างข้าเองก็ดูไม่ออก ได้แต่ดูสัญลักษณ์แล้วถึงจะรู้ว่าเป็นกองทัพจากแคว้นไหน นายทหารนำตำราที่บอกสัญลักษณ์ของแต่ละแคว้น



                                 "มีแคว้นอะไรอะไรบ้าง?"

                                 "ตรานั้น แคว้นต้าเยว่จือ กับ.. แคว้นชิวชือขอรับ"

                                 "แคว้นจากสุดทางสายไหมไปมีเรื่องบาดหมางอะไรกับแคว้นทางเหนือล่ะนั่น?"

                                 "คงจะเป็นเรื่องผิดใจกันเล็กน้อยล่ะมั้งขอรับ"

                                 "ผิดใจกันเล็กน้อย จะมากันเยอะแบบนี้ทำไม คิดหน่อยสิ?"

                                 "ยังก็ตาม อย่าเพิ่งออกมาหากยังไม่เกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวข้าจะลงจัดการเรื่องนี้ให้เอง"



                                  ก็นะ เรื่องนี้อาจจะต้องใช้คนที่มีประสบการณ์ด้านนี้หน่อย ซึ่งข้าไม่มี แต่ถ้าข้าไม่ออก ก็ไม่มีใครออก ผู้นำอย่างข้าเองจะให้ยืนอยู่หลังมันก็ไม่ใช่ผู้นำน่ะสิ ต่อให้เส้นทางตรงนั้นมันจะแย่ ผู้นำน่ะต้องเป็นผู้ที่เดินนำหน้าเสมอ ไม่ว่าทางข้างหน้าจะเป็นยังไงผู้นำก็ต้องนำไปก่อน เพื่อให้ผู้ตามนั้นได้ตามรอยเท้าของผู้นำต่อไป อาจจะใช้ไม่ได้กับสถานการณ์ปัจจุบัน ข้าย่ำลงจากเนินทรายตรงดิ่งไปที่กลางว่าที่สมรภูมิขนาดย่อม เพื่อหยุดและปรับความเข้าใจก่อนที่เรื่องจะบานปลายและกลายเป็นสมรภูมิความบาดหมางกันระหว่างสองฝ่าย ข้าพยายามเดินให้เร็วที่สุดเพื่อให้ถึงพื้นที่ตรงนั้นอย่างรวดเร็ว แต่ใครจะไปรู้ว่าคนพวกนั้นเขาคุยกันด้วยมือด้วยเท้ากันล่ะ จู่ทั้งสองผ่านก็นำนักรบของแต่ล่ะฝ่ายออกมา แล้วย่างสามขุมเข้าประจันหมัดต่อหมัดกัน ใส่กันไม่ยั้งทั้งกระบวนท่าและวรยุทธย์ที่ตนนั้นมี

                                  ข้าเองจะรออะไรอยู่ล่ะ วิ่งสิขอรับ ต้องรีบวิ่งให้เร็วที่สุด ความเร็วที่ข้าวิ่งแข่งกับข้าทำให้ฝุ่นทรายปลิวตามหลังพร้อมกับเสียงลมที่พัดตามหลังมา สร้างความตกตะลึงให้กับนักสู้ทั้งสองฝ่ายจนหยุดมือแล้วหันมามองสิ่งที่วิ่งเข้ามาหานั้น ก็จะใครล่ะ ก็ข้าเองนี่ล่ะ หอบเหมือนไม่เคยหอบมาก่อน มันก็แน่ล่ะ วิ่งจากค่ายมาโอเอซิส แล้ววิ่งจากที่ซ่อนมาห้ามมวยตรงหน้าอีก เหนื่อยมากบอกเลย แต่จะหยุดพักมันไม่ได้น่ะสิ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานอยู่ตรงหน้าให้ข้าพักก่อน เดี๋ยวมันก็มวยกันตายพอดี ข้าจึงเดินเข้าไปห้ามทั้งๆที่หอบอย่างนี้ล่ะ ใช้ขนาดตัวเข้าต่อรอง คงจะเป็นอะไรที่ง่ายกว่าใช้คำพูดในตอนนี้ล่ะนะ

                                   แม้นข้าไม่มีวรยุทธ์ กำลังภายในมากมายมหาศาลเหมือนใครๆ แต่กระบวนท่าที่เอาไว้ปัดป้องศัตรูก็คงจะทำให้ทั้งสองผละออกจากกันได้ไม่ยาก ข้าปัดป้องฝ่ามือที่มาจากทั้งสอง มันยากมากที่จะรับมือกับคนมีวรยุทธ์ โดยที่ข้านั้นมีเพียงมือเปล่ากับความอึดและความว่องไว แม้ว่าข้าจะตัวใหญ่ก็มือมันว่องไวอยู่นะ เมื่อปัดป้องจนทั้งสองเสียท่าและเปิดช่องว่างข้าใช้สองมือผลักไหล่ทั้งสองให้หมุนกลับทางที่เดินมา แล้วผลักทั้งสองให้กลับไปที่ตัวเองนั้นยืน ถึงแม้ว่าข้าจะสู้พวกมีวรยุทธ์ไม่ได้ แต่อย่างน้อยข้าก็แรงเยอะอยู่นะ



                                    "นี่มันอะไรกัน บังอาจมาขัดขวางการตัดสินแบบนี้ อยากลองดีมากใช่มั้ย?"

                                    "ใช่ พวกเรากำลังประลองตัดสินกันอยู่ เจ้าเป็นใครทำไมถึงเข้ามาห้ามฮึ? คนพเนจร"

                                    "อ่า.. เดี๋ยวนะ ขอข้าพักซักครู่ ข้าวิ่งมาจากค่าย แล้วต้องวิ่งมาห้ามพวกท่านอีก ให้ตายสิ ข้าเหนื่อยเป็นบ้า"

                                     "เฮ้อ~ ใครก็ได้ เอาน้ำให้คนคนพเนจรนี้ดื่มแก้กระหายหน่อยสิ เสร็จแล้วข้าจะได้รู้ว่าทำไม ก่อนที่ข้าจะจัดการเข้าข้อหาแส่ไม่เข้าเรื่อง"

                                     "ไม่ต้องหรอกท่าน ข้ามันไม่เหมือนพวกท่านอยู่แล้ว.. เอาล่ะ.." ข้าเองก็ไม่จำเป็นหรอกเรื่องน้ำ ไม่จะจุกน้ำไปมากกว่านี้

                                     "แล้วพวกท่านทั้งสองแคว้นมีอะไร ใยพวกท่านถึงต้องมาใมีเรื่องกันด้วยเล่า เจรจากันอย่างอารยชนไม่ดีกว่ารึ?"

                                     "ก็คนของแคว้นซุนซิวเบี้ยวข้อตกลงของพวกเรา บอกจะส่งบรรณาการให้หากเราทำการค้าด้วย นี่ยอมรับไปเป็นเดือนๆแล้ว ยังไม่ได้เลย พวกเจ้ามันไร้ซึ่งคำสัตย์ในความเป็นผู้ปกครอง"

                                     "หน่อยแน่ะ เจ้า ก็ข้าบอกแล้วไม่ใช่เรอะว่าจะส่งให้เมื่อแคว้นเจ้ายอมทำการค้าด้วย แต่นี่อะไร พวกข้าส่งอะไรไปสินค้าขายไม่ได้เสีนอย่างงั้น แค่พ่อค้ากลุ่มแรกไปก็ขายไม่ออกแล้ว อย่างงี้มันก็เท่ากับว่าพวกเจ้าก็ยังไม่ยอมทำการค้ากับแคว้นเรา แล้วยังจะมาทวงบรรณาการจากแคว้นเราอีกอย่างงั้นเรอะ ชิ หน้าไม่อายจริงๆ"

                                       "ไอ้เจ้านี่..."

                                       "เอาล่ะๆ พอๆ ทั้งสองแคว้นนั่นล่ะ ข้าฟังพวกท่านทั้งสองพูดล่ะก็ไม่ยากที่จะเข้าใจ จะให้ข้าติดสินให้เลยมั้ยล่ะ ข้าว่าไม่ยากหรอกแต่พวกท่านแค่จะต้องรักษาคำพูดกันด้วยแค่นั้น และอีกฝ่ายก็ต้องเปิดรับ แค่เปิดรับอย่างเดียวไม่พอ ต้องช่วยเหลือด้วย เปิดรับอย่างเดียวไม่ช่วยเหลือ สิ่งที่ทำก็ไม่ประสบผลสำเร็จจริงมั้ยล่ะพวกท่านทั้งสอง..."

                                        "อืมม..."

                                        "ขอให้พวกท่านตริตรองแล้วถอยกันคนละก้าว ทิฏฐิและควาทะเยอทะยานมีในตัวผู้นำไม่ผิด แต่จะผิดหากไม่รู้จักควบคุมและใช้ให้ถูกกาลเวลา ไม่งั้น... มันก็จะเป็นอย่างที่พวกท่านทั้งสองแคว้นกำลังยืนประจันหน้ากันอยู่ ณ ตอนนี้"

                                       

                                         "อืมม... มันก็ไม่เสียหายหากจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง"

                                         "ความคิดเช่นนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน ข้าเองก็ไม่ทันนึก เพราะข้าเองก็ไม่ได้ดูแล อุส่าห์เปิดรับแล้วแท้ๆสินะ"

                                         "ในเมื่อพวกท่านเข้าใจตรงกันดีแล้ว ขอให้พวกท่านทั้งสองแคว้นตกลงกันแล้วแยกย้ายกันกลับถิ่นฐานเกิด คราวนี้พวกท่านจะต้องรักษาสัจจะกันด้วยทั้งสองฝ่าย เพียงแค่นั้น การค้าของทั้งสองแคว้นและความสัมพันธ์ของทั้งสองแคว้นก็จะแน่นแฟ้นมากขึ้นขอรับ"

                                          "ของคุณมาก ท่านเองทำให้พวกเราทั้งสองตาสว่าง"

                                          "ใช้แล้ว พวกเราอยากจะทราบชื่อเสียงเรียงนามของท่าน ท่านมีนามว่าอะไรงั้นรึ?"

                                          "ข้ามีนามว่า เว่ยเส้าเทียน แม่ทัพซีอวี้ แห่งกองกำลังอารักขาและป้องกันความสงบเรียบร้อยแห่งเส้นทางไหมขอรับ" พร้อมกับชูตราแม่ทัพพระราชทานให้แก่ทั้งสองผู้นำแคว้นได้เห็นก่อนจะเก็บลงไปแล้วโค้งน้อยๆทักทายแล้วลาจาก

                                          "....."

                                          "กลับแคว้นของพวกท่านโดยสวัสดีภาพนะขอรับ"

                                         ก่อนที่ข้าจะเดินกลับไปพร้อมกับทหารทั้งห้าร้อยที่ค่อยๆออกจากที่ซ่อนแล้วเดินตามหลังมา ทั้งสองทัพที่มาจากสองแคว้นก็นิ่งหนักเข้าไปอีกเมื่อเห็นทหารม้าติดอาวุธทั้งห้าร้อย ก็ดีแล้วที่ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ดีมากเลยด้วย ข้าเองก็จะได้ไม่ต้องเสียแรงมากนัก แค่ออกกำลังแขนบ้างก็ถือว่าไม่เลว... ยังมีงานก่อสร้างและซ่อมแซมอีกเล็กน้อย และเรื่องของแม่หญิงชาวโรมคนนั้นอีกด้วย...



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +800 เงินตำลึง +5000 ความหิว -36 Point +6 ย่อ เหตุผล
Admin + 800 + 5000 -36 + 6

ดูบันทึกคะแนน

เธอเคยรู้สึกไหม ได้ยินบ้างไหม เสียงข้างในที่ดัง ตะโกนฉันรัก เธอเก็บเอาไว้ข้างในเรื่อยมาตลอด รู้สึกไหม ได้ยินบ้างไหม รักที่ฉันนั้นยังไม่เคยได้พูดไป เก็บเอาไว้ข้างในหัวใจตลอดมา เป็นความเงียบที่ดังที่สุดในใจฉัน
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ตัวเบาขั้นสูง
มีดวูฟเคน
เกราะทองแดง
ดาบแห่งยักษ์
กำหนดลมหายใจขั้นสูง
คัมภีร์ละติน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x22
x15
x1
x201
x300
x165
x165
x3
x20
x80
x150
x5
x100
x100
x30
x5
x48
x27