ดู: 262|ตอบกลับ: 11

{ เมืองเจียงเยี่ย } ร้านเครื่องปั้นลายครามฉีชี่

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-4-11 16:43:46 |โหมดอ่าน
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ไม่ระบุชื่อ เมื่อ 2018-4-12 19:12
ร้านเครื่องปั้นลายครามฉีชี่


เครื่องปั้นลายครามเอกลักษณ์ที่ร้านฉีชี่เท่านั้น
ลวดลายดอกไม้บิดพลิ้วราวฤดูใบไม้ผลิมาเยือนทำให้ลูกค้ามักประทับใจจนต้องกลับมาอีกครา
ครามจากต้นครามของที่นี่มีวีธีการหมักทำสีที่ไม่ธรรมดา
'ครามบุปผาเบ่งบาน' คือชื่อวิชาวาดลายครามของเถ้าแก่ฉีชี่เช่นเดียวกับชื่อร้าน
แน่นอนว่าราคาย่อมสูงตามด้วย..


เจ้าของกิจการ : อันฉีชี่
หนุ่มวัย 32 ปี หลงใหลในสีคราม มีน้ำใจช่วยเหลือ พูดจาเรียบง่ายเช่นเดียวกับนิสัย
แต่เมื่อเกี่ยวกับเครื่องปั้นลายครามจะเป็นเรื่องเดียวที่เขาไม่อาจละเว้นได้

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +200 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 2

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-4-12 20:13:02 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LanXinLi เมื่อ 2018-4-12 22:30

วันที่บุปผาแดงฉาน ( 11 )
ซื้อ แต่ได้ ขาย (?) 1


     หน้าร้านเครื่องปั้นลายครามฉีชี่มีสตรีชุดแดงกำลังยืนมองหน้าร้านด้อมๆไปๆมาๆจน อันฉีชี่ เถ้าแก่ร้านเครื่องปั้นลายครามต้องเดินออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง เห็นหญิงสาวชุดแดงเพลิงเขาก็คิ้วกระตุกไม่ชอบใจ เป็นสีที่ตัดกับสีครามของเขาเสียนี่กะไร แต่มองไปแล้วรูปหน้าโครงงานนางก็งดงามดี จะละเว้นให้สักครั้งหนึ่ง!

     “ไม่ทราบว่าแม่นางมีธุระอะไรกับร้านข้าหรือไม่?” อันฉีชี่ถาม เขาสวมชุดสีครามกรุยกรายลากยาวไปตามพื้นดูไปแล้วเหมือนคนเพิ่งนอน หรั่นซิ่นหลี่มองผู้ชายที่รกรุงรังด้วยสายตาเรียบนิ่ง นางไม่ได้กำลังตั้งใจที่จะเสียมารยาทหรือเย็นชาอะไร แต่ภาพบุรุษเจ้าของร้านผู้นี้ช่างดูแล้วขัดตา..

      จะสวมเสื้อผ้าก็ใส่ให้ดีๆสิ!

     “...คือข้ากำลังหาร้านซ่อมเครื่องปั้นลายครามขิ้นนี้อยู่ ได้ยินว่าร้านท่านฝีมือดีมากจึงจะมาขอความช่วยเห...” หรั่นซิ่นหลี่กำลังพูดต่อแต่คนตัวสูงกลับเร่งเสียงขึ้นจนโสตประสาทนางแทบแตก

    “อะไรนะ!!!!!!!!!! เกิดอะไรขึ้นกับเครื่องปั้นลายครามแสนงามอันวิจิตรบรรจงศิลปะแห่งชาติมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยบรรกาล!?” อันฉีชี่พูดไม่เว้นช่วงแล้วรีบพุ่งเข้าหาหรั่นซิ่นหลี่ เขาสังเกตุเห็นห่อผ้าในมือนางจึงรีบถลาเนข้าไปจับแล้วกางออกดู เห็นเศษเครื่องเซรามิกสีขาวลงลายวิจตรครามไปอย่างบรรจงแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนแทบดูไม่ออกว่าแต่เดิมนั้นของเบื้องหน้าเขาชิ้นนี้มีรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร

      เวลากลางวันโดยแท้แต่ยามนี้กลับหนาวสั่น ลมพัดมาจากที่ใดไม่อาจทราบได้บาดผิวกายหญิงสาวจนเริ่มสั่นเทา หรั่นซิ่นหลี่ยืนกอดอกด้วยความหนาวสั่น หันซ้ายขวาไม่เห็นว่าจะเข้าฤดูหนาวตรงไหนในเมื่อเวลานี้คือฤดูใบไม้ผลิชัดๆ แต่เมื่อเงยหน้ามองดูอันฉีชี่ก็พบว่าเขาตอนนี้อึมครึมไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยายบนใบหน้า เล่นเอาหรั่นซิ่นหลี่ขนลุกไปทั้งแถบ

      เฮือก..

    “อะ เอ่อ คือมันหล่นตะ..”

    “เจ้าทำมันหล่นแตก!?ทำไปได้อย่างไร!?เจ้ารู้หรือไม่ว่ากว่าจะไปเอาดินขาวมาปั้นผสมน้ำด่างค่อยขึ้นรูปทีละนิดจนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างจากก้อนดินแบนๆเข้าสู่เตาแล้วจึงจะกลายเป็นเครื่องปั้นขาวไหนจะต้องลงไปหาต้นครามมาผสมสีอาจใช้แร่บ้างบางทีแต่ร้านของข้าพิเศษที่สุดในสีจากต้นครามเพราะฉะนั้นจะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วบนแผ่นดินฮั่นแห่งนี้รู้ไหมว่าร้านของข้าน่ะอยู่มานานก่อนเจ้าเกิดเสียอีกสืบทอดมาจากบรรพบุรุษเชียวนะแล้วเจ้ายังจะกล้าแบกหน้าเอางานศิลปะชั้นเลิศที่ทำแตกเป็นเศษส่วนไม่มีชิ้นดีไร้เยื่อใยเช่นนี้มาให้ข้าซ่อมอีกหรือจะให้ข้ามองว่าเจ้าเป็นคนเช่นไร?มักง่าย?ซุ่มซ่าม?ไม่ต้องอ้าปากพูดเลยนะข้าไม่ฟังตอนนี้ข้าจะรับเอาของชิ้นนี้ไว้ก่อนส่วนเจ้าก็กลับไปเสียเถิดข้าไม่ข่วยข้าจะไปฝังเศษเครื่องปั้นลายครามที่น่าสงสารนี้ลงดินเผื่อจิตวิญญาณเจ้าของผลงานจะขึ้นสูสรวงสวรรค์ให้เทพเซียนได้รับรู้คอยส่งเสริมให้จิตวิญญาณอันสูงส่งมีค่าบริสุทธิ์ผุดผ่องกว่าดินขาวหาเปรียบเปรยที่ไหนไม่ได้เช่นนี้ขึ้นสูงสวรรค์ชั้นสูงสุดเกิดใหม่ไปเป็นเซียนแล้วลงมาสถิตที่โลกมนุษย์เพื่อสาปแช่งคนใจทรามต่ำช้ากว่าดินตมอบ่างเจ้าที่ช่างกล้าทำให้เครื่องปั้นลายครามอันมีประวัติมาช้านานต้องแปดเปื้อน!ในตอนแรกข้าก็อุตสาหจะละเว้นเจ้าที่แต่งกายสีสันฉูดฉาดไม่สมเป้นกุลสตรีเช่นนี้แล้วนะเห็นแก่ใบหน้าเจ้าที่งดงามจนบุปผาจันทร์มัจฉายังอายข้าจึงยอมละเว้นที่เอาเจ้าเสื้อผ้าสีแดงฉานนี้มายืนหน้าร้านข้าที่มีสีอ่อนโยนดุจวารีแผ่วพันเคลื่อนกลางทะเลสาบอย่างสงบนิ่งสุดสุนทรีย์! ยังยืนอยู่อีก.. ไปซักทีสิ!!” พูดจบอันฉีชี่ก็เดินสะบัดเข้าไปในร้านทันทีโดยไม่แยแสคนที่ยืนอ้าปากค้างนิ่งอยู่

     “...” หรั่นซิ่นหลี่นิ่งเงียบมองคนด้วยสายตามึนงง เมื่อกี้คืออะไร? เขาพูดโดยไม่หายใจหรือ? เหตุใดจึงสามารถคิดคำพูดฉอดๆๆได้ยาวเหยียดเช่นนั้นโดยไม่หายใจเข้าเลยสักนิด? นางยังคงยืนนิ่งอึ้งให้กับการพูดจาไม่หยุดไม่หย่อนเมื่อครู่จนชาวบ้านใกล้เคียงใจดีเดินมาบอกว่าที่จริงแล้ว อีนฉีชี่ ผู้นี้มีความรักในเครื่องปั้นลายครามมาจากหน้ามือเป็นหลังเท้าได้เลย หากที่ไม่เข้าไปกระตุกต่อมความรักต่อศิลปะของเขาถือเป็นเรื่องถูกต้องที่สุดแล้ว แต่หรั่นซิ่นหลี่ไม่ทราบจึงได้ทำผิดลงไป

     นางไม่เคยเจอคนอ่อนไหวเช่นนี้มาก่อน เกิดทำตัวไม่ถูกขึ้นมา หรั่นซิ่นหลี่ยืนละหล้าละหลังอยู่หน้าร้านเครื่องปั้นลายครามฉีชี่ไม่ยอมไปไหน กระทั่งเถ้าแก่ฉีชี่ต้องเดินออกมาไล่ตะเพิดนางไป ไม่กี่ก้านธูปก็มานางก้วกกลับมาอีกรอบ แล้ววนทำแบบนี้เรื่อยไปซ้ำจนเถ้าแก่ฉีชี่ถอดใจเลิกไล่นางหากแต่หยิบเกลือมาสาดใส่แทน.. หรั่นซิ่นหลี่ก็ยังไม่ยอมแพ้ นางแบกหน้ากลับมาที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนผ่านไปหลายชั่วยาม เถ้าแก่ฉีชี่ก็นึกสนุกเอานั่นนี่มาขับไล่นางจนคนแถวนั้นบอกให้หญิงสาวถอดใจเสียสักทีเพราะข้าวของนั้นมันรกถนน!

     "ท่านจะสิ้นเปลืองข้าวของมาโยนใส่ข้าทำไม ดูสิของมันรกถนนหมดแล้ว!" หรั่นซิ่นหลี่พูด ยืนกอดอกหน้าตายในชุดแดงเพลิงที่ฉีชี่เกลียดชังนัก เขามองนางด้วยสายตาดูแคลนอย่างคาดไม่ได้ สตรีนางนี้แม้จะขับไล่ใส่ส่งมากเพียงใดก้จะวกกลับมาอยู่ดี

     "เจ้าก็ออกไปให่้พ้นหน้าข้าสักทีสิ!" อันฉีชี่หงุดหงิดจนทนแทบไม่ไหว จริงๆเขาหายโกรธนางนานแล้ว แค่อยากจะรู้ว่าผู้หญิงตัวแค่นี้จะกล้ามาต่อรองกับเขาได้สักกี่น้ำ

@Admin JX009 5/15

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +15 เงินตำลึง +500 ความหิว -11 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 15 + 500 -11 + 5

ดูบันทึกคะแนน

แปะ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1
โพสต์ 2018-4-12 21:01:40 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LanXinLi เมื่อ 2018-4-12 22:30

วันที่บุปผาแดงฉาน ( 12 )
ซื้อ แต่ได้ ขาย (?) 2

     หรั่นซิ่นหลี่ยังคงเดินวนไปมาหน้าร้านเครื่องปั้นลายครามฉีชี่ นางไม่ไหวกับการที่ต้องมายืนทำอะไรเช่นนี้แต่กระนั้นแล้วก็คงจะพยายามต่อไป ด้วยว่าต้องช่วยซ่อมแซมของที่แตก ไม่เช่นนั้นแล้วเด็กคนที่ทำผิดจะไม่ยอมออกมารับผิดเป็นแน่แท้

     “ยังอยู่อีกรึ เจ้านี่นะ!” อันฉีชี่คิดว่านางกลับบ้านไปแล้ว ทว่าเมื่อถ้าแก่หนุ่มเดินออกมาดูก็ยังพบว่านางยังคงอยู่ อันฉีชี่ถอนหายใจมองนาง เขาไม่อาจละเว้นโทษให้คนที่ทำร้านเครื่องปั้นลายครามที่แสนจะวิจิตรบรรจงได้ นางดูถูกงานศิลปะ และเขาไม่อาจยอมได้!

    “ฟังนะ ถ้าท่านช่วยข้าซ่อมของชิ้นนั้น ท่านจะช่วยเด็กคนหนึ่งให้รู้ว่าการยอมรับผิดไม่ใช่เรื่องน่าอายได้” หรั่นซิ่นหลี่ยืนกอดอกมองร่างสูงแล้วเชิดหน้าใส่ นางที่มีเจตนาดีย่อมไม่ยอมแพ้ง่านๆแน่ แต่คำตอบนั้นทำให้อันฉีชี่สงสัยจนเผลอเอ่ยปากถาม

     “ช่วยอะไร?”

     “เรื่องมีอยู่ว่าในสถานรับเลี้ยงเด็กมีคนหนึ่งทำเครื่องปั้นลายครามนั้นหล่นแตกแต่ไม่ยอมรับผิด ข้าคิดว่าจะเอาของมาซ่อม ท่านคิดว่าถ้าหากของที่เสียไม่กลับคืนมา เด็กที่ทำผิดไปจะกล้ายอมรับผิดไหม? ย่อมต้องกลัวที่จะโดนลงโทษ!” นางพูดนั่งยันนอนยันจะให้อันฉีชี่ซ่อมของให้ได้ ดวงตาไร้แสงมองชายหนุ่มด้วยความหวังว่าเขาจะยอมช่วยในหนนี้ นางยอมโดนใช้งานสารพัดอย่างแต่ขออย่างเดียวคือให้เครื่องปั้นลายครามนั้นกลับมาสู่สภาพเดิมได้

     “ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก!” อันฉีชี่ไม่คิดว่าหรั่นซิ่นหลี่จะจริงใจ กลับโทษอีกว่านางโบ้ยความผิดให้เด็ก ในเมื่อนางนั่งยันนอนยัน เขาก็จะทำเช่นเดียวกันว่าไม่ทำให้!

      อันฉีชี่ มีความรักในเครื่องปั้นลายครามมาตั้งแต่ยังเด็ก เนื่องด้วยทั้งตระกูลเป็นช่างทำงานฝีมือมาช้านาน ตัวเขาที่เป็นผู้สืบทอดนั้นถูกฝึกฝนให้ปั้นชิ้นงานออกมาอย่างเข้มงวดจนสามารถทำได้อย่างไม่มีที่ติ ผลงาน ‘ครามบุปผาเบ่งบาน’ เป็นวิชาเชิงงานจิตรกรรมที่ผสมผสานระหว่างเทคนิคการวาดและการทำสีครามจากต้นครามที่มีเพียงอันฉีชี่เท่านั้นที่เป็นผู้รู้วิธีทำ วิชานี้ได้รับการสืบทอดมาตั้งแต่รุ่นสู่รุ่น เขาจึงไม่ยอมให้ใครดูถูกงานชิ้นเอกเลยเด็ดขาด!

    “ถ้าคิดว่าตัวเองมีความสามารถมากพอ ก็ลองทำอะไรสักอย่างให้ข้ารู้ว่าเจ้าให้ความสำคัญกับศิลปะสิ!” ในเมื่อนางอยากได้งานศิลปะ นางก็ต้องมีความรู้เรื่องศิลปะเขาจึงจะยอมเชื่อว่าคำปดเหล่านั้นเป็นความจริง

      นึกขอบคุณเสิ่นหลิงเฮ่าที่เป็นนักกวี ผู้คนกล่าวขานเรื่องราวที่เขาประพันธ์ขึ้นไปทั่วแผ่นดิน จนนางที่ได้บินผล็อยชื่นชอบตามไปด้วยแต่แรกสดับฟัง นางมั่นใจว่าอันฉีชี่ผู้นี้จะต้องรู้จักกวีเสิ่นหลิงเฮ่าเป็นแน่ หรั่นซิ่นหลี่ตัดสินใจยกลำนำผาฮั่นจงมาขับขานต่อ แม้จะเคยได้ยินเพียงครั้งเดียว แต่ไม่มีวันลืม..

ร้อยตำนาน เรียงขับขาน พันพันบท
หมื่นเรื่องเล่า เคล้าน้ำตา ต่างสุรา
ดินเหลืองผา นครา ขุนเขาใหญ่
หุบเหวลึก สร้างตำนาน หมู่ผู้กล้า

คือคำขาน คือตำนานจตุชน

ทั้งพ่อค้า คาราวาน เดินทางไกล
ทั้งกู่ฉิน พิณคู่ใจ นักกวี
อีกสตรี ตาเดียว เลิศเกาทัณฑ์
และชาวยุทธ ผู้กล้า ผ้าพันแผล


เหมันต์จาร สายลมเย็น ยะเยือกจิต
คำรามสิทธิ์ พยัคฆา ก้องหุบเหว
สามผู้กล้า บนเนินผา ไม่รั้งรอ
ส่งวิหค นกเสียงทอง ติดต่อไป

แว่วเสียงใส สรวลใจในพณา
เจ้าปักษามรกตถลาลง

มิคาดคิด มีสตรี อยู่ใต้ผา
เวทนา ผู้กล้า ต่างปรึกษา
เพื่อช่วยพา นารี นั้นขึ้นมา
พ่อค้ามี เคล็ดวิชา ใจน้ำแข็ง

โดดลงผาอย่างกล้าหาญไม่กริ่งเกรง

กวีรั้ง โยงไป ด้วยสายเชือก
แล้วจึงเลือก เอาเพลาเกวียน เพียรต่างรอก
บอกสวรรค์ เมตตาเถิด โปรดเห็นใจ
ขออย่าให้ สหายข้า ต้องกล่าวลา

ประสิทธิ์พรขอวิงวอนผู้เบื้องบน
โปรดช่วยคน สหายข้าพ้นบ่วงภัย

พระเพลิงผลาญ ธารหินไฟ ไหลปะทุ
ยมมาดุ คะนองควัน ดั่งจันทร์ดับ
ขอบผาทรุด ผุดนรก ทะเลกาฬ
เคราะห์ประสาน เชือกสะบั้น พลันปลิดปลิว

ละล่องลงดงพระเพลิงอเวจี

ความหวังมีพลันมอดดับลับเลือนไป

ฟ้าเมตตา นภาเปิด เกิดเป็นแสง
ดั่งดลแรง เมตตาจิต ประสิทธิ์ด้วย
เทพผู้ช่วย พ้นธารเหลือง เมืองแดนผี
มีท่านแมว ตัวใหญ่ คือไป๋เหมียว


เมื่อรำลึกตรึกถึงแล้วได้แคล้วคลาด
ศรัทธามาตรความช่วยเหลือจึงจะมา

อัมฤทธิ์ หลั่งรินไหล ล้างไฟผลาญ
ลำแสงสาด ไพรพณา ชีวาหวน
ทวนวิญญา สรรพสัตว์ พัดคืนรัง
ก่อกำเนิด เกิดเป็นธาร วิฬารเทพ
ิ                                                                           

ขุนเขาสูงธารน้ำไหลดั่งแดนฟ้า
งดงามตามัจฉาว่ายสายน้ำใส

ส่วนพ่อค้า ผู้กล้า แม้รอดภัย
เหตุไฉน ไม่ฟื้น คืนกลับมา
พาสหาย ห่วงใย เป็นหนักหนา
หวังเยียวยา หยุดนิทรา พบหน้ากัน
......................
บรรเลงเพลงกู่ฉิน ผินมองฟ้า
โปรดเมตตาวาสนาอย่าแสนสั้น
ขอเขากลับอย่าพรากไกล ไปจากกัน
ฟื้นจากฝันอันยาวนานมาฟังพิณ
....................

- เฮ่า เฮ่า -

      "นี่คือลำนำผาฮั่นจง!" อันฉีชี่ได้ยินนางขับลำนำแล้วก็แทบไม่เชื่อหูว่าคนผู้นี้จะรู้จักผลงานชั้นสูงกับเขาด้วย อันฉีชี่เกิดสายตาใหม่ในการมองสตรีเบื้องหน้า กล่าวว่าลำนำนี้เล่าเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ แฝงความหมายอันใหญ่ยิ่ง.. แต่ที่แน่ๆคือนางกำลังด่าเขาทางอ้อม!

      หรั่นซิ่นหลี่คาดไว้ไม่ผิดว่าเขาจะต้องรู้จักเป็นแน่ ในเมื่อลำนำนี้มีชื่อเสียงมากถึงขนาดที่นักกวีในเมืองพากันขับขานต่อย่อมมีคุณค่าสูงส่ง อันฉีชี่เป็นคนชื่นชอบงานศิลปะ เขาย่อมต้องเข้าใจในความหมายและเข้าใจว่าเหตุในนางจึงยกลำนำผาฮั่นจงมาขับขาน ริมฝีปากบางกรีดยิ้มงามแล้วรอดูต่อไปว่าอันฉีชี่จะทำอย่างไร

@Admin JX009 6/15



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +15 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -11 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 15 + 500 + 25 -11 + 5

ดูบันทึกคะแนน

แปะ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1
โพสต์ 2018-4-12 22:28:50 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LanXinLi เมื่อ 2018-4-12 22:37

วันที่บุปผาแดงฉาน ( 13 )
ซื้อ แต่ได้ ขาย (?) 3

     ยืนจ้องหน้ากันนานสองนาน อันฉีชี่กำลังตัดสินใจครั้งใหญ่ว่าจะยอมช่วยคนตรงหน้าดีหรือไม่ จนกระทั่งเขาต้องถอนหายใจยอมเชิญนางเข้าไปนั่งในร้านแต่โดยดี อันฉีชี่เดินไปชงชาให้หรั่นซิ่นหลี่ เขาหยิบชาดอกอัญชัญผสมมะนาวมาให้นางดื่ม ส่วนตนดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง เหตุคือเมื่อครู่นั้นได้ใช้เสียงไปไม่น้อยเลยทีเดียว..

      ภายในร้านเครื่องปั้นลายครามฉีชี่เต็มไปด้วยสีครามโทนที่อันฉีชี่ช่ืนชอบ มีบานหน้าต่างใหญ่สองบานทำจากไม้ไผ่ดัดโครงจนกลมแล้วเป็นไม้ท่อนเล็กต่อกันจนเป็นโครงกัน มองขึ้นไปบนเพดานมีผ้าบางสีฟ้าโทนอ่อนกวัดแกว่งไปมา ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์แต่แท้จริงผ้าเหล่านั้นมีกลิ่นหอมช่วยไล่แมลงได้ เป็นกลิ่นที่ทำให้สดใสชื่นใจ เหลือบไปรอบกำแพงห้องจะเป็นตู้ชั้นวางเครื่องปั้นลายครามที่จำแนกตามลวดลายและขนาด เครื่องปั้นเหล่านั้นถูกจัดวางอย่างงดงามแสดงถึงความตั้งใจของผู้สร้าง อดคิดไม่ได้เลยว่าฝีมือต้องเลิศเลอขนาดไหนถึงทำให้ภาพบนเครื่องปั้นงดงามพลิ้วไหวราวขยับได้จริงเช่นนี้!

     “ก็ได้.. ข้า อันฉีชี่ เป็นคนรักษาคำพูด จะยอมซ่อมให้!” เขาหยิบห่อผ้าออกมาแล้วประกอบเศษชิ้นส่วนที่พอจะต่อกันได้เข้าด้วยกัน ระหว่างนั้นหรั่นซิ่นหลี่ก็นั่งมองเขาอย่างสนอกสนใจ นางไม่เคยได้เชยชมงานเครื่องปั้นลายครามอย่างใกล้ชิดเท่าไหร่ ที่จวนจินยู่ปี้โหวว่ามีเยอะแล้ว แต่ล้วนอยู่ในตู้เอามาออกใช้ยามมีพิธีต้องทำเท่านั้น

     “ขอบ..” หรั่นซิ่นหลี่กำลังจะเอ่ยปากขอบคุณก็ต้องหยุดก่อนเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาภายในร้าน หรั่นซิ่นหลี่หันไปดูเห็นร่างเตี้ยป้อมที่คุ้นเคยกำลังเดินเข้ามาภายในร้านด้วยท่วงท่าที่คิดว่าคงจะมาบ่อยแล้ว

      อันฉีชี่เห็นอาฝูคนรถของใต้เถ้าอินผู้มีพระคุณกับเข้าก็รีบลุกขึ้นรุดไปทักทายสวัสดีคนทันที “อ้าว ท่านฝู ว่าอย่างไรๆ วันนี้ใต้เท้าอินมีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่?” อันฉีชี่โค้งทักทายด้วยอีกฝ่ายเป็นคนอาวุโสกว่า เขามีมารยาทเสมอ ก่อนจะเผยรอยยิ้มเป็นมิตรจนหญิงสาวที่เห็นเกิดผิดหูผิดตาขึ้นมา เพราะเมื่อไม่กี่ก้านธูปก่อนเขายังหน้าบึ้งตึงใส่หน้าอยู่เลย!

      หรั่นซิ่นหลี่ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังแต่คนพูดกันในร้านเล็กๆนางย่อมได้ยิน อาฝู? คนรถของผู้มีพระคุณนางนี่! หรั่นซิ่นหลี่ชะโงกหน้ามองคนปรากฏว่านางจำคนไม่ผิดจริงๆ! แต่จะเข้าไปตอนนี้ก็คงจะเสียมารยาท นางจึงนั่งรอจนกว่าคนจะคุยเสร็จ

     “คืออย่างนี้น่อ ใต้เถ้าท่านอยากได้เครื่องลายครามสีขาวใสบริสุทธิ์ แบบเรียบง่ายๆ พอจะทำได้ไหม?” อาฝูถาม

      ได้ยินดังนั้นอันฉีชี่ก็เกิดสีหน้าลำบากใจขึ้นมา ครั้นอยากจะรับปากก็เกรงว่าจะไม่ได้ เขาจึงเลือกที่จะอธิบายทางอ้อมไป “เครื่องลายครามขาวรึ อืม.. เกรงว่าจะใช้เวลาหลายวันหน่อย ตอนทำว่ายากแล้ว ตอนหาวัสดุสิยากกว่า ยิ่งตอนนี้ดินที่จะใช้น่ะหมดพอดีด้วยสิ”

     “เป็นดินที่หายากมากหรือ?”

     “เป็นดินพิเศษ ค่อนข้างหายาก..” อาฝูได้ยินคำตอบก็เกิดสีหน้าสลดใจขึ้นมา อันฉีชี่ผล็อยสลดไปด้วย ครั้นใต้เท้าอินนั้นมีพระคุณต่อตนก็อยากจะตอบแทน แต่จังหวะที่จะทำให้ได้ดันมาผิดเวลาไปหน่อย ลมหายใจแผ่วลอบถอนออกจากจมูกรั้น

      หรั่นซิ่นหลี่ที่ได้ยินคนเดือดร้อนก็ทนไม่ไหว นายท่านของอาฝูนั้นมีบุญคุณที่ช่วยชีวิตนาง ในเมื่อเขาต้องการเครื่องปั้นลายครามแต่วัสดุหมด นางก็ยินดีที่จะยื่นมือเข้าช่วย หญิงสาวตัดสินใจลุกขึ้นไปทักทายอาฝูที่หันมามองนางด้วยสีหน้าแปลกใจ

      บังเอิญหรือ?

     “สวัสดีเจ้าค่ะ” หรั่นซิ่นหลี่ยิ้มโค้งทักทายอีกฝ่าย

     “อ้าว แม่นาง..” อาฝูจำนางได้ คนผู้นี้ที่นายท่านช่วยชีวิตไว้ที่น้ำตกจางหลูลู่ เขายิ้มรับคำทักทาย

     “เอ๊ะ เคยพบกันหรอกหรือ?” อันฉีชี่เกิดแปลกใจขึ้นมาอีกคน นางเป็นคนธรรมดาแต่รู้จักกับคนรถของใต้เท้าอินเนี่ยนะ?

     “อา.. เรื่องค่อนข้างยาว ..เอ่อ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่ข้าได้ยินเรื่องเมื่อครู่ ไม่ทราบว่าพวกท่านกำลังเดือดร้อนหาดินที่ใช้ปั้นเครื่องเคลือบใช่ไหม?” หรั่นซิ่นหลี่ถาม

     “ถ้าใช่แล้วอย่างไร? ไม่ใช่แล้วอย่างไร?” อันฉีชี่นึกครึ้มพูดจาไม่เข้าหูคนจนอาฝูที่ไม่เคยเห็นเขาในด้านนี้ถึงกับประหลาดใจ

     “ข้ายินดีช่วยท่านหาดินนั้น นายท่านของคนผู้นี้มีบุญคุณต่อชีวิตข้ามาก ได้โปรดให้ข้าได้ช่วยเหลือเถอะ” หญิงสาวโน้มศรีษะขอร้อง

      อันฉีชี่เห็นดังนั้นก็นึกใจอ่อนตอบไป “ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นเจ้าไปเก็บดินมา แถวป่าเหมยเหมันต์ที่หรูหนานมีดินขาวอยู่ เอามามากหน่อยนะ” อันฉีชี่หยิบแผนที่เดินทางมาให้นาง หารู้ไม่ว่าหรั่นซิ่นหลี่นั้นก็มีเช่นเดียวกัน แต่ทั้งที่มี.. นางก็ยังจะหลงทางอยู่ดี!

      หรั่นซิ่นหลี่รับแผ่นหนังที่วาดแผนที่ไปป่าเหมยเหมันต์นั้นมา ชื่อฟังดูประหลาดตา แต่ก็เอาเถิด! "ข้าจะรีบไปรีบกลับ"

     "อืมๆ" อันฉีชี่ไม่ใส่ใจนางแล้ว เขาเดินเข้าไปหลังร้านเพื่อหาเศษดินที่เหลือมาให้นางเป็นตัวอย่าง ไม่นานนักก็ออกมาพร้อมถุงสีขาวซึ่งในถุงนั้นมีดินที่เหลือเพียงหยิบมือเดียวอยู่ "ดินประเภทนี้จะช่วยปั้นเครื่องเคลือบสีขาวออกมาได้แวววาวและไร้ที่ติ อ้อ เจ้าลองชิมดูสิ!"

      กินดินเนี่ยนะ!?


@Admin JX009 7/15



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +15 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +77 ความหิว -11 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 15 + 500 + 77 -11 + 5

ดูบันทึกคะแนน

แปะ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1
โพสต์ 2018-4-12 23:11:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
วันที่บุปผาแดงฉาน ( 14 )
ซื้อ แต่ได้ ขาย (?) 4


     "..." ลังเลเล็กน้อยก่อนจะใช้นิ้วแตะมานิดหนึ่งปาดลงลิ้นไป "มีรสเค็มจริงๆ!"

     "เจ้าจะต้องจำเอาไว้ว่าดินชนิดนี้มีรสชาติเค็ม ฟังว่าต้องเค็มเท่านั้น มันจะไม่ฝาดเหมือนดินทั่วไป จำรสไว้ให้ดีล่ะ อีกอย่างหนึ่งเจ้าจะหาดินนี้ได้ก็ตามต้นไม้ จะหายากหน่อย.. ดินประเภทนี้จะเกิดตามต้นไม้ ค่อนข้างหายากนิดนึง ให้ขุดไปราวสามชุ่น แล้วต้องขุดเพียงบริเวณนั้นโดยรอบ ขุดหลายๆรอบเพราะแต่ละที่มีน้อย เข้าใจแล้วใช่ไหม?" อันฉีชี่อธิบายยาวเหยียดจนหรั่นซิ่นหลี่แทบมึน

     "เค็ม ตามต้นไม้ สามชุ่น และขุดบริเวณโดยรอบ" นางพูด

     "ถูกต้อง! เอาล่ะ ข้าขอตัวไปทำงานต่อก่อน อาฝู ขอต้องขอตัวก่อนแล้ว" อันฉีชี่โค้งอำลาไปหลังร้านเพื่อเตรียมของซ่อมแซมเครื่องปั้นลายครามให้หรั่นซิ่นหลี่

     "ต้องรบกวนแม่นางแล้ว แต่ว่าไปจนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ทราบชื่อเลย" อาฝูหันไปหาหรั่นซิ่นหลี่แล้วถาม แม่นางผู้นี้เมื่อครานั้นตอนพบกันสภาพปางตายยิ่งนัก นางหน้าซีดเซียวราวกับศพ ร่างกายถูกผีเสื้อรุมดอมดม โชคดีที่ครานั้นนายท่านเขาผ่านมาช่วยเหลือนางไว้ได้ทันท่วงที ยอมรับในใจว่าเวลานั้นที่เห็นนางจมกองเลือดใกล้ตายเป็นภาพที่สวยงามกระชากวิญญาณอย่างน่าประหลาด แต่หญิงสาวที่มีชีวิตชีวาเบื้องหน้านี้ดูมีสง่าราศรีสดใสยิ่งกว่าฤดูใบไม้ผลิที่เข้ามาเยือน จะติต่างก็แต่ที่นัยย์ตานางนั้นไร้แสงสะท้อนในแววตา..

     "หรั่นซิ่นหลี่ เสียมารยาทแล้ว" นางโค้งคำนับ แม้อีกฝ่ายจะเป็นคนของผู้มีพระคุณ กระนั้นนางก็ยังไม่อาจบอกชื่อจริงของตนออกไปได้.. ต้องรอให้เรื่องทุกอย่างจบ ต้องมีการรับประกันว่าชีวิตนางจะอยู่ยาว ทว่าตั้งแต่เลือกเส้นทางนี้นับว่าเจอคนมาไม่น้อย มีอะไรมากหลายตา และยังได้พบเจอ..

     "ที่แท้แม่นางชื่อ หรั่นซิ่นหลี่ ข้าชื่อ ลี่ฝู แม่นางจะเรียกข้าว่า อาฝู เช่นนายท่านก็ได้น่อ" ร่างป้อมยิ้มมองหญิงสาว

     "อะ.. คือข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะถาม" กระอักกระอ่วนครั้นก็สงสัย แก้มนวลผ่องมีสีขึ้นมาเล็กน้อย..

      อาฝูเห็นดังนั้นจึงยิ้มตอบ "เชิญแม่นางหรั่น"

     "ข้า.. อยากทราบนามของนายท่าน คือข้าอยากจะรู้ชื่อรู้แซ่ไว้สักนิดก็ยังดีในเมื่อเขามีบุญคุณต่อข้ามากนักข้าก็อยากจะตอบแทนแต่ว่าคงไม่ใช่ตอนนี้เพราะจนบัดนี้ยังไม่ได้พบหน้าเลยสัคกรั้งเดียว..ไม่สินี่ข้าพูดอะไร เอ่อ ..เอ่อ!" ยิ่งกว่าอับอาย หรั่นซิ่นหลี่เผลอพูดสิ่งที่อยู่ในใจไปเสียจนหมด

     "...เกรงว่าจะบอกได้เพียง นายท่านชื่อ ใต้เท้าอิน ขอรับ" อาฝูกล่าว

      ..ใต้เท้าอิน.. ในที่สุดข้าก็รู้แซ่เขาแล้ว!

     "อืม.. ถ้าแม่นางอยากทราบชื่อนายท่าน ไว้ท่านค่อยถามคุณชายตอนเจอกันนะขอรับ หลังได้เครื่องเคลือบพวกเราจะไปหานตานกันต่อ" อาฝูรู้ทันนาง ด้วยเพราะเป็นคนที่มีอายุจึงผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อย แม่นางหรั่นผู้นี้มีความสนใจในตัวนายท่านอย่างแน่นอน! แต่ว่านายท่าน..

     "ขอบคุณ.. ขอบคุณมากเจ้าค่ะ!" รอยยิ้มที่สดใสปรากฏบนใบหน้านาง แววตาครึ้มไร้แสงมีแววขึ้นมาพลัน ความรู้สึกยินดีปรี่เข้ามาในใจนางอย่างอดไม่ได้ หรั่นซิ่นหลี่ในเวลานี้จะทำอะไรก็ยอมทั้งสิ้นขอแค่ให้ได้พบใต้เท้าอินผู้นั้น!

      อาฝูลาออกไปแล้วส่วนนางยังคงยืนอยู่ในร้าน อันฉีชี่ที่มาเห็นดังนั้นจึงโวยวายยกใหญ่ "ยังไม่รีบไปอีกรึ? เจ้าต้องไปไกลนะ!"

     "ท่านไม่ได้บอกจำนวน ข้าจะไปขนมาเท่าไหร่จึงจะพอเล่า!? อีกอย่างข้าคิดจะเดินทางวันพรุ่งนี้ ท่านดูตะวันสิ.. ใกล้ลับฟ้าแล้วจะให้ข้าเดินทางไปในที่ไม่คุ้นท่ามกลางความมืดได้อย่างไรกัน?" นางโวยคืนบ้างทำเอาเถ้าแก่หนุ่มฝืดหน้าไป

      จริงอย่างที่นางว่า.. คิดดูแล้วดินที่จะเอามาใช้นั้นหายากมาก ..ไหนๆก็ไหนๆแล้วให้นางขนมาสัก.. "ยี่สิบกระสอบ เกรงว่าเจ้าจะต้องหาเกวียนใช้แล้ว" เขายื่นกระสอบและเงินอีกจำนวนหนึ่งให้นางไปแล้วบอกว่าในเมืองน่าจะมีเกวียนขายอยู่ลองไปดู

      หรั่นซิ่นหลี่รับของเหล่านั้นมา นางเดินออกจากหน้าร้านไปไม่ไกลก็เห็นป้าย 'เกวียนเช่า-ขาย' นับว่าเป็นความโชคดีช่างหาได้ยาก! หรั่นซิ่นหลี่ไม่รอช้ารีบตรงเข้าไปขอเช่าทันที

     "ไม่เช่าแล้วๆ ขายอย่างเดียว! มีวัวแถมด้วยแบบนี้คิดราคาถูกที่สุดแล้ว!" คนขายยิ้มมองนางด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ หญิงสาวรู้ได้ในทันทีว่าตัวเองนั้นโดนเล่นเข้าให้แล้ว แต่ตัวนางก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเมื่อเดินเข้าไปในตัวเมืองถามไปมาถึงเกวียนกลับไม่พบเลย เหลือเพียงคันเดียวของเจ้าคนต้มตุ๋นนั่น! นางได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินกลับมาที่เดิมก่อนจะยื่นเงินให้ไป ..ในที่สุดก็ได้เกวียนและวัวมา!

      เกรงว่าคราวนี้จะไม่อาจพาเสี่ยไป๋และซือเอ๋อร์ไปด้วยได้.. แต่ตอนนี้เรื่องที่สำคัญกว่าคือ "แล้วข้าจะขับเกวียนยังไง?"

@Admin JX009 8/15



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +15 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +77 ความหิว -8 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 15 + 500 + 77 -8 + 5

ดูบันทึกคะแนน

แปะ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1
โพสต์ 2018-4-17 15:53:16 | ดูโพสต์ทั้งหมด
วันที่บุปผาแดงฉาน ( 42 )
ส่งดิน (3)

     เป็นเพราะลมทำให้เสียเวลาในการเดินเรือเล็กน้อย เวลาถึงจึงล่าช้าไปครึ่งชั่วยามแต่นั่นไม่ได้เสียหายอะไรถ้าคนถือบังเหียนจะสะบัดเร่งขึ้นหน่อย จึงสามารถเร่งการเดินทางไปร้านเครื่องปั้นลายครามฉีชี่ได้ระยะหนึ่ง ถือว่าไม่เลวเท่าไรนัก การเดินทางไม่มีอะไรพิเศษมากมายนอกจากความน่าตื่นเต้นยามที่ต้องเคลื่อนเกวียนขึ้นเรือนั้นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษไม่ให้ไหล เจ้าวัวก็พยายามเต็มที่ไม่ให้เกิดอันตรายจนในที่สุดก็สามารถลงมาได้อย่างปลอดภัย เป็นความประทับใจหนึ่งที่ทำให้หรั่นซิ่นหลี่คิดว่าหากมีจวนเป็นของตัวเอง นางคงจะสร้างใกล้แม่น้ำเป็นหลักหรือรวมกันไปเสียเลย

     มีจวนเป็นของตัวเองงั้นรึ..

     คิดราวกับว่าตนไม่เคยมีบ้าน แท้จริงแล้วบ้านไม่ใช่บ้าน.. เท่านั้น เปลือกตาหรี่ลงหันไปสบตากับเจ้ากวางใหญ่ หยางอินมองมาที่นางด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใยก่อนจะชะลอการเดินให้เท่าเทียมนางที่คุมบังเหียน ที่ติดตามหญิงสาวไม่ใช่เพราะนางปลอบตนเพียงอย่างเดียว แต่ความอ่อนโยนนั้นยากที่จะได้รับจากมนุษย์ซึ่งยืนอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร มันจึงขอติดตามหญิงสาวไป

     "เอ้า หยางอิน กินแครอทสักนิดสิ" เป็นเพราะบนเรือเมื่อครู่เห็นอีกฝ่ายกำลังมึนๆจนเอาแต่นอน นางคิดว่ากวางนั้นคงเมาเรือและลักษณะตอนนี้ก็ดูเหนื่อยอ่อนแรงจึงหยิบแครอทออกมาให้มันกิน หยางอินอ้าปากงับผักสีส้มเข้าปากไปแล้วเคี้ยวเสียงดังก่อนจะอ้าปากขออีก หญิงสาวยิ้มแล้วค่อยป้อนให้ทีละหัวจนมันอิ่มท้อง เจ้ากวางตัวนี้เฉลียวฉลาดนัก รู้ว่ายามไหนที่นางต้องการความช่วยเหลือก็มักจะมา เป็นกวางที่มีความภักดีนัก

     "เถ้าแก่คะ ข้ากลับมาแล้ว" ไม่นานเท่าไหร่ก็ถึงตัวเมือง นางเคลื่อนเกวียนไปจอดหน้าร้านแล้วตะโกนบอกอันฉีชี่ "ข้าขนกระสอบมาวางไว้หลังร้านนะเจ้าคะ" เสียงนางดังจากหน้าร้านเข้าไปข้างใน กระสอบทั้งยี่สิบค่อยๆถูกยกลงมาแล้วลากไปหลังร้านตามที่คนว่า

     "อืมๆ" อันฉีชี่ได้ยินคนแล้วแต่เพราะกำลังยุ่งจึงไม่ได้ออกมาดู








คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +15 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -18 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 15 + 500 + 25 -18 + 5

ดูบันทึกคะแนน

แปะ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1
โพสต์ 2018-4-19 18:46:43 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LanXinLi เมื่อ 2018-4-20 00:04

วันที่บุปผาแดงฉาน ( 43 )
เครื่องปั้น (1)


     นางเห็นเขาตอบสั้นๆจึงคิดว่าคงกำลังยุ่ง เมื่อกระสอบถูกลากเข้ามาหลังร้านก็เห็นว่าร่างสูงนั้นกำลังทำความสะอาดเครื่องปั้นอยู่ นางไม่ได้รบกวนแล้วขนกระสอบทั้งหมดให้เสร็จ แน่นอนว่าแรงนั้นหมดก่อนเสียครึ่งแรกเสียอย่างนั้นแล้ว หยางอินไม่สามารถเข้ามาช่วยนางได้จึงได้แต่เพียงคาบกระสอบลากมาไว้ที่หน้าร้านเท่านั้น หรั่นซิ่นหลี่นั่งพักเหนื่อยอยู่ก้านธูปหนึ่งแล้วทำต่อจนครบ

     "เสร็จแล้วนะคะ" นางพูดแล้วปัดมือเข้าด้วยกันให้เศษดินที่ติดกระสอบหลุดออกจากมือให้หมด

     "อา ขอบใจมาก" อันฉีชี่ตอบ

      ได้ยินเสียงเขามาจากอีกห้องเล็กๆอีกห้องหนึ่งนางนึงเดินเข้ามาดู เห็นชายหนุ่มกำลังเช็ดถูเครื่องปั้นอย่างทะนุถนอมมองแล้วเห็นได้ชัดว่าเถ้าแก่อันฉีชี่ผู้นี้ให้ความสำคัญกับชิ้นงานของตัวเองมากถึงเพียงไหน "ท่านมาอยู่ตรงนี้เองรึ" นางถือวิสาสะเดินเข้ามาภายในห้อง เมื่อมองไปรอบๆก็พบว่าที่แท้ห้องนี้คือห้องปั้น ข้างๆกำแพงคือชั้นพักเครื่องปั้นตู้หนึ่ง อีกตู้คือตู้วางผลงานที่ต้องลงน้ำยาหรือวาดลาย ยามทำเสร็จแล้วอาจต้องมาขัดถูบ้างให้ชัดขึ้นหรือเพื่อดูว่าต้องปกปิดความผิดพลาดตรงไหนบ้างหรือไม่ เป็นการตรวจงาน กลิ่นอายของดินผสมกับทรายไม่มีความเค็มแต่ให้ความรู้สึกสากและชื้นจมูกเล็กน้อย เป็นเพราะที่นี่คือห้องปั้น เต็มไปด้วยดินที่เพิ่งทำเสร็จหมาดๆวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด อันฉีชี่ภูมิใจในผลงานเหล่านี้ของตัวเองเป็นอย่างมาก เขามักจะเข้ามาทำงานในห้องนี้ตั้งแต่หัวรุ่งจนดึกดื่นหรือบางครั้งอาจทำถึงเช้า

      หรั่นซิ่นหลี่เดินมาหยุดมองดูเครื่องปั้นลายครามที่พักจากการลงน้ำยาเคลือบ นางยืนข้างหลังอันฉีชี่แล้วค่อยๆชื่นชมผลงานทีละชิ้น ทางขวาบนนั้นคือลายภูเขาโขดหิน มีนกกระยางหนึ่งตัวยืนขาเดียว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาต้องการสื่ออะไร ชิ้นเล็กที่สุดเห็นจะเป็นจอกเหล้าสามขาที่มีลายบุปผาบานสะพรั่ง มองไปแล้วคล้ายว่าจะเบ่งบานจนได้กลิ่นหอมหวานสะพัดออกมาจริงๆ ทางซ้ายมือคล้ายว่าเป็นกล่องแต่เมื่อมองดีๆแล้วเป็นเครื่องปั้นที่มีลักษณะเหบี่ยมมนขอบ รูปร่างแปลกตาทำให้หญิงสาวอดแปลกใจไม่ได้ นางมองอยู่สักครู่หนึ่งจึงละออกมามองอีกฝั่ง เป็นชั้นที่มีแต่แจกันรูปร่างสูงที่ถูกวาดจนลวดลายเลื้อยเต็มพื้นที่

     "ฝีมือท่านนี่งดงามมากจริงๆ" พูดจบแล้วคนที่กำลังฟังก็หยุดมือเช็ดถูแจกันลง อันฉีชี่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วหันมาหานาง

     "เห็นแก่ที่เจ้าช่วยข้า อยากจะลองปั้นดูไหมล่ะ?" เขาหันมากะทันหันทำให้หรั่นซิ่นหลี่ตกใจกับคำถามจนตอบไปโดยไม่ทันคิด

     "อะ.. อืม"

      ครู่ต่อมาดินเปียกที่ถูกผสมเรียบร้อยแล้วก็ถูกนำมาวางบนหินหมุนมือ อันฉีชี่นั่งลงบนเก้าอี้เตี้ยแล้วค่อยนวดดินอย่างแผ่วเบา "ข้าจะทำให้ดูก่อน" คนนั่งข้างพยักหน้าตามแล้วมองมือคู่งามที่ค่อยหมุนหินแล้วประกบดินขึ้นเป็นรูปทรง สักพักก็ได้เป็นกลมคล้ายลูกบอลขึ้นมาก่อนจะกำปั้นลงไปที่ใจกลางจนโบ๋ อันฉีชี่ใช้นิ้วมือทั้งสิบค่อยจัดโถเล็กให้เป็นรูปทรงโดยมีปากหนาเล็กน้อย ไม่นานนักก็ได้ชิ้นงานออกมา

     "ว่องไวมาก!" นางได้แต่อ้าปากค้างเก้อมองดูชิ้นงานที่สวยงามแม้จะเป็นเพียงดินเปล่า

     "เจ้าลองดูสิ" นางพยักหน้าตอบแล้วลองทำแบบเขาเมื่อครู่ แต่ปรากฏว่าทำได้เพียงเป็นก้อนกลมๆเท่านั้น อันฉีชี่หัวเราะแล้วบอกนาง

     "ครั้งแรกล้วนยากเช่นนี้ แต่ดูแล้วเจ้าน่าจะพอมีฝีมือบ้าง สอนอีกหน่อยก็น่าจะพอเป็นงาน มาช่วยข้าทำงานปั้นไหม? ช่วงนี้คนงานลากลับบ้านไปไหว้บรรพบุรุษหมด" คำเชิญชวนของเขาน่าสนใจนัก มองไปโดยรอบแล้วจึงเพิ่งคิดได้ว่าที่ร้านนี้มีเพียงเขาคนเดียว เช่นนั้นจะทำงานทั้งหมดไหวหรือ? มองดูชั้นที่เต็มไปด้วยผลงานที่ยังไม่เสร็จ หรั่นซิ่นหลี่ก็พยักหน้าตอบในทันที




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +15 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +77 ความหิว -28 Point +10 ย่อ เหตุผล
Admin + 15 + 500 + 77 -28 + 10

ดูบันทึกคะแนน

แปะ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1
โพสต์ 2018-4-22 16:39:53 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LanXinLi เมื่อ 2018-4-22 22:11

วันที่บุปผาแดงฉาน ( 44 )
เครื่องปั้น (2)

     ข้าได้แต่นั่งมองก้อนดินบนแท่นหินหมุนแล้วเหลือบดูอันฉีชี่ที่ปั้นงานอย่างขมักเขม้นจนได้แจกันเป็นสิบๆใบภายในเวลาชั่วครู่เท่านั้น นี่ตัวข้าที่นั่งหมุนดินไปมาจนกลมป๊อกทำได้แค่หมุนดินไม่เป็นทรงสักที พยายามเลียนแบบอีกฝ่ายด้วยการใช้นิ้วทั้งสิบในการใช้ควบคุมฐานหรือรูปทรงก็แล้วอีก แต่ไม่ว่าฐานจะกว้างหรือรูปทรงจะหนาจะบางมากเพียงใด เมื่อทำให้ตั้งตรงขึ้นก็จะย้วยลงมาอยู่ดี ลมหายใจอุ่นผ่อนออกจากปลายจมูกรั้นบ่อยครั้งจนเสียงนั้นทำให้อันฉีชี่เกิดรำคาญ แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้ถือสาอะไรนางด้วยเข้าใจว่ามันยากสำหรับคนที่ไม่เคยทำ จะให้จู่ๆเป็นขึ้นมาเลยก็คงจะไม่ได้ เขาใจเย็นพอที่จะรอให้นางเรียนรู้ด้วยตัวเอง อันฉีชี่จึงนั่งปั้นงานของตัวเองต่อไปอย่างไม่ลดละโดยเหลือบมองหรั่นซิ่นหลี่ที่พยายามไล้ดินให้เป็นรูปทรงบางครั้งบางครา

     แต่ที่สุดแล้วก็คิดว่าตัวเองไม่อาจทำงานเช่นนี้ได้ หรั่นซิ่นหลี่มองอันฉีชี่ด้วยสายตาที่เขาพอจะเข้าใจ ร่างสูงลุกขึ้นมายืนข้างหลังนางแล้วพาออกไปข้างนอก

     แม้หลังร้านจะมีพื้นที่เดิมแล้วแต่เลยไปอีกยังมีพื้นที่ว่างข้างหลังโดบสร้างไว้เพื่อเป็นพื้นที่เตรียมวัสดุ อันฉีชี่พานางมายังพื้นที่เตรียมวัตดุถิบเพื่อให้คนได้ทำความเข้าใจและศึกษาก่อนลงมือทำงาน นางที่มาถึงเจอดินแล้วปั้นเลยคงจะไม่เข้าใจว่าปัจจัยใดกันที่ทำให้ดินเหลวๆนั้นสามารถขึ้นรูปได้ นิ้วชี้เรียวฉายปลายจุดหมายคือกองดินและหินที่กำลังถูกทุบโดยใช้แรงกังหันน้ำหมุนวนขึ้นลงตักทำให้ไม้ที่ต่ออยู่ติดกันสามารถขยับขึ้นลงคอยทุบหินเหล่านั้นในโพรงที่ขุดและก่อผนังไว้จนแหลกละเอียด

“ข้าพาเจ้ามาดูกระบวนการจะได้เข้าใจอะไรมากขึ้น เอ้าดูซะ! นี่คือขั้นตอนแรก พวกคนงานจะขนหินมาจากภูเขาแล้วทุบให้แตกเป็นก้อนๆอย่างน้อยขนาดเท่ากำปั้นหรือเล็กกว่านั้น ก่อนจะใส่ลงโพรงพวกนั้นให้มันทุบละเอียดจนเป็นผุยผงอย่างที่เจ้าเห็นในหลุมนี้ ถ้าให้ดีหินควรจะมีอายุมากจะมีความหนาแน่นของหินสูง”

     ...ใช้แรงจากน้ำช่วยงั้นรึ… หรั่นซิ่นหลี่ขณะนั้นมัวกำลังแปลกใจในการใช้แรงจากน้ำจึงไม่ทันตั้งใจฟังสิ่งที่อันฉีชี่พูดทำให้เขาหงุดหงิดขึ้นมา “ถ้าเจ้าไม่ฟังข้าจะพย..”

     “ข้าฟังอยู่!” นางเองก็กำลังคิดเพลินเช่นกัน แอบหงุดหงิดบ้างแต่ไม่มากเท่าไร อีกอย่างคือเป็นตนเองที่เสียมารยาท กระนั้นก็พอจับใจความสิ่งที่อันฉีชี่พูดได้บ้าง นางจึงถามออกไป “อะไรคือหินที่มีอายุมากรึเจ้าคะ?”

     “หิน เกิดจากการทับถมของซากสิ่งมีชีวิตเป็นร้อยหรือพันปี จากของเน่ากลายเป็นเศษดินจนกระทั่งผสมกับแร่และแข็งกลายเป็นหิน ยิ่งมีอายุทับถมมากเท่าไหร่ หินก็จะหนาและแข็งมากเท่านั้น”

    “ขั้นตอนต่อไป คนงานจะโกยผงละเอียดพวกนี้ไปเทใส่บ่อพัก บ่อพัก ความหมายตามชื่อ เป็นบ่อที่ใส่น้ำเพื่อเทผงดินลงไปแล้วคนให้เข้าเนื้อกันเหมือนกับว่าเจ้ากำลังทำอาหาร ทิ้งบ่อพักที่ผสมแล้วไว้สักสิบสองชั่วยาม”

     “หลังจากนั้นเอาน้ำทั้งหมดไปกรองที่ตะแกรงสามชั้น ชั้นแรกกรองหิน ชั้นที่สองกรองดิน ชั้นที่สามกรองเศษ น้ำที่ได้ก็จะมีความบริสุทธิ์พร้อมเป็นโคลนมากขึ้น”

     “น้ำที่ได้มาจากการกรองจะถูกนำกลั่นก็จะได้เนื้อดินมา จากนั้น.. มานี่สิ ถอดรองเท้าด้วยนะ”

     “เอ๊ะ..?”

     “บอกให้มาก็มาเถอะน่า” อันฉีชี่กวักมือเรียกนาง เขาถอดรองเท้าเตรียม

     “นี่คือ?”

     “ดินไงล่ะ เหยียบสิ”

     “จะบ้าเหรอ มันลื่นนะ!” อันฉีชี่ไม่สนใจที่นางพูดแล้วผลักให้ร่างนั้นเดินไปเหยียบเจ้าก้อนดิน

     ผลั่ก!

     “กรี๊ดๆ!....อะ อ้าว… หนะ เหนียวมากเลย” เกิดแปลกใจขึ้นมา แทนที่เจ้าก้อนนี่จะลื่นแต่กลับเหนียวเสียอย่างนั้น

     “ใช่ เพราะแบบนี้ก็เลยต้องนวดด้วยเท้าให้ดินนิ่มยังไงล่ะ เอ้า! ย่ำไป ซ้าย ขวา ซ้าย” อันฉีชี่อธิบาย เขาขึ้นมาเหยียบบนก้อนดินแล้วใช้เท้าย่ำนวดไปมาโดยคอยช่วยประคองนางไว้แขนถือแขน

     “ซ้าย ขวา ซ้าย…”

     ผ่านไปแล้วหลายชั่วยามก็ได้ก้อนดินที่นำไปใช้งานได้ในทันทีมาเรียบร้อย อันฉีชี่หยิบมาก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง เขานำนางกลับไปที่ห้องปั้น แล้วให้หรั่นซิ่นหลี่ลองใหม่ นางมองเขาไม่เข้าใจก่อนจะยอมทำทีละนิด ผลคือมันดีกว่าก่อน เป็นเพราะดินใหม่ๆที่เพิ่งได้มาคือดินเกาะตัวดีกว่าก่อน ที่แท้ดินที่ผ่านการนวดมาแล้วจะใช้ได้ดี หนก่อนนางไม่ทันได้ทำจึงได้ดินเหลว แล้วยังใช้น้ำเพิ่มอีก! ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ มือเรียวค่อยบรรจงทำตามที่อันฉีชี่สอน ไม่นานนักก็ได้แจกันกลมขึ้นมารูปหนึ่ง หรั่นซิ่นหลี่ร้องอย่างดีใจแล้วเริ่มทำต่อไปเรื่อยๆจนในที่สุดแจกันและโถทั้งหมดก็เสร็จเรียบร้อย

     "เสร็จแล้ว! ดูสิๆ งานข้าดูดีไม่น้อยเลยใช่ไหม?" หรั่นซิ่นหลี่ยิ้มแย้ม นางเดินวนไปมามองผลงานตัวเองบนชั้นพักชิ้นงานอย่างพอใจ อันฉีชี่เห็นอดเอ็นดูไม่ได้ เดินมาชื่นชมนางเล็กน้อย

     "โอ้! ถ้าตั้งใจก็ทำได้นี่"



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +15 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -17 Point +10 ย่อ เหตุผล
Admin + 15 + 500 + 25 -17 + 10

ดูบันทึกคะแนน

แปะ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1
โพสต์ 2018-4-23 01:30:37 | ดูโพสต์ทั้งหมด
วันที่บุปผาแดงฉาน ( 45 )
เครื่องปั้น (3)

     ระหว่างที่กำลังรอให้เครื่องปั้นแห้ง อันฉีชี่เดินออกไปนอกร้านเพื่อหาเจ้าของร้านฟืนเนื่องจากว่าฟืนที่จะใช้จุดเตาเผานั้นไม่เพียงพอ หรั่นซิ่นหลี่จึงเดินวนไปรอบๆเพื่อดูการทำงานของกังหันน้ำที่อันฉีชี่นำมาใช้ มือปัดกระโปรงให้หลบทางไปแล้วนั่งลงมองกังหันหมุนไปเรื่อยๆ คิ้วเรียวขมวดมองมันอย่างสนใจด้วยเพราะสงสัยว่ามันขยับเองได้ยังไง พลันสายตาก็เห็นกระบอกไผ่ข้างบนซึ่งมีน้ำไหลวนจากบ่อข้างล่างขึ้นไปอยู่ก็เข้าใจได้ในทันที ที่แท้มีวิธีแบบนี้อยู่ ช่างน่าประหลาดนัก!

     นั่งจ้องกังหันได้ไม่นาน อันฉีชี่ก็กลับมาจากการเรียกช่างฟืนมาพอดี คนกลับมาพร้อมเกวียนที่มีฟืนบรรทุกอยู่เต็ม เจ้าของร้านฟืนจัดแจงขนมันเข้าไปไว้ใต้ฐานเตาเผาที่ลึกถึงสิบชุ่น แล้วเก็บส่วนที่เหลือไว้ห้องเก็บฟืน ทุกอย่างมีอันฉีชี่คอยดูแลอยู่ เขายืนชี้นั่นนี่ไปด้วยท่าทางเบื่อหน่าย มองไปแล้วเหมือนคนคร้านแต่แท้จริงแล้วเขาแค่เหนื่อยจากการนั่งนานๆเท่านั้นเอง ร่างในชุดสีครามสะบัดแขนเสื้อไปมาเพราะอากาศร้อนขึ้นเล็กน้อย หรั่นซิ่นหลี่จึงเดินไปหยิบน้ำมาให้เขาชามหนึ่ง

     "ขอบคุณ" อันฉีชี่กล่าวแล้วรับชามน้ำดื่มลงคอไปจึงค่อยผ่อนความร้อนในกายลงได้บ้าง

     "นายท่านอันขอรับ ฟืนทั้งหมดจัดการเรียบร้อยแล้ว" เจ้าของร้านฟืนเดินเข้ามาหาอันฉีชี่แล้วผายมือไปทางเตาขนาดใหญ่

     "ถ้าอย่างนั้นรบกวนท่านรอสักครู่ ข้าจะไปขนเครื่องปั้นมา" เจ้าของร้านเครื่องปั้นลายครามหนุ่มกล่าวก่อนจะเดินกลับเข้าไปในร้านพร้อมสตรีชุดแดงข้างกาย หรั่นซิ่นหลี่เดินตามเข้าเข้าไปในห้องปั้นแล้วลากรถลากเล็กมารอไว้

     อันฉีชี่วางเครื่องปั้นชิ้นใหญ่ลงไปก่อนแล้วเรียงขนาดขึ้นไปทีละชั้น เขาทำมันอย่างระวังโดยมีหรั่นซิ่นหลี่คอยเป็นลูกมือ จากนั้นรถลากก็ถูกลากออกมาเข้าไปในเตาโดยชายหนุ่ม เตาเผานี้ไม่เหมือนเตาที่ใช้อบอาหาร มันคือเตาขนาดใหญ่ทำจากหินและดินที่สูงและกว้างขนาดที่คนสามารถเข้าไปยืนอยู่ได้หลายสิบคน หรั่นซิ่นหลี่หยิบเครื่องปั้นออกมาทีละชิ้นแล้ววางลงในหีบสำริด มันจะช่วยเพิ่มความร้อนขึ้นหลังจากจุดไฟ

     "วางดีๆล่ะ" อันฉีชี่พูดกำชับด้วยเห็นว่านางยังไม่ชำนาญงาน ก่อนจะให้คนงานร้านฟืนอีกคนมาช่วยยกหีบขึ้นวางบนฐานแล้วซ้อนไว้เป็นชั้นไป

     เมื่อหีบทั้งหมดครบจำนวนนับได้ครึ่งเตาแล้วอันฉีชี่ก็เดินเข้าไปดูความเรียบร้อยอีกรอบว่าวางอยู่ดีแล้วและไม่มีใครอยู่จึงเดินออกมาพร้อมหรั่นซิ่นหลี่ที่ลากรถลากตามมา

     "ปิดช่องแล้วจุดไฟได้เลย" อันฉีชี่พูด เจ้าของร้านฟืนจึงสั่งให้คนงานทั้งหมดลงมือวางก้อนหินเหลี่ยมเชื่อมปะด้วยดินเหนียวเป็นชั้นขึ้นไปจนมิดทางเข้าทั้งหมดก่อนจะทับด้วยดินอีกชั้นหนึ่ง แล้วคนก็เริ่มจุดไฟในช่องด้านล่างที่เตรียมไว้ ไม่นานควันก็ลอยออกมาจากปล่องเล็กข้างบน

     หรั่นซิ่นหลี่ยืนมองควันขาวพวยพุ่งขึ้นไปในอากาศอย่างในจดใจจ่อ อันฉีชี่เห็นดังนั้นจึงเดินมาบอกนางหลังจากจ่ายค่าแรงให้เจ้าของร้านฟืนเรียบร้อยแล้ว "เจ้าต้องรออีกสี่ชั่วยาม ไปนอนเถอะ" เขานำนางไปที่ห้องนอนของคนงาน

     "เจ้านอนพักที่นี่ได้"

    "..." บ้านคนอื่นเนี่ยนะ ..ตั้งแต่เกิดมาข้ายังไม่เคยนอนบ้านใครเลย แล้วบ้านคนอื่นก็เป็นบ้านของบุรุษด้วย!

     "นี่เป็นห้องพักคนงาน ส่วนข้านอนอยู่ข้างบน ถึงจะใต้หลังคาเดียวกันแต่รับรองได้ว่าข้าไม่พิศวาสเจ้าหรอก" เพราะเขาพูดอย่างนั้นหรั่นซิ่นหลี่จึงยอมเดินเข้าไปข้างในแล้วพักผ่อน เสียงประตูปิดลงพร้อมฝีเท้าที่เดินออกไปไกล

     พระจันทร์ขึ้นฉายบนนภา ในเมืองดับไฟลงแล้วไร้ซึ่งเสียงใดแต่ร่างหนึ่งในชุดขาวยังคงนั่งอยู่บนเตียงมองพระจันทร์ไม่ละสายตาไป ดวงตานั้นเหม่อลอยด้วยเสียงที่ก้องในศรีษะ 'สะ.. เสี่ยวหลี่ จ..ง มีชีวิ...' เสียงที่ตามหลอกหลอนนางมาตลอดสิบสองปียังไม่เคยหายไป อาการนอนไม่หลับเพราะภาพในอดีตของนางจนบัดนี้ก็ยังไม่ดีขึ้น.. ห้วงภวังค์นั้นถูกขัดด้วยเสียงเคาะประตูจากข้างนอก

     "หลับหรือยัง?" เสียงทุ้มต่ำนั้นคืออันฉีชี่

     "ท่านมีอะไรหรือเปล่า?" หรั่นซิ่นหลี่สวมเสื้อให้เรียบร้อยแล้วลุกจากเตียงเดินไปที่ประตู

     "...ข้ากำลังหาเพื่อนชมพระจันทร์"

     ค่ำคืนนั้นนางมีคนนั่งจิบชาชมแสงสีทองเป็นเพื่อน ขนมไหวพระจันทร์ที่ปกติแล้วจะได้ทานแค่ในช่วงเทศกาลกลับมาอยู่บนจานที่โต๊ะนี้ เป็นเพราะอันฉีชี่ชอบทานขนมไหว้พระจันทร์ไส้เค็มเขาจึงมักสั่งร้านขนมไว้เสมอ ไม่ต้องรอให้มากพิธี อันฉีชี่ผายมือให้นางทานก่อน หรั่นซิ่นหลี่จึงนรับน้ำใจนั้นไว้ รสหวานติดลิ้นเข้าไปในปากเป็นขนมไหว้พระจันทร์ที่อร่อยมากจริงๆ! จิบพร้อมน้ำชารสชาติไม่เลวเลย! สองร่างนั่งเงียบในสวนค่อยจิบชาและทานขนมไป ฟังเสียงใบไม้และลมสะพัดขึ้นไปในนภา จันทร์ฉายแสงส่องประคองดาราให้พรั่งพราวเป็นค่ำคืนที่ยาวนานแต่หอมหวานไปจนเช้า..



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 2เงินชั่ง +605 เงินตำลึง +500 ความหิว -14 Point +10 ย่อ เหตุผล
Zhangfu + 600 ถูกใจ
Admin + 5 + 500 -14 + 10

ดูบันทึกคะแนน

แปะ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1
โพสต์ 2018-4-25 03:29:23 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LanXinLi เมื่อ 2018-4-29 22:56

วันที่บุปผาแดงฉาน ( 46 )
เครื่องปั้น (4)

     เสียงหินกระแทกดินแข็งสะท้อนดังเข้าโสตประสาทร่างที่กำลังหลับสบายบนเตียงแพรอย่างเคลิ้มเคลา เปลือกตาขยับลืมขึ้นพรึบด้วยความตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น สองขารีบเดินไปที่หน้าต่างใกล้เสียงแล้วชะโงกมองออกไปจึงพบว่าที่แท้คนงานกำลังทุบประตูเตาเผาให้ทลายลงเพื่อนำเครื่องปั้นออกมา อวดองค์สะบัดแขนเสื้อพลิ้วไปคว้าเสื้อมาสวมให้เรียบร้อยแล้วเดินไปล้างหน้าให้ตื่นแจ่มใสก่อนจะออกไปดูว่าเป็นอย่างไรแล้ว

     “ตื่นแล้วรึ” ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังออกมาจากทางเข้าหลังก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นนางในชุดบุปผาบานเดิมกำลังเดินมาทางเขา ร่างสูงหันไปมองก่อนจะเห็นรอยคล้ำใต้ตานางแล้วหลุดขำออกมา ด้วยว่าเมื่อคืนนั้นรบกวนสตรีเบื้องหน้าให้อยู่ชมจันทร์ร่วมจนตะวันขึ้นนางจึงได้ไปนอน นี่ก็ใกล้เวลาที่ตะวันจะชี้กลางศรีษะแล้ว นางเพิ่งจะได้ลุกจากเตียงมา แต่กระนั้นก็ยังมีรอยคล้ำใต้ตาอยู่เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้เลยว่าคนนั้นนอนไม่พอ

     “รบกวนเจ้าเสียจนเช้า ไปนอนต่อจะดีกว่าหรือไม่?” อันฉีชี่ไม่ถือสาหากนางจะขอไปนอนต่อ เป็นเขาเองที่รบกวนคน รู้ทั้งรู้ว่านางเหนื่อยงานแล้วยังจะมีน้ำใจมานั่งเป็นเพื่อนทั้งคืนโดยไม่ปริปากบ่นอีก อยากให้คนได้พัก ใบหน้างามนั้นจะได้ไม่บอบช้ำไปก่อนวัย

     “ไม่เป็นไรๆ ข้านอนพอแล้ว เพียงว่าไม่ชินเวลาเท่านั้น” หรั่นซิ่นหลี่ปัดป่ายมือไปมาเชิงบอกว่าไม่เป็นอะไรจริงๆ นางยิ้มมองคนแล้วเพ่งสายตาไปที่กองดิน จรดปลายทางนั้นคือคนงานกำลังใช้จอบและพลั่วเคาะตักดินที่แข็งจากความร้อนออกมากองไว้ข้างๆ ชั้นแรกเคาะผ่านไปแล้ว เหลืออีกชั้นหนึ่งที่เป็นดินก็คงจะยากหน่อย ต้องใช้เวลา.. อันฉีชี่จึงเชิญทุกคนไปนั่งทานอาหารกลางวันก่อนแล้วค่อยมาทำงานต่อ มื้อเที่ยงนี้ได้บะหมี่เกี๊ยวน้ำจากแผงลอยที่ผ่านมา ด้วยเพราะลิ้นนางบางเกินกว่าจะทานของร้อนมากๆได้ หรั่นซิ่นหลี่จึงรอพักหนึ่งก่อนจะรับประทาน เมื่อได้เส้นเหนียวนุ่มและน้ำซุปอุ่นลื่นไหลลงคอจึงค่อยทำให้ร่างกายตื่นตัวมีเรี่ยวแรงขึ้นมาหน่อย

      ถ้วยชามนั้นถูกคืนให้แก่เจ้าของแผงลอยโดยวางไว้หน้าร้านเครื่องปั้น ไม่นานนักมันก็ถูกเจ้าของหยิบกลับไป อนึ่งเวลานี้คนงานกลับมาทำงานต่อแล้ว ด้วยว่าหินนั้นมีขนาดกลางแต่ยังคงหนักอยู่ การขนย้ายจึงกินเวลาไปสามชั่วยามถือว่านานพอสมควร ระหว่างที่กำลังอ้าปากหาวอย่างเบื่อหน่าย ได้รอเพียงแค่อีกชั่วอึดใจหนึ่งเท่านั้นของข้างในเตาก็ถูกขนย้ายออกมาวางเรียงรายไว้ ทั้งหมดมีความร้อนไม่น้อยเลยจึงต้องวางให้เย็นลงอีกคราก่อนจะเปิดดูข้างใน

      เครื่องปั้นสีขาวแวววาวสะท้อนแสงตะวันแลดูคล้ายหยกหากแต่มิใช่ ไม่น่าเชื่อว่าของตรงหน้านี้คือดินในเมื่อวาน อันฉีชี่มองผลงานของตนด้วยแววตาภาคภูมิใจก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้นเพื่อยกเครื่องปั้นมาดูว่าสมบูรณ์ดีทุกชิ้นหรือไม่ เขาพลิกมันไปมาทั้งซ้ายขวาบนล่างรวมไปถึงคลำข้างใน หากพบว่ามีตำหนิแม้แต่นิดแล้วเขาก็จะทิ้งมันลงกับพื้นทันทีด้วยถือว่าเป็นศิลปะที่ไม่มีค่าแล้ว

     “จำเป็นต้องทิ้งลงพื้นขนาดนี้เลยหรือ?” หรั่นซิ่นหลี่ที่กำลังช่วยอันฉีชี่เถ้าแก่หนุ่มแห่งร้านเครื่องปั้นฉีชี่แห่งนี้ตรวจสอบเครื่องปั้นที่ใข้งานได้เงยหน้าขึ้นมาจากงานแล้วถามคนที่กำลังตรวจอย่างเข้มงวดจนนางขมวดคิ้วว่า จำเป็นต้องจ้องของใกล้ขนาดนั้นเลยไหม?

     “จำเป็น สินค้าทุกชิ้นจากร้านฉีชี่จะต้องดีที่สุด” เน้นย้ำด้วยเสียงที่หนักแน่น คนได้ยินจึงพยักหน้าแล้วตรวจสอบต่อไป นางอดไม่ได้ที่จะเสียดายของที่ต้องทำลายทิ้งจึงเอ่ยปากเสนอคนว่าขอของเหล่านี้ให้นางได้ไหม ระหว่างที่เดินทางนั้นจะแจกให้สถานที่ๆต้องการของใช้แต่ไม่มีเงินพอจ่ายให้ได้มา อันฉีชี่มองนางก่อนจะพยักหน้าตกลง ของจึงได้แบ่งเป็นสองกองแล้วแยกออกด้วยการป้ายสีที่ล้างออกได้ ในที่สุดแล้วก็ได้เครื่องปั้นขาวที่สวยงามพร้อมส่ง

      อันฉีชี่สั่งให้คนนำไปเรียงเพื่อขนย้ายต่อโดยของเหล่านั้นถูกวางลงบนเกวียนบรรทุกสินค้า เขาเดินเข้ามาตรวจสอบของอีกครั้งก่อนจะพยักหน้าว่าเรียบร้อยแล้ว รถจึงล้อหมุนเดินทางไป

    “ขอบใจมากที่เจ้าอุตสาหเสียเวลามาช่วยงาน” อันฉีชี่ส่งเกวียนเรียบร้อยแล้ว เขาเดินมาหาหญิงสาวที่ยืนมองอยู่แล้วผงกศรีษะโน้มขอบคุณ ลักษณะท่าทางที่อ่อนโยนลงทำให้นางวางตัวไม่ถูก เมื่อพบหน้ากันคราแรกยังไม่ทันได้ถามนามก็ตีกับเขาเรื่องเครื่องปั้นลายครามเสียหายซะแล้ว

     “ไม่เป็นไร ข้ายินดี” ยิ้มบางปรากฏตอบเผยอยอให้คนมองเชยชมไปจนพริ้มใจตาลอยครู่หนึ่งจึงได้สติมา

      ร่างสูงเดินนำนางไปที่ห้องปั้น มือยกแจกันเล็กลงมาจากชั้นแล้วยื่นให้คนข้างหลัง “นี่เป็นเครื่องปั้นลายครามที่เจ้าขอให้ซ่อม ข้าทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว”

      มือเรียวรับมาพลิกซ้ายขวาดูเหมือนของใหม่ไม่มีผิด คิดถูกแล้วที่ขอให้อันฉีชี่ผู้นี้ช่วยเหลือ ช่างคุ้มค่ากับการที่ช่วยงานเขาจริงๆ ฝีมือช่างยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ!

    “แจกันนี้เหมือนของใหม่ไม่มีผิด ฝีมือท่านช่างเหนือชั้นนัก ผู้น้อยขอคารวะ!” หรั่นซิ่นหลี่กำลังจะโน้มตัวลงแต่คนประคองนางไว้ก่อน

      อันฉีชี่เขินอายเกินกว่าจะมองหน้าคนติด เขาหันหลังให้นางแล้วมองไปทางอื่น “ฝีมือข้ายอดเยี่ยมเพียงใดฟ้าดินย่อมรู้ดี”

    “เช่นนี้เด็กๆคงจะโล่งใจแล้ว” นางยิ้มมองแจกันในมือ

     “แล้วหลังทำให้เด็กๆออกมาสารภาพเจ้าจะทำอย่างไรต่อ?”

     “ดุนิดและสอนหน่อย แล้วหลังจากนั้นข้าจะไปฉางอัน...”

     “ถ้าอย่างนั้นไปเส้นทางหรูหนานเถอะ หากไปทางลู่เจียน.. แม้เส้นทางจะสะดวกแต่มีภูเขาโดยรอบไม่น้อยเลย ไม่ปลอดภัยหากเจ้าไปคนเดียว” อันฉีชี่แนะนำเส้นทางให้นางแล้วมองด้วยสายตาเป็นห่วง

     “อย่างนั้นหรือ? ได้ ข้าจะทำตามที่ท่านบอก อ้อ.. ข้าชื่อ หรั่นซิ่นหลี่” นางพยักหน้าเชื่อฟังทำให้เขาค่อยผ่อนใจลงไปได้บ้าง

      "หรั่นซิ่นหลี่.. หวังว่าจะได้พบกันอีก"