ดู: 144|ตอบกลับ: 5

{ เมืองเยี่ยหลาง } ย่านการค้ากลางเมือง

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-4-9 14:53:22 |โหมดอ่าน

ย่านการค้ากลางเมือง


3| | |ย่านการค้ากลางเมืองเยี่ยหลาง| | |4






ย่านการค้าเมืองเยี่ยหลาง
เป็นย่านการค้าที่ตั้งอยู่กลางเมือง
หากเข้าประตูเมืองมาเดินมาสักพักก็จะพบกับย่านการค้ากลางเมืองอย่างง่ายดาย

ของที่ขายนั้นมีตั้งแต่ของจากดินแดนต้าฮั่นที่พ่อค้านำมาขาย
หรือว่าจะเป็นของจากทานใต้อย่างเช่นของสัตว์ป่า

หนังสัตว์

เขาสัตว์

หรือแม้แต่สมุนไพรหายากก็มีมาวางขาย
ร้านขายของนั้นจะวางขายทั่วสองข้างทางของถนนที่ผ่าตัดเข้าไปในเมือง



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +15 เงินตำลึง +500 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 15 + 500 + 5

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-4-9 16:02:46 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-4-10 19:38




ไม่เจอ
        การเดินทางนั้นเดินทางมาจนถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งนั้นก็คือย่านการค้าเมืองเยี่ยหลาง ซึ่งเมื่อขี่ม้าเข้ามาทางประตูเมือง เดินมาอีกสักนิดก็ถึงย่านการค้าแล้ว คณะเดินทางของพวกเธอจึงเดินไปฝากม้าไว้ยังที่พักม้าของเมืองเยี่ยหลาง สำหรับคนเดินทาง

        พระชายาหลินเฟยนั้นมองรอบๆ เมืองที่นี้คล้ายๆกับเตี๋ยนแต่ก็ผสมผสานเหมือนกับอยู่ในป่าอยู่ในเขาเหมือนกันเพราะฉะนั้นจะเป็นแบบนี้ก็ไม่ค่อยแปลกอะไรเท่าใดนัก เธอมองรอบๆ ก็เห็นพ่อค้าแม่ขาย ที่อยู่รอบๆทางเดินทั้งสองทาง มีคนซื้อของทั้งอาหารทั้งอะไรเยอะแยะมากมาย พระชายาหลินเฟยยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะหันไปถามทางคนที่เหลือ

        “เอาอย่างไรดี? เราควรที่จะหาบ้านของตระกูลโต้วกันไหมเจ้าคะ? เพราะอย่างไรโต้วเซี่ยวก็จำทางไม่ได้? ใช่ไหมจ๊ะ?” เจียวหย่านั้นหันไปทางโต้วเซี่ยว เด็กสาวเมื่อได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารัวๆ เหมือนกับว่าใช่แล้ว เธอจึงถอนหายใจเหมือนกับว่าจะเริ่มจากตรงไหนกันดี

       “เราแยกกันไปหาข่าวกันหน่อยไหม? น่าจะได้เร็วกว่า” ท่านอ๋องกล่าวเสนอความคิดเห็น
       “ข้าคิดว่านั้นไม่ใช่ความคิดที่ดีนักเจ้าค่ะ เพราะว่าถิ่นนี้เป็นถิ่นของพวกเขา เราไม่ควรที่จะแยกกัน ไม่เช่นนั้นหากหายไป จะยิ่งเป็นปัญหาเสียอีก โต้วเซี่ยวอยู่กับพี่จิ้นอัน ส่วนข้าก็อยู่กับท่านอ๋องแล้วกันนะเจ้าคะ แยกกันหาสองคนได้ แต่อย่าห่างไปเกินสายตามองเห็นแล้วกันนะเจ้าคะ”

        หลังจากนั้นคนทั้งสี่ก็ออกเดินทางเพื่อไปหาข้อมูลของบ้านตระกูลโต้ว โดยที่พระชายาหลินเฟยเลือกร้านแรกเป็นร้านอาหารโดยทำทีเป็นสาวที่ไปซื้ออาหาร

       “อืม..กลิ่นหอมจังเลยอาแป๊ะ ขายเท่าไรคะ?” แม่นางเจียวหย่านั้นเดินเข้าไปในร้านขายพวกซาลาเปา เธอหันมองเสี่ยวหลงเปาหอมๆ ก่อนที่จะยิ้มให้กับเจ้าของร้าน ถึงแม้ว่าใบหน้าของเธอนั้นมีผ้าปิดไว้แต่มองจากดวงตาก็รู้ว่าเธอกำลังยิ้มอยู่

        “อ้าวอาแม่นางง..เป็นนักเดินทางเราะ แหม่ๆ ถูกๆ สิบเอ็ดตำลึงเองหน่า าา” อาแปะยิ้มกว้างเมื่ออาหารของตนเองนั้นโดนชม ก่อนที่พระชายาหลินเฟยจำทำมือเหมือนกับว่าเลือกว่าจะเอากี่อันดี

        “งั้นเอามาเข่งหนึ่งเลยอาแปะ”
        “โอ้ะ..หรอๆ..รอแปปหนึ่งนะ เดี๋ยวเอาร้อนๆให้เลยแม่นาง ฮู๊ว ว ว ร้อนๆ” อาแปะนั้นพูดก่อนที่จะดูเข่งอาหารของตนเอง ก่อนที่พระชายาจะใช้จังหวะรอนี้ลองสอบถามอาแปะยิ้มคนนั้น

       “เอ่อ..จะว่าไป อาแปะท่านพอรู้ไหม ว่าแถวนี้บ้านตระกูลโต้วอยู่ไหนน่ะ ข้ามาที่นี้เพื่อมาหาเพื่อนข้าสกุลโต้วน่ะ” พระชายาหลินเฟยถาม ส่วนอาแปะนั้นเมื่อได้ยินชื่อ ก็หยุดคิดแล้วส่ายหัวรัวๆ เหมือนกับว่าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

       “มะเคยได้ยินเลยแม่นาง ชื่อคนหรือป่าวแม่นางเอ่ย?” อาแปะพูดพลางส่งอาหารที่เธอสั่งมา ส่วนท่านอ๋องก็ส่งเงินให้อาแปะคนนั้น และแล้วทั้งสองก็เดินทั่วเพื่อสอบถามข้อมูลของข่าวตระกูลโต้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งตรงไหน รู้จักบ้างไหม? แต่ทว่าก็แทบไม่มีคนที่จะสามารถตอบคนทั้งสองได้เลย

        พระชายาหลินเฟยนั้นนั่งฟักอยู่ตรงที่นั่งตรงร้านค้า ก่อนที่จะขมวดคิ้ว ทำไมถึงยังหาข้อมูลไม่ได้กันนะ ?? ทั้งเธอและท่านอ๋องนั้นไล่ถาม คนที่เดินทางผ่านมา หรือว่าจะเป็นพวกพ่อค้าในตลาด มันก็น่าจะมีคนที่รู้บ้าง แต่นี้ก็คือไม่เลย

        มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ?...หรือว่าจะมาผิดที่จริงๆ เมื่อคิดอย่างงี้จิ้นอันก็เดินมาพร้อมกับหนูน้อยโต้วเซี่ยวที่มีขนมถังหู่ลู่เต็มสองมือ เหมือนว่าคนสองคนนั้นจะไปหาข้อมูลจริงๆหรือปล่าวกันนะ? จิ้นอันนั่งลงตรงข้ามท่านอ๋องและน้องสาวตนเอง ท่ามกลางสายตาทิ่มแทงของน้องสาวที่จ้องเอา

        “ท่านพี่...ท่านได้หาข้อมูลสกุลโต้วมาบ้างหรือปล่าวเนี้ย” เจียวหย่าพูดถามก่อนที่จะใช้สายตาสีม่วงดอกพวงครามนั้นมองอาหารที่อยู่ในมือเด็กน้อย ทั้งยังคราบของขนมหวานที่อยู่เต็มปากโต้วเซี่ยว ส่วนจิ้นอันก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนกัน

        “เอ่อ..ก็..หานะ ลองถามดูก็ไม่มีใครรู้จักเลย...ส่วนโต้วเซี่ยวก็ส่ายหัวให้ทางพวกนี้ นางคงไม่เคยออกจากบ้านจริงๆนั้นล่ะ.. เราจะเอาอย่างไรกันต่อดีล่ะ?” จิ้นอันนั้นสอบถามทั้งสองคน พระชายาหลินท่านอ๋องนั้นหันมองหน้ากันก่อนจะถอนหายใจไปพร้อมกัน

       “งั้นเดี๋ยวเราลองหาดูอีกสักรอบ หากตกเย็นแล้วก็ค่อยเข้ามาพักที่โรงเตี้ยม หากไม่รู้จริงๆก็คง....เดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันอีกครั้งแล้วกันเจ้าค่ะ” พระชายาหลินเฟยพูด ก่อนที่ทั้งสี่จะพักเหนื่อยแล้วออกเดินทางหาข้อมูลกันต่อ พระชายาหลินเฟยและคณะนั้นเลือกที่จะกระจ่ายพื้นที่ในการค้นหา เนื่องจากว่าเขาพักมาพอแล้ว ครั้งนี้ สิ่งที่พวกเขาควรทำก็คือกระจายตัวเพื่อที่จะหาข่าวสารและข้อมูลของตระกูลโต้ว

        “ขืนถามไปแบบนี้ก็คงจะไม่ได้ความแน่เลย เราคงต้องถามนอกจากพ่อค้าแม่ขาย ลองหาถามกับพวกคนอื่นๆดูแล้วกันนะเจ้าคะ” พระชายาหลินเฟยพูด ก่อนที่ทั้งสองนั้นจะแยกกัน โดยที่ท่านจิ้นอันและโต้วเซี่ยวจะไปด้วยกัน และเธอก็ไปกับท่านอ๋องหลิวฉุน

        “งั้น ช่วงเย็น หาข้อมูลอะไรได้มา ก็พบกันที่โรงเตี็ยมใกล้ๆนี้แล้วกันนะคะ มีอยู่ที่เดียวเองโรงเตี้ยมใหญ่ตรงนั้น” พระชายาหลินเฟยชี้โรงเตี้ยมตรงหัวมุมของทางเลี้ยว ก่อนที่ร่างของคนทั้งสี่นั้นจะแยกกันเป็นคู่ๆ เจียวหย่าและท่านอ๋องนั้นเดินดูรอบๆ เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติไหม หรือมีคนที่ลอบตามพวกเธอมาหรือปล่าว

        ท่านอ๋องนั้นแนะนำให้เจียวหย่าไปถามจากร้านที่ดูเก่าแก่ อาจจะได้ความอะไรมาบ้าง

        “เอ๋?..สกุลโต้วอย่างงั้นหรอ? ไม่อ่ะ พวกเราก็เป็นนักเดินทางเหมือนกัน ข้าคงไม่รู้หรอก” ชายหนุ่มที่ท่านอ๋องไปถามนั้นตอบมา ก่อนที่ท่านอ๋องจะพยักหน้าแล้วขอบคุณไปตามระเบียบ พระชายาหลินเฟยก็คิดขึ้นมา ทั้งๆที่มีอำนาจถึงขั้นส่งมือสังหารเช่นนั้นแล้ว..

        “เจ้าคิดว่าอย่างไรเจียวหย่า” ท่านอ๋องพูดขึ้นในระหว่างที่กำลังเดินอยู่บริเวณตรอกซอกซอย
        “คิดเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ? สกุลโต้วงั้นหรอ?” เจียวหย่าถามต่อด้วยความสงสัย และได้รับการตอบกลับมาก็คือการพยักหน้าของท่านอ๋อง

        “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีโต้วเซี่ยวอาจจะเป็นชื่อ ไม่ใช่สกุลก็เป็นได้ แต่พวกมือสังหารนั้นพูดว่า คุณหนู แน่ๆ ข้าฟังไม่ผิด หากเราหาไม่เจอจริงๆ..ท่านอ๋องคิดอย่างไรหากข้าอยากจะดูแลเด็กคนนี้ ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร?” พระชายาหลินเฟยพูด เธอเดินมาจนเห็นท่อนไม้ท่อนหนึ่ง แล้วนั่งพักลงตรงนั้น ท่านอ๋องเองก็นั่งข้างๆกายเธอเช่นกัน

        “เจ้าเป็นแบบนี้เสมอเจียวหย่า ข้าไม่ขัดเจ้าหรอก ขอแค่เจ้ามีความสุขข้าก็คือมีความสุข เพราะเจ้าคือความสุขของข้าและลูกๆ” ท่านอ๋องพูด ส่วนเธอก็ได้แต่ยิ้มบางแล้วก้มลงซบไปที่ไหล่ของท่านอ๋องเหมือนกับหาที่พึ่งพิง และมือของเธอก็จับมือหนาที่หยาบกรานของเขาไว้ด้วย

        “ข้าเองก็เหมือนกัน..หากท่านมีความสุข ข้าก็มีความสุข หากคนที่ข้ารักมีความสุข ข้าก็มีความสุข” เจียวหย่าพูดพลางยิ้ม แล้วทั้งสองก็นั่งอยู่ตรงนั้นสักพักหนึ่ง แล้วลุกขึ้นจ้องมองท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนสีจากสีส้มเป็นสีม่วงคล้ำจนเกือบดำ

        “เดี๋ยวพรุ่งนี้ หากได้เราจะลองไปถามสถานที่ราชการน่าจะได้ แต่ทว่าคงต้องให้ท่านพี่จิ้นอันไปถาม หากท่านไปถามข้าคาดว่าคงจะไม่ดีนัก”

        “เช่นนั้นก็ย่อมได้ งั้นเรากลับกันเถอะ เดินทางมาควรไปพักผ่อนกันบ้าง” เมื่อพูดจบท่านอ๋องหลิวฉุนก็ลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปยังสถานที่เดิมที่ตนเองและฮูหยินเดินผ่านมา วันนี้เขาสอบถามไปแล้ว แถวย่านการค้า ขออย่างหนึ่งก็คือ.. หากมีข่าวลือว่ามีคนถามว่าสกุลโต้ว เกรงว่าจะโดนส่งมือสังหารมานั้นสิ

        ช่างเถอะ….อย่างไรหากหาไม่พบ ก็กลับเฉิงตูและรับเด็กผู้นี้เป็นบุตรบุญธรรมเสีย





คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -19 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 300 + 25 -19 + 3

ดูบันทึกคะแนน

https://xn--12cn8be2ck0h5b.com/source/plugin/levsign/statics/images/e3.jpgดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x60
x15
x22
x36
x20
x10
x775
x500
x13
x104
x2118
x191
x73
x1038
x12
x2
x373
x664
x5
x5
x110
x120
x9999
x15
x82
x260
x624
x85
x395
x3789
x5803
x2700
x1
x1
x1
x48
x98
x6
x192
x143
x78
x4
x835
x2
โพสต์ 2018-4-14 09:10:52 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-4-14 16:30

หนี

        พระชายาหลินเฟยรวมถึงไต้อ๋องนั้นวิ่งเข้ามาหลบอยู่ในช่องทางตรอกเล็กๆ ไกลๆนั้นแต่ก็ยังเห็นได้ว่าโรงเตี็ยมนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ความหนาวเย็นในช่วงกลางคืนนั้นทำให้พระชายาหลินเฟยจำเป็นที่จะต้องใส่ผ้าคลุมและให้ท่านอ๋องด้วย

        หญิงสาวนั้นถอนหายใจขึ้นมาเมื่อมาจนถึงตรอกที่ดูมืดและไม่น่าจะมีอะไร แต่ก็ยังวางใจอะไรไม่ได้ เธอหันมองท้องฟ้าในยามนี้พระจันทร์ที่ขึ้นและเคลื่อนคล้อยลงมานั้นสามารถดูเวลาได้ก็จริง แต่เธอไม่ได้เก่งมากกว่านั้น ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำก็คือหาที่หลบให้ได้ดีกว่านี้

        “ไหวหรือปล่าวเจียวหย่า” ท่านอ๋องพูดถาม
        “เจ้าค่ะ..ข้าไม่เป็นอะไร” เธอตอบ ก่อนที่จะกระชับมือของตนเองเมื่อที่จะทำให้ร่างกายของตนเองอบอุ่นขึ้นมา

        “มันคงไม่ตามมาจนถึงตรงนี้เสียละมั้ง?” ท่านอ๋องกล่าว ก่อนที่จะนั่งลงข้างๆเธอ แล้วซบไหล่บางของหญิงอันเป็นที่รักอย่างเหนื่อยอ่อน ซึ่งเธอเองก็ทำแบบนั้นด้วยเช่นกัน ร่างทั้งสองร่างนั้นอยู่ในตรอกใกล้ๆ แต่หากมันเดินเข้ามาดู นั้นคงจะเป็นเรื่องทำให้มองเห็นแน่แท้

        พระชายาหลินเฟยจ้องมองไปทางกองลังไม้ที่อยู่ใกล้ๆ และระเบียงของร้านค้าข้างๆที่เธอเห็น เมื่อมองไปด้านบนก็เห็นว่าหลังคาบ้านนั้นคงจะเป็นสถานที่หลบที่ดีเลยล่ะ ถึงแม้จะอันตรายไปสักหน่อย

        “ท่านคิดว่าเราควรขึ้นไปข้างบนนั้นไหมเจ้าคะ?” เจียวหย่าพูด แล้วชี้ไปทางด้านบน ส่วนท่านอ๋องเมื่อเห็นดังนั้นก็จ้องมอง มีฐานที่พอจะปีนขึ้นไปได้อยู่ มีความเสี่ยงอยู่พอตัวเหมือนกันแต่ตรงนั้นดูปลอดภัยมากกว่าตรงนีื้
        “งั้นเดี๋ยวข้าปีนขึ้นไปดูก่อน ตกลงไหม?” หลังจากที่ท่านหลิวฉุนพูด เขาก็ลงมือปีนกล่องไม้และขึ้นระเบียงและใช้อิฐทั้งหลายนั้นไปเรื่อยๆ จนถึงด้านบน ขาของเขาโดนไปที่หลังคามันดูเหมือนจะดูดีกว่าที่คิดเพราะฉะนั้นจึงคิดว่าแข็งแรงพอที่จะทำให้พระชายาหลินเฟยนั้นเดินทางขึ้นมาได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็โบกมือให้ภรรยาตนเองได้รู้

        ถึงแม้ว่าทั้งสองคนนั้นจะไม่มีวิชาตัวเบา แต่ก็มีทักษะการปีนและกำลังกายที่ดีทำให้เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องจิ๊บๆ เล็กๆน้อยๆไปเลย สำหรับการปีนเพื่อขึ้นไปบนหลังคาบ้าน พระชายาหลินเฟยยังคงจำได้เรื่องราวเมื่อวันวาน ช่วงเด็ก

        เธอเคยปีนหลังคาบ้านไปกับเหล่าพี่ๆ เพื่อที่จะขึ้นไปดูวิวจากที่สูงสุดของบ้านว่าจะเป็นอย่างไร และเป็นเธอที่ตกลงมาแต่ก็ไม่เข็ดปีนขึ้นไปกินมะม่วงเปรี้ยวบนนั้นอีก จนท่านพ่อและท่านแม่ต้องเอ็ดและตีด้วยหวายจนทำให้ลายทั้งสี่พี่น้องกันเลย

        นั้นเป็นเรื่องราวเล็กๆน้อยๆที่เธอยังคงจำได้ไม่มีวันลืม

        เมื่อทั้งสองคนขึ้นมาด้านบนก็ทำให้ต้องนั่งพักกันไปสักพัก เธอและเขามีกองไม้ด้านบนนั้นปกปิดมีแต่สีดำและสีดำ ทำให้มองไม่เห็นพวกเธอ และด้านบนก็เป็นจุดที่ดีเมื่อจะจ้องมองโรงเตี้ยมที่เธอพึ่งไปพักกันมา

        เวลาผ่านไปได้สักครู่กลุ่มคนนั้นก็กรูกันออกมา เหมือนกับมองซ้ายมองขวา หัวหน้าของกลุ่มนั้นเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างที่เธอไม่ได้ยินแต่จากท่าทางคงออกตามหาพวกเธอเป็นแน่แท้ ลำบากแล้วสิ แต่บนนี้ก็น่าจะปลอดภัยจากพวกเขาแล้วละ

        “.....ท่านจิ้นอันน่าจะโดนจับแล้ว..” ท่านอ๋องพูด ในขณะที่เอื่อมมือเหมือนกับว่าจะให้พระชายานั้นพักในอ้อมแขนของเขา เธอรู้จึงขยับร่างกายเข้าหาท่านอ๋องเหมือนกับจะซุกในอ้อมแขนของท่านอ๋อง ด้วยความอบอุ่น

        “...เจ้าค่ะ...ข้า..ข้าจะช่วยพวกเขาให้ได้” พระชายาหลินเฟยพูด เธอยังคงจำคำสุดท้ายของท่านพี่ของเธอได้ เขาเป็นคนดี ขอให้องค์เทพช่วยคุ้มครองเขา อย่างน้อยพวกเขาก็คงไม่ฆ่าพี่ชายและโต้วเซี่ยวแน่..ละมั้ง...ตอนนี้เธอเหนื่อยเต็มทนแล้ว

        พระชายาหลินเฟยนั้นซุกไปที่อ้อมแขนแล้วหลับคาอ้อมกอดของคนรักตนเอง ส่วนท่านอ๋องเมื่อเห็นว่าภรรยาตนเองหลับแล้วก็ดูลาดเลาอีกครั้ง แล้วพักผ่อนสำหรับค่ำคืินนี้ โดยใช้ผ้าสีดำในการปิดร่างกายของทั้งคู่ไว้


        ช่วงเวลากลางคืนนั้นผ่านไป เป็นช่วงเวลาเช้า เสียงผู้คนนั้นทำให้ร่างของท่านอ๋องตื่นก่อนเป็นคนแรก พระชายาของเขายังคงอยู่ในอ้อมกอดของตนเอง เมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็ต้องหันเข้าไปมองด้านล่าง แสงอาทิตย์นั้นทำให้รู้ว่านี้เป็นเวลาเช้าแล้ว เพราะฉะนั้นมันเป็นช่วงที่พวกเขาควรที่จะเริ่มทำอะไร

        พระชายาหลินเฟยนั้นตื่นขึ้นมาหลังจากนั้นไม่นานเนื่องจากว่ามีการเคลื่อนไหวของชายที่อยู่ข้างกายของเธอ

        “เช้าแล้วหรือเจ้าคะท่านอ๋อง” พระชายาหลินเฟยพูด เธอหาวออกมาเล็กน้อย ก่อนที่จะขยี้ดวงตาของตนเองเนื่องจากความง่วงที่ได้รับ ผู้คนนั้นออกมาเดินตลาดกันอย่างปกติ เหมือนกับเรื่องเมื่อวานนั้นเป็นเพียงความฝัน ทั้งยังเป็นสิ่งที่ทำให้พระชายาหลินเฟยนั้นรู้สึกแปลกๆอีก ไม่มีใครเอะใจสงสัยอะไรเลยอย่างงั้นหรือ

        เพราะมันธรรมดาเกินไปสำหรับเรื่องเมื่อวาน..

        “ข้าว่าเราออกกันก่อนดีกว่า ขืนอยู่แถวนี้ต่อไป รังแต่จะเป็นเรื่องให้เจอตัวเสียปล่าวๆ นอกเมืองน่าจะเป็นสถานที่ ที่ดีเพื่อที่จะกบดานและคิดหาแผนในการช่วย” ท่านอ๋องพูด

        พระชายาหลินเฟยจึงพยักหน้า แล้วถอนหายใจทั้งสองนั้นลงจากหลังจากร้านค้า พวกเขานั้นอยู่ในชุดที่ปกปิดใบหน้าเพราะฉะนั้นคงไม่เป็นอะไรมั้ง? แต่ทว่าก่อนที่จะได้ออกจากตรอกที่อยู่นั้น ด้านซ้ายก็มีการแปะอะไรอยู่ เธอเองก็พึ่งสังเกตุ ว่ามันแปะอยู่ด้านหน้าของโรงเตี้ยมนั้นด้วย…

        “นี้มัน..อะไรกันน่ะ”

        ใบประกาศนั้นคือใบหน้าของหญิงที่ปิดหน้าด้วยผ้าคนหนึ่ง และชายที่ใส่หน้ากาก ก่อนที่ด้านล่างจะเขียนว่า “ประกาศจับ โจรขโมยของโรงเตี็ยมซีเหนี่ยว ใครพบเห็นโปรดติดต่อเถ้าแก่โรงเตี๊ยมซีเหนี่ยว มีรางวัลให้อย่างงาม” พระชายาหลินเฟยนั้นอ่านแล้วแทบจะลมจับ ท่านอ๋องเองก็เหมือนกัน จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย ที่ภาพในใบประกาศจับนั้นเป็นภาพตอนที่ทั้งสองคนมีผ้าคลุมหน้าคุลมตาอยู่กันนะ รูปของท่านอ๋องก็เป็นท่านอ๋องแบบที่ใส่หน้ากากปกปิดตัว

        ส่วนของทางพระชายา ก็เป็นแบบปิดครึ่งหน้า….พวกเขาคงจะปิดหน้าปิดตาไม่ได้แล้วล่ะ

        พระชายาหลินเฟยนั้นถอดผ้าที่ปิดใบหน้าของตนเองออกมา รวมถึงท่านอ๋องด้วย ทั้งสองนั้นเร่งเดินทางเพื่อไปรับม้า แล้วขี่ม้าเพื่อออกจากเมือง เพื่อที่จะหาที่ปลอดภัยในการพูดคุยกันในเรื่องนี้ แต่ผู้คนก็ไม่ได้สงสัยอะไร ก็เพราะว่าทั้งสองไม่มีผ้าปิดหน้านี้

        ก็แค่คนสวยแบบเรือหาย เดินคู่กับชายคนหนึ่งที่เหมือนลูกคุณหนูคุณชาย เพราะฉะนั้น..ก็นะ คนมันสวยเกิดมามันก็มีคนมองเป็นเรื่องปกติ แค่กๆ



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +7 เงินตำลึง +300 ความหิว -18 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 7 + 300 -18 + 3

ดูบันทึกคะแนน

https://xn--12cn8be2ck0h5b.com/source/plugin/levsign/statics/images/e3.jpgดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x60
x15
x22
x36
x20
x10
x775
x500
x13
x104
x2118
x191
x73
x1038
x12
x2
x373
x664
x5
x5
x110
x120
x9999
x15
x82
x260
x624
x85
x395
x3789
x5803
x2700
x1
x1
x1
x48
x98
x6
x192
x143
x78
x4
x835
x2
โพสต์ 2018-4-15 20:27:39 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-4-15 23:44

แผน มันคือ แผน

        โธ่ว แม่สาวน้อย พวกนายคิดว่าพวกนายกำลังเห็นอะไรกันอยู่ นั้นคือหญิงงามที่เดินมาพร้อมกับการใส่หมวกไผ่ผ้าคลุมไปด้วย แต่ทว่ามันไม่ได้ปกปิดความงามบนใบหน้าของนางได้สักเท่าไร หญิงสาวนั้นกำลังเดินฉอเลาะกับเจ้ามิงค์ตัวน้อยของเธออย่างงดงามเลยทีเดียวเชียวล่ะ

        “ไม่เอาสิ ปลาไหลผัดพริกชี้ฟ้า นายก็รู้ว่าเราต้องเดินไปทางอื่นเพื่อที่จะไปหาของนะจ๊ะ ลองดูหน่อยไหมว่ามีอะไรขาดบ้าง” พระชายาหลินเฟยนั้นพูดขึ้นก่อนที่จะแวะดูร้านค้าด้านหน้าของโรงเตี้ยม ก่อนที่จะดูว่ามันมีอะไรขาย ดูเหมือนว่าจะเป็นร้านขายอุปกรณ์ความงามละนะ

       “แม่นางผู้งามเลิศตรงนั้นสนใจดูอะไรไหมจ๊ะ? ข้ามีของสวยๆที่จะช่วยทำให้เจ้างดงามยิ่งๆขึ้นไปอยู่นะแม่นาง” เจ้าของร้านที่วางขายนั้นพูดกับเธอก่อนที่จะยกรองเท้าสตรีลายปักสวยนั้นขึ้นมาเพื่อที่จะให้เธอดู หญิงสาวจ้องมองก่อนที่จะมองมันอย่างสนใจ…

       “ว้าว...มันสวยมากเลยค่ะ..นั้น..พักกลมใช่ไหมคะ?” พระชายาหลินเฟยนั้นเหลือบมองไปเห็นพัดกลมลายสวยอันหนึ่ง แล้วจ้องมองมันด้วยความสนใจ เพราะว่าลายเป็นลาดของดอกไม้หลากนานาชนิต ที่สำคัญคือมันงดงามอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ อืม..ใช่ได้เลยนี้ เป็นเพราะเธอชอบดอกไม้อยู่แล้วด้วย เมื่อพลิกซ้ายพลิกขวาดูก็น่าสนใจไม่น้อย

        ก่อนที่เธอนั้นจำทำทีเหมือนซื้อของอยู่สักพักเจ้าของร้านนำของออกมาให้เธอดูทั้งร่มแดง จี้หยก หรือแม้กระทั้งพู่ประดับ และเหมือนกับว่าแม่ค้าจะให้ความร่วมมืออย่างดีโดยที่ไม่ได้นัดหมายเพราะว่าเขากำลังขายของกับหญิงสาว ถึงแม้จะแปลกใจที่อยู่ๆมีหญิงสาวสวยโผล่มาที่เมืองเยี่ยหลางนี้ก็ตามที

        เอาล่ะ..เราควรตัดไปทางชายหนุ่มที่กำลังเดินทอดน่องเปิดเผยใบหน้าของตนเองเนื่องจากว่าใบประกาศจับที่เห็นนั้นเป็นเขาตอนที่ใส่หน้ากากอยู่ เพียงถอดหน้ากาก ชุดที่เคยสวมก็เปลี่ยนใหม่ รวมถึงรวบผมขึ้น เพียงเท่านี้ก็ไม่เหมือนกับคนในใบประกาศจับแล้ว

        เขาคอยเดินเลียบๆ เหมือนกับนักท่องเที่ยวอยู่ไม่ห่าง จากร้านค้า มีซื้อของกินติดไม้ติดมือมาบ้างเพื่อที่จะไม่โดนสงสัยว่าไม่มีตัง

        ความที่เขาปล่อยให้พระชายาหลินเฟยของตนเองนั้นต้องไปเผชิญกับสิ่งที่ทำให้เขาเป็นห่วง มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องทำเรื่องแบบนี้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจช่วยคนทั้งสองที่โดนจับตัวไปได้ ตอนนี้เขาไม่ต้องสนใจตระกูลโต้ว เพราะต้องสนใจหญิงงามที่กำลังเดินเลือกซื้อของอยู่แทนนั้น

        นางคงไม่รู้ตัวเลยกระไร? ว่ามีชายหนุ่มชายตามองนางตลอดทางที่นางเดินไปถึงแม้จะมีหมวกผ้าคลุมแต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ความงามของนางลดลง กลิ่นกายที่เย้ายวนไม่ได้ต่างจากเรือนร่างที่อยู่ภายใต้เสื้อผ้าที่ปกคลุม งานนี้กลับจวนคงต้องสักหลายๆ ดอกหลายๆรอบ แล้วไม่ปล่อยให้ไปที่ใดได้อีกน่าจะเป็นการดี

        “......” ชายผู้ซึ่งเดินดูของและเหลือบมองหญิงงามเป็นระยะๆนั้นก็ไม่ได้รู้ตัวเองเหมือนกันว่าโดนหญิงมากหน้าหลายตาเล็งไว้อยู่ เพราะมัวแต่สนใจสตรีผู้เป็นภรรยา หญิงหลายคนนั้นเลือกที่จะชะม้อยชายตาหน้าขาวน่ารำคาญ..แค่กๆ ไม่ใช่ๆ ชะมายชายตาให้กับท่านอ๋องแห่งปาสู่ ทั้งๆที่ไม่รู้ฐานะจริง แต่เพียงแค่ใบหน้าเจ้าสําอางค์ หยวกหยกนั้นก็ทำให้หลายคนจ้องมองกันตาเป็นมันได้ทีเดียว

        “อ้าวพ่อหนุ่ม มองตาไม่กระพริบเลยนะ แม่หญิงงามคนนั้น” เสียงแซวจากเสี่ยวเอ๋อห์ร้านบะหมี่ดังมาหาเขาที่กำลังซดเส้นบะหมี่เหลืองอยู่นอกร้าน จนท่านอ๋องต้องสำลักของมาเล็กน้อย

        “แฮ่ะๆ..ข้า..ข้าแค่ไม่เคยเห็นหญิงงามเช่นนั้นมาก่อนเลย” ท่านอ๋องนั้นทำทีเป็นเหมือนกับไม่รู้จับกับภรรยาตนเอง แล้วยิ้มให้กับเสี่ยวเอ๋อห์ร้านบะหมี่ ส่วนเสี่ยวเอ๋อห์เมื่อได้ยินก็หัวเราะ ขึ้นมา

        “คนแถวนี้เขาก็คิดเหมือนกันนน เหมือนนางฟ้าจุติลงมา นางคงเป็นนักเดินทางมาแถวนี้เสียละกระมัง แต่แย่หน่อยนะ ที่นี้ก็งี้ล่ะ มีแต่ป่าเพราะอยู่กลางป่ากลางเขาแต่เราก็ไม่ได้ลำบากกันนักหรอก” เสี่ยวเอ๋อห์มีอายุนั้นพูดขึ้น แล้วเดินกลับไปทำงานต่อ ส่วนท่านอ๋องก็จ้องมองพระชายาหลินเฟยของตนเองต่อไปอย่างไม่ลดละความพยายาม แต่ก็ทำเหมือนแต่จ้องมองดอกไม้ผ่านตา

        พระชายาผู้ซึ่งไม่รู้อะไรบ้างงงเลยยย ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรรต่างๆๆ มากกว่านั้นนน เมื่อเธอนั้นตกลงปลงใจที่จะซื้อเสร็จแล้วก็เดินไปทางเป้าหมายหลักในครั้งนี้ เธอหยุดอยู่ตรงใบประกาศจับ ทำท่าทำทีเหมือนกับจ้องมอง ก่อนที่จะเข้าไปในโรงเตี้ยมนั้นต่อ

       “ว่าไงแม่นาง มีอะไรให้เรารับใช้หรือ” เสี่ยวเอ๋อห์หนุ่มคนหนึ่งนั้นพูดขึ้น ส่วนเธอก็หันไปยิ้มหยาดกรายให้กับเขา

        “ข้ามาทานอาหาร เห็นเค้าว่าโรงเตี้ยมนี้รสชาติอาหารเลิศรสล้ำนัก พาข้าไปโต๊ะที่ดีที่สุดหน่อย” พระชายาหลินเฟยพูด เธอกดน้ำเสียงให้หวาน และยิ้มหยาดกรายใส่เสี่ยวเอ๋อห์หนุ่มจนตกอยู่ในภวังค์ ก่อนที่เมื่อเขาพาเธอไปนั่งโต๊ะด้านในที่มีเบาะที่ดีที่สุดเธอก็เริ่มสั่งอาหาร ไป หญิงสาวรู้ว่ามีหนึ่งในเสี่ยวเอ๋อห์ที่จำใบหน้าของเธอได้เป็นแน่

       ก็แน่ล่ะ..แต่พวกนั้นจะมาไม้ไหนก็ไม่อาจรับรู้ได้ หลังจากที่เธอนั้นสั่งอาหารไปสักพัก ก็เห็นว่าด้านหน้าโรงเตี้ยมนั้นมีร่างของท่านอ๋องที่กำลังกอดคอกับใครก็ไม่รู้เดินเข้ามาเหมือนกับว่าเป็นเพื่อนกัน ...คนเยี่ยหลางหรอ?

       ท่านอ๋องนั้นคุยถูกคอกับเสี่ยวเอ๋อห์ร้านบะหมี่ เขาจึงคิดจะใช้ชายวัยกลางคนนี้เป็นเครื่องยืนยันตนเอง เขาบอกว่าเขาจะเลี้ยงชายเสี่ยวเอ๋อห์ร้านบะหมี่จึงพาเข้ามาในโรงเตี็ยมได้โดยไม่มีคนไหนสงสัย เพราะว่าเสี่ยวเอ๋อห์ร้านนั้นเป็นคนเยี่ยหลาง ส่วนท่านอ๋องตอนนี้ กำลังเล่นบทเป็นนักเดินทางจากปาสู่ ที่เดินทางออกมาท่องยุทธ

       ‘เนียนเชียวนะท่านหลิวฉุน’ พระชายาหลินเฟยคิดในใจ ก่อนที่จะกระตุกยิ้มในใจ ย้ำนะว่าในใจ เพราะว่าเธอไม่คิดว่าท่านอ๋องจะแสดงละครได้เก่งขนาดนี้ แต่ว่ามันเนียนมากเลยยยย พระชายาหลินเฟยนั้นทำทีเป็นเหมือนมองกวาดไปรอบๆร้าน แล้วนั่งฟังเพลงที่กำลังบรรเลงอยู่

       เนื่องจากเธอนั่งสถานที่ที่เป็นต่อแก่การมองไปรอบๆ และอยู่ๆความรู้สึกแปลกๆก็เริ่มเข้ามา เถ้าแก่ร้านเจ้าเดิมเจ้าเก่านั้นพูดซุบซิบกับเสี่ยวเอ๋อห์ของโรงเตี้ยมเหมือนกับว่ารู้กันอยู่ เมื่อพระชายาหลินเฟยนั้นเห็นดังนั้นก็รู้แน่แล้วว่าคนพวกนั้นรู้แล้วว่าเธอมา

       หญิงสาวจึงทำตัวตีเนียน ก่อนที่จะหยิบหมวกของตนเองขึ้นมาใส่แล้วเตรียมเดินออกจากโต๊ะที่นั่ง แต่ทว่า อยู่ๆ ก็มีมือใหญ่จากด้านหลังนั้นมาปิดปากของเธอพร้อมกับลากเธอเข้าที่นั่งด้านในทันที!!! หญิงสาวนั้นพยายามดิ้นเพื่อให้หลุดจากพัธนาการ แต่ทว่ามือหนาของชายเสี่ยวเอ๋อห์ที่มารับอาหารนั้นก็ปิดปากของเธอรวมถึงมีคนมาช่วยกันจับขาของเธอด้วย

       เพราะว่าอยู่ด้านใน จึงไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่ท่านอ๋องนั้นรับรู้สถานะการณ์แล้ว

       “เอาล่ะ..มาแอบสืบข่าวหรือจ๊ะ สาวสวยย” เสียงของเสี่ยวเอ๋อห์หื่นกามนั้นพูดขึ้น เขาจ้องมองเธอที่จ้องมันด้วยสายตาหวาดๆ พวกมันคิดว่าพวกมันเป็นต่ออยู่แน่เลย..ก็จริงล่ะ เป็นต่อ “เฮ้ย จะทำอะไร เถ้าแก่บอกว่าขอเป็นๆ ขอดีๆไอ้นี้หนิ อย่าทำไรมัดไว้ก๋็พอดิ้นไม่ได้ก็หมดฤทธิ์แล้วค่อยเอาไปหลังร้าน” เสียงของเสี่ยวเอ๋อห์อีกคนนั้นพูดแล้วตบหัวเพื่อนของตนเองไปด้วย

       มันเอาผ้ามาปิดปากของเธอรวมถึง มัดมือและเท้าของเธอด้วย หญิงสาวที่ไม่อาจส่งเสียงได้ก็ทำร่างกายเลิกลักเหมือนกับพยายามดิ้นให้ออกจากการพัธนาการนั้น แต่พวกมันก็จับเธออุ้มพาดบ่าแล้วพาเดินทางออกจากสถานที่ตรงนั้น เพราะเป็นหน้าร้าน

       พวกมันดูเป็นมืออาชีพดีเพราะว่าคนในร้านหลายคนนั้นไม่ได้แสดงท่าทีตกใจอะไรมากนัก เป็นจังหวะเดียวกันกับทีท่านอ๋องคิดว่าจะหาทางตามพระชายาหลินเฟยของตนเองไปอย่างไรหากร้านนั้นยังคงสงบอยู่แบบนี้ งั้นเอางี้แล้วกัน!!

       เหยียบบบ!!
       หมับ!!

       “เฮ้ย ย ยมึงเมาาาาแล้ว ว วเหยียบเท้าข้า!!!” โต๊ะข้างๆของท่านอ๋องนั้นพูดขึ้นกับโต๊ะข้างๆของตนเอง ส่วนท่านอ๋องที่กำลังตีเนียนก็มาอยู่กับเพื่อนใหม่ของตัวเองด้วยความตกใจ และแล้วก็เกิดการตะลุมบอล จนร้านนั้นวุ่นวายผู้คนลุกฮือทำให้ท่านอ๋องนั้นสะกดรอยตามพวกมันได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะเ้สี่ยวเอ๋อห์ในร้านรวมถึงเถ้าแก่ต้องไปจัดการ

       ขี้เมาที่กำลังตีกันอยู่หน้าร้านเสียอย่างงั้น!! เอาล่ะ!! พวกมันจะพาเธอไปที่ไหนกันนะ!!!
        และแล้วเรื่องก็มาถึงจุดที่ยากจะคาดการณ์เมื่อพวกมันนั้นพาเธอมายังสถานที่แห่งหนึ่ง..โอ้วนั้นมันอะไรกัน!! ตรอกแคบๆ ข้างๆโรลเตี้ยมเลยนี้หว่า หญิงสาวที่กำลังอยู่ในสภาพโดนมัดเป็นข้าวต้มนั้นก็ได้แต่จ้องมองด้วยความแปลกใจ ว่าตกลงนี้คือทางมาแล้วใช่ไหม?! แต่แล้วความคิดของหญิงสาวนั้นก็เปลี่ยนไป เมื่อเห็นว่ามันพาเธอไปยังสุดตรอกแล้วโยนเธอลงกับพื้น

       "อืออ!!!" เสียงร้องด้วยความเจ็บนั้นออกมาจากเธอหญิงสาวเห็นท่าไม่ดีแล้ว ก่อนที่จะมองอย่างเลิกลัก

       “ออกมาเดี๋ยวนี้ ถ้าแกไม่ออกมานังนี่ตาย!” เสียงประกาสิทธิ์จากเถ้าแก่นั้นพูดขึ้น เขาพูดก่อนที่จะหยิบดาบยาวออกมาก่อนที่จะชักพาดคอของเธอไว้ เมื่อเห็นดังนั้นหญิงสาวผู้ซึ่งมีความรักตัวกลัวตายก็ได้แต่จ้องมองดาบด้วยความตกใจ ไม่นึกว่าพวกมันจะรู้แผนของทางเธอ ไม่จริงน่า!! พวกกี้ๆมันจะฉลาดขนาดนี้เลยหรอ? ก็จริง มันก็น่าจะฉลาดนั้นล่ะ หรือปล่าววะ ไม่แน่ใจ

          เธอเริ่มประเมินสถานะการณ์ในตอนนี้ หากท่านอ๋องออกมา พวกเธอทั้งสองคนอาจจะตายคู่ แต่ถ้าไม่ออกมาเธออาจจะตายคนเดียว แต่สำหรับพระสวามีที่รักฮูหยินตนเองดั่งดวงใจนั้นจะเลือกอะไรระหว่างความเป็นความตายในครั้งนี้!!

           ก็บอกให้ออก..แต่ไม่ได้บอกว่าให้ออกอย่างไรหนิ!!

           ท่านอ๋องผู้ซึ่งฉลาดขึ้นมาหน่อยนั้นจ้องไปทางตรอกที่ดูซอกซอนตรงนั้น เมื่อเห็นแล้วว่ามันเป็นสุดตรอกเขาจึงเลือกที่จะอ้อมไปด้านหลัง แล้วโยนกระบอกไม้มุขที่เขาเคยใช้เมื่อครั้งที่แล้วนั้นมา ควันสีดำนั้นตามไปทั่วพื้นที่ จนคนทั้งสี่นั้นตกใจจับทิศจับทางไม่อยู่ ท่านอ๋องใช้จังหวะนี้ในการปรากฏตัว รวมถึงใช้ผ้าปิดจมูก แล้วจัดการเสี่ยวเอ๋อห์รวมถึงเถ้าแก่ที่กำลังทำร้ายคนรักของเขาอยู่!!! โดยที่เขาเลือกที่จะจัดการเถ้าแก่ก่อนใครเพราะว่ากลัวว่าคมดาบนั้นจะทำอะไรฮูหยินของตนเอง

            ....เขาจะไม่ยอมเสียเธอไป...



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -19 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 300 + 25 -19 + 3

ดูบันทึกคะแนน

https://xn--12cn8be2ck0h5b.com/source/plugin/levsign/statics/images/e3.jpgดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x60
x15
x22
x36
x20
x10
x775
x500
x13
x104
x2118
x191
x73
x1038
x12
x2
x373
x664
x5
x5
x110
x120
x9999
x15
x82
x260
x624
x85
x395
x3789
x5803
x2700
x1
x1
x1
x48
x98
x6
x192
x143
x78
x4
x835
x2
โพสต์ 2018-4-16 16:28:30 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-4-16 16:30

พรรคเบญจพิษ

        เวลาของความเป็นความตายมักจะสร้างความบังเอิญให้เราเสมอ เหมือนกับสิ่งที่ทั้งสองนั้นจะได้พบเจอ แต่ความจริงแล้วมันก็ไม่เหมือนกับความบังเอินเท่าไรนัก คุณคงจะเห็นหญิงสาวที่โดนมัดเป็นข้าวต้มมัด โดนอุ้มพาดบ่า โดยที่มีผู้ชายคนที่อุ้มนั้นวิ่งหนีตายนรกเดินดินเพื่อไปยังตรอกซอกซอยที่มี เสียงไอคอกๆ แคกๆ นั้นอยู่ด้านหลัง ทำให้เริ่มรู้แล้วว่าไอของกระบอกนั้นน้อยลงไป

        พระชายาหลินเฟยจ้องมองภาพพวกนั้นด้วยสภาพของการเป็นหนอนน้อยในกำมือของเซียวไต้อ๋อง เอาว่ะ..อย่างน้อยก็กำลังจะรอด จะรอดอะนะ เซียวไต้อ๋องนั้นวิ่งอย่างรวจเร็วเพื่อที่จะไปหาที่ปลอดภัย แต่ด้านหลังนั้นควันเริ่มจางลงแล้วเหล่าเสี่ยวเอ๋อห์และเถ้าแก่นั้นก็เริ่มเห็นลู่ทาง

        “เฮ้ย!!มันอยู่นั้น!!” เสียงของเสี่ยวเอ๋อห์คนหนึ่งตะโกน
        “ตามไปดิ!!รอเหียนไรอยู่!!” เสียงของเถ้าแก่นั้นพูดขึ้นอีก

        ก่อนที่กลุ่มแก๊งเถ้าแก่และเสี่ยวเอ๋อห์นั้นจะวิ่งไล่ตามพวกเธอสองคน ท่านอ๋องของเราก็วิ่งสี่คูนร้อยเพื่อที่จะพ้นจากการโดนตามในครั้งนี้โดยกระเตงพระชายาของตนเองไปด้วย พระชายาหลินเฟยก็ได้แต่หัวสั่นหัวคลอน คุ๊กกั๊กๆๆ อยู่อย่างงั้นไม่สร่าง

       ‘ครั้งหน้าไม่เอาแบบนี้แล้วแน่ๆ’ พระชายาหลินเฟยนั้นคิดในใจ

        ไต้อ๋องนั้นพยายามที่จะซอกซอน ตามตรอกซอกซอยอย่างด่วน แต่ทว่าอยู่ๆ ขณะที่กำลังวิ่งสี่คูณร้อยอยู่นั้นก็ได้สีร่างของมือสังหารชุดดำสองคนปรากฏขึ้น พวกมันนั้นกระโดดใช้วิชาตัวเบาขึ้นมาจากกำแพงของอีกทางหนึ่ง

        !!!??

        ไต้อ๋องเมื่อเห็นดังนั้นก็รู้ในทันทีว่าตนเองกำลังตกอยู่ในวงล้อมของศัตรู ดวงตาของเขาแสดงความเครียดอย่างเห็นได้ชัด แต่แล้วมือสังหารนั้นก็ผ่ายมือไปทางเถ้าแก่และเสี่ยวเอ๋อห์เหมือนประหนึ่งว่าให้หยุด แล้วพวกมันก็หยุดอย่างทันที..

        พระชายาหลินเฟยที่โดนแบกนั้นก็ไม่ได้รับรู้เรื่องราวด้านหน้า เพียงแต่รู้แน่ว่ามีคนมาขวาง แต่เป็นใครกันล่ะ

        “ปล่อยนางแล้วคุกเข่าลงซะ” เสียงเข้มอู้อี้ของชายมือสังหารนั้นพูดขึ้น ท่านอ๋องเมื่อเห็นดังนั้นก็เริ่มที่จะประติดประต่อเรื่องแต่กว่าจะได้ปล่อยพระชายาหลินเฟยของตนเอง ร่างของเขาก็ต้องทรุดลงพื้น พร้อมกับเชือกที่ล้อมมือของเขาไว้ ส่วนร่างของพระชายาหลินเฟยของตนก็ลอยขึ้นไปอยู่กับหนึ่งในมือสังการชุดดำนั้น

        ดวงตาสีม่วงดอกพวงครามนั้นจ้องมองทั้งสองด้วยความตกใจ เหมือนกับว่าไม่นึกว่าจะออกมาเร็วขนาดนี้ และทั้งสองก็ทำการคุ้มร่างกายของทั้งคู่ให้ทรุดลงกับพื้นเพื่อคุกเข่า เพื่อรอรับอะไรบางอย่าง เกี้ยวใหญ่อันหรูหร่านั้นปรากฏขึ้นตรงหน้า มันน่าแปลกและน่าพิศวงไปด้วยในขณะเดียวกัน เนื่องจากว่าเกี้ยวนั้นโดนยกด้วยชายกว่ายี่สิบคน

        “ชุดแบบนั้น...พรรคเบญจพิษ” ท่านอ๋องพูดขึ้น พระชายาหลินเฟยก็จ้องมองนิ่งๆ เธอโดนปิดปากไว้จึงไม่อาจพูดอะไรได้มาก

        ชายทั้งยี่สิบกว่าคนนั้นใช้วิชาตัวเบายกเกี้ยวขึ้นมา ก่อนที่จะลงมาตรงหน้าของทั้งคู่ เมื่อเกี้ยวหรูหร่านั้นลงแล้วชายที่เหลือก็กรูกันคลานเข่าเรียงแถวมาเป็นเหมือนขั้นบรรไดเพื่อปูทางเพื่อไม่ให้เท้าของผู้อยู่ภายในเกี้ยวใหญ่นี้ต้องแปดเปื้อนเศษฝุ่น

        และไม่นานนักมือเรียวบางของหญิงสาวในเกี้ยวนั้นก็ค่อยๆแหวกผ้าม่านนั้นออกมา ร่างของหญิงสาวที่ค่อยๆเหยียบบนหลังของลูกน้องหรือทาสตัวเองก็ไม่ทราบได้อย่างประจุดนางพญา ชุดสีแดงนั้นยิ่งทำให้ความเป็นนางพญาของนางนั้นยังช่วยรวบรวมองค์ประกอบของความเป็นนางพญาของเธอได้ดีทีเดียว นัยต์ตาสีฟ้าแสนเย็นชา จะเรียกว่าสวยงามก็สวย จะเรียกว่าน่าสยองก็น่าสยองละนะ

       “โอ๊ะ ดูสิเราเจอใครกัน” เสียงของหญิงคนนั้นพูด ก่อนที่นางจะเดินมาตรงหน้าของเซียวไต้อ๋องแห่งปาสู่ แล้วจ้องตาของเขา นางก้มมองชายที่กำลังโดนมัดอยู่ แล้วค่อยๆใช้มือนั้นกรีดนิ้วจับใบหน้าของท่านอ๋องให้เชิดขึ้นเพื่อดูใบหน้าให้ชัดๆ

        “เซียวไต้อ๋องแห่งปาสู่ ข้ามีข้อเสนอหากท่านกับนางคนนี้อยากรอดก็จนยอมก้มหัวให้ข้าและให้ข้ายืมปาสู่ใช้สร้างกองกำลังช่วยท่านจางเหยียนลู่” เสียงของนางนั้นพูดขึ้น เมื่อท่านอ๋องได้ยินก็แสดงสีหน้าไม่พอใจขึ้นมา แล้วหันไปทางนางก่อนพูดด้วยความพยายามระงับอารมณ์ของตนเอง

        “ไม่มีทาง ถง เมิ่งหลาง” ท่านหลิวฉุนกล่าว
        
        “หัวแข็งจริงๆ นะ ข้าได้ยินว่าปาสู่ขุนนางเหลวแหลกไม่ค่อยเอาไหนนี่หน่า ข้าช่วยควบคุมพวกเขาได้นะ หึๆ” นางพูดขึ้นอีก ก่อนที่จะหยิบพัดที่ทำจากขนนกยูงชั้นดีมาพัดให้ตนเอง ดูเหมือนว่าลายของพัดนั้นจะทำเป็นรูปแมงป่องพิษ อีกมือหนึ่งก็จับไปที่คางของท่านอ๋องเพื่อจ้องมองใบหน้านั้นให้ชัดๆ

        “ไม่มีทาง แม้ขุนนางในปาสู่จะแหลกแหลว แต่ก็ภักดีต่อแผ่นดิน”

        “ภักดี ภักดี พูดเป็นอยู่คำเดียวหรือไงท่านอ๋อง ไม่เบื่อบ้างเหรอ” เธอพูดขึ้นก่อนที่จะสะบัดมือที่จับคางของท่านอ๋องแล้วตบลงแก้มของท่านอ๋องจนเป็นรอยหันไปทางอีกข้างกันเลยทีเดียว “ข้าพูดอีกครั้ง จะเข้าร่วมกับข้าหรือตายหรือไม่” ถงเมิ่นหลางนั้นกล่าวขึิ้นด้วยท่าทีสบายๆแต่กลับดูเลือดเย็น ท่านอ๋องเมื่อเห็นดังนั้นก็ได้แต่เพียงจ้องมอง

       “เจ้าคิดว่าจะทำได้หรอ?..เรื่องนั้นเหตุใดทางการก็ต้องรับรู้ และพวกเจ้าก็ไม่อาจตักตวงผลประโยชน์จากปาสู่ได้อีก!”
        “ไม่เห็นยากนี่เรื่องนั้น นี่เจ้าคนส่งจดหมายท่านไปยังราชสำนักหรือเปล่า” เธอกล่าว ก่อนที่นางจะทำหน้าเหมือนกับหน่ายกับสิ่งที่ชายตรงหน้าของตนพูด เธอหันไปทางมือสังหารชุดดำ แล้วทำมือเหมือนกับว่า เอามานี้ดิ ชายคนหนึ่งจึงหยิบหีบหอขนาดหนึ่งขึ้นมาแล้วเดินไปทางนาง และเปิดให้นางด้วย

       หลังจากนั้นมือของหญิงสาวก็หยิบสิ่งที่อยู่ด้านในนั้นมา แล้วโยนลงพื้นต่อหน้าเซียวไต้อ๋อง มันคือศีรษะของนายทหารคนหนึ่ง ไต้อ๋องนั้นจ้องมองด้วยความตกตะลึงเนื่องจากชายคนนี้คือคนที่ให้ไปส่งจดหมายของทางการ …..

       “เห็นไหมข้าช่วยท่านแก้ปัญหาแล้วนะยอดรัก” ถงเมิ่งหลานนั้นพูดขึ้น โดยที่มีเสียงหัวเราะในลำคอของเธอไปด้วย
       “เจ้าจะไม่ได้ในสิ่งที่เจ้าต้องการ ถงเมิ่ง ข้ามีความภักดีต่อแผ่นดินเป็นทุน” ท่านอ๋องกล่าวประกาศ จนทำให้ถง เมิ่งหลางนั้นจ้องไปทางท่านอ๋อง เธอถอนหายใจกับความดื้อดึงของชายตรงหน้า แต่นั้นก็เป็นจุดที่ทำให้ชอบใจน่าดู
        “ภักดีงั้นเหรอ งั้นมาดูกันไหมว่าท่านและคนรักของท่านจะทนได้สักกี่น้ำ พวกเจ้าสองคนคุมตัวกลับคฤหาสน์ตระกูลโต้ว บอกหลินเฟยว่าเดี๋ยวข้ากลับไปสำนัก แล้วจะตามไปให้คุมขังสองคนนี้ดีๆ” เธอพูดเสร็จ ก็เดินเหยียบหลังชองชายยี่สิบกว่าคนของเธอเพื่อขึ้นกลับไปยังเกี้ยว เมื่อนางนั้นขึ้นนั่งและม่านปิด ชายทั้งหลายก่อนหน้านี้ที่กลายเป็นบรรไดให้กับนางหญิงก็ไปประจำตำแหน่งในการแบกเกี้ยว และใช้วิชาตัวเบาเพื่อที่จะยกเกี้ยวจากไป

        “เอาล่ะ..พวกเจ้าต้องตามข้ามา” มือสังหารชุดดำนั้นพูดขึ้นก่อนที่จะกระชากเชือกที่ดึงตัวของท่านอ๋องและพระชายาหลินเฟยขึ้น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เสี่ยวเอ๋อห์และเถ้าแก่นั้นโผล่หัวมา ความจริงพวกเขานั้นอยู่ทั้งหมดนั้นล่ะ แต่เกรงในอำนาจของหัวหน้าพรรค จึงไม่ปรากฏตัว ไม่เช่นนั้นหากทำอะไรไม่ถูกใจนาง อาจจะต้องตายทั้งเป็นก็เป็นได้

        “พวกเจ้ามาช่วยกัน พาสองคนนี้ไปที่คฤหาสน์ตระกูลโต้ว” คำนั้นเป็นคำสุดท้ายที่คนพวกนั้นพูด ก่อนที่จะพาเธอและไต้อ๋องไปยังสถานที่แห่งการจองจำ..


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +300 ความหิว -26 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 300 -26 + 3

ดูบันทึกคะแนน

https://xn--12cn8be2ck0h5b.com/source/plugin/levsign/statics/images/e3.jpgดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x60
x15
x22
x36
x20
x10
x775
x500
x13
x104
x2118
x191
x73
x1038
x12
x2
x373
x664
x5
x5
x110
x120
x9999
x15
x82
x260
x624
x85
x395
x3789
x5803
x2700
x1
x1
x1
x48
x98
x6
x192
x143
x78
x4
x835
x2
โพสต์ 2019-5-2 19:58:47 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ณ ย่านการค้าเมื่อเยี่ยหลาง



ซึ่นเจี้ยนกำลังนั่งขัดสมาธิพลางหยิบขลุ่ยหยกออกมาบรรเลงเพลง

ผู้คนที่ผ่านไปมาบ้างก็หยุดฟัง บ้างก็เดินผ่านไป บ้างก็โยนเศษเงินสองสามตำลึงให้แก่เขา



ชายหนุ่มในตอนนี้เรียกได้ว่าอยู่ในสถานะถังแตก
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ดูเหมือนถุงเงินของเขาหล่นหายไป
โชคยังดีที่ถุงเงินของคนที่เขาฆ่าไปตอนอยู่ในป่านั้นยังพอเหลือใช้อยู่
แต่ก็ไม่พอที่จะใช้ชีวิตให้พ้นสามวัน

...ให้ตายสิ ถ้าพวกมันมีเงินมากกว่านี้ ....
เขาก็คงไม่ต้องมานั่งทำตัวเป็นนักดนตรีเร่ร่อนแบบนี้หรอก…






แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +2 คุณธรรม +3 ความชั่ว +3 ความโหด โพสต์ 2019-5-2 20:05

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ความหิว -18 ย่อ เหตุผล
Admin -18

ดูบันทึกคะแนน

ต้องการอะไรจากข้า?
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ตัวเบาขั้นสูง
ขวานต้วนหยู้ว
เกราะทองคำ
ฮั่นเสียดำเทวะ
คัมภีร์ละติน
ตาเหยี่ยว
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x8
x12
x120
x76
x106
x15
x1
x102
x135
x8000
x8000
x8
x1
x10
x10
x1
x7
x4
x23
x90
x40
x30
x28
x900
x21
x150
x75
x4
x125
x4
x140
x29
x3
x4
x9999
x3553
x25
x11
x7
x30
x5
x20
x2000
x45
x20
x1000
x32
x160
x4
x9
x20
x1
x7
x3
x120
x1
x90
x6
x12
x180
x5
x35
x105
x82
x80
x90
x17
x45
x35
x8
x5
x120
x1500
x120
x6
x4
x5
x5
x16
x135
x6
x137
x72
x9
x172
x4
x62
x200
x9999
x46
x18
x146
x57
x108
x4
x9040
x9199
x105
x7
x7
x4020
x91
x100
x65
x115
x415
x910
x450
x383
x1241
x30
x290
x116
x152
x10
x85
x112
x100
x145
x106
x11
x6235
x160
x144
x133
x125
x67
x65
x30
x77
x115
x328
x70
x256
x195
x95
x201
x25
x25
x15
x9999
x12
x178
x9
x1
x54
x350
x6
x134
x200
x41
x185
x289

ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|

Copyright © 2001-2012 | The Legend of Wulin  สงวนลิขสิทธิ์ | GMT+7, 2019-5-22 10:53

ขึ้นไปด้านบน