กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบอุปกรณ์พกพา | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์
ดู: 405|ตอบกลับ: 13

{ แคว้นโหรวหราน } ย่านการค้า

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-3-20 00:22:08 |โหมดอ่าน




ย่านการค้าโหรวอวี้ซิน

{ แคว้นโหรวหราน }









ย่านการค้าโหรวอวี้ซิน
『 สวรรค์แห่งพ่อค้าต่างถิ่น แหล่งจับจ่ายของชาวซีอวี้ 』
ย่านการค้าขนาดใหญ่แห่งแคว้นโหรวหราน สถานที่หลัก
ซึ่งรวบรวมสิ้นค้ามากมายจากหลายๆที่มาไว้ที่เดียวกัน 
ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม แร่ หิน วัตถุดิบ อาหารทั้งคาวหวาน 
จากทั้งหลากหลายที่หลากเชื้อชาติและวัฒนธรรม
ต่างก็มารวมตัวอยู่ที่แค้วนแห่งนี้ จึงแทบเรียกได้ว่า
มันคือสถานที่แห่งฝันของเหล่าพ่อค้าเลยก็ว่าได้







คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 Point +4 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 4

ดูบันทึกคะแนน

70

กระทู้

722

โพสต์

9หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
19850
เงินตำลึง
11353
ชื่อเสียง
37460
ความหิว
378
คุณธรรม
294
ความชั่ว
8
ความโหด
26
เสวี่ยนอู่
ระดับ 1

จาง จู๋เวย

ไม่เป็นไรแน่หรอ
pet
โพสต์ 2018-3-22 21:55:16 | ดูโพสต์ทั้งหมด
พาร์ท 1 - เดินทางสู่ตะวันตก [ภาคพิเศษ]
[คำสอนกับความจริง]

    จางฝูที่รับฟังคำสอนของท่านอารัญจนเริ่มที่จะสบายใจขึ้นมา เมื่อท่านอารัญเห็นจึงได้กล่าวเอ่ยชวนให้จางฝูนั้นตามเขาไปที่ย่านการค้า ถึงเเม้ในตอนแรกตัวของเธอเองจะคัดค้านเนื่องจากท่านอารัญพึ่งจะฟื้นตัว หากไปตากแดดอีกมีหวังเธอคงได้แบกกลับมาโรงหมออีก แต่ไม่ว่าอย่าไงเขาก็ยืนยันว่าจะไปเธอก็ทำต้องตามเขาไปด้วยอย่างเลี่่ยงไม่ได้ เพราะถ้าหากให้ไปคนเดียวก็มีหวังไไปวูบแถวไหนอีกก็ไม่รู้


    ทั้งสองออกเดินไปยังย่านการค้าด้วยกันโดยที่อารัญนั้นเดินนำหน้าจางฝูไปโดยเว้นระยะห่างพอสมควร แต่ตัวของจางฝูเองก็ไม่กล่าวอะไร นักบวชนั้นอยู่ใกล้ชิดสตรีก็คงจะดูไม่ดี ในข้อนี้เธอก็พอที่จะรู้มาบ้าง จึงได้ได้ตามท่านอารัญไปอย่างเงียบๆ


    พวกเธอทั้งสองเดินมาจนถึงย่านการค้าซึ่งในตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่พากันมาจับจ่ายใช้สอยเพราะในตอนนี้นั้นล่วงยามเซิน แดดร่มลมตกจึงไม่แปลกที่ผู้คนนั้นจะออกมานอกบ้านกัน อารัญหยุดและยืนมองเข้าไปด้านในย่านการค้าด้วยท่าทางสงบนิ่ง ซึ่งจางฝูก็ทำได้เพียงมองตามไปอย่างสงสัยว่าเหตุใดคนที่ชวนมาซื้อของจึงไม่ยอมเข้าไปด้านในย่านการค้านั้นเสียที แต่ยังไม่ทันที่จางฝุจะได้เอ่ยถามอะไรอารัญก็ชิงเอ่ยขึ้นมาก่อนด้วยคำศัพท์ที่เธอเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก


   “พสกเห็นอะไรรึไม่”


   “เห็น เอ่อ… คน พ่อค้า แม่ค้า คนที่มาซื้อของเจ้าค่ะ”จางฝูเอ่ยตอบตามที่ตาเธอเห็นด้วยท่าทีงุนงงหน่อยๆว่าท่านอารัญนั้นต้องการจะสื่ออะไร


   “ไม่เพียงแต่ผู้คน แต่พวกเขาล้วนทำมาค้าขายแบบนี้เป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าที่ใดในโลก ก็จะพบเห็นผู้คนค้าขาย บางคนเกิดมาเพื่อทำงาน บางคนเกิดมาเพื่อร่ำรวย บางคนเกิดมาไม่มีเงิน หรือ แม้แต่เรี่ยวแรงที่ต้องทำงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกรรมที่แต่ละคนต่างกัน" ท่านอารัญเอ่ยด้วยคำพูดที่เธอไม่ค่อยจะเข้าใจนักก่อนที่เขานั้นจะหันมามองเธอแล้วยิ้มให้บางๆ ก่อนจะเดินนำหญิงสาวไปนั่งที่เก้าอี้หินใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เป็นแหล่งให้ร่มเงาเพียงที่เดียวในย่านการค้า โดยมีจางฝูเดินตามไปก่อนจะตัดสินใจทรุดตัวลงนั่งที่พื้นแทนที่จะนั่งเสมออารัญ


     "คนรวยก็มีทุกข์เช่นคนรวย คนจนก็มีทุกข์เช่นคนจน มีเงินล้นฟ้าจะมีอยู่สองประเภทคือ มีเงินเพื่อผลประโยชน์ผู้คนบนโลกพึงมีความสุข มีเงินเพื่อตัวเองพึงมีทุกข์” อารัญยังคงเอ่ยต่อไปดวงตาทั้งสองยังคงจ้องมองเข้าไปยังเหล่ากลุ่มคนที่มาจับจ่ายใช้สอยด้วยสายตาที่แสนสงบนิ่งราวกกับลำธารที่ไหลเอื่อยๆไปอย่างไม่สนว่ารอบข้างจะวุ่นวายเพียงใด


   "ชีวิตความสุขของทุกคนสามารถสร้างได้ โชคชะตา วาสนาที่ดีสามารถสร้างด้วยสองมือ เหล่าเทพบนสวรรค์ไม่สามารถกำหนดชะตาเราได้ ทุกอย่างมีกรรมเป็นเครื่องกำหนด แม้แต่เหล่าเทพบนสวรรค์ก็มิอาจหนีพ้น เทพก็มีหน้าที่ของเทพ"


   จางฝูนั่งรับฟังคำต่างๆจากอารัญด้วยท่าทีสงบ แล้วมองไปยังทางเดียวกับที่อารัญมอง ใช่เธอเองก็มีหน้าที่ของเธอ ถึงแม้ว่าตัวเธอเงจะไม่รู้ว่าหน้าที่ของเธอคืออะไรกันแน่ก็ตาม


     "การสร้างเส้นทางที่ดี ความสุขชีวิต คือ แม่นางพึงก่อความดี จิตใจดี คิดดี สั่งสมความดี ความดีจะเป็นเกราะกำบังช่วยผ่านพ้นเพศภัย ขจัดเรื่องทุกข์ในใจ  เมื่่อพสกกระทำดี ในใจพสกก็จะรู้สึกปลื้มบางอย่างไม่อาจบรรยายได้ รู้สึกสบายใจ สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งเริ่มต้นผลความดี"


    “ใช่เจ้าค่ะ” จางฝูขานรับเบาๆ ทุกครั้งที่เธอได้ช่วยใครสักคนมันทำให้เธอรู้สึกดีมากๆ การที่ได้เห็นรอยยิ้มของคนที่เธอได้ช่วยเหลือมันทำให้เธอมีความสุขและอยากที่จะยิ้มตาม ออยากจะให้คนที่ทุกข์อยู่นั้นยิ้มขึ้นมาได้อีกครั้ง ภาพตอนที่เดินทางแล้วได้ช่วยเหลือนคนระหว่าง ภาพที่เธอนำปลาที่ตกได้ไปทำอาหารแจกเด็ก รอยยิ้มที่ออกมาจากใจนั้น ช่างงดงาม


    “รอยยิ้มนั้นคงคิดไปถึงเรื่องๆดีสินะ พสก เป็นเช่นนั้นล้วนดีแล้วกระทำความดีเสมอต้นเสมอปลาย มิหวังผล จิตใจผ่องใส ได้รับผลความดีตอบแทน ชีวิตสุขสบาย เช่นนั้นอาตมาจะให้อริยสัจสี่เป็นสิ่งตอบแทนต่อแม่นาง"


     “มันคืออะไรรึเจ้าค่ะ” จางฝูเอ่ยขณะที่หันกลับมามองคนที่นั่งอยู๋สูงกว่าพรางเอียงศีรษะมองงงเมื่อตนเองได้ยินคำที่ไม่คุ้นหู และไม่รู้ว่าความหมายของมันหนั้นหมายถึงอะไร


    "อริยสัจสี่เป็นแนวทางชีวิตสู่ความสุข หนทางดับทุกข์ อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค"


   "ทุกข์ คือ  สภาพที่ทำให้เกิดความไม่สบายกาย และสบายใจ ทั้งสภาพที่ทนได้ และ ทนได้ยาก สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้พสกเกิดทุกข์ โดยทุกข์นั้นแบ่งออกเป็น 11 ประการคือ การเกิด การแก่ การตาย การโศกเศร้า การร่ำไร และรำพันการทุกข์กาย การทุกข์ใจ การคับแค้นใจ การพลั้งเจอหรืออยู่ร่วมกับสิ่งที่ตนไม่รัก ไม่ยินดี การพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก การปรารถนาที่ไม่ได้ตามปรารถนา พสกล้วนเคยเจอใช่หรือไม่"  ท่านอารัญเอ่ยอธิบายอย่างช้าๆ ก่อนที่จะจบลงด้วยการทิ้งคำถามนั้นไว้ให้หญิงสาวเบื้องหน้าได้ตอบ


   “เคยเจอ เจ้าค่ะ”จางฝูเอ่ยเสียงเบาพรางก้มหน้าลงจนผมลงมาปรกใบหน้าจนทำให้คนอีกคนไม่สามารถที่จะเห็นใบหน้าใต้เส้นผมน้ั้นได้ ดวงตาสีน้ำตาลของจางฝูหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด ภาพในคืนวันนั้นลอผุดขึ้นมา คืนที่ทุกอย่างเริ่มขึ้นและจบลง คืนที่ทำให้ตัวของเธอสูญเสียทุกอย่างไป แม้กระทั่งรอยยิ้มที่มันออกมาจากใจจริง ความสุข แม้แต่ความหมายของการใช้ชีวิต แต่มันก็แลกมากับการที่เธอได้ความเข้มแข็ง และแรงที่เธอใช้พยุงตัวเธอมาได้จนถึงตรงนี้ จางฝูสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติของตัวเองกลับมาแล้วเงยหน้ามองท่านอารัญที่ยิ้มบางมองเธออยู่ แต่ยังไม่ทันที่เธอและเขาจะได้เอ่ยอะไร เสียงโวยวายก็ดังแทรกขึ้นมา


    “กรี๊ดดด ช่วยด้วย โจรมันขโมยเงินข้าไป ใครก็ได้” หยิบสาวชาวบ้านกรีดร้อยแล้วชี้ไปทางชายฉกรรจ์สองคนที่วิ่งหลบไปทางตรอก จางฝูหันไปมองหน้าท่านอารัญแวบหนึ่งก่อนที่เธอจะลุกพรวดแล้ววิ่งตามโจรทั้งสองไปทางตรอก
   
    “พวกแกหยุดนะ” จางฝูที่วิ่งตามเข้ามาในตรอกเอ่ยตะโกนขึ้นพร้อมกับใช้ตัวเบากระโดดข้ามไปยืนดักทางโจรทั้งสองไว้พร้อมกับเตรียมท่าพร้อมสู้เมื่อเห็นว่าในมือของหนึ่งในสองคนนั้นชักมีดออกมาถือไว้แล้วชี้มาทางเธอ


  “ สาวน้อยเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า แต่ถ้าอยากเกี่ยว หน้าสวยๆแบบนี้พี่จะพาไปเกี่ยวในห้องเอาไหมว่าไง หึหึ” ชายคนที่ถือมีดไว้เอ่ยพรางควงมีดในมือไปมาพร้อมกับย่างสามขุมเข้ามาหาหญิงสาวอย่างช้าๆ


   “ไปเกี่ยวในกรงเถอะ” จางฝูเอ่ยพร้อมกับพุ่งตัวเข้าหาชายที่ถือมีดอยู่แล้วยกขาถีบเข้าไปที่กลางท้องอย่างเต้มแรงจนร่างของชายที่ถือมีดนั้นประเด็นล้มไปทางทิษทางที่ถีบก่อนที่เธอจะวาดขาเตะไปที่ข้อพับขาของชาอีกคนจนล้มทรุดลงแล้วจัดการหันไปหยิบเอาถังไม้สำหรับตักน้ำที่วางอยู่แถวๆนั้นฟาดไปที่หัวเจ้าโจรตรงหน้าอย่างเต็มแรง


    “ตายเถอะแก”


       ฉึก!!


      เสียงของชายยคนแรกที่เธอถีบล้มไปในตอนแรกกำมีดในมือแน่นแล้วพุ่งเข้าใส่ร่างบองของหญิงสาวที่ยืนหันหลังให้อยู่ก่อนที่ร่างบางของหญิงสาวนั้นจะถูกร่างในชุดสีส้มแดงเข้ามาขวางทำให้เป้าหมายของมีดเปลี่ยนจากหญิงสาวเป็นชายอีกผู้เเทน จางฝูที่ได้ยินเสียหันกลับมาพร้อมถังน้ำใบเดิมที่ถูก ปาอัดเข้าไปเต็มหน้าของโจรพร้อมกับร่างของทั้งสองร่างทรุดลงไปกองที่พื้นแทบจะพร้อมๆกัน


    “ท่านอารัญ” จางฝูรีบปรี่เข้าไปช่วยประคองท่านอารัญที่กำลังล้มโดยลืมเรื่องที่ท่านอารัญนั้นถือตัวไม่เข้าใกล้สตรีไปจนเสียสนิท


     “ท่านอารัญ ทำใจเย้นๆไว้เจ้าค่ะ ข้าจะพาท่านไปหาหมอเอง”


    “พสกยังจำทีอาตมาบอกได้รึไม่ พสกต้องจำให้...ดี” อารัญเอ่ยอย่างลำบากของเหลวสีชาตค่อวึมออกมาจนค่อยๆย้อมชุดที่ท่านอารัญใส่ให้เป็นรอยแดงเข้มขึ้นเรื่อยๆ แต่ในตอนนี้ในหัวของหญิงสาวนั้นมันไม่รับฟังอะไรแล้ว ดวงตาสีน้ำตาลสั่นไหวไปมาอย่างตื่นตระหนกกับเลือดที่ไหลออกมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ


   “เดี๋ยวค่อยพูดเถอะเจ้าค่ะ ต้องไปหาหมอก่อนเจ้าค่ะ”จางฝูเอ่ยก่อนจะพยุงตัวท่านอารัญขึ้นหลังแล้วค่อยลุกขึ้นยืนแล้วแบกร่างนั้นออกไปจากตรอกในทันที่ ซึ่งมันก็เป็นเวลาเดียวกับที่คนของทางการที่วิ่งสวนเข้าไปเพื่อจัดการกับหัวขโมยทั้งสองทันที


     จางฝูยังคงแบกร่างท่านอารัญวิ่งฝ่าผู้คนเพื่อไปยังโรงหมอให้ไว้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ คำพูดของอารัญที่เอ่ยขึ้นมาก่อนหน้านี้ลอยเข้ามาในหัว ความดีจะเป็นเกราะให้งั้นรึ เป็นเกราะแล้วทำไมถึงได้โดนแทงกันเล่า กรรมดีช่วยคุ้มภัยหรอ คุ้มภัยตรงไหนกันแน่ น้ำสีใสค่อยรินไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของหญิงสาวเสียงหายใจของคนที่ถูกแบกนั้นก็แผ่วเบาลงไปทุกทีๆ เธอไม่อยากเจออีกแล้ว ไม่อยากให้ใครมาตายต่อหน้าเธออีกแล้ว ข้อร้องละ แข็งใจไว้หน่อยเถอะ อีกแค่นิดเดียวก็จะถึงโรงหมอแล้ว อีกแค่นิดเดียว


   “ได้โปรดเถอะ...อย่าตายนะ”   


@Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -64 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -64 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โดนทิ้งในหุบเขา
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ฮั่นเสียทองเทวะ
ตาเหยี่ยว
ตัวเบาขั้นกลาง
กงจักรเฟิ่งหวง
กงจักรเฟิ่งหวง
จั่วซื่อจ้วน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x2
x3
x47
x1
x60
x10
x1
x13
x1
x1
x15
x2000
x6
x150
x50
x1000
x17
x6
x4
x3
x40
x5
x42
x31
x2
x3000
x110
x63
x15
x60
x15
x1
x115
x7
x8
x60
x1
x3
x40
x2
x75
x2
x3
x12
x3
x120
x60
x30
x4
x120
x50
x74
x1
x15
x45
x74
x3
x30
x88
x5
x68
x28
x10
x7
x102
x172
x4
x136
x4
x1
x30
x30
x78
x143
x70
x99
x44
x320
x184
x184
x10
x46
x3
x348
x2
x393
x5
x1508
x51
x295
x264
x200
x2100
x456
x72
x39
x45
x336
x76
x350
x236
x92
x84
x22
x329
x310
x8
x40
x1
x3
x40
x152
x675
x477
x947
x630
x110
x4271
x218
x78
x421
x60
x3
x825
x39
x80
x1210
x4
x3
x23
x23
x4755
x61
x798
x15
x2028
x53
x63
x11
x58
x26
x41
x81
x42
x12
x1

70

กระทู้

722

โพสต์

9หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
19850
เงินตำลึง
11353
ชื่อเสียง
37460
ความหิว
378
คุณธรรม
294
ความชั่ว
8
ความโหด
26
เสวี่ยนอู่
ระดับ 1

จาง จู๋เวย

ไม่เป็นไรแน่หรอ
pet
โพสต์ 2018-3-23 01:36:53 | ดูโพสต์ทั้งหมด
พาร์ท 1 - เดินทางสู่ตะวันตก [ภาคพิเศษ]
[หนทางไม่อาจหวนคืน]


        “ทนหน่อยยนะเจ้าค่ะ เดี๋ยวก็จะ แฮ่ก ถึงแล้ว” จางฝูที่่แบกคนวิ่งไปพูดไป เหลืบมองไปทางอีกคนที่ฟุบอยู่บนไหล่อย่างเป็นห่วง แม้ขาทั้งสองข้างของเธอจะเริ่มก้าวไม่ออกแล้วก้ตามที แต่เธอก้ยังคงฝืนวิ่งต่อไปเพื่อที่จะช่วยให้คนบนหลังนั้นรอด


      “พสกปล่อยอาตมาลงเถิด อาตมาไม่เป็นอะไรแล้ว” เสียงเนิบๆที่เอ่ยอยู่ข้างหู นั้นยิ่งทำให้จางฝูนั้นอดที่จะหัวเสียไม่ได้ จึงหันกลับไปตะคอกใส่คนบนหลังอย่างไม่สนแล้วว่าคนที่โดนตะคอกใส่นั้นจะโกธรหรือไม่


     “ไม่เป็นอะไรก็บ้าแล้ว เลือดนองเป็มพื้นขนาดนั้นนะ”


    “อาตมาไม่เป็นอะไรจริงๆ ระหว่างที่พสกแบกอาตมา อาตมาเพียงแค่สวดมนต์เท่านั้น และปฏิหารก็บังเกิดแก่อาตมา หากพสกไม่เชื่อก็ลองวางอาตมาลงเถิดหนา”อารัญยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบๆต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับจางฝูที่ค่อยๆลดจังหวะในการก้าวเท้าลงจนหยุดยืนอยู่หอบอยู่นิ่งๆก่อนที่เธอจะค่อยๆปล่อยร่างของอารัญลงอย่างช้าๆและระมัดระวัง โดยที่ตัวของเธอเองก็ยังคงก้มหน้าอยู่อย่างนั้นไม่ยอมที่จะเงยหน้าขึ้นมามองอารัญ


    “ก้มหน้าอยู่ไย ลองเงยหน้าขึ้นมองดีๆเถิด” อารัญที่ลงมายืนที่พื้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเอ่ยขึ้น เพื่อเรียกให้ร่างบางตรงหน้านั้นเงยหน้าขึ้นมาดู


    จางฝูสูดหายใจเข้าลึกก่อนที่จะค่อยหันหลังแล้วจึงค่อยๆเงยหน้ามองร่างอีกคนตรงหน้าอย่างช้าๆ ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยกับสิ่งที่เห็น รอยเลือดบนผ้านั้นยังคงอยู่แต่ในบริเวณผิวเนื้อที่โดนมีดแทงนั้นกลับทิ้งไว้เพียงรอขีดแดงอย่างน่าอัศจรรย์ จางฝูก้มมองรอยแดงสลับกับเงยหน้ามองท่านอารัญอย่างตะลึง ก่อนที่ดวงตาสีนำตาลคู่โตจะเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำสีใส ก่อนที่มันจะค่อยๆหลั่งรินออกมาอย่างไม่อาจที่จะห้ามได้


    “เห็นไหมอาตมา…” ไม่ทันที่อารัญจะได้เอ่ยจนจบก็ต้องเป็นอันชะงักกึกไปเพราะจู่ร่างบางของหญิงสาวก็โผตัวเข้ามากอดเขาเอาไว้เสียแน่น พร้อมกับน้ำตาที่ผุดไหลออกมาอยย่างไม่ขาดสายไหล่กลมมนทั้งสองข้างสั่นสะท้านอย่างที่จะห้ามไม่อยู่


    “อ่ะ...เอ่อ..พสกปล่อยอาตมาก่อนเถิด แบบนี้ไม่ดีเลยหนา”อารัญหลับตาแล้วเอ่ยออกมาอย่างลำบากใจแล้วหลับตาลง จางฝูเอ่ยที่พึ่งจะรู้ตัวว่าทำอะไรไม่ดีลงไปจึงค่อยๆปล่อยือแล้วถอยออกมายืนเม้นปากกลั่นน้ำตาอยู่ห่างๆแทน


    “ฮึก ขออภัย ฮึก เจ้าค่ะฮึก” จางฝูเอ่ยพร้อมกับสะอื้นไปด้วยมือทั้งสองข้างยกมือขมาปาดน้ำตาที่ยังคงไหลออกมาอย่างลวกๆโดยมีอารัญคอยยืนมองอยู่อย่างเอ็นดูในความเป็นเด็กของหญิงสาว แม้ในตอนที่ตามโจรไปจะดูว่าเธอเป็นกล้า แต่ใจจริงของเธอผู้นี้กลับเป็นแค่เด็กสาวผู้อ่อนแอและอ่อนโยนราวคนละคน


   “ข้ามีนิทานเรื่องหนึ่งจะเล่าให้เจ้าฟัง ตามข้ามาเถิดหนา” อารัญเอ่ยพร้อมกับยิ้มบางๆให้จางฝูก่อนที่จะออกเดินนำไปนั่งที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่หลบออกไปจากแหล่งผู้คนชุกชุมเล็กน้อย อารัญปัดชายผ้าเล็กน้อยก่อนที่จะค่อยๆทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิหลังเอนพิงลำตั้นของต้นไม้ ดวงตาที่สงบนิ่งจ้องมองจางฝูที่ค่อยเดินตามมานั่งอยู่อยู่ใต้นร้อมไม้อย่างช้าๆ ดวงตาของหญิงสาวเป็นแดงและบวมหน่อยๆจากการร้องไห้เมื่อครู่


    “เรื่องที่อาตมาจะเล่านี้นั้นมันเริ่มเมื่อนานแสนนานราวแปดร้อยกว่าปีก่อนในการกำเนิดองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สัมมาสัมพุทธเจ้ามิใช่พระเจ้าหรอก ท่านเป็นมหาบุรุษผู้มีจิตใจที่เมตตาต่อทุกสรรพสัตว์บนโลกไม่เว้นแต่ผู้ปองร้าย มหาบุรุษที่ยิ่งใหญ่ในยุคนั้น เดิมท่านมีนามว่า เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นเจ้าชายแห่งศากยวงค์ โอรสในพระเจ้าสุทโธทนะ  กรุงกบิลพัสดุ์ ในชมพูทวีป"


    “คงเป็นเจ้าชายที่ดีมากๆแล้วก็เก่งด้วยสินะเจ้าค่ะ คนถึงได้นับถือ ต้องขึ้นเป็นกษัตริย์ที่ดีแน่ๆเลยเจ้าคะ” จางฝูที่นั่งฟังเรื่องเล่าเอ่ยถามขึ้นมาพรางนึกภาพตามที่ท่านอารัญเล่า


      “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แม้ท่านจะเป็นเจ้าชาย แต่ท่านไม่ชื่นชอบชีวิตสะดวกสบายในวัง เมื่อเติบโตขึ้นได้หนีเข้าป่าออกผนวกเป็นนักบวช ท่านใช้เวลาหลายสิบปีในการค้นหาหนทางดับทุกข์ ไม่ว่าทรมานสังขารตน” ท่านอารัญเล่าต่อ จางฝุที่นั่งฟังก็ถึงกับขมวดคิ้วออกมาแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปเพียงแค่คิดอยู่ภายในใจเพียงเท่านั้น ‘อยู่ในวังสบายๆมีคนนับถือกับไม่ชอบ กลับอยากเป็นนักบวช ช่างแปลกยิ่งนัก คนแบบนี้ก็มีด้วยรึเนี่ย’


    "จนในที่สุดท่านก็ตรัสรู้เป็นองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสดับรู้แจ้งเรื่องราวในโลก และ หนทางดับทุกข์ที่แท้จริง มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านพบราชสีห์หิวโช พสกคิดว่าท่านจะทำยังไงล่ะ" อารัญเล่าจนมาถึงตอนนี้แล้วจึงหยุดแล้วเอ่ยถามหญิงสาวที่นั่งตั้งใจฟังอยู่เบื้องหน้า


    “เจอราชสีห์ก็ต้องหนีสิเจ้าค่ะ อีกทั้งยังหิวโซมาอีก ยิ่งดุร้าย ต้องหนีให้ไว้ที่สุดเท่าที่จะทำได้เจ้าค่ะ” จางฝูเอ่ยตอบตามความจริงที่ใครเจอสิงโตหิวมันต้องรีบเผ่นละแน่อยู่เเล้ว จะรอให้มันมากินรึอย่างไร เพียงเเต่เธอก็ต้องอึ้งตะลึงกับคำตอบที่ออกมาจากปากของนักบวชตรงหน้า


    “ไม่เลยพสก  ตัวท่านไม่เสบียงใดๆ ในตอนนั้น จึงเอ่ยกับราชสีห์ตัวนั้นว่า 'พสกเอ๋ย หากเจ้ามีความกระหายก็กินเนื้อของเราเถอะ' ท่านทรงเฉือนเนื้อตนให้ราชสีห์ตัวนั้นส่วนหนึ่งและเดินทางเผยแผ่ธรรมะให้ผู้คนต่อไป”


   “บ้าไปแล้ว เฉือนเนื้อตัวเองให้สิงโหหิวกินเนี่ยนะ”จางฝูเอ่ยแย้งขึ้นมาอารัญที่เห็นท่าทางของหญิงสาวเบื้องหน้าก้ยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้กล่าวว่าแต่อย่างใด


    "หลักธรรมองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสดับแจ้งในใจผู้คน เพื่อพึงช่วยเหลือมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ ละซึ่งความชั่ว แสวงหาความดี จบแล้วนิทานเรื่องนี้” อารัญเอ่ยแล้วมองไปทางจางฝูที่ยังคงนั้นอึ้งตะลึงกับการแล่เนื้อตัวเองเพื่อดับทุกข์ที่เกิดจากความหิวให้แก่สิงโต ‘ดีจริงๆน่ะหรอแบบนั้น’


  “ เอาล่ะอาตมายังให้สิ่งตอบแทนพสกไม่หมดเลย เมื่อสักครู่เราเอ่ยถึงความทุกข์แล้ว ต่อมาก็หนทางดับทุกข์"อารัญเอ่ยขึ้นเพื่อเรียกสติของหญิงสาวที่กำลังนักถกกับตัวเองในเรื่องราวของนิทานที่ได้ฟังเมื่อครู่อย่างฉงนในใจ ให้หันกลับมาตั้งใจฟังคำสอนต่อ


    “เจ้าค่ะ” จางฝูเอ่ยเบาแล้วนั่งมองท่านอารัญแล้วตั้งใจฟังต่อ


    "วิธีแก้ทุกข์ คือ สมุทัย ค้นหาสาเหตุที่ทำให้พสกเกิดทุกข์ กำหนดรู้ด้วยการใช้ปัญญาในการคิด วิเคราะห์ ภายใต้พื้นฐานของความรู้ และสติปัญญาของตน อันสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ล้วนเป็นจิตใจพสกสร้างขึ้น ซึ่งมี 3 สาเหตุด้วยกัน
    หนึ่งคือกามตัณหา คือ ความอยากที่ต้องการในการได้มา การต้องจับหรือสัมผัสกับสิ่งที่ตนรักใคร่ ได้แก่ เห็นรูปกาย ได้ยินเสียง ได้กลิ่นหอมเหม็น รับรสทั้งห้า และสัมผัสกาย
    สองคือภวตัณหา คือ ความอยากอยากมี อยากเป็นในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นกับตน เช่น อยากเป็นคนร่ำรวย อยากมีบ้านหลังใหญ่โต มีข้าทาสบริวานเยอะๆ เป็นต้น
    และสามคือวิภวตัณหา คือ ความอยากที่ไม่ต้องการให้เป็นไปในสิ่งที่ตนไม่ปรารถนา หรือต้องการให้เกิดขึ้นในสิ่งที่ตนปรารถนา เช่น ไม่อยากเจอคนพาล ไม่อยากไปทำงานเป็นต้น"


     จางฝูนั่งฟังคำเอ่ยของอารัญอย่างสงบแม้ในคำบางคำหรือประโยคบางประโยคเธอจะะไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรก็ตามที แต่ถ้าที่ฟังมาคราวก็คงงเกี่ยวกับเรื่องที่จะทำให้คนนหนึ่งเป็นทุกข์ได้ บางเรื่องนั้นก็เล็ก บางเรื่องก้นับเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรเลย


    "เมื่อพสกรู้แจ้งในสาเหตุของทุกข์ อย่าง เห็นสหายพสกตายเมื่อครั้นนั้น อาตมาจะแนะนำหนทางดับทุกข์ นิโรธ ความดับทุกข์หรือสิ่งที่ใช้ดับทุกข์ ด้วยการเข้าใจในความทุกข์อันมีตัณหาเป็นสาเหตุที่ทุกชีวิตไม่สามารถหลีกพ้นได้  เมื่อจิตมองเห็นถึงความดับทุกข์ คือ จิตสงบไม่มีความยินดีหรือไม่ยินดีกับความทุกข์ที่เกิด อันประกอบด้วยหลักธรรม 3 ข้อ หากพสกนำไปใช้จะไม่ทุกข์ใจอันใด พึงจำระลึกสามหลักธรรมนี้ไว้เสมอที่มีความร้อนรุ่มทุกข์ในใจเกิด  หนึ่งคือ อนิจจัง คือ ทุกสรรพสิ่งไม่มีความเที่ยง สองคือทุกขัง คือ ทุกสรรพสิ่งย่อมมีความทุกข์ และสุดท้ายคืออนัตตา คือ ทุกสรรพสิ่งย่อมไม่มีตัวตน ไม่สามารถทำให้เป็นไปตามที่ตนมุ่งหมายได้ทุกอย่าง"อารัญเอ่ยพรางเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งท้าวคางดวงตาทั้งสองเริ่มปรือลงเล็กน้อยจนเขาต้งกระแอมไอออกมาเสียงดังก่อนจะได้รับเสียงหัวเราะแห้งๆและรอยยิ้มแหยะจากงหญิงสาวเป้นการตอบกลับมาแทน ทำไงได้ในเมื่องเสียงของอารัญนั้นมันช่างนุ่มชวนให้งวงนอนสุดๆไปเลยนี่นะ


   “ขออภัยเจ้าค่ะ”


     “อย่าพึ่งง่วงพสก เมื่อพสกปล่อยวางความทุกข์ ก็จะสามารถแก้ไขทุกข์แปรเปลี่ยนเป็นกระทำความดี เสียญาติมิตรสหาย พสกก็ชดเชยด้วยการช่วยชีวิต สิ่งนี้ก็เป็นการชดเชยให้สหายที่พสกช่วยไม่ทัน จะทำให้เขารู้สึกอุ่นใจและไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าเดิม ขอเพียงตอนพสกช่วยอีกชีวิตแล้วรำลึกถึงสหายที่พสกช่วยชีวิตไม่ได้ เขาจะซาบซึ้งในจิตใจที่ดีงามพสกและผลความดีนั้นจะส่งผลให้เขามีชีวิตที่สุขสบายในชีวิตใหม่  ข้อที่สี่แห่งอริยสัจสี่ มรรค หนทางดับทุกข์ แบ่งเป็นสองลักษณะ คือ มรรค 8 และ อริยมรรค 8 แต่สำหรับพสกอาตมาจะแนะนำหนทางมรรค 8 ซึ่งเข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้ง่าย” อารัญส่ายหน้ามองจางฝูยิ้มๆก่อนที่จะเริ่มเอ่ยต่อ


     "ซึ่งมรรค 8 นั้นเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งด้วยปัญญาสำหรับขจัดความเขลา ความหลงผิด ความทุกข์ เพื่อให้การดำเนินชีวิตดำรงอยู่ในศีลธรรมอันดีงามโดยมรรค 8 นั้น ประกอบด้วย 8 ประการ   
      “หนึ่งคือสัมมาทิฏฐิ คือ การเห็นชอบ หรือ การเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง และดีงาม ความเห็นชอบจะสามารถมาได้จากปัจจัยรอบด้าน เช่น คำบอกเล่า ข่าวสาร คำสั่งสอน ตำรา เป็นต้นสิ่งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของความรู้ที่ประกอบขึ้นจากภายนอกที่เราต้องขวนขวายหา แต่ความรู้เหล่านี้จำเป็นต้องกรองหรือต้องรู้จักใช้วิจารณญาณให้เกิดความเข้าใจอย่างท่องแท้เสียก่อน และ ความเห็นชอบที่มาจากการรู้จักคิด วิเคราะห์ในเหตุ และผล อันนำมาซึ่งปัญญา คือ การรู้แจ้ง โดยใช้ข้อมูลข่าวสารหรือแหล่งความรู้ต่างๆ มาวิเคราะห์ว่าสิ่งใดพึงทำไม่พึงทำ ทำแล้วจะเกิดทุกข์หรือความสุข”
     “สองคือ สัมมาสังกัปปะ คือ การดำริชอบ  การรู้จักคิดในทางที่ถูกที่ควรบนพื้นฐานของศีลธรรมอันงามที่ปราศจากการคิดโลภในความอยากของตน การคิดพยาบาท อาฆาตแค้น และการคิดที่จะเบียดเบียนผู้อื่นให้เสียหาย”
     “สามคือ สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบ   การพูดจาชอบในทางที่ถูกที่งาม อันประกอบด้วยเว้นจากการพูดจริง เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดคำหยาบ และเว้นจากการพูดกลับคำ”
      “และข้อที่สี่ก็คือคือสัมมากัมมันตะคือ การประพฤติชอบในทางที่ถูกต้องอันควร การละซึ่งการพรากชีวิตสรรพสัตว์ และชีวิตผู้อื่น ไม่ว่าเป็นศัตรู สมมติพสกฆ่าศัตรู ก็จะมีลูกหลานศัตรูมาตามล้างแค้นให้พสก และ ลูกหลานพสกล้างแค้นลูกหลานศัตรู เช่นนั้นแล้วชีวิตเข่นฆ่า ล้างแค้นก็จะวนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด พสกอยากจะให้ลูกหลานมีชีวิตในวัฎจักรความแค้นที่ไร้จุดสิ้นสุดนี้หรือ(?)" อารัญที่ร่ายยาวมาชุดใหญ่เอ่ยและจบลงด้วยคำถามให้แก่หญิงสาวที่นั่งฟังอยู่ และรอที่จะฟังคำตอบจากหญิงสาวเบื้องหน้า


     “ข้าไม่อยากให้ ลูกข้าต้องเป็นเช่นนั้น แต่ว่า ตัวของข้ามันมาไกลเกินที่จะหันหลังกลับแล้ว มันมาเกินไปแล้วเจ้าค่ะ มือทั้งสองของข้าต้องเปื้อนเลือดของผู้คนมาและมันไม่มีวันที่จะล้างออก ข้าเข้าใจว่าท่านหวังดีต่อข้า อยากให้ข้าลืมความแค้นและปล่อยวาง เพียงแต่ข้าคงไม่สามารถที่จะลบล้างมันออกไปจากใจได้หมดหรรอกเจ้าค่ะ” จางฝูเอ่ยออกมาแล้วยกมือที่สั่นระริกทั้งสองข้างขึ้นมาดู ภาพในฝันนั้นยังคงเด่นชัด และมันก็จะยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ


    “ข้าน่ะ ไม่ใช่คนดีไม่ใช่คนที่ใสสะอาดอย่างที่ท่านคิดหรอกเจ้าค่ะ ตัวข้ามันแปดเปิ้อนไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและจะเป็นเช่นนั้นไม่มีวันที่จะจางหายไป ข้าขอบคุณท่านอารัญมากสำหรับคำสั่งสอนนี้แต่ ข้าคงทำไม่ได้เจ้าค่ะ”จางฝูเอ่ยก่อนจะก้มหน้าลงแล้วลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบๆ


    'แสงนั้นเธอไม่สามารถที่จะเดินย้อนกลับเข้าไปได้อีกแล้ว'




@Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +35 ความหิว -11 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 35 -11 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โดนทิ้งในหุบเขา
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ฮั่นเสียทองเทวะ
ตาเหยี่ยว
ตัวเบาขั้นกลาง
กงจักรเฟิ่งหวง
กงจักรเฟิ่งหวง
จั่วซื่อจ้วน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x2
x3
x47
x1
x60
x10
x1
x13
x1
x1
x15
x2000
x6
x150
x50
x1000
x17
x6
x4
x3
x40
x5
x42
x31
x2
x3000
x110
x63
x15
x60
x15
x1
x115
x7
x8
x60
x1
x3
x40
x2
x75
x2
x3
x12
x3
x120
x60
x30
x4
x120
x50
x74
x1
x15
x45
x74
x3
x30
x88
x5
x68
x28
x10
x7
x102
x172
x4
x136
x4
x1
x30
x30
x78
x143
x70
x99
x44
x320
x184
x184
x10
x46
x3
x348
x2
x393
x5
x1508
x51
x295
x264
x200
x2100
x456
x72
x39
x45
x336
x76
x350
x236
x92
x84
x22
x329
x310
x8
x40
x1
x3
x40
x152
x675
x477
x947
x630
x110
x4271
x218
x78
x421
x60
x3
x825
x39
x80
x1210
x4
x3
x23
x23
x4755
x61
x798
x15
x2028
x53
x63
x11
x58
x26
x41
x81
x42
x12
x1

70

กระทู้

722

โพสต์

9หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
19850
เงินตำลึง
11353
ชื่อเสียง
37460
ความหิว
378
คุณธรรม
294
ความชั่ว
8
ความโหด
26
เสวี่ยนอู่
ระดับ 1

จาง จู๋เวย

ไม่เป็นไรแน่หรอ
pet
โพสต์ 2018-3-23 22:12:06 | ดูโพสต์ทั้งหมด
พาร์ท 1 - เดินทางสู่ตะวันตก [ภาคพิเศษ]
[ข้ากลับไปไม่ได้]
    หลังจากที่จางฝูได้ฟังเรื่องเล่าและคำสอนเล็กๆน้อยจากอารัญ ซึ่งมันทำให้เธอบังเกิดจุดดำำเล็กในใจ คำสอนนั้นมันคือเส้นทางที่ปูไปด้วยดอกไม้งดงาม เหมือนแสงสว่างที่จะส่องนำคนทุุกผู้ แต่มันยกเว้นเธอ เธอแปดเปื้อน ไม่ได้ได้มีค่าพอที่ก้าวเดินไปในแสนนั้น เธอถูกชโลมไปดาวเลือของคนที่ถูกเธอฆ่าไปมามายจนมันไม่วันที่จะล้างออกให้กลับมาใสสะอาดเช่นดังเดิมได้อีกแล้ว


    “เดี๋ยวก่อนพสก”เสียงของอารัญที่เอ่ยเรียกขึ้นมาทำให้เธอเลือกที่จะหยุดแล้วหันไปมองอีกครั้งด้วยสายตาหมนๆ เขาคนนั้นที่นั่อยู่ใต้ต้นไม้นั้นเหมือนแสง ซึ่งเธอไม่ควรเลยที่จะเข้าไปใกล้ เธอแตกต่าง ต้อยต่ำเกินไป


    “อาตมาอยากบอกอีกเรื่องแก่พสก โปรดอยู่รอฟังอีกสักนิดเถิดหนา” อารัญที่เห็นหญิงสาวหันกลับมามองนั้นค่อยๆลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยิบเอาไม้ที่วางพิงอยู่ที่ข้างกำแพงมาแล้วป้ายกับเลือดที่ยังเปื้อนอยู่ที่ชุดตัวเองแล้วนำไปคลุกกับดินที่พื้นจนสภาพของไม้นั้นเปรอะเปื้อน และสกปรกไปหมดก่อนที่อารัญค่อยๆเดินไปตรงหน้าหญิงสาว


    “ไม้ด้ามนี้ก็เหมือนคนเราที่แปดเปี้ยนด้วยสิ่งเลวร้ายมากมายที่ยากจะให้อภัย แต่ไม่ว่าเราจะกระทำสิ่งใดที่เลวร้าย ก็สามารถกลับใด้เสมอ ผ้าที่สกปรกก็สามารถชะล้างด้วยน้ำสะอาด การกระทำที่ไม่ดีก็ชะล้างด้วยความดีเช่นกัน” ท่านอารัญเอ่ยก่อนจะใช้ชายผ้าที่ไม่ได้เปื้อนเลือดเช็ดทำความสะอาดไม้ด้ามนั้นจนกลับมาอยู่ในสภาพเช่นเดิมก่อนจะยืนให้หญิงสาวเบื้องหน้าถือ จางฝูไม่เอ่ยอะไรเพียงแต่รับไม้ด้ามนั้นมาถือแล้วหรี่ตามองไม้ด้านนั้นในมือนิ่งๆ


   "ในสมัยพุทธกาลเมื่อแปดร้อยปีก่อนในชมพูทวีป มีจอมโจรผู้หนึ่งสังหารชาวบ้านอย่างโหดเหี้ยม ไปที่ใดฆ่าที่นั่น สองมือเปื้อนเลือดมหาศาล ต่างถูกชาวบ้านเกลียดซัง ไม่เพียงฆ่า เขายังตัดนิ้วเหยื่อที่ฆ่านำมาทำสร้อยแขวง พสกคิดว่าเขาสามารถกลับใจทันหรือไม่" อารัญเอ่ยแต่อแล้วยืนมองหญิงสาวเบื้องหน้าที่งยังคงมีท่าทีนิ่งๆและยืนมองดูด้ามไม้ในมืออย่างเศร้าสร้อยอยู่


    “ข้าไม่รู้ ไม่อาจรู้”จางฝูเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาพร้อมกับน้ำตาที่รินไหลออกมา เธอสูดลมหายใจเข้าปอดเล็กน้อยเพื่อปรับอารมณ์แล้วยกมือขึ้นปาดน้ำตาก่อนจะหันหลังให้กับชายนักบวชที่อยู่ฝั่งตรงข้าม


   “กลับโรงหมอเถอะเจ้าค่ะ” เธอเอ่และยังคงก้มหน้าอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าตัวเธอจะเลือกเส้นทางไหน มันก็อยู่ที่ตัวเธอ ตัวเธอเป็นคนเลือกและตัดสินใจต่อให้อารัญจะพูดรึสอนอะไรเธอก็จะยังคงทำและเดินไปในเส้นทางที่เธอได้เลือกต่อไปและไม่คิดที่จะเสียใจในภายหลัง ต่อให้ตัวเธอเป็นที่รังเกียจของผู้คนแล้วอย่างไร ในเมื่อเธอสามารถที่จะปกป้องคนที่รัก และเพื่อนๆของเธอได้ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เพียงพอต่อการที่เธอจะยังมีชีวิตอยู่….


    “มันก็แค่เรื่องเล่า มันไม่เกี่ยวกับข้าเจ้าค่ะ ต่อให้ท่านจะพูดอย่างไร เส้นทางที่ข้าเลือกแล้ว ข้าก็จะก้าวเดินต่อไปในเส้นทางนั้น แล้วไม่คิดจะเสียใจหรือหันหลังกลับ ขออภัยด้วย ท่านคงเสียเวลาสอนข้าเปล่าเจ้าค่ะ” จางฝูเอ่ยโดยที่ยังคงก้มมองด้ามไม้ในมือก่อนที่เธอจะโยนด้านไม้นั้นทิ้งลงพื้นแล้วก้าวเดินออกจากไปที่ตรงนั้นในทันที


   "ไม่เสียยเวลาหรอกพสก อาตมาเชื่อว่าพสกเข้าใจในสิ่งที่อาตมาสอนทุกอย่าง เพียงแต่คติในใจนั้นของพสก พสกไม่อาจทิ้งไปได้เพียงเท่านั้น" อารัญเอ่ยทิ้งท้ายแล้วมองร่างบางของหญิงสาวที่ค่อยเดินห่างออกไป ก่อนที่ตัวของเขาจะมองไปยังด้ามไม้ที่ถูกโยนทิ้งแล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเพียงเล็กน้อยแล้วเดินตามออกไป


     @Admin


  


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +300 ความหิว -24 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 300 -24 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โดนทิ้งในหุบเขา
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ฮั่นเสียทองเทวะ
ตาเหยี่ยว
ตัวเบาขั้นกลาง
กงจักรเฟิ่งหวง
กงจักรเฟิ่งหวง
จั่วซื่อจ้วน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x2
x3
x47
x1
x60
x10
x1
x13
x1
x1
x15
x2000
x6
x150
x50
x1000
x17
x6
x4
x3
x40
x5
x42
x31
x2
x3000
x110
x63
x15
x60
x15
x1
x115
x7
x8
x60
x1
x3
x40
x2
x75
x2
x3
x12
x3
x120
x60
x30
x4
x120
x50
x74
x1
x15
x45
x74
x3
x30
x88
x5
x68
x28
x10
x7
x102
x172
x4
x136
x4
x1
x30
x30
x78
x143
x70
x99
x44
x320
x184
x184
x10
x46
x3
x348
x2
x393
x5
x1508
x51
x295
x264
x200
x2100
x456
x72
x39
x45
x336
x76
x350
x236
x92
x84
x22
x329
x310
x8
x40
x1
x3
x40
x152
x675
x477
x947
x630
x110
x4271
x218
x78
x421
x60
x3
x825
x39
x80
x1210
x4
x3
x23
x23
x4755
x61
x798
x15
x2028
x53
x63
x11
x58
x26
x41
x81
x42
x12
x1
โพสต์ 2018-3-29 23:35:22 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย xiwen เมื่อ 2018-3-30 00:40

ธรรมมะใต้ศาลา



      ที่หญิงท้องแก่เร่งซีเหวินให้ออกจากหอสมุดนั้นเป็นเพราะใกล้เวลาที่ท่านนักบวชอารัญจะมาเทศนาที่ย่านการค้าแล้ว    หญิงท้องแก่อยากให้ซีเหวินไปฟังธรรมด้วยกันแม้ซีเหวินจะไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับพุทธะเท่าใดนัก



     เมื่อมาถึงย่านการค้าซีเหวินก็สังเหตุเห็นศาลา  ใต้ศาลามีชาวบ้านจำนวนหนึ่งนั่งล้อมหน้าล้อมหลังบุรุษที่ไร้เส้นผมในชุดนุ่งห่มน้อยชิ้นสีแดง




      

     " วันนี้เป็นวันที่ท่านอารัญมาเทศน์น่ะก็เลยมีพวกชาวบ้านมารวมตัวกันเยอะขนาดนี้   "  หญิงท้องแก่ชี้ไปยังฝูงคนใต้ศาลากลางย่านการค้า      ตอนนั้นเองก็มีชายคนหนึ่งเห็นพวกนางจึงเดินเข้ามาเรียก



     “  มากันเลยๆ  ท่านอารัญกำลังจะเทศน์เกี่ยวกับอริยะสัจสี่กับศีลห้าอยู่พอดีเลย "  ชายแปลกหน้าผายมือให้เข้าไปนั่งในศาลาด้วยกัน



     ‘ อริยะสัจสี่? ศีล5 ?’      ซีเหวินขมวดคิ้ว  นางไม่เคยได้ยินคำศัพท์สองคำนี้นี้มาก่อน  และไม่รู้ว่านี่เป็นภาษาอะไร  



     เมื่อเดินเข้าไปในศาลานางก็รู้สึกแปลกใจมากกว่าเดิม  ผู้หญิงและชายบางคนนั่งคุกเข่า  บางคนนั่งพับเพียบ ทั้งๆที่คนตรงหน้าไม่ใช่จักรพรรดิ  หรือผู้มียศศักดิ์แท้ๆแต่ทำไมทุกคนจึงนั่งด้วยท่าเช่นนั้น



      หญิงท้องนั่งลงไปก่อน   และดึงมือซีเหวินให้นางลงตามมาเมื่อนั่งแล้วซีเหวินก็ทำท่าจะถามหญิงท้องแก่ให้หายข้องใจเกี่ยวกับสิ่งที่นางได้เห็น  ทว่าเหมือนชายผ้าชิ้นน้อยตรงกลางวงล้อมผู้คนจะเห็นการมาเยือนของนาง  และขัดขึ้นราวกับไม่ปล่อยให้นางมีเวลาได้ถาม



     “ พวกโยมทั้งสองมาจากที่ใดกันรึ  ”  ชายนุ่งห่มน้อยกลางวงถามขึ้น  ใบหน้าของเขาถูกแต้มไปด้วยรอยยิ้มเบิกบานและดูเป็นมิตรยิ่งนัก    ความงงอีกระลอกเข้ามาในหูของซีเหวิน   นางไม่เข้าใจว่าอะไรแปลว่าโยม?    โยมคืออะไร



      ขณะเดียวกันที่ซีเหวินกำลังงเป็นไก่ตาแตกอยู่นั้นเอง   หญิงท้องแก่ก็พนมมือขึ้นมาและตอบคำถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ   “ พวกข้าเดินทางกันมาจากด่านอี้เหมินกวนเจ้าค่ะ   แม่นางผู้นี้อาสามาส่งข้าเจ้าคะ  แม่นางไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพุทธะนัก  แต่ข้าอยากให้นางได้ฟังสิ่งที่ท่านอารัญเทศน์เจ้าคะ  "  



     " จากด่านอี้เหมินกวนจนมาถึงที่นี่ก็คงเหนื่อยละสิท่า   แม่นางไม่รู้จักพุทธะรึ "     นักบวชอารัญหันหน้ามาทางซีเหวิน



     “ ...... เจ้าค่ะ “    ซีเหวินไม่รู้จะปฎิบัติหรือกล่าววาจากับชายห่มน้อยตรงหน้าอย่างไรดี   ไหนจะสายตาของคนในศาลาที่มองมาทางนางอีก  นางจึงตอบออกมาได้แค่เจ้าค่ะ



     “ พุทธะคือศาสนาพุทธ  ศาสดาของศานาพุทธคือพระพุทธเจ้า   ..... “   นักบวชกำลังจะอธิบายต่อแต่เสียงระฆังบอกเวลานั้นดึงขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน  บอกให้รู้ว่าได้ฤกษ์งามในการเทศนาแล้ว     " เอาละ  ที่ข้าจะเทศน์ให้ฟังกันในวันนี้คือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์  หัวข้อย่อยคือ อริยะสัจสี่ และศีล 5    ถ้าอาตมาเทศน์จบแล้วโยมน่าจะเข้าใจเกี่ยวกับศาสานพุทธมากขึ้นอย่างแน่นอน "   พูดจบนักบวชก็เปลี่ยนอริยาบถ และเตรียมตัวจะเทศน์



     ซีเหวินนั่งมองหน้านักบวชรอท่านเทศน์  จากการใช้คำว่าโยมของนักบวชทำให้ซีเหวินเริ่มเข้าใจความหมายของนักบวชไปโดยตามธรรมชาติว่าโยมในที่นี้เป็นคำแทนตัวคนที่นักบวชเรียก      คนในศาลาทั้งหมดพนมมือ เมื่อซีเหวินเห็นก็เอามือเจ้าหลงที่นั่งบนตักนางสองข้างประกบกัน  ก่อนจะพนมมือตาม



    “   พระศาสดาบอกว่าการที่เราจะมีความสุขได้พวกเราจะต้องรู้จักความจริงของธรรมชาติก่อน  ซึ่งความจริงของธรรมชาติก็คืออริยะสัจสี่    ถ้าเรารู้อริยะสัจสี่แล้วความทุกข์ในชีวิตของเราก็จะค่อยๆดับไป       อริยะสัจสี่หรือความจริงของธรรมชาตินั้นมีทั้งหมดสี่อย่างคือ  ทุกข์  สมุทัย นิโรธ มรรค     



      ทุกข์หรือความทุกข์คืออะไร?    ทุกข์นั้นแปลได้หลายความหมาย เช่น  ความไม่พอใจ   การประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจ ปราถนาอะไรไม่ได้อย่างนั้นก็เป็นทุกข์ ความเจ็บ   ความชราภาพ  ต้องเป็นหนี้ก็เป็นทุกข์            



      หากพูดง่ายๆก็คืออะไรที่ไม่ได้ดั่งใจก็เป็นทุกข์ทั้งสิ้น   ทีนี้พวกโยมเวลาที่เกิดความทุกข์ก็ไปกินไปดื่มสุรากันบ้าง  ไปเดินตลาดกันบ้าง  ไปเที่ยวนอกเมืองบ้าง  เพื่อให้ลืมความทุกข์  แต่ท้ายที่สุดความทุกข์นั้นก็ไม่ได้หายไปไหน    การแก้ไขปัญหาแบบนี้คือความคิดของผู้ที่ไม่ได้สดับฟังธรรม  ดังนั้นเมื่อเกิดความทุกข์จึงไปเที่ยว ไปหาอะไรกิน ไปหารูปเสียงกลิ่นรส   ซึ่งนั่นก็คือความคิดของบุคคลผู้ไม่ได้สดับในธรรม   ซึ่งการแก้ปัญหาเช่นนั้นไม่อาจจะแก้ไขความทุกข์ไปได้อย่างถาวร  อาจจะดับความทุกข์ได้เพียงชั่วคราวเมื่อมาเจอกับความทุกข์ก็ทุกข์อีก



     ส่วนอริยะชนหรือผู้ได้สดับในธรรมนั้น จะรู้วิธีดับความทุกข์อย่างถูกต้อง   ด้วยการเข้าไปรู้จักมัน  รู้จักละเหตุเกิดของมัน และดับทุกข์อย่างถูกต้อง  สรุปคือเมื่อรู้ว่ามีความทุกข์เกิดขึ้นในจิตใจแล้วให้รุ้ว่าตนเป้นทุกข์เสียก่อน



     ต่อจากทุกข์ก็คือสมุทัย  โดยนัยยะแล้วสมุทัยคือเหตุที่เกิดจากทุกข์นั้นๆ  หรือเรียกอีกอย่างว่าการปรากฎขึ้นของกองทุกข์ก็ได้  เช่นเสื้อผ้าเราขาดเราเสียใจ   เกวียนเราหักเราเสียใจ  เอ๊ะ มันเป็นเพราะอะไร? เพราะเรามีใจไปผูกพันกับมันหรือไม่? ต้องหาสาเหตุซึ่งสาเหตุตรงนี้แหละคือตัวสมุทัย

เมื่อพวกเรารู้สมุทัยแล้ว  เราก็ต้องรีบละมัน    เพราะเมื่อใดที่เราละสมุทัยแล้ว ตัวทุกข์ก็จะดับไปเอง



     ต่อมาคือนิโรธ  นิโรธคือหนทางแห่งการดับทุกข์   ตัวอย่างเช่นเราขับเกวียนไปนอกเมืองแล้วเกวียนมันไปต่อไม่ได้  เจ้าของเกวียนก็จะลงจากรถมาดูว่าเกวียนขยับต่อไม่ได้เพราะอะไร  เพราะทุกข์มันเกิดขึ้น  แล้วพอไปดูว่าเกวียนมันขยับไม่ได้เพราะล้อเกวียนมันหักมันกระแทกกับก้อนหินจนหัก   ก็ไปซื้อหรือทำล้อเกวียนใหม่เอามาใส่  เกวียนก็ขยับได้เป็นปกติ   นี่ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างหนทางแห่งการดับทุกข์  เมื่อลงมือดับทุกข์   การลงมือดับทุกข์นั้นก็เป็นมรรค     มรรคนั้นมี8องค์ด้วยกัน  เรียกมรรคมีองค์ 8  ซึ่งไว้เดี๋ยวอาตมาจะเทศนาต่อในครั้งหน้า   



     เรื่องของศีล  ศีลแปลว่าความปกติ  หรือภาวะ กาย วาจา ใจ ปกตินั่นเอง   ศีลที่มีทั้งหมดห้าข้อนั้นก็เพราะว่าพระพุทธองค์บรรญัติขึ้นมาให้ชัดเจนสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข   เพราะหากมนุษย์ไม่มีศีลก็จะกลายเป็นสัตว์ที่น่ากลัวที่สุดในโลก  เพราะธรรมชาติได้ให้ปัญญาซึ่งเป็นสิ่งที่วิเศษกว่าเขี้ยว  เล็บ และพิษแก่มนุษย์  ทำให้มนุษย์เหนือกว่าสัตว์ทั่วไป  



     ศีลข้อที่หนึ่งให้เรามีเมตตาต่อทุกชีวิต  จึงไม่ควรเบียดเบียนซึ่งกันและกันในทุกกรณี   



     ศีลข้อที่สองให้เรารู้จักเคารพในกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินของผู้อื่น



     ศีลข้อที่สามให้เรารู้จักเคารพในความสัมพันธ์โดยฝึกให้มีความรับผิดชอบต่อคู่รักของตน



     ศีลข้อที่สี่ให้เรารู้จักเคารพในความจริงไม่ใช้ความทุกข์ให้แก่ผู้อื่น



     ศีลข้อที่ห้าให้เราเคารพตัวเองไม่ทำร้ายตัวเองด้วยการดื่มสุรา  หรือเสพย์สิ่งเสพย์ติด     วันนี้ก็เทศน์เพียงเท่านี้แล  “    นักบวชเทศน์จนจบก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบ



     ซีเหวินเมื่อได้ฟังการเทศน์ของนักบวชก็เข้าใจและเลื่อมใสในศาสนาพุทธมากยิ่งขึ้น   ‘ ข้าว่าศาสนาพุทธก็ดีเหมือนกันนะ   สั่งสอนให้ผู้คนทำความดีละเว้นความชั่ว   ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และสอนหนทางที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ ‘  



        ซีเหวินหันหน้ามองหญิงท้องแก่ด้วยรอยยิ้ม  ใบหน้าของหญิงท้องแก่ก็ดูอิ่มเอมความสุข และสงบไม่แพ้นาง   เมื่อเทศน์จบนักบวชเทศน์จบท่านก็เริ่มพึมพำท่องคาถาอะไรบางอย่าง   “สัพพะโรคะวินิมุตโต    สัพพะสันตาปะวัชชิโต   สัพพะเวระมะติกกันโต     นิพพุโต จะ ตุวัง ภะวะ สัพพีตีโย วิวัชชันตุ        สัพพะโรโค วินัสสะตุ  มา เต ภะวัตตวันตะราโย      สุขี ทีฆายุโก ภะวะ    อะภิวาทะนะสีลิสสะ       นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน   จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ            อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง    โชคดีนะโยมนะ  “     พอสวดเสร็จนักบวชก็เอามือลงและทำท่าเตรียมตัวกลับ  

       " เมื่อครู่ ท่านนักบวชสวดอะไรหรือเจ้าคะ? "  ซีเหวินงงหนักกว่าเดิม เพราะนางไม่เข้าใจภาษาที่นักบวชสวดเลยแม้แต่น้อย  ตั้งแต่เข้ามาในศาลานางยังไม่ได้มีโอกาสได้ไขข้องหลายข้อสงสัย  แต่ตอนนี้ในที่สุดนางก็ได้ถามทว่าเมื่อหันกลับมาก็เห็นหญิงท้องแก่พนมมือค้างขึ้นเหนือศรีษะ    หลังจากหญิงท้องแก่เอามือลงนางก็ตอบซีเหวินทันควัน “ เมื่อครู่เป็นคำสวดอวยพร  และคำลงท้ายก็เป็นคำอวยพรเช่นกัน  แต่ตัวข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นภาษาอะไร ไม่เคยถาม  ....  เอ้านี่จ้ะสิ้นน้ำใจเล็กๆจากข้า   ข้าจะอยู่บ้านญาติจนกว่าจะคลอดแหละ  ถ้าวันไหนเจ้าว่างๆก็มาเจอกันอีกนะ "

      ซีเหวินมองของที่หญิงท้องแก่ล้วงออกมาจากถุงย่าม  ใจจริงนางก็ไม่กล้ารับ แต่ท่านปู่มักจะสอนว่าถ้าผู้อาวุโสกว่าให้ของก็ควรรับ   นางจึงรับมาด้วยความเต็มใจ  " ขอบคุณมากนะเจ้าคะ  แล้วซักวันเจอกันนะคะ "

     เมื่อล่ำลากันเสร็จซีเหวินก็เดินไปขึ้นซงเฉียง  แต่เมื่อเงยหน้ามาอีกทีก็ไม่เห็นหญิงท้องแก่เสียแล้ว





@Admin



  


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +15 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +222 ความหิว -19 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 15 + 500 + 222 -19 + 5

ดูบันทึกคะแนน

.....
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x10
x50
x30
x1
x1
x115
x21
x111
x22
x14
โพสต์ 2018-8-28 01:46:15 | ดูโพสต์ทั้งหมด

มุง

           สองศรีพี่น้องแห่งตระกูลหลินนั้นหลังจากที่ฝากรถมาไว้ก็เดินเล่นภายในย่านการค้ารวมถึงจุดพักคาราวานซึ่งมีของต่างๆมากมายและผู้คนที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาคนเชื้อชาติและคุ้นสัญชาติ บางก็เป็นชาวตะวันตกบ้างก็บอกว่ามาจากสถานที่อันห่างไกลซึ่งบางทีเธออาจจะไม่เคยได้ยินเองก็เป็นได้ ครั้งสุดท้ายแล้วสองพี่น้องก็ได้เดินเล่นภายในย่านการค้า

           เล่นย่านการค้าที่แปลกตารวมถึงคึกคักมากที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมันคึกคักยิ่งกว่าย่านการค้าภายในเมืองฉางอันเสียอีก นั่นเป็นเพราะว่ามีทั้งพ่อค้าชาวเปอร์เซีย ชาวอียิปต์ชาวโรมัน ช่างเป็นการเปิดหูเปิดตาที่น่าประหลาดใจเสียอย่างมาก

           พระชายาและพี่ชายของเธอนั้นถึงกับต้องเดินเที่ยวจนสนุกปาก กับสถานที่ซึ่งรวบรวมสิ้นค้ามากมายจากหลายๆที่มาไว้ที่เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม แร่ หิน วัตถุดิบ อาหารทั้งคาวหวาน จากทั้งหลากหลายที่หลากเชื้อชาติและวัฒนธรรมต่างก็มารวมตัวอยู่ที่แค้วนแห่งนี้

           “ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้พบเจออะไรเช่นนี้ ถ้าอยากจะเล่าเรื่องนี้ให้เหล่าลูกๆได้ฟัง” เจียวหย่าพูด นางพราวยิ้มก่อนที่จะนึกขึ้นได้ แค่นี้คงต้องหาซื้อของไปให้พระสวามีรวมถึงบิดาและบุตรทั้ง 7 ของเธอเองแต่เข้าของนั้นฉันมากมายมหาศาลจนเธอไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปฝากลูกๆดี

           การเดินช็อปปิ้งของเธอในเกือบได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้วเนื่องจากว่าอยู่ๆ เสียงรักฮักเมืองก็ถูกตีขึ้นเหล่าผู้คนทั้งชาวบ้านและนักเดินทางรวมถึงพ่อค้าต่างเดินกรูกันเข้าไปในทางเดียวพวกเขานั้นเดินเข้าไปในสถานที่เดียวโดยมิได้นัดหมาย เหมือนกับว่าใจมันเรียกร้อง

           “พวกเขาจะไปที่ไหนกันน่ะ” เจียวหย่าพูด
          “พี่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน” พี่ชายของเธอพูด

           ก่อนที่พี่ชายของเธอจะเป็นคนที่เข้าไปสะกิดถามไถ่ชาวโหรวหร่าน “ท่านข้าขอถามได้หรือไม่เกิดอะไรขึ้นหรือเหล่าผู้คนไปตรงทางนั้นทำไม”

           “อ้าวนี่ท่านไม่รู้หรือวันนี้มีท่านนักบวชจากแดนไกลมาให้คำสอนไม่รู้หรือไงคำสอนของพวกท่านนักบวชเหล่านี้น่าเลื่อมใสอย่างมากเมื่อได้ฟังทีไรจิตใจผ่องใสและบริสุทธิ์ท่านไม่ลองเข้าไปดูหน่อยเล่า?”ชายคนนั้นพูดก่อนที่จะชักชวนสองพี่น้องให้ตามกันเข้าไปด้านใน ก่อนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจะทำให้สองพี่น้องเดินเข้าไปกันอย่างสงสัย



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ความหิว -16 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -16 + 5

ดูบันทึกคะแนน

ดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสศิลา
โลหิตมาร
วิจารณ์ซางยาง
ตัวเบาขั้นกลาง
เกราะทองคำ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x15
x100
x15
x10
x20
x5
x100
x300
x3
x4
x20
x1000
x310
x24
x18
x70
x300
x300
x300
x1
x1
x1140
x2
x512
x2
x50
x1
x2280
x1000
x130
x9999
x5000
x1000
x90
x6
x2