ดู: 4891|ตอบกลับ: 209

{ เมืองฉางอัน } โรงเตี๊ยมฉางจิ้นฮั่ว

  [คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2017-8-16 14:00:17 |โหมดอ่าน






โรงเตี้ยมฉางจิ้นฮัว

{ เมืองฉางอัน }





【โรงเตี้ยมฉางจิ้นฮัว】
โรงเตี๊ยมประจำเมืองฉางอันที่ตกแต่งอย่างหรูหรา มีบริการอาหารและที่พักราคาไม่แพงอย่างที่คิด 
กลางคืนมีการแสดงดนตรีและระบำจากคณะการแสดงจากต่างเมือง
ด้านในต่อเติมเป็นอาคารไม้สามชั้น ฉลุลวดลายอ่อนช้อยสลักเสลาสวยงาม
เครื่องเรือนงดงามมีรสนิยมคัดเลือกเป็นอย่างดี ให้บริการสุราอาหารทั้งชาวฮั่นและนอกด่าน
ทุกเทศกาลจะคราคร่ำไปด้วยผู้คน ให้ความบันเทิงแก่แขกคืองานของเรา





เจ้าของกิจการ
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมคนปัจจุบัน : ฉาง ไท่หมิง (อายุ 28 ปี)
อุปนิสัย : ฉลาด สุภาพนอบน้อม เป็นกันเอง ชอบคิดหากิจกรรมใหม่ๆ ทำเพื่อพัฒนาโรงเตี๊ยมตลอดเวลา



ชื่อกิจการ : โรงเตี๊ยมฉางจิ้นฮัว
เจ้าของกิจการ : ฉาง ไท่หมิง
เวลาปิดบริการ : ตลอด 24 ชั่วโมง
ประเภทร้าน : ให้บริการที่พัก สุราอาหาร ค่ำคืนมีการแสดงจากคณะละครเร่ 

ประทับตราโดย: ผู้ว่าเมืองฉางอัน





คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +200 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 2

ดูบันทึกคะแนน

85

กระทู้

422

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147483647
เงินตำลึง
2147483647
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483516

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-8-16 14:40:41 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-8-16 14:42

{ เควสคดีโกลาหล }


PART XXXIII



     วันรุ่งขึ้นทั้งซูปี้รู้สึกร้อนใจยิ่งนักที่ยังไม่ได้ข่าวคราวตอบกลับจากสหายพรรคกระยาจกแถบซีเหลียงของจ้าวเฟยเอี้ยนเพราะนั่นดูจะกว้างมากเลยทีเดียวที่ไม่สามารถระบุหาตำแหน่งคนๆ เดียวในดินแดนที่กว้างใหญ่ได้ เด็กหญิงจึงตัดสินใจขออนุญาตเฟยเอี้ยนลองสอบถามชาวเมืองถึงเบาะแสของฮูหยินหานก่อนโดยไม่รอเฉยๆ อย่างนิ่งดูดาย ซึ่งอีกฝ่ายก็อนุญาตให้เด็กหญิงออกไปตามหาด้วยโดยบอกให้ระวังตัวด้วย
    "ขอโทษค่ะท่านป้า พอจะทราบข่าวคราวของฮูหยินหานบ้างไหมคะ?" ซูปี้เอ่ยถามฮูหยินที่อยู่บ้านข้างๆ ของตระกูลอวิ๋นที่ย้ายบ้านไปแล้ว
     "ฮูหยินหานหรือจ๊ะ ข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจนะเห็นแค่ว่าย้ายออกไปด่วนเท่านั้นเอง" ฮูหยินบ้านข้างๆ ตอบออกมาเป็นข้อมูลเดียวกับที่เธอนั้นรู้มาก่อนอยู่แล้ว
     "งั้นเอง.. ขอบคุณมากนะคะ" เด็กหญิงโค้งคำนับแล้ววิ่งออกไปตามหาเบาะแสยังบ้านข้างๆ
     น่าแปลก ที่เพื่อนบ้านไม่รู้ข้อมูลอะไรบ้างเลย หากว่าเป็นที่หมู่บ้านชาวประมงของเธอชาวบ้านแทบจะรู้หมดนั่นแหล่ะว่าใครทำอะไรราวกับว่าคนในหมู่บ้านของเธอขายเผือกแทนปลา แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้มุ่งเป้าหมายต่อไปยังบ้านที่อยู่ขนาบอีกด้านที่เปิดเป็นร้านขายสมุนไพรและเครื่องเทศอบแห้ง "ขอโทษค่ะท่านลุง ไม่ทราบว่าพอจะทราบหรือไม่คะว่าบ้านข้างๆ เขาย้ายไปที่ไหน?"
     "โอ้ย ข้าไม่ว่างขนาดมาใส่ใจเรื่องชาวบ้านหรอกนะ" เถ้าแก่ร้านชายวัยกลางคนท่าทางไม่เป็นมิตรเอ่ยปัดๆ คล้ายการขับไล่ หากไม่มาซื้อของก็อย่ามารบกวนให้เสียเวลา
     "อะ... ขอโทษค่ะ" ซูปี้รีบออกมาจากหน้าร้านนั้นอย่างรวดเร็วก่อนที่จะถูกด่าเพิ่ม "เฮ้อ.." เธอรีบเดินจ้ำอ้าวออกมาหลบมุมที่ชายคาอาคารอีกฝั่งเพื่อหลบแดด ที่ไม่มีใครทราบเลยอาจจะเป็นเพราะว่าไม่คิดจะใส่ใจเพื่อนบ้านก็เป็นได้ ซึ่งนั่นก็คงไม่แปลกอะไรสำหรับคนที่มีงานล้นมือ ท่าทางว่าคงต้องลองไปสอบถามที่อื่นๆ เพิ่มเติม
     เด็กหญิงไปสอบถามผู้คนตามย่านการค้าแทบจะทุกร้านบางร้านก็ให้ความร่วมมือดีแต่บางคนก็ไม่ให้ความร่วมมือเลยแม้แต่น้อย บางคนก็ไม่รู้จักฮูหยินหานเลยด้วยซ้ำเพราะนางไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหนสักเท่าไร จนเป็นสิบคนก็ยังไม่ได้เบาแสอะไรมากนัก แต่ซูปี้ก็ยังไม่ยอมแพ้มันต้องมีใครสักคนที่พอจะรู้เรื่องบ้างแหล่ะน่า!
     "ฮูหยินหานรึ? เหมือนข้าจะเห็นนางไปที่โรงเตี๊ยมฉางจิ้นฮั่วก่อนที่จะย้านบ้านน่ะ เจ้าลองไปสอบถามดูที่โรงเตี๊ยมดูก็แล้วกันอาจจะได้เบาะแสกได้นะแม่นางน้อย" กรรมกรคนหนึ่งให้เบาะแสมากับเด็กหญิงทำให้ซูปี้เริ่มพบทางสว่าง โชคดีที่เธอไม่ได้ยอมแพ้ไประหว่างทางแต่สอบถามผู้คนไปถึงยี่สิบสองคน
    "ขอบคุณท่านมากค่ะ!" ซูปี้ค้อมศีรษะทำความเคารพด้วยรอยยิ้มแล้วรีบเดินทางไปยังโรงเตี๊ยมที่ว่าอย่างรวดเร็ว..

     เด็กหญิงมาถึงโรงเตี๊ยมประจำเมืองฉางอันแล้วแต่เธอก็ด้อมๆ มองๆ อยู่ด้านหน้ารู้สึกทำตัวไม่ถูกว่าจะต้องเข้าไปอย่างไร เพราะโรงเตี๊ยมค่อนข้างจะแตกต่างจากการเข้าไปในร้านค้าอยู่มาก แล้วเธอก็กลัวว่าจะมีคนมองว่าเป็นสาวนางโลมอย่างที่หอสุราที่เมืองจื่อถงด้วยสิจนมีใครบางคนส่งเสียงเรียกเธอเอาไว้
     "สวัสดีแม่นางน้อย ท่านมาหาใครที่นี่หรือเปล่าคะ?" คนที่เอ่ยถามเป็นเสี่ยวเอ้อห์ของร้านที่มีอายุมากว่าเธอไม่มากเท่าไรแต่ก็ต้องทำงานตั้งแต่เด็ก เหมือนว่าเธอสังเกตเห็นซูปี้มาด้อมๆ มองๆ และคิดว่าเด็กหญิงไม่น่าจะมาใช้บริการโรงเตี๊ยมเพียงลำพังแต่อาจจะมาตามหาใครที่พักอยู่ในนี้ก็ได้
     "เอ่อ.. สวัสดีค่ะ" ซูปี้พยักหน้าทักทายเสี่ยวเอ้อห์คนนั้นก่อนที่จะลองถามดู "คือว่าข้าอยากถามข่าวของฮูหยินหานบ้านตระกูลอวิ๋นน่ะค่ะ"
     "ฮูหยินหาน?" เสี่ยวเอ้อห์เอียงใบหน้าพลางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะร้องอ๋อ "อ๋อ ข้านึกออกแล้ว นางเคยมาที่นี่ก่อนจะบ้านนี่นะ เดี๋ยวข้าถามเถ้าแก่ให้ค่ะ เข้ามารอในนี้ก่อนก็ได้" นางผายมือให้ซูปี้ได้เข้ามานั่งรอก่อน อย่างไรเสียช่วงเวลานี้ก็ไม่มีแขกเดินทางมาพักหรือทานอาหารจึงไม่รบกวนที่นั่งของร้านมากนัก ก่อนที่จะไปตามเถ้าแก่มาให้
    "ขอบคุณค่ะ" ซูปี้ยิ้มให้นางเล็กน้อยอย่างใจชื้นขึ้นมาที่พนักงานโรงเตี๊ยมก็ยังมีไมตรีต่อเธออยู่บ้างไม่เหมือนกับร้านค้าหรือชาวบ้านบางคน ไม่นานนักเถ้าแก่ร้านที่เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีดูอ่อนกว่าวัยที่จะได้รับชื่อว่าเถ้าแก่ได้ บางทีเขาอาจจะเพิ่งรับตำแหน่งสืบทอดกิจการจากทางบ้านมาก็ได้
     "เถ้าแก่คะ แม่นางน้อยผู้นี้แหล่ะค่ะที่มาถามหาฮูหยินหาน" เสี่ยวเอ้อห์เรียนบอกเถ้าแก่หนุ่มออกไป ซึ่งเขาก็ยิ้มๆ ท่าทางจะใจดี
     "ฮูหยินหานที่แม่นางน้อยว่าคือเยว่ฉานหรือเปล่าขอรับ?" เถ้าแก่หนุ่มเอ่ยถามซูปี้เพื่อเจาะจงบุคคลเพราะว่ามีฮูหยินหานหลายคนในเมืองนี้
      "เอ่อ.. ข้าก็ไม่แน่ใจค่ะ รู้แค่เพียงว่าเขาคือฮูหยินของท่านอวิ๋นจงหนานน่ะค่ะ" ซูปี้บอกออกไปตามที่เธอรู้
     "หืม.." เถ้าแก่หนุ่มหรี่ตาลงอย่างรู้สึกสงสัยว่าซูปี้ที่ไม่ได้รู้จักกับฮูหยินหานโดยตรงแล้วมีเหตุอันใดอยากจะพบตัวนางจึงจำเป็นต้องถามก่อนที่จะบอกข้อมูลที่ตัวเองรู้ออกไป "แม่นางน้อยมีธุระอะไรกับนางหรือขอรับ?"
     "ก็.." เด็กหญิงอึกอักเล็กน้อยก่อนจะคิดว่าควรจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมฟังดีหรือเปล่า และหากว่าควรเล่าเธอควรจะเล่าให้ฟังแค่ไหนดี.. "พี่ชายข้าต้องการตัวแม่ฮูหยินหานเป็นพยานในคดีเพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นผู้บิรสุทธิ์น่ะค่ะ หากว่าไม่ได้ตัวพี่ชายข้าคงต้องเป็นแพะรับบาปในคดีแน่ๆ"
     "เช่นนั้นเอง..." เถ้าแก่หนุ่มมองซูปี้แล้วก็คิดว่าเด็กหญิงไม่น่าจะโกหกแม้ว่าเธอจะไม่ได้เล่ารายละเอียดมากนักแต่ก็เข้าใจได้ว่าถ้าหาตัวแม่นางหานไม่พบคนบริสุทธิ์ก็คงจะลำบากไปอีกคนหนึ่ง เช่นนั้นเขาก็ยินดีที่จะบอกข้อมูลที่เขารู้ให้แก่เธอ "ฮูหยินหานนางเดินทางไปยังอู๋เว่ยน่ะ หากว่าแม่นางน้อยจะไปที่นั่นก็ลองไปสอบถามข้อมูลที่โรงเตี๊ยมอู๋เว่ยดูแล้วกันขอรับ"
     "อะ.. ที่อู๋เว่ยเลย.. เป็นเรื่องจริงสินะคะ" ซูปี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย นับว่าเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างตรงกับที่เธอรู้มาเลยทีเดียวว่าฮูหยินหานไปที่ซีเหลียงแต่ไม่ทราบเมือง แต่ต้องเดินทางไปไกลถึงอู๋เว่ยแล้วเธอจะเดินทางไปไหวหรือเปล่านะ แต่ว่าพอได้ข้อมูลมาแล้วอาจจะลองบอกให้พี่สาวจ้าวเฟยเอี้ยนสืบข่าวให้ได้ก็เป็นได้
     "เป็นที่อู๋เว่ยไม่ผิดหรอกขอรับ" เถ้าแก่หนุ่มยืนยันซ้ำอีกครั้งให้แน่ใจหากว่านางไม่เถลไถลไปไหนซึ่งตามนิสัยที่รู้จักกันแล้วนางไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น
    "ขอบคุณมากนะคะพี่ชายพี่สาว" ซูปี้โค้งคำนับให้ทั้งเถ้าแก่และเสี่ยวเอ้อห์ที่ให้ข้อมูลสำคัญแก่เธอเอง "งั้นข้าขอตัวก่อนค่ะขอให้กิจการรุ่งเรือง" เมื่อกล่าวจบเธอก็กลับไปยังที่พักอาศัยทันที

     "อู๋เว่ยหรือจ๊ะ?" จ้าวเฟยเอี้ยนกล่าวถามซ้ำเมื่อได้ยินว่าซูปี้ได้ข่าวจากเถ้าแก่โรงเตี๊ยมว่าฮูหยินหานย้ายไปที่อู๋เว่ย ซึ่งเด็กหญิงก็พยักหน้ายืนยันว่าได้ข่างเช่นนั้นจริงๆ หากว่าระบุเมืองได้แล้วการค้นหาตัวก็น่าจะง่ายขึ้นมาหน่อย "เช่นนั้นข้าจะรีบส่งข่าวไปให้สายที่ซีเหลียงรู้นะ" นางยิ้มบอกกับเด็กหญิงอย่างอ่อนหวาน แล้วรีบเขียนจดหมายส่งข่าวไปยังสายพรรคกระยาจกที่ซีเหลียงทันที
     "แล้วเราจะทำยังไงต่อกันดีคะ?" ซูปี้ถามขึ้นจะรอให้สหายของพี่สาวจ้าวพบตัวนางเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้เพราะก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเจอและไม่เจอพอๆ กัน ดังนั้นเธอไม่อยากจะตั้งความหวังเอาไว้มากจะได้ไม่เจ็บใจในภายหลัง
     "เอาอย่างนี้ เอาไว้คืนนี้ลองไปที่บ่อนพนันกันก็แล้วกันจ้ะ ข้าจะพาคนงานชายไปด้วยหากว่ามีอะไรเกิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือทัน" เฟยเอี้ยนลูบศีรษะซูปี้อย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบไม่ให้เด็กหญิงคิดมาก
     "ค่ะพี่สาวจ้าว..." เด็กหญิงก้มหน้าลงเล็กน้อยให้หญิงสาวได้ลูบหัวถนัด
     ทั้งสองพักอยู่ที่ร้านขาวข้าวกันก่อนที่จะดำเนินแผนการต่อไปในคืนวันนี้...




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ความหิว -4 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin -4 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

53

กระทู้

411

โพสต์

6หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
83799
เงินตำลึง
105364
ชื่อเสียง
17300
ความหิว
267

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
439
ความชั่ว
0
ความโหด
42
ไก่บ้าน
เลเวล 1

ชิง หลิ่งอี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-8-18 22:26:50 | ดูโพสต์ทั้งหมด
29
-- { เควสเรื่องราว 3 } บุญคุณ - ความแค้น --

                    หลินและซ่งหยางหมิงได้กล่าวอำลากับหานเยว่ฉานที่เดินทางมาด้วยกันจนถึงฉางอันก่อนจะแยกทางกันเพื่อไปตามทางของตนหลังจากนั้นทั้งสองจึงหาที่พักแรมในคืนนี้ก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที ทั้งสองเดินเตร่มาจนพบกับโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองฉางอัน
                     "โรงเตี๊ยมฉางจิ้นฮั่ว... เราพักที่นี่คืนนี้ดีไหม?" ซ่งหยางหมิงเอ่ยถามสหายก่อนจะหยุดอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
                     "ก็ดี" หลินตอบ ดูท่าว่าคืนนี้คงต้องหาที่พักเสียก่อนเพื่อพักเอาแรงหลังจากเดินทางมาไกล
                     เมื่อตกลงกันได้ทั้งสองคนจึงเดินเข้าไปยังโรงเตี๊ยมเพื่อสอบถามเรื่องที่พักกับเถ้าแก่เจ้าของโรงเตี๊ยม
                     "ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ" เสี่ยวเอ้อของร้านออกมาต้อนรับลูกค้าผู้มาใหม่ทั้งสองด้วยท่าทางและน้ำเสียงอันอ่อนหวาน
                     "ไม่ทราบว่าคืนนี้พอจะมีห้องว่างสักสองห้องไหมขอรับ?" ซ่งหยางหมิงเอ่ยถามเสี่ยวเอ้อของร้านพร้อมกับส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร การที่หนุ่มสาวพักห้องเดียวกันนั้นอาจจะดูไม่งามเท่าที่ควรจึงเป็นเหตุให้ต้องจองห้องพักไว้สองห้องด้วยกัน
                     "เอ.. คืนนี้คนมาเข้าพักที่โรงเตี๊ยมไม่มากนักคาดว่าน่าจะพอมีห้องพักอยู่บ้างเจ้าค่ะ ตามข้ามาสิเจ้าคะ" เสี่ยวเอ้อของร้านบอกก่อนจะนำทางหลินและซ่งหยางหมิงไปยังห้องพัก
                     ภายในโรงเตี๊ยมฉางจิ้นฮั่วถึงแม้เสี่ยวเอ้อของร้านจะบอกว่าวันนี้มีคนเข้าพักไม่มากแต่ดูแล้วกลับมีผู้คนเข้าออกอยู่มากพอควรซึ่งคาดว่าปกติแล้วโรงเตี๊ยมแห่งนี้คงจะมีลูกค้าเข้ามามากกว่านี้อีกก็เป็นได้นับว่าวันนี้โชคดีอยู่ไม่น้อยที่มีคนมาพักไม่มากเสี่ยวเอ้อนำทางนักเดินทางทั้งสองไปยังห้องพัก เมื่อถึงห้องพักแล้วหลินและซ่งหยางหมิงต่างก็เก็บสัมภาระของตนเองแล้วจึงออกมาหาอะไรทานที่โต๊ะด้านล่างของโรงเตี๊ยม บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ครึกครื้นมากพอควรมีทั้งขุนนางและชาวยุทธต่างมาใช้บริการอาหารที่พักปนเปกันไปอีกทั้งยังมีการแสดงดนตรีและระบำจากคณะการแสดงจากต่างเมืองอีกด้วยถือว่าคุ้มค่าไม่น้อย
                     "เจ้าตามข้ามาเพื่อออกตามหาพ่อและน้องสาวงั้นสินะ?" หลังจากนั่งเงียบทานอาหารและดูการแสดงได้สักพักหลินจึงเป็นผู้เปิดประเด็นบทสนทนาขึ้น
                     "อย่างที่เจ้าคิดนั่นล่ะ" ซ่งหยางหมิงตอบยิ้มๆแต่นั่นก็ไม่สามารถที่จะปกปิดแววตาที่เศร้าของเขาได้เลย "แล้วเจ้าล่ะทำไมถึงได้เดินทางเข้ามายังแผ่นดินฮั่นกัน?" คราวนี้ถึงคราวที่ซ่งหยางหมิงถามหลินกลับมาบ้างแล้ว
                     "เจ้าไม่ต้องรู้หรอก.." หลินหลบเลี่ยงที่จะตอบคำถามออกไปเพราะเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อแปดปีก่อนก็ปวดใจขึ้นมาทุกทีแต่จะไม่ให้นึกถึงมันก็ไม่ได้เพราะเหตุผลที่ตนออกจากบ้านเดินทางเข้ามายังแผ่นดินฮั่นนั่นก็เพื่อจะตามหาเบาะแสของคนร้ายที่ฆ่าปู่ไปเมื่อแปดปีก่อนนั่นเอง
                     "อะไรกันเราเป็นเพื่อนกันแล้วเจ้าไม่จำเป็นต้องเก็บเรื่องทุกข์ใจไว้คนเดียวหรอกนะหลิน" ซ่งหยางบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจนหลินแทบจะกลั้นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งเอาไว้ไม่อยู่แต่สุดท้ายน้ำตานั่นก็ไม่ได้ไหลออกมา "ถ้าเจ้าไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร"
                     "ปู่ข้าถูกฆ่าตายโดยชาวฮั่นเมื่อแปดปีก่อน" ในที่สุดหลินก็ตัดสินใจที่จะเล่าเรื่องราวของตนเองออกไปนี่เป็นครั้งแรกที่หลินรู้สึกเชื่อใจใครสักคน "นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าออกเดินทางจากบ้านเกิด"
                     "เจ้าคงผ่านเรื่องเลวร้ายมาไม่น้อย เจ้าช่วยเหลือข้ากับท่านแม่ของข้ามามากหากช่วยอะไรได้บ้างก็พร้อมที่จะช่วยเจ้านะ" ซ่งหยางหมิงบอกพร้อมกับส่งยิ้มด้วยความจริงใจก่อนจะตบไหล่สหายเป็นเชิงให้กำลังใจ
                     "ขอบใจ" หลินที่ไม่รู้จะเรียบเรียงความรู้สึกให้แสดงออกมาอย่างไรดีได้แต่ตอบออกไปเพียงสั้นๆเท่านั้น
                     "ว่าแต่หลินเจ้าอายุเท่าไหร่กัน?" ซ่งหยางหมิงเอ่ยถาม ในใจคิดว่าคงอายุน้อยกว่าไม่ก็ไล่เลี่ยกับตนเป็นแน่แท้
                     หลินนั่งนับนิ้วสักครู่ก่อนจะให้คำตอบ "สิบหก.. ไม่สิปีนี้ข้าอายุสิบเจ็ด"
                     "อย่างนั้นหรอกหรือ เจ้าอายุเท่ากับน้องสาวข้าเลยนะเนี่ย" ซ่งหยางหมิงเผยรอยยิ้มพร้อมกับหัวเราะเบาๆมันทำให้เขานึกถึงน้องสาวของตนเองขึ้นมา
                     "งั้นเจ้าอายุเท่าไหร่กัน?" หลินเป็นฝ่ายถามบ้างหลังจากที่อีกฝ่ายถามมามากพอแล้ว
                     "ข้าอายุมากกว่าเจ้าสามปี" ซ่งหยางหมิงบอกก่อนจะหัวเราะคิกๆ "เจ้าเป็นน้องข้ารู้ไหม" เขาบอกพร้อมกับขยี้หัวหลินเบาๆอย่างเอ็นดู
                     "..." หลินไม่ได้พูดอะไรออกไปเพียงแต่ส่งสายตาพิฆาตบอกให้อีกฝ่ายหยุดมองตนเหมือนเป็นเด็กๆเท่านั้น
                     หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้พูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อยพร้อมสั่งอาหารและชมการแสดงระบำดนตรีตรงหน้าไปพลาง...


@@@Admin




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +10 ความหิว -3 Point +4 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 10 -3 + 4

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กำหนดลมหายใจ<br>ขั้นสูง
สุราไผ่เขียว
ฮั่นเสียทองเทวะ
เกราะทองคำ
รูปปั้นไป๋เหมียว
กระบี่ไม้
ตัวเบาพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x32
x15
x5
x25
x8
x2
x5
x28
x10
x1
x1
x1
x764
x1
x1
x6
x30
x6000
x100
x100
x5
x1
x5
x11
x50
x60
x2
x26
x128
x100
x50
x200
x5
x10
x110
x50
x280
x4
x84
x10
x10
x20
x15
x166
x20
x130
x682
x22
x74
x5000
x158
x22
x360
x1
x105
x259
x33
x5
x9999
x50
x30
x10
x34
x1
x5
x100
x1075
x50
x1
x3
x221
x10
x5
x20
x30
x20
x25
x35
x100
x25
x25
x10
x200
x3
x200
x150
x92
x120
x125
x400
x170
x20
x250
x20
x205
x50
x6
x115
x50
x640
x25
x1
x92
x7
x24
x20
x1
x1

53

กระทู้

411

โพสต์

6หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
83799
เงินตำลึง
105364
ชื่อเสียง
17300
ความหิว
267

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
439
ความชั่ว
0
ความโหด
42
ไก่บ้าน
เลเวล 1

ชิง หลิ่งอี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-8-19 10:50:51 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LIN เมื่อ 2017-8-21 18:01

30
                    เนื่องจากเมื่อคืนวานหลินและซ่งหยางหมิงมัวแต่พูดคุยปรับทุกข์และเพลิดเพลินกับนักแสดงดนตรีจนดึกจนดื่นกว่าจะได้แยกย้ายกันเข้านอนก็ปาเข้าไปเกือบยามสามเป็นเหตุให้เช้าวันนี้ต้องตื่นสายก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หลังจากตื่นนอนจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสรรพทั้งสองจึงลงมารับประทานอาหารด้านล่างของโรงเตี๊ยม
                    "ดูไม่จืดเลยนะ" ซ่งหยางหมิงกล่าวเป็นเชิงทักทายก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะ
                    "อืม..." หลินตอบพลางปิดปากหาววอดๆ เนื่องจากเมื่อคืนนอนดึกไปหน่อยจึงทำให้วันนี้อยู่ในสภาพไร้วิญญาณอย่างช่วยไม่ได้
                    ช่วงสายนั้นมีลูกค้าคนอื่นอยู่ประปรายไม่มาก เมื่ออาหารมาถึงโต๊ะทั้งสองจึงลงมือรับประทานอาหารระหว่างที่ทานอยู่นั้นจู่ๆก็ได้ยินเสียงเสี่ยวเอ้อห์กำลังไล่เด็กสาวคนหนึ่งที่แต่งตัวมอมแมมท่าทางเหมือนขอทานอยู่หน้าโรงเตี๊ยมเป็นเพราะในช่วงสายมีลูกค้าไม่มากจึงทำให้ได้ยินเสียงชัดเจน หลินตัดสินใจลุกออกจากโต๊ะไปดูเหตุการณ์เมื่อเห็นเด็กสาวคนนั้นแล้วก็นึกสงสารจึงตัดสินใจเข้าไปห้ามปรามเสี่ยวเอ้อห์
                    "เสี่ยวเอ้อห์อย่าไล่เด็กคนนั้น" หลินบอกกับเสี่ยวเอ้อห์ที่กำลังไล่เด็กสาวขอทานคนนั้นอยู่
                    "เด็กคนนี้เป็นขอทานเจ้าค่ะ หากไม่มีเงินก็เข้ามาใช้บริการไม่ได้" เสี่ยวเอ้อห์คนนั้นบอกด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
                    "ข้าจะเลี้ยงนางเองมีปัญหาไหม?" หลินบอกกับเสี่ยวเอ้อห์ก่อนจะจูงมือเด็กสาวผู้นั้นเข้ามานั่งยังโต๊ะของตนเอง
                    "เจ้าพาใครมารึหลิน?" เมื่อเห็นสหายพาคนแปลกหน้าเข้ามาซ่งหยางหมิงจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
                    "นางถูกเสี่ยวเอ้อห์ไล่ข้าเลยไปช่วยมา" หลินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งราวกับจะบอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากมายจากนั้นจึงสั่งอาหารเลี้ยงเด็กสาวแปลกหน้าคนนั้นโดยที่ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลยสักคำ "เสี่ยวเอ้อห์ข้าขอข้าวสวยเพิ่มสี่ถ้วยเจียวจือสองที่เป็ดย่างสองที่แล้วก็พะโล้สามที่ด้วย" หลินบอกรายการอาหารให้กับเสี่ยวเอ้อห์ที่อยู่ใกล้ๆโต๊ะ
                    เด็กสาวขอทานผู้นี้ดูท่าว่าจะไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายวันแล้วเมื่ออาหารมาถึงจึงลงมือทานอย่างรวดเร็วทิ้งให้ซ่งหยางหมิงนั่งมองอย่างเหวอๆและงงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่เด็กคนนั้นทานอาหารเสร็จซ่งหยางหมิงจึงตัดสินใจที่จะเปิดบทสนทนาเพื่อคลายความสงสัยของตนเอง
                    "ข้าชื่อซ่งหยางหมิง ส่วนแม่นางผู้นี้ชื่อว่าหลิน เจ้าเป็นใครหรือแม่นางน้อย" ซ่งหยางหมิงเอ่ยถามเด็กสาวขอทานผู้นั้น
                    "..." เด็กสาวขอทานยังนั่งเงียบอยู่แววตาของนางแลดูสิ้นหวังอย่างบอกไม่ถูก
                    "ไม่ต้องกลัวหรอกน่า พวกเราไม่ทำอะไรเจ้าหรอกนะ" ซ่งหยางหมิงบอกอีกพร้อมกับส่งยิ้มให้เด็กสาวขอทานผู้นั้นอย่างเป็นมิตร
                    "..." เด็กสาวขอทานไม่มีทีท่าว่าจะตอบอะไรกลับมาเลยแม้แต่น้อย นั่นทำให้ซ่งหยางหมิงถึงกับถอนใจเบาๆ
                    "นางคงกลัวเจ้ากระมังซ่งหยางหมิง" หลินบอกพร้อมกับถอนใจออกมาด้วยอีกคน
                    "เจ้าว่าไงนะ!?" ซ่งหยางหมิงเอ่ยขึ้น "ไม่แน่นางคงกลัวหน้าตาที่เบื่อโลกของเจ้ามากกว่ากระมัง" เขาล้อกลับมาบ้างพลางหัวเราะคิกคัก
                    "หา?" หลินเอ่ยขึ้นอย่างเอาเรื่องก่อนจะตั้งสติแล้วจึงเงียบไป
                    "เถียงข้าไม่ออกล่ะสิ" ซ่งหยางหมิงล้อเลียนพร้อมกับยักไหล่อย่างเป็นผู้ชนะ และนั่นก็ทำให้เด็กสาวคนนั้นหลุดหัวเราะกับท่าทางเด็กๆของพี่สาวและพี่ชายที่อยู่ตรงหน้า
                    "พวกท่านตลกดีจัง" เด็กสาวขอทานบอกก่อนจะหัวเราะเบาๆ "ข้ารู้สึกดีขึ้นก็เพราะพวกท่าน" นางบอกพร้อมกับส่งยิ้มให้ถึงแม้ใบหน้านางจะเปื้อนดินเปื้อนทรายแต่กลับแลดูงดงามไม่น้อยเลยทีเดียว
                    "งั้นแปลว่าเจ้าจะยอมเล่าเรื่องของเจ้าแล้วรึ?" ซ่งหยางหมิงเผยรอยยิ้มอย่างดีอกดีใจที่ทำให้เด็กสาวขอทานคนนี้เปิดปากพูดได้สำเร็จ
                    "ค่ะ ข้ามีชื่อว่า ซ่งเหมยฮัว" เด็กสาวขอทานตัดสินใจยอมเปิดปากเล่าเรื่องของตนเองให้ฟังบ้าง

                    นางเล่าว่านางกับท่านพ่อและพี่สาวต่างแม่วัยไล่เลี่ยกับหลินใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขอยู่หลายปี จนกระทั่งเมื่อเดือนก่อนบ้านของเธอถูกฆ่าล้างตระกูลโดยคนชุดดำ พวกมันจับตัวพี่สาวของเธอไป เป็นความผิดของเธอ เพราะพี่สาวพยายามช่วยเหลือเธอให้รอด จึงพาเธอซ่อนในโอ่งและพี่สาวล่อพวกโจรไปทางอื่น เธอได้ยินเสียงกรีดร้องพี่สาวครั้งสุดท้ายก่อนหายไป พอผ่านไปหลายชั่วโมง เธอออกมาข้างนอกพบว่าเช้าแล้วแต่ก็หาตัวพี่สาวไม่พบ คนอื่นๆ ในบ้านตายกันหมด ท่านพ่อก็ถูกฆ่าอย่างไม่เหลือชิ้นดี ศีรษะของท่านถูกทุบจนแหลกละเอียด แขนขากระจัดกระจาย เธอขอความช่วยเหลือญาติมิตรแต่ก็ไม่มีใครยอมช่วยเธอ เธอไม่รู้จะทำยังไงจึงได้แต่เดินเตร่ กินน้ำประทังชีวิต จนได้พบพี่สาวกับพี่ชายทั้งสองที่ประทานมื้ออาหารแรกของเธอให้กินระหว่างที่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือน้ำใสๆไม่อาจจะกลั้นต่อไปได้อีกเด็กสาวขอทานที่ชื่อว่าซ่งเหมยฮัวร้องไห้สะอึกสะอื้นมาตลอด

                    "โหดร้ายเหลือเกิน.." ซ่งหยางหมิงเอ่ยขึ้นหลังจากที่ซ่งเหมยฮัวเล่าจบแล้ว "เจ้าเป็นคนตระกูลซ่งงั้นหรือ?" เขาถามออกไปเพื่อความแน่ใจบางทีอาจจะมีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับบิดาและน้องสาวของเขาบ้างก็เป็นได้!
                    "ค่ะ ข้าแซ่ซ่ง" ซ่งเหมยฮัวยืนยันพร้อมกับพยักหน้าช้าๆน้ำตายังอาบแก้มสองข้ามอยู่ "ได้โปรดช่วยตามหาพี่สาวข้าด้วย นางเป็นพี่น้องที่เหลืออยู่
เพียงคนเดียวของข้า"

                    "อย่าเศร้าไปเลยพวกเราจะหาทางช่วยเหลือเจ้าเอง" หลินบอกพร้อมกับพูดปลอบใจเด็กสาวเท่าที่จะทำได้
                    "ในฐานะที่แซ่เดียวกันข้าคงจะไม่ช่วยเจ้าไม่ได้สินะ" ซ่งหยางหมิงบอกก่อนจะลูบผมเด็กสาวเบาๆแล้วจึงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
                    "ขอบคุณค่ะ ขอบคุณพี่ชายพี่สาวมากจริงๆ" ซ่งเหมยฮัวบอก มือเล็กสองข้างปาดน้ำตาลวกๆแล้วจึงกลับมายิ้มได้อีกครั้ง



อาหารที่สั่ง : ข้าวสวย 4 ถ้วย,  เจียวจือ 2 ที่,  เป็ดย่าง 2 ที่,  พะโล้ 3 ที่

                    

แสดงความคิดเห็น

ได้รับชื่อเสียง +111 จากการช่วยเหลือเด็กที่ไม่เคยรู้จัก  โพสต์ 2017-8-19 17:53

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง -826 ชื่อเสียง +111 ความหิว -1 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 -826 + 111 -1 + 2

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กำหนดลมหายใจ<br>ขั้นสูง
สุราไผ่เขียว
ฮั่นเสียทองเทวะ
เกราะทองคำ
รูปปั้นไป๋เหมียว
กระบี่ไม้
ตัวเบาพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x32
x15
x5
x25
x8
x2
x5
x28
x10
x1
x1
x1
x764
x1
x1
x6
x30
x6000
x100
x100
x5
x1
x5
x11
x50
x60
x2
x26
x128
x100
x50
x200
x5
x10
x110
x50
x280
x4
x84
x10
x10
x20
x15
x166
x20
x130
x682
x22
x74
x5000
x158
x22
x360
x1
x105
x259
x33
x5
x9999
x50
x30
x10
x34
x1
x5
x100
x1075
x50
x1
x3
x221
x10
x5
x20
x30
x20
x25
x35
x100
x25
x25
x10
x200
x3
x200
x150
x92
x120
x125
x400
x170
x20
x250
x20
x205
x50
x6
x115
x50
x640
x25
x1
x92
x7
x24
x20
x1
x1
ไม่ระบุชื่อ
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2017-9-28 21:36:22
- เควสซุบซิบ : นักเดินทางทั่วไป -
เงื่อนไข : ชื่อเสียง 300 และ ทำได้เพียง 1 คนเท่านั้น

- ระยะเวลาเควสหมดอายุ -
5 ตุลาคม 2560
{ หากหมดอายุ เควสนี้จะดำเนินต่อไปโดยอัตโนมัติโดย }


- วิธีเข้าร่วมเควส -
{ เขียนโรลเพลย์อิสระ โดยให้มีความสอดคล้องกับเหตุการณ์ด้านล่าง }

- รางวัลเควส -
25 ชั่ง, 800 ตำลึง, 45 ชื่อเสียง และ 5 Point และ ไอเท็มข่าวลือหุบเขาปีศาจ

** โบนัส: หากมีไอเท็มแผนที่หุบเขาปีศาจ และ ไอเท็มข่าวลือหุบเขาปีศาจ
จะสามารถขอเปิดเควสลับ: "เยือนหุบเขาปีศาจ" ได้




       "......" เขียนโรลเพลย์มาโรงเตี้ยม

     ณ โรงเตี้ยมฉางจิ้นฮั่ว โรงเตี้ยมขึ้นชื่อของฉางอัน เป็นที่ๆ มีแหล่งข่าวสารชั้นยอดของยุทธภพเนื่องจากชาวยุทธมากมายมานั่งแวะที่นี่ พูดคุยเสวนา ขายข่าวกันสารพัด
       ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาในโรงเตี้ยม ไม่ทันใดก็มีชายอีกคนตะโกนมาจากโต๊ะชั้นบน "นายมาช้านะ เร็วๆ พวกเราต้องรีบไปหุบเขาปีศาจกัน"
       "จัดไปเพื่อน" เมื่อเพื่อนทักชายมาใหม่นั้น เขาก็รีบขึ้นไปชั้นสองของโรงเตี้ยมโดยทันที เขาเดินผ่านโต๊ะของผู้เล่นก่อนแสยะยิ้มมองด้วยนัยน์ตาราวกับว่าตัวผู้เล่นเป็นของอร่อยรอลิ้มลอง

      "......." ผู้เล่น
  
       ชายหนุ่มไม่สนใจ เขาไปนั่งโต๊ะสหายเขาที่รออยู่สามคน ทั้งห้าสนทนากันเรื่องหุบเขาปีศาจและแผนลักพาตัวองค์ชายน้อยในวังหลวง โดยไม่เกรงกลัวว่าใครชั้นสองจะได้ยิน
      "เราต้องรีบหน่อย อีกสามวันหุบเขาปีศาจจะมีชุลนุมชาวหุบเขาคัดเลือกผู้นำฝ่ายอธรรม งานนี้เราจะให้พรรคอื่นฝ่ายอธรรมเอาไปไม่ได้เด็ดขาด พวกเราสี่สหาย จอมโฉดแห่งหุบเขาปีศาจ ต้องเป็นผู้นำฝ่ายอธรรม!" ชายอ้วนท้วนพูดก่อนทุบโต๊ะ
      "ใช่ พี่ใหญ่พูดถูก" ชายอีกคนเสริม
      "แต่ก่อนอื่นเราต้องลักพาตัวองค์ชายรัชทายาทไปด้วย หากจับตัวเขาได้คนอื่นๆ จะได้เห็นถึงความร้ายกาจและยอมรับในฝีมือเราสี่สหาย"
      "เยี่ยม!"  
   
       "......." { เขียนโรลเพลย์อิสระ โดยจบแค่ยังนั่งฟังพวกเขาทั้งห้าเงียบๆ นะคะ }
       { รอต่อ }
รูปจะเปิดเผยหลังจากนี้......
พี่ใหญ่ > จาง ชู่เหวิ่น {ชายร่างอ้วนท้วม สมบูรณ์ หน้าตาน่ากลัว}
น้องรอง > เฉา ตู้เวย {ชายสูงใหญ่ ผอมกร่าง หน้าตาน่ากลัว}
น้องสาม > เฉา ตู้ซาง {ชายผู้มีตาเดียว ตาอีกข้างบอดปิดด้วยผ้าคาด}
น้องเล็ก > ติง มู่จวิน {ชายร่างเล็ก หน้าตาติดตลก}


←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x2
x6
x9999
x30
x3
x25

61

กระทู้

543

โพสต์

18หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
704
เงินตำลึง
906
ชื่อเสียง
91202
ความหิว
346

ใบรับรองภาษาฮั่นป้ายหอบูรพาทำเนียบ(LV3)

คุณธรรม
153
ความชั่ว
0
ความโหด
106
ทอมโม่
เลเวล 1

กงซุน หลัน

ข้าก็มีบทนะคะ!!
pet
โพสต์ 2017-9-29 14:18:38 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย YutaIzumi เมื่อ 2017-9-29 18:03

เควสซุบซิบ : นักเดินทางทั่วไป
     หลังจากที่ยูตะ และไป๋หลานเดินกลับมาจากบ้านตระกลูหลี่ เขาก็เข้ามายังโรงเตี้ยมฉางจิ้นฮั่ว ซึ่งเป็นโรงเตี้ยมขึ้นชื่อของเมืองฉางอันแห่งนี่ สถานที่ที่เต็มไปด้วยนักเดินทาง และชาวยุทธมากมายที่มาแวะเวียนและเปลียนข่าวสาร หรือนั้งคุยสังสรรค์วางแผนกัน
     ยูตะที่เดินนำเข้ามา เขาเดินไปจองห้องให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเดินไปนั้งที่โต๊ะเพื่อที่จะสั่งอาหารกลางวันกินหลังจากที่รู้ที่อยู่ของห้องแล้ว เมื่ออาหารมาถึงที่โต๊ะแล้วเขาและไป๋หลานก็เริ่มทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยไปได้สักพัก แต่แล้วยูตะก็สังเกตุเห็นชายหนุ่มคนนึงท่าทางน่าสงสัยเดินเข้ามาในโรงเตี้ยม พร้อมกับเสียงชายอีกคนที่ดังขึ้นเรียกชายคนนั้น
     "นายมาช้านะ เร็วๆ พวกเราต้องรีบไปหุบเขาปีศาจกัน" เสียงนั้นดังมาจากชั้น 2 โดยไม่เกรงกลัวว่าคนอื่นๆในร้านจะได้ยินเลย
     (หืม?? หุบเขาปีศาจ??) ยูตะที่ได้ยินอย่างชัดเจนก็เกิดความสงสัยขึ้นในใจ
     "จัดไปเพื่อน" ขายที่น่าสงสัยตอบเพื่อนที่เรียกขึ้น ก่อนที่รีบเดินขึ้นไปชั้น 2 แต่ว่าชายคนนั้นเขาก็เดินผ่านโต๊ะของยูตะไปพร้อมกับที่แสยะยิ้มมองด้วยนัยน์ตาราวกับว่าทั้ง 2 ที่นั้งอยู่ที่โต๊ะนั้นเป็นของอร่อยรอลิ้มลอง
     "!!!!!!" ยูตะถึงกับขนลุกซู่ และรีบหันไปมองไป๋หลานว่า เป็นอย่างไรบ้าง แต่ดูเหมือนว่าเธอนั้นจะไม่สนใจอะไรอย่างอื่นๆนอกจากอาหารบนโต๊ะ
     "ไป๋หลาน เธอกินเสร็จรึยัง" ยูตะหันไปถาม
     "ก็จะเสร็จแล้วก็ได้ค่ะ" ไป๋หลายตอบกลับมาพร้อมกับเช็ดปากอยู่
     "ดี งั้นช่วยขึ้นไปรอที่ห้องก่อนะ" แล้วยูตะก็พูดต่อ
     "แต่ว่า--" ก่อนที่ไป๋หลานจะพูดจบก็พูดแทรกขึ้น
     "นะ ไป๋หลาน" ยูตะกล่าวด้วยเสียงจริงขึ้น จนทำไป๋หลานต้องยอมทำตามและล่วงหน้าขึ้นไปก่อนแต่โดยดี
     ระหว่างที่ยูตะพูดคุยกับไป๋หลานนั้นเขาแทบจะไม่คลาดสายตาไปชายที่น่าสงสัยนั้นเลย เมือสังเกตุได้ว่าชายคนนั้นเดินไปนั้งโต็ะกับเพื่อน ของเขาแล้วนั้นยูตะก็แอบย้ายโต๊ะตามไปโต๊ะที่ใกล้ขึ้นเพื่อที่จะฟังบทสนทนาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เขาได้ยินกลุ่มชายเหล่านั้นพูดกันทั้งเรื่องที่เกียวกับเรื่องหุบเขาปีศาจและแผนลักพาตัวองค์ชายน้อยในวังหลวง โดยไม่เกรงกลัวผู้ใดเลย
     "เราต้องรีบหน่อย อีกสามวันหุบเขาปีศาจจะมีชุลนุมชาวหุบเขาคัดเลือกผู้นำฝ่ายอธรรม งานนี้เราจะให้พรรคอื่นฝ่ายอธรรมเอาไปไม่ได้เด็ดขาด พวกเราสี่สหาย จอมโฉดแห่งหุบเขาปีศาจ ต้องเป็นผู้นำฝ่ายอธรรม!" ยูตะเห็น ชายอ้วนท้วนพูดก่อนทุบโต๊ะ
     "ใช่ พี่ใหญ่พูดถูก" ชายอีกคนเสริม
      "แต่ก่อนอื่นเราต้องลักพาตัวองค์ชายรัชทายาทไปด้วย หากจับตัวเขาได้คนอื่นๆ จะได้เห็นถึงความร้ายกาจและยอมรับในฝีมือเราสี่สหาย"
      "เยี่ยม!" ชายอีกคนเสริมต่อ
     ยูตะทีแอบฟังอยู่เงียบๆนั้นก็ถึง ตกใจและหน้าถอดสีเล็กน้อย
     (ลักพาตัวองค์ชาย!! นี่มันเรื่องใหญ่เลยไม่ใช้รึไง ทำไมพวกเขาถึงได้กล้าพูดกันออกมาแบบนั้นละ) ยูตะคิดขึ้นในใจก่อนที่จะนั้งแอบฟังต่อไปอย่างเงียบๆ  จนกระทั่ง เมื่อมีเสี่ยวเอ้อห์ที่เข้ามาเสิร์ฟอาหารพอดีกับที่พวกชายพวกนั้นพูดเรื่องลักพาตัวรัชทายาทพอดี ชายคนที่ตาบอดข้างเดียวแสยะยิ้มขึ้น        ไม่ทันใด เสี่ยวเอ้อห์วางจานอาหาร แล้วหันหลังกลับเดินมา ก็ถูกอาวุธลับซัดเข้าใส่ที่ศีรษะล้มฮวบลงบนโต๊ะยูตะ อย่างแรงแต่ว่ายูตะก็หยิบถ้วยน้ำชาของเขานั้นหลบทัน      
      ชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่าง หน้าตาน่ากลัว คนเดียวกับที่เดินผ่านโต๊ะยูตะกับไป๋หลานเมื่อสักครู่เดินมาขออภัยยูตะก่อนแสยะยิ้มแล้วพูดขึ้น
     "เจ้าหนู เจ้าได้ยินอะไรบ้างล่ะ" เขาพูดพลางขยับร่างเสี่ยวเอ้อห์ผู้โชคร้ายคนนั้นโยนลงไปชั้นล่าง ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงคนกรีดร้องตกใจกันลั่นโรงเตี้ยม
     (ยาไบ้ ยาไบ้ ยาไบ้ ยาไบ้ ยาไบ้ ) ยูตะกรี้ดร้องขึ้นอยู่ในใจ พร้อมกับชายตามองร่างของเสี่ยวเอ้อห์ที่ตกลงไปข้างล่าง และรีบคิดหาคำตอบในหัวอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยๆ ก็โชคดีที่เขาไป๋หลานนั้นขึ้นห้องไปก่อนแล้ว ถ้าเธอยังอยู่ละก็เรื่องคงจะแย่กว่านี่แน่ๆ
     ระหว่างที่ยูตะกำลังคิดอย่างรวดเร็วนั้นเขาก็มองถึงกลุ่มชายพวกนั้น แล้ววิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่เขาจะหนีพ้น ซึ้งนั้นก็คือแทบน่าจะเป็นไปไม่ได้เลย นั้นก็เลยหมายความว่าทางเลือกของเขานั้นเหลืออยู่เพียงทางเดียวนั้นก็คือ
    "ดะ ได้ยินอะไรอย่างงั้นหรอครับ" ยูตะรวบรวมสติตีหน้าซื้อทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่รู้เรื่องใดๆทั้งสิ้น
    "ผมแค่นั้งเดินทางตัวน้อยๆ ที่มานั้งจิบชาครุ่นคิดถึงสาวๆ คนนั้นคนนี่ไปเรื่อยเท่านั้นเองนะครับ ฮะ ฮะ ฮะ" แล้วเขาก็ยังบ่ายเบียงต่อไป พร้อมกับหัวเราะกลบเกลือน     ดูเหมือนว่าคำกลบเกลือนนั้นจะไม่ได้ผลชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างค่อยๆมองมาที่ยูตะ ทำท่ากับกำลังจะหยิบอะไรขึ้นมา แต่แล้วชายในชุดเรียบง่ายสีฟ้าเขียว ที่ในมือถือกระบี่ กระโดดวิชาตัวเบาขึ้นมาอย่างสง่างามขึ้นมาที่ชั้น 2 พร้อมกับพูดขึ้นเสียงดัง
     "ฝีมือใคร ฆ่าคนกลางวันเช่นนี้!!"  ชายคนนั้นกล่าวขึ้น
     ชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างกับยูตะ หันไปมองชายที่พึงกระโดดขึ้นมาคนนั้น พร้อมกันๆ ก่อนที่ชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างจะเริ่มทำหน้าไม่พอใจ
     "เจ้าเองสินะ คนที่ทำเรื่องชั่วช้าได้กลางวันแสกๆ แบบนี่" ชายในชุดเรียบง่ายสีฟ้าเขียวพูดขึ้นพร้อมกับมองมาที่ายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่าง
     "ข้าชื่อฉิน!! ศิษย์หัวซาน จะไม่ยอมปล่อยเรื่องแบบนี่เอาไว้แน่" เขาเริ่มแนะนำตัวขึ้นก่อน ที่จะชักกระบี่ออกจากฝักและตั่งท่าสู้ขึ้น
     "เฮ้อ.....มีตัวน่ารำคาญมาอีกแล้วสินะ ได้สิข้ากำลังคันไม้คันมืออยู่พอดีเลย " ชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างกล่าวขึ้นพร้อมตั่งท่าสู้เช่นกัน
     แล้วชื่อฉินก็เข้าจู่โจม ชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างด้วยเพลงกระบี่ที่ว่องไวเป็นอย่างมากจนยูตะแทบจะมองตามไม่ทัน ส่วนชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างก็หลบได้อย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน แน่นอนยูตะที่นั้งมองการต่อสู้อยู่นั้นเขาก็ค่อยแอบถอยฉากออกมาเพื่อไม่ให้โดนลูหลงจากการต่อสู้นั้น พร้อมกับคิดในใจว่า การต่อสู้จะเป็นอย่างไร เพราะทั้งคู่ก็ดูร้ายกาจพอตัว
     ชื่อฉินที่เป็นฝ่ายเข้าจู่โจมชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่าง ด้วยการร่ายรำกระบี่ในมืออย่างรวดเร็วนั้นก็ไม่อาจจะเข้าถึงตัวของชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างได้ ถึงแม้ว่าการต่อสู้จะผ่านไปเป็นเวลา 1 ชั่วยามชื่อฉินที่เป็นฝ่ายจู่โจมอยู่ฝ่ายเดียวก็ยังคงมิอาจจะทำอะไรชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างได้เลยแม่แต่น้อย จนกระทั่งเวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง ชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างก็ได้กล่าวขึ้นมา
     "ข้าเบื่อแล้วละ" เขากล่าวขึ้นสั้นๆ ก่อนที่จะได้หันฝ่ามือซ้ายข้าหาตัวเองใช้ปลายนิ้วชี้ และนิ้วนิ่วกลางหยุดกระบี่ของ ชื่อฉินเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
     "อะไรกัน!" ชื่อฉินร้องขึ้นด้วยความตกใจ เฉกเช่นเดียวกับยูตะและคนอื่นๆที่ดูก็ตกใจไปพร้อมๆกัน
     ก่อนที่ชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างจะบิดข้อมืออย่างแรงจนส่งผลให้กระบี่ของ ชื่อฉินนั้นหักเป็นชิ้นๆ แล้วต่อด้วยใช้มือฝ่าขวากระแทกเข้าไปที่อกของชื่อฉินอย่างรุนแรงจน จนชื่อฉินนั้นปลิวกระเด็นชนข้าวของและโต๊ะต่างๆ ขว้างทางอยู่กระจายไปทั่ว และไปติดกับกำแพงของร้าน ในที่สุด
    "!!!!!" ยูตะที่ดูอยู่นั้นก็ถึงกับทำแก้วชาในมือหล่นลง
     แล้วชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างก็ค่อยเดินไปที่ ชื่อฉินแล้วยกตัวเขาขึ้นมาด้วยมือข้างซ้าย แล้วเริ่มพูดขึ้น
     "ไอ้พวกฝ่ายธรรมะ!! เอะอะๆ ก็อ้าง คุณธรรมๆ เข้าช่วยเหลือคนอื่น หึ! น่าสมเพช! เป็นไงละ สะเออะเข้ามาไม่ได้ดูฝืมือของตัวเองเลย ช่างโง่เง่าอะไรเช่นนี่ " ชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างกล่าวขึ้นก่อนที่จะใช้มืออีกข้างชักมีดของตัวเองออกมา
     "อย่างพวกแกมันต้องโดนแบบนี่!! ฮา! ฮา! ฮา! ฮา!" ว่าแล้วเขาก็ค่อยๆเฉือน เข้าไปที่ส่วนต่างๆของ ชื่อฉิน อย่างช้าๆ และหัวเราะอย่างชั่วร้ายไปพร้อมๆ
     "อ้าาาาาาาาาาาาา" ชื่อฉินร้องออกมาอย่างเจ็บปวด พร้อมกับดิ้นขัดขืนไปมาอย่างทรมาร
     ชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างนั้นยังคงทรมานชื่อฉิน อย่างต่อเนื่องด้วยการแล่หนัง กรีดหน้าทีละนิด กรีดบริเวณใกล้ๆ ใบหูทีละนิด กรีดหน้าท้อง กรีดอกทีละนิด  จนสุดท้ายเขาการแล่แผ่นหน้าท้องออกมา จนชื่อฉินทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็สิ้นใจไป
     ยูตะที่ยืนมองภาพนั้นด้วยความสยดสยอง พร้อมกับกำมือแน่น ในใจนึกอยากจะเข้าไปช่วยใจจะขาด แต่ว่าเขาเองก็รู้ตัวดีว่าถ้าเขาไปช่วย ก็คงจะไม่รอดด้วยเป็นแน่แท้
     ชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างโยนร่างของชื่อฉินลง ที่พื้นก่อนที่จะพูดขึ้น
     "ไปกันเถอะเพื่อนๆ ข้าหมดธุระกับที่นี่แล้ว" ชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างหันไปพูดกับเพื่อนของเขา ก่อนที่เพื่อของเขาอีกทั้ง 4 ขึ้นจะลุกขึ้นจากโต๊ะ แล้วพอกันเดินออกจากโรงเตี้ยม แต่ก่อนที่ชายร่างสูงใหญ่ ผอมกร่างจะเดินออกไป เขาก็โยนแผ่นหนังของชื่อฉิน มาที่ยูตะก่อนที่จะแสยะยิ้มทิ้งท้ายแล้วเดินออกไป
      ".............." ยูตะที่นั้งมองการต่อสู้ตั่งแต่ต้นจนจบเขาก็ได้นิ่งเงียบไม่พูดอะไรมองไปที่ ชื่อฉิน แล้วมองไปที่โต๊ะของพวกชายพวกนั้นและ เห็นแผ่นกระดาษวางอยู่ ยูตะที่มองให้แน่ใจแล้วว่าพวกนั้นจะไม่กลับมาเขาก็รีบไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นมา และรีบกลับไปที่ห้องของตัวเองให้เร็วที่สุด
     เมื่อยูตะกลับขึ้นมาที่ห้องได้ ไป๋หลานก็ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
     "เกิดอะไรขึ้นหรอคะ ท่านยูตะ ข้าได้ยินเสียงดังไปทั่ว แถมท่านก็รีบร้อนเข้าห้องมาด้วยหน้าตาตื่นตกใจสุด" ไป๋หลานถามขึ้นพร้อมกับเดินเข้ามาหายูตะ
     "ก็........ข้างนอกเขามีเรื่องนิดหน่อยนะ......เราอย่างพึงออกไปตอนนี่เลยนะ" ยูตะตอบบ่ายเบียงไป ก่อนที่จะเริ่มอ่านแผ่นกระดาษที่หยิบมา
     [ ไม่กี่เดือนข้างหน้าจะมีการจัดชุลนุมหุบเขาปีศาจเลือกผู้นำชาวยุทธ์ฝ่ายอธรรม ผู้ใดมีฝีมือยอดเยี่ยม กระเทียมดอง ชั่วช้า สามารถมาลงแข่งขันประลองคัดเลือกได้ เพื่อนำพาฝ่ายอธรรมทั้งหมดสู่ความรุ่งโรจน์และมีเกียรติยศที่เหนือฝ่ายธรรมะทั้งปวง ]
     "นี่มันอะไรกัน......" ยูตะกล่าวออกมาหลังจากที่ได้อ่านแผ่นกระดาษนั้น
     "ถืออะไรอยู่ในมือหรอคะ" ไป๋หลานถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
     ยูตะไม่ตอบอะไรเพียงแต่ส่งให้เธออ่าน
     "อืม......มันดูเหมือนบัตรเชิญเลยนะคะ" ไป๋หลานเดาออกมา
     
"แต่ว่า......ไอ้หุบเขาปีศาจนี่มันอยู่ที่ไหนอย่างงั้นหรอ" แล่วเธอก็ถามต่อ
     "ไม่รู้สินะ....." ยูตะตอบกลับไปพร้อมกับสายหน้าเล็กน้อย
     "เอาเป็นว่าเราพักเรื่องนี่ไว้ก่อนเถอะ ฉันจะขอนอนพักซะหน่อยละนะ" ยูตะกล่าวขึ้นพร้อมกับล้มตัวลงนอนที่เตียงของตนเอง....... @Admin

แสดงความคิดเห็น

ได้รับ { ข่าวลือหุบเขาปีศาจ }  โพสต์ 2017-9-29 17:44

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +25 เงินตำลึง +800 ชื่อเสียง +45 ความหิว -8 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 25 + 800 + 45 -8 + 5

ดูบันทึกคะแนน

今でもあなたはわたしの光
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x30
x12
x8
x5
x11
x6
x2
x8
x20
x25
x71
x6
x10
x60
x35
x12
x25
x40
x520
x710
x10
x9999
x107
x375
x2
x5
x8
x7
x20
x120
x30
x30
x2
x4
x1
x50
x90
x1247
x2
x900
x18
x162
x125
x499
x148
x6
x20
x482
x311
x37
x163
x10
x2
x400
x19
x50
x4
x20
x1
x1
x19
x1

128

กระทู้

1979

โพสต์

37หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
17
เงินตำลึง
135
ชื่อเสียง
177316
ความหิว
1096

ตราหุบเขาปีศาจ

คุณธรรม
3429
ความชั่ว
5416
ความโหด
2712

ฉง ลู่เต๋า

"หึ..มนุษย์"
pet
โพสต์ 2017-10-2 21:25:16 | ดูโพสต์ทั้งหมด
"ประกวดทำขนมฉงหยางเกา"
[ภาค : ออกเดินทางสู่เมืองอันไกลโพ่น]

          “ขอบพระคุณมากนะคะ ท่านทหาร หากไม่ได้ท่านข้าคงหอบของเหล่านี้มามิได้เป็นแน่แท้” เจียวหย่ายิ้มหวานๆ ให้กับท่านทหารที่ช่วยเธอในการยกของมายังโรงเตี้ยมฉางจิ้นฮั่ว เธอก้มหัวคำนับเพื่อขอบคุณ

          ทำไมทหารถึงมาช่วยเธอนั้นน่ะหรือ? …. คงต้องเล่ายาวเท้าความ………

          เมื่อเจียวหย่า เดินออกมาจากนอกประตูวัง เธอก็ต้องวางหีบ ของ ต่างๆ นั้นลงที่พื้นด้วยความเหนื่อยอ่อน ไหนจะเป็นรางวัลพระราชทานแล้ว ไหนจะขวานทอง มีแต่ของหนักๆ ทั้งนั้นเลย..

          เด็กสาวพองแก้มกับแรงของตัวเอง ก็เธอเป็นเด็กสาวจะให้มีแรงเหมือนกับเหล่าชายกำยำคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่แท้… และแน่นอนสิ้นความคิด เธอก็เหลือบไปมองเห็นเหล่าทหารที่กำลังเดินไปมา รวมถึงมีคนที่ยืนอยู่เฉยๆ อีกตั้งหาก….. รอยยิ้มหวานเริ่มปรากฏที่ใบหน้ารูปไข่นวลของเธอ

          “ท่านทหารกล้าเจ้าคะ ไม่ทราบว่าท่านพอมีเวลาช่วยข้าสักคราได้หรือไม่ ข้าจำต้องยกของพวกนี้กลับไปที่โรงเตี้ยมฉางจิ้นฮั่ว ท่านพอจะมีน้ำใจช่วยข้าจะได้หรือไม่เจ้าคะ?” เธอพูด แล้วก้มคำนับ เพื่อให้ท่านทหารกล้านั้นช่วยเหลือ และทำหน้ามองไปทางของที่แสนพะพุงพะรังของตัวเธอ

          และแน่นอนเป็นไปตามคาด ท่านทหารกล้าแสนใจดีก็ช่วยเธอยกของไปยังโรงเตี้ยมฉางจิ้นฮั่ว จนถึงด้านหน้าเลยล่ะ…

          กลับมาทางเวลาปัจจุบัน เด็กสาวถอนหายใจกับสิ่งของที่ได้ แล้วเก็บเข้าที่ … เธอคงจะต้องนั่งเกวียนไปกับพวกคาราวาน หรือว่าพวกคนขนส่งระหว่างเมืองเสียแล้วละมั้งหากจะไปที่เมืองจื่อถง





คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -4 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -4 + 3

ดูบันทึกคะแนน

https://xn--12cn8be2ck0h5b.com/source/plugin/levsign/statics/images/e3.jpgดั่งนรกชัง หรือสวรรค์แกล้ง??
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x60
x15
x22
x36
x20
x10
x775
x500
x13
x104
x2118
x191
x73
x1038
x12
x2
x373
x664
x5
x5
x110
x120
x9999
x15
x82
x260
x624
x85
x395
x3789
x5803
x2700
x1
x1
x1
x48
x98
x6
x192
x143
x78
x4
x835
x2

24

กระทู้

140

โพสต์

1หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
385
เงินตำลึง
40970
ชื่อเสียง
6909
ความหิว
103

ใบรับรองภาษาฮั่น

ซูซาคุ
เลเวล 1
โพสต์ 2017-10-5 22:55:17 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย AKIKOMINAMOTO เมื่อ 2017-10-5 23:24

บทที่หนึ่ง-ค่ำคืนแห่งการตามหาที่พักและความเห็นจากเพื่อนร่วมทางของเด็กสาวผมสีครีม


หลังจากที่จบงานเทศการไหว้พระจันทร์ ที่หอปิ้ซูแล้วอากิโกะ ก็ตัดสินใจพา หมิงเย่เสวีย ออกมาจากที่จัดงานเพื่อไปหาโรงเตี้ยมซักที่เพื่อหาที่นอนในคืนนี้

พอทั้งคู่เดินหากันมาซักพักหนึง ทั้งคู่ก็มาหยุด ที่หน้าโรงเตี้ยมฉางจิ้นฮั่ว

"โรงเตี้ยมฉางจิ้นฮั่ว สงสัยคืนนี้ พวกเราคงต้องนอนกันที่นี้แล้วละ เจ้าละว่าไง"อากิโกะหันไปมองเด็กสาวผู้เป็นเพื่อนร่วมทางของเธอ

......
@Melonpang


"เฮ้..ท่านเย่เสวีย..เงียบเลยนะเจ้าง่วงนอนงั้นรึ"
เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมทางของเธอเงียบไป อากิโกะจึงถามซ้ำอีกรอบเพื่อความแน่ใจ


"........"@Melonpang

"อ่า....ถ้าแบบนั้นก็ดีแล้ว..ข้าเห็นท่านเงียบไปนึกว่าจะง่วงจนหลับไปแล้วซะอีก...เอาละช้าอยูไยพวกเราเข้าไปกันเลยดีกว่า"หลังจากพูดจบ
อากิโกะก็เดินนำเข้าไปในฌรงเตี้ยมฉางจิ้นฮั่วในทันที


....@Melonpang
--------------------------------------------------------------------------------

"ยินดีต้อนรับ เจ้าค่ะ"เสี่ยวเอ้อของร้านที่ดูจากรูปร่างแล้วน่าจะเป็นเด็กสาวอายุ16ที่ออกมาต้อนรับทั้งสองสาวด้วยน้ำเสียงร่าเริงและมีชีวิตชีวา

"ไม่ทราบว่าคืนนี้...มีห้องพักสำหลับสองคนบ้างไมคะ"อากิโกะถามขึ้นเป็นอย่างแรกหลังเข้ามาในโรงเตี้ยมแห่งนี้

"ห้องพักงั้นเหรอค่ะ?..เอ๋..ดูเหมือนคืนนี้จะยังอยู่ในช่วงเทศการไหว้พระจันทร์อยู่ห้องพัก ก็เลยเหลือไม่กี่ห้องนะคะ..ถ้าเป็นตอนนี้ก็คงเป็นห้องเดี่ยวยังว่างอยู่นะคะ"
เสี่ยวเอ้อคนนั้นพูดไปขณะมองทั้งสองสาวด้วยนัยตาเหมือน จะจินตนาการณ์บางอย่างอยู่ในใจ

"หืม?...ห้องเดี่ยวงั้นเหรอ..เจ้าคิดว่าไงละท่าน หมิงเย่เสวีย"อากิโกะหันไปสอบถามความเห็นจากเพื่อนร่วมทางของเธอ


........Melonpang

และผลที่เธอได้กลับมาดูเหมือจะเป็นความ เงียบ..ไม่สิเธออาจจะง่วงนอนก็ได้ เมื่ออากิโกะคิดแบบในใจก็จึงเอ่ยถามอีกรอบ

"เออ...ท่านหมิงเย่เสวีย...ท่านยังไหวอยู่รึเปล่ารึว่าหลับนัยไปแล้ว?"อากิโกะถามไปขณะเอามือสะบัดขึ้นลงตรงหน้าอีกฝ่าย
เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมทางของเธอ จะยืนเงียบๆอยู่

"....!"@Melonpang

"..อ้าวข้านึกว่าหลับแล้วซะอีกท่านได้ยินที่ข้าถามไมนี้ ตอนนี้ ตามที่เสี่ยวเอ้อ..แม่นางเสี่ยวเอ้อท่านนี้บอกเพราะคืนนี้จะเป็นงานเทศการไหว้พระจันทร์เลยมีแต่ห้องเดี่ยวนะ
แล้วเจ้า อยากจะพัก ห้องเดี่ยวกับข้ารึไปหาที่อื่นกันดีละ"
อากิโกะพูดไปเพื่อถามความเห็นเพื่อนร่วมทางที่มากับเธอด้วย

...@Melonpang

"ถ้ายังมีแรงเดินไหว ในคืนนี้ข้าว่าพวกเราไปหาโรงเตี้ยมอื่นนอนกันดีกว่านะคะ..อย่างน้อย ถึงจะได้นอนช้าหน่อย แต่แยกห้องพักกันนอน
ท่านอาจจะสบายใจมากกว่าใช้ไมละคะ"
อากิโกะพูดไปขณะ รอคำตอบจากเพื่อนร่วมทางว่าคืนนี้จะเอายังไงกับที่พักดี

"...."@Melonpang





คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -5 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -5 + 3

ดูบันทึกคะแนน

ผิดไปข้อ1
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กลยุทธ์ซุนปิน
ง้าวมรกต
ม้าวายุทมิฬ
มีดบิน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x12
x7
x30
x4
x5
x3
x18
x19
x1
x4
x29
x30
x3
x5
x3
x30
x21
x79
x124
x109
x11
x46
x4
x86
x2
x2
x2
x14
x15
x1

85

กระทู้

422

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147483647
เงินตำลึง
2147483647
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483516

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-10-6 22:10:30 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-18 00:07

PART CX


     คาบูโตะและเลี่ยงเหลียงขนหีบสินค้าขึ้นมาบนที่พักหลังจากที่พวกเขาทานมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยที่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยมฉางจิ้นฮั่ว ตอนแรกชายทั้งสองรู้สึกลังเลใจว่าจะเข้าพักที่นี่ดีไหมเพราะการตกแต่งของโรงเตี๊ยมนั้นดูหรูหราเหลือเกิน แต่เมื่อสอบถามราคากับเถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่ออกมารับแขกด้วยตัวเองก็ได้รู้ว่าราคาค่าห้องไม่แพงอย่างที่คิด
     เสียงดนตรีที่จัดแสดงอยู่ด้านล่างของโรงเตี๊ยมดังแว่วๆ ขึ้นมาด้านบนห้องพักแต่ไม่ได้เป็นการรบกวนแขกเหรื่อที่กำลังพักผ่อนอยู่แต่อย่างไรกลับกลายเป็นเสียงเพลงที่ขับกล่อมชวนผ่อนคลายเสียมากกว่า
     "เฮ้อ~" คาบูโตะทิ้งตัวนอนแผ่หลาลงบนเตียงนอน เขาจำไม่ได้เลยว่าตัวเองนั้นนอนบนเตียงดีๆ ครั้งสุดท้ายคือเมื่อไร ปกติจะได้นอนแต่กับพื้นหิน ดิน ไม้ จะขาดก็เพียงแค่ทรายเท่านั้นซึ่งหากว่าเขาได้ไปยังแถบอู๋เว่ยที่มีทะเลทรายหรือกลับไปยังแถบแดนใต้ก็คงได้สัมผัสประสบการณ์การนอนบนทรายอย่างแน่นอน ที่นอนของโรงเตี๊ยมนั้นทั้งนุ่มแล้วก็หอม ความรู้สึกแรกที่ทิ้งตัวลงไปมันนุ่มนิ่มราวกับว่าเตียงนอนคือขนมปุยฝ้าย ทำอย่างไรถึงจะได้นอนเตียงนุ่มๆ ทุกวันนั่นคือสิ่งที่เขาคิด
     เลี่ยงเหลียงวางสัมภาระของตนเองลงบนโต๊ะข้างเตียงนอนของตนเองที่ตั้งขนานอยู่กับเตียงนอนของคาบูโตะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้ห้องพักที่ดีขนาดนี้เพียงแค่จ่ายเงินไปไม่กี่ร้อยตำลึง ในวันนี้เขาเหนื่อยล้ามาทั้งวันและรู้สึกเหมือนกับไม่ได้พักผ่อนตั้งแต่เมื่อคืน เพราะการนอนหลับบนรถม้าที่โคลงเคลงนั้นทำให้เขาหลับๆ ตื่นๆ ถึงจะหลับตาแต่สมองก็ไม่หลับไปด้วย
     ตรงข้ามกับคาบูโตะที่แค่นั่งสมาธิรวมลมปราณได้ไม่ถึงสิบนาทีก็ได้ยินเสียงกรนคร่อกๆ ออกมา บางทีเขาคงจะชินกับการนอนในพาหนะที่โคลงเคลงกว่ารถม้าอย่างเรือประมงที่ต้องฝ่าคลื่นลมก็ได้ และเป็นอย่างที่คิดตอนนี้เขาก็เริ่มได้ยินเสียงกรนออกมาจากอีกฝ่ายที่ทิ้งตัวลงนอนไปได้ไม่ถึงนาที ไม่แปลกใจเลยว่าหลับง่ายขนาดนี้คนๆ นี้ถึงนอนยาวได้เป็นอาทิตย์ๆ
     "อย่าเพิ่งนอนสิขอรับข้ายังไม่ได้สอนท่านเขียนอักษรฮั่นแล้วก็บัญชีเลยนะ!!" เลี่ยงเหลียงที่หมั่นไส้คนนอนง่ายจึงทิ้งตัวลงนั่งทับชายหนุ่มที่กรนคร่อกทันที
     "แอ่ก!!" คาบูโตะแทบจะกระอักออกมาเมื่อน้ำหนักตัวกว่าสี่สิบกิโลกรัม ไม่หนักหรือไม่เบาจนเกินไปแต่นั่นทำให้ชายหนุ่มจุกและตื่นขึ้นมาได้ ก็ถือว่าเป็นวิธีการปลุกที่ได้ผลดีนัก "เจ้า! เจ้าจะทำอะไร! จะฆ่าข้าเร้อ!!!" คาบูโตะดันนักพรตที่ทับอยู่ออกจากตัวของเขา อีกฝ่ายหัวเราะร่าอย่างสะใจแล้วจึงกลับไปนั่งลงที่เตียงของตัวเอง
     "จนกว่าข้าจะสอนเขียนอักษรฮั่น เขียนบัญชี แล้วก็คิดคำนวนด้วยลูกคิด ห้ามหลับไปก่อนนะขอรับ" เลี่ยงเหลียงเก็กมาดขรึมเป็นอาจารย์ดุๆ
    "ชิ นึกว่าเรื่องอะไร เอ้าจะสอนอะไรก่อนก็ว่ามา" นักเรียนที่เพิ่งจะถูกปลุกให้ตื่นด้วยบั้นท้ายสลาตันตาสว่างทันที เขามุ่ยหน้าเล็กน้อยพร้อมกับลูบท้องน้อยที่ยังคงจุกอยู่ไม่หาย
     "ดีมากขอรับ เช่นนั้นก็สอนวิธีการเขียนตัวอักษรฮั่นก่อนก็แล้วกัน" เลี่ยงเหลียงคลี่ม้วนกระดาษที่ซื้อมาเยอะแยะพร้อมด้วยแท่นฝนหมึกและพู่กัน ที่ซื้อมาสองชุด "ก่อนอื่นการเริ่มจับพู่กันนะขอรับ เวลาจะเขียนตัวอักษรเขียนจากซ้ายไปขวาจากบนลงล่าง" เลี่ยงเหลียงสาธิตการเขียนเส้นตัวอักษรให้คาบูโตะได้ดูก่อนโดยให้อีกฝ่ายเขียนตามไปพร้อมกัน "วิธีเขียนมีทั้งการหยุด การปล่อยเส้น และตวัดเส้นนะขอรับ และในการเขียนตัวอักษรฮั่นการนับเส้นก็สำคัญ เอาล่ะทีนี้ไหนลองเขียนคำว่า 'คน' สิขอรับ"
     "โถ่ ง่ายๆ ก็แบบนี้ไง" คาบูโตะนึกถึงตัวอักษร 'คน' ที่นักพรตเคยสอนให้อ่าน เขาจำมันได้จากการทบทวนตำราขงจื้อที่ซื้อต่อมา ผสมกับหลักการเขียนที่เลี่ยงเหลียงบอกเมื่อครู่ จากซ้ายไปขวาจากบนลงล่าง เขาลากเส้นที่หนึ่งลงมาในแนวเฉียงแล้วหยุดพู่กัน จากนั้นยกปลายพู่กันขึ้นเขียนเส้นที่สองโดยเริ่มลากจากปลายด้านบนเส้นที่หนึ่งแล้วลากแยกออกมาที่ด้านล่างเหมือนขาของคนจากนั้นจึงปล่อยพู่กันออก เป็นตัวอักษร
     พอได้เขียนตัวหนึ่งแล้วมันก็ไม่ได้ยากสำหรับเขาเลย อาจจะเพราะทักษะที่ติดตัวมาก่อนจะสูญเสียความทรงจำ "นี่ไง ง่ายๆ มีที่ยากกว่านี้อีกมะ" ชายหนุ่มยักไหล้กวนๆ เลี่ยงเหลียงเห็นแบบนั้นจึงจัดให้สมคำปรารถนา
     "งั้นต่อไป ไหนลองเขียนคำว่า 'เปลี่ยนแปลง' สิขอรับ" ตัวอักษร 變 ที่เลี่ยงเหลียงว่าหากเป็นผู้ที่เขียนตัวอักษรได้อย่างชำนาญก็ถือว่าไม่ยาก แต่อยู่ๆ ให้เขียนตัวอักษรในระดับที่ก้าวกระโดดจากคำแรกทำให้คาบูโตะถึงกับร้องเหวอออกมา
    "เฮ้ย! แค่ให้นึกข้ายังนึกไม่ออกเลยนะเฟ้ยว่ามันเขียนยังไง" คาบูโตะขมวดคิ้วพร้อมนึกอักษรที่ว่าในหัวไปด้วย แต่ในเมื่อเขาไปท้าทายอีกฝ่ายก็เลยเขียนมั่วๆ ลงไป ทั้งเขียนผิดหลักการแล้วยังไม่ถูกตัวอักษรอีกต่างหาก
    "ผิดแล้วขอรับ เขียนแบบนี้ต่างหาก" นักพรตตวัดพู่กันในมือเขียนเป็นตัวอักษร 變 อย่างง่ายดาย
     "เออๆ ข้ายอมแพ้ เอาแบบค่อยเป็นค่อยไปก็ได้วุ้ย" คาบูโตะบุ้ยปากบ่น จากนี้คงต้องหาเวลาว่างที่ไม่รู้ว่าจะมีหรือเปล่าลองเขียนตัวอักษรเยอะๆ จะได้ชินมือ เพราะหลังจากนี้ได้เป็นพ่อค้าแล้วคงต้องลงบัญชีเองทุกวัน สิ่งนั้นฝึกฝนได้แต่ปัญหาในตอนนี้มีอยู่อีกอย่างนั่นก็คือ เขาไม่รู้ว่าชื่อตัวเองมีตัวอักษรอะไรบ้าง "แล้วชื่อข้า... เขียนยังไง"
    "อืม.. ในใบสมัครงานข้าใช้หลักการเทียบเสียงเอานะขอรับเพราะไม่รู้ความหมายของชื่อท่านด้วย เป็นตัวอักษรสามตัวนี้น่ะขอรับ" เลี่ยงเหลียงก้มหน้าเขียนตัวอักษรฮั่นลงในกระดาษตัวโตว่า 卡布托 ซึ่งมีความหมายว่า 'บัตร ผ้า และการดูแล'
    "ชื่อข้าก็ดูจะเขียนไม่ยากนะ" คาบูโตะลองเขียนอักษรฮั่นที่เป็นชื่อของเขาตามที่อีกฝ่ายเขียนให้ดู แม้จะไม่ยากแต่หากไม่วาดภาพตัวอักษรในใจก่อนก็จะทำให้ตัวอักษรที่เขียนไม่สมดุลย์หรือบิดเบี้ยวผิดสัดส่วน
     หลังจากที่ฝึกเขียนตัวอักษรไปได้สักพักหนึ่งแล้วเลี่ยงเหลียงก็กางสมุดบัญชีออกมาแล้วให้คาบูโตะดูสิ่งที่เขาเขียนนำร่องไปก่อน


    "ของวันนี้ข้าเขียนให้ไปก่อนแต่พรุ่งนี้ท่านต้องลงมือเขียนด้วยตนเองนะขอรับ อ้อ ข้ายังไม่ใส่รายจ่ายลงไปเพราะว่าจะให้บัญชีนี้เป็นบัญชีเฉพาะการขายรองเท้าสาน หากได้เป็นพ่อค้าเต็มตัวแล้วมีเงินเท่าไรซื้ออะไรมาบ้างก็ต้องเขียนลงไปให้หมดนะขอรับ" เลี่ยงเหลียงให้คาบูโตะดูบัญชีที่เขียนอย่างเป็นระเบียบในวันนี้และหวังว่าอีกฝ่ายจะเขียนได้ดีแบบเขาในวันรุ่งขึ้น
     "อืม... เจ้าก็เขียนละเอียดดีแฮะ" ชายหนุ่มรับสมุดบัญชีมาดูสิ่งที่ต้องเขียนทวนอีกครั้ง ส่วนมากเป็นคำง่ายๆ และซ้ำไปมา กับตัวเลขที่จะต้องลงบัญชีให้แม่นยำถูกต้อง เขากลืนน้ำลายลองคอดังเอื๊อกเพราะรู้สึกไม่ค่อยถูกกับมันเลย ไม่รู้ว่าการเป็นพ่อค้าจะยุ่งยากขนาดนี้ไม่รู้ว่าคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ที่เลือกรับอาชีพพ่อค้ามา
     แต่เขาก็รีบส่ายหน้าแรงๆ ไล่ความคิดด้านลบออกไป เพราะการเป็นพ่อค้าของเขาจะนำความมั่งคั่งมาสู่ตระกูลซู และหากเป็นพ่อค้าเร่ไปตามที่ต่างๆ ก็มีโอกาสได้พบน้องสาวเขามากกว่าการอยู่ติดที่ ในเมื่อมีความมุ่งมั่นแล้วก็ต้องทำมันไปให้สุดทางจะได้บรรลุจุดมุ่งหมายทั้งสองอย่าง 'และจะได้เอาการจดบัญชีไปบันทึกรายได้ขายปลาที่จับมาด้วย จะได้รู้ว่าตาแก่แอบเอาเงินไปซื้อเหล้าอีกหรือเปล่า'
     "เรื่องการเขียนข้าจะคอยกำกับพรุ่งนี้อีกทีหนึ่ง แต่ตอนนี้มาลองคำนวนเลขโดยใช้ลูกคิดกันดีกว่านะขอรับ" นักพรตเอ่ยบอกเขาเก็บกระดาษและพู่กันไว้ที่มุมหนึ่งของโต๊ะไม้ทรงกลมไม่ให้เกะกะ แล้วหยิบลูกคิดออกมาตั้งให้ดูแทน "เคยใช้มาก่อนหรือเปล่าขอรับ?"
     "เหอะ ไม่เคย" คาบูโตะส่ายหน้าพรึ่บ แม้จะเคยขายปลามาบ้างแต่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ลูกคิดเพราะส่วนมากลูกค้าที่มาซื้อก็ซื้อมันไปไม่มากหรอก
     "ถ้างั้นก็นี่นะขอรับ มีลูกกลมๆ ด้านบนแถวละสอง ด้านล่างแถวละห้าใช่หรือไม่ขอรับ?" นักพรตหนุ่มชี้ให้ดููลูกคิดที่ซื้อมาแล้วเมื่อคาบูโตะพยักหน้าว่าเห็นตามนั้นจึงเริ่มอธิบายต่อ "ลูกบนมีค่าเท่ากับห้านะขอรับ มีสองลูกหมายความว่าค่ารวมของด้านบนเท่ากับสิบ ส่วนด้านล่างที่มีห้าลูกๆ ละหนึ่ง ส่วนวิธีการคิดคำนวนก็ทำอย่างนี้ขอรับ กรีดลูกไม้ด้านบนชิดชอบบน ส่วนห้าลูกด้านล่างชิดขอบล่าง" เขากรีดลูกคิดดังแกรกเพื่อเป็นการสาธิตให้ดู
     "วิธีคำนวนนะขอรับ ใช้จากขวาไปซ้าย ขวาสุดคือหลักหน่วย สิบ ร้อย พัน ไล่ไปเรื่อยๆ" คาบูโตะมองแถวลูกคิดแล้วพยักหน้าร้องอ๋อ เข้าใจแล้วว่าทำไมต้องมีแถวเยอะแยะ "เวลาคำนวนหากบวกหนึ่ง ดีดลูกคิดด้านล่างขึ้นหนึ่งลูกนะขอรับ บวกสองก็ดีดขึ้นสองลูกแบบนี้ ส่วนบวกห้าดีดลูกคิดด้านบนลงหนึ่งลูกนะขอรับ ถ้าเลขเกินหลักหน่วยแล้วก็ค่อยเพิ่มเลขที่หลักต่อไป ถ้าลบก็ทำคล้ายๆ กันโดยดีดลูกคิดเม็ดล่างลงส่วนเม็ดบนให้ดีดขึ้นนะขอรับ" เขาสาธิตวิธีการใช้งานอย่างละเอียดโดยพยายามมองท่าทีของคาบูโตะไปด้วยว่าเข้าใจหรือเปล่าก็เห็นว่าอีกฝ่ายดูตั้งใจเรียนดี "ไหนลองใช้ลูกคิดตามที่ข้าให้โจทย์นะขอรับ"
    "อืม... ข้าจะลองดู" คาบูโตะขมวดคิ้วมองแผงไม้ตรงหน้าที่เป็นเครื่องมือคิดเลข จับมันมาวางไว้ใกล้ๆ ตรงหน้า จัดการล้างเม็ดลูกคิดให้เหลือที่ค่าศูนย์ เลี่ยงเหลียงยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจที่เห็นว่าคาบูโตะไม่ลืมสิ่งสำคัญอย่างแรกที่สุด
    "หนึ่งบวกสามขอรับ" นักพรตบอกโจทย์ง่ายๆ ออกไปก่อนให้ชายหนุ่มข้างๆ ได้ลองคำนวนเพื่อทำความเข้าใจ
    "อ่า... หนึ่ง" คาบูโตะดีดลูกคิดแถวล่างขวาสุดขึ้นด้านบนหนึ่งลูก "บวกสาม..." จากนั้นเขาก็ดีดลูกคิดแถวล่างเดียวกันกับแถวแรกขึ้นไปอีกสามลูกอย่างช้าๆ แบบคนไม่ชิน "แบบนี้รึ?"
     "ลองตรวจคำตอบดูสิขอรับ ลูกคิดแถวล่างมีกี่ลูก" นักพรตหนุ่มยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจที่แม้คาบูโตะจะยังใช้ลูกคิดได้ช้าแต่ก็ถูก
     "สี่" คาบูโตะมองยังลูกคิดในแป้นไม้แล้วตอบออกมา
    "ถูกต้องขอรับ เอาล่ะทีนี้ลบล่ะขอรับทำอย่างไร สี่ลบสอง"
     "อาฮะ ลบก็ดีดกลับลงมา แบบนี้?" คาบูโตะดีดลูกคิดแถวล่างที่เคยอยู่ชิดกันสี่ลูกลงมาสองลูกเหลือค่าที่สอง เขาลองคำนวนหลายโจทย์ที่เลี่ยงเหลียงบอกและเรียนวิธีการคิดคำนวนหลายหลักยิ่งขึ้น และเมื่อใช้คล่องเขาก็รู้สึกว่ามันไม่ยากเลย
   

@Admin



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +200 ชื่อเสียง +20 ความหิว -6 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 200 + 20 -6 + 2

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

422

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147483647
เงินตำลึง
2147483647
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483516

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-10-6 22:12:29 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-10-18 00:08

PART CXII


    "เอาล่ะขอรับ เสร็จแล้วมานับเงินที่ขายได้วันนี้กับรองเท้าที่เหลือในหีบกันถือขอรับ" เลี่ยงเอ่ยชวนออกมาไม่รู้ว่าเขามีไฟมาจากไหนทั้งๆ ที่วันนี้ก็เพลียมากเขาน่าจะรีบนอนได้แล้ว
    "หา!?! นับทำไมอ่ะ ก็จดบันทึกไว้แล้วนี่" คาบูโตะร้องโวยออกมาการนับรองเท้าสานแปดร้อยกว่าคู่ในคืนเดียวไม่ใช่งานง่ายและใช้เวลานานเลยทีเดียว
    "ถึงจดไปแล้วแต่ก็ไม่แน่นี่ขอรับว่ายอดเงินและของที่เหลือจะตรงไหม บางทีเงินอาจจะหายหรือรับมาเกินได้และรองเท้าอาจจะหายได้เหมือนกันนะขอรับ หากมีตรงไหนผิดพลาดจะได้แก้บัญชีได้ถูก ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องทำก่อนที่จะสรุปบัญชีนะขอรับ"
    "มันก็จริงอะนะ แต่ต้องทำแบบนี้ทุกวันเลยสินะ..." คาบูโตะอยากจะเหงื่อตกออกมาแต่ร่างกายที่เย็นผิดมนุษย์ของเขาทำให้ไม่มีเหงื่อออก ตอนที่เป็นชาวประมงไม่เคยต้องมาจดบันทึกหรือทำงานละเอียดอ่อนอะไรขนาดนี้ ถ้าจะให้ละเอียดที่สุดคือการถักแหนั่นแหล่ะ ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่าอาชีพพ่อค้าคืออาชีพที่สบายๆ แค่เอาเงินซื้อของจากผู้ผลิตแล้วเก็งกำไรขายต่อแพงๆ แล้วก็นั่งดีดลูกคิดนับเงิน แต่พอมาคิดดูอีกทีกว่าจะไปถึงจุดนั้นได้พ่อค้าทุกคนคงต้องต้องเคยผ่านจุดนี้มาก่อนแน่ๆ
     "ใช่แล้วล่ะขอรับ แล้วถุงเงินที่ขายของได้กับเงินใช้ส่วนตัวก็ควรจะแยกออกจากกันนะขอรับเพื่อที่จะได้ดูรายรับที่ถูกต้อง" คาบูโตะถึงบางอ้อทันทีว่าทำไมเลี่ยงเหลียงถึงถือเงินไว้ก่อนเอง "งั้นเริ่มจากการนับเงินแล้วกันนะขอรับน่าจะไวกว่า"
    "อาฮะ งั้นก็ได้" คาบูโตะพยักหน้าแล้วรับถุงเงินที่เลี่ยงเหลียงเป็นคนเก็บไว้ นับมันสักพักก็พบว่าเงินในนั้นมีจำนวนสองพันเจ็ดร้อยชั่งเท่ากับที่ลงบัญชี แสดงว่าอีกฝ่ายใช้เงินส่วนตัวในการซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียน
     และหลังจากนับเงินเสร็จแล้วเก็บไว้อย่างดีแล้วก็เปิดหีบนับรองเท้าสานในนั้นต่อ กว่าจะครบแปดร้อยหกสิบห้าคู่ก็กินเวลาไปเกือบจะถึงยามสาม ในตอนนี้ชายหนุ่มทั้งสองก็รู้สึกเพลียและง่วงนอนพอดี
    "เจ้านี่เก่งนะ ไปรู้วิชาแบบนี้มาจากไหน" คาบูโตะเอ่ยขึ้นขณะที่นั่งอยู่บนเตียงเพื่อเตรียมทำสมาธิเดินลมปราณให้สมดุลย์
    "ก็เป็นเรื่องพื้นฐานไม่ใช่หรือขอรับ" เลี่ยงเหลียงปริบตาหันไปมองขณะที่นอนอยู่บนเตียงนอนแสนนุ่มแล้ว
     "เรื่องพื้นฐานเนี่ยนะ!?" คาบูโตะขมวดคิ้วสีขาวเคร่ง หากบอกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายสอนเขาวันนี้ทั้งหมดนั้นคือเรื่องพื้นฐานที่เด็กๆ ชาวต้าฮั่นเป็นกันอยู่แล้วก็ถือว่าตัวเขานั้นต่ำกว่ามาตรฐานมากโข "คิดว่าที่บ้านเปิดร้านอะไรเสียอีก"
    "...." เสียงบ่นพึมพำของคาบูโตะนั้นดังพอได้ยินแต่ก็จี้ใจดำนักพรตหนุ่มได้อย่างเฉียบขาด เพราะตัวของเขานั้นเป็นเด็กกำพร้าไร้บ้านได้รับบิดาบุญธรรมรับมาเลี้ยงดูและฝากให้สำนักฉวนเจินดูแลตั้งแต่ยังเล็ก และในเมื่อเขาไม่ได้ตอบกลับไปคาบูโตะก็คิดว่านักพรตหนุ่มนั้นหลับไปแล้ว
    "หลับแล้วรึ? ราตรีสวัสดิ์แล้วกันเลี่ยงเหลียง" คาบูโตะที่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมาก็กล่าวราตรีสวัสดิ์กับอีกฝ่ายไปก่อนที่ตัวเองจะนั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มกำหนดลมหายใจกักไอเย็นที่มีอยู่น้อยเข้าไปในร่างกาย และหายใจออกไล่เอาไอร้อนที่เผลอรับเข้ามาออกไปจากร่างกาย หากว่าสถานที่เอื้ออำนวยคงดีกว่านี้ไม่น้อย แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหามากนักในเมื่อวันนี้เขาไม่ได้ใช้กำลังภายในเลยเพียงแค่ฟื้นฟูก็น่าจะพอให้พลังหยินในร่างเข้าที่เข้าทางได้บ้าง การเดินลมปราณดำเนินต่อไปจนกระทั่งเขาเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว...
   

@Admin



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -17 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -17 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|

Copyright © 2001-2012 | The Legend of Wulin  สงวนลิขสิทธิ์ | GMT+7, 2019-8-24 04:21

ขึ้นไปด้านบน