{ โลกผู้สร้าง - ถนนชีหยาง } จวนเทพสงคราม | หวัง เจี้ยน

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2020-4-8 17:49:07 |โหมดอ่าน
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ไม่ระบุชื่อ เมื่อ 2020-4-8 19:26


จวนเทพสงคราม | หวัง เจี้ยน

{ถนนชีหยาง }











เป็นจุดตัดสำคัญของถนนซีหยางแห่งโลกผู้สร้าง

จวนของจอมทัพผู้มีชื่อเสียงทั้งในโลกคนเป็นและโลกคนตาย

ขุนศึกคนสำคัญของ รัฐฉิน เป็นแม่ทัพคนสำคัญ

ที่มีบทบาทในการช่วยฉินซีฮ่องเต้รวบรวมแผ่นดินเจ็ดรัฐเป็นหนึ่งเดียว

ภายหลังที่เขาเสียชีวิตอย่างสงบ ดวงวิญญาณได้มายังสวรรค์

ก่อนเง็กเซียนเห็นความดีส่งเขามายังโลกผู้สร้าง

หวังเจี้ยนได้ทำงานเฝ้ายามบนโลก

จนไต่เต้าเป็นเทพสงครามปกป้องความสงบสุขของโลกผู้สร้างได้อย่างดี




เจ้าของจวน

หวัง เจี้ยน (คลิก)








คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 Point +8 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 8

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2020-4-8 22:37:46 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Zhangfu เมื่อ 2020-4-8 22:50

[เยือนจวนแม่ทัพหวังเจี้ยน 1]


      หลังจากที่รถม้าของจวนขุนพลปราบมารเว่ยจีเเล่นออกมา ภายในตัวรถม้าเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบ ด้วยตัวจางฝูนั้นที่จู่ๆก็ถูกเว่ยจีหิ้วตัวขึ้นรถมาด้วยทำให้เธอนั้นค่อนข้างที่จะทำตัวไม่ถูก ท่านที่ชื่อหวังเจี้ยนเธอที่ได้อ่านตำราศึกษามาบ้างย่อมรู้อยู่แล้วว่าท่านเป็นคนที่น่าเคารพขนาดไหน การที่เด็กน้อยอย่างเธอเดินทางไปร่วมงานนี่นับเป็นเรื่องดีแล้วจริงๆหรืออีกทั้งเธอยังไม่ได้เป็นคนของโลกนี้ด้วยแล้ว


     “ทำสีหน้าเช่นนั้น กังวลใจอยู่หรือ”เว่ยจีกล่าวถามขึ้นมาพร้อมกับส่งยิ้มบ้างให้จางฝูที่ยามนี้เอาแต่นั่งหน้าเครียดอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม ก่อนคนถูกถามพยักหน้าออกมานั้นทำให้เว่ยจีนั้นพ่นถอนหายใจออกมาพร้อมกับยิ้มและเอื้อมมือไปลูบหัวอีกฝ่ายเบาๆ


     “บอกแล้วอย่างไรว่าไม่ต้องกังวลถึงท่านหวังเจี้ยนนั้นจะเป็นตาแก่ที่ดูเข้มงวดไปหน่อย แต่ท่านก็เป็นคนที่มีจิตใจดีและมีเห็นผล อาจเป็นท่านจะดีใจด้วยซ้ำเมื่อเห็นว่าคนรุ่นลูกรุ่นหลานเช่นเจ้าเดินทางมาร่วมงานครบรอบวันตายท่าน”เว่ยจีกล่าวออกมาเป็นจังหวะเดียวกับที่รถม้านั้นหยุดลงก่อนประตูรถม้าจะเลื่อนเปิดออกโดยนายทหารของจวนที่เป็นคนขับรถม้ามา


     “อย่าได้กังวลเลยสาวน้อย หรือหากเจ้ากังวลจะจับมือข้าเดินเข้าไปในงานก็ย่อมได้นะ”เว่ยจีกล่าวพร้อมกับหัวเราะออกมาแล้วหรี่ตามองหยอกไปทางจางฝู ที่ได้ยินนางพูดก็นั่งเบะปากเป็นเด็กน้อยอยู่บนรถม้าก่อนที่นางจะค่อนขยับตัวเดินตามเว่ยจีลงมาจากรถม้า


      ดวงตาสีน้ำตาลที่ซีดจางลงด้วยเหลือเพียงร่างวิญญาณของจางฝูกวาดมองไปรอบจวนหลังใหญ่เบื้องหน้าและพบกับผู้คนมากมายที่มีทั้งแบบที่มีเนื้อหนังและแบบที่เป็นร่างโปร่งแสงเช่นจางฝูนั้นเดินมารวมตัวกันที่หน้าทางเข้าเพื่อเข้าร่วมงานบุญครั้งนี้กันอย่างล้นหลามไม่ต่างจากจัดงานเทศกาลกันเลยสมแล้วกับที่เป็นงานของแม่ทัพหวังเจี้ยนหรือที่คนทั่วไปของโลกนี้รู้จักกันในนามเทพสงครามแห่งโลกผู้สร้างนี้


      “หึหึ ว่าอย่างไรอยากจะจับมือข้าเดินเข้างานรึไม่”


      “ทะ..ท่านเว่ยจี!! ข้าโตแล้วนะเจ้าคะ แม้จะอายุน้อยกว่าพวกท่านก็เถอะ”จางฝูร้องออกมานั้นทำให้เว่ยจีถึงกับหลุดหัวเราะออกมา


     หญิงสาวทั้งสองหลังจากพูดคุยและเดินชมงานภายด้านนอกจวนแล้วก็พากันเดินมุ่งหน้าเข้าไปยังด้านในจวนเพื่อเข้าไปยังโถงที่ใช้เป็นที่จัดงานซึ่งก็มีผู้คนหรือวิญญาณมากมายพากันมุ่งหน้าเข้าไปจับจองที่ของกันและกัน โชคดีที่เว่ยจีก็นับเป็นคนที่ศักดิ์ฐานะของโลกนี้ทำให้จางฝูที่ติดตามมาด้วยได้รับอานิสงค์ไปด้วยได้นั่งที่โต๊ะพิเศษใกล้กับโต๊ะของประธานงานอย่างหวังเจี้ยน


     ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินเข้าไปยังด้านในนั้นเว่ยจีที่เดินนำอยู่ด้านหน้าก็หันเเวะทักทายผู้คนที่มาร่วมงานอย่างไม่ขาดสายก่อนที่นางจะเดินไปหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าของชายวัยกลางคนที่หากพเทียบอายุแล้วคนเป็นคนที่อาวุโสน่าดู อีกทั้งยังท่าทีขึงขังและดูดุดันนั้นอีกทำเอาจางฝูที่ยืนหลบอยู่หลังเว่ยจียังรู้สึกอึดอัดและตัวตัวสั่นด้วยความกลัวไม่ได้ นี่รึป่าวที่เรียกว่าออร่ากดดันของคน



    “ยินดีต้อนรับท่านขุนพลปราบมารเว่ยจีสู่งานเลี้ยงของข้า ร่วมถึงสาวน้อยที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังนั้นด้วย”ชายผู้นั้นกล่าวทักทายก่อนเบนสายตามามองยังจางฝูที่พยายามยืนหลบแต่ก็ไม่พ้นสายตาของอีกฝ่ายเธอจึงเคยๆเดินก้าวออกมาจากด้านหลังเว่ยจีพร้อมทั้งยกมือประสานคคารวะอีกฝ่าย


      “คารวะผู้อาวุโส ผู้น้อยจางฝูเจ้าค่ะ”


      “ยินดีที่ได้รู้จักสาวน้อยข้ามีนามว่าหวังเจี้ยน”สิ้นคำกล่าวแนะนำตัวจากอีกฝ่ายจางฝูก็รีบเงยหน้าพรวดขึ้นมามองอย่างตกใจ หนึ่งคือไม่คิดว่าจะเจอกับแม่ทัพหวังเจี้ยวตัวเป็นๆเร็วขนาดนี้ และอีกหนึ่งคือเธอไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้มายืนอยู่เบื้องหน้าผู้ที่เป็นตำนานเช่นนี้ด้วย  แม้ตลอดสองวันมานี้หญิงสาวที่เธอไปอาศัยจวนอยู่นั้นก็นับเป็นอีกหนึ่งตำนานอีกคนก็ตามและทั้งสองคนนั้นยังเหมือนจะสนิทกันมากเสียด้วยไม่ใช่ว่าทั้งสองนั้นเป็นคนต่างรัฐที่รบกันมาก่อนหรอกหรือ


      “แม้เราเป็นคนต่างรัฐเคยเป็นศัตรูกัน แต่เมื่ออยู่ที่นี่เราก็เป็นคนของสวรรค์เป็นมิตรกัน”คล้ายเดาความคิดของจางฝูออกเว่ยจีที่ยืนอยู่ก็เอ่ยกล่าวขึ้นมาแล้วหันไปยิ้มเป็นมิตรให้กับหวังเจี้ยนที่ยืนอยู่ด้านหน้า “ท่านหวังเจี้ยนสาวน้อยผู้นี้ ยังไม่ถึงอายุขัยก่อนหน้านางอาศัยอยู่ที่จวนข้าวันนี้ก็จะนับว่าครบสาววันก่อนนางเดินทางกลับแล้ว”


       “อืมม..เป็นเช่นนั้นเอง เอางี้เราเดินเข้าไปด้านในพรางพูดคุยกันไปดีรึไม่”แม่ทัพหวังเจี้ยนกล่าวพร้อมผ่ายมือเชิญแขกทั้งสองเดินเข้าไปยังด้านในโถงที่จัดการพร้อมกับพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันไปตลอดทาง


      “จะว่าไปแล้วสาวน้อย ยามนี้นั้นโลกนั้นฮองเต้คนใดเป็นผู้ปกครอบอยู่หรือ”แม่ทัพหวังเจี้ยนที่เดินนำเยื้องอยู่ทางด้านหน้ากล่าวถามออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่มทำเอาจางฝูที่เดินตามหลังอยู่นั้นชะงักไปเล็กน้อยก่อนตอบออกมา


      “เป็นฮองเต้ฮั่นอู๋ตี้ แห่งราชวงศ์ฮั่นเจ้าค่ะ”


       “ราชวงศ์ฮั่นงั้นหรือ แล้วไพร่ฟ้าประชาชนเหล่าเป็นอย่างไรกันบ้าง”แม่ทัพหวังเจี้ยนยังคงกล่าวถามออกมาพร้อมกับเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่โตต๊ะในตำแหน่งของประธานงานและเว่ยจีกับจางฝูก็เดินไปทรุดตัวลงนั่งในโต๊ะตำแหน่งของตนเช่นกัน


       “ฮองเต้ทรงปกครองประชาชนด้วยความเมตตาและความเป็นธรรมทั้งฮองเฮาคู่บารมียังทรงเป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีไม่ห่วงใยไพร่ฟ้าทำให้ชาวบ้านทั่วทั้งดินแดนรักใคร่และเคารพท่านทั้งสองมากเจ้าค่ะ”จางฝูกล่าวบอกไปตามสิ่งที่ตลอดชีวิตของเธอได้สัมผัสมา แม้ว่าบ่อยครั้งตัวเธอจะถูกเรียกใช้ไปทำงานเสียอยากก้นด่าเสียให้สะใจ แต่ทุกเรื่องที่เธอถูกใช้งานให้ไปทำนั้นก็เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านทั้งสิ้น


       “ได้ยินเช่นนั้นข้าก็สบายใจ แผ่นดินได้ฮองเต้ที่มากด้วยเมตตาย่อมดีต่อพสกนิกร”แม่ทัพหวังเจี้ยนและเว่ยจียามได้ยินสิ่งที่จางฝูกล่าวออกมานั้นก็พากันยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนหวังเจี้ยนนั้นจะยกจอกชาของตนเองขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์


      “เอ่อ...ท่านหวังเจี้ยนเจ้าคะ ข้าขอถามท่านเรื่องหนึ่งไดด้หรือไม่เจ้าคะ”จางฝูที่นั่งอยู่กล่าวถามขึ้นมาเรียกความสนใจของทั้งสองท่านที่นั่งจบชาันอยู่ได้มากนัก


      “ว่ามาสิ”


      “ท่านหวังเจี้ยนอยู่ในสมัยของฉินชีฮองเต้ เช่นนั้นท่านหวังเจี้ยนรู้จักสตรีนามชิ่ว สวี่เหม่ยหรือไม่เจ้าคะ”จางฝูกล่าวถามขึ้นมาหากจำไม่ผิดตามเรื่องเล่าของพ่อเท่าท่านเจ้าสำนักของเธอก็มีอายุน่าจะอยู่ในยุคสมัยของฉินชีเช่นกัน ไม่แน่ว่าทั้งสองอาจจะรู้จักกันก็เป็นได้


      “ชิ่ว สวี่เหม่ย เจ้าหมายถึงพระสนมลี่จี่น่ะหรือ หากใช่ย่อมต้องรู้จักแล้วเจ้าถามทำไมรึสาวน้อย”หวังเจี้ยนมีสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยและนึกย้อนไปถึงพระสนมองค์หนึ่งที่แม้ท่าทีด้านนอกจะดูแข็งกระด้างเย็นชาไปบ้างทว่าอบอุ่นกว่าที่คิด อีกทั้งยังมีหัวคิดพลิกแพลงอย่าหาจับตัวยาก ‘ว่าเเต่สาวน้อยผู้นี้ใยถึงกล่าวถามถึงพระสนมผู้นี้ขึ้นมากัน นับเวลาที่เขาสิ้นชีวิตและเวลาในโลกนางมันก็ผ่านมาหลายร้อยปีแล้วพระสนมก็คงไม่แคล้วสิ้นชีพไปไม่ต่างจากตน’


     “เพราะว่าท่านยังไม่ตายเจ้าค่ะ ด้วยความช่วยเหลือของราชครูเซี่ยงท่านหญิงชิ่วยังคงมีชีวิตอยู่ในสมัยของข้า ก่อตั้งสำนักวังน้ำทิษย์และเป็นอาจารย์ของข้าด้วยเจ้าค่ะ”


     เคร้ง!


     คำบอกกล่าวของสาวน้อยจากสมัยฮั่นนี้ทำเอาหัวใจตาเฒ่าอย่างหวังเจี้ยนผู้นี้นั้นถึงกับเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่หนึ่งจนเผลอทำจอกชาตกอย่างไม่ได้ตั้งใจ ไม่เพียงแต่หวังเจี้ยนแม้แต่เว่ยจีก็ยังหันมามองเธอด้วยความตกตระลึงเช่นกัน


     “ที่เจ้าบอกนั้นคือความจริงหรือ”


     “เป็นความจริงทุกประการเจ้าค่ะ”


     “โลกช่างน่าอัศจรรย์และช่างกลมแท้ ไม่คิดว่าผ่านมาหลายร้อยปี แม้ยามข้าตายไปแล้วก็ยังได้เจอศิษย์ของพระสนมลี่จี่มาเยี่ยมเยือนถึงจวน เช่นนั้นหากเจ้ากลับไปแล้วข้าฝากเจ้ากล่าวทั้งทักทายพระสนมด้วยนะ”


      “ผู้น้อยทราบแล้ว”จางฝูกล่าวพร้อมค่อมหัวให้อีกฝ่ายก่อนจะหันไปมองงานด้านนอกห้องโถงที่จัดงานที่บรรยากาศภายด้านนอกนั้นเริ่มมืดค่ำแล้วและผู้คนมากมายก็พากันทยอยเดินทางมาร่วมงานบุญคครั้งนี้ ทั้งชาวฮั่นหรือชาวโรมันและอีกหลายชนชาติที่จางฝูไม่เคยพบเจอมาก่อนโดยมีเว่ยจีคอยบอกกล่าวแนะนำชนชาติของเหล่าแขกของงานที่เดินทางมาให้จางฝูได้ฟังและรู้จักเอาไว้ทั้งไอจี๋ อาร์เมเนีย พาร์เธี่ยน


@Admin



แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +15 คุณธรรม +3 ความโหด โพสต์ 2020-4-9 17:06
คุณได้รับ +7 คุณธรรม โพสต์ 2020-4-9 17:06

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -36 Point +10 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -36 + 10

ดูบันทึกคะแนน

โดนทิ้งในหุบเขา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x178
x80
x1
x1
x10
x1
x2
x8000
x4
x7
x12
x4
x50
x187
x18
x5
x1
x3
x13
x10
x106
x1
x89
x1
x2
x1
x1
x130
x2
x1
x8
x12
x2
x1
x50
x3
x35
x8
x2
x12
x20
x2
x1
x2
x14
x4
x10
x2
x1
x2
x2
x4
x2
x2
x12
x90
x3
x16
x20
x7
x68
x28
x12
x1
x2
x21
x5
x310
x98
x14
x17
x10
x2
x300
x1
x3
x10
x8
x20
x12
x40
x1
x10
x90
x2
x92
x1
x1
x2
x1
x550
x4
x61
x1
x2020
x2
x100
x7
x12
x30
x11
x5
x4
x32
x4
x10
x31
x5
x6
x4
x4
x1
x4
x180
x130
x30
x30
x250
x110
x6
x4
x64
x13
x24
x360
x2
x500
x360
x100
x1
x160
x80
x317
x800
x2
x135
x80
x40
x50
x570
x246
x3
x11
x9
x160
x1
x400
x3
x18
x1
x600
x600
x180
x90
x30
x240
x3
x34
x600
x459
x88
x9
x396
x1200
x75
x10
x69
x591
x5
x1
x1
x400
x1263
x2
x156
x197
x4
x583
x38
x3
x30
x54
x28
x5
x250
x19
x540
x132
x71
x390
x100
x800
x7
x320
x825
x190
x16
x200
x30
x650
x1
x1
x1
x1000
x400
x950
x30
x600
x104
x8
x7
x30
x390
x74
x1
x17
x1826
x3
x2
x2145
x2820
x1629
x9
x7
x13
x148
x2
x120
x1
x1
x3
x1
x4
x225
x4
x9
x186
x290
x130
x4
x30
x30
x2
x40
x8
x821
x520
x9500
x132
x278
x481
x440
x620
x530
x470
x156
x325
x606
x46
x111
x592
x1276
x1
x16
x736
x5
x554
x162
x456
x293
x520
x1556
x147
x117
x848
x564
x6
x2
x886
x1020
x450
x175
x9999
x1926
x580
x325
x137
x26
x17
x71
x25
x509
x1182
x8
x1894
x960
x440
x1
x4
x82
x1
x9
x213
x312
x910
x5500
x129
x11
x320
x646
x146
x4700
x8
x577
x730
x9999
x37
x1
x4
x440
x6
x52
x1
x141
x2
x1800
x632
x2320
x932
x258
x430
x115
x15
x147
x288
x7
x43
x3
x4
x7
x289
x5
x10
x18
x4
x207
x363
x500
x2
x56
x9999
x14
x308
x200
x6965
x702
x410
x8
x58
x2
x7
x1546
x2222
x690
x644
x219
x342
x384
x379
x4
x30
x17
x728
x8
x1529
x9
x1948
x308
x1108
x1324
x1174
x2530
x709
x243
x134
x213
x893
x1684
x957
x92
x218
x268
x1056
x608
x145
x1116
x8
x342
x335
x819
x460
x1370
x790
x307
x2172
x2318
x831
x40
x1060
x808
x20
x510
x1395
x148
x248
x1440
x8160
x1960
x1480
x30
x38
x41
x81
x707
x1
โพสต์ 2020-4-8 22:44:27 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Zhangfu เมื่อ 2020-4-9 16:55

  [เยือนจวนแม่ทัพหวังเจี้ยน 2]


     ขณะที่จางฝูนั่งฟังเว่ยจีสอนและอธิบายเกี่ยวคนชนชาติต่างที่เดินทางมาร่วมงานอยู่นั้นก็มีชายผู้หนึ่งเดินมาหยุดยังโต๊ะของพวกเธอก่อนชายผู้นั้นจะยกยิ้มทักไปทางเว่ยจี หวังเจี้ยนและเธอที่นั่งอยู่ข้างๆกับเว่ยจีโดยจางฝูเมื่อเห็นก็รีบก้มค่อมศีรษะทักทายอีกฝ่ายตอบทันที


     “ข้าขอร่วมโต๊ะกับพวกเจ้าด้วยได้หรือไม่”


       “เป็นเกียรตินัก เชิญท่านขุนพลไป๋ฉีตามสบาย”เว่ยจีเอ่ยกล่าวออกมาพร้อมผายมือให้ชายหนุ่มอีกคนนั้นนั่งลงร่วมโต๊ะกับพวกนาง โดยไม่ได้สังเกตุเลยว่าจางฝูที่นั่งอยู่ข้างๆเบิกตาดตมองวีรบุรุษอีกคนที่มาปรากฎตัวเบื้องหน้าเธออยู่และกลายเป็นว่ายามนี้รวมตัวเธอดันห้อมล้อมด้วยวีรบุรุษวีรีสตรีของยุคอย่างอบอุ่นเลยทีเดียว


       “ไม่ทราบว่าสาวน้อยท่านนี้มีนามว่าอะไรงั้นหรือ ไยข้ามิเคยเห็นหน้ามาก่อน”ขุนพลไป๋ฉีกล่าวออกมาพร้อมกับยิ้มมองไปที่จางฝูอย่างจจับสงสัยที่อีกฝายนั้นเอาแต่ก้มหน้าก้มตามิเงยหน้าขึ้นมาสบตากับตน ซึ่งก็พบเห็นได้บ่อยจากคนทั่วไป ด้วยในอดีตเขาเป็นขุนศึกและแม่ทัพที่โหดเหี้ยมจึงไม่แปลกหากจะมีรังสีบางอย่างทำให้ผู้คนหวาดเกรง


     “ผู้อาวุโส ผู้น้อยมีนามว่าจางฝูเจ้าค่ะ ตัวของข้าเดิมทีไม่ใช่คนของโลกนี้เพียงแค่วิญญาณหลุดออกจากร่างมาชั่วคราวโชคดีได้พบท่านเว่ยจีเมตตาให้พักอาศัยอยู่ที่จวนชั่วคราวเจ้าค่ะ”จางฝูกล่าวตอบอีกฝ่ายออกมาอย่างสุภาพ และไม่อยากที่จะทำเรื่องงามหน้าต่อหน้าเข้าสุดยอดบุคคลเบื้องหน้าทั้งสามตอนนี้หรอก


       “อืมม..เป็นเช่นนั้นเอง เว่ยจีนี่ยังคงมีนิสัยเมตตาคนชอบช่วยเหลือผู้ที่ลำบากไม่เปลี่ยนเลยสินะฮ่าๆ”ขุนพลไป๋ฉีกล่าวก่อนจะหัวเราะออดกมา “ตัวข้ามีนามว่าไป๋ฉี เจ้ามิต้องเกร็งเช่นนั้นเเม้ชื่อเสียงข้าในโลกของเจ้าข้าจะดูเหี้ยมโหดแต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ข้าก็ละทิ้งความเหี้ยมโหดไปเกือบหมดแล้ว เจ้าสบายใจได้”


      “จะ..เจ้าค่ะ


      “จะว่าไปเมื่อครั้งสงครามกับรัฐเว่ยตอนที่สู้กับเว่ยจีนั้นเป็นศึกที่น่าจดจำมมากๆ”ไป๋ฉีเอ่ยออกมาพรางเหลือบมองเว่ยจีเล็กน้อย ยามนี้เว่ยจีที่นั่งจิบชาอยู่ถึงกับส่ายหัวออกมาเล็กน้อย เมื่อชายหนุ่มเพื่อขอร่วมโต๊ะเริ่มเล่าเรื่องระลึกความ "นางนับว่าเป็นคนแกร่งคนหนึ่ง ฝีมือเทียบเท่าข้ามากในตอนเราเป็นมนุษย์ แต่กำลังรบรัฐเว่ยเสียเปรียบ หากรัฐฉินได้ท่านคงรวมเจ็ดรัฐได้ไวขึ้นเป็นแน่”


      “คงเป็นยุคสมัยที่ลำบากกันน่าดูเลยนะเจ้าคะ”ตัวจางฝูเองก็ไม่ได้เป็นสายมุดตำราประวัติศาสตร์เท่าใดนัก เรื่องเรื่องที่อีกฝ่ายกล่าวมานั้นย่อมมีส่วนที่เธอรู้และไม่รู้ปะปนกันไป และไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรดีกับสถานการณ์เช่นนี้แม้จะมองส่งสายตาของความช่วยเหลือไปทางเว่ยจีแต่นางก็ไม่ได้สนใจเธอเลยเเม้แต่น้อย


       ในช่วงระหว่างความน่าอึดอัดของบรรยากาศเหมือนโดนคนอายุมากกว่าสามสี่ร้อยปีจับกดน้ำอย่างไรอย่างนั้น เสียงของแม่ทัพหวังเจี้ยนก็ดังประกาศขึ้นเรียกสายตาของเหล่าแขกที่มาร่วมงานให้หันไปมอง


      “ข้าหวังเจี้ยนขอขอบคุณทุกท่านมากที่มาร่วมอวยพรงานคล้ายวันเกิดของข้าในวันนี้ จากนี้ขอเชิญผู้มาร่วมงานทุกท่านสนุกกันให้เต็มที่ไม่ว่าจะดื่มกินหรือเต้นรำกันก็สามารถกระทำได้ตามสบาย”


      เฮ้!!!!!


      สิ้นคำกล่าวของเเม่ทัพหวังเจี้ยนสิ้นสุดลงเสียงเฮ้ของเหล่าผู้มาร่วมงานทั้งหลายก้ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเพลงบรรเลขจากคณะชาวโรมันที่ถูกเชิญมาให้มาแสดงและบรรเลงเพลงขับกล่อมผู้คนในงาน ส่วนบางคนนั้นก็พากันเดินมามอบของขวัญและคำอวยพรให้แก่แม่ทัพหวังเจี้ยน ซึ่งตัวจางฝุนั้นลืมไปเลยว่ามางานย่อมต้องมีของติดไม้ติดมือแล้วยามนี้เธอมีอะไรมากันเล่า


      ‘เวรๆ ลืมเสียสนิทเลยในตัวข้ายามนี้มีะไรมั้งเนี่ย เพราะถูกเว่ยจีลากมาจึงยังไม่ได้เตรียมของขวัญใดมาด้วย ความกระวนกระวายของจางฝูดูเหมือนอยู่ในสายตาของเว่ยจีตลอดก่อนนางจะยกยิ้มแล้วดันกล่องไม้ในผ้าห่อหนึ่งมาให้แก่เธอ’


      “คิดไว้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องลืม”


      “ท่านเว่ยจีนี่คือ”จางฝูมองกล่องผ้าเบื้องหน้าด้วยแววตาสงสัยก่อนอีกฝ่ายยิ้มออกมาและกล่าวโดยไร้เสียงกับจางฝูแล้วจึงลุกนำเอาของขวัญส่วนตัวของนางไปมอบและอวยพรให้แก่เเม่ทัพหวังเจี้ยนเสียก่อน


      ‘บะหมี่เนื้อวัว เอาจริงดิ’จางฝูอ่านปากตามแล้วก็ได้แต่อ้าปากเหวอมองกล่องผ้าอย่างลังเล มันก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาให้เลยมั้งนะ จางฝูสูดลมหายใจเข้าก่อนจะหยิบเอากล่องผ้านั้นเดินไปยังหาแม่ทัพหวังเจี้ยนที่นั่งส่งยิ้มบางมาให้เธอด้วยสายตาที่เวลาคนเฒ่าคนแก่กำลังมองดูลูกหลานอย่างไรอย่างนั้น


      “ผู้อาวุโส ผู้น้อยมิมีของล้ำค่าสิ่งใดมอบให้ท่าน มีเพียงบะหมี่เนื้อวัวกล่องนี้ที่ตัวของผู้น้อยตั้งใจทำขึ้นมา หวังว่าผู้อาวุโสจักไม่ถือสา”จางฝูกล่าวออกมาพร้อมยื่นส่งกล่องบะหมี่เนื้อวัวนั้นให้อีกฝ่ายด้วยท่าทีกล้าๆกลัว เพียงแต่ความกลัวของนางเป็นอันต้องถูกพัดปลิวไป เมื่อใบหน้าดุดันของเเม่ทัพหวังเจี้ยนนั้นยิ้มบางออกมาด้วยท่าทีที่อ่อนโยน


      “งั้นหรือ ขอบใจเจ้ามากนะสาวน้อย ข้าไม่ได้ทานบะหมี่เนื้อวัวมานานมากแล้ว เจ้าไปพักผ่อนสนุกสนานกับงานเลี้ยงเถิดอย่าได้คิดมากใดๆ”


      “จะ..เจ้าค่ะ”จางฝูยิ้มกว้างออกมาก่อนที่เธอจะประสานมือโค้งคารวะอีกฝ่ายแล้วเดินผละออกมาให้คนอื่นๆได้ร่ววมอวยพรด้วยความโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก ‘นึกว่าจะโดนตำหนิเสียแล้วสิ’ จางฝูยิ้มออกมาแล้วยกเอาจอกชาของตนขึ้นจิบก่อนจะทอดสายตามองไปยังลานหน้าโถงที่ผู้คนหลากหลายพากันจับคู่เต้นรำกันด้วยท่าเต้นที่แปลกตานัก สาบาลเลยว่าเธอไม่เคยเห็นท่าเต้นเช่นั้นมาก่อน


      “นั้นเป็นการเต้นรำอย่างพวกโรมัน ตอนแรกๆที่ข้าไปเยือนเขตโรมัน ก็ค่อนข้างตื่นตาในความแปลกใหม่นั้นไม่น้อย หลังจากนั้นพวกเราบนถนนสายนี้ก็ลองฝึกๆ ดูเพื่อจะได้คุยกับพวกเขาได้ แต่บางเทศกาลก็ระบำแบบเดิมๆ ตามพวกเราชาวฮั่น”เสียงของไป๋ฉีกล่าวขึ้นมาอย่างงไม่มีปี่มีขลุ่มเรียกให้จางฝุนั้นหันกลับไปมองอีกฝ่ายที่ไม่รู้ว่ากลับมาจากการอวยพรและมอบของขวัญให้แก่แม่ทัพหัวงเจี้ยนเมื่อใดก็ไม่ทราบ


      “เป็นการเต้นรำแบบโรมันหรือเจ้าคะ เช่นนั้นข้าก็ไม่แปลกใจเท่าใดที่ชายและหญิงจะจับคู่และถูกเนื้อต้องตัวกันเสียขนาดนั้น”จางฝูกล่าวแล้วไปมองการเต้นรำเบื้องหน้าอีกครั้ง ก่อนหน้าเธออยู่ที่ปอมเปอีก็ไม่เคยเห็นการเต้นรำแบบนี้ด้วยฐานะเธอตอนนั้นเป็นเพียงแค่ทาสนักสู้ธรรมดาๆ


      การเอาแต่มองดูผู้คนเต้มรำอยู่เช่นนั้นทำให้จางฝูนั้นไม่รู้เลยว่าท่านขุนพลที่นั่งอธิบายอยู่ด้านข้างนั้นกำลังจิบชาพร้อมกับมองมายิ้มเธอด้วยรอยยิ้มอยู่ ก่อนไป๋ฉีนั้นจะยันตัวลุกขึ้นมา


      “แม่นางจางฝูช่วยให้เกียรติเต้นรำกับข้าสักเพลงได้หรือไม่”จางฝูที่ละสายตาจากการเต้นรำมานั่งหันไปมองทางขุนพลไป๋ฉีที่ยืนอยู่ข้างกับเธอด้วยใบหน้ายิ้มๆ


     “เอ่อ..แต่ข้าเต้นรำเช่นนั้นไม่เป็นผู้อาวุโสเกรงว่า…”


    “มิเป็นไรข้าจะช่วยสอนให้”จางฝูได้ยินก็เหลือบมองไปางเว่ยจีเล็กน้อยก่อนนางจะทำเพียงยิ้มบางๆให้และพยักพยินไปทางไป๋ฉี เป็นเชิงบอกให้เธอไปเต้นรำตามที่ไป๋ฉีเชิญดู ก่อนนางจะหันไปสนใจกับสุราในจอกของตัวเองต่อ


      “เช่นนั้นรบกวนผู้อาวุโสแล้วเจ้าค่ะ”จางฝูกล่าวแล้วจึงค่อยยันตัวลุกขึ้นมาก่อนมือของเธอถูกท่านขุนพลไป๋ฉีดึงไปจับเอาไว้และพาจูงเดินมายังลานกว้างที่คนส่วนใหญ่เต้นรำกันอยู่อย่างสนุกสนาน


     “มือขวาบุรุษและสตรีจับผสานกันเอาไว้โดยให้มือของสตรีนั้นวางบนฝ่ามือของบุรุษ โดยมือซ้ายของสตรีเอื้อมมาวางท่าบ่าหรือไหล่ของบุรษเช่นนี้”ไป๋ฉีกล่าวสอนอย่างช้าและใช้มือขวาจับมือของนางมากุมยกเอาไว้ในท่าตั้งฉาก และมือซ้ายจับมือของจางฝูวางบนบนบ่าของตนแล้วจึงเริ่มเอ่ยต่อ “ส่วนมือซ้ายของบุรุษจะโอบเข้าที่เอวหรือแผ่านหลังของสตรีเบาๆ”


      “เอ่อ..ผู้อาวุโส…”จางฝูเหลือบมองมือหนาของที่ฝ่ายที่วางโอบที่แผ่นหลังตัวเองด้วยความรู้สึกไม่คุ้นชินนัก


      “ไม่ต้องห่วง คนอื่นก็ทำเช่นนี้ดูสิ”ไป๋ฉีกล่าวออกมาเพื่อให้สาวน้อยเบื้องหันมองดูคู่เต้นรำอื่นๆรอบตัวซึ่งก็อยู่ในท่าทางเดียวกันกับเธอตอนนี้ซึ่งมันดูใกล้ชิดเอามากๆ เพราะตัวเธอกับผู้อาวุโสยามนี้ตัวห่างกันเพียงคืบเดียวเท่านั้นเอง “จากนั้นโยกตัวไปช้าๆตามจังหวะเพลง โดยให้ฝ่ายชายเป็นผู้ก้าวนำและฝ่ายหญิงก้าวตาม”


       “เจ้าค่ะ”จางฝูกล่าวรับคำของอีกฝ่ายก่อนจะโยกตัวไปมาช้าๆตามที่ขุนพลไปฉีว่า แม้ว่ามันจะดูเงอะงะไปบ้างก็ตาม ก่อนที่เธอนั้นจะก้มหน้าลงเมื่อมองพื้นและค่อยๆเดินก้าวตามจังหวะการก้าวเท้าของอีกฝ่ายอย่างค่อยเป็นค่อยไปแม้ว่าจะมีบางช่วงจังหวะที่เธอก้าวพลาดเหยีบเท้าท่านขุนพลเบื้องหน้าไปบ่อยๆก็ตามที

    ปึก!

    “อึก ซี้ดด”


    “ขะ..ขอโทษเจ้าค่ะท่านไป๋ฉี”เป็นอีกครั้งที่ตัวของจางฝูนั้นเผลอเหยียบลงไปที่เท้าของขุนพลเบื้องหน้าอีกแล้วหากนับตั้งแต่เริ่มเต้นมาเธอคงเหยียบเท้าเขาไปแล้วไม่ต่ำกว่าสิบหรืออาจจะมากกว่านั้น แต่กระนั้นอีกฝ่ายก็ไม่มีท่าทีว่าจะยอมล้มเลิกความตั้งใจที่จะสอนเธอเต้นรำเลยแม้แต่น้อย

     “ไม่เป็นไรไม่ต้องคิดมาก ตอนเริ่มแรกๆก็เป็นเช่นนี้ทุกคนนั้นแหละ”ขุนพลไปฉีกล่าวขึ้นมาพยายามฉีกยิ้มให้สาวน้อยเบื้องหน้าสบายใจแม้ว่าสุขภาพเท้าของตัวเขาเองนั้นจะย่ำแย่ลงทุกการเหยียบก่อนตาม มือหนาโอบเอวบางของหญิงสาวเบื้องหน้าพาเคลื่อนตัวหมุนไปตามทิศตามเข็มนาฬิกาเช่นเดียวกับคู่เต้นอื่นๆก่อนเสียงเพลงนั้นจะจบลงและปล่อยมืออกจากหญิงสาวเบื้องหน้า


     “ผิดพลาดไปบ้างแต่ก็ทำได้ดีนะ”

     “ขอบคุณเจ้าค่ะ”

      เหง่งงงงง!!! หง่างงงงง!!!

     “อะ..เสียงนั้น”จางฝูที่เงยหน้าขึ้นมาหลังโค้งให้แก่คู่เต้นแล้วเงยหน้าขึ้นมาพยายามมองหาที่มาของเสียงพร้อมกับร่างกายของเธอเหมือนจะร้อนวูบออกมามือบางยกขึ้นกุมที่อกมองไปยังด้านนอกจวนด้วยความรู้สึกบางอย่าง “ท่านไป๋ฉีข้าต้องไปแล้วขอตัวก่อนนะเจ้าคะ อ่ะ ฝากบอกลาท่านเว่ยจีด้วยนะเจ้าคะ”


     ไม่รอให้อีกฝ่ายได้กล่าวสิ่งใดออกมาจางฝูนั้นก็ฉวยโอกาสนั้นวิ่งพุ่งตัวออกจากงานไปทันทีโดยมีไป๋ฉีนัั้นยืนยิ้มมองไปตามหลังของอีกฝ่ายไปยิ้มๆ เห็นก่อนหน้าเว่ยจีกล่าวว่านางยังไม่ถึงที่ตาย ดูท่าคงจะครบกำหนดเวลากลับไปของสาวน้อยผู้นั้นเสียแล้ว แม้จะเสียดายไปหน่อยแต่ปล่อยให้นางกลับไปยังโลกของนางนั้นเป็นสิ่งดีและสใควรกระทำแล้ว

     จางฝูวิ่งจำออกมาจากงานและวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปตามแสงสว่างบางอย่างที่ฉายส่องออกมาที่สุดทางด้านหนึ่ง และดูเหมือนว่าจะมีเพียงตัวเธอเท่านั้นที่มองเห็นแสงสว่างสีขาวนั้น ร่างบางวิ่งจ้ำลงบันไดมาและด้วยความไม่ทันระวังทำให้รองเท้าข้างหนึ่งของเธอหลุดไป แต่เธอก็ไม่มีเวลาให้สนใจมากนักเมื่อเธอรู้สึกว่าต้องวิ่งไปให้ทันแสงนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

      ‘จางฝู จางฝูเจ้าต้องกลับมาได้แล้ว’

     และเมื่อยิ่งเข้าใกล้แสงนั้นก็ยิ่งได้ยินเสียงบางอย่างกล่าวเรียกเธอ เสียงนั้นคุ้นหูอย่างมาและเมื่อเข้าใกล้แสงนั้นเธอก็รับรู้ได้ทันทีว่าเสียงที่กล่าวเรียกเธอนั้นเป็นเสียงของใคร

     “เหล่ยเม่า เหล่ยเม่านั้นเจ้าใช่ไหม!!!”จางฝูตะโกนร้องเรียกไปสุดเสียงก่อนเสียงของเหล่ยเม่าจะตอบกลับมาร่างของที่โปร่งแสงของจางฝูนั้นก็ค่อยๆจางลงก่อนที่ร่างของหญิงสาวนั้นจะเลือนหายไปในที่สุด


ใช้
รูปปั้นเทพีวีนัส
หญ้าเงินคราม
ให้บะหมี่เนื้อวัว หวังเจี้ยน
@Admin



แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับความสัมพันธ์กับ จิตวิญญาณ: เว่ย จี เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2020-4-9 17:05
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ โลกผู้สร้าง: ไป๋ ฉี เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2020-4-9 17:05
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ โลกผู้สร้าง: หวัง เจี้ยน เพิ่มขึ้น 25 โพสต์ 2020-4-9 17:05
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ โลกผู้สร้าง: หวัง เจี้ยน เพิ่มขึ้น 75 โพสต์ 2020-4-9 17:04
คุณได้รับ +5 คุณธรรม +8 ความโหด โพสต์ 2020-4-9 00:24

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -36 Point +10 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -36 + 10

ดูบันทึกคะแนน

โดนทิ้งในหุบเขา
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x178
x80
x1
x1
x10
x1
x2
x8000
x4
x7
x12
x4
x50
x187
x18
x5
x1
x3
x13
x10
x106
x1
x89
x1
x2
x1
x1
x130
x2
x1
x8
x12
x2
x1
x50
x3
x35
x8
x2
x12
x20
x2
x1
x2
x14
x4
x10
x2
x1
x2
x2
x4
x2
x2
x12
x90