ดู: 444|ตอบกลับ: 2

{ นอกเมืองเจียวจื่อ } ป่าหงมู่กง

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-3-1 14:02:04 |โหมดอ่าน


ป่าสนแดงทิศเหนือ




เป็นป่าสนแดง ทิศเหนือนอกเมืองเจียวจื่อ
ณ ที่นี่มีภูเขา และแม่น้ำลำธารสวยสดงดงาม
มีวิวทัศน์ธรรมชาติสวยวิจิตระการตา
มีภูเขาสูงในหน้าหนาวจะเต็มไปด้วยหิมะตลอดฤดู
มีป่าดึกดำบรรพ์อันหนาทึบ
มีหุบเขาอันลึกลับ มีสิ่งมหัศจรรย์มากมาย…

แต่ที่เป็นที่ต้องตาต้องใจของชาวบ้านหรือคนเดินป่ามากที่สุด
ก็คงเป็นเห็ดป่าสนที่จะออกเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น
หาได้มากใต้ต้นสนแดงในฤดูใบไม้ร่วง







คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 Point +4 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 4

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-3-1 15:00:58 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-3-1 15:16

ออกเดินทางสู่เมืองต้าฮั่น หลงทางทั่วอาณาจักร

         “อ๊าค คค ค!!!!!!!!!!!! หมา..!!! หมาปร๊า าา า !!!” เจิ้งหู่พูดขึ้น เขาจ้องมองเจ้าหมาป่าน้อย(?)ด้วยความตกใจ พร้อมกับแอคติ้งด้วยการกระโดดกอดเพื่อนของตัวเองหมับบบเข้าให้ ส่วนพระชายาหลินเฟยเมื่อเห็นภาพนั้นก็ได้แต่มองด้วยความงงงวย..

         เอ๊ะ..เดี๋ยวนะ..

         มันควรจะหนีสิ..

         “พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกนะเจ้าคะ พวกนี้เป็นเพื่อนของข้าเองพวกมันไม่กัดมนุษย์หรอกนะเจ้าคะ....ถ้าไม่ใช่ศัตรูน่ะนะเพราะฉะนั้นสบายใจได้” พระชายาหลินเฟยพูดขึ้น เธอยิ้มให้กับพวกเขา ก่อนที่เจิ้งซื่อคนน้องนั้นจะถอนหายใจกับปฎิกิริยาของพี่ชาย แล้วทำท่าเหมือนกับขยับจอนผมที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะดังฟังชัดหากหูดี

         “ปัญญาอ่อนจริงพี่”
         “เฮ้ยยย!! จะเอาาาหรออ จะไฝว์หยออออ เฮ้ยยย พี่น้องอ่ะๆ” เจิ้งหู่และเจิ้งซื่อนั้นหันหน้าเขาหากัน ส่วนพระชายาที่กำลังจะแนะนำเหล่าสัตว์ก็ได้แต่ต้องยิ้มแห้งๆ แล้วหันไปทางคุณเพื่อนหลวนหลง ซึ่งทำหน้าตาเหมือนกับว่าไม่รู้ไม่ชี้ไม่เกี่ยวไม่สน

         “ไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ..ข้าพอเข้าใจอยู่” พระชายายิ้มแห้งๆให้กับพวกเขา ก่อนที่เจ้ามิ้งตัวสีขาวนั้นจะโผล่ขึ้นมาตรงผ้าปิดหน้าของเธอแล้ววิ่งไปทางจงเอ๋อห์เพื่อที่จะไปอยู่กับเด็กชาย พระชายาก็ยิ้มให้กับจงเอ๋อห์บางๆ ส่วนตอนนี้เป็นเวลาเตรียมตัวเพื่อที่จะเดินทาง ตอนนี้ขอให้หลวนหรงไปห้ามทัพศึกสองศรีพี่น้องก่อน

         ตอนนี้ก็ได้เวลาของการเดินทางแล้วพระชายาหลินเฟยนั้นเดินทางไปยังสถานต่อไป ทั้งชาติรวมถึงเธอจำต้องใช้ความรู้ทางภูมิศาสตร์ในการนำทาง พระชายาหลินเฟยนั้นเลือกที่จะเดินลงมาจากเขาก่อน ทั่งคณะเดินทางทั้งหกคนนั้นในระหว่างที่เดินทางก็มีพูดคุยด้วยกันบ้าง ในเรื่องราวที่ผ่านมา พวกเขานั้นให้ความสนใจว่า เหตุใดถึงอยู่ที่นั้นได้ตั้งนาน และดูเหมือนว่าต้องใช้ชีวิตรอดกันอย่างมหาศาล

         “หาา!!อะไรนะ!! นี้เจ้าล่าสัตว์เป็นตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยกเดียวจริงๆอ่ะ.. นี้แปลว่าตอนที่เจ้าอยู่ที่เขาเกาะนั้น เจ้าก็เป็นคนล่าสัตว์หาอาหารอย่างงั้นหรอ?” เจิ้งหู่พูดถาม ส่วนจงเอ๋อห์ก็ได้แต่พยักหน้าอย่างเจียมๆ เนื่องจากว่าไม่ได้คุยอะไรมากมายนัก แต่ทว่าเข้าเลือกที่จะยกความดีความชอบนั้นให้ทางพี่ชาติมากกว่าเพราะว่าเป็นคนสอนเขาในเรื่องหลายๆเรื่อง

         “เอ่อ..พี่ชาติเป็นคนที่สอนข้าน่ะขอรับ..รวมถึงท่านพี่เจียวหย่าด้วย”
         “...เห่..แปลว่าท่านชาติก็ต้องเป็นคนที่ล่าสัตว์เก่งพอดูเลยสินะขอรับ?” หลวนหรงถามชาติในขณะที่กำลังให้พระชายานั้นนำทางไป ส่วนชาติก็ได้แต่ส่ายหัว

         “ข้าล่าสัตว์ไม่เก่งหรอกขอรับ เพียงแต่ทำได้นิดๆหน่อยๆ ครั้งข้าอยู่ ณ สิบสองปันนาข้าเป็นช่างตีเหล็กน่ะขอรับ” ชาติพูดก่อนที่จะทำท่าเหมือนกับว่าตีเหล็ก ส่วนหลวนหรงนั้นก็มองด้วยความสนใจ

         “จะว่าไปแล้ว พวกท่านจะไปทำอะไรที่จิงโจวหรือขอรับ?”
         “อ้อ..แฮ่ะๆ ก็งานนิดหน่อยน่ะ พวกเราทั้งสามคนก็ไม่ค่อยได้ออกจากที่ของเราสักเท่าไร แต่พอดีว่าต้องมีการค้าขายช่วยพวกท่านพ่อท่านแม่น่ะ เราก็เลยกะว่าจะลองไปดูร้านสาขาที่จิงโจว แต่ทว่าก็มีคนบางคนแถวนี้........”
         “เอ่อน่าาาา ข้ารู้แล้วว ความผิดข้าา ใช่สิ..เห่อ..รอบหน้าข้าจะได้รู้ว่าไม่ควรทำมัน” หลวนหรงนั้นพูดกับเพื่อนของตัวเขาเอง ส่วนชาติก็ได้แต่พยักหน้าเหมือนกับรับทราบ นั้นก็คงจะจริง เหมือนกับทายาทงานร้านการค้าที่ดูเหมือนว่าจะเป็นคนธรรมดา ทำให้เดินทางมาแล้วไม่รู้ว่าทางตรงนั้นอันตราย

         “เช่นนั้นหรือเจ้าคะ?..จะว่าไปตอนนี้ที่ต้าฮั่นเป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว? พวกเรานั้นโดนตัดขาดจากโลกภายนอกจนแทบจะไม่มีรู้เรื่องราวอะไรบางเลย” แม่นางเจียวหย่านั้นหันไปถามทั้งสามคนด้วยความสงสัยเธออยากรู้ความเป็นไป ตอนนี้ขอแค่อยากให้ท่านอ๋องนั้นได้รับรู้ว่าเธอจำต้องเดินทางกลับไปยังจวนให้จงได้ เพราะฉะนั้น..อืม..

         “นั้นสินะขอรับ”

         และแล้วการเดินทางนั้นก็เต็มไปด้วยการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวในระหว่างที่เกิดขึ้น พระชายาพึ่งได้รู้ว่าตอนนี้เธออายุ 19 ไปเสียแล้วเนื่องจากว่าเธอโดนจับตัวมาไว้ที่หุบเขาความตายเสีย 2 ปี ...แต่เพียงแค่คิดนั้นเธอก็ใจหายแล้ว … รวมถึงข่าวสารบ้านเมือง พึ่งผ่านเทศกาลมาหยกๆ รวมถึงมีข่าวลืิอแปลกๆ อยู่แถวเจียงหนาน และความยากแร้งแค้นของทางตอนเหนือ

         ไหนจะเรื่องราวต่างๆมากมายจนพระชายานั้นแทบจะรับไม่ได้ เนื่องจากว่าต้องเดินทางไปด้วย หญิงสาวนั้นเดินทางไปได้สักพัก จากที่เป็นป่าตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง เธอค่อยๆไปตรงบริเวณโคนต้นไม้ จับไปตรงดินตรงนั้นที่เริ่มชื้นหน่อยๆ ขยี้มันนิดๆ แล้วหันไปทางทุกคน

         “ข้าคิดว่าด้านหน้าของเรานั้นจะต้องมีแม่น้ำเป็นแน่แท้เจ้าค่ะ” หลินเจียวหย่าพูดขึ้น ทำให้ชายที่เหลือจ้องมองเธอด้วยความสงสัย เอ๊ะ?? ทำไมนางถึงบอกว่ามีแม่น้ำกันด้วยนะ?

         เมื่อเดินมาเรื่อยๆ ก็พบเจอเห็นแม่น้ำจริงๆ จนชายทั้งสามคนนั้นมองเธอด้วยสายตาที่ต่างออกไปจากเดิม ไม่นึกเลยว่านอกจากหน้าตาที่ดึงดูดรัดรึงชายแล้ว ท่าทางความรู้และความสามารถของนางก็คงไม่ธรรมดาด้วยนะ?

         “มีแม่น้ำจริงๆด้วย..ท่านรู้ได้เช่นไรแม่นาง” เจิ้งซื่อถามหญิงสาวที่น่าจะอายุเท่าเขา
         “ก็ดูตรงดินน่ะเจ้าค่ะ หากดินแถวนี้มีความชื้นที่มากขึ้นก็แปลว่าใกล้ถึงแหล่งน้ำที่มีความชื่น อีกอย่างตรงนี้ก็ไม่มีเหมือนกับว่าเคยมีฝนตกมาก่อน ทำให้รู้ได้ทันทีว่าอาจจะมีแม่น้ำหรือว่าแหล่งน้ำด้านหน้าน่ะเจ้าค่ะ” พระชายาหลินเฟยพูดขึ้น ก่อนที่เจิ้งซื่อนั้นจะพยักหน้าเบาๆ แล้วเก็บความรู้ที่ได้รับ

         “เย้!! งั้นเราก็สบายล่ะนะ เดินลงไปตามทางน้ำเรื่อยๆ ก็คงจะถึงเมืองไม่ก็หมู่บ้านนั้นล่ะ” เจิ้งหู่คนพี่พูดขึ้นอย่างสดใส หญิงสาวเองก็ยิ้มตามเช่นกัน

         ทั้งหกคนกับอีกหลายตัวนั้นก็เดินทางต่อ พวกเขาเดินลงไปตามทางน้้ำ เหมือนกับที่เจิ้งหู่บอก ระหว่างทางนั้นก็มีหยุดพักบ้าง แต่ก็ไม่มาก เนื่องจากว่าทั้งหกคนนั้นอยากที่จะเดินทางเพื่อไปให้ถึงสถานที่โดยเร็ว อย่างน้อยเมื่อไปถึงเมือง หรือว่าหมู่บ้านอาจจะได้รู้ว่าที่นี้คือที่ใด เป็นรัฐเตี๋ยนหรือไม่ แต่ทว่าชายทั้งสามที่ช่วยชีวิตผู้ต้องขังโดนใส่ร้ายนั้นรับรู้ได้ทันที ว่าทั้งสามไม่อาจอยากเข้าแดนเตี๋ยนโดยเด็ดขาด

         เพราะฉะนั้นคนที่แดนเตี๋ยนก็คงจะเป็นคนที่ใส่ร้ายพวกนาง(?)ก็เป็นได้

         ทั้งหกคนนั้นเดินลงมาเรื่อยๆจนมาถึงป่าแห่งหนึ่งซึ่งดูเหมือนว่าจะเริ่มเข้าใกล้ความเจริญ(?)กันมาทุกๆที พวกเขาเลือกที่จะหยุดพักกันเนื่องจากว่าวันนี้ก็เดินทางกันมาตั้งไกลกันแล้ว และเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน ทั้งคนเดินและสัตว์ที่เดิน

         เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงเลือกทำเลในการหาที่ก่อกองไฟ โดยที่ชาติและจงเอ๋อห์รวมถึงหลวนหรงและเจิ้งหู่ที่ออกไปหาอาหารรวมถึงพวกตกปลามา

         พระชายาหลินเฟยกับเจิ้งซื่อจึงต้องอาสาในการเตรียมการก่อกองไฟและจัดที่จัดทางในการนอน แน่นอนว่าการจุดไฟนั้นเป็นเรื่องง่ายๆของพระชายาหลินเฟยอยู่แล้ว ส่วนเจิ้งซื่อนั้นค่อนข้างเป็นลูกมือเนื่องจากว่าเขาบอกว่าก็ไม่ค่อยชอบเท่าไร เรื่องมากับพี่ชายหากท่านพ่อไม่บังคับก็คงไม่มาด้วย


         “หมอนั้นชอบทำอะไรตามใจเรื่อย….ขาดความรอบคอบ” เจิ้งซื่อพูด ส่วนพระชายาก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ
         “เช่นนั้นหรือเจ้าคะ? ข้าเองก็มีพี่ชายที่ชอบหลงทางอยู่เหมือนกันนะเจ้าคะ ...แต่ก็ไม่ได้หวังให้พวกท่านมาช่วยข้าหรอกเจ้าค่ะ.. มันคงต้องเป็นความบังเอิญ หากเขาจะโผล่ไปที่ใด” เจียวหย่าพูด ก่อนที่จะหันไปทางชายที่ชื่อเจิ้งซื่อ

         จนเมื่อทั้งสองนั้นก่อไฟกันเสร็จแล้ว ก่อนที่พระชายาหลินเฟยนั้นจะขอตัวไปจัดการชำระร่างกาย ก็ได้ยินเสียงของเจิ้งซื่อดังขึ้น

         “แม่นางท่านออกเรือนแล้วจริงหรือ?” ชายอายุไล่เลี่ยกับพระชายาพูดขึ้น หญิงสาวหันกลับไปเหมือนกับว่าสงสัยว่าเหตุใดถึงรู้ได้

         “ข้าเห็นตรงมือขวาของแม่นาง ไม่เป็นไร หากแม่นางไม่อยากให้ใครรู้ข้าก็จะไม่บอก”
         “ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้อยากปกปิด..เพียงแค่ข้าห่างหายจากบ้าน(?)ของข้ามาเป็นเวลาหลายปีแล้ว..หากข้าเลือกได้ก็ไม่อยากโดนจับตัวจับขังเช่นนี้หรอกเจ้าค่ะ” หญิงสาวพูดขึ้น เธอทำใบหน้าเศร้าโศกเล็กน้อย แต่กลับเปลี่ยนแปร

         “แต่ข้าเชื่อในศรัทธาแห่งความดีที่ข้าเคยทำ.. องค์เทพจึงส่งพวกท่านผ่านทางมาเพื่อช่วยข้าและสหายของข้า เรื่องนี้ข้าต้องขอขอบคุณอย่างล้นพ้น”

         “...ไม่เป็นไรข้าก็แค่ทำตามพี่ข้าเท่านั้นเล่า..แม่นางไม่ต้องกังวนข้าเข้าใจ....แต่ก็ถือเป็นความโชคดีของข้าและพี่ๆ เพราะข้าไม่เคยเห็นใครงามเช่นแม่นางมาก่อนเลย ..เอ่อ..หากท่านจะไปอาบน้ำจริงๆ..อืม...ข้าว่าควรมีคนไปเฝ้านะ?..อย่างน้อยมันก็….ไม่อันตราย” เจิ้งซื่อพูดด้วยหน้าตายแต่กลับดูเอียงอายเพราะต้องมาพูดกับหญิงงาม ส่วนพระชายาหลินเฟยนั้นก็ยิ้มให้เขา ก่อนที่จะส่ายหัว

         “ขอบคุณนะเจ้าคะ แต่ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ คงไม่มีใครอยากแอบดูข้าหรอก...” พระชายาหลินเฟยนั้นพูด ก่อนที่จะเดินลับเข้าไปในพงป่า.. แต่ทว่าชายอายุไล่เลี่ยกันก็ได้แต่หันหลังให้ หากสังเกตุดีดีเขาก็หน้าแดงน้อยๆ แล้วพูดอุบอิบกับตัวเอง

        "ไม่อยากดูอะไรล่ะ.."

         พระชายาหลินเฟยนั้นอาบน้ำจากแม่น้ำ เธอป้องกันการโดนแอบดูดวยการอาบทั้งๆที่ยังมีผ้าเกาะอกของเธออยู่ เนื่องจากว่าไม่อยากให้อุจาดตา(?) แต่ความจริงก็ไม่ได้อุจาดตาหรอกนะ นางตีขากับน้ำ..ไม่ได้พบเจอน้ำเป็นแอ่งๆขนาดนี้มานานเท่าใดแล้ว..

         ไม่ได้เจอสิ่งนี้พวกนี้มานานเท่าใดแล้ว?...
         ขอบคุณองค์เทพ ที่ตอบรับคำของข้า

         พระชายาหลินเฟยนั้นจัดการร่างกายของตนเอง ตอนนี้ก็เป็นหญิงงามครามวิ๊ง เธอกลับมาหลายคนก็มาถึงแล้ว หลินเจียวหย่านั้นยังคงมีผ้าปิดใบหน้าของเธอครึ่งๆเช่นเดิียวกัน

         เวลานั้นผ่านไปจนล้วงเลยจนถึงยามกลางคืน มีการจัดเวรยามระหว่างการนอน เพื่อที่จะให้แต่ละคนได้นอนเท่าๆกัน ซึ่งคนอาสาก็คงหนีไม่พ้น ชาติรวมถึงเจิ้งหู่และหลวนหรง เนื่องจากว่าทั้งสามคนที่เหลือก็คือผู้หญิงกับเด็กและคนที่ไม่ยอมอยู่เวณอีก 1 EA โดยเวรแรกนั้นเป็นของชาติ แต่ทว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว ยังคงมีพระชายาหลินเฟยนั่งอยู่หน้ากองไฟอยู่ด้วย

         นางกำลังเขียนจดหมายถึงท่านอ๋องอยู่…

ถึง ท่านหลิวฉุน
        ท่านหลิวฉุน นี้น้อง เจียวหย่าเองเจ้าค่ะ น้องได้ออกมาจากหุบเขามรณะแล้ว ตอนนี้กำลังหลงทางอยู่ ข้าไม่อาจทราบได้ว่าตอนนี้เราอยู่ ณ ที่ใด เพราะว่าข้ามาพบกับชาวเฉิงตูที่กำลังหลงทางพวกเขาเลยช่วยข้าเอาไว้ เพราะฉะนั้น ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอกนะเจ้าคะ รักษากายของท่านให้ดี ข้าจะเร่งเดินทางเพื่อไปให้ถึงในเร็ววัน
หลิน เจียวหย่า

         หลังจากที่หญิงสาวเขียนเสร็จ จึงให้เจ้านกฮูกกระลอนของเธอ นำมันไปส่งให้ถึงท่านอ๋อง หญิงสาวหวังว่าให้ท่านอ๋องได้อ่านจดหมายฉบับนี้.. ก่อนที่จะขอตัวนอนหลับลงไป เพื่อที่จะเตรียมเดินทางในวันพรุ่งนี้

@Admin



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -19 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -19 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-3-27 23:22:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LinJieoya เมื่อ 2018-3-29 23:30


ออกเดินทางสู่เมืองต้าฮั่น : กองคาราวานและพ่อค้าข้าวอันดับหนึ่ง

        พระชายาหลินเฟยนั้นเดินมากับเด็กชายจงเอ๋อห์และคณะเดินทาง โดยที่มีคนเดินนำก็คือท่านพ่อค้าจ้าวจงถัง และทาสงานก็คือชายหนุ่มที่ดูท่าทางแข็งแรงอีก 4 คน ถึงแม้ว่าตอนแรก เจิ้งซื่อนั้นตอนแรกก็บอกว่าไม่คิดจะช่วยถือ เพราะว่าแค่เพียง 3 คน นั้นก็น่าจะพอแล้ว แต่ทว่าของบางอย่างนั้นจำเป็นที่จะต้องห้ามให้กระทบกระเทือนเพราะอาจจะตกแตกได้ จึงให้เจิ้งซื่อช่วยด้วย

        ทำให้พระชายาหลินเฟยรวมถึงจงเอ๋อห์นั้นไม่ต้องถือของกันไปได้โดยปริยาย และกำลังเดินพูดคุยอยู่กับท่านพ่อค้าจ้าวจงถังอยู่

        “เอ๋?..เช่นนั้นเราก็จะเดินทางไปยังเมืองเหอผู่ก่อนอย่างงั้นหรือเจ้าคะ?” หญิงสาวนามว่าเจียวหย่านั้นพูดขึ้น ก่อนที่จะนั่งฟังการเดินทางของเขา

        “ใช่แล้ว เราจะเดินทางไปยังเมืองเหอผู่ก่อน แล้วเมืองเห่อผู่นั้นก็จะมีทางแยก 3 ทางเพื่อไปปาสู่ จิงโจว และอีกเมืองของอาณาจักรหนานเยว่คือหนานไห่” เขากล่าวการเดินทางที่ทั้งคณะจะไปพบเจอกัน ทำให้พระชายาหลินเฟยนั้นคิดเส้นทาง ก่อนที่จะพยักหน้าอย่างเข้าใจ

        “เช่นนั้นเอง ขอบคุณท่านมากนะเจ้าคะ ข้าไม่นึกเลย คงจะผ่านฉางซาด้วยสินะเจ้าคะ?” พระชายาหลินเฟยนั้นสอบถาม ก่อนที่จะยิ้มบาง

        “อ้อ..ฉางซาอยู่ในหุบเขาเราคงจะไม่ผ่านฉางซาหรอกนะ แต่ว่าจะไปแถวหลิงหลิง แล้วขึ้นต่อ หากพวกเจ้าอยากจะไปปาสู่ ตอนแรกก็คิดว่าแยกกันที่หนานไห่ก็น่าจะดี แต่พอคิดไปคิดมา มันมีการข้ามภูเขาด้วย มันคงจะอันตราย...หืม? พวกเจ้าจะไปฉางซากันหรือ?”

        “อ้อ..ปล่าวหรอกเจ้าค่ะ ..แค่บ้านเกิดข้าอยู่ที่นั้น.. ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขอแค่ท่านช่วยพวกข้า แค่นี้ก็เป็นพระคุณมากมายแล้ว” เจียวหย่าพูด ก่อนที่จะยิ้มบางๆให้กับท่านพ่อค้า แล้วเมื่อเดินกันไปสักพัก ก็ถึงสถานที่พักแรมของขบวนคาราวานของพ่อค้ามีหลายคนนั้นเข้ามาช่วยถือข้าวของเพื่อนำไปเก็บ ส่วนท่านพ่อค้าจงถังก็ได้รับการต้อนรับจากทุกคนเป็นอย่างดี ...เช่นนี้เอง คงเป็นคาราวานของเขาเช่นนั้นหรือ …

        “....พ่อค้าข้าว...เอ๋?..ท่านคงจะไม่ได้เป็นพ่อค้าข้าวอันดับหนึ่งในภาคกลาง..ชะ..ใช่ไหมขอรับ?” หลวนหรงนั้นพูดด้วยความอึ่ง ก่อนที่จะกลืนน้ำลายฝืดลงคอ แล้วยิ้มแห้งๆ เมื่อเห็นคาราวานและสินค้าที่อยู่ด้านใน ส่วนท่านพ่อค้าจงถังเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หันกลับมากระตุกยิ้มให้กับเขา

        “ก็เคยได้ยินเหมือนกันว่ามีคนเคยเรียกข้าแบบนั้น”

        “...ไม่อยากเชื่อ.. ข้าเองก็เป็นคนในแวดวงพ่อค้าเช่นกัน ข้าเคารพและนับถือท่านในฐานะพ่อค้ามามากมายขอรับท่านจงถัง ข้าหลวนหรงขอรับ นี้เพื่อนข้า เจิ้งหู่และน้องชายเจิ้งซื่อขอรับ” หลวนหรงนั้นพูด ก่อนที่จะยิ้มและแนะนำตัวให้กับท่านพ่อค้า รวมถึงแสดงความนับถือต่อการค้าของท่านพ่อค้าจงถังอย่างมาก ส่วนพระชายาหลินเฟยนั้นก็ได้แต่จ้องมอง

        “โอ้...ข้าจำได้แล้ว สกุลเจิ้ง คงจะเป็นสกุลร้านผ้าและเครื่องประดับใหญ่ในเฉิงตูหรือปล่าวนะ? ข้าว่าข้าเคยเจอเหมือนกัน เห็นว่าจะเปิดกิจการเพิ่มอยู่นี้?” ท่านพ่อค้าจงถังนั้นพูด ก่อนที่ทั้งสองจะยิ้มรับ แล้วก็เดินเข้าไปพูดคุยกับท่านพ่อค้าอย่างออกรส ทำให้พระชายาหลินเฟยและจงเอ๋อห์และชาตินั้นขอตัวก่อน.. แต่แล้วก็ได้ยินเสียงของการโวยวายของผู้คนในคาราวาน

        “กรี๊ดดดดดดด หมาป่าาาา”
        “นั้นมันหมาป่าาาา ฆ่ามันเร็ว ว ว ว”

        หลายเสียงนั่นดังขึ้นจนมีคนวิ่งไป ส่วนพระชายาหลินเฟยเองก็เหมือนกัน เธอจำได้ว่าทิ้งเจ้าหมาป่าไร้ชื่อไว้ด้านนอกเมือง เพราะฉะนั้น.. หรือว่าจะเป็น!!

        “อย่าพึ่งเจ้าค่ะ..อย่าพึ่ง!! นั้นเค้าเป็นสัตว์เลี้ยงของข้าาา” หญิงสาวเจียวหย่านั้นพูดขึ้น เมื่อเห็นสภาพของเจ้าหมาป่าที่กำลังอยู่ในสภาพของหม้อชามกะละมังถ้วยคลุมหัวอยู่ เนื่องจากว่าเธอจำสีและจุดแต้มของมันได้ แต่ตอนนี้มันอยู่ในสภาพราดข้าวอบสีแดงอยู่… โอโห้..ไอ้ฉัด...เลอะเต็มที่เลย...นั้นไง..เจ้าแม่คุณนุนช่อง

        “ฮ่ะ...สัตว์เลี้ยงของแม่นางหรือ?!”
        “เลี้ยงมันน่ะหรือ..!?”

        ผู้คนในคาราวานเหมือนกับจะถามเธอ แต่ก็มองอย่างหวาดๆ ..และเริ่มรู้สึกถึงความสงสัย หญิงที่ปิดใบหน้าขนาดนี้ แถมยังเลี้ยงสัตว์อันตราย คงน่าแปลกพิลึก.. แต่ทว่าเมื่อหญิงสาวนั้นเดินเข้าไปหามัน เนื่องจากว่าได้กลิ่นคนคุ้นเคย มันจึงกระโจนเข้าหาแล้วเลียด้วยความคิดถึง เนื่องจากว่าทิ้งมันไปเสียนานเลยทีเดียว..

        “โอ่ยๆ...พะ..พอก่อนจ๊ะ..ผ้าจะขาดหมดแล้ววว..ใจเย็นๆนะจ๊ะ ฮ่ะๆ….ไม่เอาซี๊” พระชายานั้นโดนตะครุบเล่นเหมือนกับว่าเป็นสัตว์น้อยน่ารักไปเลย มันจ้องมองเธอแล้วยิ้มแฮ่ะๆ ให้กับเธอ จนหลายคนนั้นมองด้วยความตกใจ..นั้นหมาป่าจริงๆหรือหมาบ้านกันไม่แน่ใจเลย ส่วนพระชายาหลินเฟยก็โดนเล่นจนผ้าปิดใบหน้านั้นขาดจนเธอต้องนำออก และลุกขึ้น ในสภาพที่ทั้งเนื้อตัวเลอะไปด้วยคราบของกินที่มันราดตัว

        “ข้าต้องขออภัยพวกท่านทุกคนด้วยนะเจ้าคะ ที่สัตว์เลี้ยงของข้าสร้างความลำบากให้กับพวกท่าน ข้าต้องขออภัยจริงๆ” เจียวหย่าพูด เธอนั้นยิ้มบางๆให้กับผู้คนที่จ้องมองเป็นฮั่นมุงอยู่ แต่เหมือนกับว่าพวกเขานั้นจ้องมองด้วยความตะลึง ตึงๆ วนไปอีก เนื่องจากว่าเมื่อใบหน้าของหญิงสาวนั้นปราฏกออกมา ก็ทำให้หลายคนนั้นจ้องมองด้วยความตะลึง รวมถึงใบหน้าบางคนก็แสดงสีหน้าออกมาอย่างไม่ปิดบัง..

        ความงาม..ช่างเป็นบาป...

        “เอ่อ...อ๊า..งั้น..ระวังไว้ด้วยแล้วกันแม่นาง มันอาจจะไล่กัดผู้อื่นก็ได้” ตัวแทนฮั่นคาราวานข้าวมุงนั้นพูดขึ้น ก่อนที่พระชายาหลินเฟยนั้นจะหันไปทางหมาป่าตัวนั้น.. มันทำ..หน้าตาเอ๋อเด๋ด เหล่อหลาใส่ ก่อนทำท่าอ้อน เหมือนกับว่าอยู่เป็น..

        เดี๋ยว….แกเป็นสัตว์ป่าจริงดิ..

        เจียวหย่านั้นยิ้มบางๆ ก่อนที่จะค่อยๆลูบหัวของมัน

        “ข้าคิดว่าเจ้าหมาป่าตัวนี้คงไม่กัดผู้ใดได้หรอกเจ้าค่ะ มันจะอยู่กับข้าตลอดเวลา เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ ข้าจะระวังอย่างถึงที่สุดเจ้าค่ะ ..เรื่องอาหาร หากมันทำล้มหมด เดี๋ยวข้าจะอาสาทำให้เองนะเจ้าคะ” เจียวหย่านั้นยิ้มขึ้นก่อนที่จะต้องทำตามคำบอกเล่าของเธอ

        แต่ก่อนอื่นคงต้องล้างตัว รวมถึงนำผ้าผืนใหม่มาปกปิดใบหน้าของตัวเธอเอง ในที่สุดก็คงบอกได้ว่าวันนี้รู้สึกดีแค่ไหนที่ได้ช่วยเหลือทุกคน..

        และแล้วคนทั้งคาราวานก็ต้องสบยให้กับฝืมือปลายจวักของเธอและพ่อครัวประจำคาราวาน เขายังชื่นชมเธอที่เป็นแม่บ้านแม่เรือนอีกต่างหาก.. แต่ทว่าก็มีคนหลายคนนั้นก็สอบถามเรื่องว่าเหตุใดถึงต้องปกปิดใบหน้าตาที่สะสวยเช่นนี้ด้วย แต่หลิน เจียวหย่า ก็ไม่ได้พูดอะไรเนื่องจากว่าเธอก็ได้แต่เพียงบอกว่า มันอาจจะเป็นจุดอ่อนของเธอก็เป็นได้

        ส่วนใหญ่คนที่เข้ามาถามเธอนั้นก็เป็นแม่หญิงนั้นทั้งหาใช่ชาย อาจจะเนื่องจากว่า ไม่กล้าคุยกับเธอตรงๆก็เป็นได้..


        และแล้วหลังจากนั้น วันนี้ก็จบลงอย่างวุ่นวาย..จากเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ทว่าในคืนนั้น เจียวหย่านั้นล้มตัวลงนอนด้านในกระโจม แต่ก็ยังไม่อาจจะหลับได้ เนื่องจากว่าเธอก็นอนดึกมาตลอด จึงเดินออกมาเดินเล่น ก็ต้องพบเห็นกับเหล่าสัตว์เลี้ยงของเธอที่นอนหลับอยู่กับเหล่าคนเฝ้ากองคาราวาน เหมือนกับเป็นหมาป่าเฝ้ายามอย่างไรอย่างงั้น

        เหล่าคนที่คอยเฝ้านั้นก็เหมือนจะเอ็นดูมัน เธอจึงเลือกที่จะเดินไปทางอีกฝั่ง

        เมื่อเห็นกับโขดหินอันหนึ่งเธอจึงเดินไปนั่งพิงมัน แล้วจ้องมองดวงจันทร์ทราที่ไม่ได้เต็มดวง มันมีเพียงเสี้ยวเล็ก ทำให้ไม่อาจเห็นท้องฟ้าได้ทั่วถึง แต่กลับงดงามเฉกเช่นเดิม เพราะว่ามันทอแสงประกาย แม้เพียงนิดก็ตามที..

        “ยังไม่นอนอีกหรอ?” เสียงของชายหนุ่มที่คุ้นเคยนั้นดังขึ้น จนพระชายาหลินเฟยนั้นหันไปทางด้านหลังของตนเอง ก็ต้องพบกับเจิ้งซื่อที่กำลังเดินเข้ามาอยู่ เมื่อเห็นดังนั้นเธอก็ส่ายหัว แล้วยิ้มให้เขา เนื่องจากว่าเป็นเวลาที่พึ่งตื่นนอน เธอจึงไม่ได้ใส่ผ้าปิดใบหน้า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะชายคนนี้ก็เคยเห็นใบหน้าจริงๆของเธอไปแล้ว..

        “....ทำไมไม่นอนล่ะ?.. พรุ่งนี้เราต้องเดินทางแล้วนะ?” เขากล่าวถามอีก

        “ข้าหรือเจ้าคะ?...ก็..เพียงแค่คิดถึงบ้านน่ะเจ้าค่ะ” หญิงงามนามเจียวหย่าพูดขึ้น เธอยิ้มแล้วหันขึ้นมองท้องฟ้าที่มีก้อนเมฆลอยไปเรื่อยๆ ชีวิตช่างอิสระและเสรี

        “..........เฉิงตูหรือที่ฉางซากันเล่า?” เจิ้งซื่อถามขึ้นอีกครั้ง

        “.....ทั้งสองเล่าเจ้าค่ะ..ข้า...คิดถึงทุกสิ่ง ที่เป็นดินแดนต้าฮั่น” หญิงสาวนั้นค่อยๆชันเข่าขึ้นมาแล้วกอดมันไว้ เธอนำใบหน้าแนบไปที่ระหว่างช่วงขาของตนเอง เป็นเวลาเดียวกับเจิ้งซืื่อที่เดินมานั่งข้างๆเธอ ก่อนที่จะถอนหายใจ

        “เอาตามความจริงข้าควรเรียกท่านว่าพระชายาหลินเฟยสินะ?”

        “!!?....ท่าน...ท่านรู้หรือเจ้าคะ?” ดวงตาสีม่วงดอกพวงครามของเธอนั้นเบิกกว้างก่อนที่จะจ้องมองด้วยความตกใจ..ก่อนที่จะขยับถอยหนีชายข้างกาย แต่แล้วเขาก็พยักหน้า แต่ไม่มีท่าทีที่จะเข้าหาเธอ..

        “...ข้ารู้นั้นล่ะ...ข้าเคยเห็นท่านตอนครั้งไปเดินตลาดเฉิงตู .. และรู้เรื่องที่ท่านโดนจับตัวไปด้วยสี่ปีก่อน เซียวไต้อ๋องติดป้ายขอให้เหล่าชาวยุทธ์นั้นไปช่วย เขาจะตบรางวัลให้..แต่ข้าคิดว่าคงไม่มีใครกล้าย่างกราย...เพราะเป็นแดนเตี๋ยน… เขาเล่าว่า ท่านเป็นหญิงงามอาพับ พึ่งจะออกเรือน ก็โดนลักพาตัวไป..หลายคนคิดไว้ว่าท่านคงจะต้องโดนประหาญเสียแล้ว..แต่เห็นข่าวลือว่ากษัตรย์เตี๋ยนหลงในรูปโฉมของท่าน” เจิ้งซื่ออธิบาย ส่วนพระชายาเมื่อฟังถึงตรงนี้ เธอก็ค่อยๆกำมือแน่นขึ้น แล้วกอดเข่าของตนเองแน่นขึ้น..

        “......เช่นนั้นหรือ….ข้าโดนขังถึงเพียงนั้นเชียว…..ทนทุกข์ทรมารเพียงนั้นเชียวรือ”

        “.......ข้าให้สัญญาจักไม่บอกใคร.. ไม่เช่นนั้นคงเป็นที่แตกตื่นกันเสียปล่าว แต่ตอนนี้หากเราเดินทาง ก็จักถึงเมืองเฉิงตูได้อย่างน้อยก็สักอาทิตย์ ท่านก็จะได้กลับบ้านไปกอดผู้เป็นที่รักของท่านแล้ว” เจิ้งซื่อที่พูดมากขึ้นนั้นพยายามปลอบใจของหญิงงามที่กำลังเหมือนจะหลั่งน้ำตา …. ส่วนเธอก็ยิ้มให้หับเขา..

        ขอบคุณท่านมาก...ต้องรบกวนท่านแล้วล่ะเจ้าค่ะ..”

        “....ตอนนั้นท่านยังเป็นแค่เด็กหญิงคนหนึ่งอยู่เลย.....ความจริงหากข้ามิรู้มาจากท่านพ่อว่าพระชายาของเซียวไต้อ๋องนั้นเป็นลูกสาวของนักปราญช์แห่งฉางซาข้าก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเป็นท่าน..”

        “.........เช่นนั้นหรือ...ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ.. ข้าเช่ื่อว่าท่านคือคนดี ที่องค์เทพส่งมาเพื่อช่วยเหลือข้า และช่วยเหลือแผ่นดิน.. ข้าให้สัญญา ว่าข้าจะทำให้เฉิงตูนั้นกลับมาเป็นดินแดนที่สงบสุขอีกครั้ง...” พระชายาหลินเฟยนั้นพูดขึ้น ก่อนที่เธอจะลุกขึ้น.. ใช่แล้ว.. ช่วยเหลือมนุษย์ ช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหา เหมือนกับที่ท่านพ่อค้าคาราวานช่วยเหลือเธอและสหาย

        “สุขเมื่อยามจน สุขเมื่อยามรวย สุขยามมีคนรัก สุขยามทุกข์ระทม ใช้ชีวิตอย่างที่ควรเป็น และ มีความสุข มุ่งมั่นเพื่อครอบครัว เข็มแข็งและมีเมตตา เหมือนกับที่ฮองเฮ่าเคยตรัชไว้มิมีผิด...ขอพระองค์ทรงเจริญหมื่นๆปี”

        ก่อนที่ทั้งสองนั้นจะแยกกัน เพื่อที่พรุ่งนี้เช้าจะได้ออกเดินทางกันเสียที...

@Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +7 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -18 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 7 + 300 + 25 -18 + 3

ดูบันทึกคะแนน

ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|

Copyright © 2001-2012 | The Legend of Wulin  สงวนลิขสิทธิ์ | GMT+7, 2020-5-30 14:01

ขึ้นไปด้านบน