ดู: 1119|ตอบกลับ: 16

{ เส้นทางสายไหม } ทะเลทรายทากลามากัน

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-1-11 14:48:49 |โหมดอ่าน

「ทะเลทรายทากลามากัน」


มีที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของต้าฮั่น 
บริเวณเส้นทางสายไหมระหว่างต้าฮั่นและแถบตะวันตก 
โดยพื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยทรายสีทองอร่ามทั้งหมด 
บางจุดอาจพบแหล่งน้ำและต้นไม้กลางทะเลทรายบ้างประปราย 

ทะเลทรายทากลามากัน มีพื้นที่ที่กว้างขวางหากมองไปรอบๆ 
จะพบว่าสิ่งที่เห็นมีเพียงทรายและท้องฟ้าเพียงเท่านั้น 
อีกทั้งที่นี่ยังเป็นเส้นทางการค้าที่สําคัญระหว่างตะวันออกสู่ตะวันตก 

ชื่อของทะเลทรายแห่งนี้มาจากภาษาของพวกซินเจียง ชนเผ่าอุยกูร์ 
ซึ่งคำว่า "ทากลามากัน" แปลว่า "เข้าแล้วออกไม่ได้" เนื่องจากขนาดที่ใหญ่ที่สุดของต้าฮั่น


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 Point +4 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 4

ดูบันทึกคะแนน

16

กระทู้

329

โพสต์

3หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
343
เงินตำลึง
2218
ชื่อเสียง
17177
ความหิว
587

ใบรับรองภาษาฮั่นป้ายหอบูรพาทำเนียบ(LV4)ใบรับรองเหมืองแร่จินไช่เหริน(รายสามปี)

คุณธรรม
88
ความชั่ว
0
ความโหด
66

ฟง ฟงเยี่ย

" ฟ่านเหลียนเกอเก่อ! "
pet
โพสต์ 2018-1-11 15:56:26 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fanlian เมื่อ 2018-1-14 14:16

{ทำดีได้ดี}
[ไช่ฟ่านเหลียน]

บทที่ 3 บทเรียนชีวิตที่ไม่ได้สวยงามดั่งกลีบกุ้ยหยาง: จบสิ้นเพื่อพบพาน


ดวงตะวันตระการตาอยู่บนนภาเป็นสัญญาณแห่งรุ่งอรุณใหม่ใบหน้าหวานหากแต่มีดวงตาที่ดุคมหันรีมองไปรอบๆเพื่อหาร่องรอยบอกกาลเวลามือที่เตรียมจะยกขยี้ตาชะงักกึกเมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกว่าตนนอนขดตัวซุกเข้าที่หน้าท้องแกร่ง

อย่างที่ทุกคนคิด เป็น ‘อู๋ซื่อชุน’

ซื่อชุนกระชับมือกอดรัดเอวฟ่านเหลียนหลวมๆหัวทุยๆไถไปมาอย่างติดอ้อนเมื่อรู้สึกได้ถึงแรงเคลื่อนไหวของผู้เป็นพี่ที่ตนรับรู้ได้ว่าตื่นขึ้นมาแล้วฟ่านเหลียนหัวเราะแผ่วๆพลางลูบศีรษะที่มีเส้นผมสีดำสนิทยาวยวงของอีกคนเบาๆ

“ตื่นแล้วรึ?” ดวงตาไม่เปิด หากแต่ศีรษะกลับยิ่งถูกกดให้ซุกเข้าที่หน้าท้องแกร่งยิ่งกว่าเดิมพลางส่งเสียงครางในลำคอตอบรับมา แต่ทิ้งเวลาได้เพียงชั่วครู่เสียงติดทุ้มหวานจึงเอ่ยขึ้น

“ไม่อยากให้พี่เหลียนฮวาไปเลยขอรับ” มือของซื่อชุนโอบกระชับเอวบางของเขาแน่นจนฟ่านเหลียนต้องก้มหน้ามองทั้งที่ยังนอนอยู่มือเรียวไล้เส้นไหมสีรัตติกาลแล้วขมวดปมหยอกล้อเด็กน้อยเล่นบ้างก่อนที่ริมฝีปากอิ่มสีพีชจะเอ่ยขึ้นเพื่อตอบกลับไป

“ไม่ได้หรอกนะซื่อชุน”

“ข้ารู้ ข้ารู้ว่าพี่ต้องไป แต่ข้าแค่...”

‘ข้าแค่อยากให้ท่านอยู่กับข้าให้นานที่สุด’ เสียงในใจของซื่อชุนเป็นความคิดที่ดังขึ้นถัดประโยคที่พูดออกไปยิ่งเพิ่มแรงรัดของรอบแขนตนต่อเอวบางให้มากกว่าเดิมซื่อชุนเงยหน้ามองพี่ชายตนที่ยิ้มบางให้อยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะกดใบหน้าลงที่เดิมความนุ่มลื่นของเรียวมือฟ่านเหลียน ยิ่งตอกย้ำความคงอยู่ในห้วงเวลานี้ได้อย่างดีแต่ซื่อชุนก็ย่อมรู้ และรู้ดีที่สุดเลยว่าพี่ชายของตนจะต้องไปฉะนั้นแล้วเขาขอเก็บช่วงเวลานี้เอาไว้ดีกว่าอย่างน้อยที่สุดแม้พี่ชายตนจากไปเขาก็ยังมีความทรงจำในตอนนี้ให้นึกถึงอยู่เสมอ

ฟ่านเหลียนก้มหน้ามองเด็กน้อยด้วยแววตาสงสารเขาเข้าใจดี เพราะก่อนจะออกจากค่ายพยัคฆ์ ตัวเขาก็ติดจางหลี่เจี้ยนไม่ได้น้อยไปกว่าที่อู๋ซื่อชุนติดตัวเองในขณะนี้เลยแต่ด้วยช่วงเวลา หน้าที่ อายุ รวมไปถึงคำสัญญาทำให้เขาคลายความคิดถึงและหันมามุ่งมั่นในงานที่ควรจะดำเนินต่อไป

“เอาล่ะ เราควรลุกได้แล้วหนา” สิ้นประโยคคำพูดนี้ซื่อชุนจึงได้แต่เบี่ยงตัวอิดออดใช้เวลาเกือบพักใหญ่กว่าฟ่านเหลียนจะงัดตัวน้องชายขึ้นมานั่งดีๆมือเรียวสางเส้นผมของเด็กชายไปมาก่อนรวบเส้นผมมัดให้ส่วนซื่อชุนได้แต่นั่งนิ่งหลังตรงหลับตาพริ้มรอพี่ชายรวบผมจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์

“ไปกันเถอะ...”

“ขอรับ”

“จะไปแล้วจริงๆหรือ” เหอยี่เฟิงและทุกคนที่ร่วมกันสร้างโรงฝึกได้แต่เอ่ยถามคำถามเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าหากแต่กลับไม่ได้สร้างความรำคาญใจอันใดแก่เขา ฟ่านเหลียนก้มหัวลงแล้วตอบกลับไป

“ขอรับ”

“งั้นเจ้าจงรักษาตัวด้วยเถิดหนา และขอให้รู้ว่าที่นี่ต้อนรับเจ้าเสมอ...”หัวหน้าหมู่บ้าน ผู้เฒ่าผู้สูงอายุทั้งหลายกล่าวคำล่ำลาเขา

“หากมีโอกาสข้าจะกลับมาอีกนะขอรับ และ...อี้ชิง ข้าฝากซื่อชุนด้วย...”ดวงตาคมเหลือบมองน้องชาย อี้ชิงพยักหน้ารับแล้วค้อมหัวขอบคุณเขาเบาๆก่อนที่สักพักความอบอุ่นจากการสวมกอดจึงเกิดขึ้นอีกครั้งซื่อชุนฝังใบหน้าลงที่อกของฟ่านเหลียนพลางถูไปมา ริมฝีปากก็พร่ำบอก

“ข้าไม่อยู่ เวลาพี่อาบน้ำต้องแต่งตัวให้มิดชิดนะขอรับหลังขึ้นมาแล้ว”

“อย่าไว้ใจใครง่ายๆ”

“ระวังตัวให้เยอะๆ”

“และ… คิดถึงข้าให้มากๆ..”

“อื้ม...พี่จะคิดถึงเจ้าและทุกคน” มือเรียวไล้ลูบเส้นผมของซื่อชุนสักพักแล้วเตรียมโบกมือลา..ม้าและช้างที่ถูกจับได้ที่ชายป่าจากหมู่บ้านไป๋จื่อถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นที่ระลึกเขากระโดดขึ้นนั่งบนหลังม้าพลางดึงสายบังเหียนเบาๆเป็นสัญญาณให้ ‘เฟยหลิง’(飛灵) อาชาสีหมอกเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ในขณะที่มือก็ถือเชือกยาวจูงเจ้า 'หนิงเจี้ยน' (宁健) ช้างเผือกอีกตัวไปจนกระทั่งห่างหายและลับสายตาจากทุกคน…

เมื่อฟ่านเหลียนเห็นว่าตนได้เดินทางลับสายตาทุกคนมาแล้วสายบังเหียนที่บังคับม้าจึงเพิ่มแรงกระตุกให้มากขึ้นแล้วดึงสายให้เฟยหลิงเบี่ยงตัวไปในทิศทางที่พี่สาวอยู่ดวงตาคมดุจ้องมองดวงตะวันแล้วเพ่งมองด้านหน้ามือเรียวลูบที่หัวม้าเบาๆหูแกว่งสะบัดไปมาบ่งบอกอารมณ์ที่ยังดีอยู่ฟ่านเหลียนยิ้มมุมปากบางๆ

“จิตวิญญาณแห่งการโบยบิน… ขออย่าให้เหมือนคราวอย่างผิงอันที่ข้าตั้งชื่อให้ผิดนะเฟยหลิง”

“ฮี้...” (หล่อขนาดนี้ชื่อนี้เหมาะกับข้าที่สุดแล้วเจ้านาย) หูสีหมอกโบกสะบัดไปมาด้วยความอารมณ์ดีปากร้องเบาๆอย่างพออกพอใจ

“หืม? หรือข้าจะได้ม้าหลงตัวเอง...” ฟ่านเหลียนแกล้งว่าจนเฟยหลิงขึ้นกลับหูลู่หลังและลดกำลังวิ่งลงคล้ายอยากจะหยุดเถียง

“ฮี้..ฮี้!” (อะไรเล่าเจ้านายข้าไม่ได้หลงตัวเองเสียหน่อย ก็ข้าหล่อจริงๆ!)

“พูดแค่นี้หูลู่หลัง...น่าๆข้าล้อเล่นเฟยหลิง ไปๆเรารีบไปกันเถอะ” กล่าวจบแรงก้าวของเฟยหลิงจึงกลับมาเพิ่มขึ้นทวีคูณกล้ามเนื้อแน่นของม้าหนุ่มเกร็งจนเห็นเป็นมัดเช่นเดียวกับท่อนแขนเล็กที่แม้จะไม่ใหญ่มากหากแต่ก็พอมีกล้ามเนื้อประปรายบ้างเส้นผมสีถ่านโบกสะบัดพริ้วไหวไปกับสายลมดวงหน้ายิ้มรับกับความเร็วที่ว่องไวจวบจนดวงตาเหลือบเห็นพี่สาวที่ตนตามหาเขาจึงเริ่มกระตุกสายบังเหียนเบาๆเป็นสัญญาณแก่เฟยหลิง

“เฟยหลิง ช้าหน่อย...”

“ฮี้!” (ได้ขอรับ!)

“พี่สาวขอรับ!” ฟ่านเหลียนตะโกนเรียกแม่นางหรั่นซินหลี่แล้วโบกมือไปมา รอยยิ้มหวานของเด็กหนุ่มปรากฏขึ้นเมื่อพบเธอเขาค่อยๆกระตุกสายบังเหียนให้เฟยหลิงเดินเหยาะๆไปหาม้าอีกตัวแล้วเอ่ยอีกครั้ง

“พี่สาวกำลังจะไปที่ไหนหรือขอรับ?”

“....” @LanXinLi

“งั้นหรือขอรับ… ข้าเสียใจด้วยจริงๆเกี่ยวกับครอบครัวของท่าน”ฟ่านเหลียนแสดงท่าทีสลดในตอนแรก เขาเข้าใจดีถึงเรื่องการสูญเสียการพัดพรากจากสิ่งที่ผูกพันธ์ หากแต่ถ้าชีวิตหยุดอยู่ที่แค่ความเศร้าเสียใจแล้วชีวิตที่เหลือเล่า จะไม่คิดเดินต่อและใช้ในคุ้มค่าที่เกิดมาหรือ? ดวงหน้าพยักเบาๆกับความคิด

‘ก็คงต้องเดินต่อไป’ สิ้นสุดความคิดความมุ่งมาดจึงเริ่มกลับมาฮึกเหิมอีกครั้งดวงตาคมติดหวานสวยกว่าอิสตรีมีแววความมุ่งมั่นเต็มเปรี่ยม

“แต่เมื่อกี้ท่านบอกจะออกเดินทางงั้นหรือขอรับ! ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่”

“...” @LanXinLi

“จริงหรือขอรับ! ข้าขอบคุณพี่สาวจริงๆ งั้นเราไปกันเถิดขอรับ” แต่ระหว่างที่จะเริ่มกระตุกบังเหียนอีกรอบดวงหน้าหวานก็หันมายิ้มแหยๆอีกรอบหนึ่ง..

“แต่พี่สาวขอรับ… โหรวหรานไปทางไหน… แฮะๆ”

“...” @LanXinLi


เริ่มเดินทางจากแถบหมู่บ้านไป๋จื่อก้าวเข้าสู่แถบทะเลทรายที่มีฝุ่นละอองสีทองคละคลุ้งไปหมดคนที่เกิดในแถบดินแดนอันอุดมสมบูรณ์อย่างเขาแถบไม่ค่อยถูกกับอากาศและสภาพความแห้งแล้งเช่นนี้นักหากแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปรับตัวอยู่ไม่ได้อาชาสีขาวและอาชาสีหมอกเริ่มลดความเร็วจากเดิมที่เคยวิ่งทะยานจากไป๋จื่อมาลมร้อนที่พัดพาเอาฝุ่นละอองกระทบหน้าจนฟ่านเหลียนต้องใช้ผ้าปิดคลุมศีรษะและใบหน้าเพราะขี้เกียจเอามือปัดไปมา
‘ฝุ่นดินทรายคละคลุ้งขนาดนี้เห็นทีว่าถ้าไม่เอาผ้าปิดเราคงสำลักเศษดินตายทั้งคู่…’ ฟ่านเหลียนคิดดวงตาสอดส่ายมองไปรอบๆอย่างต้องการหาที่กำบังสักพัก

“พี่สาวขอรับ เราไปหาที่หลบทรายก่อนดีหรือไม่ข้ารู้สึกเหมือนว่ามันจะกลายเป็นพายุทรายหย่อมๆอย่างไรมิรู้”

“...” @LanXinLi

“งั้นไปกันเถิดขอรับ” สิ้นคำตอบจากหรั่นซินหลี่ม้าที่ควบจึงค่อยๆเดินเหยาะๆหาแหล่งหลบภัย เฟยหลิงไหวหูไปมาเสียงฮืดฮาดยังคงมีเป็นระยะระยะฟ่านเหลียนละมือที่ถือบังเหียนข้างหนึ่งลูบไล้บนศีรษะอาชาสีหมอกอย่างปลอบโยน

“ไม่เป็นไร เฟยหลิงใจเย็นๆ นี่ไงข้ากำลังหาทางให้พวกเราทั้งหมดได้หลบพักอยู่”

“ฮี้..” (ข้าเหนื่อย.. ข้าต้องการพัก.. ฮือ..เจ้านาย)

“มองทางสิเฟยหลิงมองข้าทำไม.. ข้ารูปงามจนเจ้าหลงใหลงั้นรึ”

“ฮี้..” (ให้ข้าหลงคนงามใจยักษ์ ชาติหน้าเถิดขอรับ)ร้องจบมันก็สะบัดหน้ากลับไปทิศทางเดิมจนฟ่านเหลียนถึงกลับหมั่นไส้

‘ม้าอะไร้ ประชดประชันเจ้านายก็มี...’ เขาส่ายหน้าไปมาเบาๆพลางมองเฟยหลิงที่ค่อยๆย่างก้าวลมฝุ่นเริ่มสงบลงบ้างจนเขาเห็นทางด้านหน้ามือแกร่งที่กำสายบังเหียนแน่นคลายออกแล้วสะบัดภาพที่โพกหัวออกจนหมดสิ้นดวงตาจ้องไปด้านหน้าที่มีหญิงสาวขี่ม้าและจูงวัวนำหน้าตนอยู่ ก่อนหันไปด้านซ้ายเพื่อมองสภาพภูมิทัศน์รอบนอกแม้จะรู้ว่ามองไปทางไหนก็มีแต่ทราย ทราย ทราย และ...

“เฮ้ย!”

“ฮี้!” (ว๊าก! ตาเถรถังหูลู่ตกซาลาเปาไหม้เจ้านายร้องทำอะไรขอรับ!) หัวของเฟยหลิงสะบัดไปมาเบาๆจนฟ่านเหลียนฟาดมือลงสีข้างมันช้าๆ ดวงตาคมกลอกมองฟ้าแล้วหันไปดูด้านซ้ายใหม่อีกชัดๆ

“พี่สาว! ตรงนั้น!”

“...” @LanXinLi

“ก็ตรงนั้นน่ะขอรับ ทางซ้าย… พี่สาวว่านั่นรถม้าใช่ไหมขอรับ...”

“...” @LanXinLi

“เอ๋? ของชนชั้นสูง? ในที่แบบนี้เนี่ยนะ”เขาพึมพำแล้วพยายามมองไปยังบริเวณที่รถม้าพลิกคว่ำแต่ด้วยระยะทางที่ไกลเกินไปนั่นจึงทำให้เขากระตุกบังเหียนพลางใช้เท้าขวาตีสีข้างเฟยหลิงให้มันเปลี่ยนทิศเดินไปยังรถม้าที่พลิกคว่ำแทน

“เราไปดูกันไหมขอรับพี่สาวบางที...อาจเป็นแค่พ่อค้ามาค้าขายแล้วเจอพายุทะเลทรายก็เป็นได้เขาอาจต้องการความช่วยเหลือ...”

“....” @LanXinLi

“ถ้าเข้าไปแล้วจะช่วยอย่างไร? ฮือ...ข้าก็ไม่รู้ขอรับ”ฟ่านเหลียนครางฮือในลำคอเบาๆพลางส่ายหน้าจนเส้นผมสะบัดพริ้ว

“...” @LanXinLi

“แต่ลองสักหน่อยเถอะนะขอรับ นะ...พี่สาว” รอยยิ้มหวานที่หายากนักถูกโปรยเพื่อเอาอกเอาใจดวงตาคมดุเปลี่ยนเป็นอ้อนราวกับแมวตัวเล็กทั้งๆที่ความจริงตัวไม่ควรเป็นแมวเลยควรเป็นเสือตัวใหญ่ที่พยายามอ้อนให้เหมือนแมวมากกว่า

“...” @LanXinLi

“นะ..พี่สาว นะขอรับ นะพี่หรั่นนะ...”

“...” @LanXinLi

“ขอรับ! แค่ครู่เดียวย่อมได้” ใบหน้าหวานปรากฎรอยยิ้มกว้างราวกับเห็นเรื่องสนุกฝ่ามือกำสายบังเหียนกระตุกให้ม้าเดินเหยาะๆไปใกล้บริเวณที่รถม้าพลิกคว่ำให้มากที่สุดแต่กระนั้นเขาก็ไม่เดินเขาไปเฉียดมากเสียทีเดียวดวงตามองผู้เป็นพี่ราวกลับสื่อให้รู้แม้ไม่ต้องใช้เสียง

“...” @LanXinLi

“พี่ไม่เข้าใจที่ข้าส่งสายตาไปหรือขอรับ...” ฟ่านเหลียนกระพริบตาปริบๆ

“...” @LanXinLi

“ข้าคงคิดอกุศลอยู่หรอกขอรับกลางทะเลทรายเนี่ย ร้อนก็ร้อน ฝุ่นก็เยอะ…ที่ข้ามองข้าหมายถึงรอท่านบอกให้เข้าไปต่างหาก”

“...” @LanXinLi

“ขอรับ”

ฟ่านเหลียนดึงตัวขึ้นแล้วลุกกระโดดลงจากหลังอาชาสีหมอกของตัวเองแรงกระโดดทำให้ฝุ่นละอองคละคลุ้งเป็นบางส่วนหากแต่ไม่เป็นอุปสรรคมากนักมือทั้งสองละจากม้าแล้วหยิบง้าวที่สะพายด้านหลังกวัดแกว่งและควงหมุนเบาๆให้คล่องมือ พลางใส่กระบี่ไว้หนึ่งเล่มที่เอวเพื่อป้องกันเอาไว้อันตรายที่พบ ณ ทะเลทรายรอบนอกหมู่บ้านไป๋จื่อคราวที่แล้วเป็นบทเรียนอย่างดีที่จะทำให้เขาประมาทอีกในรอบที่สองไม่ได้

“....” @LanXinLi

“กันไว้ขอรับ ถ้าไม่ติดว่าหนักข้าคงหอบมีดหอบธนูพะรุงพะรังไปพร้อมด้วยแล้ว”

“....” @LanXinLi

“ขอรับงั้นเราเข้าไปส่องบริเวณรถม้ากันเถิด” เขาค่อยๆก้าวเข้าไปมองบริเวณรถม้าในมือถือง้าวไว้แน่นจนเหงื่อไหลตามมือ ดวงตาพิจารณารถม้าที่พลิกคว่ำไม้เนื้อดีแกะสลักสวยงาม ดูก็ย่อมรู้ว่าต้องเป็นรถของผู้ดีมีตระกูลเป็นแน่…

‘เหตุใดจึงมาพลิกคว่ำที่นี่กัน?’

@Admin @LanXinLi





คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -19 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -19 + 3

ดูบันทึกคะแนน

สวัสดี
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x156
x10
x10
x6
x3
x24
x1
x1
x4
x1

158

กระทู้

1070

โพสต์

158

เครดิต

เงินชั่ง
30
เงินตำลึง
1305
ชื่อเสียง
0
ความหิว
100

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
460
ความชั่ว
0
ความโหด
52
โพสต์ 2018-1-12 17:31:40 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LanXinLi เมื่อ 2018-1-12 17:35

{ ทำดีได้ดี }
ch.1
สู่โหรวหราน

     หรั่นซิ่นหลี่แวะหลังกองสิ่งปลูกสร้างที่ถูกสุมพะเนินเพื่อเปลี่ยนอาภรณ์ขาวเป็นชุดสีแดงของตนตามเดิมก่อนจะขึ้นขี่ม้าขาวและออกเดินทางอีกครั้งพร้อมวัวสาวที่ยืนรออยู่ครู่หนึ่งแล้ว มือบางไม่จำเป็นต้องกระตุกบังเหียนเพราะม้าหนุ่มนั้นรู้ใจนายสาวเป็นที่สุด มันออกวิ่งสุดฝีเท้าโดยมีวัวสาวซือเอ๋อร์ตามมาติดๆ เส้นทางที่มุ่งไปคือโหรวหรานบ้านเกิดของนาง ได้เวลาที่ข้าจะต้องกลับบ้านแล้ว
      มีคนเคยกล่าวไว้ว่าความทรงจำในวัยเยาวน์นั้นล้วนเป็นสิ่งที่ลืมง่าย หากเป็นเช่นนั้นก็คงดี แต่ไม่ใช่กับนาง ภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายที่ปรากฏต่อหน้าเด็กวัยสิบขวบยังคงติดตรึงอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ มือถือสายบังเหียนกระตุกสั่นเล็กน้อยจากความรู้สึกประหลาด หรั่นซิ่นหลี่มองตรงไปข้างหน้าแต่ใจนางนั้นลอยไปในอากาศเสียแล้ว
      นางกลับไปเยี่ยมบ้าน ไปกราบไหว้หลุมศพ แล้วจะทำอย่างไรต่อ…? ไม่มีเหตุผลที่นางจะใช้ชีวิตแล้ว.. หรือจะไปตายเลยดี? คิดเช่นคนไร้ความคิด ให้ทำอย่างไรในเมื่อนางไร้ที่พึ่งพิงแล้ว ไร้คนที่จะรอให้กลับไปหา ความหมดอาลัยตายอยากที่จะมีชีวิตอยู่พุ่งเข้าใส่ใจดวงน้อยที่ไหวเบากว่าลม แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามา ลมปะทะผิวหน้ายังไม่เย็นเท่ากายนางในตอนนี้ ความเกลียดชังที่ถูกสั่งสมมาเนิ่นนานบัดนี้ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมาบดบังเหลือไว้เพียงแต่’ความแค้น’ พร้อมความทรงจำวัยเด็กที่หวนย้อนกลับมาบรรจบกับภาพที่นางพบสภาพหมู่บ้านไป๋จื่อเมื่อครู่ สองมือกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นัยย์ตาสั่นอย่างเหลือจะอดจนปรากฏสีแดงที่ผิวตาขาวอย่างน่ากลัว
      พวกมันฆ่าคนบริสุทธิ์
      พวกมันพรากครอบครัวเด็กที่น่าสงสาร
      ทำให้คนจำนวนมากต้องมาเดือดร้อน
      แล้วเหตุใดสวรรค์จึงไม่ลงโทษพวกมันสักที?
      ไม่จำเป็นต้องลังเลอีกแล้ว..​
      ข้าจะตามหาคนที่เป็นต้นเหตุแล้วกำจัดมันเสีย!
      ถูกแล้ว.. จะได้ไม่ต้องมีใครตายอีก
     “ฟ้าดินเป็นพยาน! ในเมื่อสวรรค์เข้าข้างคนชั่วช้าสามาญ เช่นนั้นเลือดในกายข้าจะเป็นของเซ่นไหว้ท่าน ข้า หรั่นซิ่นหลี่ จะตามจัดการพวกมันทุกคนจนกว่าจะหมดไปจากแผ่นดิน!!!!!!!!!!!!!” เสียงแหลมตะโกนหวังให้ส่งถึงเบื้องบน ใบหน้างามเงยขึ้นประจันกับตะวันที่ส่งแสงร้อนระอุลงมากระทบแก้มนวล เมื่อระบายความในใจเสร็จแล้วหรั่นซิ่นหลี่ก็กระตุกบังเหียนให้เร็วขึ้นไปอีกเพื่อรีบไปให้ถึงจุดหมายโดยเร็วที่สุด
      แต่จะตามหาเบาะแสพวกมันได้จากไหนกัน..?
     “พี่สาวขอรับ!” ระหว่างที่กำลังคิดก็มีเสียงทุ้มหนึ่งตะโกนเรียกนางจากที่ไกลพัดเอาความคิดของนางเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา เมื่อชะลอฝีเท้าม้าลงแล้วหันไปมองก็พบว่าเป็นบุรุษในชุดขาวผู้หนึ่งบนหลังม้ากำลังโบกมือสุดแขนมาที่นาง หรั่นซิ่นหลี่ได้แต่ยืนงงด้วยเพราะแสงแดดนั้นแยงตาทำให้ไม่อาจเห็นหน้าอีกฝ่ายได้ชัดเจนพอ บุรุษร่างสูงผู้นั้นควบม้ามาขนาบข้างตน นางจึงได้คำตอบว่าที่แท้คือ ไช่ฟ่านเหลียน นั่นเอง นางเองก็หาตัวเขาอยู่แต่กลับไม่พบ เพราะกำลังจะจากลาออกมาจากหมู่บ้านจึงไม่สบายใจที่ไปโดยไม่พบทุกคน เมื่อเจอกันแล้วแล้วก็ควรกล่าวอำลาสักนิด! นางกำลังจะเอ่ยปากขอบคุณที่มาช่วยงานแต่อีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาก่อน
     “พี่สาวกำลังจะไปที่ไหนหรือขอรับ?” ถามพลางมองมาที่นางตาปริบๆ
     “ข้ากำลังจะไปกราบไหว้หลุมศพตระกูลที่โหรวหรานแล้วจะออกเดินทาง” ตอบตามจริงอย่างไม่มีปิดบัง และนั่นทำให้บุรุษบนหลังม้าสีหมอกเกิดแสดงใบหน้าเศร้าสลดออกมาอย่างเห็นได้ชัด
     “งั้นหรือขอรับ… ข้าเสียใจด้วยจริงๆเกี่ยวกับครอบครัวของท่าน” ได้ยินดังนั้น นางจึงยิ้มตอบน้อยๆ แต่แล้วจู่ๆเขาก็เงยหน้าขึ้นมามองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น อะไร.. จะชวนนางไปขุดหลุมศพทำทานหรือ..?
     “แต่เมื่อกี้ท่านบอกจะออกเดินทางงั้นหรือขอรับ! ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่”
     “ได้สิ” ไม่เป็นปัญหาถ้าจะรับคนมาร่วมเดินทางด้วย ดูหน่วยก้านแล้วคนแซ่ไช่ผู้นี้พอจะใช้การได้อยู่ อีกทั้งมาช่วยงานนางที่หมู่บ้านเห็นได้ชัดว่าเป็นคนน้ำใจงาม นางเองก็เป็นเพียงสตรีตัวคนเดียว รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้นับว่าบุญหัวนักแล้ว
     “จริงหรือขอรับ! ข้าขอบคุณพี่สาวจริงๆ งั้นเราไปกันเถิดขอรับ” ไช่ฟ่านเหลียนกำลังจะกระตุกบังเหียนแต่แล้วก็หยุดก่อนจะขยับ ใบหน้าหวานราวสตรีหันมาหาหรั่นซิ่นหลี่พร้อมรอยยิ้มฝืดเฝื่อน
     “แต่พี่สาวขอรับ… โหรวหรานไปทางไหน… แฮะๆ”
     “...” พระพุทธเถอะ!

      หรั่นซิ่นหลี่ควบม้าขาวและวัวนำม้าสีหมอกไปจากเขตหมู่บ้าน ทันทีที่เข้าเขตทะเลทรายลมร้อนก็ปะทะใบหน้าพร้อมเม็ดทรายที่พรั่งพรูเข้าหน้าเข้าตานางทำให้ต้องควานหาผ้ามาปิดใบหน้าเป็นพัลวัน และชะลอฝีเท้าลง
     “พี่สาวขอรับ เราไปหาที่หลบทรายก่อนดีหรือไม่ข้ารู้สึกเหมือนว่ามันจะกลายเป็นพายุทรายหย่อมๆอย่างไรมิรู้” ไช่ฟ่านเหลียนควบม้าขึ้นมาขนาบข้างนางแล้วเสนอ
      หลังจากมองไปรอบๆเห็นควรว่าตามนั้นจริง หรั่นซิ่นหลี่จึงตอบกลับไป “ถ้าอย่างนั้นก็รีบหาที่หลบภัยกันเถอะ”
     “งั้นไปกันเถิดขอรับ”
     “เฮ้ย!”
     “ฮี้!”
     “พี่สาว! ตรงนั้น!”
      คนกับม้าร้องขึ้นพร้อมกันทำเอานางบนหลังม้าขาวถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยคิดว่าพายุมาแน่แล้วววว ตายแน่แล้ววว แต่ไหนเลยมองไปทางใดก็มิเห็นกลุ่มก้อนอากาศพัดวน มีก็แค่แขนเสื้อยาวๆของไช่ฟ่านเหลียนที่ชี้ตรงไปข้างหน้า ที่ปลายนิ้วชี้ไปนั้นคือรถม้าที่ไร้คนคุมกำลังคว่ำอยู่ ลมร้อนพัดทรายโกยขึ้นมาจนแทบจะมิดล้อ หรั่นซิ่นหลี่เพ่งตามองผ่านลมทะเลทรายที่พัดโกรก “ทำไม?” เอ่ยถามอย่างไม่แปลกใจนัก กลางทะเลทรายเช่นนี้หากจะมีคนวางกับดักหรือคนโดนกับดัก นางมิแปลกใจเลย ก็แหล่งทำมาหากิน ที่ดินที่ทอง เงินทองล้วนหมุนเวียนบริเวณนี้ทั้งเพชรนิลจินดาและผืนผ้าไหมแพรงาม พวกโจรจึงซุ่มดักเสีย สมัยเด็กนางก็พบเห็นมามาก ..แล้วคราวนี้ใครกันเล่าที่เป็นผู้โชคร้าย? ถอนหายใจพลางมองไปที่รถม้าต้องสงสัยอย่างเอือมระอา กี่ปีกี่ชาติก็ใช้มุกเดิมหรือ.. ไม่เบื่อกันบ้างหรืออย่างไร?
     “ก็ตรงนั้นน่ะขอรับ ทางซ้าย… พี่สาวว่านั่นรถม้าใช่ไหมขอรับ...”
     “ใช่ คงเป็นของชนชั้นกลางหรือชนชั้นสูงที่ถูกปล้นกระมัง” โดยพื้นฐานคงหนีไม่พ้นคนมีฐานะอยู่แล้ว
     “เอ๋? ของชนชั้นสูง? ในที่แบบนี้เนี่ยนะ” ไช่ฟ่านเหลียนกล่าวอย่างสงสัย แต่สุดท้ายแล้วก็ชักจูงให้นางเข้าไปดูกับเขา ทำเอาหรั่นซิ่นหลี่แทบอยากจะเอาเท้าก่ายหน้าผาก คนผู้นี้จะเรียกว่าประมาทหรืออย่างไรดีหนอ..?
     “เราไปดูกันไหมขอรับพี่สาวบางที...อาจเป็นแค่พ่อค้ามาค้าขายแล้วเจอพายุทะเลทรายก็เป็นได้เขาอาจต้องการความช่วยเหลือ...”
     “ถ้าเข้าไปแล้วจะช่วยอย่างไร?” ถามสั้นๆแต่คนฟังถึงกับร้องในลำคอ ใบหน้างามราวสตรีส่ายจนเกษาเงากระจายในอากาศตามแรงลม
     “ถ้าเข้าไปแล้วจะช่วยอย่างไร? ฮือ...ข้าก็ไม่รู้ขอรับ”
     “เช่นนั้นก็อย่าเสี่ยงเลย!” มือกำลังจะกระตุกบักเหียนแต่อีกฝ่ายกลับปั้นหน้าอ้อนเพื่อหลอกล่อนาง อะไร.. นั่นเขาทำอะไรน่ะ?? เหตุใดนัยย์ตาจึงมีแสงวิบวับ?
     “แต่ลองสักหน่อยเถอะนะขอรับ นะ...พี่สาว” ไช่ฟ่านเหลียนโปรยยิ้มมาที่นาง ทว่าหรั่นซิ่นหลี่นั้นแม้จะชื่นชอบของสวยงามแต่นางก็มีภูมิคุ้มกันพอตัว ใบหน้างามขยับซ้ายขวาเป็นเชิงปฏิเสธ แต่เมื่อกำลังจะดุ ต่อมความดีก็ดันฉุกคิด แล้วถ้าเป็นคนเดือดร้อนจริงๆล่ะ?
     “.....” นิ่งเงียบเพื่อกำลังไตร่ตรองความคิด
     “นะ..พี่สาว นะขอรับ นะพี่หรั่นนะ...”
     “......ครู่เดียวเท่านั้นนะ” ได้แต่ลอบถอนหายใจ
     “ขอรับ! แค่ครู่เดียวย่อมได้”
      มองบุรุษชุดขาวกระตุกบังเหียนคุมม้าไปไม่ใกล้รถม้าน่าสงสัยมากนัก ทว่าตอนนี้ใบหน้าเขาสิน่าสงสัยกว่า ไช่ฟ่านเหลียนส่งสายตาประหลาดมายังนางที่กำลังคุมม้าตามมาข้างหลัง หรั่นซิ่นหลี่ขมวดคิ้วเรียว ริมฝีปากบางกำลังจะเอ่ยปากถามแต่อีกฝ่ายกลับพูดขึ้นมาเสียก่อน
     “พี่ไม่เข้าใจที่ข้าส่งสายตาไปหรือขอรับ...” ชายหนุ่มกระพริบตามองนางอย่างประหลาดอีกครั้ง อะไร.. เกิดอยากจะปล้นเขาขึ้นมาเองหรือ?
    “ไม่เลยสักนิด ...หรือเจ้าเกิดอยากจะปล้นรถม้า?” นางมองอย่างงุนงง
     “ข้าคงคิดอกุศลอยู่หรอกขอรับกลางทะเลทรายเนี่ย ร้อนก็ร้อน ฝุ่นก็เยอะ…ที่ข้ามองข้าหมายถึงรอท่านบอกให้เข้าไปต่างหาก”
     “อ้อ เจ้านำไปเลยก็แล้วกัน” นางไม่เสี่ยงด้วยหรอก เรี่ยวแรงที่มีก็ใช่ว่าจะพอคุ้มกันตัวเองได้ สู้ให้คนมีอาวุธติดมือเช่นเขานำไปจะดีกว่า มือเรียวสะบัดเชิง ‘นำไปสิ’
     “ขอรับ”
      ตอบก่อนจะกระโดดลงจากหลังอาชางาม หรั่นซิ่นหลี่มองก่อนจะคิด.. ทำไมไม่ลงให้มันดีๆ ทำฝุ่นคลุ้งเช่นนี้ไม่สงสารนางที่ตามมาบ้างหรืออย่างไร ร้องฮือในลำคอก่อนจะปัดป่ายฝุ่นละอองให้ออกจากใบหน้าแล้วค่อยๆปีนลงจากม้าขาว ไช่ฟ่านเหลียนพยิบง้าวออกมาจากผ้าสะพายหลังก่อนจะกวัดแกว่งในอากาศ มือข้างหนึ่งหยิบกระบี่ออกมาเหน็บเอว หรั่นซิ่นหลี่มองด้วยความสงสัย
     “จะพกไปทำไมเยอะแยะ?” เลือกเอาสักอย่างก็เพียงพอแล้ว เช่นนี้คงเกะกะน่าดู
     “กันไว้ขอรับ ถ้าไม่ติดว่าหนักข้าคงหอบมีดหอบธนูพะรุงพะรังไปพร้อมด้วยแล้ว”
     “...บ้าหอบฟางรึเจ้า? เอาเถอะๆ” เดินมายืนเคียงข้างก่อนจะหรี่ตามองรถม้า
    “ขอรับงั้นเราเข้าไปส่องบริเวณรถม้ากันเถิด” นางสังเกตุได้ว่าจังหวะที่เขาเข้าไปใกล้รถม้านั้นมีน้ำเม็ดใสผุดออกมาจากผิวขาวเหลือง หรั่นซิ่นหลี่เกาแก้มแกรก ถ้าเขาจะกังวลขนาดนี้จะชวนนางเข้ามาลุ้นทำไม.. แต่ปะไร หญิงสาวเดินตามร่างสูงไป สายตากวาดมองรอบข้างเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่กับดัก แต่อย่างไรก็ตาม.. หากมีอะไรเกิดขึ้นกับนางและร่างสูงล่ะก็ จะตามหลอกหลอนคนพวกนั้นให้หัวโกร๋นทั้งโคตรเลยคอยดูสิ!
      @Admin @Fanlian




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -20 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -20 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1

158

กระทู้

1070

โพสต์

158

เครดิต

เงินชั่ง
30
เงินตำลึง
1305
ชื่อเสียง
0
ความหิว
100

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
460
ความชั่ว
0
ความโหด
52
โพสต์ 2018-1-13 13:24:13 | ดูโพสต์ทั้งหมด
{ ทำดีได้ดี }
ch.2
สู่โหรวหราน

    “.....” @Fanlian
     “คิดว่าอย่างไรล่ะ ขยับเข้าไปใกล้อีกสิ หรือไม่ก็พลิกดูเสีย!” มองไช่ฟ่านเหลียนสลับกับรถม้า สองคนยืนด้อมๆมองๆด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ รถม้าที่คว่ำนี่ก็น่าสงสัยจนเหลือทน สุดท้ายแล้วหญิงสาวกลั้นใจเดินเข้าไปจนได้ยินเสียงประหลาดดังลอดออกมาเบาๆ หูนางไม่ได้แว่วไปเองแน่.. หรือว่า..!?
     “ไช่ เจ้าให้ช้างช่วยยกรถม้านี่ขึ้นเร็วเข้า” สังหรณ์ใจไม่ดีเอาเสียเลย
     “.....” @Fanlian
      แต่หากสิ่งที่นางคิดเป็นความจริงเช่นนั้นคงเป็นเพราะโชคชะตานำพา
      ช้างเผือกใช้งวงดันท้องรถม้าขึ้นได้ครึ่งหนึ่ง ไช่ฟ่านเหลียนจึงใช้ง้าวช่วยงัดอีกแรงเพื่อให้หญิงสาวสามารถมุดลอดเข้าไปใต้รถม้าได้ เวลามีน้อยนักทำอะไรต้องรีบเร่ง
     “.....” @Fanlian
     “รู้แล้ว ข้าจะรีบดู เจ้าง้างไว้ก่อนนะ!” หรั่นซิ่นหลี่รีบก้มลงดูพบเด็กทารกแฝดสองคนกับหนึ่งศพสตรีที่คาดว่าเป็นแม่ แต่เด็กตายหรือยัง..? ใจเริ่มไม่ดี อีกทั้งคนตัวสูงก็ส่งเสียงบอกว่าจะไม่ไหวแล้ว ร้องสิ! สวรรค์! ยังไงก็ได้แต่ช่วยทำให้รับรู้ทีว่าพวกเจ้ายังมีชีวิตอยู่มั้ย!
     “.....” @Fanlian
     “อุแว้!” ยังไม่ตาย! นางรีบสอดแขนเข้าไปข้างใต้รถม้าแล้วคว้าตัวเด็กทั้งสองออกมา โชคดีว่าถูกห่อไว้ในผ้าแพรอย่างดีจึงลากออกมาง่ายหน่อย
     “.....” @Fanlian ช้างกับง้าวที่ง้างรอไม่ไหวแล้วปล่อยรถม้าทรุดลงมาที่เดิมอย่างเฉียดฉิว ฝุ่นจากแรงกระแทกตลบใส่หน้านาง นับว่าดีที่หรั่นซิ่นหลี่กอดเด็กไว้ทันก่อนจะสำลักอากาศคลุ้งทราย
     “.....” @Fanlian
     “อุแว้! อุแว้!” ทารกทั้งสองเริ่มประท้วงด้วยการส่งเสียงร้อง
     “เด็กร้องไม่หยุด” และไม่มีทีท่าว่าแฝดน้อยในอ้อมแขนจะหยุดร้อง
     “.....” @Fanlian
      อาจจะกำลังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระมัง? หรั่นซิ่นหลี่จึงส่งเด็กคนหนึ่งให้ไช่ฟ่านเหลียนขับกล่อมแต่กลับไม่เป็นดังหวัง ทั้งเล่นหูเล่นตา ร้องเพลง จับหมุน
     “.....” @Fanlian ทำอย่างไรก็ไม่ยอมหยุดส่งเสียงแหลมออกมากระแทกแก้วหูนางจนขี้หูแทบเต้นระบำ จนนึกได้อย่างหนึ่ง
     “หรือจะหิว?” ใบหน้างามหันไปมองร่างสูงที่ยืนจ้องนางตาปริบๆ “เจ้ามีนมไหม?”
     “.....” @Fanlian
      "ข้าไม่ได้หมายถึงหน้าอก! หมายถึงนมน่ะนม!! นมแพะ นมวัวน่ะมีหรือไม่!?"
     “.....” @Fanlian
      มือรับมาแล้วค่อยรินให้ทว่าทารกน้อยในอ้อมแขนกลับสำลักออกมาจนต้องรีบเช็ด คงยังไม่สามารถดื่มนมพวกนี้ได้ หรือนมจะเสีย? คิดแล้วจึงลองจิ้มมาแตะลิ้น แต่แล้วร่างกายก็เกิดบวมขึ้นมากลายเป็นอ้วนฉุเสียอย่างนั้น แต่ความงามบนใบหน้าก็ยังไม่สร่างลงไป
     “นี่มันอะไรกัน!” แน่นอนว่านางต้องตกใจเป็นธรรมดา อีกฝ่ายก็เช่นกัน โอ๊ยยย ปัญหา ปัญหา ปัญหาเข้ามาไม่หยุด!
     “.....” @Fanlian
     “เจ้าห้ามมองมาทางนี้นะ!” อย่างไรก็ตาม! ตอนนี้ต้องจัดการเด็กก่อน ขณะนี้มีเพียงคนสอง ถ้านางจะต้องทำเพื่อให้เด็กหยุดร้องก็ย่อมได้!
     “.....” @Fanlian
      หรั่นซิ่นหลี่หันไปกล่าวกลับไช่ฟ่านเหลียนก่อนจะหมุนตัวหนีไปอีกทางเพื่อแหวกเสื้อออก นางไม่ใช่แม่คน ไม่มีน้ำนม แต่ด้วยสัญชาติญาณของเด็กเมื่อได้ดูดนมแม่ย่อมต้องหยุดร้องและเป็นดังคาด ทันทีที่ริมฝีปากน้อยดูดก้อนเนื้อเข้าปากก็หยุดร้องลงในทันที แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้? มีเด็กสองคน.. หรือจะให้ไช่ฟ่านเหลียน… ไม่ดีๆ..
     “.....” @Fanlian
     “เด็กหยุดร้องแล้ว แต่ข้าต้องให้เขาอยู่ในท่านี้ตลอด จะทำอย่างไรดีเล่าทีนี้?” ลูกเต้าเหล่าใครไม่อาจทราบได้ในเมื่อมารดาเด็กนั้นตายไปเสียแล้ว น่าอนาถใจนัก คิดแล้วเด็กพวกนี้ก็เหมือนกับนาง.. แต่เอ๊ะ..? ใต้รถม้านั้นมีเพียงร่างของสตรี เช่นนั้นแล้วผู้เป็นพ่อเล่า!? คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย หรือรถม้าคันนี้ไปไม่ถึงปลายทาง.. น่าสงสาร..
      "แม่นาง ข้าจะดูแลลูกของท่านให้ดี โปรดวางใจได้.." หรั่นซิ่นหลี่ยืนมองรถม้าที่ทับร่างไร้วิญญาณ เป็นเช่นนี้แล้วนอกจากจะหาศพนางไม่เจอ หากทิ้งไว้นอกจากจะถูกทรายพัดจนกลืนหายไปก็คงไม่มีอื่นใด คิดแล้วใจก็บีบคั้น ต้องมาตายในที่แบบนี้.. ใครกันช่างทำได้ลงคอ!
      “.....” @Fanlian
      “ข้าคิดว่าเราคงต้องดูแลพวกเขาไปก่อน แต่ข้าอุ้มเด็กทั้งสองแล้วขี่ม้าไปด้วยไม่ได้หรอกนะ” แต่ให้เดินทางไปป้อนนมไป โอ๊ยตาย… หน้าอกนางจะยืดมั้ย.. ฮืออ
      “.....” @Fanlian
      “เป็นความคิดที่ดี ต้องรบกวนเจ้าแล้ว” พยักหน้าเชิงเห็นด้วย
      “.....” @Fanlian
      “....แต่เจ้าถอดเสื้อคลุมมาให้ข้าทีสิ... ไม่เช่นนั้นข้าคงออกเรือนไม่ได้อีกแล้ว” กำลังจะหมุนตัวกลับไปแต่นึกขึ้นได้ว่าถ้าจะให้ชายอื่นนอกจากสามีเห็นเรือนร่าง สู้นางกัดลิ้นตายเถอะ! พูดขณะที่หันหลังทันใดนั้นก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักผ้าจากข้างหลังทิ้งตัวลงมาบนไหล่บาง สองมือกระชับแล้วผูกในมุมที่ดูแล้วพอจะบังร่างนางกับเด็กน้อยไว้
      “.....” @Fanlian
      “กล่าวเช่นนั้นอยากจะรับข้าไว้เองหรืออย่างไร?” นางขำแล้วรับเด็กอีกคนมาไว้ในอ้อมแขน สภาพนางแบบนี้ไม่มีใครอยากยุ่งด้วยหรอก! ตอนนี้เด็กแฝดหยุดร้องแล้ว
      “.....” @Fanlian
      “ถูก คงต้องเป็นพ่อแม่บุญธรรมไปจนกว่าจะหาทางออกได้” ท่านพ่อคะ แม่คะ จู่ๆเสี่ยวหลี่เป็นแม่คนแล้วค่ะ คงต้องกล่าวเช่นนี้ต่อหน้าหลุมศพแล้ว..
      “.....” @Fanlian
       สังเกตุเห็นความยินดีปรีดาปรากฏบนใบหน้าอีกฝ่าย หรั่นซิ่นหลี่จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามไป “เจ้าอยากมีลูกหรือ?”
      “.....” @Fanlian
      “เช่นนั้นก็มีแล้ว ถึงสองคนเลยทีเดียว!” พูดติดตลกก่อนจะเดินไปหาวัวสาว สภาพนี้ให้นางขี่เสี่ยไป๋ไป ม้าหนุ่มคงเข่าทรุดก่อนเป็นแน่
       ที่จริงแล้วนางเองก็เคยคิดเรื่องออกเรือนขณะที่อยู่ในค่ายพยัคฆ์ แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีบุรุษคนใดมาขอนางแต่งงานเป็นแน่ ก็ดูสิ! เป็นสตรีตัวคนเดียวแต่กลับเดินทางเป็นว่าเล่น คนดีๆที่ไหนเขาทำกันเล่า มีแต่ต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ฝึกงานฝีมือ ร้องเพลง เล่นดนตรี ประชันหมากรุก แต่นางไม่ใช่ แม้จะชื่นชอบในสิ่งเหล่านั้น ทว่าด้วยสถานการณ์บังคับนางไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ หากถามว่าอยากออกเรือนหรือไม่ ก็อยากอยู่.. แต่คงไม่มีวันนั้น
      “ซือเอ๋อร์ ต้องรบกวนเจ้าแล้ว” เดินมาถึงวัวสาว นางเงยหน้าเล็กน้อยพูดกับมัน แม้จะพบเจอกันแบบไม่คาดคิด แต่ซือเอ๋อร์เป็นวัวที่เชื่องมากเลยทีเดียว!
      “ม๊ออออออ” (ได้เลยนายท่าน)
เหมือนรู้ใจ มันลดตัวหมอบลงให้นายสาวสามารถขึ้นไปนั่งได้ง่ายๆ
      “.....” @Fanlian
       หรั่นซิ่นหลี่ขึ้นนั่งบนหลังวัวได้อย่างลำบากลำบนด้วยเพราะมีเด็กและรูปร่างนางเกิดบวมใหญ่ขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ปะไรเดี๋ยวก็คงหายไปเอง!
      “.....” @Fanlian
      “พร้อมแล้วก็ไปกันเถิด” กระตุกบังเหียนไม่ได้นางจึงได้แต่ออกคำสั่งด้วยการพูดแทน ดูท่าว่าการเดินทางครั้งนี้นางจะพบเรื่องที่ทำให้ปวดหัวเพิ่มอีกแล้ว.. เฮ้อ!

     @Admin @Fanlian


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +35 ความหิว -26 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 35 -26 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1

16

กระทู้

329

โพสต์

3หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
343
เงินตำลึง
2218
ชื่อเสียง
17177
ความหิว
587

ใบรับรองภาษาฮั่นป้ายหอบูรพาทำเนียบ(LV4)ใบรับรองเหมืองแร่จินไช่เหริน(รายสามปี)

คุณธรรม
88
ความชั่ว
0
ความโหด
66

ฟง ฟงเยี่ย

" ฟ่านเหลียนเกอเก่อ! "
pet
โพสต์ 2018-1-14 16:33:08 | ดูโพสต์ทั้งหมด
{ทำดีได้ดี}
[ไช่ฟ่านเหลียน]

บทที่ 3 บทเรียนชีวิตที่ไม่ได้สวยงามดั่งกลีบกุ้ยหยาง : ท่ามกลางทะเลทราย...

ดวงตาสีน้ำตาไหม้ขบคิดพิจารณา ในขณะที่ไอความร้อนก็แสดงแสนยานุภาพของมันอยู่ทุกช่วง เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมที่ขมับทีละเม็ดทีละเม็ด มือเรียวไล้ผ้าสีทึบที่ปิดอยู่เบาๆ หากแต่การทำแบบนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้สามารถเห็นภายในที่พลิกคว่ำได้เลยนอกเสียจากเขาจะต้องพลิกมันขึ้นมา แต่ด้วยกำลังตอนนี้เห็นทีคงงัดได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น ฟันคมขบลงที่ริมฝีปากสีพีชอย่างครุ่นคิด..

“อาจจะต้องทำแบบนั้น...” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ดวงตายื้อมองสักครู่ก่อนหันดูบริเวณรอบๆที่มีเพียงทรายสีทองอร่าม สัตว์เลี้ยง ตัวเองและพี่สาว...

“คิดว่าอย่างไรล่ะ ขยับเข้าไปใกล้อีกสิ หรือไม่ก็พลิกดูเสีย!” เสียงที่ดังขึ้นปลุกฟ่านเหลียนให้หลุดจากภวังค์ เสียงย่ำเท้าที่ใกล้เข้ามาทำให้เขาเงยขึ้นมา ดวงตาหวานของหญิงสาวแสดงท่าทางสงสัยพลางก้าวเดินเข้ามาด้วยความกล้าๆกลัวๆก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตะหนก

“ไช่ เจ้าให้ช้างช่วยยกรถม้านี่ขึ้นเร็วเข้า” เข้าหรี่ตามองก่อนหันกลับไปที่รถม้าที่คว่ำลง นิ้วเรียวชี้ไปที่รถม้าแล้วจิ้มหน้าอกตัวเองประมาณว่า ‘ข้าอีกแล้วงั้นหรือ’ แต่เมื่อเห็นดวงตาของแม่นางหรั่น เท้าทั้งสองจึงขยับเข้าไปใกล้รถม้ามากกว่าเดิม เสียงแว่วๆดังเข้าโสตประสาท.. ดวงตาสีน้ำตาลไหม้เบิกกว้างด้วยความตกใจ

‘เป็นไปไม่ได้! ในที่แบบนี้...’


“ข้าพลิกได้ชั่วครู่นะขอรับแรงขอข้ามีน้อยเกินกว่าจะพลิกมันให้พ้น ท่านต้องรีบเข้าไปดูแล้วรีบออกมา” มือขอฟ่านเหลียนกระตุกเชือกของหนิงเจี้ยนให้ขยับมาใกล้ๆ พร้อมกับหยิบง้าวขึ้นมาเตรียมตัวงัดรถม้าที่พลิกคว่ำ หากเป็นอย่างที่คิดจริงล่ะก็…

‘นี่จะเป็นคิดที่ดีที่สุดหลังจากเขาขอพรจากศาลเจ้าที่เจียงโจวใช่หรือไม่… นี่จะเป็นสิ่งที่ฟ้าประทานมาให้อย่างที่เขาคิดจริงๆหรือ..’

ระหว่างที่กำลังขบคิดอย่างหนักเสียงทุ้มหวานก็เอื้อนเอ่ยคำสั่งกับช้างสารเผือกของตนไปด้วย

“เอาล่ะนะ..หนิงเจี้ยน ยก!”

หนิงเจี้ยนพยายามใช้งวงสีเผือกผลักดันตัวรถม้าขึ้นและข้างไว้พร้อมๆกับฟ่านเหลียนที่ใช้ง้าวและพละกำลังของตนงัดขึ้นไป ริมฝีปากสีพีชเม้มแน่นพอๆกับฟันที่ขบจนเห็นสันกราม เหงื่อผุดซึมจนชุ่ม ดวงตาของเขาเหลือบมองช้างของตน พลางส่งเสียงเบาๆ

“อย่าพึ่งนะหนิงเจี้ยน! อดทนอีกนิด! อึก! พี่สาวขอรับช้างข้าจะไม่ไหวแล้ว!”

“รู้แล้ว ข้าจะรีบดู เจ้าง้างไว้ก่อนนะ!” แม้แต่การพยักหน้าตอนนี้ก็ทำได้ลำบากนัก ฟ่านเหลียนคิดแล้วมองไปที่รถม้า หากตนกลิ้งรถม้านี่ได้ก็คงจะดีกว่านี้.. เจ็บใจที่กำลังทำได้เท่านี้เท่านั้น แขนที่รับน้ำหนักแม้จะมีง้าวประคองไว้ แต่ความเจ็บเข้าไปยันกระดูกแขนยิ่งสร้างความทรมาณอย่างหนักสำหรับผู้ที่ไม่เคยออกแรงมากไปกว่าฝึกอาวุธขนาดเล็กอย่างกระบี่หรือธนู  

“พี่สะ..สาว แขนข้าเริ่มล้าแล้วขอรับ” คำพูดเอ่ยขึ้นด้วยความยากลำบาก หูทั้งสองเงี้ยฟังว่าเมื่อไหร่นางจะออกมาอยากใจจดจ่อ แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาเสียก่อน…

“อุแว้!” เสียงเด็กร้องระงมอย่างผวา.. แต่นั่นเป็นเสียงที่ทำให้ฟ่านเหลียนมีกำลังที่จะทำให้รถม้านี่ยกขึ้นอีกเท่าทวีคูณ แรงที่เริ่มหมดฮึดขึ้นอีกรอบแล้วดันค้างไว้รอจนแม่นางหรั่นหอบเด็กน้อยในผ้าแพรที่เขาเห็นเพียงแวบๆเท่านั้นออกมา สิ้นสุดการรอคอยที่เขาต้องแบกรับน้ำหนักของรถม้าไว้ ดวงหน้าจึงพยักให้หนิงเจี้ยนก่อนสะบัดง้าวและตัวเองออกมาอย่างรวดเร็วเพราะทั้งเขาและมันก็แทบจะไม่ไหวเอาการอยู่แล้ว

“ทำได้ดีมากหนิงเจี้ยน ขอบใจเจ้าจริงๆ” หอบแฮ่กๆทั้งๆที่ฝุ่นทรายคุ้งไปทั่วก่อนหันวิ่งไปที่เด็กกทั้งสอง รอยยิ้มบางๆปรากฎขึ้นมาด้วยความปิติ อยากจะลองไล้นิ้วมือลงไปหากแต่ก็ต้องชะงักไว้เพราะกลัวว่าฝุ่นละอองจะกระทบถูกเข้าที่ใบหน้าเนียนขาวผ่องของเด็กทั้งคู่ ฟ่านเหลียนจึงจำใจหยุดความคิดแล้วหันไปถามหญิงสาว

“เป็นอย่างไรบ้างขอรับพี่สาว..”

“อุแว้! อุแว้!”

“เด็กร้องไม่หยุด” เขาก้มมองเจ้าตัวน้อยที่ยังคงร้องระงม พลางมองวิธีอุ้มที่เก้ๆกังๆแล้วจึงตัดสินใจบอกพี่สาวไป

“ให้ข้าลองอุ้มคนนึงแล้วกันขอรับ”

นางจึงยกเด็กในผ้าแพรให้เขาอุ้มคนหนึ่ง มือประคองเด็กน้อยด้วยความทนุถนอมขัดภาพลักษณ์ที่ยกรถม้าขึ้นเมื่อคู่ไปจนหมดสิ้น เรียวนิ้วจิ้มแก้มใสเบาๆ ปกติจนเป็นคนที่รำคาญเสียงหวีดแหลมมาก แต่กับเด็กๆเหล่านี้เขาแทบไม่มีอาการอะไรให้เห็นเลยด้วยซ้ำ

‘สายสัมพันธ์ประหลาดเริ่มพันล้อมตัวเขาและเด็กๆเมื่อไหร่กันนะ… คิดรำพึงไปแต่ก็หาคำตอบไม่ได้เลย.. เพราะอะไรกัน?’

“ไม่หยุดร้องเลย...” พึมพำเบาๆพลางใช้นิ้วเรียวจิ้มแก้มเล็ก

“หรือจะหิว?” แม่นางหรั่นเอ่ยถึงก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้ามีนมไหม?”

“หน้าอก?” ดวงตากระพริบถี่ๆมองด้วยความสงสัย

"ข้าไม่ได้หมายถึงหน้าอก! หมายถึงนมน่ะนม!! นมแพะ นมวัวน่ะมีหรือไม่!?"

“ออ..มีขอรับ รอสักครู่..” เขาเอ่ยขณะที่อุ้มเด็กคนนึงก็หยิบนมแพะมาให้แม่นางหรั่น แล้วก้มหน้าเล่นกับเด็กทารกอีกคน

“นี่มันอะไรกัน!” เขาหันไปตามเสียงแล้วชะงัก.. ‘อยู่ๆทำไมเป็นเยี่ยงนั้นเสียล่ะ..’ กำลังเอ่ยถามแต่เสียงขอแม่นางหรั่นก็พูดขึ้นเสียก่อน

“ทะ...”

“เจ้าห้ามมองมาทางนี้นะ!” แม้จะไม่เข้าใจเท่าไหร่นักแต่ศีรษะก็พยักหงึกหงักแล้วหันกับไปเล่นกับทารกน้องอีกครั้งเช่นเดิม

“ขอรับ” สักพักใหญ่เสียงร้องของเด็กอีกคนจึงเงียบลง เขาจึงได้หมดกังวล ร่างเล็กๆในอ้อมแขนยิ้มหวานใสบริสุทธิ์ดุจหิมะที่พึ่งโปรยปรายสร้างความรู้สึกดีของเขาให้มีเพิ่มมากขึ้น แม้จะไม่รู้ว่าเป็นลูกของใครแต่ไม่เป็นไร เขาเต็มใจ.. เต็มใจที่จะดูแลพวกเขาให้ดียิ่งกว่าที่เคยและเป็นอยู่

“เด็กหยุดร้องแล้ว แต่ข้าต้องให้เขาอยู่ในท่านี้ตลอด จะทำอย่างไรดีเล่าทีนี้?” เหมือนพี่สาวจะสบถพึมพำแต่เขากลับได้ยินอยู่บ้าง ฟ่านเหลียนเงียบเหม่อมองไปที่ทะเลทรายตรงหน้า

"แม่นาง ข้าจะดูแลลูกของท่านให้ดี โปรดวางใจได้.." พี่สาวคงหมายถึงแม่ของเด็กๆ ฟ่านเหลียนได้ฟังก็กัดฟันแน่น.. หากมีพละกำลังกว่านี้ก็คงดีอย่างน้อยที่สุดเขาก็อยากจะฝังนางให้ถูกให้ต้องตามประเพณี อีกเรื่องที่ต้องขบคิดเห็นจะเป็นแล้วทำไมนางถึงมาสิ้นใจ ณ ที่นี่ กลางทะเลทรายแบบนี้… เพราะอะไรกัน?

“เราจะทำอย่างไรต่อไปดีขอรับ?” เขาเอ่ยขึ้นในขณะที่หัวก็ขบคิดเรื่องอื่นไปพลางๆ

“ข้าคิดว่าเราคงต้องดูแลพวกเขาไปก่อน แต่ข้าอุ้มเด็กทั้งสองแล้วขี่ม้าไปด้วยไม่ได้หรอกนะ”

“ให้ข้าอุ้มคนนึงก่อนไหมขอรับแล้วพอขึ้นขี่สัตว์ท่านค่อยรับอีกคน?” เขาลองเสนอความเห็นดู..ก็จริงอย่างที่พี่สาวว่า นางไม่สามารถทำแบบนั้นได้แน่ๆและเขาเองก็เช่นกัน

“เป็นความคิดที่ดี ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”

“ขอรับ”

“....แต่เจ้าถอดเสื้อคลุมมาให้ข้าทีสิ... ไม่เช่นนั้นข้าคงออกเรือนไม่ได้อีกแล้ว” ฟ่านเหลียนเห็นด้วยกลับความคิดของหญิงสาว เขาจึงถอดเสื้อคลุมสีหวานออกด้วยความยากลำบากเล็กน้อย สะบัดสองสามทีแล้วหลับตาเดินไปคลุมที่ตัวของแม่นางหรั่น ก่อนจะถอยออกมายืนจุดเดิม

“แสดงว่าถ้าข้าเห็น หมายความว่าข้าต้องรับท่านเข้าเรือน?” คิดแล้วก็สะบัดหัว

‘ไม่เอาด้วยหรอก.. นางเหมาะแก่การเป็นพี่สาวเสียมากกว่า’

“กล่าวเช่นนั้นอยากจะรับข้าไว้เองหรืออย่างไร?” เสียงขำเบาๆดังขึ้น ในขณะที่เขาก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธพัลวัน ก่อนจะยื่นเด็กอีกคนไปให้

“ไม่ขอรับเพราะข้าไม่ได้เห็นตัวท่าน..” พูดจบก็เปลี่ยนเรื่องไปที่เด็กแฝดทั้งสองในทันควัน

“แล้วเด็กสองคนนี้.. เราคงต้องเลี้ยงพวกเขาไปก่อน..”
“ถูก คงต้องเป็นพ่อแม่บุญธรรมไปจนกว่าจะหาทางออกได้”

“ขอรับ” ฟ่านเหลียนพยักหน้าเบาๆจนผมสีถ่านพริ้ว รอยยิ้มบางๆปรากฎขึ้น

‘พ่อแม่บุญธรรมงั้นหรือ? งั้นยินดีที่ได้พบนะลูกรักทั้งสอง..’

“เจ้าอยากมีลูกหรือ?” เสียงของแม่นางหรั่นทำเอาเขายิ้มขึ้นอีกรอบแล้วพยักหน้าเบาๆ

“ข้าอยากมีลูกมาตั้งนานแล้ว..”

“เช่นนั้นก็มีแล้ว ถึงสองคนเลยทีเดียว!” คำพูดติดตลกดังขึ้นมาก่อนที่นางจะเดินไปที่สัตว์เลี้ยง ส่วนเขาก็อุ้มเด็กอีกคนตามไป

จริงๆแล้วถึงจะบอกว่าอยากมีลูก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาอยากจะมีภรรยานักหรอก เพราะขนาดเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆเขายังแพ้ยับเยินมาแล้วนับภาษาอะไรกับจะไปหาภรรยามา หญิงใดจะสนคนที่พละกำลังน้อยและดีแต่ทำอะไรที่พวกนางก็พึงทำได้เช่นกันเป็นสามี นี่ยังดีที่เขายังพอใช้อาวุธได้เกือบทุกประเภทหากไม่เพราะบิดาเป็นแม่ทัพคงไม่ได้ฝึกมากถึงขั้นนี้ อีกทั้งเพราะอาหญิงที่เป็นยอดจอมยุทธ์หญิงสำหรับเขาฝึกฝนให้ด้วย ไม่เช่นนั้นคำว่าผักต้มก็คงจะเป็นคำเรียกที่ดูสูงส่งกว่าตัวเขาตอนนี้เสียกระมัง

“ซือเอ๋อร์ ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”

“ม๊ออออออ”

“ค่อยๆนะขอรับ” พูดในขณะที่ยื่นเด็กอีกคนไปให้นาง แล้วตัวเองจึงเดินไปขึ้นขี่เฟยหลิงและดึงเชือกของหนิงเจี้ยนให้เดินตามไปที่วัวของหญิงสาว

“ไปกันเถิดขอรับ”

“พร้อมแล้วก็ไปกันเถิด” เสียงดังขึ้นพร้อมกับเสียงเคลื่อนตัวของสัตว์ทั้งหมด.. ดวงตาเหม่อมองไปด้านหน้าไม่สนใจคนด้านข้างเพราะรู้ว่าหากไปเห็นอะไรที่ไม่สนควรเข้ามีหวังดับอนาถเป็นแน่..




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +35 ความหิว -24 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 35 -24 + 3

ดูบันทึกคะแนน

สวัสดี
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x156
x10
x10
x6
x3
x24
x1
x1
x4
x1

3

กระทู้

19

โพสต์

718

เครดิต

เงินชั่ง
1816
เงินตำลึง
14643
ชื่อเสียง
200
ความหิว
115

ใบรับรองภาษาฮั่น

ปาเป่า
เลเวล 1
โพสต์ 2018-1-27 12:45:53 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย wei เมื่อ 2018-1-27 20:07

{ แฟลชแบ็คย้อนวัยเด็ก }
จุดเริ่มต้นเรื่องราวของความโดดเดี่ยว

  ในวันที่แดดแรงจ้าอีกวันท่ามกลางได้ทะเลทรายทากลามากันอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตานี้
เป็นเส้นทางการขนส่งสินค้าที่สำคัญของกองคาราวานนั้นคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะมีผู้คนเดินทางกลางทะเลทรายแห่งนี้
''อ่านหนังสืออีกแล้วเหรอเจ้าหนู?’’
เสียงทุ้มเข้มของชายวันกลางคนที่หันมาถามเด็กชายตัวน้อยที่นั้งอ่านหนังสือบนหลังอูฐ
''ขอรับ..ลุงเชียง..’’
เสียงของเด็กน้อยเหว่ยได้ตอบกลับไปอย่างเฉยชาโดยไม่มีท่าทีหันมาสนทนากับอีกฝ่ายเลยซักนิด
''ฮ่า! เจ้าเหว่ยนี้! ข้ายังไม่แก่สักหน่อยเรียกลุงเชียวหรือ? เรียกท่านพี่อะไรทำนองนั้นสิ!’’
เสียงชายวัยกลางคนหัวเราะลั่นกับคำตอบของเด็กน้อย
''เจ้านี่ช่างต่างกับพ่อของเจ้าเสียจริง พ่อเจ้าสมัยเด็กนั้นช่างพูดช่างเจรจาแต่ดูเจ้าสิทำตัวเงียบหยั่งกะเป่าสาก พ่อค้าต้องช่างพูดจะเจ้ารู้ไหมเหว่ยถึงจะได้ใจลูกค้าไงเล่า!’’
เสียงหัวเราะชองชายหนุ่มดังขึ้นอีกครั้งก่อนจะนำมือไปตบที่บ่าของชายอีกคนที่กำลังจูงอูฐที่เด็กชายนั้ง
''เเหม่..เหว่ยก็เป็นแบบนี้มาตลอดนั่นแหละท่านเชียง ไม่พูดไม่จาเอาเสียเลย ข้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเขาดี
ข้าที่ดีใจที่เหว่ยรู้จักศึกษาหาความรู้แต่อยากให้พูดเยอะๆเหมือนลูกคนอื่นเขาบ้าง..’’
ชายที่จูงอูฐทำหน้าดูหนักใจ
''ขอโทษขอรับท่านพ่อ..’’
ก่อนเด็กชายจะพับหนังสือที่เขาอ่านอยู่ลง
''น่า..เจ้าไม่ต้องคิดมากหรอก ยังเด็กอยู่แท้ๆทำในสิ่งที่เจ้าอยากทำเถอะ''
ก่อนจะขยี้หัวเด็กชายเบาๆ
''เฮ้อออ..พ่อที่ต้องดูเเลลูกเพียงคนเดียวช่างลำบากเสียจริง เหว่ยเป็นเด็กที่น่าสงสารแท้ต้องเสียแม่ตั้งแต่ยังเด็กนัก จึงทำให้เหว่ยเป็นแบบนี้ก็ได้ เทียนหัวเจ้าเองก็น่าสงสารอายุก็ปูนนี้แล้วคงจะหาหญิงใหม่ยากแล้วล่ะ!’’
จากบรรกาศเงียบของกองพ่อค้าคาราวานก็หัวเราะลั่นขึ้นมาจากมุกไม่ฮาของชายวัยกลางคน
''โถ่! ท่านเชียงก็!เล่นมุขไม่ถูกที่จริงๆ! ถึงจะต้องจากกันแต่ยังไงข้าก็รักอี้เฟย์คนเดียวเท่านั้นแหละ!!’’
เทียนหัวทำหน้ามุ่ยก่อนจะเหลือบไปมองเด็กน้อยที่แอบกลั้นหัวเราะอยู่เบาๆ
''โถ่! เหว่ยก็อีกคนหัวเราะพ่อหรือนี่!! อย่าโตไปเป็นแบบท่านเชียงเชียวล่ะ!’’
ก่อนจะหยิกแก้มของเหว่ย เสียงหัวเราะดังสนั่นรอยยิ้มร่าเริงจากคนในกองคาราวานนั้นดูอบอุ่นใจเสียจริง แต่บรรกาศที่ดูรื่นเริงนั้นก็ไม่ได้อยู่ยาวนาน ลมเริ่มพัดเเรงขึ้นหนทางที่เดินข้างหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นทราย
''ทุกคน! หยุดประเดี๋ยวก่อนพายุทรายกำลังมา!!’’
เสียงที่ร่าเริงของชายวัยกลางคนเมื่อครู่ก็ตะโกนเสียงดังขึ้น กองคาราวานทุกคนไม่รอช้านำผ้ามาปิดหน้าปิดตาก่อนจะนำอูฐมานั้นรวมกันเป็นกลุ่ม
เพื่อรอให้พายุทรายสงบลงก่อนจะเดินทางต่อ
เทียนหัวกอดเหว่ยแน่นท่ามกลางพายุทราย เหว่ยก็นั้งอยู่เฉยๆไม่ได้แปลกใจอะไรกับพายุทรายครั้งนี้ในเพราะในการเดินทางบ้างครั้งก็จะมีพายุปรากฎขึ้นบางครั้งบางคราพอพายุสงบลงก็จะเดินทางกันต่อและระหว่างรอเหว่ยก็จะคล้อยหลับไปเสมอ...แน่นอนว่าครั้งนี้เองก็เช่นกัน
.
.
.
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเท่าไหร่พายุทรายก็สงบลงแล้ว เหว่ยรู้สึกหายใจไม่ค่อยออกเพราะผ้าที่ใช้ปกปิดใบหน้าและร่างกายมีมากขึ้น เหว่ยไม่ได้ยินเสียงใดๆจากรอบข้างและไม่ได้รู้สึกว่ามีใครอยู่ข้างๆเขาเลย เหว่ยคว้ามือออกไปรอบก่อนจะจับสิ่งนึงได้สัมผัสที่คุ้นเคยนั้นก็คือใบหน้าของเทียนหัว..น่าแปลกที่มันเย็นเอามากๆเลย เด็กชายรีบดึงผ้าออกจากตัวและใบหน้าของเขา
สิ่งที่เห็นอย่างแรกคือภาพของกองคาราวานที่คุ้นเคยนอนกองอยู่ที่พื้นน้ำสีแดงไหลเปรอะเปื้อนไปทั่วสินค้าที่จะนำไปส่งหายและกระจัดกระจายไปรวมถึงอุฐด้วย
ที่เบื้องหน้าของเหว่ยคือพ่อของเขาเทียนหัวนั้งลงกับพื้นมือข้างนึงถือดาบ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปนอกจาก
หัวของเขาหายไปเท่านั้น
หัวใจดวงน้อยของเหว่ยเหมือนจะหายไปในทันที ก่อนจะก้มลงมองสิ่งที่ตัวเองกำลังสัมผัสอยู่นั้นก็คือศรีษะของเทียนหัวนั่นเอง

''ท่านพ่อ..''

ทั้งๆทีเคยสูญเสียคนรักมาครั้งนึงแล้วทำไมครั้งนี้มันถึงได้เจ็บปวดนัก ความรู้สึกและความทรงจำมากมายนั้นท่วมท้นอยู่ในอกของเด็กชายที่พร้อมจะระเบิดของมา
''ไปกันเถอะ..ท่านพ่อ..''
เด็กชายไม่ได้ร้องไห้ไม่ได้ตะโกนความรู้สึกใดๆออกมา ดวงตายังคงเบิกโพลกเขาถือศรีษะที่ไร้วิญญาณก่อนจะก้าวขาออกไปในทะเลทรายที่กว้างใหญ่…
''ทำไมท่านพ่อไม่พูดอะไรบ้างเลย..?’’


ในคืนนั้นท่ามกลางทะเลทรายที่หนาวเย็นร่างของเด็กน้อย นอนอยู่ท่ามกลางผืนทรายดวงตาก็ใกล้จะปิดลงทุกทีด้วยอากาศที่หนาวเย็นเช่นนี้ เด็กน้อยยังคงกอดศรีษะเอาไว้แน่น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งถึงแม้ว่าเด็กชายจะผ่านอากาศที่หนาวเย็นคือนี้ไปได้สุดท้ายเขาก็อาจจะต้องจบชีวิตโดยการเป็นอาหารของสัตว์ร้ายในทะเลทรายก็เป็นได้..
แต่จู่ๆก็เหมือนมีดวงไฟส่องสว่างดวงเล็กๆทามกลางความมืดของทะเลทราย..
''เจ้าหนู!เป็นอะไรรึเปล่า!!?ทำไมถึงมีเด็กตัวเล็กมานอนกลางทะเลทรายได้?’’
ชายหนุ่มผิวสีคล้ำที่ดูเหมือนตากแดดมานานแถมยังแต่งกายด้วยผ้าสีส้มแปลกๆเส้นผมก็ไม่มีเลยสักเส้น เขารีบพยุงตัวเด็กชายขึ้นมา
''!!’’
ชายหนุ่มสะดุ้งโหย่งกับสิ่งที่เด็กชายกอดเอาไว้
''พ่อของข้า’’...''ช่วยพ่อของข้าที..ได้โปรด..’’
เด็กชายเริ่มดูเหมือนไร้สติเริ่มพูดจาถึงพ่อของเขามากขึ้น มากขึ้น..


''ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ย่อมมีการจากลา..’’

คำพูดเบาๆของชายหนุ่มแปลกหน้าที่พูดให้กับเด็กชาย ทันใดนั้นน้ำใสๆก็ไหลท่วมของมาจากดวงตาของเด็กน้อย
เสียงตะโกนลั่นของมาจากส่วนลึกของจิตใจเหมือนอยากจะให้ทุกคนบนโลกนี้รับรู้ถึงความรู้สึกของตนเอง
เด็กชายสะอื้นไม่หยุดเขาร้องไห้โดยไม่รู้ว่าต่อไปเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร
ชายแปลกหน้าอุ้มเด็กน้อยขึ้นก่อนจะปลอบเด็กน้อยด้วยคำว่า
''ไม่เป็นไรๆ..เจ้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้หรอก..’’
เหว่ยเริ่มหยุดสะอื้น ร่างกายของเขาหนักอึ้งสุดท้ายเหว่ยก็คล้อยหลับไปบนบ่าของชายแปลกหน้า..



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -16 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -16 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ม้าขาว
ธนูล้ำค่า
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x20
x8
x40
x60
x20
x5
x50
x20
x20
x60
x2
x50
x25
x50
x25
x50
x19
x1
x4
x6
x1
x35
x2
โพสต์ 2018-4-1 18:17:53 | ดูโพสต์ทั้งหมด
มังกรในทะเลทราย

     ซีเหวิน ซงเฉียง หลง และ นภา เดินทางจากแคว้นโหรวหรานมาอยู่กลางทะเลทรายแห่งนี้ได้เป็นหนึ่งวันเต็มๆ  ทว่าเสบียงอาหารที่เตรียมมาก่อนจะออกเดินทางจากแคว้นโหรวหรานมายังที่นี่เริ่มร่อยหรอเต็มที่แล้ว   

     แม้กระทั่งน้ำดื่มที่นางคิดว่าตนเอง เอามาเยอะนักเยอะหนา ก็หมดไปกับความกระหาย   ขณะเดียวกันทะเลทรายที่แสนจะแห้งเหือดแห่งนี้ก็ยังคงไม่ปรากฎให้เห็นวี่แววของต้นกระบองเพชรที่จะนำมาดับกระหาย

     อากาศที่ร้อนระอุทำเอาผิวที่อยู่ใต้ผ้าคลุมนั้นเริ่มหมองคล้ำขึ้นมาเล็กน้อย  และมีบ่อยครั้งที่ความร้อนสร้างภาพลวงตาให้นางได้เห็นผู้คนจำนวนมากเดินไปมา  ทั้งๆที่จริงแล้วบริเวณนั้นคือที่อยู่ของเหล่าอีแร้งหัวโกร๋นทั้งหลายที่รอรุ้มทึ้งเหยื่อที่หมดสภาพเรี่ยวแรง และลมหายใจ

     เมื่อใดก็ตามที่เกิดเห็นภาพหลอนพวกนั้นหลง และนภาจะเตือนนางอยู่ร่ำไป  โดยเฉพาะนภาที่รู้ว่าขนาดตัวมันคงไม่ใช่คู่ต้อสู้ของอีแร้งนั้นจิกหัวซีเหวินเบาๆให้อยู่ห่างๆจากพวกแร้งหลายต่อหลายครั้ง    ส่วนเจ้าหลงก็คำรามเพื่อดึงสตินาง แล้วก็ขู่เหล่าอีแร้งให้อย่ามาใกล้ซีเหวิน   

      “ กรรรรรรรรร ”   ( พี่สาวถ้าไม่อยากเสียบริสุทธิ์ให้แร้งกินละก็ มีสติหน่อยสิ )

     ซีเหวินเองก็ไม่รู้ว่าจะมีสติขี่ม้าคู่ใจข้ามทะเลทรายแห่งนี้ไปได้หรือไม่เพราะหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล  และทั้งๆที่เห็นอีแร้ง แต่กลับไม่พบสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากซากศพ  และไม่พบแม้กระทั่งต้นไม้สักต้น   

      ‘ สมชื่อจริงๆ " ทากลามากัน "  ทะเลทรายที่เข้าแล้วออกไม่ได้ ’  ซีเหวินคิดในใจ  และในตอนนั้นห่างออกไปค่อนข้างไกลสิ่งที่นางเห็นคือเงารูปร่างเหมือนต้นไม้ และสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนนก   แต่เพราะมันไกลซีเหวินจึงการันตไม่ได้ว่าเงาที่ตนเห็นตรงหน้าเป็นเพียงภาพลวงตาหรือของจริง  

      นางไม่มีทางเลือกนอกจากต้องพิสูจน์เท่านั้น  นางเปลี่ยนทิศออกจากเส้นทางที่มุ่งหน้าตรงไปยังแคว้นจิงเจวี๋ยเล็กน้อย  ขี่เบี่ยงไปทางซ้าย   เมื่อใกล้บริเวณต้นไม้ที่นางเห็นเท่าไหร่นางก็เห็นด้านหลังต้นไม้ที่มีแองน้ำอยู่ด้านหลังมากเท่านั้น    ส่วนสิ่งมีชีวิตรูปร่างเหมือนนกตัวใหญ่นั้นก็น่าจะเป็นอีแร้งเหมือนเคย

      ราวๆสิบห้านาทีหลังจากนั้น  ในที่สุดนางก็ไปถึงบริเวณนั้น  ต้นไม้สูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลทราย  ด้านข้างต้นไม้คือแอ่งน้ำขนาดใหญ่   ทั้งนางและสัตว์เลี้ยงต่างตาเบิกโพลงมองภาพด้านหน้าไม่กระพริบตา

      บางทีด้านหน้าของพวกนางอาจจะเป็นเพียงภาพหลอน  หรือบางทีมันอาจเป็นสวรรค์ นางอาจตายไปแล้วก็ได้  ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางบนเส้นทางที่แสนจะร้อนและทรมานทำให้นางคิดแบบนั้น   แม้ว่าสัญชาติญานของนางจะบอกว่าตรงหน้านางคือเรื่องจริง

      “ หลง  ซงเฉียง  นภา  น้ำแหละ  น้ำ พวกเจ้าเห็นมั้ย   น้ำ "    ซีเหวินพูดก่อนจะอุ้มเจ้าหลงและกระโดจากหลังซงเฉียง   
  
      เมื่อเท้าถึงพื้น นางก็นึกขึ้นมาได้ว่ามีบางอย่างที่อยู่บนต้นไม้ที่นางเห็นก่อนจะมาถึงโอเอซิสเล็กๆแห่งนี้   แต่ก่อนที่ซีเหวินจะหันไปมองบนต้นไม้เจ้านภาที่เกาะอยู่บนหัวซงเฉียงก็บินหนีไปเสียแล้ว

      ซีเหวินคาดว่าถ้านางหันหน้าไปมอง  คงจะเจอสัตว์หัวเกรียนหน้าเกลียดที่จ้องจะกัดกินนภาทว่าผิดถนัด เจ้าแร้งตัวนี้กับดึงดูดสายตาของนางเอาไว้ ด้วยความสง่างามของมัน  หน้าตาคล้ายมังกรที่นางเห็นในภาพวาด


      ดวงตาของมันที่จับจ้องมองมาที่นางนั้นดูมีพลัง  หัวและลำคอมีขนปุกปุยลำ   สีของหัวตามลำตัวมีสีส้มออกแดงและ ขนปีกเป็นสีดำนั้นตัดกันเป็นอย่างมาก  จะงอยปากของมันที่ง้อยลงมายิ่งทำให้ใบหน้าของมันคล้ายกับมังกร  และมีกระจุกขนสีดำบริเวณจะงอยปากล่างแลดูคล้ายเครา    นอกจากนี้ลำตัวมันยังมีขนาดใหญ่กว่าพวกแร้งที่หัวเกรียนพวกนางพบเจอเมื่อครู่     ทำให้นางรู้แน่ชัดว่ามันต่างจากแร้งทั่วไป



     ซีเหวินมองมันไม่ละสายตา  มันเองก็เช่นกันดูเหมือนจะสนอกสนใจซีเหวินไม่น้อยไปกว่ากัน และซีเหวินเองก็รู้จักสัตว์ตัวนี้ดีเพราะนางเคยอ่านเจอในตำราเกี่ยวกับนก    นางมองหน้ามันพลางระลึกถึงเรื่องราวที่ได้อ่านมา   ใช่แล้ว  สิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้านางนั้นคือแร้งเครา   ชื่อมันก็มาจากกระจุกขนสีดำบริเวณจะงอยปากที่ดูคล้ายเครา

      ทันใดนั้นเองมันก็ไม่พูดไม่จาโฉบกระโจนลงมาทางนางด้วยความรวดเร็ว  ความเร็วของมันทำให้รู้ว่านางคงหลบมันไม่พ้นเป็นแน่แท้    ซีเหวินหลับตาปี๋  มือทั้งสองข้างกอดเจ้าหลงไว้แน่น

     ‘ ถ้ามันทำร้ายข้าละก็  หน้าข้าเสียโฉมแน่ ’  ซีเหวินยังคงปิดตาแน่น

      สักครู่หนึ่งนางก็รู้สึกถึงอุ้งมือที่กว้างใหญ่ และ หนักอึ้งวางอยู่บนไหล่   พร้อมกับเสียงร้องที่ทรงพลังของเจ้าแร้งเครา  จังหวะเดียวกันนางก็รู้สึกว่าจะงอยปากของมันกำลังสางผมของนาง และไม่ได้ทำอะไรนาง   นางจึงลืมตาขึ้น

          แร้งเคราที่เกาะอยู่บนไหล่ของนางนั้นยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นนักล่าอย่างแท้จริง  ไม่ว่าจะเป็นแววตาที่ฉายความอหิตเล็กน้อย  กรงเล็บที่ยาว  และอุ้งมือที่ทรงพลัง

      แต่ว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตามความสวยของแร้งเคราตัวนี้ก็ทำให้ซีเหวินเองก็แอบอยากจะได้มันมาเป็นเพื่อนในการเดินทาง  แม้ว่านางจะรุ้ดีว่าเจ้านภาที่บินหนีไปจิบน้ำอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแอ่งน้ำจะไม่คิดเช่นนั้นก็ตาม   

     มันหยอกเล่นกับนางทั้งเลียแก้ม  เดินไปเดินมาบนบ่าของนางอยู่เรื่อยๆ   แม้ตอนซีเหวินกินน้ำมันก็บินไปเกาะซงเฉียง  และน่าแปลกที่ซงเฉียงจะให้มันเกาะ  ทั้งๆที่ซงเฉียงเองกว่าจะเข้ากับสัตว์เลี้ยงของนางแต่ละตัวมันก็ใช้เวลาพอสมควร

     “ อะไรกัน  พวกเจ้าเข้ากันได้ดีนี่นา   ”  ซีเหวินที่กินน้ำเสร็จเรียกเจ้านภากลับมา  ซึ่งเจ้านภาก็ยอมกลับมาโดยดี  มันบินมาเกาะบนหัวของซีเหวิน   ทว่าตัวมันสั่นเหมือนองค์ลง   สั่นจนหัวซีเหวินที่อยู่ในผ้าคลุมนั้นฟูออกมา

    “ ใจเย็นๆ นภา เจ้านี่นะใจดีจะตาย ”  ซีเหวินอุ้มนภาลง ไว้บนหัวซงเฉียงเช่นเดิม  ทว่ามันยังคงสั่นไม่หยุดแรงสั่นของนภาทำเอาเจ้าซงเฉียงเหลือตามอง    ส่วนด้านซีเหวินเองก็เป็นกังวลเล็กน้อย แต่นางก็เชื่อว่าเจ้าแร้งเคราจะไม่ทำร้ายสัตว์เลี้ยงของนาง

     “ กรรรรรรรรรรรร ”   เจ้าหลงที่อยู่บนพื้นร้องขู่ว่าอย่ามาทำเป็นตีซี้นะ  แต่เจ้าแร้งก็ดูไม่ทุกขืไม่ร้อนมันยังคงเกาะอยู่บนหลังซงเฉียง และไม่ขยับตัวด้วยซ้ำ   ตามันจ้องมองซีเหวิน

    ซีเหวินอุ้มเจ้าหลงขึ้น ก่อนจะค่อยๆวางมันลงบนคอซงเฉียงเบาๆ  " อะไรกัน  ทำไมพวกเจ้าถึงทำกับเจ้าแร้งตัวตัวนี้เหมือนมันเป็นตัวร้ายเลยละ  มันออกจะดูใจดีออก "

    ซีเหวินพูดจบเจ้าแร้งก็บินขึ้นไปบนท้องฟ้า และบินวงเป็นวงกลมก่อนจะชี้ทางให้ซีเหวินกลับเข้าสู่เส้นทาง  

    " เห็นมั้ย ดูแสนรู้กว่าเจ้าอีกหลง  "  ซีเหวินยิ้ม  ก่อนจะลูบหัวเจ้านภาปลอบให้มันหยุดกลัว

     ' หึหึหึ ข้าก็อยู่ในทะเลทรายนี้มานานโขแล้ว เบื่อกระดูกแร้งพวกเดียวกันจะแย่แล้ว  เจ้ามนุษย์หน้าโง่  ม้า นก แล้วก็ลูกหมีขาวเนี่ยหน้ากินเสียไม่มี  หึหึหึ  แค่รอเวลาที่พวกมันตายแล้วค่อยกินศพใหม่ๆไม่ไหวแล้ว '  แร้งเครามองลงด้านล่างของมันคือกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่จะกลายเป็นอาหารอันโอชะของมัน

     " อืม แต่เพื่อนใหม่พวกเราดูน่ากลัวไม่ใช่เล่น  งั้นข้าให้มันชื่อโจโฉละกันนะ "  ซีเหวินขี่ซงเฉียงตามโจโฉไปโดยไม่ลังเล   

     









คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +15 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -32 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 15 + 500 + 25 -32 + 5

ดูบันทึกคะแนน

.....
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x10
x50
x30
x1
x1
x115
x21
x111
x22
x14

2

กระทู้

41

โพสต์

8440

เครดิต

เงินชั่ง
4080
เงินตำลึง
21982
ชื่อเสียง
3920
ความหิว
-37

ใบรับรองภาษาฮั่น

เจ้านก
เลเวล 1
โพสต์ 2018-9-2 16:12:47 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Huiming เมื่อ 2018-9-2 16:14

{ ทำดีได้ดี }




เช้าวันใหม่มาเยือน ฮุ่ยหมิงเดินทางออกจากหมู่บ้านนอกด่านหลังจากได้อยู่ช่วยเหลือมาแล้วหนึ่งไว้ เธอหวังว่าหลังจากที่ได้ให้ความช่วยเหลือไปแล้วในระดับหนึ่ง ชาวบ้านจะสามารยืนด้วยตนเองได้ภายหลังจากนี้


หญิงสาวกลับมาสู่การเดินทางท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนละอุอีกครั้ง เธอเริ่มจะชินชากับทัศนียภาพของทะเลทรายและความร้อนนี่ขึ้นทุกทีๆ แม้ในช่วงแรกๆจะรู้สึกยินดีปรีดากับทัศนียภาพที่ผืนทรายสีส้มตัดกับท้องฟ้าสีสวย ดูแล้วราวกับภาพวาด แต่บางครั้งการที่เห็นอะไรเดิมๆซ้ำๆมันก็นำมาสู่ความชินชาได้


ใบหน้าสวยเริ่มมีเหงื่อเม็ดเล็กๆผุดจนไรผมเปียก เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่หยิบน้ำขึ้นมาดื่ม จนเริ่มจะหมดไป หลายครั้งไอความร้อนจากแสงอาทิตย์บิดเบือนสายตาเธอให้เห็นว่าข้างนอกมีร่มเหงาอยู่หลายครา แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆมันก็หายไปเสียอย่างนั้น


ร่างบางที่เริ่มจะหมดแรงเพราะความร้อนหยุดขึ้นและจิบน้ำอีกครั้ง  พลางทอดสายตามองไปด้านหน้า และพบว่ามีกลุ่มคาราวานไม่ใกล้ไม่ไกลนักจากตัวเธอ เนื่องจากน้ำที่เตรียมมาเริ่มใกล้จะหมด จึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาเพื่อที่จะขอซื้อน้ำจากพวกเขา


แต่ทว่าเมื่อเดินเข้าไปใกล้ ดูเหมือนพวกคาราวานพ่อค้าจะตกอยู่ในที่นั่งลำบากเสียแล้ว ร่างสูงใหญ่ที่ดูแล้วน่าเป็นชาวยุทธ์คนนึงกำลังโวยวายแถมยังมีอาวุธในมือ มีทวนที่ดูแล้วน่าจะไม่ได้เอามาถือเล่นๆเป็นเครื่องระดับ เพราะมันถูกใช้ชี้หน้าไปยังพ่อค้าคนหนึ่งในคาราวาน


ท่ามกลางทะเลทรายร้อนระอุเช่นนี้ยังมีแรงมาตีกันอีกหรืออย่างไร ?


เกรงว่าจะไม่มีคนให้ขอน้ำจึงตัดสินใจเดินเข้าไปยังกลางวงและเอ่ยกับชายร่างใหญ่ที่มีอาวุธ และดูว่าในขณะนี้ไม่น่าจะเป็นมิตรเท่าที่ควร


“คนพวกนี้ทำอะไรให้ท่านรึ ?”


หญิงสาวเอ่ยถาม ชายร่างสูงใบหน้าที่ดูดีผิดการกระทำเหลือบมองหญิงสาวที่เข้ามาห้ามอย่างไม่ได้ยินดีนัก


“ขะ ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย อยู่ๆเจ้านี่มันก็ วะ เหวอ !”


พ่อค้าผู้เคราะห์ร้ายเอ่ยด้วยสีหน้าที่หวาดกลัวเต็มที่ เหงื่อที่ผุดบนใบหน้าจนเกือบจะเหมือนไปตกน้ำมาของเขาไม่รู้ว่าเพราะความกลัวหรือความร้อนครั้งนี้กันแน่ แต่เหมือนคนที่ถือทวนจะไม่พอใจที่เขาเอ่ยปากฟ้องนักเดินทาสาวที่เข้ามาช่วยจึงทำท่าจะแทงหัว ดีที่พ่อค้านั่นยังมีบุญอยู่หลบทวนที่ว่านั่นอย่างหวุดหวิด ก่อนจะล้มลงไปนั่งตัวสั่นหงึกๆ


“เจ้าเป็นชาวยุทธ์ใช่หรือไม่ ทำไมเอาฝีมือมาใช้รังแกคนไม่มีทางสู้แบบนี้เล่า”


เอ่ยเจรจาดูก่อนอย่างปัญญาชน อันที่จริงท่ามีฝีมือมากกว่านี้เธอคงเข้าไปต่อยคนตัวโตให้ล้มไปแล้ว แต่หญิงสาวสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายดูไม่ธรรมดาแน่ๆ การต่อสู้จึงเก็บไว้อย่างหลังดีกว่า


“หนวกหูจริง น่ารำคาญ !!” ไม่ว่าเปล่าฟาดทวนมายังหญิงสาวนักเดินทาง จนเธอเกือบจะใช้วิชาตัวเบาโดดหลบแทบไม่ทัน พ่อค้าที่ยืนมุงอยู่เมื่อครู่ถึงกับวงแตกออกไปยืนอยู่ห่างๆ


เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สามารถเจรจาได้ด้วยแล้ว จึงตั้งท่าสู้และใช้สมองครุ่นคิดว่าเธอจะใช้อะไรตอบโต้เขาได้บ้าง ซึ่งในตอนนี้วรยุทธ์และอาวุธที่เธอมีก็คือ วิชาตัวเบาแถมยังพื้นฐาน ธนูไม้ที่ใช้ล่าสัตว์ และไม้เท้าอันหนึ่งดวงตาคู่สวยเหลือบไปสำรวจคู่ต่อสู้อีกครั้งและพบว่า


สู้ไม่ได้แน่


ในขณะที่มัวแต่วิตก ชายบ้าคลั่งดูเหมือนจะไม่สนใจสักนิดว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง ก่อนจะใช้ทวนพุ่งตรงเพื่อเข้ามาแทงเธออีกครั้ง หญิงสาวใช้วิชาตัวเบาพื้นฐานที่เรียนมากระโดดหลบไปอีกด้าน เพราะอีกฝ่ายพุ่งตนเข้ามาจึงเปิดช่องว่างให้หญิงสาวกระโดดไปด้านข้าง คว้าไม้เท้าที่ดูแล้วน่าจะเอาฟาดหัวคนได้อยู่ ยกคืนหมายทุบไปยังท้ายทอยของอีกฝ่ายแต่ทว่า ชายหนุ่มร่างโตดูจะมีฝีมือมากกว่าเธออยู่มากโข เขาไหวตัวทันใช้แขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อปัดหญิงสาวจนกระเด็นออกไปพร้อมกับไม้เท้านั่น


แน่นอนว่าหญิงสาวร่างบางที่โดนแรงของชายฉกรรจ์หุ่นล่ำฟาด ถึงกับลุกแทบไม่ขึ้น ในขณะที่เงยหน้ามาเธอก็พบว่าด้านแหลมของทวนจ่ออยู่ที่คอเธอเสียแล้ว ทำเอาหญิงสาวถึงกับกลืนน้ำลายเพราะความหวาดเสียวว่าปลายแหลมที่ว่านั่นจะแทงทะลุเธอเมื่อไหร่


“เหอะ! ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”


หญิงสาวเบิกตาโพลงกว้างเพราะว่าปลายแหลมของทวนใกล้เข้ามาแล้ว เพราะความไม่อยากตายของหญิงสาว มือเล็กยกขึ้นมากำทวนนั่นไว้แน่นได้ทันท่วงที ทำเอาอีกคนถึงกับชะงัก เมื่อเห็นอีกฝ่ายประมาทหยุดการเคลื่อนไหวเพราะมัวแต่งง หญิงสาวใช้จังหวะนั้นดึงแย่งมาและตวัดทวนหันด้านแหลมไปยังเจ้าของของมันทันที


“ประมาทเสียจริงนะ”


ว่าอีกฝ่ายพร้อมทำท่าจะแทง ชายร่างใหญ่ถึงกลับล้มลงไปนั่งเอามือกุมหัวและโววายจนหมดความน่ากลัวที่มีเมือครู่


“อ๊ากกกกก !”


ก่อนที่ร่างใหญ่นั่นจะล้มตึงฝุ่นตลบ ครั้งก่อนก็แม่หญิงประหลาด มาครานี้เธอต้องเจอคนบ้าอีกแล้ว มนุษย์มีหลายประเภทอย่างที่ท่านจุนเคยบอกเธอไว้จริงๆ


คนบ้าเมื่อครู่สิ้นฤทธิ์ไปแล้ว กลุ่มพ่อค้าคาราวานต่างก็พอกันเข้ามาขอบคุณหญิงสาวยกใหญ่ เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อครู่ พวกเขาเห็นเธอใช้ไม้เท้าสู้กับชายผู้นั้น จึงมอบอาวุธและของส่วนอีกนิดหน่อยให้เธอ


“เอาไปนี่ อย่าปฏิเสธล่ะแม่หนู ข้าไม่อยากจะคิดถึงตอนที่เจ้าใช้ไม้เท้าไปสู้กับศัตรูอีก”


เป็นจริงตามที่พ่อค้าว่า หญิงสาวยิ้มแห้งเพราะปฏิเสธไม่ได้จึงรับอาวุธเหล่านั้นมา และขอบคุณพ่อค้าเหล่านั้นที่มอบของให้ตน


“ถ้าเช่นนั้นแล้ว ข้าขอตัวนะพวกท่าน เดินทางปลอดภัย”


ขณะที่กำลังจะเดินทางต่อ สายตาก็เหลือบไปเห็นชายไร้สติเมื่อครู่นอนจมทรายอยู่  ภาพของชายร่างใหญ่ที่ร้องโวยวายเพราะกลัวหญิงสาวตัวเล็กๆแบบเธอทั้งๆที่อีกฝ่ายมือมากกว่า ทำหญิงสาวสงสารจะทิ้งไว้ให้แห้งกลางทะเลทรายดูจะใจร้ายเกินไป
ลากไปไว้ที่อื่นแทนแล้วกัน


“ท่านพ่อค้า ! ”


ตะโกนเรียกเหล่าคาราวานพ่อค้าที่กำลังจะไป และตกลงซื้อเกวียนมาใช้ลากร่างใหญ่โตที่นอนหมดสภาพ หญิงสาวใช้แรงทั้งหมดที่มีพยายามยกร่างที่เต็มไปด้วยก้อนกล้ามเนื้อเพื่อจะพาขึ้นเกวียนอย่างทุลักทุเลแล แม้จะเป็นคนขี้สงสารแต่ความระแวงที่มีมากมายของเธอก็ยังคงมี จึงคว้าเอาอาวุธของชายคนนั้นยึดไว้ก่อน เพราะเกรงว่าจะตื่นมากลางคันแล้วบ้าไล่ตีเธออีก


กว่าจะพาขึ้นได้สำเร็จเล่นเอาหญิงสาวหมดแรงเนื่องจากน้ำหนักที่ห่างกันหลายเท่าตัว  แม้จะอยากนั่งพักแต่บรรยากาศท่ามกลางท่ามกลางทะเลทรายร้อนนี่คงไม่ใช่เรื่องดีอีกทั้งอยากจะรีบออกจากทะเลทรายเพื่อที่จะนำร่างของชายผู้นี้ไปทิ้งไว้ตรงอื่นก่อนที่จะตื่น ซึ่งอย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยอีกฝ่ายทิ้งให้นอนแห้งกลางทะเลทราย  จึงตัดสินใจขับเกวียนออกไปหาที่ที่ไม่ใช่ทะเลทรายโดยไว










คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +100 ความหิว -64 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 100 -64 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ขวานยาว
ตัวเบาพื้นฐาน
กำหนดลมหายใจ
ต้าเสวีย
รถม้าหรูหรา
เกราะทองแดง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x8
x1
x1
x15
x15
x10
x25
x5
x20
x20
x100
x25
x25
x50
x35
x50
x100
x25
x25
x1
x20
x50
x8
x6
x7
x90
x54
x2
x10
x50
x2
x29
x15
x14
x57
x200
x1
x90
x71
x50
x150
x120
x558
x500
x40
x39
x1

231

กระทู้

1237

โพสต์

33หมื่น

เครดิต

ภูน้ำต่างแดน ลมเดือนร่วมฟ้า

เงินชั่ง
68327
เงินตำลึง
177450
ชื่อเสียง
108844
ความหิว
686

ใบรับรองเหมือง(โกลเด้นท์ร็อค)(รายสามเดือน)ใบรับรองภาษาอาร์เมเนียใบรับรองภาษาฮิบรูใบรับรองภาษาเปอร์เชียใบรับรองภาษาฮั่นใบรับรองภาษาละติน

คุณธรรม
7997
ความชั่ว
0
ความโหด
271
霸王龍
เลเวล 1

เซี่ยง เหมย

ข้าไม่ได้อ่อนแอนะ
pet
โพสต์ 2018-9-5 00:04:55 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย WeishaoTien เมื่อ 2018-9-5 00:32

                                  เดินทางต่อไป ตามเส้นทางที่ไม่มีใครขีดไว้                                  ทุกก้าวเดินของตัวเราคือการขึดเขียนชาตะชีวิตของตัวเอง
                                  จนเกิดเป็นประวัติชีวิตของเราขึ้นมาในปัจจุบัน แต่...
                                  ทำไมข้าถึงพูดอะไรแบบนี้ออกมา ข้าจำเรื่องราวของตัวเองได้ที่ไหนล่ะ ฮะๆๆ


เนื้อเรื่องที่ 3(พิเศษ)

วันที่ 5

                                   กับการพูดภาษาต่างชาติให้ได้ภายใน7วัน ตอนนี้ก็เข้าสู่วันที่5 ของการเรียน ซึ่ง.. เรายังไม่ได้เรียนกันเพราะตอนนี้เราอยู่ที่กลางทะเลทราย แน่ล่ะกลางทะเลทราย เราจะเรียนอะไรกันได้ นอกจากการทายสิ่งที่นางหยิบขึ้นมาและให้ข้าบอกเป็นภาษาของนางว่ามันเรียกว่าอะไร มันก็เพลินอยู่อ่ะนะ ถ้ามันไม่ทำข้าหน้าทิ่มทราย กินทรายคำใหญ่เข้าปาก แล้วเสียน้ำไปกระติกนึง ให้ตายสิ.. แต่ช่างเถอะ อย่างน้อยข้าก็ได้รู้ว่าสิ่งที่นางเอามาให้ทายที่นั่นก็มี และที่นั่นเขาเรียกกันอย่างนั้น ก่อนที่จะค่อยๆเริ่มพูดในสิ่งที่นางได้สอนข้ามา โดยที่จู่ๆนางเริ่มพูดก่อน

                                  "วันนี้ร้อนเนอะ"

                                  "แน่ล่ะนี่กลางทะเลทรายนะ แต่ไม่ต้องห่วงอีกเดี๋ยวก็จะถึงแล้ว"

                                  "อืมม.. เข้าพูดได้เก่งขึ้นนะ ผิดบ้างถูกบ้าง"

                                  "ก็ยังถูกมากกว่าเมื่อก่อนล่ะน่ะ"

                                  "ก็ดี เจ้าก็ไม่ได้หัวทึ่มเหมือนที่พูดไว้นี่นา"

                                  "พูดมากน่ะ มันเป็นผลจากความพยายามของข้าตังหากล่ะ"

                                  "อ๋อ งั้นเหรอ"

                                  "......."

                                   

                                  ก่อนที่การสนทนาทั้งหมดจะค่อยๆเงียบลงไปอีกครั้งความสูงของข้ากับนางที่กำลังนั่งอยู่บนอานม้าที่อญู่บนม้าตอนนี้ ข้ายังสูงกว่านิดๆ จริงๆมันก็เท่าๆกันนั่นล่ะ ให้ตายสิแดวันนี้แรงกว่าทุกวันจริง แล้วก็... ข้าเองก็ลืมไปว่าข้าเผลอ.. ใช้คำว่าเผลอดีกว่า เพราะข้าไม่ใช่เป็นพวกที่จะซื้อของอะไรแบบนี้ติดตัวไว้ มันคือหมวกไผ่ที่มีผ้าคลุม ใครจะไปนึกล่ะ ว่ามันจะได้ใช้ในเวลาเช่นนี้ อาจจะเป็นการถือวิสาสะเล็กน้อย ข้าหยิบหมวกที่ซื้อมาวางไว้บนหัวนางโดยที่นางไม่รู้ตัว ในขณะที่เดินทางอยู่นั้นเอง
                                 ข้าเองก็มีแบบของข้าอยู่แล้วที่ใช้มานาน แบบที่อะไรๆก็ต้องมีเหล็กเป็นส่วนประกอบ แน่ล่ะ เจ้าหมวกไผ่ที่ข้านี่ก็ก็มีแผ่นเหล็กบางๆสานทับไว้อยู่เหมือนกัน ป้องกันไว้น่ะ เผื่อมันเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ไอ้หมวกนี่ก็ทำเป็นโล่ได้ชั่วคราว ถึงแม้ว่าทั้งตัวของข้าตอนนี้จะถูกหุ้มไปด้วยเหล้กก็ตามที ปลอดภัยไว้ก่อนเป็นดี...

                                    ก็... เราใช้เวลาเดินทางไม่นานเท่าไหร่นักถึงผ่านทะเลทรายออกมาแล้ว ตรงหน้าของเรา คือที่หมายของข้า...

                                    ค่ายหลี่กัน...


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ชื่อเสียง +50 ความหิว -18 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 50 -18 + 5

ดูบันทึกคะแนน


"山川异域, 风月同天, 寄诸佛子, 共结来缘
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รัดเกล้ามงคล
สมาธิผืนป่า
จื่อซิงหม่า
ปรัมปราศิลาศักดิ์สิทธิ์
ทวนเสี้ยวพระจันทร์
หมวกไผ่ผ้าคลุม
ตัวเบาขั้นสูง
ดมกลิ่น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x10
x1
x1
x50
x3
x45
x12
x3
x41
x1
x40
x1
x1
x300
x6
x1
x3
x4
x25
x5
x1
x1
x1
x1
x30
x30
x1
x1
x20
x1
x1
x70
x2
x1
x375
x20
x6
x4
x80
x40
x110
x70
x8
x4
x115
x130
x295
x11
x77
x106
x1
x1
x1
x452
x10
x170
x130
x15
x90
x390
x1
x100
x90
x220
x1
x440
x3
x3
x200
x401
x4
x425
x2
x100
x3
x400
x2
x444
x160
x200
x10
x15
x400
x20
x200
x400
x35
x31
x2
x60
x200
x25
x4
x200
x9
x140
x1
x600
x20
x400
x500
x40
x7
x150
x31
x420
x1
x602
x600
x590
x3
x2400
x200
x84
x600
x120
x2
x6
x400
x200
x76
x3
x24
x20
x11
x400
x15
x4
x40
x35
x401
x100
x1
x1
x15
x400
x200
x3
x11
x12
x1
x54
x15
x51
x15
x15
x1930
x2000
x7
x5982
x52
x120
x2
x7
x13
x860
x540
x15
x1
x610
x154
x3
x260
x2
x2
x99
x99
x70
x260
x147
x405
x325
x350
x280
x14
x887
x314