ดู: 1190|ตอบกลับ: 33

{ หมู่บ้านนอกด่าน } หมู่บ้านไป๋จื่อ

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2017-12-8 20:56:07 |โหมดอ่าน

ห มู่ บ้ า น ไ ป๋ จื่ อ
[ ห มู่ บ้ า น น อ ก ด่ า น ]





[

หมู่บ้านประหลาดที่มีเพียงพื้นที่ของหมู่บ้านเท่านั้นที่โดนปกคลุมไปด้วยหิมะหนาตลอดปี
ตามหลังคาบ้านเรือนและพื้นที่มีแต่หิมะที่เกาะกลุ่มเต็มไปหมด
มีคนว่ากันว่ามีหลังจากเหตุการณ์เหล่าปีศาจคนชุดดำบุกโจมตี พร้อมเรือที่เหาะได้
หมู่บ้านแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยหิมะตลอดทั้งปี


ด้วยภัยสงครามจากการสู้รบกับชงหนู หมู่บ้านแห่งนี้จึงรกร้างว่างเปล่า ผู้คนที่หลบพวกชงหนูรอดชีวิต
ก็ต่างไม่ยอมจากไปไหน พวกเขาเหล่านั้นต่างใช้ชีวิตที่หมู่บ้านนี้ต่อไป
แต่ด้วยทรัพยากรที่ถูกชงหนูปล้นในคราเดียว
จนเหลือเพียงน้อยนิด บางทีหมู่บ้านนี้อาจมาถึงจุดจบแล้วก็ได้

ทั้งสามพันชีวิตต่างพร้อมใจสู้ชีวิตอดอยากตายพร้อมกัน พื้นดินทีถู่กเปลวไฟชงหนูเผาจนไม่อาจปลูกพืชใดๆ
ด้วยผู้คนในหมู่บ้านไม่เคยออกห่างหมู่บ้านแม้แต่น้อย ทำให้ไม่รู้จักโลกภายนอก นานๆ ทีถึงจะมีนักเดินทางผ่านมา

ปัจจุบันชาวหมู่บ้านไป๋จื่อที่เหลือรอด ได้พากันอพยพหนีจากหมู่บ้านไป๋จื่อลงใต้
้ด้วยพื้นที่ปัจจุบันเต็มไปด้วยหิมะ ฤดูหนาวตลอดกาลท่ามกลางทะเลทราย
ทำให้ผู้คนลี้ภัยไปหาที่อยู่ใหม่



เล่ากันว่าหมู่บ้านแห่งนี้อยู่มานานแสนนาน
เมื่อครั้นยุคบรรพกาลในสมัยหนานเยว่ ไป๋จื่อตัวสุดท้ายได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านคนหนึ่ง
หลังจากโดนเหวิ่นเทียนและชายผิวคล้ำผ้าโพกหัวตัดเขาของมัน อาการปางตาย
แต่ก็รอดมาได้ด้วยชายคนนี้ที่ผ่านทางมา และเข้าใจในการสื่อสารกับสรรพสัตว์
เขาร่ายบทกวีปลอบใจสัตว์เขาเดียวจนสามารถยืนหยัดมีชีวิตต่อไป

เขาได้พาไป๋จื่อเดินทางไปทางตะวันตก จนหลงมาในหุบเขาแห่งหนึ่ง ทั้งสองใช้ชีวิตในหุบเขาด้วยกัน
จนไป๋จื่อจากโลกนี้ไป เลือดของไป๋จื่อก่อกำเนิดเป็นหมู่บ้านรูปร่างประหลาด
( ต้นแบบไอเดียในการพัฒนายามาไท )

ชายคนนั้นได้พบรักกับสตรีก่อนจะมีลูกและใช้ชีวิตในหมู่บ้านแห่งนี้จนกลายเป็นที่มา "หมู่บ้านไป๋จื่อ"
ก่อนเขาจะหายสาบสูญไปทิ้งเพียงภรรยาและลูกไว้เบื้องหลัง ตำนานมีว่า เขาถูกยานยูเอฟโอดูดลักพาตัวไป
อีกตำนานเล่าว่า เขาเป็นเทพจำแลงกายมาสร้างหมู่บ้านที่สงบสุขและกลับขึ้นแดนเทพ
( ตามความเชื่อของคนในหมู่บ้านไป๋จื่อ )





{ ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้รกร้างไร้ผ็คน และ เมื่อนักเดินทางแวะพักจะรู้สึกถึงความหนาวสั่นขนลุกขนพองจากบรรยากาศที่อธิบายไม่ได้ }




ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2020-10-20 20:18:31

การใช้บริการจุดพักม้าของ ไร้สำนัก

หมายเหตุ: ผู้ใช้บริการได้จะต้องผ่านเควส
"ไร้สำนัก - ได้รับตราไร้สำนัก" ที่หุบเขาคนโฉดก่อน


(1) เขียนโรลอิสระแจ้งผู้ดูแลรถม้า
(2) เขียนโรลอิสระตามผู้ดูแลเช็คคิวรถม้า
(3) เขียนโรลอิสระมอบ ป้ายทองสำนัก ให้ ผู้ดูแลจุดพักม้า 3 ป้าย เพื่อยืนยันว่าเป็นชาวไร้สำนัก
(4) เขียนโรลอิสระไปขึ้นรถม้า รอคนรถนำรถออกจากหุบเขาคนโฉด / สถานที่ลับ
(5) เขียนโรลอิสระเดินทางตามอัธยาศัย 15,000 ไบต์
** ลงได้เพียงเฉพาะสถานีเป้าหมายเท่านั้น ไม่สามารถลงกลางทางได้ **


{ สถานีเป้าหมาย }
(หุบเขาคนโฉด)  จุดพักม้า
(ฉางอัน)  โรงฝึกนางรำ เข่ออ้าย สาขานอกเมืองฉางอัน
(ด่านเหมียนจู)  สถานสงเคราะห์มูลนิธีจ่างเทียนซื่อ
(หวยหนาน)  กระท่อมตระกูลโจว - ร้าง
(เป่ยผิง)  โรงเหมอฉีเป่ย
(ด่านซันไห่กวน)  หมู่บ้านเฟิ่งหวง
(ด่านหานกู่กวน)  ร้านบะหมี่จิ่นหยุน
(ด่านอู่กวน)  หอบัญฑิตเหวินเต๋อ
(ด่านตงกวน)  ตลาดสามสหาย
(ด่านเฉินชาง)  ตลาดกวอเหมิน
(ด่านกู่หยางผิง)  โรงเตี๊ยมสิบสี่
(เทียนซุย)  บ่อนโพรงจิ้งจอก
(ด่านหยังกวน)  หมู่บ้านไป๋จื่อ
(ด่านอี้เหมินกวน)  โรงหมอจี๋จ้าวหยาง


#โรลเพลย์ถึงสถานีเป้าหมายที่ของเมืองดังกล่า



←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x1
x5
x5
x5
x18

158

กระทู้

1069

โพสต์

163

เครดิต

เงินตำลึง
100
ดีนาเรียส
0
ชื่อเสียง
0
ความหิว
105

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
400
ความชั่ว
0
ความโหด
0
โพสต์ 2018-1-1 13:22:20 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LanXinLi เมื่อ 2018-1-1 17:53

{ เควส 2 ภัยสงคราม : เดินทางกลับบ้านเกิด }

ไม่เชื่อข้าก็ขอให้เชื่อฟ้าดิน

     ใกล้ถึงโหรวหรานแล้ว แต่ทว่าซากปรักหักพังของหมู่บ้านไป๋จื่อเบื้องหน้าทำให้นางกับสัตว์สี่เท้าสองตัวต้องหยุดลงมาดู บ้านเมืองทรุดตัวลงหมดเหลือแต่ไม้ที่ถูกเผาจนเป็นถ่านสีดำ ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตหรือต้นพืชสีเขียวอันใดที่พอจะบอกได้ว่ามีผู้มีชีวิตอาศัยอยู่ ลมพัดมาอีกคราโบกกองทรายบนพื้นขึ้นไปในอากาศ สังเกตุจากความอ้างว้างเหล่านี้แล้ว ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากโหรวหรานมาก ..หรือจะโดนพวกชงหนูมารุกรานเช่นกัน? สตรีชุดแดงเดินวนรอบซากปรักหักพังจนกระทั่งมีร่างหนึ่งเดินเข้ามาล็อกคอนางจากข้างหลัง

     "เจ้าเป็นใคร!" ชายร่างสูงที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามพุ่งเข้ามารัดแขนแกร่งรอบคอน้อยๆของนางแล้วตะโกนกรอกหูจนขี้หูข้างในลุกขึ้นเต้นระบำ

     "อ่อก.. แค่ก!"

     "ยังไม่ตอบอีกรึ!" ข้าจะตอบยังไงเล่า ท่านล็อกคอข้าอยู่นะ! รัดแขนแน่นขึ้นไปอีก เฮือกก! หรั่นซิ่นหลี่ทนไม่ไหวต้องลงแรงจิกแล้วแล้วทุบไปที่แขนแกร่ง เป็นเวลาสักพักกว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวแล้วยอมคลายแรงลง

     "ข้าแค่จะมาไหว้หลุมศพที่โหรวหราน!" นางตอบชัดเจน อีกฝ่ายที่ได้ยินถึงกับชะงักไปแล้วปล่อยนางให้เป็นอิสระแต่โดยดี

     "เจ้าเป็นญาติกับคนที่ถูกชงหนูฆ่ารึ?" เมื่อไปมองคนข้างหลังก็พบกับชายร่างสูงที่มีหนวดเคราเฟิ้ม กล้ามนั่นพี่ท่านได้แต่ใดมา...?

     "ข้าแค่ผู้รอดชีวิตที่กลับมาเยี่ยมบุพการีเท่านั้น" ตอบพลางหลุบตาลงต่ำ ทำให้ชายตรงหน้ารับความรู้สึกผิดเข้าเต็มอก

     "เอ่อ.."

     "เหตุใดที่นี่จึงมีสภาพเช่นนี้ แล้วคนไปอยู่ไหนหมด?" กำลังจะปลอบ นางก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วเดินไปรอบๆอีกครั้ง

     "ชาวบ้านที่นี่สู้รบปรบมือกับพวกชงหนูจนเสียชีวิตไปหลายคน บ้านเมืองถูกเผาวอดวายจนหมด ไม่เหลือแม้แต่ที่ทำกินให้ปลูกอะไรได้อีกต่อไป คนที่เหลืออยู่ก็ยังวนเวียนอยุ่แถวๆนี้ แต่การจะตามหาพวกเขานั้นยากลำบากนักเพราะไม่มีผู้ใดแวะเวียนมาเลย ทำให้พวกเขาหวาดกลัวต่อผู้คนและหลบลี้หนีไปเสมอ" ร่างสูงอธิบาย

     "เป็นเช่นนี้.. ข้าชื่อหรั่นซิ่นหลี่ เป็นชาวโหรวหราน แล้วท่านชื่ออะไร?" คิ้วเรียวขมวดครุ่นคิด

     "ข้าชื่อ วูซู เป็นชาวหมู่บ้านไป๋จื่อแห่งนี้ ข้าคอยดูแลคนที่รอดชีวิต"

     "ข้ารบกวนท่านพาไปหาคนเหล่านั้นได้หรือไม่?" นางไม่อาจทิ้งคนลำบากไว้ได้ เอาเถิด! ท่านพ่อ ท่านแม่ ได้โปรดรอข้าอีกสักนิดเถอะนะ!

     "ย่อมได้ แต่เจ้าระวังสัมภาระให้ดี พวกเขาหิวโหยกันมาก อาจพุ่งใส่เจ้าจนได้รับบาดเจ็บได้"

     ไม่ทันขาดคำก็มีสองร่างพุ่งออกมาจากซากปรักหักพังแล้วกุลีกุจอคว้าถุงสัมภาระของนาง มือพวกเขาข่วนไปตามร่างบางจนได้แผลไม่น้อย เส้นผมสีดำยาวถูกกระชากด้วยอีกฝ่ายกลัวว่านางจะมาทำร้าย

     "แม่นาง!" วูซูทำท่าจะเข้ามาช่วย เช่นเดียวกับเสี่ยไป๋และซือเอ๋อร์ที่เตรียมพุ่งเข้ามาแล้ว

     "ม๊อออ!!" (นายท่าน!)

     "ฮี้!!" (นายท่าน!)

     "อย่าเข้ามา!" เห็นอีกฝ่ายกำลังจะกระชากคนออกจากร่างนางจึงรีบห้าม "หากพวกเจ้าเข้ามาห้าม พวกเขาจะยิ่งกลัวคน!" หรั่นซิ่นหลี่รีบกางแขนคว้าสองร่างที่พยายามรุมทึ้งบนร่างนาง แขนยาวโอบพวกเขาเข้าสู่อ้อมอกอุ่นแล้วลูบศรีษะ ผ่านไปสักครู่ทั้งสองก็สงบลง "ใจเย็นลงแล้วหรือไม่.." เมื่อมองดูอย่างชัดเจนก็พบว่าทั้งสองเป็นเด็กสาวที่ผิวหนังแทบจะหุ้มกระดูกอยู่แล้ว

     "ฮือ..." ทั้งสองเริ่มร้องไห้ระงม เสียงนั้นทำให้ชาวบ้านที่หลบอยู่ออกมามุงได้ราวสิบกว่าคน

     "หลงเอ๋อร์! หลิงเอ๋อร์!" ผู้ที่ดูเหมือนจะเป็นมารดาเด็กทั้งสองรีบฝ่ากลุ่มคนเข้ามากระชากเด็กทั้งสองออกจากอ้อมอกนางในชุดโลหิต พวกเขามองนางอย่างหวาดกลัวด้วยใบหน้าและสีชุดที่รวมกันแล้วแลดูวิจิตรเกินมนุษย์มนา นางเป็นใครกัน..? คำถามปรากฏในใจของชาวหมู่บ้านไป๋จื่อเป็นเสียงเดียวกัน

     "พวกท่าน.. คือผู้รอดชีวิตใช่หรือไม่?" หรั่นซิ่นหลี่ปัดฝุ่นที่เกาะตามตัวแล้วลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับชาวบ้าน ความสูงของนางทำให้พวกเขาดูตัวเล็กลงไม่มากก็น้อย แต่กระนั้นก็ยังเตี้ยกว่าวูซูที่ยืนข้างหลังนางอยู่ดี

     "ใช่แล้วแม่หนู.. แล้วเจ้าคือ?" ผู้เฒ่าท่านหนึ่งเอ่ยปากขึ้นแล้วมองมาที่นาง

     "ข้าชื่อหรั่นซิ่นหลี่ เป็นเช่นเดียวกับพวกท่าน ที่ผ่านมาข้าอยู่ในค่ายพยัคฆ์จนวันนี้เสี่ยวหลี่กลับมาเยี่ยมบ้าน เห็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงเดือดร้อนเช่นเดียวกันจึงอดไม่ได้ที่เข้ามาช่วยเหลือ ทุกท่าน! ได้โปรดรับความหวังดีจากข้าด้วย" นางมาด้วยใจ ทำด้วยใจ ..แต่พวกเขาจะเชื่อนางหรือไม่?

     "ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร!" มารดาเด็กทั้งสองเมื่อครู่ตะโกนใส่นางลั่น รู้อยู่เต็มอกว่าที่ผิดนั้นคือบุตรสาวตน แต่กระนั้นก็ยังอดไม่ได้ที่จะโกรธเคืองสวรรค์ เหตุใดจึงไม่ช่วยชาวบ้านเฉกเช่นที่ช่วยหญิงสาวผู้นี้บ้าง!  คิดแล้วแค้นใจนัก!

     "ลูกข้าร้องไห้ถึงสองคน ข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่าเจ้ามาดีไม่ได้มาร้าย!"

     "ท่านยึดจะอาวุธข้าก็ได้ จะเอาถุงสัมภาระข้าไปก็ยังได้ แต่ท่านจะทำให้ผู้ที่ผิดเป็นถูกและโกรธเคืองผู้ที่ไม่ได้ทำอะไรผิดไม่ได้ อย่างน้อยไม่เชื่อข้าก็ขอให้เชื่อฟ้าดินที่ส่งเรามาเจอกันเถอะ!" คำตอบของนางทำให้หญิงวัยกลางคนหน้าชา

     "เจ้า!"

     "ขอกล่าวให้เข้าใจโดยง่าย ข้ามีทั้งอาหารและน้ำ มีเรี่ยวแรงมากกว่าพวกท่านในตอนนี้มากแน่ ข้าจะช่วยเท่าที่จะช่วยได้ แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับพวกท่านแล้วว่าจะรับความหวังดีจากคนแปลกหน้าผู้นี้หรือไม่" นางจะไม่มัดมือชก และจะไม่พูดอ้อมค้อมให้มาก พวกเขาต้องการนาง ไม่มีวันที่จะปฏิเสธได้ลงหรอก

     "ตกลง!" วูซูที่ยืนอยู่ข้างหลังกล่าวเสียงดัง "หรั่นซิ่นหลี่ ข้าเชื่อเจ้า!" เห็นชายที่คอยช่วยเหลือผู้คนมาตลอดยังไว้ใจคนแปลกหน้าเช่นนางได้ พวกเขาจึงไม่มีข้ออ้างใดที่จะต้องปกิเสธ หรั่นซิ่นหลี่จึงถกแขนเสื้อและชายกระโปรงชุดขึ้นก่อนจะเริ่มงานทันที

     @Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ชื่อเสียง +35 ความหิว -11 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 35 -11 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1

158

กระทู้

1069

โพสต์

163

เครดิต

เงินตำลึง
100
ดีนาเรียส
0
ชื่อเสียง
0
ความหิว
105

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
400
ความชั่ว
0
ความโหด
0
โพสต์ 2018-1-1 17:29:52 | ดูโพสต์ทั้งหมด
{ เควส 2 ภัยสงคราม : เดินทางกลับบ้านเกิด }

สิ่งที่กำลังจะมา

     "พี่วูซูกับชาวบ้านที่พอมีกำลัง พวกท่านช่วยกันขนไม้เหล่านี้ออกไปได้หรือไม่? ให้เหลือเป็นพื้นที่ว่างๆไว้ ใช่ๆ.. วางไว้ตรงนั้นแหละ" หรั่นซิ่นหลี่เปลี่ยนชุดสีแดงของต้นเป็นเสื้อผ้าชุดเก่า คาดไว้ไม่ผิดว่าจะต้องสกปรกเลอะเทอะ นางช่วยพวกเขาเคลื่อนย้ายซากปรักหักพังออกเพื่อสร้างศูนย์พักพิงขั่วคราว มือน้อยมัดคานไม้ใหญ่แล้วรัดเอวตนก่อนจะลากขาเดินพรืดๆ แต่คานไม้นั้นก็ไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว จนวูซูที่ยืนดูอยู่ต้องเข้ามาช่วย "เจ้าไปทำอย่างอื่นเถอะ ตรงนี้ให้พวกข้าจัดการเอง!" นางจึงยิ้มฝืดแล้วเดินไป

     "ท่านผู้เฒ่าเจ้าค่ะ ยังมีคนอื่นๆอีกหรือไม่คะ?" หรั่นซิ่นหลี่เดินไปถามท่านผู้เฒ่าที่นั่งพักอยู่

     "มีสิ แต่พวกเขา.." ใบหน้าชราซีดลงทันตา "ป่วยหนักมาก"

     "ป่วยหนักหรือ? เป็นโรคอะไรกัน"

     "พวกเขามีไข้ตัวร้อนและมีตุ่มแปลกๆขึ้นตามตัว" ผู้เฒ่าชราอธิบาย หรั่นซิ่นหลี่รู้สึกไม่ดีจึงรีบรบกวนเขานำทางนางไป สองเท้าก้าวถึงแหล่งพักพิงหนึ่งในซอกลีบที่มีซากไหม้กั้นพิงไว้ให้ปกปิดจากสายตาผู้คนภายนอก ข้างในมีคนอยู่ราวสิบกว่าคน หากรวมกับที่นางพบตอนแรกก็นับได้ยี่สิบเลยทีเดียว

     "แค่กๆ.. ท่านผู้เฒ่า" สตรีนางหนึ่งเอื้อนเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา เมื่อสังเกตุดีๆตามเนื้อตัวนางและคนข้างในมีแต่ตุ่มประหลาดคล้ายตาปลาแต่ไม่ใช่ มันถี่และบางส่วนลามไปถึงดวงตา นี่มัน...!!

     "อย่าแตะต้องนางนะ!" หรั่นซิ่นหลี่ห้ามชายชราที่ทำท่าจะเข้าไปสัมพัสกายหญิงสาวผู้นั้นไว้ "นี่มันโรคฝีดาษ!"


     จากเหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้หรั่นซิ่นหลี่ต้องรีบพาท่านผู้เฒ่าออกมาจากจุดนั้นแล้วเรียกรวมพลชาวบ้านที่อยู่ข้างนอก นางไม่ใช่หมอแต่จากตำราที่ซื้อมาพอรู้คร่าวๆเท่านั้น จึงจัดแจงให้ทุกคนยืนกันเป็นแถวแล้วช่วยกันหาว่าตามตัว เปลือกตา หรือลิ้นของใครมีตุ่มคล้ายตาปลาขึ้นหรือไม่ เพื่อพบว่าไม่มีผู้ใดเป็นเช่นนั้นจึงสอบถามต่อไปว่าที่ผ่านมามีใครสัมพัสตัวคนป่วยไปบ้าง เกือบทุกคนยกมือขึ้นเพราะคนเหล่านั้นเปรียบเสมือนครอบครัวพวกเขา จะรังเกียจลงได้อย่างไร

     "เช่นนั้นเราต้องรีบต้มน้ำแล้ว"

     "ที่นี่มีบ่อน้ำอยู่ข้างหลัง ข้าจะช่วยเจ้าตักน้ำเอง" ชายรุ่นคนหนึ่งเดินเข้ามาหานางเมื่อได้ยินคนพูดถึงต้มน้ำ

     "ขอบคุณมาก อ้ะ.. นั่นกะละมังใช่หรือไม่" โชคดีเหลือบไปเห็นกะละมังใบหนึ่งอยู่รอบนอกของซากไหม้ มันมีรอยดำนิดหน่อยแต่ไม่เป็นรู พอใส่น้ำได้ หรั่นซิ่นหลี่จึงให้ชายผู้นั้นตักน้ำใส่กะละมังนี้แล้วตั้งไฟต้มให้เดือด จากนั้นให้ทุกคนใส่เสื้อผ้าของตนเองลงไปทันที

     "ฟังข้านะ พวกท่านทุกคนต้องต้มทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ต้มให้เดือดเพื่อกำจัดเชื้อออกไป ฝีดาษเป็นโรคที่ติดต่อได้แม้การสัมพัส ระหว่างนี้ขอให้ทุกคนอาบน้ำด้วยน้ำต้มสุกด้วย" หรั่นซิ่นหลี่กล่าวก่อนจะรีบร้อนก่อกองไฟ นางเป่าและถูไม้เล็กน้อยกิ่งไม้แห้งก็เริ่มมีประกาย ในที่สุดไฟก็ติด โชคดีที่ซากไหม้พวกนี้มีหลายส่วนนำมาเป็นถ่านได้

     หลังจากที่ทุกคนทำตามที่นางบอกเสร็จเรียบร้อย หรั่นซิ่นหลี่จึงแจกแจงให้คนกลุ่มหนึ่งหาไม้ที่พอใช้งานได้มาทำคานแล้วใช้ใบไม้ก่อเป็นมุงหลังคามัดด้วยฟาง ส่วนอีกกลุ่มให้หาของที่พอกินได้มาประกอบอาหาร แต่แล้วสายตาแหลมคมนางก็เห็นก้อนเนื้อชิ้นหนึ่งในมือเด็กสาวที่ชื่อหลงเอ๋อร์ "แม่นาง ก้อนเนื้อนี่ทานไม่ได้ มันเสียแล้ว" นิ้วเรียวชี้รอยเขียวจนเกือบเน่าบนเนื้อ เมื่อมองดูดีๆจึงรู้ได้ว่านี่คือเนื้อวัว และถูกตัดไปแล้วบางส่วนด้วย

     "แม่นาง เจ้าคงไม่ได้.."

     "ตายแล้วลูกแม่!  เจ้าเจออาหารแล้ว ทำดีมาก มาๆ เอาเนื้อนั่นมาทำอาหารกัน" มารดาเด็กสาวเห็นบุตรีตนอุ้มก้อนเนื้อแดงมาก็ดีใจใหญ่ และไม่ลืมที่จะเขม็งใส่หรั่นซิ่นหลี่

     "ท่านป้า ก้อนเนื้อนี่ทานไม่ได้ และถ้าข้าคาดไม่ผิด แม่นาง เจ้าให้คนที่นี่ทานเนื้อนี่ใช่หรือไม่?" นางเพ่งมองเด็กสาวที่ยืนหลุบตาลงต่ำ "แม่นาง" นางถามเน้นย้ำอีกรอบ

     "...." เด็กสาวมองไปอีกทาง มารดานางเห็นดังนั้นจึงรีบออกตัว

     "เอ๊ะ! เจ้านี่ มีอาหารก็ดีแค่ไหนแล้วห้ะ จะเอาอะไรกับลูกข้านักหนา!?"

     "ท่านป้า ข้าไม่ได้จะ.."เนื้อนั่นมันกินไม่ได้นะ!

     "อ๋ออ เป็นเพราะนางหาอาหารมาได้ล่ะสิ เจ้าก็เลยอิจฉา!"

     "ท่านป้า!" เหลือจะทนแล้ว นางตวาดใส่ร่างวัยกลางคนจนอีกฝ่ายสะดุ้งโหยงไป "หัดฟังคนอื่นเขาพูดให้จบก่อนเถอะ! ที่ข้ากำลังจะบอกก็คือไอ้ก้อนเนื้อนั่นมันเน่า! และถ้าสิ่งที่ข้าคิดไว้ไม่ผิด ฝีดาษที่คนของพวกท่านเป็นอยู่มาจากไอ้เนื้อเน่าๆนี่!" สิ้นเสียงหวาน คนรอบข้างก็รีบเข้ามามุง มารดาเด็กสาวถึงกับหน้าถอดสีเพราะตนเองก็กินไปส่วนหนึ่งด้วย

     "นี่มัน.. หลงเอ๋อร์ เนื้อนี่เจ้าบอกพวกข้าว่าฆ่าวัวมาได้ไม่ใช่หรือ" ชายคนหนึ่งในหมู่บ้านเดินมา เห็นเด็กสาวกำลังอุ้มก้อนเนื้อแดงหน้าตาคุ้นๆจึงเอ่ยปากถาม

    "ขะ ข้า" เด็กสาวหน้าซีดปากสั่น

     "หลงเอ๋อร์ พูดสิว่าเนื้อนี่กินได้ ...ใช่มั้ยลูก?"

     "ข้า.. ข้า.. ข้าขอโทษ!!"

     "หลงเอ๋อร์!" ลมแทบจับ มารดาเด็กสาวล้มพับไปทันทีเดือดร้อนคนต้องแบกนางไปที่อื่นก่อน ในขณะที่หรั่นซิ่นหลี่กำลังพิจารณาเหตุการณ์เบื้องหน้า นางก็รีบเปิดตำราสมุนไพรที่เพิ่งซื้อมา แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีบันทึกใดเขียนไว้เลย นางจึงทำได้แค่บอกพวกเขาว่า 'ทุกอย่างจะดีขึ้น' ด้วยรอยยิ้มเท่านั้น

     @Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ชื่อเสียง +25 ความหิว -14 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 25 -14 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1

158

กระทู้

1069

โพสต์

163

เครดิต

เงินตำลึง
100
ดีนาเรียส
0
ชื่อเสียง
0
ความหิว
105

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
400
ความชั่ว
0
ความโหด
0
โพสต์ 2018-1-1 17:49:38 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LanXinLi เมื่อ 2018-1-1 18:43

{ เควส 2 ภัยสงคราม : เดินทางกลับบ้านเกิด }

คุณชายหน้าหยก

     ศูนย์พักพิงสร้างเสร็จทันตะวันลับฟ้า หรั่นซิ่นหลี่จึงนำเสบียงของตัวเองไปแบ่งให้ชาวบ้าน นี่ก็ใกล้จะมืดแล้ว.. อย่างไรก็ต้อง ต้องรีบหาวิธีรักษาให้เจอ! นางเดินแจกเสบียงที่ตนมีอยู่ให้ทุกคนในศูนย์พักพิงรวมถึงคนป่วยโรคฝีดาษด้วย นางใช้วิธีอธิบายให้พวกเขาฟังแล้วใช้ไม้กระดานแผ่นหนึ่ง คอยส่งอาหารและน้ำเข้าไปแทนการสัมพัสด้วยมือ ในตอนแรกคิดว่าพวกเขาเข้าใจแล้ว แต่ไหนเลยคำตอบที่ได้รับกลับมาคือ "พวกข้าเตรียมใจตายไว้แล้วล่ะ" ฟังแล้วใจนางหดหู่ยิ่งนัก..

     หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้วนางก็กลับมาที่จุดต้มน้ำก่อนจะเริ่มตั้งไฟ นางกำลังเตรียมน้ำสะอาดเพื่อให้พวกเขาได้ใช้ได้ดื่มกัน นางหยิบฟืนข้างตัวคอยป้อนใส่กองไฟ เฝ้ามองช่วงเวลาที่น้ำเดือดแล้วตักส่วนหนึ่งออกมาล้างภาชนะทั้งหมดที่ใช้ในวันนี้

     "แม่นางหรั่น วันนี้เจ้ายังไม่ได้พักเลย ข้าเตรียมน้ำร้อนไว้ให้อาบแล้ว ไปพักอาบก่อนเถิด" วูซูกำลังเดินตามหานางจึงเข้ามาเรียก ก่อนจะผลัดเปลี่ยนกันไป หรั่นซิ่นหลี่เดินไปหลังซากไหม้จึงเห็นถังไม้ใส่น้ำร้อนขึ้นควันเล็กน้อย นางจึงถอดเสื้อผ้าแล้วลงไปในถังช้าๆ ผิวขาวเย็นสัมพัสน้ำทำให้มีควันลอยขึ้นมา สบายตัวนัก..

     "ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าจะทำอย่างไรดี.." พูดอย่างตัดเพ้อพลางคิดจนปวดศรีษะ ทำให้ต้องนวดขมับเล็กน้อย

     กึก.. ตึง!

     "ใคร!" นางหันขวับไปข้างหลังทันทีที่ได้ยินเสียงเศษไม้หล่น เมื่อมองดูดีๆก็พบกับบุรุษชุดขาวที่ล้มลงไปกองกับพื้น ดูอนาถตานัก..

     @Fanlian

     "เจ้าเป็นใคร.." นางหรี่ตามองเขา ก่อนจะขยับร่างเข้ามาใกล้ขอบถังไม้ ยื่นแขนยาวออกไปหมายจะช่วยชายผู้นั้นให้พยุงตัวเองขึ้นมา

     @Fanlian

     "หน้าตาก็ดีไม่น่าเป็นถ้ำมองเลยนะเรา" จะว่าอย่างไรดี นางเริ่มจะชินกับการพบเจอในลักษณะแบบนี้เสียแล้ว หรั่นซิ่นหลี่ใจดีวักน้ำออกมาเช็ดใบหน้าเขาที่เปื้อนดินออกให้ ด้วยเพราะเห็นว่าเขาตัวเล็ก คงเป็นเด็กชายกระมัง

     @Fanlian

     "แม่นางหรั่น ข้าได้ยินเสียง มีอะไรให้ช่วยหรือไม่!" วูซูที่กำลังต้มน้ำอยู่ได้ยินเสียงหวานตะโกนเรียกผู้ใดไม่อาจทราบได้ เขาไม่อาจเดินเข้ามาใกล้ที่ชำระล้างกายนางได้เช่นกัน จึงได้แต่ส่งเสียงมา

     "ไม่มีอะไร ข้าปลอดภัยดี!" นางตะโกนตอบกลับไป ท่าทางเขาไม่น่ามีพิษภัยอะไร คงเป็นแค่เด็กอยากรู้อยากเห็นกระมัง

     @Fanlian

    "ข้าควรจะถามเจ้ามากกว่าว่าเจ้ามาจากที่ใด เอ้า! ยังไม่รีบหันไปอีก ข้าจะขึ้นจากน้ำแล้ว" กล่าวไม่รอ เพราะนางจะขึ้นแล้วจริงๆ ผิวที่ปลายนิ้วเริ่มจะเปื่อยแล้ว หรั่นซิ่นหลี่ปีนลงจากถังน้ำแล้วหยิบเสื้อผ้าตนเองมาสวม ก่อนจะสะกิดบุรุษหน้าหยกให้หันมาได้

     @Fanlian

     "ตกลงเจ้ามาจากไหน"

     @Fanlian

     "เป็นเช่นนั้น? ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็คงจะเจอชาวบ้านคนอื่นๆแล้วใช่หรือไม่?" เมื่อรู้ว่ายังมีคนรอดชีวิตอีก ใจก็ชื้นขึ้นมาบ้าง

     @Fanlian

     "อา ฝั่งคนของข้ามีกลุ่มหนึ่งเป็นฝีดาษ ..เอาอย่างนี้ แยกกันไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน"

     @Fanlian

      เมื่อตกลงกันเสร็จสรรพ หรั่นซิ่นหลี่ก็กลับไปหาคนกลุ่มของนางเพื่อนอธิบายให้ฟังว่าขณะนี้พบผู้รอดชีวิตอีกกลุ่มแล้ว แต่นางไม่อยากให้พวกเขาติดเชื้อฝีดาษไปด้วยจึงแยกไว้ก่อน

     วันนี้นางกินหมั่นโถวลูกหนึ่งและแบ่งอีกสองลูกให้ม้ากับวัวก็เพียงพอแล้ว

     @Fanlian
     @Admin


มอบซาลาเปา 20 ลูก


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ชื่อเสียง +300 ความหิว -16 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 300 -16 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1
โพสต์ 2018-1-1 17:58:03 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fanlian เมื่อ 2018-1-1 18:02

{ภัยสงคราม}
[ไช่ฟ่านเหลียน]


บทที่ 2 เส้นทางที่ต้องก้าวไป : ภารกิจที่ต้องดำเนิน [1]

สิ้นสุดการเดินทางที่รอนแรมมาหลายเพลาตอนนี้ภารกิจของไช่ฟ่านเหลียนก้าวเข้าสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง ดวงตาสีน้ำตาไหม้เหลือบมองบริเวณโดยรอบที่มีเพียงความว่างเปล่า เศษเผาไหม้และขี้เถ้าลอยลิ่วปลิวว่อนไปหมดทุกย่างก้าวที่เดินไป ชาวบ้านทั้งหลายต่างมีสีหน้าหดหู่จนน่าใจหาย ดวงหน้าชื้นเหงื่อเพียงเหลือบมองกับเจ้าผิงอัน ลำคอแห้งผากจนน้ำเสียงที่จะเอื้อนแทบไม่มี

ขณะนั้นมีเด็กน้อยตัวเล็กเดินผ่านท่าทางดูเหมือนเด็กจรจัดและไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย เขาอายุราวๆเพียงน่าจะสักสิบสองขวบปีเท่านั้น แต่แม้ถึงจะไม่มีจะกินเพียงไร ดวงตาของฟ่านเหลียนเหลือบมองไปที่เด็กน้อยที่ไม่คิดจะขโมยของๆคนอื่นเลยด้วยซ้ำ เด็กชายตัวน้อยลัดเลาะเส้นทางไปเพื่อหลบหลีกผู้คนและกลิ่นอาหารเพียงน้อยนิดที่หอมโชยไปตามลม มือเล็กก็กุมท้องไปด้วยอย่างน่าสงสาร ฟ่านเหลียนพยักหน้ากับผิงอัน แล้วค่อยๆแอบเดินตามไปมอง

ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างเล็กน้อย... เด็กคนนั้นสลบไป…

“ให้ตายสิ” ฟ่านเหลียนค้นหาเครื่องนุ่งห่มในกระเป๋าแล้วนำมาวางแล้วนำตัวเด็กน้อยนอนทับ ถุงหอมที่พกติดตัวบัดนี้นำมาใช้แทนเครื่องหอมไปเสียก่อน โบกไปมาหน้าเด็กชายสักพักเปลือกตาสีอมชมพูก็กระพริบถี่ เรียวนิ้วเล็กขยี้ลงแล้วเปิดเปลือกตาขึ้น ดวงตาสีดำสนิททอแววสงสัย เด็กชายลุกมองซ้ายมองขวาแล้วเอ่ยขึ้น

“ขะ...ขอบคุณพี่สาวของรับที่ช่วยข้าเอาไว้ ขะ..ข้าอู๋ซื่อชุนขอรับ” ศีรษะเล็กๆค้อมลงให้เขาอย่างคนมีมารยาท แม้จะพูดว่าเขาเป็นพี่สาวเหมือนเด็กคนนั้นก็เถอะ แต่ดูแล้วชั่งใสซื่อราวกับไม่รู้เสียมากกว่าสงสัยคงต้องทำใจในหนังหน้าของตัวเองอย่างจริงจังขึ้นมาแล้วเสียกระมัง คิดจบก่อนกล่าวตอบกลับไป

“ข้าไช่ฟ่านเหลียนน่ะ จะเรียกพี่ฟ่านก็ได้”

“เรียกพี่เหลียนฮวาได้ไหมขอรับ” ฮวา… แต่เหลียนฮวานี่ชื่อย่าข้านะ แถมยังชื่อผู้หญิงด้วย แต่….คงไม่เป็นอะไร คิดได้ดังนั้นจึงพยักหน้าแล้วยิ้มรับก่อนจะเอี้ยวตัวไปหยิบปลานึ่งกับข้าวสวยมาให้เด็กน้อยกิน

“เอ้านี่กินเสียสิ เดี๋ยวเป็นลมไปอีกนะ” เด็กน้อยทำท่าจะปฏิเสธแต่กระนั้นก็จำใจรับเพราะฟ่านเหลียนบังคับด้วยวิธีการตักปลาใส่ข้าวสวยแล้วยัดเข้าปากตอนทีเผลอทันที หมดอีกเขาก็ป้อนใหม่อีกสลับกับให้ดื่มชาจนกระทั่งทั้งข้าวและปลารวมไปถึงชาหมดลง ริมฝีปากคลี่ยิ้มขึ้นอีกรอบ ซื่อชุนเคี้ยวข้าวคำสุดท้าย แก้มเล็กตุ่ยจนน่าหยิก แต่มือเรียวก็เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยเศษข้าวที่ติดอยู่ออกจากริมฝีปากเล็กออกแล้วเอ่ยถาม

“ทำไมถึงรอนแรมอยู่คนเดียวเล่า พ่อแม่เจ้าหายไปไหนซื่อชุน?” ดวงตาสีดำสนิทสลดลงเรียวนิ้วมือกำเข้าจนแน่น ริมฝีปากที่เคยว่าเล็กบัดนี้เม้มจนแทบเป็นเส้นตรง ซื่อชุนช้อนมองฟ่านเหลียนก่อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ติดสะอื้นเล็กๆ

“พ่อแม่ข้า...พวกท่านตายกันหมดเลยขอรับ..ฮึก ขะ..ข้าไม่มีใครเลยตอนนี้”

“ตั้งแต่พวกชงหนูเผาหมู่บ้านจนวอดเป็นจุน ฮึก..ความสุขในเสี้ยวเวลาหนึ่งที่ข้ามีกับครอบครัวมันก็หายไปหมดแล้วขอรับพี่เหลียนฮวา” เมื่อได้ฟังเด็กน้อยเล่าเขาก็ได้แต่นิ่งเงียบ มือเรียวไล้น้ำตาที่เริ่มหยดจากดวงตาคู่งามออกไป

“ชงหนูอย่างนั้นหรือ...” พึมพำแล้วมองไปรอบๆเมือง ที่ผู้คนต่างก็ดูสิ้นหวังกันไปหมด เด็กน้อยตรงหน้าก็สะอึกสะอื้นเสียจนน่าสงสารจับใจ เขาที่รอมแรมมาตั้งแต่ครั้งสิบห้าเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ‘คงจะเหงา...สินะ’ ชายหนุ่มตระกูลไช่เพียงนั่งลงแล้วชักมือหมายจะลูบหัวแต่ก็นึกถึงความเหมาะสมหลายๆประการเสียก่อน แต่คิดไปคิดมา… ‘คงไม่เป็นอะไรล่ะมั้ง’

ฝ่ามือลูบเส้นไหมสีทมิฬที่หยาบกร้านบ้างของซื่อชุน เรียวปากเม้มแล้วเปิดอยู่สองสามทีจนสุดท้ายก็เอ่ยปากพูดขึ้น

“ไม่เป็นอะไรนะซื่อชุน”

“เจ้ามาอยู่กับขะ..พี่ก่อนดีหรือไม่...”

“หากไม่มีใครเป็นครอบครัวให้เจ้าแล้ว...พี่ก็จะเป็นให้เจ้า”

“พี่เหลียนฮวา...ฮึก” เด็กน้อยร้องไห้หนักขึ้น ฝ่ายฟ่านเหลียนก็ได้แต่ทำอะไรไม่ถูกนอกจากนั่งลูบหัวซื่อชุนแล้วพูดไปพลางๆ

“เจ้าร้องไห้ทำไม… อย่าร้องซี พี่ปลอบไม่เป็นหรอกนะ”

“โตแล้ว ไม่ร้องไห้นะซื่อชุน...”

“กะ..ก็ ขะ..ข้า ฮึก..”

“ข้าแค่ดีใจ” ริมฝีปากสีพีชคลี่ยิ้มอย่างเอ็นดู แล้วหัวเราะเบาๆ

“ดีใจก็ร้อง เสียใจก็ร้อง เจ้าจะให้น้ำตาเป็นคำตอบแก่พี่หรือซื่อชุน”

“เปล่าสักหน่อยขอรับ” เด็กน้อยรีบตอบกลับ เข่าเล็กๆงอขึ้นแล้วใช้มือสวมกอด ดวงตาฉ่ำน้ำแวววาวเงยขึ้นมองฟ่านเหลียน

“แล้วเจ้าอยากไปกลับพี่หรือไม่ พี่ไม่ได้บังคับหากเจ้าจะอยู่ที่นี่หรอก”

“ข้ายังไม่บอกเลยขอรับว่าจะไม่ไป” ก้มหน้างุดตอบจนฟ่านเหลียนต้องก้มหน้าไปฟัง ริมฝีปากสีแดงสดเล็กๆขมุบขมิบไปมา จนเมื่อฟ่านเหลียนได้ยินคำกล่าวแล้วก็เก็บสัมภาระ บอกให้ซื่อชุนลุกขึ้นนั่งนอกผ้า เก็บพับจนเรียบร้อยสะพายสัมภาระและธนูเข้าที่ ก่อนจะยื่นมือเรียวดึงอีกคนขึ้น

“โอ้ย!” ซื่อชุนล้มลงกับพื้นเช่นเดิม ถึงจะพึ่งกินข้าวกินปลาแต่เรี่ยวแรงก็ยังมีไม่มากนัก

“ลุกไหวหรือไม่” ฟ่านเหลียนทรุดนั่งลงถามซื่อชุน ผิงอันที่ตอนแรกบินกันตามมาติดๆแต่สักพักก็หายไปบัดนี้กลับมาพร้อมลูกตะขบ… ซึ่งฟ่านเหลียนคิดว่ามันไม่ค่อยใช่เวลาเท่าไหร่นัก ดวงตาถลึงใส่นกตัวเอง แล้วหันกลับมาเจอเด็กน้อยส่ายหน้าไปมา…

ร่างกายที่บอบบางหากแต่พละกำลังที่พอมีบ้างขัดรูปร่างจึงสินใจนั่งหันหลังให้ซื่อชุน

“ขึ้นมาสิ...”

“เอ๋ แต่พี่สาว?” ซื่อชุนส่ายหน้าอีกรอบ

“ไม่ขอรับ ข้าไม่เอาเปรียบสตรี” ฟ่านเหลียนกลอกตาไปมา ‘เฮ้อ...ทำไงข้าก็ปลงในหนังหน้าตัวเองไม่ได้เสียที’

“พี่เป็นบุรุษ”

“หา?”

“จริงๆ พี่ไม่ได้โกหกเจ้าหนา ฉะนั้นขึ้นมาได้แล้ว” ซื่อชุนเห็นฟ่านเหลียนทำสีหน้าจริงจังก็ได้แต่ครุ่นคิดไปมาแต่สุดท้ายมือเล็กจึงจับเข้าที่บ่าของฟ่านเหลียนแล้วยึดไว้ เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าซื่อชุนนั่งแล้ว มือทั้งสองจึงล็อคข้อพับขาแล้วยกขึ้นเพื่อพาเดินไป

“พี่เหลียนฮวา...”

“หืม?”

“พี่เป็นบุรุษจริงหรือ...”

“อืม...ให้เจ้าผิงอันเป็นพยานเลย” พูดจบก็บุ้ยปากไปที่นกพิราบขาวตนที่บินมาติดๆ

“แล้วเราจะไปไหนกันหรือขอรับตอนนี้”

“ไปหาที่ปักหลักน่ะ พี่มาเพื่อช่วยเหลือทุกคน”

“พี่เป็นนักเดินทางหรือขอรับ!?” เสียงที่ฉายแววตื่นเต้นดังขึ้น ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วเดินต่อไป

“ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้างขอรับ...”

“ข้างนอกไป๋จื่อ?” ซื่อชุนพยักหน้ารับแล้วตั้งใจฟัง

“พี่ว่าข้างนอกเย็นกว่าที่นี่น่ะ”

“ข้าหมายถึงภูมิทัศน์ต่างหากขอรับ” เด็กน้อยหน้ามุ่ย

“มีป่าสีเขียวเยอะดี...”

“พี่เหลียนฮวากำลังแกล้งข้าใช่หรือไม่ขอรับ” ฟ่านเหลียนหัวเราะแล้วก็พยักหน้าอีกรอบ บางทีการแกล้งคนอื่นก็คงสนุกแบบนี้ล่ะมั้ง คิดไปก็ยิ้มไป ฟังทั้งเสียงนกเสียงคนงอแงไปตามทาง ดวงตาก็สอดส่ายหาบริเวณที่พักไปด้วย ‘คงไม่ได้นอนกลางดินใช่หรือไม่...’

“ซื่อชุนมีที่แนะนำพี่หรือไม่...” เด็กน้อยส่ายหน้าแล้วกอดคอฟ่านเหลียนเอาไว้ดวงตาเล็กสะลึมสะลือบ้างจนเขาทำได้เพียงโครงหัวไปมาแล้วยิ้ม ริมฝีปากบางเอ่ยแผ่วๆ

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่กับผิงอันจะลองหาดู”

เดินทางอยู่แถบนั้นไม่นานก็พบบริเวณอาคารไม้เก่าที่ดูติดร้างไปสักนิด ภายในพบว่าเห็นไม่มีใครอยู่จึงตัดสินใจพักเอาแรงที่นี่เสียก่อน ฟ่านเหลียนค่อยๆประคองซื่อชุนลง จัดแรงปูผ้าแล้ววางร่างเล็กกว่านอน มือของเขายกศีรษะซื่อชุนขึ้นวางบนสัมภาระ มองดูตะวันเห็นใกล้มืดค่ำแล้วจึงได้แต่บอกให้ผิงอันอยู่เฝ้าที่นี่ ส่วนฟ่านเหลียนก็เดินสำรวจตามรอบๆอาคารว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ มือหยิบลูกศรจรดคันธนูโค้งง้างขึ้นแล้วเดินลัดเลาะไปตามเส้นทาง เมื่อเห็นรอบนอกไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆจึงค่อยๆปลดลูกศรแล้วกลับไปหาซื่อชุน ร่างสูงโปร่งล้มตัวลงนอนข้างเด็กน้อย ก่อนหลับเข้าห้วงนิทราตามไป…

ไอเย็นยามใกล้รุ่งสางคืบคลานเข้ามา มือเล็กสะเปะสะปะกวาดไปทั่วแล้วคว้าเข้าที่ผู้เป็นพี่เพื่อซุกหาไออุ่น ฟ่านเหลียนเพียงสะดุ้งตื่นแล้วขยี้ตาไปมา แสงอรุณเริ่มขยับเคลื่อนคล้อยจนทราบแล้วว่านี่คือรุ่งอรุณ กลิ่นดินทรายโชยจนเขาสะบัดศีรษะแล้วขยี้จมูกปอยๆด้วยความไม่ชอบใจในฝุ่นที่คุ้ง แต่ก็ทำอะไรไมได้มากนักในเมื่อช่วงเช้าของที่นี่มีแต่ลมที่โชยไปมาจนพัดพาฝุ่นละอองปลิวว่อน มือเรียวสะกิดเจ้าผิงอันแล้วยื่นตะขบให้กิน ก่อนที่จะค่อยๆปลดมือซื่อชุนออกจากลำตัว ซึ่งดูเหมือนเด็กชายจะรับรู้ถึงแรงขยับ ดวงตาหรี่ขึ้นมองพี่สาว (?) ร่างบุรุษที่กำลังจิ้มแก้มตนพร้อมกับเอ่ยเบาๆ

“ตื่นได้แล้วหนา ซื่อชุน” เด็กชายพยักหน้าหงึกๆ นั่งขัดสมาธิสัปผงกจนฟ่านเหลียนต้องให้ข้อนิ้วเคาะลงที่หัวของเด็กน้อยเบาๆ ซื่อชุนซี้ดปากกับเเรงเคาะแล้วอมลมมองพี่เหลียนฮวาของตน ส่วนฟ่านเหลียนก็ได้แต่ลุกขึ้นเก็บผ้าเก็บของ ขณะที่ปากก็พูดไป

“ไป๋จื่อมีแม่น้ำและป่าหรือไม่ซื่อชุน”

“มีขอรับ แต่มันอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้าน”

“ทิศใต้งั้นหรือ...งั้นไปกันเถอะ” แต่ก่อนที่ซื่อชุนจะลุกแรงของฟ่านเหลียนก็อุ้มขึ้นเสียก่อนจนเด็กน้อยหันมามองด้วยความเข้าใจ

“พี่เหลียนฮวาอุ้มข้าทำไมขอรับ? ข้าเดินเองได้แล้ว”

“เจ้ายังไม่กินอะไร”

“แล้วยังไงหรือขอรับ?” เอียงคอสงสัยในตัวเขาแล้วซื่อชุนก็เกาะบ่าฟ่านเหลียนกันตก

“เมื่อวาน...ขนาดปลานึ่งเจ้ากินไปจานนึงยังไม่อยู่เลย ถ้าให้เดินทั้งท้องว่าง พี่เกรงว่าเจ้าคงจะหน้าทิ่มพื้นก่อน อีกอย่างมันก็เร็วกว่ารอเจ้าเดินด้วย”

“งือ...”

“งืออะไรเล่า ชี้ทางให้พี่ที” ซื่อชุนจึงบุ้ยปาก นิ้วชี้ชี้ไปด้านทิศใต้แล้วบอกทางลัดเลาะในหมู่บ้านอย่างชำนาญ เวลาผ่านไปไม่นานนักเดินตามที่ซื่อชุนชี้ในที่สุดก็มาถึงลำธารใส เขาวางซื่อชุนลงแล้วจัดการเอาคันไม้เบ็ดอันเก่าและตะขอห้าชิ้นมาวางเรียงราย โปรยเศษข้าวลงระหว่างนั้นก็นั่งรอด้วยการเหลากระบอกไม้ไผ่สามสี่กระบอกกรอกน้ำเข้าไปเกือบเต็มแล้วก่อกองไฟขนาดพอที่จะเผาไหม้บางสิ่งได้ ฟ่านเหลียนจัดการสอนซื่อชุนให้ดูคันเบ็ด ส่วนเขาก็ค้นกระเป๋าหาสมุนไพรที่พอต้มและตุ๋นได้หั่นเป็นชิ้นเล็กพอดีลงไปตามด้วยเครื่องปรุงต่างๆเล็กน้อยที่พอติดในกระเป๋า เมื่อเห็นปลาติดแล้วก็ไม่รอช้าช่วยกันยกขึ้นทันที จับได้แล้วก็จัดการย่างส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็แล่เนื้อตุ๋นเป็นน้ำแกงเก็บไว้ เมื่ออาหารเสร็จทุกอย่างทั้งคนและนกก็นั่งทานกัน ส่วนที่เหลือก็ได้แต่เก็บเอาไว้เผื่อไว้แบ่งปันบุคคลอื่น ละเลียดชิมได้ชั่วครู่จนอิ่ม นั่งเล่นเรื่อยเปื่อยสักพัก เขาก็ชวนเด็กน้อยไปอาบน้ำเพราะทนไม่ได้กับเหงื่อไคลของตน มือของฟ่านเหลียนดึงเอาปิ่นหยกออก ถอดเสื้อผ้าเฉกเช่นปกติ แต่สิ่งที่ไม่ปกตินี่คงจะมีเพียงซื่อชุนเท่านั้น…

“พี่เหลียนฮวา...”

“หืม?” คิ้วเฉียงเลิกขึ้นด้วยความสงสัยเมื่อซื่อชุนเรียก ขณะที่เท้าก็ก้าวย่ำลงในธารน้ำใสสะอาด และมือขาวผ่องหวักน้ำชะโลมลำตัวผอมบางราวอิสตรีของตนอย่างไม่ใคร่สนใจนัก

“ทำไมท่านไม่ถอดตรงพุ่มไม้เล่า” เสียงเล็กเอ่ยขึ้น พลางก้มหน้างุด แม้พี่เหลียนฮวาของซื่อชุนจะบอกว่าตนเป็นบุรุษก็ตาม แต่หากใครได้มาเห็นรูปร่างพี่เหลียนฮวาตอนหันหลังเข้าลำธาร ยังไงเสียก็ต้องคิดว่าไม่ใช่อยู่ดี ทั้งบ่าที่เล็ก แผ่นหลังเนียนและเอวที่คอดกว่าบุรุษทั่วไป… ให้ตายสิพี่เหลียนฮวาต้องโดนคนนิสัยไม่ดีล่อลวงเป็นแน่! หากไม่เลิกทำแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นดีนะที่เป็นเขาที่ไม่คิดอะไรเนี่ย เฮ้อ...

“พี่ถอดตรงนี้ไม่ได้รึ” ซื่อชุนพยักหน้าแรงๆสองสามครั้งเพื่อยืนยันในคำพูดอีกฝ่าย

“เราก็เป็นบุรุษเช่นกันไยเจ้าถึงอายพี่เล่า รีบถอดแล้วลงมาอาบน้ำเร็ว พี่จะสระผมให้ด้วย” แต่เมื่อเห็นบอกไม่แล้วก็เท่านั้น ซื่อชุนจึงได้แต่ถอนหายใจอีกรอบแล้วปลดอาภรณ์เดินลงธาราตามๆฟ่านเหลียนไป มือเรียวบางของฟ่านเหลียนจับที่เส้นผมสีดำขลับของซื่อชุนแล้วหวักน้ำลงจนชุ่ม ดวงตาของเด็กชายหลุบลงเพื่อมิให้น้ำไหลลงที่ดวงตา สมุนไพรที่ฟ่านเหลียนเก็บมาครั้งเมื่ออยู่เจียงโจวถูกลูบถูจนส่งกลิ่นหอม

“กลิ่นหอมจังพี่เหลียนฮวา...”

“สมุนไพรที่เก็บได้เมื่อตอนพี่อยู่เจียงโจวน่ะ ถูศีรษะแล้วหอมสะอาดดี” ซื่อชุนพยักหน้าหงึกๆรับในขณะเอนหัวให้พี่ชายสางพลางขยุ้มจนสะอาดแล้วจึงแยกกันอาบน้ำเตรียมตัวไปที่ในตัวหมู่บ้านทันที เมื่อซื่อชุนผูกผ้าเสร็จแต่ในขณะนั้นเองที่ฟ่านเหลียนกำลังแบกสัมภาระไป เด็กน้อยก็เหลือบไปเห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังที่ทำสีหน้าเศร้าอยู่ ซื่อชุนดึงแขนเสื้อของฟ่านเหลียนเบาๆ จนฟ่านเหลียนเอียงคอสงสัย ก่อนจะอ๋อขึ้นมา เท้าก้าวเดินไปตรงชายผู้นั้นแล้วจูงมือซื่อชุนให้ตามไปด้วยก่อนที่เขาจะย่อตัวลงนั่งพลางวางมือลงบนบ่าคนตรงข้ามเบาๆ

“ท่านลุง...” ชายวัยกลางคนสะดุ้งตกใจหากแต่เพียงสักพักเมื่อหายตกใจก็เอ่ยตอบกลับ

“อา...เจ้าคงจะเป็นนักเดินทางสินะ เพราะการแต่งกายที่ดูไม่ค่อยเหมือนกับคนที่นี่”

“ใช่แล้วขอรับ” ฟ่านเหลียนยิ้มยอมรับคำตอบแต่โดยดี

“แล้วเจ้าว่าอย่างไรเล่า อืมพ่อหนุ่ม...เรียกข้าทำไมหรือ” เพราะเสียงที่ติดทุ้มทำให้ชายวัยกลางคนมองข้ามสรีระและเอ่ยเรียกเช่นนั้น ฝ่ายเขาก็คลี่ยิ้มขึ้นเมื่อเห็นว่าตนถูกเรียกว่าบุรุษครั้งแรก ก่อนจะเริ่มประเด็นคำถามขึ้น

“ท่านลุงเป็นอะไรหรือถึงมานั่งหน้าเศร้าขอรับ” เมื่อได้ฟังชายวัยกลางคนเพียงหันไปมองเบ็ดตกปลาแล้วเอ่ยตอบ












คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -19 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -19 + 3

ดูบันทึกคะแนน

สวัสดี
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x156
x10
x10
x6
x3
x24
x1
x1
x4
x1
โพสต์ 2018-1-1 18:12:46 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fanlian เมื่อ 2018-1-1 18:22

{ภัยสงคราม}
[ไช่ฟ่านเหลียน]


บทที่ 2 เส้นทางที่ต้องก้าวไป : ภารกิจที่ต้องดำเนิน [2]

“ข้าตกปลาไม่ได้น่ะ คนที่บ้านก็รออยู่ข้าเลยไม่รู้จะกลับไปได้อย่างไรทั้งๆที่ไม่มีอะไรให้พวกเขา” ฟ่านเหลียนพยักหน้าแล้วยิ้มหวาน เมื่อเห็นว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยเหลือผู้คนตามปณิธานที่มุ่งไว้ก่อนมา จึงเอ่ยคำถามกลับไปอีก

“ครอบครัวท่านมีกี่คนขอรับท่านลุง”

“สี่คนน่ะพ่อหนุ่ม ทำไมหรือ?” ชายวัยกลางคนถามด้วยใบหน้าฉงน

“พาข้าไปหาพวกเขาเถอะขอรับ และท่านไม่ต้องกังวลว่าครอบครัวท่านจะไม่มีอะไรกิน เพราะข้าจะหามันมาให้ท่านเอง” ชายวัยกลางคนเมื่อได้ฟังดวงตาก็ฉายแววประกายดีใจและตื้นตัน เขาทำท่าจะคุกเข่าขอบคุณหากแต่ก็โดนฟ่านเหลียนห้ามเอาไว้เสียก่อน

ในขณะที่เดินทางไปที่บ้านเขาก็ได้แต่บอกเล่าถึงเรื่องราวก่อนที่หมู่บ้านตนจะเป็นอย่างนี้ให้ฟัง รวมไปถึงเมื่อก่อนที่ตนเคยเป็นหมอหากแต่เพราะพวกชงหนูเผาพื้นดินจนเหี้ยนทำให้ไม่รู้ว่าจะปลูกสมุนไพรได้อย่างไร กอปรไม่มีความรู้มากนักเพราะไม่เคยออกไปจากที่นี่จึงไม่รู้วิธีฟื้นฟูสภาพหน้าดินให้กลับเป็นเช่นเดิม

เล่าไปเล่ามาเขาก็เดินทางมาถึงที่บ้านไม้ของชายวัยกลางคน เด็กๆรวมไปถึงหญิงที่คาดว่าเป็นภรรยาของท่านลุงก็ได้เดินออกมาต้อนรับพร้อมจัดน้ำจัดท่าให้เขา ซื่อชุนและเจ้านกของฟ่านเหลียน ระหว่างนั้นก็หยิบน้ำแกงที่พึ่งตุ๋นสี่ชามให้พร้อมทั้งเสี่ยวหลงเปาอีกสิบชิ้นไว้กักตุนให้ จนท่านลุงจะขอบใจอีกครั้งแล้วแนะนำเขาให้กับครอบครัวฟัง ฟ่านเหลียนแนะนำชื่อทั้งเขาและซื่อชุนให้ชายวัยกลางคนรับทราบ ก่อนที่ภายหลังเขาจะมารู้ว่าครอบครัวท่านลุงมีแซ่เหอ โดยท่านลุงชื่อเหอยี่เฟิง ท่านป้าชื่อเหอเสี่ยวถิง และฝาแฝดเหอจื่อหานและเหอซินหาน ที่เป็นสตรีอายุราวๆเจ็ดแปดขวบปีเท่านั้น

หลังจากที่ทั้งสี่คนในครอบครัวท่านลุงทานอาหารเสร็จเขาก็ให้ถังหูลู่จื่อหาน ซินหานและซื่อชุนไปกินเล่นกันคนละห้าไม้ เพื่อที่เขาจะได้คุยธุระกับท่านลุงท่านป้าสะดวกเมื่อซื่อชุนทราบจุดประสงค์จึงขออนุญาตพาน้องๆเล่นแถวนี้ ฟ่านเหลียนและยี่เฟิงพยักหน้าให้แล้วเขาจึงเอ่ยถามขึ้นมา

“ในหมู่บ้านนี้มีคนที่เคยปลูกผักปลูกสมุนไพรกี่คนขอรับ”

“น้อยมาก… หากไม่นับรวมข้าก็สักสามสี่คนเห็นจะได้พ่อหนุ่ม” ท่านลุงพยายามนึกคิด พลางหันไปหาภรรยาว่าที่ตนพูดนั้นถูกหรือไม่ เมื่อเห็นว่าถูกต้องจึงผินกลับ

“ท่านป้าแล้วสตรีเล่าขอรับ ปกติจะทำอาชีพใดหรืองานใด”

“หากเป็นเมื่อก่อนคงจะทอผ้ากันน่ะเจ้าค่ะ แต่ครานี้ต้นไม้ที่ใช้เลี้ยงตัวไหมนั้นไม่สามารถปลูกได้ดีเท่าที่ควรจึงได้ละการทอผ้ามาสักพักแล้ว”

“อืม...ท่านลุงท่านป้าสามารถเรียกรวมคนที่ทำการเกษตรได้เร็วที่สุดเมื่อใดกันขอรับ” ยี่เฟิงและเสี่ยวผิงมองหน้ากันแล้วครุ่นคิด เสียงแหบของชายวัยกลางคนก็ดังขึ้นมาในเวลาไม่นาน

“วันนี้ตอนสายๆน่ะ”

“แล้วบ้านท่านมีอุปกรณ์ทำการเพาะปลูกหรือไม่ขอรับ”

“มีๆ ข้าเก็บไว้ด้านหลังเพราะคิดว่าคงไม่ได้ใช่แต่หากเจ้าจะเอาเดี๋ยวข้าจะไปยกมาให้”

“ไม่เป็นอะไรขอรับท่านลุง เดี๋ยวข้าไปยกเอง” ฟ่านเหลียนยิ้มแล้วเอ่ยต่อ

“ขอเพียงข้าวานท่านช่วยเรียกพวกเขามาก็พอขอรับ ข้าจะสอนให้ในเรื่องนี้ เพราะข้าพออ่านผ่านๆตามาอยู่บ้าง พวกท่านจะได้มีความรู้ติดตัวกัน” เมื่อท่านลุงพยักหน้ารับเขาจึงเดินไปหยิบอุปกรณ์มาวางตรงลานดินที่คาดว่าท่านลุงเคยใช้ปลูกสมุนไพรมาก่อน ดวงตากวาดมองขี้เถ้าสีหมอกสลับกับเศษถ่านสีเดียวกับเส้นไหมนุ่มสลวยของเขา ฟ่านเหลียนนั่งลงใช้ฝ่ามือนุ่มลูบไปบริเวณถูกไฟเผาสมนไพร สภาพหน้าดินมีความเสียหายจนแทบจะทำอะไรไม่ได้แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธี รอยยิ้มกระตุกขึ้นแล้วหันกับไปมองที่บริเวณด้านหลัง เสียงฝีเท้าประมาณสามสี่คนกำลังเดินตรงมาทางนี้ เร็วกว่าที่ฟ่านเหลียนคาดการณ์ไว้อยู่นิดหน่อย คนงามเพียงยิ้มอย่างเป็นมิตรแล้วโค้งให้ เสียงกระซิบกระซาบกับท่านลุงมีเพียงประมาณว่า เขาใช่บุรุษแน่หรือ? เขาจะทำได้จริงๆหรือไม่? หากแต่ฟ่านเหลียนก็ไม่ได้เอ่ยทักท้วงอะไร เพราะของแบบนี้ต้องทำให้ดูมากกว่าเปร่งวาจาพล่อยๆใช่หรือไม่?

“เอาล่ะขอรับ...” เสียงกระซิบกระซาบลดลงทุกคนต่างจ้องดูว่าแม่นาง (?) ด้านหน้าจะทำอะไรได้บ้าง

“ข้าจะมาสอนวิธีเปลี่ยนหน้าดินที่ปลูกพืชพรรณไม่ได้ให้กลับมาปลูกได้เช่นเดิม...” ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะมีชายคนนึงโพล่งขึ้น

“จะเป็นไปได้หรือ?”

“ข้าจะไม่พูดคำนั้นขอรับ ข้าอยากให้พวกท่านเห็นได้ด้วยตาของตนเอง...ว่าข้าทำได้จริงหรือไม่” กล่าวจบใบหน้ายิ้มแย้มพลันเปลี่ยนเป็นจริงจัง น้ำเสียงค่อยๆอธิบายพร้อมทำตัวอย่างประกอบ

“อีกอย่างมันต้องใช้เวลาด้วยขอรับ ไม่ใช่ว่าข้าทำวันนี้แล้วปลูกได้...อาจจะสักสิบห้าถึงสามสิบวันเป็นอย่างต่ำ”

“ทำไมถึงนานขนาดนั้นเล่า..”

“หน้าดินเสียน่ะขอรับ การที่จะนำมาปลูกเลยในเร็ววันย่อมเป็นไปไม่ได้ ขนาดน้ำขุ่นท่ายังต้องตั้งรอจนทรายตกตะกอน นับภาษาอะไรกับดินจริงไหมขอรับ?” ชาวบ้านเมื่อได้ฟังก็พยักหน้ารับรู้ ฟ่านเหลียนเริ่มอธิบายขั้นตอนแรกต่อ น้ำเสียงทุ้มเริ่มเอ่ย

“เริ่มจากที่พวกท่านต้องกำจัดสิ่งที่ทำให้พืชปลูกไม่ได้เสียก่อน อย่าง...” มือเรียวหยิบเศษขี้เถ้าสีดำขึ้น “เจ้านี่”

“พยายามเอามันออกไปให้มากที่สุดขอรับ แล้วค่อยพยายามขุดเซาะดินให้ลึกพอประมาณพรวนขึ้นมา จะได้ดินที่ไม่ปนเถ้าถ่านใช่ไหมขอรับ” ฟ่านเหลียนพยายามเขี่ยเศษขี้เถ้าออก แล้วใช้อุปกรณ์ในการขุด ขุดเจาะลงไปให้ดูแล้วพลิกหน้าดินขึ้นทำซ้ำๆจนเห็นว่าเนื้อดินลึกพอควรแล้ว

“ดินที่ขุดพลิกขึ้นจะดูสูงขึ้นนะขอรับ”

“คราวนี้ท่านก็ใช้เศษใบไม้ที่ร่วงๆตามพื้นนี่แหละขอรับถมลงบนดินเพื่อให้ใบไม้แห้งพวกนี้อมน้ำไว้….”

“จากนั้นก็รดน้ำให้ชุ่ม หมั่นพรวนดินและรดน้ำเจ็ดวันต่อครั้ง ทำไปสักสิบห้าวันก็น่าจะใช้งานได้แล้วล่ะขอรับ” ผู้คนที่ทำการเกษตรต่างจ้องมองแล้วจดจำ เวลาเคลื่อนคล้อยจากสายเป็นเที่ยง ฟ่านเหลียนเห็นว่าแต่ละคนรวมถึงตนก็เริ่มเหนื่อยล้าแล้วแถมในกระเป๋าก็มีอาหารอยู่หลากหลายจึงไม่รอช้า รีบเรียกคนทั้งห้ารวมถึงครอบครัวเหอ ผิงอันและซื่อชุนมาทานอาหารก่อน แจกสรรปันจ่ายเสี่ยวหลงเปา พร้อมดื่มชารสเลิศได้เวลาพอสมควร ทุกคนต่างพากันขอบคุณแล้วจึงร่ำลากันไป ฝ่ายฟ่านเหลียนเมื่อเห็นสมควรแก่เวลาที่ต้องไปเช่นกันก็ได้แต่เอ่ยบอกครอบครัวเหอก่อนออกไปยังบริเวณต่างๆในไป๋จื่อพร้อมซื่อชุนอีกครั้ง

“พี่เหลียนฮวา..” ซื่อชุนเอ่ยเรียกฟ่านเหลียน มือเล็กจับกับพี่ชายมองซ้ายมองขวาพลางไปรอบทิศอย่างสนใจ เพราะหากยามนี้พี่เหลียนฮวาไม่ช่วยตนคงต้องนอนโทรมอยู่ที่ไหนสักที่ ไม่ได้มาเดินเอ้อละเหยอย่างนี้แน่นอน

“หืม?” เขาครางรับคำในขณะที่เดินไปด้วย

“จะทำอะไรต่อหรือขอรับ...”

“ไม่รู้สิ....พี่อาจจะ...”

“อาจจะ…?”

“อาจจะช่วยท่านยายตรงนั้น” พูดจบฟ่านเหลียนก็ลากซื่อชุนตรงดิ่งไปหาท่านยายที่กำลังก้มๆเงยๆเก็บของอยู่ มือที่เหี่ยวย่นลูบมือคล้ายปัดฝุ่นออกไปแล้วนั่งหอบเหนื่อยพักเอาเรี่ยวแรงหลังจากไม่ได้หยุดพักมานาน

“ท่านยายกำลังทำอะไรหรือขอรับ” หญิงชรายิ้มรับแล้วชี้ไปที่สิ่งของ

“ของเก่าๆน่ะพ่อหนุ่ม” เมื่อเหลือบมองดูก็พบเพียงภาพวาดที่ถูกเผาไปครึ่ง หากไม่มีคุณค่าทางจิตใจ ท่านยายคงจะทิ้งไปเสียแล้ว

“ท่านยายเหนื่อยๆดื่มชาสักหน่อยนะขอรับจะได้มีแรง”

“ยายไม่มีเงินให้พ่อหนุ่มหรอก...”

“ไม่เป็นอะไรขอรับข้าให้ด้วยความเต็มใจ เชิญเถอะท่านยาย” ฟ่านเหลียนยิ้มแล้วให้ซื่อชุนหยิบเสี่ยวหลงเปาห้าชิ้นและชาหนึ่งถ้วยตากสัมภาระเขามาให้ ก่อนจะยื่นไปที่ท่านยาย

“พ่อหนุ่ม เสี่ยวหลงเปา...”

“แค่ชาอย่างเดียวไม่อร่อยหรอกหนาท่านยาย กินกับเสี่ยวหลงเปาด้วยเถิด”

“ขอบใจนะพ่อหนุ่ม”

“มิเป็นไรขอรับ ส่วนของเดี๋ยวพวกข้าช่วยเก็บหนาขอรับท่านยายจะได้ไม่เหนื่อยมาก” เมื่อเห็นท่านยายพยักหน้าเขากับซื่อชุนก็ได้แต่ยืนก้มๆเงยๆเก็บของรอบๆบริเวณที่กระจัดกระจายเป็นผ้าวาดต่างๆมารวมกัน แล้วส่งให้ท่านยาย

“ขอบใจพวกเจ้าอีกครั้งนะพ่อหนุ่ม”

“มิเป็นไรขอรับท่านยาย”

หลังจากช่วยท่านยาย เขาก็เดินตามทางมาเรื่อยๆ บรรยากาศยามนี้จวนเจียนค่ำมืดเสียแล้ว เสียงนกต่างกู่ร้อง ลมพัดหวิวโบกสะบัด ฟ่านเหลียนพยายามมองหาที่พักแถวนี้แต่กลับไม่เห็นเลย ซื่อชุนจึงช่วยชะโงกมองเมื่อพบจึงสะกิดแล้วชี้ไปยังอาคารเก่าที่อยู่ติดริมป่า ใบหน้างามพยักแล้วจูงมือซื่อชุนเข้าไปภายใน ดวงตาของฟ่านเหลียนพบกับแสงสว่างจากกองไฟสลัวๆ มือเรียวปิดปากของซื่อชุนพลางจุ๊ปากให้เงียบแล้วเอียงมอง

ปรากฎภาพเป็นเด็กๆเก้าคนนอนเรียงกันดูน่าอดสูยิ่ง ที่นี่ไม่มีใครเป็นผู้ดูแลหรืออย่างไร ซื่อชุนส่ายหน้าราวกับจะบอกว่าตนไม่รู้มาก่อนว่าที่หมู่บ้านจะมีสถานที่แบบนี้ ฟ่านเหลียนลูบหัวของซื่อชุนเบาๆ ขณะนั้นเองอาวุธแหลมคมที่เพียงสัมผัสก็รู้ว่าคืออะไรก็จี้เข้าที่หลังฟ่านเหลียนพร้อมน้ำเสียงทุ้มของเด็กหนุ่มอายุราวๆสิบหกสิบเจ็ดปีเห็นจะได้

“ท่านเป็นใคร ถึงมายืนลับๆล่อๆ” ฟ่านเหลียนกอดซื่อชุนที่ซุกตนด้วยความกลัว น้ำเสียงทุ้มติดหวานของเขาเอ่ยขึ้นแล้วหันหลังกับไป เว้นระยะเอาไว้ประมาณหนึ่งไม่ให้คมแหลมของดาบทิ่มแทงตนเสียก่อน

“ข้าชื่อไช่ฟ่านเหลียน เป็นนักเดินทาง ส่วนเด็กคนนี้ชื่ออู๋ซื่อชุนเป็นคนในหมู่บ้านนี้...”

“เหตุที่มายืนตรงนี้เพราะอยากขออาศัยนอนหลับเพียงวันหนึ่งเท่านั้น แต่ข้าไม่รู้ว่าที่นี่มีเจ้าของเสียแล้ว” ดวงตาคมดุจเหยี่ยวปาดมองเพียงชั่วครู่ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นจริงหรือไม่เมื่อเห็นไม่มีพิรุธและจริงใจจึงได้ลดดาบลง

“ข้าชื่อหลี่อี้ชิงเป็นคนดูแลเด็กๆเหล่านี้ขอรับ” ว่าจบเด็กหนุ่มก็ค้อมตัวให้เขาเล็กน้อย

“เหตุการณ์ชงหนูอีกแล้วสินะ...” อี้ชิงพยักหน้าให้พลางเดินนำไปจุดที่พอนอนได้

“งั้นแสดงว่า..”

“ขอรับทุกคน...รวมทั้งข้าด้วย ต่างกำพร้าจนหมดสิ้น” ฟ่านเหลียนพยักหน้าแล้วฉุดให้ซื่อชุนนั่งลงข้างๆตัวเอง ตาเล็กๆปรือสักพักแล้วพิงไหล่เขาหลับไป ส่วนเขาก็ได้แต่ลูบหัวเด็กน้อยอย่างเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยถามอี้ชิงขึ้น

“ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือเจ้าเลยหรืออี้ชิง?”

“ไม่มีใครรู้มากกว่าขอรับ ข้าไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง...”

“เพราะเหตุใด?”

“ลำพังข้ากับเด็กๆเหล่านี้เดิมก่อนชงหนูไล่ปล้มสะดมเสบียงก็อยู่เพียงรอบนอก และแทบไม่มีใครรู้จักแล้วขอรับ นั่นจึงเป็นเหตุว่าทำไมข้าถึงไม่รู้จะขอความช่วยเหลือใครได้...” ฟ่านเหลียนพยักหน้าแล้วครุ่นคิด คิ้วเฉียงขมวดเป็นปมพลางมองเลยไปยังเด็กๆหลายคน เหตุการณ์ชงหนูทำให้พวกเขาลำบากกันไม่ใช่น้อยสังเกตได้จากอาภรณ์และรูปลักษณ์แต่ละคนที่เปรอะเปื้อนคราบดินทรายอยู่ มือของฟ่านเหลียนหยิบของออกจากกระเป๋าตั้งนึงแล้วเอ่ยขึ้น

“ข้าให้...”

“เสื้อผ้าพวกนี้...ไม่ได้หรอกขอรับมัน...”

“เวลาผู้ใหญ่ให้ของอย่าปฏิเสธเสียมารยาทเข้าใจไหมอี้ชิง” ฟ่านเหลียนพยายาม (?) ทำตาให้ดูดุใส่อี้ชิงพร้อมยัดของให้ในทันที อาภรณ์ทั้งสิบชุดถูกวางไว้ข้างตัวพร้อมกับหัวของอี้ชิงที่ค้อมลงอย่างจำยอมแม้จะเกรงใจเพียงใด

“ขอบคุณขอรับ..เอ่อ..พี่หญิง” ไม่ชิน...ไช่ฟ่านเหลียนไม่ชิน แต่ก็ไม่ได้รังเกียจคำพูดนี้นัก ถ้าไม่กวนประสาทเขาเฉกเช่นผิงผิงน้องสาวของอาเฮียที่พบระหว่างทางมาอู๋เว่ย แต่ในความคิดเขาก็มีบางอารมณ์สงสัยอยู่ดี...

“ข้ามีบางอย่างอยากจะถามเจ้าสักนิดอี้ชิง...”

“ขอรับ?” อี้ชิงเลิกคิ้วขึ้น

“ข้าไม่เหมือนบุรุษรึ หน้าอกก็แบนราบขนาดนี้...” พูดจบก็แหวกเสื้อให้เห็นเนื้อกายขาวเนียนวับแวมจนอี้ชิงหลบหนี ใบหน้าคมของเด็กหนุ่มเขินอายแล้วหลับตากลั้นใจพูดไป

“เหวออย่าเปิดซีขอรับ พี่หญิงเป็นสาวเป็นนาง” ได้ยินดังนั้นก็คำรามเบาๆ จับปรายคางอี้ชิงจรดหน้าอกแล้วชี้เข้าที่แผ่นอกตนที่ดูบอบบางเกินแม้จะมีกล้ามเนื้อเล็กๆแล้ว

“ข้าเป็นบุรุษว่อย...ดู!” ดวงตาอี้ชิงค่อยๆหรี่ขึ้นก่อนกระพริบด้วยความสงสัย

“บุรุษจริงด้วย..”

“แหงล่ะ สตรีคงไม่มีหน้าอกเท่าลูกพุทราเชื่อมหรอก” พูดจบฟ่านเหลียนก็หัวเราะแผ่วๆ ใช้นิ้วดันหน้าผากอีกคนออกไปแล้วล้มตัวนอนลงข้างซื่อชุน

“นอนได้แล้วอี้ชิง พรุ่งนี้เรามีสิ่งต้องทำ”

“เรา?”

“ใช่..เรา เพื่อพวกเขา..” ดวงตาสีน้ำตาลไหม้มองเลยไปยังเด็กๆและคนในอ้อมแขนที่หลับตาพริ้ม ก่อนเปลือกตาจะหลุบลงตาม อี้ชิงเห็นก็รีบนอนตามคำที่ฟ่านเหลียนบอก ค่ำคืนที่มีแสงสลัวจากไฟที่จุดปรากฎภาพเพียงแค่เด็กหนุ่มสามคนและเด็กน้อยชายหญิงอีกร่วมสิบที่นอนเรียงกันอย่างน่าเอ็นดู อ้อมกอดของคนตัวโตที่สุดรัดซื่อชุนที่ซุกตนเอาไว้ ในขณะที่เด็กหนุ่มอีกคนเพียงเอาหัวแนบแผ่นหลังของฟ่านเหลียน… แสงไฟที่จุดไว้เริ่มสลัวลงเพราะน้ำมันที่เริ่มหมดและเพียงเพลาชั่วครู่เท่านั้นค่ำคืนจึงได้มืดมิดอย่างแท้จริง

แสงอรุณรับวันใหม่สาดส่องเข้ามาภายในอาคาร ฟ่านเหลียนหยีตามองเหล่าเด็กน้อยแล้วอมยิ้ม มือเรียวสางเส้นผมยาวปักปิ่นใหม่ จัดเสื้อผ้าหน้าผม แล้วเดินออกสำรวจ… ใกล้ๆอาคารนี้เป็นป่าที่แม้จะไม่ดูอุดมสมบูรณ์มากนักแต่มันก็มีอยู่เพื่อให้เขารู้ว่าแถบนี้มีแหล่งน้ำ ฟ่านเหลียนกวาดสายตาหาถังน้ำและคาน เมื่อได้มาแล้วจึงแบกไปที่ลำธารตักขึ้นและหาบมา เทใส่โอ่งดินเผาขนาดพอควรสามสี่รอบจึงเห็นอี้ชิงเดินออกไปมา

“ท่านพี่ขอรับ! วางลงเถิด เดี๋ยวข้าทำเอง แค่อาภรณ์ข้าก็เกรงใจจะเเย่แล้วขอรับ”

“แต่ข้าตักเต็มโอ่งแล้วนะ...”

“....”


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ชื่อเสียง +20 ความหิว -17 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 20 -17 + 3

ดูบันทึกคะแนน

สวัสดี
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x156
x10
x10
x6
x3
x24
x1
x1
x4
x1
โพสต์ 2018-1-1 18:20:42 | ดูโพสต์ทั้งหมด
{ภัยสงคราม}
[ไช่ฟ่านเหลียน]


บทที่ 2 เส้นทางที่ต้องก้าวไป : ภารกิจที่ต้องดำเนิน [3]

“เราไปหาอะไรให้เด็กๆกินกันเถอะ...” ว่าจบเขาก็รีบลากอี้ชิงมาที่บริเวณอาคารทันที อี้ชิงรีบอธิบายให้พวกเด็กฟังว่าเขาคือใครเสียงใสเอ่ยรับรู้แล้วยิ้มแป้น ซื่อชุนวิ่งเล่นกับน้องคนนั้นทีคนนี้ทีราวกับเด็ก ก่อนที่ทุกคนจะถูกเรียกตัวมานั่งล้อมวง ฟ่านเหลียนยิ้มแล้วแจกซาลาเปาให้แต่ละคน ก่อนที่อี้ชิงจะพูดอะไรเขาก็ถลึงตาใส่กลับประมาณว่า อย่าแม้แต่จะคิดปฏิเสธนะ…

ทั้งหมดจึงได้แต่ทานอาหารสลับกับพูดคุยกันหยอกล้อกันเล่นบ้าง ฟ่านเหลียนนั่งมองซื่อชุนที่ดูยิ้มสดใส เมื่ออีกฝ่ายหันมาเขาก็ทำได้เพียงยิ้มตอบแล้วคิดอะไรในใจเพียงชั่วครู่ใบหน้าหวานจึงผินไปหาอี้ชิง

“เรื่องเมื่อคืน...ที่ข้าบอกว่าเราต้องช่วยพวกเขาและเจ้า”

“ขอรับ?”

“ข้าจะไปขอความช่วยเหลือจากคนที่รู้จักในหมู่บ้านนี้ และนี่...ข้าจะให้เสบียงเอาไว้ก่อน แล้วก็ฝากดูแลซื่อชุนให้ข้าด้วย ข้าคิดว่าคงไม่นานนักแล้วข้าจะรีบกลับมา...ไม่งั้นก็มาหาข้าที่ศูนย์กลางหมู่บ้านก็ได้” ฟ่านเหลียนยื่นเสบียงที่ประกอบด้วยถังหูลู่ห้าสิบไม้กับซาลาเปาอีกยี่สิบแปดชิ้นไว้ให้อี้ชิงแล้วหวักมือเรียกซื่อชุนมาใกล้ๆ

“ขอรับพี่เหลียนฮวา?”

“พี่ต้องไปในตัวหมู่บ้าน..” ซื่อชุนมองเด็กๆสลับกับเขาจนฟ่านเหลียนหัวเราะแผ่วๆ

“อยู่ที่นี่หนาแล้วพี่จะรีบกลับ”

“ให้ข้าอยู่ที่นี่หรือขอรับ?”

“ใช่...” ซื่อชุนยิ้มรับแล้วสวมกอดฟ่านเหลียนเบาๆ

“รีบๆกลับมานะขอรับ” เขาพยักหน้าให้พร้อมกับดันซื่อชุนไปหาอี้ชิง ยิ้มให้แผ่วๆแล้วเดินออกไปยังจุดหมายที่ต้องการ ใช้เวลาไม่นานนักจึงเดินมาหาเหอยี่เฟิงถึงที่บ้านสำเร็จเขาชะโงกหน้าอยู่สักประเดี๋ยวก็เห็นท่านป้ายิ้มรับแล้วเชิญเข้ามาในบ้าน เด็กหนุ่มเอ่ยขออนุญาติก่อนเริ่มบทสนทนา

“ท่านลุงเล่าขอรับท่านป้า?”

“อยู่ที่แปลงน่ะฟ่านเหลียน แล้วเจ้าเล่าไปนอนที่ไหนมาหืม? ทำไมไม่นอนที่นี่เสียก่อน” น้ำเสียงเอ็นดูเรียกให้รอยยิ้มของคนหน้าหวานปรากฎขึ้นอีกระลอก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

“ข้าเกรงใจน่ะขอรับ.. แต่ท่านป้า”

“อะไรรึ?” หญิงวัยกลางคนถามขึ้นพร้อมทั้งดวงตาที่ปรากฎประกายสงสัย

“ข้ามีเรื่องขอร้องให้พวกท่านช่วยข้าสักนิด”

“ว่ามาสิฟ่านเหลียนหากป้าทำได้ป้าจะช่วยเจ้าเอง เอ้า..ท่านพี่มาพอดีเลยเจ้าค่ะ ฟ่านเหลียนมาหาท่านพอดี” สิ้นเสียงเรียกดวงหน้าของฟ่านเหลียนจึงผินไปทางท่านลุงค้อมหัวลงแล้วขยับให้ท่านนั่ง

“เป็นอย่างไรบ้างขอรับท่านลุง”

“แปลงผักใช่หรือไม่ ข้าคิดว่าคงจริงอย่างที่เจ้าบอกอีกไม่นานคงดีขึ้น”

“ดีแล้วขอรับ”

“แล้วเจ้าเป็นอะไรมารึ?” ไช่ฟ่านเหลียนมองคนทั้งสองแล้วเอ่ยเล่าเรื่องที่เขาเผลอเดินไปแถวอาคารร้างแห่งหนึ่งจนกระทั่งพบเด็กๆที่ไร้ซึ่งผู้ใหญ่ดูแล มีเพียงอี้ชิงเด็กหนุ่มวัยประมาณสิบเจ็ดที่คอยดูแล หาอาหารหาน้ำเท่านั้น

“ตายจริง แล้วเด็กเหล่านั้นจะอยู่ได้อย่างไรกันเจ้าคะท่านพี่” ท่านป้าทาบอกตัวเองแล้วหันไปหาสามีตนอย่างตกอกตกใจ

“เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไรบ้างฟ่านเหลียน” ท่านลุงคงเห็นว่าเรื่องนี้ควรปล่อยไม่ได้เช่นกันจึงเริ่มเอ่ยถามถึงแผนการของเขา

“ข้าคิดว่าอยากจะสร้างเป็นโรงฝึกน่ะขอรับ”

“โรงฝึก?”

“ใช่ขอรับ ข้าคิดว่าคงมีเด็กๆอีกหลายคนนอกจากพวกเขาแน่ๆ ฉะนั้นแล้วสู้สร้างเป็นโรงฝึกคอยให้ความรู้พวกเขาแต่ละแขนงคงดีกว่า อีกทั้งยังทำให้พวกเขามีความรู้ มีที่อยู่ ทำให้หมู่บ้านนี้มีรายได้และถือเป็นจุดเด่นของหมู่บ้านได้อีกนะขอรับ”

“แล้วครูสอนเราก็เลือกคนในหมู่บ้านที่ชำนาญมาฝึกสอน และข้าจะเสริมความรู้ที่พวกท่านไม่รู้เพื่อสอนทุกคนรวมถึงเหล่าเด็กๆให้ด้วยดีหรือไม่ขอรับ” เมื่อได้ฟังจบคนทั้งคู่จึงพยักหน้ารับ

“งั้นข้าจะเรียกหัวหน้าหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านที่เป็นช่างฝีมือ รวมกับนที่พอจะมาเป็นครูฝึกมาชุมนุมให้นะฟ่านเหลียน อาจจะสักพรุ่งนี้ถึงจะเรียกรวมได้ เจ้าก็อยู่ที่นี่ไปก่อนนะ”

“ขอรับท่านลุง” เมื่อเห็นว่าสิ่งที่ต้องการสำเร็จเขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“แล้วเด็กหนุ่มอีกคนล่ะฟ่านเหลียนหายไปไหนเสียแล้ว” ท่านป้าเอ่ยถามแล้วหยิบแก้วน้ำดื่มให้เขาทานดับกระหาย

“ซื่อชุนหรือขอรับ? เขาอยู่กับอี้ชิงน่ะท่านป้า ข้าเห็นว่าถ้าเขามาด้วยเกรงจะเบื่อๆเลยให้อยู่กับอี้ชิงไปแทน” ฟ่านเหลียนตอบ
หลังจากบทสนทนานั้นสองสามีภรรยาก็ปล่อยให้ฟ่านเหลียนนั่งคิดเรื่องความช่วยเหลือว่าควรทำอะไรต่อจากนี้ไปดี ลมหายใจแผ่วๆถูกถอนออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือเรียวทั้งลูบเข้าที่ใบหน้าพลางคิดเรื่องต่างๆไปเรื่อยจนเวลาผ่านไปพอสมควรเขาถึงลุกไปหาอะไรทานเพื่อจะได้คิดเรื่องโรงฝึกต่อไป

บริจาค :ปลานึ่ง 1 ชา 1 ข้าว 1 (ครั้งที่แล้วก่อนลบโพส) / น้ำแกง 4 เสี่ยวหลงเปา 30 ถังหูลู่ 65 ไม้  ชาหลงจิ่ง 2 ถ้วย  เสื้อ 10 ตัว  ซาลาเปา 40








คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +5 ดีนาเรียส +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -21 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -21 + 3

ดูบันทึกคะแนน

สวัสดี
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x156
x10
x10
x6
x3
x24
x1
x1
x4
x1
โพสต์ 2018-1-1 19:04:11 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Fanlian เมื่อ 2018-1-2 11:38

{ภัยสงคราม}
[ไช่ฟ่านเหลียน]

บทที่ 2 เส้นทางที่ต้องก้าวไป : เหตุเกิดจากความเด๋อ

คิดไปคิดมาเรื่องโรงฝึก ไช่ฟ่านเหลียนก็ปวดเศียรเวียนเกล้าเสียเหลือเกิน ให้ตายเหอะ! ตั้งแต่เกิดจนโตเขามันก็เป็นแค่หนอนหนังสือที่ชอบคลุกตัวอยู่แต่ห้องตำราของที่จวนไม่ก็ที่ค่ายพยัคฆ์เท่านั้น ฝึกอาวุธหรือก็ใช้ได้บ้างแต่ก็ไม่ถึงกับยอดฝีมืออะไรขนาดนั้น เรื่องก่อสร้างเกณฑ์พลยิ่งแล้วใหญ่ถ้าไม่มีท่านลุงท่านป้าเขาคงไม่รอดแน่แท้! คิดสะระตะไปหาแล้วปวดกระบาลเขาจึงลุกขึ้นเดินไปเรื่อยๆในขณะที่หน้าก็ก้มมองพื้นดิน เลี้ยวเดินก็แทบไม่ได้ดูเลยว่าตนเดินไปทางไหน ระหว่างนั้นเขาก็ขบกัดเบาๆที่นิ้งโป้ง ใบหน้าสวยฉายแววตึงเครียด จนกระทั่ง...

กึก.. ตึง!

“อา...” เขาเดินไม่ดูตาม้าตาเรือจนชนเข้ากับอะไรสักอย่าง เศษไม้หล่นระนาวหากแต่ฟ่านเหลียนไม่สนใจเท่าตัวเองที่นั่งจุมปุกที่พื้น มือไล้ตามลำตัวว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ก่อนที่เสียงหวานใสที่เดาว่าคงเป็นอิสตรีของจริงแท้แน่นอนไม่เก๊อย่างเขาก็ดังขึ้นมา

“ใคร!”

“....” แต่เพราะความเจ็บทำให้เขาเพียงหรี่ตามองแล้วกุมบริเวณที่โดนไม้ทับชั่วครู่ ดวงตาสีน้ำตาไหม้มองไปรอบๆอย่างเหลอหลา พลางคิดในใจว่า ‘นี่ข้าเดินมาถึงตรงนี้เมื่อไหร่เนี่ย...’

"เจ้าเป็นใคร.." สตรีตรงหน้าหรี่ตามองเขาด้วยแววตาที่เขารู้สึกว่าคงไม่ใช่เรื่องดีนัก มือถูกส่งมาเพื่อดึงให้เขาลุกขึ้น ฟ่านเหลียนผงกหัวขอบคุณแล้วดึงตัวเองขึ้นไปยืน ก่อนจะตอบกลับหญิงสาวตรงหน้าที่ดูอายุมากกว่าเขาสักเล็กน้อย

“ขะ..ขอบคุณที่ช่วยข้าขอรับพี่สาว ขะ..ข้าชื่อไช่ฟ่านเหลียนขอรับ” มือเล็กของหญิงสาวหวักน้ำเช็ดคราบเปรอะเปื้อนให้เขาราวกับเด็กจนฟ่านเหลียนได้แต่ร้องครางฮือในคอเบาๆ พลางน้ำเสียงก็ถูกเปร่งออกมาไปด้วย

"หน้าตาก็ดีไม่น่าเป็นถ้ำมองเลยนะเรา"

“ข้าแค่เดินก้มหน้ามา ไม่ได้มีเจตนาแอบดูพี่สาวเสียหน่อย” ใบหน้าหวานงอง้ำเสียเล็กน้อย ให้ตายสิ! มีแต่ข้าต่างหากที่ถูกแอบดู ข้ารึไม่เคยแอบดูใคร… แต่ถึงหญิงสาวจะพูดอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้โกรธอะไรเพราะเธอไม่ได้กวนประสาทที่สำคัญเขาก็เป็นคนผิดที่เดินทะเล่อทะล่าเข้ามาไม่ได้ดูตาม้าตาเรือเลยว่ามีคนกำลังอาบน้ำอยู่

"แม่นางหรั่น ข้าได้ยินเสียง มีอะไรให้ช่วยหรือไม่!" ฟ่านเหลียนเมื่อได้ยินเสียงคนข้างนอก ก็หันไปมองพี่สาวตรงหน้าตาปริบๆ ก็เขาไม่ได้เจตนาจริงๆนะ…

"ไม่มีอะไร ข้าปลอดภัยดี!" เธอตอบส่วนเขาก็ค้อมหัวให้เธออีกรอบราวกับขอบคุณที่เธอไม่ช่วยให้เขาตายเร็วก่อนสังขารจะละในเวลาแท้จริง

“พี่สาวมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงขอรับ...” คำถามที่แสดงถึงความเด๋อด๋าอย่างแท้จริงหลุดออกมาจากเด็กหนุ่มวัยยี่สิบปีที่รูปร่างเล็กเสียหลายคนคิดว่าเพียงสิบเจ็ดสิบแปด เขาเอียงคอสงสัยพลางเกาหัวแกรกๆ อย่างคนที่งงกับชีวิต

"ข้าควรจะถามเจ้ามากกว่าว่าเจ้ามาจากที่ใด เอ้า! ยังไม่รีบหันไปอีก ข้าจะขึ้นจากน้ำแล้ว" เมื่อเห็นพี่สาวจะรีบขึ้นจากน้ำ เด็กหนุ่มจึงรีบหลับตาแน่นหันหลังขวับทันที เกิดมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาเขารึก็ไม่เคยได้ใกล้ชิดสตรีใดเท่าท่าอาหญิงและผิงผิงมาก่อนนางเป็นคนที่สาม แถมยังดูก๋ากั่นเสียด้วยแม้จะไม่เท่าผิงผิงก็ตาม แต่นางก็ทำให้ผิวแก้มเขาร้อนจนแดงระเรื่อ มือรีบยกปิดหน้าแล้วเดินเขยิบไปไกลๆพอควร ทิ้งเวลาชั่วครู่เขาจึงรับรู้ถึงแรงสะกิดเบาๆที่แผ่นหลัง

“ฮือ.. เสร็จแล้วหรือขอรับ” เด็กหนุ่มหันไปแต่มือก็ไม่ละจากใบหน้าก่อนจะค่อยๆปลดลง หญิงสาวไม่ได้ตอบคำถามเขาแต่กลับยิงคำถามใหม่กลับมา

"ตกลงเจ้ามาจากไหน"

“เจียงโจวขอรับ ข้าเดินทางมาเพื่อช่วยเหลือพวกเขา” เขาตอบแล้วพยายามตั้งสติไม่ทำตัวงกเงิ่นต่อหน้าผู้อื่น

"เป็นเช่นนั้น? ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็คงจะเจอชาวบ้านคนอื่นๆแล้วใช่หรือไม่?"

“ขอรับพี่สาว”

"อา ฝั่งคนของข้ามีกลุ่มหนึ่งเป็นฝีดาษ ..เอาอย่างนี้ แยกกันไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน"

“ขอรับ เดี๋ยวข้าจะมาหาพรุ่งนี้ใหม่เสียแล้วกัน...” หญิงสาวเดินออกไปแล้วเหลือเพียงฟ่านเหลียนที่ยืนงงและเด๋อด๋ามากที่สุดในชีวิต ชายหนุ่มมองไปรอบๆแล้วจู่ๆก็พูดขึ้นมาในความเงียบสงัด…

“นี่ข้าอยู่ส่วนไหนของไป๋จื่อเนี่ย!!!!”







คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ชื่อเสียง +300 ความหิว -11 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 300 -11 + 5

ดูบันทึกคะแนน

สวัสดี
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x156
x10
x10
x6
x3
x24
x1
x1
x4
x1

158

กระทู้

1069

โพสต์

163

เครดิต

เงินตำลึง
100
ดีนาเรียส
0
ชื่อเสียง
0
ความหิว
105

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
400
ความชั่ว
0
ความโหด
0
โพสต์ 2018-1-2 18:43:22 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LanXinLi เมื่อ 2018-1-3 16:03

{ เควส 2 ภัยสงคราม : เดินทางกลับบ้านเกิด }

พืชผักสวนครัว



     โรคฝีดาษ คือ โรคติดต่อเพราะฉะนั้นหญิงสาวจึงจัดแยกกลุ่มคนป่วยออกมาก่อน ถึงแม้กลุ่มคนที่ยังแข็งแรงดีจะทานเนื้อวัวเสียไปแล้วก็ตาม นางจะต้มสมุนไพรขจัดพิษให้ แล้วเน้นย้ำว่าต้องทำสถานที่ให้สะอาดเสมอ ที่สำคัญคือไม่ควรใช้ของร่วมกันแม้กระทั่งน้ำ หากสัมพัสกันแล้วจะต้องทำความสะอาดกายด้วยน้ำต้มสุกหรือน้ำร้อนเท่านั้น หลังจากทำงานอื่นเสร็จแล้ว ร่างในชุดขาวก็เดินมาซักผ้าที่มุมต้มน้ำ

     "อย่างน้อยเราก็ได้โรงหมอ แต่คนไข้น่าเป็นห่วงนัก ข้าก็ไม่ใช่หมอด้วย.." หรั่นซิ่นหลี่ได้แต่นั่งพึมพำระหว่างกำลังซักผ้า มือบางหยิบผ้าสกปรกมาแล้วใช้มือขัดซักเอง ผิวขาวแดงนิดหน่อยจากไอร้อนของน้ำ ทว่านั่นไม่ทำให้นางยอมพักหรือลดแรงลง

     "คิดมากเรื่องฝีดาษอยู่หรือ?" วูซูเดินเข้ามานั่งข้างนาง สตรีผู้นี้นอกจากจะพยายามทำในสิ่งที่ตัวเองรู้ทั้งรู้ว่าแรงไม่พอก็ยังจะทำ อีกทั้งยังมาช่วยคนที่ไม่รู้จักกันอีก.. น่านับถือนัก!

     "ใช่.. ข้ากำลังสงสัยว่าเหตุใดคนที่ทานเนื้อเน่าเข้าไปจึงไม่ป่วยเช่นเดียวกับอีกกลุ่ม พี่วูซู ท่านก็ทานเนื้อนั่นไปใช่หรือไม่?" นางหันมาถามชายร่างสูงที่แม้จะนั่งก็ไม่ได้ทำให้เขาดูตัวเล็กลง หรั่นซิ่นหลี่นึกดีใจในที่สุดนางก็ดูตัวเล็กลงบ้างแล้ว

    "ถูกแล้ว เนื้อนั่นพวกเราทานเข้าไปเมื่อสี่วันก่อน แล้วคนป่วยก็มีอาการเหล่านั้นขึ้นมา" นึกย้อนไปตามวันที่กล่าว เด็กคนนั้นนำเนื้อนี่มาด้วยท่าทางดีใจ แต่เมื่อเห็นคนที่ทานเข้าไปเริ่มป่วยตามกันนางก็เริ่มมีท่าทางแปลกๆและไม่แตะต้องก้อนเนื้อนั่นหรือกินเข้าไปอีกเลย ตัวเขาที่นึกสงสัยไม่ได้เอะใจอะไรมาก แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงถึงขนาดนี้

     น่าแปลกนัก เหตุใดจึงไม่ป่วยกันทั้งหมด กลับมีอีกกลุ่มที่ยังแข็งแรงสุขภาพดีอยู่ มันต้องมีที่มาที่ไปสิ.. คิดได้ดังนั้นจึงถามออกไป "ได้ทำอะไรหลังจากนั้นบ้าง?"

     "มัวแต่ดีใจที่ได้ทานเนื้อ จึงฉลองพร้อมสุราที่เจอ แต่พวกผู้หญิงไม่อยากดื่มจึงยกให้พวกข้า"

     สุรา..? ประเดี๋ยวก่อน.. คนป่วยเหล่านั้นส่วนมากเป็นสตรีและเด็ก หรือในสุราจะมีอะไรบางอย่าง.. จะลองดูดีไหมหนอ..? "พี่วูซู ข้ารบกวนถามทุกคนได้หรือไม่ว่าใครทานเนื้อแล้วทานสุราเข้าไปโดยไม่ป่วยบ้าง"

     "ได้สิ รอสักครู่" วูซูกล่าวตอบแล้วลุกไป

     ไม่นานนักเขาก็กลับมาพร้อมคำตอบ ผ้าที่นางกำลังซักอยู่ก็เสร็จพอดี หรั่นซิ่นหลี่ลุกขึ้นยืนบิดเนื้อตัวแล้วเช็ดมือกับเสื้อตนก่อนจะหันไปฟังวูซูที่เดินเข้ามาใกล้แล้ว "ใช่แล้ว แม่นางหรั่น คนที่ดื่มสุราเข้าไปไม่ป่วยจริงๆด้วย!" สีหน้าแสดงความยินดีอย่างเห็นได้ชัด ทำให้หรั่นซิ่นหลี่ใจชื้นขึ้นมาบ้าง

     "จริงหรือ! สุราชนิดนั้นมีชื่อหรือไม่?" หากรู้ชื่อ บางทีอาจมีจดอยู่ในตำรา! ทว่าคำตอบนั้นกลับไม่เป็นดั่งใจคิด ดวงหน้างามหมองลงแต่ไม่ดับแสงแห่งความหวัง

     "ไม่มี เป็นสุราหมักที่บ่มมานานปีแล้ว ไม่มีใครรู้กระทั่งสูตร"

     "ยังมีเหลืออยู่หรือไม่?"

     "พอมีอยู่สองถึงสามไห"

     "เช่นนั้นเรามาลองให้พวกเขาดื่มสุรานั้นดูกันเถอะ!" เป็นคำตอบที่หวังว่าจะมี เช่นนี้ค่อยพอมีทางรอด ทั้งสองจึงรีบร้อนขนไหสุราเหล่านั้นมาแล้วตักแบ่งให้คนป่วยในโรงหมอเพื่อเฝ้าดูอาการ

     เวลานี้ใกล้ค่ำแล้ว หรั่นซิ่นหลี่นึกได้ว่ายังไม่ให้อาหารสัตว์ขี่ทั้งสองของตน จึงเดินแวะไปจุดที่แยกกับมัน พบว่าทั้งสองกำลังนอนหลับอยู่ นางจึงปลุกให้ตื่นขึ้นมาทานแครอทที่ซื้อมาจากตลาด ก่อนจะวานพวกมันให้ไปช่วยชาวบ้านขนน้ำจากบ่อ แล้วนางจึงเดินไปทำอย่างอื่นต่อ

     สตรีชุดขาวเดินวนรอบซากไฟไหม้อีกจุดเพื่อดูหาแหล่งที่พอจะสร้างแปลงเพาะปลูกได้ แต่กลับไม่มีเลย ผืนดินทั้งหมดถูกเผาจนหน้าดินเสียไปหมดแล้ว เช่นนี้จะทำกินอย่างไรก็ไม่มีทางโตได้หรอก! แต่แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา ...ถ้าปลูกโดยไม่ใช้ดินเล่า? ว่าแล้วก็รีบลงมือ นางเดินไปหากะละมังเพิ่ม โชคดีเจอใบหนึ่ง แม้สภาพจะไม่น่าดูนักแต่ก็ไม่เป็นรู ถือว่ายังพอใช้ได้! นางตักน้ำใส่กะละมังก่อนจะขัดล้างเช็ดถูเพื่อขจัดรอยไหม้ออก ก่อนจะเทน้ำสะอาดลงไปใหม่ แล้วใช้ดินส่วนที่ดูแล้วยังพอมีหวังโปรยลงไปพอประมาณ ทำเสร็จแล้วจึงกลับมาจัดการผักที่จะปลูก

     ในเมื่อที่ตัวนางมีแต่แครอทกับเมล็ดข้าว งั้นลองปลูกมันทั้งสองอย่างไปเลยแล้วกัน! จำได้ว่าดอกบัวก็โตในน้ำ เช่นนั้นแครอทจะทำได้ไหม? ว่าแล้วก็หักแครอทออกเป็นสามส่วนก่อนจะวางไว้ในกะละมังโดยไม่ให้น้ำล้นจนมิด แค่ปริ่มๆเท่านั้น ก่อนจะหันไปหาไม้ที่พอใช้ได้แล้วรบกวนวูซูให้ช่วยนางตอกจนได้กระบะไม้มา จากนั้น...

     "พยายามเข้า อีกนิดเดียวเท่านั้น!" ภาพสตรีงามนางหนึ่งกำลังจดจ่อส่วนที่นิ่มนูนออกมาจากเบื้องหลังวัวสาวหรือก็คือ 'ก้น' เป็นที่ติดตาของชาวบ้านมากจนพวกเขาต้องมามุงดูนางด้วยความประหลาดใจ

    "ม๊ออออ ม๊อออออ" (ให้พี่เสี่ยไป๋ทำแทนไม่ได้หรือ ทำไมต้องเป็นข้าด้วย!)

     "ข้าฟังเจ้าไม่รู้เรื่องหรอกนะ แต่ข้ามั่นใจว่าเจ้ากำลังบ่นอยู่ เอ้า! เบ่ง!"

     พรวดดด....

     ทันใดนั้นก็มีเสียงพร้อมกลิ่นอบอวลไปทั่วบริเวณทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องลี้ถอยหนีไปหาที่กำบัง อีกส่วนยังคงยืนปิดจมูกดูต่อไปว่าสตรีผู้นี้จะทำอะไรต่อ หรั่นซิ่นหลี่ใช้เศษผ้าคลุมแขนตัวเองสองถึงสามชั้นแล้วทำสิ่งที่สร้างความสะอิดสะเอียนให้แก่ชาวบ้านจนกลุ่มหนึ่งวิ่งไปอ้วก

     พระพุทธเถอะ นางล้วงอุจจาระวัว!!

     "มะ แม่นางหรั่น.. เจ้าจะเอาอุจจาระวัวไปทำอะไรรึ" แม้แต่วูซูก็แทบจะกลั้นใจไม่ไหวเมื่อได้สัมพัสกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เข้าขั้นวิกฤต แต่สตรีตรงหน้าเขากลับมีสมาธิจนถึงขั้นที่ไม่ยอมตอบ มิหนำซ้ำนางยังไม่สะทกสะท้านแล้วจ้วงเอาๆ!

     ที่นางไม่ตอบไม่ใช่ว่ามีสมาธิ... แต่นางกลั้นหายใจอยู่ต่างหาก! รีบๆทำรีบๆเสร็จเถอะ! หรั่นซิ่นหลี่คว้ากองฟางสำรองของม้าหนุ่มมาคลุมอุจจาระสีทองอร่ามจนมิดแล้วคลุกมันเข้าด้วยกันจนมั่นใจว่าเป็นเนื้อเดียวแล้วจึงตักใส่กระบะไม้

     "ให้ข้าช่วยนะ!" วูซูเห็นหญิงสาวท่าทางทุลักทุเลจึงเข้าไปคว้ากระบะไม้มาถือเองแต่แรงที่มากกว่าทำให้คนตัวเล็กเสียหลัก
   
     "ประเดี๋ย--"
   
     โครม..
     คว่ำแล้ว...
     กระบะขี้วัวคว่ำเรียบร้อยแล้ว...
     "....."

     "....." ฮืออออ ขี้วัวบนตัวข้า! จะมีสักวันไหมที่ไม่ซวยเนี่ย หาาา
     เงียบ.. ไม่มีเสียงกล่าวอันใดจากคนทั้งสอง ไม่รอให้คนตัวใหญ่ได้สติ หรั่นซิ่นหลี่รีบโกยทองบนตัวและที่หล่นบนพื้นกลับใส่กระบะไม้ก่อนจะนำไปไว้ที่ไกลจากกลุ่มคน แล้วโยนเสื้อเปื้อนของตัวเองทิ้งลงพื้นทำให้เหลือเพียงเสื้อตัวในกับเอี๊ยมที่บางพอลมพัดผ่านก็ขนลุกได้ ช่างปะไร! เลอะได้ก็ซักได้ ร่างบางยืนขึ้นแล้วเดินออกไปจากตรงนั้นไม่มาก "...เฮือกกก" เสร็จสักที! ทำปุ๋ยเล่นเอาเกือบตายเหมือนกันนะเนี่ย! ส่ายศรีษะเล็กน้อยก่อนจะหยิบเมล็ดข้าวมาโปรยลงปุ๋ยทำเองแล้วพรมน้ำเล็กน้อย นางจัดแจงให้ทั้งแปลงแครอทและข้าวอยู่ในจุดที่แสงแดดส่องถึงแล้วเดินจากมา ที่เหลือก็แค่รอเวลา!

     หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ หรั่นซิ่นหลี่ก็เดินมาหาวัวสาวที่กำลังนอนหมอบเหนื่อย "ทำดีมากซือเอ๋อร์" นางพูดแล้วหยิบแครอทออกมาสามหัวให้วัวใหญ่กินเพื่อเพิ่มกำลัง แน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมไม่รอช้า สวาปามเข้าไปทดแทนสิ่งที่ขับถ่ายออกไปจนหมดทันที ขณะเดียวกันหรั่นซิ่นหลี่ก็แบ่งแครอทส่วนหนึ่งให้ม้าหนุ่มที่จ้องตาแป๋ว
     "ฮี้!" (ขอบคุณนายหญิง)

     เท่านี้ก็หมดไปอีกวันแล้วสินะ!
     "ประเดี๋ยว.. แล้วเสื้อที่เลอะ" อ้ากกกกกก ยังต้องมานั่งซักผ้าอีก! ได้แต่สะบัดศรีษะแล้วเดินกลับไปทำงานที่ค้างคา


มอบสุรา 1 ไห   เมล็ดข้าว 10 เมล็ด   แครอท 10 หัว


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ชื่อเสียง +50 ความหิว -19 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 50 -19 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1

158

กระทู้

1069

โพสต์

163

เครดิต

เงินตำลึง
100
ดีนาเรียส
0
ชื่อเสียง
0
ความหิว
105

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
400
ความชั่ว
0
ความโหด
0
โพสต์ 2018-1-3 20:34:05 | ดูโพสต์ทั้งหมด
{ เควส 2 ภัยสงคราม : เดินทางกลับบ้านเกิด }
ท่านว่าสัตว์แถวนี้ทานได้หรือไม่?

     หญิงสาวในชุดขาวยังคงขมักเขม้นกับการวักขี้วัวมาปูเป็นแปลงผัก วันนี้สีหน้านางค่อยดูเหมือนคนมีความหวังในการใช้ชีวิตขึ้นมาหน่อย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเมื่อเช้าเห็นต้นอ่อนโผล่ขึ้นมาจากปุ๋ยขี้วัวก็เป็นได้ วันนี้นางจึงได้มีเรี่ยวแรงถึงเพียงนี้!
     @Fanlian
     "หือ.." เพราะถูกเรียกจากข้างหลัง นางจึงหันไปหาทั้งที่ยังเลอะขี้วัวอยู่ กลิ่นอบอวลโชยเข้าจมูกอีกฝ่ายจนแสดงออกทางสีหน้า ทำให้หรั่นซิ่นหลี่ต้องหยุดมือแล้วล้างน้ำสะอาดก่อนจะเดินเข้าไปหาร่างสูง
     ยืนประจันหน้าแล้ว.. ระดับสายตานางต้องเงยขึ้นประมาณหนึ่งจึงจะสบตากับอีกฝ่ายได้พอดี หรั่นซิ่นหลี่เผยยิ้มบาง ที่แท้ก็เป็นเขา..
     "คุณชายท่านนี้.. เมื่อวานไม่ได้พูดคุยกันให้เรียบร้อย ต้องขออภัยด้วยที่แนะนำตัวช้าไปหน่อย.. ข้าชื่อ หรั่นซิ่นหลี่" นางกล่าวอย่างเป็นมิตร ก่อนจะเอ่ยปากถามสิ่งที่ข้องใจ "คุณชายดูไม่ใช่คนพื้นที่.. ขอถามที่มาที่ไปท่านได้หรือไม่?"
     @Fanlian
     "งั้นหรอกหรือ! ข้าเองก็มาจากค่ายพยัคฆ์ แต่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาท่านมาก่อนเลย.." แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายอายุน้อยกว่า แต่ก็ไม่ได้ลดคำเรียกที่สุภาพลงแต่อย่างใด ดวงตาคู่งามหรี่ตามองเล็กน้อยก่อนจะสังเกตุเห็นง้าวที่อีกฝ่ายสะพายอยู่ข้างหลัง "ช่วยงานข้าสักหน่อยได้หรือไม่?"
     มาได้จังหวะ! นางกำลังต้องการคนช่วยจัดการซากไฟไหม้พวกนี้นำมาทำเป็นฟืน แล้วแยกส่วนที่ใช้ได้ไปทำอย่างอื่นพอดี! คนผู้นี้ก็ดูจะมีเรี่ยวแรง เช่นนั้นรบกวนเขาแล้วกัน
     @Fanlian
     "ท่านไช่ รบกวนช่วยจัดการซากพวกนี้เป็นฟืนที.. ส่วนไม้ที่ถูกเผาจนเกรียมแล้วนำมาแบ่งส่วนออกทำเป็นถ่าน ไม้ที่สภาพยังพอใช้ได้แยกไว้อีกกองนำไปทำอย่างอื่น" มือเรียวชี้ไปที่กองซากที่ถูกเผาไหม้ "ต้องรบกวนท่านแล้ว!"
     @Fanlian

     หลังจากวานคนช่วยงานแล้ว หรั่นซิ่นหลี่ก็เดินไปหอบผ้าของกลุ่มผู้ป่วยมาซัก นั่งขัดเหมือนเดิม.. เพิ่มเติมคือ นางใช้ไม้ช่วยทุบ! ได้สิ่งนี้มาจากพี่วูซูที่หักมาจากขาเก้าอี้ไม้ให้นาง ฮ่าๆ มีอุปกรณ์เสริมค่อยทุ่นแรงหน่อย หื้ม หืมม ~
    "แม่นางหรั่น วันนี้ข้านำสุราไปให้คนป่วยทานแล้ว ดูเหมือนจะมีกลุ่มหนึ่งที่ไข้ลดลงด้วย คิดว่าเป็นไปในทางที่ดีนะ!" วูซูนำข่าวดีมาบอกนาง หญิงสาวจึงยิ่งอารมณ์ดีเข้าไปใหญ่
     "อย่างนั้นหรือ! เมื่อครู่ข้าพบคนของอีกกลุ่ม ถ้าฝั่งเราปลอดโรคแล้วจะพาพวกเขามาพบกันนะ!"
     "เป็นความคิดที่ดีๆ..​ แม่นางหรั่น ข้ามีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะปรึกษา"
     "ว่ามาเลย"
     "นับวันเสบียงเรายิ่งน้อยลง วันนี้ท่านเองก็ยังไม่ได้ทานอะไรเลยมิใช่หรือ?" ร่างสูงดูจะเป็นห่วงนางเป็นพิเศษ ก็สาวเจ้าเล่นทำงานไม่ยอมพักเลย
     "พี่วูซูไม่ต้องเป็นห่่วง ข้ายังไม่หิวน่ะ ส่วนเรื่องหาอาหารข้าจะลองหาทางดูนะ" เห็นร่างเล็กยิ้มแย้มแล้วก้มหน้าทำงานต่อ วูซูจึงไม่อาจค้านอะไรต่อไปได้ ร่างสูงจึงเดินจากไป

     หลายชั่วยามต่อมา

     @Fanlian
     "อ้ะ เสร็จแล้วหรอกหรือ! ข้ามีเรื่องจะปรึกษาสักหน่อย คนฝั่งท่านมีปัญหาเรื่องอาหารหรือไม่?" เขาเดินเข้ามาจากข้างหลัง นางได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าเหยียบทรายก็รู้ได้ทันทีว่ามีคน จึงผละจากงานตากผ้าแล้วหันไปมอง
     @Fanlian
     "งั้นรึ เช่นนั้นเราคงต้องลองไปหาอาหารดู" พยายามนึกว่าพอมีอะไรที่จะหาจากแถวนี้ได้บ้าง อีกนานกว่าผลผลิตที่นางหว่านไว้จะออกผล แล้วนึกขึ้นได้ว่าก่อนจะมาที่นี่ตนได้จับแมงป่องไป นอกจากนั้นทะเลทรายเช่นนี้น่าจะยังพอมีงู หนู หรือพังพอน "ท่านว่าสัตว์แถวนี้จะทานได้หรือไม่?" กล่าวพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม
     @Fanlian

     เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา หรั่นซิ่นหลี่จึงให้อีกฝ่ายยืมม้า ส่วนตนขี่วัว ทั้งสองออกไปนอกหมู่บ้านแล้วกวาดสายตามองโดยรอบ หญิงสาวสะพายคันธนูและลูกดอกมาด้วย วิชายิงธนูที่ฝึกมาไม่เสียเปล่าแล้ว!
     ร่างบางพลิกตัวลงจากหลังวัวสาวแล้วเดินวนไปรอบเพื่อหาร่องรอยสัตว์ จนเห็นทางราบยาวคดเคี้ยวบนพื้น รู้ได้ทันทีว่านี่คือ งู!
     @Fanlian
      
     "กว้างประมาณหนึ่งฝ่ามือเห็นจะได้ ที่แน่ๆงูทะเลทรายล้วนมีพิษ ระวังใต้เท้าท่านให้.. นั่น!" ไม่ทันขาดคำก็พบร่างสีน้ำตาลไหม้ขดตัวเลี้ยววนไปมาในผืนทรายใกล้เท้าร่างสูง มันเห็นเหยื่อแล้วและพยายามจะซ่อนตัวเพื่อหาโอกาส

     @Fanlian
     ฉึก! ฉึก!
     หรั่นซิ่นหลี่ยิงธนูลงพื้นดิน สร้างแรงกระแทกโดยรอบหวังให้ทรายพัดออกไปเพื่อให้เห็นงูชัดเจน นางกำลังหาโอกาสให้ไช่ฟ่านเหลียนแทงง้าวในมือลงไปโดยตรง แต่เจ้างูนี่มันขยับตัวลื่นไหลเร็วเหลือเกิน ไม่นานนักมันก็เลื้อยมาทางนาง!
     @Fanlian
     หรั่นซิ่นหลี่ถอยแล้วถอยอีก นางไม่ได้พกกระบี่ที่กวีรูปงามให้มาไม่อย่างนั้นคงฟาดเจ้าสัตว์เลื้อยคลานนี่ไปแล้ว
     โครม! ร่างบางถอยหลังจนขาขัดกันทำให้เสียหลักล้มลงไปบนพื้นทราย อสรพิษร้ายเห็นได้ทีจึงรีบเลื้อยเข้าหานางอย่างไม่ลังเล!
     @Fanlian
     แย่แล้ว! "โยนง้าวแทงลงมา!" เห็นเขาลังเล นางเริ่มทนไม่ไหวต้องหาทางกระตุ้นด้วยการพูดกระแทกเข้าไปกลางใจชายหนุ่ม "ไช่ฟ่านเหลียน เจ้าคนขี้ขลาด!!!!!!"
     @Fanlian
     "แฮ่ก.. แฮ่ก.." หายใจหอบ.. นางรอดแล้ว คิดก่อนจะเงยหน้ามองร่างสูงที่เหงื่อแตกพลั่ก.. คนๆนี้.. พอใช้การได้
     @Fanlian

     @Fanlian
     @Admin
     

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 ความหิว -18 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -18 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26
x62
x33
x80
x100
x240
x32
x30
x148
x100
x10
x1
x1
x20
x1
x5
x13
x1
x1
x100
x36
x50
x1
x1
x22
x20
x153
x8
x7
x76
x10
x8
x1
x1
x15
x220
x5
x22
x17
x60
x5
x2
x2
x15
x20
x35
x19
x19
x33
x51
x50
x1

ข้อความล้วน|อุปกรณ์พกพา|

Copyright © 2001-2012 | The Legend of Wulin  สงวนลิขสิทธิ์ | GMT+7, 2020-11-24 04:35

ขึ้นไปด้านบน