ดู: 17|ตอบกลับ: 2

{ โลก-38 | ทุ่งหญ้าตอนเหนือ } หมู่บ้านเผ่าซิตันร้าง

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2020-6-29 21:18:49 |โหมดอ่าน

หมู่บ้านเผ่าซิตันร้าง






หมู่บ้านร้างที่อดีตเคยงดงามและรุ่งเรือง ตั้งอยู่บนที่ราบสูงอากาศปลอดโปร่งสดชื่น
ทว่าวังเวงและแลดูโศกเศร้า อากาศเย็นเฉียบ ยามมีแสงตะวัน สดชื่นชวนปลอดโปร่ง
ยามจันทราขึ้นอยู่กลางฟ้า กลับน่าขนลุก และชวนให้หวาดระแวง หลังจากถูกชาวชงหนูกวาดล้าง
ชาวบ้านต่างก็อพยพย้ายถิ่นฐาน ทิ้งหมู่บ้านที่เคยงดงามให้ร้างไร้ซึ่งคนดูแล และเต็มไปด้วยปริศนา




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 Point +8 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 8

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2020-6-30 04:44:14 | ดูโพสต์ทั้งหมด
{ ความกังวล }
106
เอ่ยคำลา




                    ผ่านจากโทรลมรณะมาได้พอสมควร เนื่องด้วยออกจาเขตสุสานกระดูก พวกมัน(โทรล)ที่ยังติดอยู่ด้านใน พวกมันต่างก็ซดเหล้า ตะโกนด่าทอไม่ก็บอกให้กลับไป ในส่วนของดรุณีสาวยกมือขึ้นนวดขมับที่เริ่มปวดหน่อยๆ ทำสมาธิ หายใจเข้าหายใจออก ทำใจให้โล่งสบาย แม้ว่าจะอยากอ้วกแต่ก็ยังรักษากิริยาที่พอควรเอาไว้ จะหยิบผ้าคลุมของคุณชายว่านจวินมาพันหัวตัวเองตอนนี้มันก็คงจะกระไรอยู่ ดังนั้นนั่งทำใจปิดตาสูดอากาศบริสุทธิ์เท่าที่ทำได้ตอนนี้คงจะดีที่สุด

                   หลิงเฮ่า


                    องค์ชายกายริสเองที่ก็อยากจะอ้วกทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดอยู่ตรงนี้ แต่เนื่องด้วยรอบข้างยังไม่ปลอดภัย มือนึงจึงต้องบังคับรถม้า อีกมือก็จูงอาชาของสตรีองอาจที่ตอนนี้สลบไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย ราชนิกูลชาวเอลฟ์ถอนหายใจ นึกไม่ถึงว่าการเดินทางจากเดลดูวัธครั้งนี้จะชวนผจญเคราะห์มากกว่าโชค เดินทางผ่านมาสองพันลี้ มาจนถึงหมู่บ้านของเผ่าซิตันที่ตอนนี้กลายเป็นหมู่บ้านร้าง มีเพียงเขาที่ทราบว่าที่นี้ถูกชงหนูกวาดล้าง คนที่เหลือรอดต่างก็เดินทางอพยพไปอยู่ที่ดินแดนอีก

                    “ ตอนนี้พวกเรามาถึงหมู่บ้านเผ่าซิตันแล้ว.. เหตุที่ร้างก็เพราะหลายปีก่อนถูกชงหนูบุกโจมตี คนที่เหลือรอดก็เลยอพยพย้ายไปอยู่ดินแดนอื่น “ องค์ชายกายริสเอ่ยบอกในขณะที่หยุดรถม้า เขาตั้งใจแล้วว่าคืนนี้คงจะพักที่นี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็คงจะล้ากันมาพอตัว ในเมื่อเป็นเมืองมาก่อนก็น่าจะพอมีแหล่งน้ำให้ได้ล้างเนื้อล้างตัวกันบ้าง “ คืนนี้คงต้องพักที่นี้ น่าจะพอมีแหล่งน้ำอยู่ หากจะล้างตัวก็ ตามสบาย “ พูดไปก็ปลดม้าจากตัวรถ จับจูงอาชาหนึ่งตัวที่มีร่างของสตรีองอาจฟุบอยู่ และอีกไม่กี่ตัวที่เขาใช้ลากรถ ไปผูกกับเสาดินสักจุดที่พื้นยังมีหญ้า

                   “ชงหนูอีกแล้วหรอ… มีเผ่าไหนบ้างที่มันไม่ตีเนี่ย” ด้วยความเหนื่อยอ่อน ฟู่โฉวถึงกับลากขาติดตามคนอื่นๆ ไป สองตากลอกไปมารอบๆ คล้ายว่าที่นี่จะรกร้างไปนานแล้วเผลอนึกถึงหนึ่งในพวกของตนไม่ได้  “ถ้าศิษย์น้องได้มาเห็นล่ะก็มีหวังรีบชิ่งไปอีกฝากของหุบเขาแน่… อุ๊บ!”

                  อี้หานตวัดมองศิษย์ตัวดีใช้สายตาเชิงปรามให้เขาหุบปาก ก็รู้กันอยู่ว่าผู้บุญหนักศักดิ์หนาในขบวนมีประเด็นอ่อนไหวจะพูดถึงให้มันได้อะไร!!

                  ตามที่คิดหยาเหยี่ยนหวางแม้จะมีท่านลุงอี้ช่วยหยิบเศษผักเศษพริกปัดออกทำความสะอาดให้อยู่ ทว่าสีหน้าอึมครึมลงหม่นเศร้าเข้าสู่โหมดคนเหงาที่หัวใจลอยไกลออกไป เพียงแค่ได้ยินชื่อคนกรอก ‘รหัสลับ’ ปฎิกิริยาของร่างกายก็เป็นไปเอง “อื้ม ค่ำคืนแบบนี้ สถานที่วังเวงเช่น นางคงรู้สึกกลัวจนไม่กล้านอนคนเดียวและจับมือข้าไว้ไม่ปล่อยแน่”

                 หลิงเฮ่า


                    ไป๋อวี้หลุดยิ้มเบาบาง นางชินชากับคำพูดอันแสนหวานระหว่างคู่รักคู่นี้ไปแล้วด้วยซ้ำ ใบหน้าหวานฉายความใจเย็นไว้พอควร สายตาสอดส่องมองดูรอบข้างอย่างสำรวจ ตัวนางหาได้อยู่ในสภาพที่จะวิ่งวุ่นดูนู้นนี้ได้ ดังนั้นจึงรับหน้าที่หามุมเหมาะๆกับผู้อาวุโสอี้นั่งก่อกองไฟจัดเตรียมอาหารกันเหมือนเดิม ทิ้งเวลาให้คนอื่นๆไปหาแหล่งน้ำ พักผ่อนจัดการตัวเองกันให้ดีก่อน นางจึงจะไปล้างเนื้อล้างตัวบ้าง.. อาหารวันนี้ก็ง่ายๆเช่นเคย ทุกคนอยากกินอะไรนางก็ร่วมกับผู้อาวุโสอี้จัดแจงทำให้ ยกเว้นคุณชายฟู่ที่ต่อให้เขาอยากกินอย่างอื่น นางก็ยัดเยียดบะหมี่เนื้อวัวกลับไปให้โดยไม่คิดอะไรมาก

                    หงเมี่ยวลั่วที่พึ่งฟื้นคืนสติก็ลงจากหลังม้าอย่างสับสนและมึนงง จับได้ว่าอยู่ท่ามกลางตัวประหลาดกลิ่นเหม็นเน่า รู้อีกทีก็มาอยู่ที่นี้ ดูแล้วนางคงหมดสติเป็นแน่ นึกไม่ถึงเลยว่ากลิ่นอันไม่พึงประสงค์ถ้ารุนแรงสักหน่อยก็มากพอจะทำนางล้มลงได้ หญิงสาวผู้องอาจรับหน้าที่กินอาหาร รอน้องสาวเหมยล้างตัวแล้วจัดแจงทำแผล จากนั้นก็สลับไปนอนก่อนใครเพื่อน ชีวิตในขบวนเดินทางของนางก็มีเพียงเช่นนี้จริงๆ

                  หลิงเฮ่า


                    ดรุณีสาวหลังจากจัดแจงอาหาร ตัวนางก็เพียงนั่งทานหมั่นโถวแล้วก็แยกออกมา เดินดูรอบข้างเผื่อหาดูว่าอาจจะมีของใดที่พอหยิบยืมมาใช้ชั่วคราวได้บาง หากสายตาเห็นสิ่งใดแว่บๆก็เงยขึ้นไปดู บุรุณภูษาขาวสะอาดท่วงท่าปลอดโปร่ง แม้จะเห็นไม่ชัดแต่ในบริเวณนี้ก็คงมีคนเดียวที่แต่งกายแบบนี้ .. ไป๋อวี้มองพร้อมกับกระพริบตาปริบๆ หันหลังกลับไปที่จุดจัดแจงอาหาร หยิบน้ำชา หยิบอาหาร จากนั้นก็เดินกลับมาที่เดิม หาโต๊ะไม้หาอะไรมาวางตั้งวางสำรับไว้ให้ “ คุณชายว่านจวิน ! สำรับท่านข้าตั้งไว้ให้แล้วนะ ! “

                   หลิงเฮ่า


                    ไป๋อวี้เงยหน้าขึ้นมองซือฟุคนงามที่ตอนนี้มีลูกน้องรู้งานเป็นเหยี่ยวตัวใหญ่ เปลือกตาขยับขึ้นลงพร้อมกับสีหน้าที่ดูงุนงงอยู่สักนิดสักหน่อย นางสำเร็จวิชาตัวเบาขั้นกลางแล้วก็ย่อมถูก แต่จะขึ้นไปถึงชั้นนั้นได้หรือไม่อันนี้นางไม่อาจทราบ “ คุณชาย ท่านขึ้นไปอยู่สูงขนาดนั้น ตัวข้าไร้ความสามารถเกรงว่าต่อให้ท่านรอจนเช้าข้าก็คงขึ้นไปไม่ได้ “ น้ำเสียงนุ่มเอ่ยตอบอย่างใจเย็น ที่นางพูดล้วนเป็นความจริง !

                  หลิงเฮ่า


                    จากใบหน้าที่งุนงงกลายเป็นสีหน้าบอกบุญไม่รับ ไป๋อวี้ตะปบรับตำราก่อนที่มันจะตกเข้ากลางศีรษะนาง ช้อนตามองคุณชายว่านจวินผู้ที่ซึ่งยามนี้วางตัวแลดูงดงามสูงส่ง ร่างบางขยับมองรอบข้าง ถอนหายใจเบาบางแล้วลองเปิดตำราขึ้นดูเนื้อหาด้านใน อ่านได้ไม่กี่ตัวอักษร ตำราวิชาตัวเบาขั้นสูงถูกปิดอย่างเบามือ ใบหน้าซีดลงเล็กน้อยแม้ว่าจะยังประดับด้วยรอยยิ้ม หากให้คุณชายว่านจวินรอจนเช้าด้วยวิชาตัวเบาขั้นกลางของนางก็ขึ้นไปไม่ได้ ดูแล้วหากให้เขารอจนนางฝึกสำเร็จน่าจะกินเวลาเป็นปีเลยกระมั้ง

                  หลิงเฮ่า


                    “ ท่านพูดขนาดนี้แล้วข้าจะทำเช่นไรได้อีกเล่า ! “ ก้มมองตำราในมือ สลับกับเงยหน้ามองซือฟุคนงาม ใบหน้าหวานฉายความกังวลรวมไปทั้งความงอแงตามประสาเด็กอยู่เล็กๆ แต่ก็ไม่ได้มากนัก “ อ่านมาสองบรรทัดข้าก็ท้อแท้แล้ว ซือฟุ.. ตอนท่านฝึกก็ลำบากขนาดนี้เลยหรอ ? “ พอจะทราบว่ากว่าจะเก่งกาจขึ้นมาได้ก็ต้องแลกกับความลำบากตรากตำจากการฝึก แต่นางก็ไม่คิดว่าจะเป็นถึงเช่นนี้ วิ่งรอบสนาม นอนห้อยหัวหกชั่วยาม ฆ่านางเลยก็ได้นะแบบนี้

                   หลิงเฮ่า


                    “ เฮ้อ.. “ ดรุณีสาวถอนหายใจอีกครั้งพร้อมกับไหล่ที่งอลง ยังไงเสียเป้าหมายนางก็มีเพื่อพัฒนาตน โอกาสอยู่ตรงหน้า ก็มีแต่ต้องคว้าไว้ หากไม่ฝึกวันนี้แล้ววันใดจะได้ฝึก นางตั้งมั่นว่าจะฝึก แต่ขอเพียงไม่ใช่วันนี้ก็แล้วกัน .. “ ก็ได้.. ขอเวลาข้าทำใจสักหน่อยก็แล้วกัน “

                   หลิงเฮ่า


                    “ ข้า.. ข้าไม่เสียใจหรอก ! “ ถ้านางพูดทั้งน้ำตาได้นางคงพูดไปแล้ว เอาเข้าจริงๆคุณชายว่านจวินก็ใช่ว่าจะเป็นซือฟุใจร้าย เขายังคอยดูแลนางก็ตั้งหลายครั้ง ดังนั้นจะนึกเสียใจก็คงไม่ใช่สิ่งที่ควรนัก จะว่าไปแล้วซือฟุคนนี้ของนางก็มีบรรยากาศชวนล่อลวงใจอยู่ไม่น้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน พร้อมกับวาดรอยยิ้มไว้บนใบหน้าอย่างงดงาม “ ซือฟุ.. เคยมีคนบอกท่านบ้างหรือไม่ว่ารูปลักษณ์ของท่านนั้นล่อลวงใจคนได้มากขนาดไหน “ ว่าแล้วก็กอดอกพลางมองอย่างใจเย็น

                    หลิงเฮ่า


                   “ ข้าพูดตอนไหนว่าท่านเหมือนสตรี.. “ นิ้วเรียวชี้เข้าหาตัวพร้อมด้วยใบหน้าสงสัย ในตอนที่นางพูดแฝงความนัยน์กลับไม่คิด ตอนนี้พูดตรงๆซื่อๆท่านคิดไปไหนกันเนี่ยซือฟุ ! ว่าแล้วก็ยกมือตีหน้าผากตัวเองเข้าสักที ก่อนจะเอ่ยขยายความให้อีกฝ่ายได้เข้าใจ “ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่ท่านมีรูปลักษณ์สะกดตาคนทำให้จ้องมองได้โดยง่าย ความงามเฉกเช่นบุรุษเองก็ทำเช่นนี้ได้ หาใช่ว่าจะต้องเป็นเพียงสตรีสักหน่อย.. “ พูดไปน้ำเสียงนุ่มก็ฉายความอ่อนโยนไปด้วย เพราะตัวนางเองใช่ว่าจะรุ่งในทางสตรี ในทางฐานะบุรุษกลับทำสตรีมาชอบได้ถึงสองคน เรื่องเช่นนี้นางก็ประสบพบมากับตัว

                    หลิงเฮ่า


                    “ ซือฟุ.. ท่านฟังข้านะ “ ไป๋อวี้ยกมือตั้งท่าอธิบายอย่างใจเย็น “ ท่านถนัดเช่นนั้น ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ท่านถนัดต่อไป แต่การมีรูปลักษณ์สะกดตาผู้ที่ได้พบเห็น ต่างเป็นทั้งดีและโทษ ดีตรงที่ว่าไม่ว่าท่านจะไปที่ใด อาศัยคำพูด สักนิดสักหน่อย ก็อาจจะซื้อใจผู้คนได้ อีกทั้งยังทำให้ท่านดูสูงส่งหาตัวจับได้ยาก ส่วนโทษก็คงเป็นการที่ถูกสตรีริษยา หรือใช้ชีวิตลำบากเพียงเพราะความงามละมั้ง ?  แต่โดยรวมแล้วข้าชอบใบหน้าท่านนะ สงบ เรียบง่าย ถือตัวและเฉยชา ฟังๆดูแล้วในบรรดาคนที่ข้ารู้จัก หากรองจากครอบครัว และพี่สาวหลาน ท่านเป็นผู้ที่ข้าอยู่ด้วยแล้วสบายใจที่สุด“ พูดไปก็เผยรอยยิ้มกว้างไปด้วย ถึงแม้ว่าจะรู้ว่าสิ่งที่พูดไปนั้นเปิดช่องให้ ‘ซือฟุมากสามารถ’ ผู้นี้ส่งมอบคำพูดมาให้นางได้ไม่มากก็น้อย

               หลิงเฮ่า


                    จากที่พูดเจื่อยแจ้วพร้อมด้วยใบหน้าที่วาดรอยยิ้ม ทันทีที่ฝ่ามือขาวใกล้สัมผัสกับเปลือกตาเพียงเท่านั้นก็ทำให้นางชะงักได้ อีกทั้งคำพูดที่วิเคราะห์มาจากคำพูดนางอีกนั้น ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงพร้อมกับใบหน้าที่ขึ้นริ้วสีแดงจางๆ ดรุณีสาวเลือกหันหน้าหนีเพียงชั่วครู่ หายใจเข้าลึกๆและหันกลับมามอบรอยยิ้มเบาบางทั้งที่ใบหน้ายังไม่ลดสีแดงระเรื่อ “ สวมต่อไปก็ดีแล้ว .. ถอดหน้ากากบ่อยๆขึ้นมาข้าได้หลงลืมสิ่งอื่นๆกันพอดี.. “ น้ำเสียงนุ่มเอ่ยแผ่วเบาราวกับพึมพัมกับตนเอง ใครใช้ให้ซือฟุคนงาม มีบรรยากาศที่ชวนล่อลวงใจไปด้วยเล่า !

                หลิงเฮ่า


               ความขัดเขินเก่ายังไม่ทันหาย ได้ระลอกใหม่มาเพิ่มอีกแล้ว ใบหน้าหวานที่ขึ้นสีแดงเบาบางอยู่ก่อนแล้วยามนี้กลับฉายชัดขึ้นบ้างภายใต้ความมืดของยามราตรี สมแล้วที่พี่สาวหลานบอกว่าท่านเป็นจิ้งจอก !! จิ้งจอกจริงๆด้วย !! “ รูปลักษณ์ท่านก็ส่วนนึง อีกส่วนที่ข้าอยู่ด้วยแล้วผ่อนคลาย หรือวางใจได้ก็เพราะการแสดงออกของท่านด้วยต่างหาก .. ไม่ต้องหาว่าข้าเชื่อใจท่านง่ายไปเลยนะ ท่านช่วยข้าขนาดนี้แล้วจะให้ข้าเชื่อใครเล่า“

               หลิงเฮ่า


                    “ หากคนที่ช่วยข้าไม่ใช่ท่าน สำหรับข้าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ก็คงจะยังเป็นท่าน “  จะมีใครกระโดดไปนั่งห้อยขาแล้วลงมาคุยกับนางเรื่องรูปลักษณ์สะกดตาได้อีกหากไม่ใช่เขา ความเขินอายแน่นอนยังคงไว้เห็นได้ชัดบนใบหน้า แต่ที่มีแทรกมาอีกนั้นคงเป็นความขบขันอยู่ไม่น้อย “ หากในคราก่อนๆท่านไม่ได้ช่วยข้า ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะไม่เชื่อใจท่าน ตลอดทางมานี้นอกจากจะช่วยแนะนำหลายเรื่องแก่ทั้งตัวข้าและคนอื่นๆ เพียงแค่เพราะท่านช่วยข้าบางทีนั้นอาจไม่ใช่ทั้งหมด ”

                    “ คุณชายว่านจวิน สำหรับข้าท่านก็เหมือนพี่สาวหลาน มีความคิดที่แตกต่าง และกล้าจะยืนหยัดรวมทั้งเผยมุมมองของตนเองได้ สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้ข้าเชื่อใจท่าน “ รู้สึกเหมือนบุตรสาวกำลังยืนคุยกับบิดายังไงก็ไม่รู้ในจุดนี้.. ตัวนางที่ไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดในความไว้ใจของนางไปด้วยตนเอง ดีกว่าหากนางจะเลือกเอ่ยเอาไว้ ต่อให้เขาไม่ชอบ นั้นก็เป็นความคิดที่นางมีต่อเขาอยู่ดี เขาจะเอ่ยให้นางปรับแก้ยังไง ล้วนแต่ไม่เคืองโกรธ เพราะที่ผ่านมานางก็เคยชินแล้วกับการบอกกล่าวโดยตรงเสียมากกว่าให้ผู้คนอื่นตีความกันไปเองในเรื่องเกี่ยวกับมิตรภาพ..

                หลิงเฮ่า


                    หลังจากความขัดเขินทั้งหมดนี่คงเป็นครั้งแรกที่นางเลือกจะมองตาบุรุษที่นางเรียกว่าซือฟุอย่างชัดเจน คำแนะนำนี้นางย่อมจดจำไว้ เพียงแต่นางก็อยากจะรู้ว่าในสายตาของเขายามนี้รู้สึกถึงสิ่งใดกันแน่ แต่ดูแล้วมันคงจะยากเกินกว่าที่นางจะทำความเข้าใจได้ ใบหน้าที่ฉายความสงสัยแปรเปลี่ยนเป็นการวาดรอยยิ้มอย่างใจเย็น “ ศิษย์จะจำคำชี้แนะนี้ไว้ “ นัยน์ตาสีนิลส่องประกายความจริงใจแม้ว่าจะแทรกไว้ด้วยความคิดบางสิ่งที่นางไม่แม้แต่จะเอื่อนเอ่ย

                     หลิงเฮ่า


                    คำพูดนี้ฟังดูแล้วยังไงก็คล้ายกับคำบอกลา ไป๋อวี้ยกยิ้มเป็นการบอกกล่าวซือฟุคนงามไปในตัวว่านางรับรู้แล้วซึ่งคำพูดของเขา น้ำเสียงนุ่มเอ่ยตอบอย่างชัดเจน แม้ว่าจะไม่ได้ดังอะไรมากมาย “ ได้พบเจอก็ต้องมีลาจาก เฮ้อ.. หากวันนั้นที่ท่านต้องหายไป หากมีโอกาสได้พบกันอีกวันนั้นคงเป็นวันที่ข้าทำใจฝึกวิชาตัวเบาขั้นสูงจนสำเร็จแล้วเป็นแน่ “ คำพูดติดตลก แม้จะพอรู้ว่าเนื้อในหมายถึงว่ามันคงใช้เวลานานพอควร หากถึงวันนั้นนางก็คงจะได้เรียนรู้อีกหลายสิ่ง “ ข้ามั่นใจว่าข้าจะสามารถเข้าใจสิ่งที่ท่านเอ่ยมาได้ในสักวัน เพียงแต่ก็ต้องใช้เวลากว่าข้าจะเรียนรู้ได้ชัดเจน “

                   หลิงเฮ่า


                    เอนตัวหนีแม้ว่าอีกฝ่ายจะชักกลับ เห็นแบบนี้นางก็กลัวเจ็บเหมือนกันนะ ! ใบหน้าหวานมุ่ยลง ก่อนจะเลื่อนใบหน้าเหม่อมองท้องนภายามราตรี นัยน์ตาสีนิลส่องสะท้อนความแวววับชัดเจนของดวงดารา “ ถึงจะโหดไปหน่อย แต่อย่างน้อยท่านก็เป็นซือฟุที่ดี และเป็นซือฟุที่เก่ง ! “ พูดไปก็กลั้วหัวเราะเอาไว้แผ่วเบา เจอกันเพียงสั้นๆ แต่สำหรับนาง คุณชายว่านจวินผู้นี้ก็เปิดแนวคิดใหม่ให้ได้ไม่มากก็น้อยเลยจริงๆ

                   หลิงเฮ่า

เปิดทุกอย่างที่เปิดได้ค้าบ



แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับ +5 ความชั่ว โพสต์ 2020-6-30 10:30
คุณได้รับ +5 คุณธรรม --5 ความชั่ว +15 ความโหด โพสต์ 2020-6-30 10:29
คุณได้รับ +4 ความชั่ว +2 ความโหด โพสต์ 2020-6-30 10:29
คุณได้รับ +51 ความชั่ว +33 ความโหด โพสต์ 2020-6-30 10:29

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ความหิว -48 Point +10 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -48 + 10

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ชุดหยินรุ่ยกงจู่
รูปปั้นหวีหลานไป๋เหมียว
จื่อซิงหม่า
หน้ากากยักษ์ทอง
ตัวเบาขั้นกลาง
วิชาอิงหย่งขั้นสูง
กระบี่ราชาผีดั้งเดิม
ดมกลิ่น
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x50
x37
x7
x35
x10
x100
x8
x70
x4
x40
x20
x80
x1
x15
x1
x1
x100
x2
x100
x1
x5
x1
x1
x100
x1
x10
x1
x16
x1
x2
x20
x2
x5
x4
x106
x7
x2
x4
x1
x70
x1
x2
x1
x100
x10
x1
x3
x13
x5
x1
x2
x1
x15
x300
x99
x10
x10
x35
x15
x30
x352
x30
x7
x24
x20
x320
x80
x50
x1970
x2
x9
x300
x40
x100
x200
x100
x150
x100
x230
x1300
x12
x1
x5
x30
x15
x50
x15
x110
x125
x6
x50
x50
x50
x20
x15
x50
x4
x5
x1
x1
x70
x90
x40
x45
x7
x19
x130
x8
x75
x5
x1
x55
x135
x2000
x80
x29
x32
x75
x8000
x9999
x8000
x100
x1
x70
x115
x50
x90
x69
x30
x110
x58
x49
x188

1330

กระทู้

4820

โพสต์

79หมื่น

เครดิต

( º﹃º ) หิวปลาปิ้ง!! <''Xx&

เงินชั่ง
19473286
เงินตำลึง
199961
ชื่อเสียง
324926
ความหิว
1849

ใบรับรองภาษาคาเมล็อตป้ายหอบูรพาทำเนียบ(LV4)ใบรับรองภาษาฮั่นใบรับรองภาษาละตินใบรับรองภาษาไต้หวันใบรับรองภาษามิดการ์ด

คุณธรรม
33566
ความชั่ว
9666
ความโหด
65068
หรงเย่า ♦ 榮耀
เลเวล 1

ซ่างกวน ฝูมี่

" ที่ต้องมีคือสติ "
pet
โพสต์ 2020-6-30 04:58:57 | ดูโพสต์ทั้งหมด

งานประชันเขียงแดนทรนง
1920
{ อิเวนท์ยอดเชฟกะทะเหล็ก 44 }
หลิงเฮ่า : หนึ่งยิ้มพลันมลายสูญ
                    ผ่านจากโทรลมรณะมาได้พอสมควร เนื่องด้วยออกจาเขตสุสานกระดูก พวกมัน(โทรล)ที่ยังติดอยู่ด้านใน พวกมันต่างก็ซดเหล้า ตะโกนด่าทอไม่ก็บอกให้กลับไป ในส่วนของดรุณีสาวยกมือขึ้นนวดขมับที่เริ่มปวดหน่อยๆ ทำสมาธิ หายใจเข้าหายใจออก ทำใจให้โล่งสบาย แม้ว่าจะอยากอ้วกแต่ก็ยังรักษากิริยาที่พอควรเอาไว้ จะหยิบผ้าคลุมของคุณชายว่านจวินมาพันหัวตัวเองตอนนี้มันก็คงจะกระไรอยู่ ดังนั้นนั่งทำใจปิดตาสูดอากาศบริสุทธิ์เท่าที่ทำได้ตอนนี้คงจะดีที่สุด

                   “............”

                   พูดไม่อออกบอกไม่ถูกสำหรับนักกวีหนุ่มที่รมบรมกลิ่นท้ายสุดขมคอ อาการช้อคยังคงทำงานตนจำต้องนั่งและตั้งสติให้ดีๆ ยึดเอาเกิ้นหยางมาฟุบหน้าลงเรียกความเยือกเย็นคืนมา แม้ว่าสีหน้าจะไม่ต่างจากผู้ที่กำลังโกรธจัดสักเท่าใดนัก สาบานเลยถ้าเจอรังพวกโทรลเมื่อไรต่อให้ใช้น้ำทั้งทะเลก็จะจับล้างจนสะอาดยันลำใส้!!

                    องค์ชายกายริสเองที่ก็อยากจะอ้วกทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดอยู่ตรงนี้ แต่เนื่องด้วยรอบข้างยังไม่ปลอดภัย มือนึงจึงต้องบังคับรถม้า อีกมือก็จูงอาชาของสตรีองอาจที่ตอนนี้สลบไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย ราชนิกูลชาวเอลฟ์ถอนหายใจ นึกไม่ถึงว่าการเดินทางจากเดลดูวัธครั้งนี้จะชวนผจญเคราะห์มากกว่าโชค เดินทางผ่านมาสองพันลี้ มาจนถึงหมู่บ้านของเผ่าซิตันที่ตอนนี้กลายเป็นหมู่บ้านร้าง มีเพียงเขาที่ทราบว่าที่นี้ถูกชงหนูกวาดล้าง คนที่เหลือรอดต่างก็เดินทางอพยพไปอยู่ที่ดินแดนอีก

                    “ ตอนนี้พวกเรามาถึงหมู่บ้านเผ่าซิตันแล้ว.. เหตุที่ร้างก็เพราะหลายปีก่อนถูกชงหนูบุกโจมตี คนที่เหลือรอดก็เลยอพยพย้ายไปอยู่ดินแดนอื่น “ องค์ชายกายริสเอ่ยบอกในขณะที่หยุดรถม้า เขาตั้งใจแล้วว่าคืนนี้คงจะพักที่นี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็คงจะล้ากันมาพอตัว ในเมื่อเป็นเมืองมาก่อนก็น่าจะพอมีแหล่งน้ำให้ได้ล้างเนื้อล้างตัวกันบ้าง “ คืนนี้คงต้องพักที่นี้ น่าจะพอมีแหล่งน้ำอยู่ หากจะล้างตัวก็ ตามสบาย “ พูดไปก็ปลดม้าจากตัวรถ จับจูงอาชาหนึ่งตัวที่มีร่างของสตรีองอาจฟุบอยู่ และอีกไม่กี่ตัวที่เขาใช้ลากรถ ไปผูกกับเสาดินสักจุดที่พื้นยังมีหญ้า

                   “ชงหนูอีกแล้วหรอ… มีเผ่าไหนบ้างที่มันไม่ตีเนี่ย” ด้วยความเหนื่อยอ่อน ฟู่โฉวถึงกับลากขาติดตามคนอื่นๆ ไป สองตากลอกไปมารอบๆ คล้ายว่าที่นี่จะรกร้างไปนานแล้วเผลอนึกถึงหนึ่งในพวกของตนไม่ได้ “ถ้าศิษย์น้องได้มาเห็นล่ะก็มีหวังรีบชิ่งไปอีกฝากของหุบเขาแน่… อุ๊บ!”

                  อี้หานตวัดมองศิษย์ตัวดีใช้สายตาเชิงปรามให้เขาหุบปาก ก็รู้กันอยู่ว่าผู้บุญหนักศักดิ์หนาในขบวนมีประเด็นอ่อนไหวจะพูดถึงให้มันได้อะไร!!

                  ตามที่คิดหยาเหยี่ยนหวางแม้จะมีท่านลุงอี้ช่วยหยิบเศษผักเศษพริกปัดออกทำความสะอาดให้อยู่ ทว่าสีหน้าอึมครึมลงหม่นเศร้าเข้าสู่โหมดคนเหงาที่หัวใจลอยไกลออกไป เพียงแค่ได้ยินชื่อคนกรอก ‘รหัสลับ’ ปฎิกิริยาของร่างกายก็เป็นไปเอง “อื้ม ค่ำคืนแบบนี้ สถานที่วังเวงเช่น นางคงรู้สึกกลัวจนไม่กล้านอนคนเดียวและจับมือข้าไว้ไม่ปล่อยแน่”

                 จิ้งจอกหนุ่มกลับชะงักเมื่อได้ยินคำพิลึกพิลั่นประเภทรำพัน ‘ดั่งสายลมทิ้งตัวปลิดปลิวจากภูผา เฝ้าคำนึกหาคนที่จากไกล’ ขนลุกขึ้นมาเล็กน้อย ดีว่าตอนนี้ไม่มีปฎิกิริยาจากใส้ในอีกราย อยากจะเรียกหลิงหลานมาสอบถามนักว่าตกล่องปล่องชิ้นไปกับหมอนี่ได้ยังไง เลี่ยนแสบใส้ “ถ้านางกลัวขนาดนั้นอย่าว่าแต่จับมือท่าน ต่อให้วิ่งตามตัวยังไม่แน่ว่าจะทัน…”

                  หันไปใส่ใจกับอาหารการหินต่อ หลังชำระล้างกายผลัดผ้าสามรอบจนหมดกลิ่นแล้ว ในที่สุดว่านจวินสามารถกลับมาตั้งสติและใช้ชีวิตตามเดิมได้เสียที เขานำบะหมี่เนื้อให้ฟู่โฉว จากนั้นก็ขนมกุ้ยฮวาให้ทางฝั่งผู้หญิง ส่วนตนเองนั้นยังมีปลาย่างขวัญใจที่เก็บไว้มาอุ่นทาน

                    ไป๋อวี้หลุดยิ้มเบาบาง นางชินชากับคำพูดอันแสนหวานระหว่างคู่รักคู่นี้ไปแล้วด้วยซ้ำ ใบหน้าหวานฉายความใจเย็นไว้พอควร สายตาสอดส่องมองดูรอบข้างอย่างสำรวจ ตัวนางหาได้อยู่ในสภาพที่จะวิ่งวุ่นดูนู้นนี้ได้ ดังนั้นจึงรับหน้าที่หามุมเหมาะๆกับผู้อาวุโสอี้นั่งก่อกองไฟจัดเตรียมอาหารกันเหมือนเดิม ทิ้งเวลาให้คนอื่นๆไปหาแหล่งน้ำ พักผ่อนจัดการตัวเองกันให้ดีก่อน นางจึงจะไปล้างเนื้อล้างตัวบ้าง.. อาหารวันนี้ก็ง่ายๆเช่นเคย ทุกคนอยากกินอะไรนางก็ร่วมกับผู้อาวุโสอี้จัดแจงทำให้ ยกเว้นคุณชายฟู่ที่ต่อให้เขาอยากกินอย่างอื่น นางก็ยัดเยียดบะหมี่เนื้อวัวกลับไปให้โดยไม่คิดอะไรมาก

                    หงเมี่ยวลั่วที่พึ่งฟื้นคืนสติก็ลงจากหลังม้าอย่างสับสนและมึนงง จับได้ว่าอยู่ท่ามกลางตัวประหลาดกลิ่นเหม็นเน่า รู้อีกทีก็มาอยู่ที่นี้ ดูแล้วนางคงหมดสติเป็นแน่ นึกไม่ถึงเลยว่ากลิ่นอันไม่พึงประสงค์ถ้ารุนแรงสักหน่อยก็มากพอจะทำนางล้มลงได้ หญิงสาวผู้องอาจรับหน้าที่กินอาหาร รอน้องสาวเหมยล้างตัวแล้วจัดแจงทำแผล จากนั้นก็สลับไปนอนก่อนใครเพื่อน ชีวิตในขบวนเดินทางของนางก็มีเพียงเช่นนี้จริงๆ

                   “ที่นี่ในอดีต.. คงเป็นชุมชนใหญ่ไม่น้อยมีครบทั้งบ่อน้ำ ป้อมหอ ลานประชุม รวมไปถึง… โรงทอผ้า” เปรยคำกล่าวเมื่อขึ้นไปนั่งห้อยขาอยู่บนหลังคาบนอาคารสูงที่สุด เสียงของเขาล่องลอยไปตามสายลม ด้านล่างขบวนเลือกพักในบ้านหลังใหญ่ที่สภาพยังคงดีอยู่ ติดอยู่ที่ว่าผนังด้านหนึ่งผุพังตามกาลเวลา “บางทีก็น่าคิด ชาวชงหนูยังแบ่งเป้นหลายฝ่ายตีกันเอง ประสาอะไรกับความปราณีให้ชนเผ่าอื่นกันนะ”

                    ดรุณีสาวหลังจากจัดแจงอาหาร ตัวนางก็เพียงนั่งทานหมั่นโถวแล้วก็แยกออกมา เดินดูรอบข้างเผื่อหาดูว่าอาจจะมีของใดที่พอหยิบยืมมาใช้ชั่วคราวได้บาง หากสายตาเห็นสิ่งใดแว่บๆก็เงยขึ้นไปดู บุรุณภูษาขาวสะอาดท่วงท่าปลอดโปร่ง แม้จะเห็นไม่ชัดแต่ในบริเวณนี้ก็คงมีคนเดียวที่แต่งกายแบบนี้ .. ไป๋อวี้มองพร้อมกับกระพริบตาปริบๆ หันหลังกลับไปที่จุดจัดแจงอาหาร หยิบน้ำชา หยิบอาหาร จากนั้นก็เดินกลับมาที่เดิม หาโต๊ะไม้หาอะไรมาวางตั้งวางสำรับไว้ให้ “ คุณชายว่านจวิน ! สำรับท่านข้าตั้งไว้ให้แล้วนะ ! “

                   “หืม.. ทำขนาดนั้นแล้วเจ้าไม่ขึ้นมาสนทนากันตรงนี้ล่ะ?” กอดอกพร้อมเจ้าพรานเวหาที่ถลาลงมาเกาะไหล่ ไอหมอกบางเบาถูกกระแสลมพัดใต้ปีกเจ้าเหยี่ยวทองคำจนฟุ้งขึ้นเป็นฉากหลังดุจว่าบุรุษผมเงินตรงหน้า มิใช่คนหากเป็นภูตพรายแห่งขุนเขา

                    ไป๋อวี้เงยหน้าขึ้นมองซือฟุคนงามที่ตอนนี้มีลูกน้องรู้งานเป็นเหยี่ยวตัวใหญ่ เปลือกตาขยับขึ้นลงพร้อมกับสีหน้าที่ดูงุนงงอยู่สักนิดสักหน่อย นางสำเร็จวิชาตัวเบาขั้นกลางแล้วก็ย่อมถูก แต่จะขึ้นไปถึงชั้นนั้นได้หรือไม่อันนี้นางไม่อาจทราบ “ คุณชาย ท่านขึ้นไปอยู่สูงขนาดนั้น ตัวข้าไร้ความสามารถเกรงว่าต่อให้ท่านรอจนเช้าข้าก็คงขึ้นไปไม่ได้ “ น้ำเสียงนุ่มเอ่ยตอบอย่างใจเย็น ที่นางพูดล้วนเป็นความจริง !

                  “หืม.. หากขั้นกลางยังไม่พอ เช่นนั้นก็ขั้นสูง จริงสิดูเหมือนว่าเจ้าจะยังไม่มีตำราวิชา...” กล่าวเพียงเท่านั้น ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้น สายลมโบกพัดชายแขนเสื้อสีขาวปลอดสะบัดคราหนึ่ง ม้วนไม้ไผ่ร่วงหล่นไปทางทิศของหญิงสาว “ตอนนี้มีแล้ว”

                    จากใบหน้าที่งุนงงกลายเป็นสีหน้าบอกบุญไม่รับ ไป๋อวี้ตะปบรับตำราก่อนที่มันจะตกเข้ากลางศีรษะนาง ช้อนตามองคุณชายว่านจวินผู้ที่ซึ่งยามนี้วางตัวแลดูงดงามสูงส่ง ร่างบางขยับมองรอบข้าง ถอนหายใจเบาบางแล้วลองเปิดตำราขึ้นดูเนื้อหาด้านใน อ่านได้ไม่กี่ตัวอักษร ตำราวิชาตัวเบาขั้นสูงถูกปิดอย่างเบามือ ใบหน้าซีดลงเล็กน้อยแม้ว่าจะยังประดับด้วยรอยยิ้ม หากให้คุณชายว่านจวินรอจนเช้าด้วยวิชาตัวเบาขั้นกลางของนางก็ขึ้นไปไม่ได้ ดูแล้วหากให้เขารอจนนางฝึกสำเร็จน่าจะกินเวลาเป็นปีเลยกระมั้ง

                  “ข้าจำได้ว่าคืนนั้น.. มีเด็กสาวคนหนึ่งขอให้เป็นผู้ฝึกสอนวิชาตัวเบา อื้ม… คิดดูแล้วคนเราคิดทำสิ่งใดสำคัญในคำว่ามุ่งมั่นจริงจัง เอาล่ะ ในเมื่อเป็นความตั้งใจแต่แรกเริ่มของเจ้าแล้ว อย่าให้ตำรานั้นเสียเปล่าล่ะ” บุรุษชุดขาวกล่าวอย่างปลอดโปร่งตัวเขาคือเมฆาลอยล่องเหนือยอดหลังคา มีหรือจะเข้าใจตัวตุ่นน้อยที่ยังกระโดดไม่ถึงขื่อคานบ้าน… คิดอีกแง่ตนสามารถล่วงรู้จากสีหน้านางว่า ‘ไม่ฝึกแล้วได้ไหม’ แบบนี้ล่ะยิ่งบันเทิงนัก

                   “ ท่านพูดขนาดนี้แล้วข้าจะทำเช่นไรได้อีกเล่า ! “ ก้มมองตำราในมือ สลับกับเงยหน้ามองซือฟุคนงาม ใบหน้าหวานฉายความกังวลรวมไปทั้งความงอแงตามประสาเด็กอยู่เล็กๆ แต่ก็ไม่ได้มากนัก “ อ่านมาสองบรรทัดข้าก็ท้อแท้แล้ว ซือฟุ.. ตอนท่านฝึกก็ลำบากขนาดนี้เลยหรอ ? “ พอจะทราบว่ากว่าจะเก่งกาจขึ้นมาได้ก็ต้องแลกกับความลำบากตรากตำจากการฝึก แต่นางก็ไม่คิดว่าจะเป็นถึงเช่นนี้ วิ่งรอบสนาม นอนห้อยหัวหกชั่วยาม ฆ่านางเลยก็ได้นะแบบนี้

                   “อืม… ก็เป็นเรื่องธรรมดานี่” อันที่จริงเขาไม่ได้ฝฝึกเองด้วยซ้ำ ยังดีที่ใส้ในอีกคนรู้งานไปรับความลำบากลำบนจากากรฝึกแทนตน เอาเธออย่างไรก็ถือว่าเป็นร่างของเขาอยู่ดี ความบอบช้ำในกายนี้ร่วมกันรับผิดชอบชัดเจน “หากเป็นวิชาตัวเบาขั้นสูง.. เรื่องที่ผานั้นต่อให้บาดเจ็บก็ยังสามารถไต่ขึ้นมาเองได้ เจ้าคงไม่คิดว่าจะมีคนไปช่วยทันทุกรอบหรอก ใช่ไหม?”

                    “ เฮ้อ.. “ ดรุณีสาวถอนหายใจอีกครั้งพร้อมกับไหล่ที่งอลง ยังไงเสียเป้าหมายนางก็มีเพื่อพัฒนาตน โอกาสอยู่ตรงหน้า ก็มีแต่ต้องคว้าไว้ หากไม่ฝึกวันนี้แล้ววันใดจะได้ฝึก นางตั้งมั่นว่าจะฝึก แต่ขอเพียงไม่ใช่วันนี้ก็แล้วกัน .. “ ก็ได้.. ขอเวลาข้าทำใจสักหน่อยก็แล้วกัน “

                   “ตอนนี้นึกเสียใจแล้วหรือยังที่ขอให้ข้าเป็นอาจารย์…” หยักรอยยิ้มงามเพริศแพร้ว ขับเน้นบรรยากาศภูตพรายหลุดออกมาจากห้วงมิติพร้อมเสกเป่ามนต์คาถาล่อลวงจิต คนฝึกได้กับตัวส่วนความชวนหัวอยู่ที่เขา

                    “ ข้า.. ข้าไม่เสียใจหรอก ! “ ถ้านางพูดทั้งน้ำตาได้นางคงพูดไปแล้ว เอาเข้าจริงๆคุณชายว่านจวินก็ใช่ว่าจะเป็นซือฟุใจร้าย เขายังคอยดูแลนางก็ตั้งหลายครั้ง ดังนั้นจะนึกเสียใจก็คงไม่ใช่สิ่งที่ควรนัก จะว่าไปแล้วซือฟุคนนี้ของนางก็มีบรรยากาศชวนล่อลวงใจอยู่ไม่น้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน พร้อมกับวาดรอยยิ้มไว้บนใบหน้าอย่างงดงาม “ ซือฟุ.. เคยมีคนบอกท่านบ้างหรือไม่ว่ารูปลักษณ์ของท่านนั้นล่อลวงใจคนได้มากขนาดไหน “ ว่าแล้วก็กอดอกพลางมองอย่างใจเย็น

                    คนมีปมกับหนังหน้าตนเองกลับคิดไปอีกทางเสียได้ ไปดินแดนไหนขนาดยักษ์ตาเดียวยังสับสนเกี่ยวกับตัวเขา ชายหนุ่มพลันขมวดเรียวคิ้ว น้ำเสียงจากหยอกเย้าเป็นกระด้างเย็นยะเยือก “เจ้าคิดจะบอกว่าข้าเหมือนอิสตรี?”

                    “ ข้าพูดตอนไหนว่าท่านเหมือนสตรี.. “ นิ้วเรียวชี้เข้าหาตัวพร้อมด้วยใบหน้าสงสัย ในตอนที่นางพูดแฝงความนัยน์กลับไม่คิด ตอนนี้พูดตรงๆซื่อๆท่านคิดไปไหนกันเนี่ยซือฟุ ! ว่าแล้วก็ยกมือตีหน้าผากตัวเองเข้าสักที ก่อนจะเอ่ยขยายความให้อีกฝ่ายได้เข้าใจ “ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่ท่านมีรูปลักษณ์สะกดตาคนทำให้จ้องมองได้โดยง่าย ความงามเฉกเช่นบุรุษเองก็ทำเช่นนี้ได้ หาใช่ว่าจะต้องเป็นเพียงสตรีสักหน่อย.. “ พูดไปน้ำเสียงนุ่มก็ฉายความอ่อนโยนไปด้วย เพราะตัวนางเองใช่ว่าจะรุ่งในทางสตรี ในทางฐานะบุรุษกลับทำสตรีมาชอบได้ถึงสองคน เรื่องเช่นนี้นางก็ประสบพบมากับตัว

                    “................”

                   บุรุษหิมะเพียงทิ้งตัวลงห่างจากนางไม่ถึงสองเก้า ยกหัตถ์ลูบปลายคางตนฟังถ้อยอธิบายเจือแววอย่างเด็กสาวตัวน้อยของนาง ก็พอเข้าใจว่าช่วงวัยนี้จะเริ่มสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวสายลมจันทราอยู่บ้าง ตัวเขามองว่าตัวเองมีหนังหน้าระดับพอดูได้แยกแยะความงดงามกับอัปลักษ์ก็ได้อยู่ แค่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับมันมากนัก ที่สนใจมากกว่าคือเปลือกหุ้มวิญญาณนี้จะนำเรื่องยุ่งยากขนานใดมาสู่ตน

                  “ที่เจ้ากล่าวมายังมีบางส่วนที่พิกลนัก.. ข้าเป็นบรุษเหตุใดต้องสะกดสายตาคน? นั่นมันบทบาทของมารล่มบ้านล่มเมือง หนึ่งยิ้มหยุดทัพพินาศแว่นแคว้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ล่อลวงใจคน’ หากข้าต้องการสิ่งไหนไม่จำเป็นต้องล่อหลอก ให้ฉวยมาตรงๆ ยังสามารถกระทำได้ ทั้งง่ายดายและไวกว่าด้วย”

                    “ ซือฟุ.. ท่านฟังข้านะ “ ไป๋อวี้ยกมือตั้งท่าอธิบายอย่างใจเย็น “ ท่านถนัดเช่นนั้น ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ท่านถนัดต่อไป แต่การมีรูปลักษณ์สะกดตาผู้ที่ได้พบเห็น ต่างเป็นทั้งดีและโทษ ดีตรงที่ว่าไม่ว่าท่านจะไปที่ใด อาศัยคำพูด สักนิดสักหน่อย ก็อาจจะซื้อใจผู้คนได้ อีกทั้งยังทำให้ท่านดูสูงส่งหาตัวจับได้ยาก ส่วนโทษก็คงเป็นการที่ถูกสตรีริษยา หรือใช้ชีวิตลำบากเพียงเพราะความงามละมั้ง ?  แต่โดยรวมแล้วข้าชอบใบหน้าท่านนะ สงบ เรียบง่าย ถือตัวและเฉยชา ฟังๆดูแล้วในบรรดาคนที่ข้ารู้จัก หากรองจากครอบครัว และพี่สาวหลาน ท่านเป็นผู้ที่ข้าอยู่ด้วยแล้วสบายใจที่สุด“ พูดไปก็เผยรอยยิ้มกว้างไปด้วย ถึงแม้ว่าจะรู้ว่าสิ่งที่พูดไปนั้นเปิดช่องให้ ‘ซือฟุมากสามารถ’ ผู้นี้ส่งมอบคำพูดมาให้นางได้ไม่มากก็น้อย

               "เหมือนจะเข้าใจ.. ว่ามีบางสิ่งที่ก่อกวนสมาธิเจ้าอยู่?" การที่อีกฝ่ายจะวิจารณ์ตนเองตรงๆ นั้น ว่านจวินกลับไม่เห็นว่านี่เป็นสิ่งเสียมารยาท ตรงกันข้าวเขายอมรับสิ่งที่ผู้อื่นพูดถึงตนต่อหน้ามากกว่านินทาลับหลัง อย่างน้อยทำให้สามารถรับรู้ว่าปัญหาคืออะไร แต่จะพูดว่าเขานั้น เย็นชา ถือตัว ก็พอรับได้ มีใครบ้างหลับไปห้าปีแล้วตื่นขึ้นมายังวิ่งร่าเริงสิแปลกแล้ว จู่ๆ หัตถ์ขาวกลับยกขึ้นเมื่อปลายนิ้วเรียวแทบจะแตะสัมผัสเปลือกตาของหญิงสาวจึงหยุดค้างไว้แบบนั้น "จะบอกว่ารูปลักษณ์หน้าตาข้ามีผลกระทบ 'ดึงดูด' และ 'ชักนำ' ทำให้สายตาของเจ้าไม่อาจละจากไปได้ นั่นก็คือ 'สะกดสายตา' และที่หมายถึง 'ล่อลวงใจคน' นั่นก็หมายถึงด้วยรูปลักษณ์นี้เป็นผลให้เจ้ารู้สึกว่าอยู่กับข้าแล้วผ่อนคลายสบายใจ อย่างนั้นสินะ?"
               "สมาธิส่งผลโดยตรงต่อการฝึก ข้ายังสวมหน้ากากแบบนี้จะดีกว่า"

                จากที่พูดเจื่อยแจ้วพร้อมด้วยใบหน้าที่วาดรอยยิ้ม ทันทีที่ฝ่ามือขาวใกล้สัมผัสกับเปลือกตาเพียงเท่านั้นก็ทำให้นางชะงักได้ อีกทั้งคำพูดที่วิเคราะห์มาจากคำพูดนางอีกนั้น ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงพร้อมกับใบหน้าที่ขึ้นริ้วสีแดงจางๆ ดรุณีสาวเลือกหันหน้าหนีเพียงชั่วครู่ หายใจเข้าลึกๆและหันกลับมามอบรอยยิ้มเบาบางทั้งที่ใบหน้ายังไม่ลดสีแดงระเรื่อ “ สวมต่อไปก็ดีแล้ว .. ถอดหน้ากากบ่อยๆขึ้นมาข้าได้หลงลืมสิ่งอื่นๆกันพอดี.. “ น้ำเสียงนุ่มเอ่ยแผ่วเบาราวกับพึมพัมกับตนเอง ใครใช้ให้ซือฟุคนงาม มีบรรยากาศที่ชวนล่อลวงใจไปด้วยเล่า !

                "หึๆ เด็กดี... นับว่าเจ้ายังรู้จักพูดความจริง" จิ้งจอกหนุ่มหยักรอยยิ้มอบอุ่นมือข้างนั้นพลันเลื่อนขึ้นวางบนหัวอีกฝ่ายและลูบเบาๆ แทน คล้ายให้รางวัล

               ความขัดเขินเก่ายังไม่ทันหาย ได้ระลอกใหม่มาเพิ่มอีกแล้ว ใบหน้าหวานที่ขึ้นสีแดงเบาบางอยู่ก่อนแล้วยามนี้กลับฉายชัดขึ้นบ้างภายใต้ความมืดของยามราตรี สมแล้วที่พี่สาวหลานบอกว่าท่านเป็นจิ้งจอก !! จิ้งจอกจริงๆด้วย !! “ รูปลักษณ์ท่านก็ส่วนนึง อีกส่วนที่ข้าอยู่ด้วยแล้วผ่อนคลาย หรือวางใจได้ก็เพราะการแสดงออกของท่านด้วยต่างหาก .. ไม่ต้องหาว่าข้าเชื่อใจท่านง่ายไปเลยนะ ท่านช่วยข้าขนาดนี้แล้วจะให้ข้าเชื่อใครเล่า“

               "มีความมุ่งมั่นตรงไปตรงมา... ข้าก็ไม่ได้เกลียดแบบนี้หรอกนะ"

               ที่จุดเสียงหัวเราะแผ่วพลิ้วนั้นคือถ้อยคำเถรตรงของนาง ในฐานะกวีราชสำนักและคุณชายตระกูลใหญ่ที่พบมามากคือถ้อยคำจอมปลอมแสแสร้ง หากคนพวกนั้นรับรู้ว่าเขาดูออกป่านนี้คงกระอักเลือดตายแทบไม่ทัน.. แต่นี้เมื่อเห็นสองแก้มที่เปลี่ยนสีไปมาเพียงเพราะวาจาไม่กี่ประโยค นัยน์ตาสุกใสมิอาจซ่อนประกายความประหม่านั้นรอดพ้น นางช่างแตกต่างจากสตรีที่เคยพบมา คิดๆ ดูเขาคงไม่ค่อยจดจำสตรีเหล่านั้นเท่าไรมันถึงลางเลือนนัก มือที่ลูบอยู่พลันวางนิ่งเนตรสีอำพันจดจ้องแน่วแน่ "หากผู้ที่ช่วยเหลือเจ้ามิใช่ข้า เห็นทีผู้ที่ยืนอยู่ตรงนี้อาจเป็นคนอื่นไปแล้ว?"

              “ หากคนที่ช่วยข้าไม่ใช่ท่าน สำหรับข้าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ก็คงจะยังเป็นท่าน “  จะมีใครกระโดดไปนั่งห้อยขาแล้วลงมาคุยกับนางเรื่องรูปลักษณ์สะกดตาได้อีกหากไม่ใช่เขา ความเขินอายแน่นอนยังคงไว้เห็นได้ชัดบนใบหน้า แต่ที่มีแทรกมาอีกนั้นคงเป็นความขบขันอยู่ไม่น้อย “ หากในคราก่อนๆท่านไม่ได้ช่วยข้า ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะไม่เชื่อใจท่าน ตลอดทางมานี้นอกจากจะช่วยแนะนำหลายเรื่องแก่ทั้งตัวข้าและคนอื่นๆ เพียงแค่เพราะท่านช่วยข้าบางทีนั้นอาจไม่ใช่ทั้งหมด ”

              “ คุณชายว่านจวิน สำหรับข้าท่านก็เหมือนพี่สาวหลาน มีความคิดที่แตกต่าง และกล้าจะยืนหยัดรวมทั้งเผยมุมมองของตนเองได้ สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้ข้าเชื่อใจท่าน “ รู้สึกเหมือนบุตรสาวกำลังยืนคุยกับบิดายังไงก็ไม่รู้ในจุดนี้.. ตัวนางที่ไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดในความไว้ใจของนางไปด้วยตนเอง ดีกว่าหากนางจะเลือกเอ่ยเอาไว้ ต่อให้เขาไม่ชอบ นั้นก็เป็นความคิดที่นางมีต่อเขาอยู่ดี เขาจะเอ่ยให้นางปรับแก้ยังไง ล้วนแต่ไม่เคืองโกรธ เพราะที่ผ่านมานางก็เคยชินแล้วกับการบอกกล่าวโดยตรงเสียมากกว่าให้ผู้คนอื่นตีความกันไปเองในเรื่องเกี่ยวกับมิตรภาพ..

                "เพียงเป็นตัวข้าอย่างที่เคย... ไม่นึกว่าจะกระตุ้นให้เกิดจุดสังเกต"

                 หัตถ์ขาวนั้นยกออกแล้วเก็บเข้าชายเสื้อ ทราบว่าในระยะความเอ็นดูยังคงไว้ซึ่งการถือตัว การสนทนาที่เปลี่ยนไปถึงหลิงหลานยิ่งกระตุ้นให้ความคิดเขาย้อนกลับไปถึงเป้าหมายในครั้งนี้ แม้ชั่วครู่หนึ่งเกิดความคิดว่าอาจสามารถบอกกล่าวฐานะที่แท้จริงต่อสตรีตรงหน้า แต่แล้วปัดทิ้งทันทีเพราะการคงอยู่ของเขาจะสร้างปัญหาที่ต้องตามแก้ไขมากมาย.. โดยเฉพาะเรื่องครอบครัวทั้งของหลิงหลานและตัวเขาที่ยังวุ่นวายยากจะจัดการ 'ไม่สามารถมีมิตรสหาย ตัดขาดจากครอบครัว เหมือนกับทุ่นลอยน้ำที่เคว้งอยู่ในจุดสิ้นสุดของโลก'

                 “ในฐานะที่เจ้าเรียกข้าว่าซือฟุ.. เช่นนั้นควรแนะนำสักประโยค หากต้องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับใคร พึงเลี่ยงการเปรียบเปรยอีกฝ่ายถึงคนอื่น.. เพราะไม่มีใครที่ปรารถนาจะเป็นเงาของผู้อื่น เมื่อมองผ่านในดวงตาเจ้า พวกเขาหวังเพียงเห็น ‘ตัวตน’ มิใช่แค่ภาพสะท้อน”

                หลังจากความขัดเขินทั้งหมดนี่คงเป็นครั้งแรกที่นางเลือกจะมองตาบุรุษที่นางเรียกว่าซือฟุอย่างชัดเจน คำแนะนำนี้นางย่อมจดจำไว้ เพียงแต่นางก็อยากจะรู้ว่าในสายตาของเขายามนี้รู้สึกถึงสิ่งใดกันแน่ แต่ดูแล้วมันคงจะยากเกินกว่าที่นางจะทำความเข้าใจได้ ใบหน้าที่ฉายความสงสัยแปรเปลี่ยนเป็นการวาดรอยยิ้มอย่างใจเย็น “ ศิษย์จะจำคำชี้แนะนี้ไว้ “ นัยน์ตาสีนิลส่องประกายความจริงใจแม้ว่าจะแทรกไว้ด้วยความคิดบางสิ่งที่นางไม่แม้แต่จะเอื่อนเอ่ย

                 “หวังว่าวันหนึ่งเมื่อข้าหายไป เจ้าจะสามารถแยกแยะตัวตนที่จริงแท้ออกจากสิ่งที่หุ้มห่อ.. และหากเวลานั้นมาถึงเจ้าจะเข้าใจเหตุผลที่ว่า ทำไม ข้าถึงต้องสวมหน้ากากไว้เช่นนี้” ในฐานะใดๆ ก็ตาม เขาไม่เคยทำได้ดีสักครั้งในการบอกลามิตรสหาย บางทีนี่คงใกล้เคียงสุดแล้วสำหรับการกล่าวลา ตัวตนที่อาจถูกกลืนหายโดยใครอีกคนไปได้ทุกเมื่อกับความรับผิดชอบในฐานะอาจารย์ บางสิ่งขัดแย้ง เขารู้ แต่กลับยังทำเดินหน้าและเลือกที่จะกระทำ

                 เขาสมควรเอ่ยในตอนที่ยังมีโอกาส… ก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงคิดเช่นนี้ ราวกับว่าช่วงชีวิตหนึ่งเคยผ่านความเจ็บปวดในครั้งเก่าก่อน ว่าจากจากลาโดยไร้ซึ่งคำพูดสุดท้ายนั้นมันมีรสชาติเช่นไร

                 คำพูดนี้ฟังดูแล้วยังไงก็คล้ายกับคำบอกลา ไป๋อวี้ยกยิ้มเป็นการบอกกล่าวซือฟุคนงามไปในตัวว่านางรับรู้แล้วซึ่งคำพูดของเขา น้ำเสียงนุ่มเอ่ยตอบอย่างชัดเจน แม้ว่าจะไม่ได้ดังอะไรมากมาย “ ได้พบเจอก็ต้องมีลาจาก เฮ้อ.. หากวันนั้นที่ท่านต้องหายไป หากมีโอกาสได้พบกันอีกวันนั้นคงเป็นวันที่ข้าทำใจฝึกวิชาตัวเบาขั้นสูงจนสำเร็จแล้วเป็นแน่ “ คำพูดติดตลก แม้จะพอรู้ว่าเนื้อในหมายถึงว่ามันคงใช้เวลานานพอควร หากถึงวันนั้นนางก็คงจะได้เรียนรู้อีกหลายสิ่ง “ ข้ามั่นใจว่าข้าจะสามารถเข้าใจสิ่งที่ท่านเอ่ยมาได้ในสักวัน เพียงแต่ก็ต้องใช้เวลากว่าข้าจะเรียนรู้ได้ชัดเจน “

                "หึหึ นึกว่าเจ้าจะพูด 'พบกันครั้งหน้าคงจะจูงลูกหลานมาคาราวะอาจารย์' เสียอีก" อีกครั้งที่นิ้วเรียวยกขึ้นเกือบจะดีดหน้าผากอีกฝ่ายกลับชักมือกลับเสียก่อน นิ่งอย่างใช้ความคิด ก็จริงอยู่ว่าเขาใช้เวลาช่วงหนึ่งที่หลับไปก็เพราะหมดอาลัยตายอยากในชีวิตและพักผ่อนอยู่กับตัวเอง บางทีก็หลงลืมไปแล้วว่าการที่เคยมีคนแวดล้อมอยู่รอบข้างนั้นให้ความรู้สึกอย่างไร

                เอนตัวหนีแม้ว่าอีกฝ่ายจะชักกลับ เห็นแบบนี้นางก็กลัวเจ็บเหมือนกันนะ ! ใบหน้าหวานมุ่ยลง ก่อนจะเลื่อนใบหน้าเหม่อมองท้องนภายามราตรี นัยน์ตาสีนิลส่องสะท้อนความแวววับชัดเจนของดวงดารา “ ถึงจะโหดไปหน่อย แต่อย่างน้อยท่านก็เป็นซือฟุที่ดี และเป็นซือฟุที่เก่ง ! “ พูดไปก็กลั้วหัวเราะเอาไว้แผ่วเบา เจอกันเพียงสั้นๆ แต่สำหรับนาง คุณชายว่านจวินผู้นี้ก็เปิดแนวคิดใหม่ให้ได้ไม่มากก็น้อยเลยจริงๆ

                กระแสลมเหนือพัดหวนละอองดอกหญ้าปลิดปลวล่องลอย เงาสีขาวนั้นห่างไกลออกไปแล้ว หลงเหลือเพียงถ้อยลำนำจากน้ำเสียงทุ่มกังวานส่อว่าผู้ร่ายนั้นค่อยเลือนหาย เป็นความอ้างว้างที่แฝงมากับทุกสัมผัสอักษร

‘หิมะขาวราวปอยผม
กลืนรสขมข่มหยาดน้ำตา
เย็นเยือกใจ 'ไร้คุณค่า'
หนึ่งใต้หล้าไร้ที่ไป

บทเพลงพิณสิ้นเสียงใส
ปล่อยกายใจดั่งฝุ่นควัน
ร้อนหนาวราวภาพฝัน
หนึ่งยิ้มพลันมลายสูญ’

All ชื่อเสียง
รูปปั้น + ฟู่โฉว
บะหมี่เนื้อ ฟู่โฉว
ขนมกุ้ยฮวา หงเมี่ยว



แสดงความคิดเห็น

คุณได้รับความสัมพันธ์กับ หง เมี่ยวลั่ว เพิ่มขึ้น 20 โพสต์ 2020-6-30 10:36
คุณได้รับความสัมพันธ์กับ ฟู่ โฉว { ศิษย์ผู้รอบรู้อี้หาน | สายหลักการขุนนาง } เพิ่มขึ้น 40 โพสต์ 2020-6-30 10:34
คุณได้รับ +3 คุณธรรม +5 ความชั่ว +10 ความโหด โพสต์ 2020-6-30 10:33
คุณได้รับ +75 ความชั่ว +65 ความโหด โพสต์ 2020-6-30 10:33

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ความหิว -48 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -48 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
รูปปั้นหวีหลานไป๋เหมียว
หน้ากากยักษ์ทอง
ดาบมรกต
ตัวเบาขั้นสูง
ปราณคลุมวารีขั้นสูง
เพลงกระบี่คู่นก<br>ยวนยางหานเยว่ขั้นสูง
จื่อซิงหม่า
ชุดมารจื่อเซ่อ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x1
x311
x571
x56
x336
x1
x3
x2
x1
x1
x5
x27
x17
x27
x1
x1
x1
x31
x3
x54
x42
x79
x1890
x72
x43
x188
x1
x6
x2
x4
x59
x1
x15
x2
x49
x349
x1
x1
x29
x2
x2
x2
x1
x1
x10
x160
x270
x30
x20
x3
x6
x89
x3
x4
x3
x62
x484
x6
x11
x6
x20
x15
x45
x3
x2
x3
x3
x3
x60
x26
x2
x1
x3
x1
x2
x3
x1
x96
x2
x1
x70
x14
x40
x6
x1
x5
x7
x3
x310
x300
x100
x120
x125
x360
x261
x24
x32
x98
x125
x610
x240
x6
x120
x1
x8
x5
x15
x1657
x9999
x7
x1600
x8
x129
x11
x590
x1960
x600
x420
x2000
x41
x41
x26
x968
x770
x2005
x100
x21
x1800
x9
x1200
x1700
x903
x27
x41
x15
x100
x9
x18
x1762
x178
x2025
x1200
x320
x2185
x2
x7900
x363
x96
x102
x10
x70
x147
x3327
x129
x237
x382
x2752
x2139
x1670
x11
x504
x1484
x9
x2
x27
x5560
x2574
x12
x64
x7335
x55
x9999
x1806
x50
x3
x192
x15
x1058
x1
x1
x2905
x2
x1
x2525
x14
x35
x30
x681
x470
x30
x169
x387
x53
x8
x1180
x1404
x8409
x967
x200
x590
x200
x57
x49
x2365
x1
x1850
x2929
x6303
x668
x273
x7880
x9999
x556
x51
x69
x4584
x26
x15
x71
x179
x1000
x11
x3933
x2935
x1647
x2439
x9999
x2466
x3100
x2364
x1822
x2590
x105
x9999
x485
x1103
x129
x30
x8820
x2347
x3848
x1984
x147
x2817
x4404
x4043
x1805
x3743
x1808
x524
x2278
x518
x240
x1298
x337
x3
x24
x10
x1500
x78
x50
x5312
x1090
x1
x833
x9999
x2751
x2
x35
x2139
x3651
x7097
x711
x6747
x4470
x502
x930
x1809
x680
x10
x1118
x2753
x2940
x740
x97
x3
x19
x25
x25
x32
x9
x6048
x9448
x2307
x9999
x199
x24
x9999
x20
x5805
x23
x8
x1450
x257
x25
x9
x98
x31
x8
x845
x3705
x8
x31
x207
x936
x86
x2505
x2093
x127
x18
x1417
x2378
x2255
x3
x284
x3676
x2540
x7884
x514
x397
x3976
x5657
x9999