ดู: 2041|ตอบกลับ: 36

{ เมืองอู๋เว่ย } ย่านการค้า

  [คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2017-7-15 23:48:13 |โหมดอ่าน

ย่านการค้าเมืองอู๋เว่ย



ตลาดใจกลางเมืองอู๋เว่ย เป็นแหล่งการค้าที่มีชาวนอกด่านเยอะที่สุด 
สินค้าที่หลากหลากมากมายจากหลายแว่นแคว้นขบวนคาราวานจากเส้นทางสายไหม
มีผู้คนหลายชาติสัญจรไปมา เนื่องจากเมืองแห่งนี้เป็นทางผ่านเข้าออกแผ่นดินฮั่น
และออกสู่เส้นทางสายไหนตะวันตก

โพสต์ 2017-7-18 16:18:04 | ดูโพสต์ทั้งหมด
           ตลาดชานเมืองอู๋เว่ย
        หลังจากที่รถม้าที่ขนผ้าของชาวโหรวหรานของจากร้านผ้าไหมจื่อถง เมืองจือถง ทั้งหลี่เซี้ยนเจ่อและหลี่เหม่ยหลินที่นั่งหน้าบังคับรถม้าโดยวิ่งผ่านเมืองอู๋โต่ว เทียนซุย และจินเฉิน จึงเข้าสู่ตัวเมืองอู๋เว่ยเมืองแถบชายแดนที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลายทั้งหน้าตาและภาษา โดยหลี่เซี้ยนเจ่อขับรถม้าเข้ายังตลาดชานเมืองอู๋เว่ยเพื่อนำส่งผ้าให้กับชาวโหรวหรานตามที่เถ้าแก่ได้แจ้งมาให้กับตนทราบ
     "ที่นี่ดูคึกคักดีน่ะ" หลี่เหม่ยหลินพูดอย่างดีใจเมื่อตัวเองกระโดดลงจากรถม้าแล้ว ส่วนหลี่เซี้ยนเจ่อก็อ้อมไปยังด้านหลังของรถม้าเพื่อเปิดเอาผ้าออกมา
     "พี่ชาย นั่นใช่พวกโหรวหรานรึเปล่า?" หลี่เหม่ยหลินชี้กลุ่มคนที่กำลังเดินมาหาพวกตน
     "น่าจะใช่น่ะ เพราะดูจากลักษณะการแต่งกายคงไม่ผิดแน่" หลี่เซี้ยนเจ่อเพ่งมอง
   กลุ่มชาวโหรวหรานเดินมาถึงยังรถม้าที่พวกเขาจอดอยู่ แล้วก็เป็นคนเดินนำหน้ามาคนแรกที่เอ่ยทักทายพวกเขา
     "สวัสดีท่านทั้งสอง ไม่ทราบว่าพวกท่านมาทำอะไรไกลถึงที่นี่" บุรุษชาวโหรวหรานทักทายและสงสัยการมาถึงของพวกเขา
     "สวัสดี พวกเราสองคนได้รับการไหว้วานให้นำผ้าทั้งหมดมาให้พวกท่าน อ้อ พวกเราเดินทางมาจากจือถงนะ" หลี่เซี้ยนเจ่อเอ่ยแทนน้องสาวที่กำลังจะอ้าปากพูด
     "งั้นเหรอเนี่ย ข้าขอรบกวนดูผ้าที่นำมาได้หรือไม่?" ชายคนดังกล่าวเอ่ยเพื่อขอดูผ้า
     "เชิญดูได้ น้องสาวข้าเป็นคนตัดเย็บทั้งหมด" หลี่เซี้ยนเจ่อหลีกทางให้พร้อมทั้งให้กลุ่มชาวโหรวหรานได้เดินเข้ามาดู  เมื่อพวกเขาได้ดูต่างก็พูดเป็นภาษาของตัวเองที่ตัวเขาเองก็ฟังไม่ออก จึงสังเกตุเอาจากสีหน้าและท่าทาง
     "เป็นผ้าที่ตัดเย็บได้สวยดี ข้าขอบใจมากที่พวกเจ้าเอาผ้ามาให้พวกเรา" ชายชาวโหรวหรานเอ่ยขอบคุณ  
หลี่เซี้ยนเจ่อและหลี่เหม่ยหลินเมื่อพูดคุยและส่งมองผ้าเสร็จก็โค้งคำนับเป็นการขออำลา จากนั้นก็กระโดดขึ้นรถม้าและเดินทางกลับเมืองจือถงทันที


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +20 เงินตำลึง +300 Point +2 ย่อ เหตุผล
Admin + 20 + 300 + 2

ดูบันทึกคะแนน

...
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กราดิอุสทมิฬ
หลี่ซื่อชุนชิว
เทียนกุย
กำหนดลมหายใจ
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x30
x2
x13
x1
x1

53

กระทู้

411

โพสต์

6หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
84694
เงินตำลึง
110038
ชื่อเสียง
17300
ความหิว
-60

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
319
ความชั่ว
0
ความโหด
0
ไก่บ้าน
เลเวล 1

ชิง หลิ่งอี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-8-16 22:18:22 | ดูโพสต์ทั้งหมด
27

                 ณ ตลาดชานเมือง เมืองอู๋เว่ย
                    หลิน ซ่งหยางหมิง และหานเยว่ฉานได้ตกลงกันว่าจะเดินทางไปฉางอันด้วยกันทั้งสามจึงเริ่มออกเดินทางระหว่างทางนั้นได้เดินทางผ่านตลาดแถบย่านชานเมืองอู๋เว่ยจึงได้แวะพักกันหอมปากหอมคอสักครู่ก่อนออกเดินทาง
                    "ข้าขอแวะซื้อเนื้อสักครู่นะคะ" หานเยว่ฉานเอ่ยขึ้นขณะที่ทั้งสามคนกำลังเดินผ่านร้านขายเนื้อของพ่อค้าตะวันตก
                    "ท่านจะนำเนื้อพวกนี้ไปทำอะไรหรือ?" หลินเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
                    "ข้าจะนำมันกลับไปยังโรงเตี๊ยมที่ข้าทำงานอยู่น่ะค่ะ ถ้าหากได้เนื้อชั้นดีก็คงจะดี" หานเยว่ฉานตอบพลางยิ้ม
                    "ถ้าไม่รังเกียจก็ให้ข้าช่วยถือเถอะขอรับ" ซ่งหยางหมิงบอกเมื่อเห็นสตรีตรงหน้าถือของหนัก
                    "ขอบคุณท่านมากจริงๆ" หานเยว่ฉานบอกด้วยความซาบซึ้งก่อนจะส่งของครึ่งหนึ่งให้อีกฝ่าย
                    "ข้าก็จะช่วย" หลินเอ่ยขึ้นพร้อมกับเข้าไปช่วยหานเยว่ฉานถือผ้าห่อเนื้ออีกคน
                    จากนั้นทั้งสามจึงได้ออกเดินทางตรงไปยังฉางอันเสียทีหลังจากที่โอ้เอ้มานาน ระหว่างทางหลินและซ่งหยางหมิงได้พูดคุยกับหานเยว่ฉานบ้างจึงได้ทราบว่านางได้แต่งงานเข้าบ้านตระกูลอวิ๋นที่ฉางอัน และมีบุตรชายหญิงด้วยกันอย่างละคน


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1ชื่อเสียง +25 ความหิว -2 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 25 -2 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
กำหนดลมหายใจ<br>ขั้นสูง
สุราไผ่เขียว
ฮั่นเสียทองเทวะ
เกราะทองคำ
รูปปั้นไป๋เหมียว
กระบี่ไม้
ตัวเบาพื้นฐาน
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2
x2
x32
x15
x5
x25
x8
x2
x5
x28
x10
x1
x1
x1
x764
x1
x1
x6
x30
x6000
x100
x100
x5
x1
x5
x11
x50
x60
x2
x26
x128
x100
x50
x200
x5
x10
x110
x50
x280
x4
x84
x10
x10
x15
x15
x165
x20
x130
x682
x22
x74
x5000
x158
x22
x360
x1
x105
x259
x33
x5
x9999
x50
x30
x10
x34
x1
x5
x100
x1075
x50
x1
x3
x221
x10
x5
x20
x30
x20
x25
x35
x100
x25
x25
x10
x200
x3
x200
x150
x92
x120
x125
x400
x170
x20
x250
x20
x205
x50
x6
x115
x50
x640
x25
x1
x92
x7
x24
x20
x1
x1

85

กระทู้

422

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147463918
เงินตำลึง
2146642289
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483340

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-11-1 08:27:42 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-12-11 07:21

PART CXXXIX


     สามอาทิตย์ก่อนหน้า...
     เวลาผ่านล่วงมาเกือบเดือนที่เว่ยจิ้นกว่างหรือนักพรตสำนักฉวนเจินฉายาธรรมเลี่ยงเหลียง ได้ติดตามขบวนกองคาราวานพ่อค้าอาวุธใหญ่มาเพื่อหวังตามหาเบาะแสของซูปี้รวมทั้งคาบูโตะที่หายตัวไปในคืนวันก่อนออกเดินทาง ในคืนนั้นมีเหตุโกลาหลที่ว่านเฉิง กองเสบียงอาหารถูกไฟไหม้และยังจับตัวคนร้ายไม่ได้
     นักพรตหนุ่มเองก็ได้ตื่นมาช่วยดับเพลิงเช่นกัน และด้วยเหตุนั้นจึงทำให้การเดินทางของขบวนคาราวานล่าช้าไปอีกเล็กน้อย เลี่ยงเหลียงพยายามที่จะรอคาบูโตะกลับมา แต่จนแล้วจนรอดชายหนุ่มร่างสูงผู้มีผิวสีคล้ำตัดกับดวงตาสีครามก็ยังไม่กลับมาเสียที จนกระทั่งขบวนคาราวานใกล้จะออกเดินทางแล้ว เห็นทีว่าตนเองจะต้องออกติดตามกองคาราวานมาก่อนเพื่อช่วยทำงานรับหน้าแทนไปด้วย
     กองคาราวานพ่อค้าอาวุธใหญ่ออกเดินทางจากว่านเฉิงไปยังฉางซา ผ่านเมืองเล็กเมืองน้อยต่างๆ มากมาย ระหว่างที่เดินทางผ่านก็ขายอาวุธไปด้วย เลี่ยงเหลียงที่ไม่มีใบประกอบอาชีพทำได้เพียงแค่มองการค้าขายตาปริบ ส่วนหน้าที่หลักของเขาอยู่อีกที่ต่างหาก นั่นคือการช่วยอวี้เจินบุตรสาวของพ่อค้าอาวุธใหญ่เตรียมเสบียงอาหารสำหรับคนงานไว้กินกลางทาง
     "ขอบคุณเจ้ามากเลยนะ ถ้าไม่ได้มาช่วยเรื่องอาหารล่ะก็พวกข้าต้องแย่แน่ๆ" ลูกจ้างของขบวนคาราวานต่างออกมาขอบคุณเลี่ยงเหลียงเป็นการใหญ่ที่ช่วยปรุงอาหารที่ใช้ทานระหว่างทางและออกมาได้ดี
     "ไม่ขนาดนั้นหรอกขอรับ ฝีมือของข้าก็ทั่วๆ ไป" นักพรตหนุ่มยิ้มแก้เก้อ ก่อนหน้านี้ที่สำนักจวนเฉินเขาก็ได้เวรทำอาหารเจอยู่บ่อยครั้งทำให้ทำอาหารเป็น และเมื่อได้ไปติดเขากับคาบูโตะก็ยิ่งทำให้เขาได้รู้กับการจัดการสัตว์ แม้ว่าจะผิดกฎของสำนักเรื่องการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและการทานเนื้อสัตว์เป็นบาป แต่เมื่อไม่มีทางเลือกก็จำเป็นที่จะต้องกินประทังชีวิต
     ซึ่งหากดูจากประวัติส่วนตัวที่ผ่านมาของเขาแล้วจะเห็นได้ว่าฝีมือการทำอาหารของนักพรตหนุ่มนั้นพื้นฐานเอามากๆ แต่คนงานคาราวานค้าอาวุธกลับทานมันอย่างเอร็ดอร่อยแม้จะเป็นอาหารเจก็ตาม 'หรือว่าพวกเขาจะไม่เคยทานเจกันนะ' นักพรตหนุ่มแอบคิดในใจ
     "ปกติแม่นางเจี้ยนก็น่าจะทำอาหารให้พวกท่านทานเป็นประจำ น่าจะอร่อยกว่าข้าทำนะขอรับ" เลี่ยงเหลียงเอ่ยออย่างถ่อมตมพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก แต่ทุกคนกลับเงียบกริบไม่มีใครยอมพูดอะไรต่อจากนั้น นักพรตหนุ่มได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ จนกระทั่งวันหนึ่งก็ทำให้เขาได้พบกับคำตอบที่ไร้เสียงนั้น...

     "เลี่ยงเหลียงสอนข้าทำอาหารเจบ้างสิจ๊ะ" เจี้ยนอวี้เจินบุตรสาวของพ่อค้าอาวุธใหญ่เดินเข้ามายังส่วนของครัวกลางแจ้ง ที่เลี่ยงเหลียงกำลังจะทำอาหารให้ทุกคนได้ทานกัน นางแย้มรอยยิ้มสดใสอย่างที่เขาไม่อาจปฏิเสธลง เพียงแค่ต้องคอยระวังเจี้ยนคนพ่อที่มักจะคอยหึงหวงลูกสาวไม่เข้าเรื่อง  แต่ก็พอจะเข้าใจเพราะว่าแม่นางเจี้ยนนั้นทั้งร่าเริง สดใส และมองโลกในแง่ดี น่าจะเป็นที่หมายปองของบุรุษอยู่ไม่น้อย
     "ได้สิขอรับ ถ้าอย่างนั้นข้าให้ท่านทำ แล้วข้าคอยชี้แนะก็แล้วกันนะขอรับ" เลี่ยงเหลียงตอบรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะสอนนางทำอาหารเจสูตรง่ายๆ "ได้กะหล่ำปลีมาเยอะ เอาเป็น กะหล่ำปลีทอดซีอิ๊วเจเห็ดหอมก็แล้วกันนะขอรับ"
     "ได้เลย ข้าพร้อมแล้วล่ะจ้ะ เชิญท่านอาจารย์ชี้แนะเลยจ้า คิคิ" อวี้เจินถลกชายแขนเสื้อขึ้นอย่างคึกคักเตรียมรับสูตรเรียนใหม่
    "ก่อนอื่นก็ฉีกกำหล่ำปลีเป็นชิ้นๆ เล็กใหญ่ตามใจชอบเลยขอรับ ส่วนเห็ดหอมก็แช่น้ำจนนิ่มก่อนจะหันเป็นเส้นๆ" เลี่ยงเหลียงบอกวิธีการทำกะหล่ำปลีทอดซีอิ๊วเจเห็ดหอมให้อีกฝ่ายได้ลงมือทำ
     "แบบนี้หรือ?" อวี้เจินจัดการทำตามที่นักพรตหนุ่มบอก การใช้มีดของนางดูไม่น่าเป็นห่วงแต่ไฉนเลยจึงไม่เคยเห็นนางทำอาหารมาก่อนเลยนะ
     "ใช่ขอรับ ตั้งกระทะด้วยไฟแรง ใส่น้ำมันพืชลงไปเจียวเห็ดหอมให้หอม แล้วค่อยใส่กะหล่ำปลีลงไป" เลี่ยงเหลียงมองอวี้เจินทำตามขั้นตอนของเขาอย่างไม่มีบกพร่อง "ไม่ต้องรีบคลุก ค่อยๆ ผัดให้กะหล่ำปลีสุกเกือบทั่วแล้ว... เหวอ!! ไฟแรงไปแล้วขอรับ!!!" ไม่ทันไรนักพรตก็ร้องออกมาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายใช้ไฟแรงเกินไปจากกะหล่ำปลีทอดจะกลายเป็นกะหล่ำปลีเผาเสียแทน
     "หวา ข้าจะลดไฟลงเดี๋ยวนี้แหล่ะ!" อวี้เจินรีบตักน้ำสาดใส่กระทะและเตาถ่านทันที จากที่จะใช้ได้กลายเป็นเสียของไปหมด.. "ข้าขอโทษ ถือว่าผิดเป็นครูนะ แฮะๆๆ"
     "ไม่เป็นไรขอรับ งั้น... เรามาเริ่มกันใหม่" เลี่ยงเหลียงพูดแทบไม่ออกเพราะมีวิธีแก้ปัญหาได้ดีกว่านี้ แต่สิ่งที่เสียไปแล้วก็คงได้แต่เสียใป นักพรตหนุ่มได้แต่สวดมนตร์ภาวนาให้กะหล่ำปลีกระทะแรกที่ได้พลีชีพไปในสนามซ้อมรบ
     การทำอาหารเริ่มใหม่หมดรวมถึงขั้นตอนการก่อไฟด้วย ซึ่งคราวนี้เลี่ยงเหลียงคงต้องคุมเข้มมากกว่าเดิม กับหญิงสาวที่ภายนอกน่าจะมีทักษะการทำอาหาร แต่หากได้รู้จักแล้วจะรู้ได้ทันทีว่านางทำอาหารไม่เป็น เรียกว่าดูคนแต่ภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ
     "ค่อยๆ ผักกะหล่ำปลีให้สุกจนทั่วจากนั้นก็ตะล่อมมาตรงกลางกระทะขอรับ ใช่แล้ว อย่างนั้น จากนั้นก็ค่อยๆ เหยาะซีอิ๊วขาวข้างๆ กระทะจะได้กลิ่นไหม้เบาๆ แล้วก็ค่อยๆ นำกะหล่ำปลีไปถูๆ กับซีอิ๊วที่ไหม้ เทใส่จ่านก็ได้แล้วล่ะขอรับ" เลี่ยงเหลียงบอกวิธีทำจนจบขั้นตอน และในที่สุดก็ได้กะหล่ำปีทอดซีอิ๊วขาวเจเห็ดหอมออกมาหนึ่งจาน หน้าตาและสีสันชวนรับประทานไม่หยอก
     "ว้าว ข้าก็ทำได้ล่ะ!" อวี้เจินยิ้มออกมาอย่างดีใจ "เจ้าลองชิมดูสิจ๊ะ" นางยื่นจานใบนั้นมาตรงหน้าให้เลี่ยงเหลียงได้ลองชิม
     นักพรตหนุ่มหยิบตะเกียบแล้วคีบใบกะหล่ำปลีขึ้นมาทานก็พบว่ามันเป็นรสชาติที่อร่อยและถูกปากเลยทีเดียว "ใช้ได้แล้วล่ะขอรับ"
     "ดีใจจังงั้นข้าทำจานอื่นให้ทุกๆ คนก็แล้วกันนะจ๊ะ" หญิงสาวยิ้มแป้นอย่างดีใจก่อนจะวางจานลงโดยกะจะให้บิดาได้ทานจานแรกนี้
    "งั้นข้าเตรียมอาหารอย่างอื่นก่อนล่ะขอรับ" เลี่ยงเหลียงปลีกตัวออกมาหุงข้าวด้วยกระบอกไม้ไผ่ ปล่อยให้อวี้เจินได้ทำอาหารด้วยตนเอง...
     และแล้วช่วงเวลาของการทานอาหารก็มาถึง... เหล่าคนงานต่างล้อมวงรอบโต๊ะไม้เตี้ยๆ เพื่อทานอาหาร พวกเขาดูลำบากใจไม่น้อยเมื่อรู้ว่าอวี้เจินเป็นคนที่ทำอาหารในวันนี้
     "มัวแต่จ้องอะไรวะ งั้นข้ากินก่อนล่ะ" เจี้ยนซิหลงพ่อค้าใหญ่มองดูเหล่าคนงานที่ไม่ยอมกินข้าวกัน ชายวัยกลางคนแต่มีใบหน้าหล่อเหลาและร่างกายกำยำคีบกะหล่ำปลีขึ้นมาทานพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ "อร่อยนี่อวี้เจิน ลูกสาวพ่อเก่งจริงๆ"
     "คิกๆ เลี่ยงเหลียงสอนให้ข้าทำน่ะจ้ะ" อวี้เจินหัวเราะเบาๆ และเมื่อพ่อค้าอาวุธใหญ่ได้ยินชื่อชายอื่นก็ทำให้เขาเปลี่ยนสีหน้าถมึงทึงราวกับยักษ์เฝ้าประตูนรก แต่ก็พยายามปรับสีหน้าอย่างไวเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นเด็กหนุ่มหน้าหวานราวสตรี จึงแอบคิดว่า 'ไอ้คนหน้าไม่หล่อแบบข้า อวี้เจินไม่มีทางชอบมันลงหรอก!!!'
     "มีแค่นายท่านเท่านั้นแหล่ะที่ทานอาหารฝีมือนางได้" คนงานที่นั่งร่วมโต๊ะกับเลี่ยงเหลียงบุ้ยปากแอบนินทาเจ้านายเสียงเบา ให้แค่เพื่อนร่วมงานได้ฟังกันเท่านั้น
     "ใช่ ก่อนหน้านี้ที่มีคนกินเข้าไปก็ได้ข่าวว่าอาการปางตาย ถ่ายไม่หยุดถึงสามวันเลยนี่" คนงานอีกคนพูดสมทบ
     "แม้แต่หุงข้าวนางก็ทำไหม้ครึ่งนึง เป็นข้าวต้มอีกครึ่งนึง..." คนงานคนที่สามพูดขึ้นก่อนที่จะใช้ตะเกียบเขี่ยข้าวในชามก็พบว่าเป็นเม็ดเรียงตัวสวยดี "เจ้าเป็นคนหุงข้าวสินะ วันนี้รอดตายแล้วพวกเรา" เขาถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาเมื่อพบว่าข้าวนั้นสามารถทานได้
    "พวกท่านก็พูดเกินไปหน่อยหรือเปล่าขอรับ ข้าชิมอาหารที่นางทำแล้วก็ไม่เป็นอะไรนี่ขอรับ" เลี่ยงเหลียงเอ่ยบอกพร้อมกับแก้ตัวให้ เพราะอาหารจานแรกที่เขาสอนนางทำก็ชิมมาแล้วและพบว่าทานได้แถมอร่อยอีกด้วย "อย่างนี้แล้วกันข้าจะทานให้ดูขอรับ" นักพรตหนุ่มยื่นตะเกียบไปคีบกะหล่ำปลีทอดซีอิ๊วเจเห็ดหอมขึ้นมาทานให้ดู และเมื่อเข้าปากไป...
     'รสชาตินี้มัน!!!' เลี่ยงเหลียงตัวแข็งทื่อหลังลิ้มรสอาหารในจานใบใหญ่ ความเค็มสุดขั้วปนกับความหวานสุดขีด แล้วไหนจะกลิ่นเปรี้ยวเหมือนของหมักดองแรมปียังดีคลุ้งขึ้นมาปนกับรสขมๆ ของผักไหม้ 'ทั้งที่จานแรกที่ผัดก็ออกมาดีนี่นา นางใส่อะไรลงไป!?!!' นักพรตหนุ่มหันไปมองใบหน้าหญิงสาวผู้ยิ้มให้เขา มันเป็นรอยยิ้มของฆาตกรชัดๆ!!
     "คิกๆ" เสียงหัวเราะของนางก้องดังในโสดประสาทราวกับเสียงสะท้อนของนางมารร้ายในถ้ำหินปิดตาย

'คิก... คิก... คิก... คิก... คิก....... คิก......... คิก......... คิก........... คิก...............'

     แล้วเว่ยจิ้นกว่างหรือนักพรตสำนักฉวนเจินฉายาธรรมเลี่ยงเหลียงก็หมดสติไป....

     .
     .
     .

     หลายวันผ่านไปเลี่ยงเหลียงตื่นขึ้นมาโดยพบว่าตนเองนั้นนอนอยู่บนเกวียนของกองคาราวานพ่อค้าอาวุธใหญ่ อากาศโดยรอบร้อนอบอ้าวไปหมด และเมื่อเขาลุกขึ้นมาก็พบเห็นทิวทัศน์แตกต่างออกไป ดูเหมือนว่าที่ๆ กองคาราวานมุ่งหน้าไปจะไม่ใช่ฉางซาเสียแล้ว...
     "เลี่ยงเหลียงฟื้นแล้ว!" คนงานคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ดูแลคนป่วยตะโกนออกมาบอกพรรคพวกเป็นทอดๆ เสียงเฮดังกึกก้องตามๆ กัน
     นักพรตหนุ่มพยายามที่จะปรับสมองที่ยังเบลออยู่ให้ชัดเจน เมื่อครู่เหมือนว่าเขาฝันว่าอยู่ท่ามกลางทุุ่งดอกสือซว่าน (ฮิกังบานะ) สีแดงฉานและกำลังจะข้ามแม่น้ำไปยังอีกโลกหนึ่งแต่ถูกเรียกตัวกลับมาก่อน
     อวี้เจินขี่ม้าแตกออกมาจากขบวนคาราวานเดินวกย้อนกลับมาที่เกวียนคนป่วย "ฟื้นแล้วหรือจ๊ะเลี่ยงเหลียง ข้าต้องขอโทษด้วยนะ" ไม่พูดเปล่านางยกมือเขกศีรษะตัวเองพร้อมกับหลับตาลงข้างหนึ่งแล้วแลบลิ้นออกมา
     "อา... ขอรับ" นักพรตหนุ่มรับคำหน้าซีดเซียว ตอนนี้เขาเข้าใจดีแล้วว่าทำไมถึงไม่มีใครยอมทานอาหารฝีมือนาง และเรื่องนี้ทำให้เขาจดจำไปจนตาย




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ชื่อเสียง +25 ความหิว -8 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 + 25 -8 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

422

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147463918
เงินตำลึง
2146642289
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483340

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-11-1 08:29:29 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-11-1 08:33

PART CXC


     ....ทำงานกับกองคาราวานพ่อค้าอาวุธใหญ่ วันที่ หนึ่ง ถึง สี่....

     สามวันก่อนหน้า...
     ขบวนคาราวานพ่อค้าอาวุธใหญ่เดินทางมาถึงเมืองอันติงที่อยู่กลางหุบเขาสูง และสภาพอากาศก็เย็นลงมากอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ที่เมืองนี้พ่อค้าอาวุธใหญ่ได้ทำการหยุดพักและแวะเตรียมเสบียงเพื่อที่จะมุ่งหน้าไปยังอู๋เว่ยซึ่งเป็นเมืองชายแดนติดทะเลทราย หนึ่งในเส้นทางสายไหมที่พ่อค้าเดินทางสัญจร
     เลี่ยงเหลียงขออาสาทำงานแทนคาบูโตะหลังจากที่เขาหายดีแล้ว โดยนักพรตหนุ่มร่างเล็กได้รับหน้าที่ช่วยแบกหามอุปกรณ์ต่างๆ ลงจากเกวียนและเพื่อนำไปขายให้กับเจ้าเมืองอันติงที่สั่งซื้ออาวุธไว้มากมาย ส่วนหนึ่งก็เพื่อต่อกรกับโจรทะเลทรายที่ชักจะเหิมเกริมขึ้นทุกวันๆ
     เขาได้ฟังเรื่องราวมาบ้างแต่ก็ไม่รู้เรื่องตื่นลึกหนาบางอยู่ดี ท่าทางว่าคงต้องระมัดระวังตัวหน่อยแล้วหากออกจากเขตแดนนี้ไป แม้ร่างกายจะเล็กแต่เลี่ยงเหลียงกลับทำงานแบกหามสินค้าได้ดี เผลอๆ จะมีกำลังวังชามากกว่าคนงานอีกหลายๆ คนที่ตัวใหญ่กว่าเขา นั้นเพราะด้วยนักพรตหนุ่มนั่นเคยฝึกยุทธ์มาก่อนนั่นเอง
     หลังจากที่ทำการซื้อขายกับเจ้าเมืองอันติงเรียบร้อยแล้วขบวนคาราวานก็พักค้างคืนที่ในตัวเมืองหนึ่งคืน ก่อนที่จะเร่งรุดหน้าเดินทางต่อไปทางตะวันตกในเช้าวันรุ่งขึ้น




     สองวันก่อนหน้า...
     วันนี้ขบวนคาราวานต้องมารับสินค้าจากอู๋เว่ยจากพ่อค้าคนกลางที่นำสินค้ามาขายตามที่ตกลงกันไว้ บ้านเมืองเทียนซุยดูเงียบเหงาแปลกๆ แต่หากได้ฟังคำสนทนาจากพ่อค้าอาวุธอีกคนก็ทราบได้ไม่ยากเลยว่าเป็นเพราะเหตุใด
     "กว่าที่ข้าจะเดินทางมาเทียนซุยได้ลำบากมากเลยทีเดียว ต้องคอยระวังโจรป่าปล้นสะดมอีกด้วยขอรับ นายท่านเดินทางไปอู๋เว่ยก็ระวังเอาไว้ดีๆ" พ่อค้าคนนั้นเอ่ยบอก ดูเหมือนว่าในอดีตเขาจะเคยเป็นลูกน้องเก่าของเจี้ยนซิหลงซึ่งตอนนี้ได้แยกตัวออกมาประกอบธุรกิจของตัวเองแล้ว
     "ข้าจะคอยระวังไว้ ไม่ต้องห่วงเหล่าคนงานข้าได้รับการฝึกมาย่อมรับมือโจรป่าได้แน่" เจี้ยนซิหลงเอ่ยออกมาอย่างไม่มีหวั่นเกรง
     คนงานที่ได้ยินการสนทนาดังกล่าวระหว่างขนสินค้าขึ้นเกวียนต่างซุบซิบคุยกันถึงความน่ากลัวของโจรป่า
     "ถึงจะต่อสู้เป็นก็เถอะ แต่เลือกได้ก็ไม่ขอเจอดีกว่า..."
     "นั่นสิขอรับ..." เลี่ยงเหลียงตอบรับไปอย่างนั้น ทั้งที่ใจจริงเขาอยากจะกำจัดคนชั่วทั่วแผนดินจะตาย แต่อย่างไรเสียหากมาเป็นคนงานของกองคาราวานคงต้องทำตัวสงบเงี่ยมเข้าไว้
     เมื่อจัดการเติมอาวุธลงในคลังสินค้าเรียบร้อยแล้วอวี้เจินก็ทำการตรวจนับอย่างรวดเร็ว นางเป็นงานทางด้านนี้มากตรงกันข้ามกับการทำอาหารโดยสิ้นเชิง และเมื่อตรวจนับอาวุธเสร็จแล้วกองคาราวานก็เดินทางต่อไปยังจินเฉิงทันที...









     เมื่อวาน...
     กองคาราวานเดินทางจากเทียนซุยมายังจินเฉิงข้ามวันข้ามคืน เหล่าคนงานต่างผลัดเวรยามกันเฝ้าอารักขาขบวนสินค้า เลี่ยงเหลียงโชคดีได้นอนก่อนและถูกปลุกมาในช่วงฟ้าสางเพื่อทำงานคุมกันต่อ และช่วงสายๆ กองพ่อค้าอาวุธใหญ่ก็เดินทางมาจนถึงจินเฉิงที่แห้งแล้งธุรกันดาร
     ต้นไม้ที่ปลูกไว้รอบๆ ต่างยืนต้นแห้งตายจากความแห้งแล้งดังกล่าว อาการร้อนในตอนกลางวันและหนาวเย็นในตอนกลางคืนเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจปรับตัวได้
     เจี้ยนซิหลงไม่มีธุระกับเมืองที่แห้งแล้งนี้ อาจจะแค่พักเหนื่อยกันเล็กน้อยที่โรงเตี๊ยมและจัดซื้ออาหารและน้ำดื่มเพื่อบริโภคกลางทาง รวมทั้งเปลี่ยนสัตว์พาหนะจากม้าเป็นอูฐเพื่อสะดวกต่อการเดินทางข้ามผ่านทะเลทราย
     พ่อค้าใหญ่ได้จัดประชุมกับเหล่าลูกน้องเมื่อเตรียมการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะอู๋เว่ยนั้นอยู่ห่างจากจินเฉิงไปไกลเป็นเท่าตัวและต้องเดินทางอ้อมเทือกเขาสูงใหญ่ พวกเขาต้องการเดินทางรวดเดียวและไปให้ถึงเร็วที่สุดเพราะไม่รู้ว่าจะมีโจรป่าดักปล้นกลางทางเมื่อเดินทางผ่านเทือกเขาหรือไม่
     "ในที่นี้ใครมีประสบการณ์ต่อสู้มามากบ้าง?" เจี้ยนซิหลงเอ่ยถามเหล่าคนงาน ซึ่งมีคนที่ยกมือขึ้นประมาณสี่คน
     "ข้าเคยเป็นทหารจากจินหยางขอรับนายท่าน พอดีว่าท่านแม่ข้าแก่ชรามากแล้วจึงขอออกจากราชการมาดูแลท่านในฐานะลูกกตัญญู" ชายร่างใหญ่คนหนึ่งมีแผลเป็นที่แขนขวาเอ่ยขึ้น ท่าทางของเขาดูแข็งแรงและสุขุมนุ่มลึกเกินกว่าจะพูดโกหก และแน่นอนว่าซิงหลงน่าจะตรวจสอบประวัติของคนงานหมดทุกคนแล้วก่อนที่จะรับเข้าทำงาน
     "ดี อดีตทหารรักษาชายแดนน่าจะพอสู้รบได้" นายท่านเอ่ยออกมาพลางมองไปที่ชายคนที่สองที่ยกมือ
     "ข้าเป็นชาวโหรวหรานพอจะฝึกยุทธ์มาบ้างและอู๋เว่ยก็เคยไปมาอยู่หลายครั้งขอรับ" ชายคนที่สองเอ่ย ตัวของเขาสูงผอมแต่ดูสมส่วนเหมือนคนหน่วยก้านดีคนหนึ่ง
     "ข้าทำงานรับใช้นายท่านมานานท่านคงรู้ฝีมือข้าดี" คนงานคนที่สามใช้ธนูเป็นอาวุธเอ่ยออกมาเรียบๆ ใบหน้าของเขาเริ่มเข้าสู่วัยชราปรากฏริ้วรอยเต็มไปหมด
     "เรื่องของเจ้าข้ารู้มาหมดแล้ว ไม่ต้องพูดก็ได้น่าตาเฒ่า หึหึ" ซิหลงหัวเราะออกมาอย่างเป็นกันเองกับคนงานที่รู้ใจ "แล้วเจ้าล่ะ"
     "ข้าเคยฝึกวรยุทธ์กับสำนักฉวนเจินมาขอรับ" เลี่ยงเหลียงเอ่ยออกไป นั่นก็เรียกเสียงฮือฮาจากหลายๆ คนได้ ถึงชื่อเสียงของพรรคฉวนเจินที่เป็นพรรคธรรมมะอยู่คุ้มครองต้าฮั่นมาเป็นเวลานาน
     "เอาล่ะ งั้นข้าขอมอบหน้าที่ให้พวกเจ้าทั้งสี่คนคุ้มกันขบวนสินค้าทั้งสี่ทิศ เจ้าหนุ่มโหรวหรานรู้ชำนาญทางไปอู๋เว่ยให้นำหน้า ทหารเก่าคุ้มกันปีกซ้าย ศิษย์ฉวนเจินคุ้มกันปีกขวา ส่วนตาเฒ่าปิดท้ายขบวน เอาล่ะออกเดินทางได้!" เจี้ยนซิหลงปิดการประชุมแผนการแล้วเดินตรงไปขึ้นรถม้าคันหลัก ซึ่งจะบอกว่ารถม้าก็ไม่ถูกเพราะตอนนี้ม้าได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นอูฐแล้ว
     นี่เป็นครั้งแรกที่เลี่ยงเหลียงจะได้ขี่อูฐ แถมยังเป็นการขี่อูฐเพื่อคุ้มกับขบวนคาราวานอีกด้วย ในตอนแรกแม้จะไม่ชินกับอูฐและหนอกบนหลังของมันอยู่บ้างแต่เมื่อผ่านไปสักพักเขาก็เริ่มคุ้นเคยกับมันและพบว่าสัตว์ที่ดูเชื่องช้านั้นก็วิ่งเป็น
     ขบวนคาราวานเดินทางผ่านหุบเขาเสาทรายด้วยความระมัดระวังเพราะจุดนี้เป็นมุมอับที่ทำให้เกิดการปล้นสะดมระหว่างทางมากที่สุด ระหว่างที่เดินทางผ่านหุบเขาหินทุกคนในกองคาราวานต่างใจเต้นรัวและภาวนาอย่าให้มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเลย และอาจด้วยแรงจิตที่ตั้งมั่นของทุกคนจึงทำให้การเดินทางผ่านไปได้โดยสวัสดิภาพและขบวนสินค้าอาวุธก็เดินทางสู่อู๋เว่ยโดยสวัสดิภาพ...




     วันนี้...
     ขบวนคาราวานเดินทางมาถึงอู๋เว่ยในตอนเช้ามืด เลี่ยงเหลียงยังไม่ทันได้พักงีบดีเลยเขาก็ถูกใช้แรงงานจากพ่อค้าใหญ่ให้ไปตรวจหาทำเลที่ตั้งการตั้งแผงขายอาวุธเสียแล้ว...
     "ไอ้หนูเลี่ยงๆ กับตาเฒ่าไปดูที่ตั้งที่ตลาดมาซิ แล้วกลับมาบอกด้วยว่าตรงไหนดี ข้าจะขนของรอ" นายท่านซิหลงสั่งการซึ่งทั้งสองก็ตอบรับอย่างดี เพราะตลาดแห่งนี้มีถนนคับแคบไม่เหมาะกับการนำสัตว์และเกวียนสินค้าเดินผ่าน จึงต้องทยอยกันขนสินค้าลงมาจากเกวียนและค่อยๆ ลำเลียงเข้าไปตั้งร้าน
    "ขอรับนายท่าน" เลี่ยงเหลียงเดินไปสำรวจตลาดกับคนงานเฒ่าก่อน
     อู๋เว่ยนั้นเป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางทะเลทราย สถาปัตยกรรมที่พบเห็นล้วนดูแปลกตา บ้านเรือนทำจากดินทรายสีแดงไม่ใช่ไม้ และรูปทรงของหลังคายังเป็นลักษณะของโดมเสียส่วนมาก ไม่ใช่แค่นั้นผู้คนในเมืองล้วนมีความแตกต่างทางด้านชาติกำเนิดและวัฒนธรรมดูแปลกตาเป็นอย่างมาก ทั้งชาวฮั่น ชาวตะวันตกผมทอง ชาวโหรวหรานสวมชุดขนสัตว์ แล้วยังมีคนประหลาดที่มีผิวดำสนิท นักพรตหนุ่มรู้สึกเสียดายแทนสหายชาวนอกด้านของเขาอยู่หน่อยๆ ถ้าหากมาด้วยล่ะก็อาจจะเป็นชาวยามาไทเพียงหนึ่งเดียวของเมืองก็ได้
    "ตรงนั้นเป็นอย่างไรขอรับท่านลุง" เลี่ยงเหลียงสะกิดคนงานเก่าแก่ให้เห็นที่ว่างสำหรับการตั้งแผงขายสินค้า
     "ตรงนั้นไม่ดี มีร้านขายอาวุธอยู่ใกล้ๆ" คนงานเฒ่าเอ่ยออกมาพลางชี้ไปทางแผงขายอาวุธจากนอกด่านหน้าตาประหลาดๆ ทั้งดาบโค้งเหมือนวงเสี้ยวพระจันทร์ และดาบที่มีคมดาบเรียวเล็กเหมือนกับเข็ม "ทางที่ดีควรไปขายที่อีกฝั่ง"
    "เช่นนั้นต้องไปดูที่อีกฝั่งของตลาดสินะขอรับ" เลี่ยงเหลียงพยักหน้าหงึกๆ เมื่อได้บทเรียนนั้นมา พลางเดินตามคนงานเก่าต้อยๆ
     "ตรงนี้น่าจะดี อยู่ตรงสี่แยกพอดีและไม่มีคนขายของที่เหมือนกับเรา เอาล่ะไอ้หนู ไปบอกนายท่านซะข้าจะยืนจองที่ตรงนี้ก่อน"
     "ขอรับ" เลี่ยงเหลียงพยักหน้ารับแล้วรีบกลับไปแจ้งพ่อค้าอาวุธใหญ่ที่ขนของรอที่หน้าตลาด หน้าที่ของนักพรตหนุ่มยังไม่หมดเพียงเท่านั้น นอกจากกลับมาแจ้งแล้วเขายังต้องช่วยขนสินค้าเข้าไปช่วยตั้งแผงขายอาวุธอีกจึงจะได้พัก

     เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงการจัดแผงเป็นไปอย่างเรียบร้อย
     "ใครยังไม่ได้นอนเมื่อคืน เอาเกวียนไปเก็บแล้วหาที่งีบซะ คนที่ได้นอนไปแล้วก็ทำงานต่อ แล้วพวกที่ไปพักอย่าไปเที่ยวก่อเรื่องที่ไหนล่ะรู้ไหม ข้าขี้เกียจจัดการเช็ดขี้ให้พวกเจ้า" ซิหลงเอ่ยออกมา กว่าจะได้พักก็เล่นเอาซะคนงานที่ไม่ได้นอนเมื่อคืนนี้เข่าแทบทรุด
     คนที่ได้พักพากันเดินเกาะกลุ่มออกมาที่หน้าตลาด ท่าทางว่าจะไม่มีที่พักที่ไหนดีไปกว่าบริเวณคอกม้าอีกแล้ว ที่ทั้งร่มแล้วก็เงียบสงบ แต่ละคนบ่นกระปอดกระแปดถึงความร้อนของทะเลทรายออกมายกเว้นชายทั้งสี่ที่ทำหน้าที่คุ้มกันในตอนกลางคืน
     เลี่ยงเหลียงใช้เงินที่มีติดตัวอยู่น้อยนิดซื้อขนมจากพ่อค้านอกด่านมาลองทาน มันเป็นแป้งผสมน้ำตาลอบจนขึ้นฟูและมีนมเนยที่ตีจนจับเป็นก้อนโป๊ะอยู่ด้านบน ความหวานของมันช่วยทดแทนพลังงานที่สูญเสียไปได้เป็นอย่างดี
     "จิ๊บๆ" อยู่ๆ ก็มีนกพิราบสีขาวบินมาเกาะที่ไหล่ของเขา มันเอียงคอมองขนมของเขาแล้วทำท่าจะจิกกินอยู่หลายครั้ง
     "นกพิราบหรือ? แถวนี้เป็นทะเลทรายเจ้ามาได้อย่างไร?" นักพรตหนุ่มนึกประหลาดใจกับเจ้านกต่างถิ่นตัวนี้มาก
     "มันคงหลงฝูงหลังอพยพภัยหนาวมั้ง" คนงานคนหนึ่งเอ่ยออกมาหลังยืดตัวนอนเหยียดยาวอยู่บนเกวียน
     "งี้เอง พลัดถิ่นสินะ คล้ายๆ ข้าเลยนะ พลัดพรากจากสหายจนได้ ฮ่ะๆ" นักพรตหนุ่มหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนที่จะค่อยๆ บิแป้งขนมที่ร่วนซุยแบ่งให้มันได้ทาน
     "จิ๊บ.." เจ้านกพิราบที่ดูจะเชื่องคนให้อาหารเสียแล้วจิกกินแป้งขนมอย่างเอร็ดอร่อย
     "เลี่ยงเหลียงเจ้าเองกินเสร็จแล้วก็อย่าลืมมานอนพักเอาแรงล่ะ ตกเย็นนายท่านต้องใช้งานหนักอีกแน่" คนงานผู้หวังดีคนนั้นเอาผ้ามาปิดหน้าก่อนที่จะงีบหลับไป
    "รับทราบขอรับ เดี๋ยวข้าจะไปนอนเดี๋ยวนี้แหล่ะ" เลี่ยงเหลียงขานรับ เขารีบทานขนมประหลาดนั้นจนหมด มันเลี่ยนอยู่หน่อยๆ จากนมและเนยแต่ก็ถือว่าเป็นขนมที่อร่อยมากเลยทีเดียว เขาลงไปนอนใต้กองเกวียนที่ยังพอทีที่ว่างอยู่ โดยเจ้านกตัวนั้นใช้สองขาเกาะเกวียนแล้วจ้องมองลงมา
     "อยากให้ข้าเป็นสหายของเจ้าไหมล่ะ?" นักพรตหนุ่มเอ่ยพลางยิ้มบางๆ
     "จิ๊บ" มันตอบรับด้วยภาษาพิราบที่ไม่เข้าใจ อันที่จริงตัวมันจะเข้าใจภาษามนุษย์ด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้
     "งั้นตั้งชื่อว่าลู่ชิงก็แล้วกันนะ หยกขาวที่เบาบาง ข้านอนล่ะ" เมื่อพูดจบนักพรตหนุ่มก็ยกแขนขึ้นก่ายหน้ากากปิดดวงตาไม่ให้แสดงสว่างแยงลอดเข้ามาแล้วจึงหลับไปด้วยความเพลีย




แสดงความคิดเห็น

จากบันทึกลับเซียวเหอได้นำทริดการทำงานมาใช้ทำให้ได้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว = 4 วัน  โพสต์ 2017-11-1 09:26

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ความหิว -18 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -18 + 3

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

85

กระทู้

422

โพสต์

214748หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
2147463918
เงินตำลึง
2146642289
ชื่อเสียง
0
ความหิว
2147483340

ซู ซูปี้

ของขวัญจาก Admin
pet
โพสต์ 2017-11-3 05:28:57 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย KABUTO เมื่อ 2017-11-5 20:19

PART CXCIV


     ....ทำงานกับกองคาราวานพ่อค้าอาวุธใหญ่ วันที่ X....

     ช่วงพักทำงานเลี่ยงเหลียงได้เดินดูตลาดชานเมืองมีสินค้าจากทั้งฝั่งของต้าฮั่นและตะวันตกมาขายมากมาย หนึ่งในนั้นเขาสนใจตำราการทำงานที่ช่วยบอกเคล็ดลับการทำงานค้าขายโดยนักปราชญ์ไร้ชื่อผู้หนึ่ง แต่เมื่อลองอ่านดูแล้วก็พบเคล็ดลับที่น่าสนใจมากมายจึงตัดสินใจมาซื้ออ่านไว้เล่มหนึ่ง พร้อมกับลูกคิดที่ราคาแพงหูฉี่ หากว่าคาบูโตะไม่เอาลูกคิดอันเก่ามาลองใช้แทนกระดานนวดหลังแล้วไถลไปกับพื้นจนมันหักก็ดีหรอก แต่ในเมื่อจำเป็นต่อให้แพงแค่ไหนคงต้องซื้อมาใช้ไว้ก่อน
     นักพรตหนุ่มเดินไปเข้างานหลังจากที่พักเสร็จเรียบร้อยแล้ว และดูเหมือนว่างานจะเข้าทันที...
     "มีอะไรให้รับใช้หรือขอรับนายท่าน?" เลี่ยงเหลียงเดินเข้ามาในกระโจมพักของคาราวานพ่อค้าอาวุธ หลังจากที่มีคนงานมาบอกว่านายท่านเจี้ยนเรียกพบ
     "ข้ามีงานให้เจ้าทำ ไปตรวจจำนวนสินค้าคงเหลือที ตรวจด้วยว่าเหลืออะไรอย่างละเท่าไร และมีชำรุดเสียหายกี่ชิ้น เสร็จแล้วทำบันทึก สรุปแล้วมารายงานข้า" เจี้ยนซิหลงสั่งการ เพราะดูเหมือนว่าอวี้เจินบุตรสาวสุดที่รักที่ทำหน้าที่นี้เจ็บป่วยด้วยโรคของสตรี
    "ขอรับ" เลี่ยงเหลียงรับคำก่อนที่จะรับสมุดบันทึกยอดคงเหลือสินค้าที่หญิงสาวผู้นั้นเคยทำไว้มาสานต่อ
     นักพรตหนุ่มเดินไปที่เกวียนอาวุธแล้วเปิดผ้าคลุมหีบสินค้าออกมา การตรวจสอบสินค้าคงเหลือนั้นไม่ยาก เพราะว่าเขาเคยทำกับคาบูโตะมาก่อนแล้ว คราวก่อนหน้าเป็นเพียงแค่ตรวจนับรองเท้าฟาง แต่คราวนี้ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดมากกว่านั้น ต้องแยกประเภทสินค้าที่ดีและสินค้าชำรุดออกจากกันด้วย
     อวี้เจินทำหน้าที่ของนางเมื่อก่อนหน้าไว้ดีอยู่แล้วจึงไม่เป็นภาระของเลี่ยงเหลียงในการจัดการต่อ แต่ก็แอบกลัวเหมือนกันว่าตัวเองจะเผลอไปทำให้งานของนางเสียเขา จะฝึกยุทธ์หรือตรวจสินค้าก็จำต้องมีสติเช่นเดียวกันงานจึงจะบรรลุผลสำเร็จ
     นักพรตหนุ่มเปิดหีบแรกออกมาเป็นหีบของลูกศร มีลูกธนูมากมายให้เขาได้ตรวจนับจนตาลาย และตรงลูกศรนี่เองที่ทำให้เขาได้เห็นสินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน ตัวไม้โก่งเอนบิดไปมาไม่ตั้งตรง หากยิ่งศรออกไปมีหวังลูกธนูได้วิ่งไปมั่วเป็นแน่ เขาแยกส่วนที่ชำรุดออกมาแล้วจดบันทึกเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
     หีบที่สองและสาม เป็นหีบของกระบี่ และดาบ ส่วนมากมันไม่มีปัญหาอะไร นอกจากมีริ้วรอยบ้างเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่แน่ใจว่านายท่านละเอียดแค่ไหนจึงลองนับจำนวนแล้วเทียบกับงานเก่าที่อวี้เจินเคยทำดูจึงได้รู้คำตอบ
     ส่วนหีบใบที่ห้าเป็นหีบอาวุธยาวอย่างทวนเมื่อตรวจนับก็พบว่ามีทวนที่เสียหายจากการขนส่งอยู่บ้าง เช่นด้ามทวนหักงอ หรือปลายทวนบิ่นไปทำให้ไม่สามารถใช้แทงได้ เช่นเดิม เขาแยกมันออกมาในส่วนอาวุธเสียหาย
     หีบใบที่หกเป็นขวานศึก ปกติแล้วเลี่ยงเหลียงไม่ค่อยได้เห็นการใช้ขวานเป็นอาวุธนัก แต่ก็มีบ้างที่ชาวบ้านซื้อใช้สำหรับเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ แต่ขวานศึกนั้นแตกต่างออกไปจากขวานธรรมดา เพราะว่ามันมีขนาดใบขวานที่ใหญ่กว่า ด้ามจับยาวกว่า และมีน้ำหนักที่หนักกว่าปกติมาก ขนาดว่านักพรตที่มีกำลังภายในและกำลังวังชาแข็งแรงยังยกมันขึ้นมาได้ยาก ไม่ต้องนึกถึงตอนกวัดแกว่งเวลาสู้รบเลย คงจะชักช้าอืดอาดน่าดู แต่ก็นั่นแหล่ะ ความหน่วงของขวานชดเชยได้ด้วยความแรงจากน้ำหนักของมัน นักพรตหนุ่มตรวจสอบสภาพขวานอย่างระมัดระวังไม่ให้เผลอทำร่วงเสียหายเสียก่อน
     หีบใบที่เจ็ดเป็นอาวุธขนาดเล็กอย่างมีดบินและลูกดอกอาบยาพิษ ในการตรวจสอบนักพรตหนุ่มยิ่งต้องระวังให้มากกว่าเดิมอีก หากโดนลูกดอกอาบยาพิษทิ่มไปเขาต้องตายแน่ๆ ในการตรวจสอบอาวุธชนิดนี้ก็พบกว่ามีอาวุธเสียหายหรือไม่ได้มาตรฐานอีกหลายชิ้นด้วยกัน
     เลี่ยงเหลียงตรวจนับสินค้าเรื่อยๆ จนมาถึงหีบสุดท้ายที่เป็นชุดเกราะ มีทั้งเกราะเบาและเกราะหนักเขานำมันมาตรวจอย่างระมัดระวังไม่ให้สินค้าเป็นริ้วรอย เพราะคงไม่มีลูกค้าคนไหนที่ยอมซื้อชุดเกราะป้องกันตัวที่ชำรุดไปใส่แน่ๆ
     กว่าที่เขาจะตรวจอาวุธครบทุกหีบก็กินเวลาไปถึงหนึ่งชั่วยาม และเมื่อตรวจสินค้าครบทุกหีบแล้วเขาก็ทำสรุปแล้วนำไปยื่นให้กับพ่อค้าใหญ่ทันที
     "ข้าตรวจสอบเสร็จแล้วขอรับนายท่าน" เลี่ยงเหลียงเอ่ยออกมาพร้อมกับยื่นสมุดบันทึกให้กับเจี้ยนซิหลงอ่านทันที


     "ลูกศรชำรุดเยอะขนาดนี้เลยรึ... แย่จริงพอพังแล้วซ่อมไม่ได้ด้วยสิ" ซิหลงเอ่ยออกมาหลังจากที่อ่านรายงาน "ตุ้มหนามก็ขายไม่ออกสักอัน อืม.. นอกนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร... นี่ค่าเหนื่อย เสร็จแล้วเจ้าก็ไปพักไป" นายท่านส่งถุงเงินค่าจ่างให้กับเลี่ยงเหลียงก่อนโบกมือไล่นักพรตหนุ่มหลังจากที่ตรวจสินค้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
    "ขอบคุณขอรับนายท่าน" เขารับถุงเงินนั้นมาก็รู้สึกว่ามันมีน้ำหนักมากกว่าค่าจ้างของทุกๆ วันทำให้รู้สึกดีใจไม่น้อยเลยทีเดียว ค่อยรู้สึกว่าคุ้มค่ากับที่ซื้อตำราเคล็ดลับการทำงานมาอ่านหน่อย...




แสดงความคิดเห็น

ผ่านเควสพิเศษอาชีพ (รางวัล: 100 ชั่ง, 3500 ตำลึง, 111 ชื่อเสียง, 8 Point และ วันทำงาน = 16 }  โพสต์ 2017-11-3 10:32

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +100 เงินตำลึง +3500 ชื่อเสียง +111 ความหิว -9 Point +8 ย่อ เหตุผล
Admin + 100 + 3500 + 111 -9 + 8

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x9999
x9999
x9999
x9999

212

กระทู้

1852

โพสต์

60หมื่น

เครดิต

เงินชั่ง
497199
เงินตำลึง
2130303
ชื่อเสียง
267013
ความหิว
646

ตราสายลับจิ่วเทียนหวงป้ายหอบูรพาทำเนียบ(LV4)ป้ายวังหลังใบรับรองภาษาฮั่นใบรับรองภาษาละตินตราสำนักวังน้ำทิพย์ใบรับรองภาษาอังกฤษ

คุณธรรม
7196
ความชั่ว
1493
ความโหด
3964
ไข่ปริศนา(1)
เลเวล 1

เมิ่ง จื่อเหยา

ข้าไม่ได้เตี้ยบนหัวเจ้า
pet
โพสต์ 2017-12-29 03:06:19 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Zhangfu เมื่อ 2020-4-18 23:44

{Story 26}
{ภัยสงคราม}


     เมื่อยามเช้าของวันใหม่าถึง จางฝูที่ตอนนี้อยู่ในชุดสี่เขียวอ่อน ชายชุดที่ยาวลงมาคร่อมข้อเท้าเพื่อสะดวกแก่การเดินเล่น ผมยาวสีดำอมน้ำตาลถูกรวบครึ่งหัวและปล่อยให้ช่วงปลายของผมเป็นอิสระปลิวไหวไปมายามเมื่อร่างการบอบบางนั้นขยับ เธอขยับตัวมองตัวเองในกระจกก่อนจะหันไปมองลู่จิวที่หาวหวอดๆออกมาแล้วเลื้อยขึ้นมาประจำที่บนไหล่ของเธอ  

     “ไปเดินดูในตลาดกัน” หญิงสาวเอ่ยกับเจ้างูบนไหล่ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องพักของเธอไป ร่างบางที่มีงูอยู่บนไหล่เดินลงมาจากชั้นสองก็เจอเข้ากับเถ้าแก่โรงเตี้ยมที่กำลังเช็ดทำความสะอาดเคาเตอร์อยู่พอดี

     “อรุณสวัสดิ์เจ้าคะเถ้าแก่” เธอเอ่ยทักพร้อมกับยิ้มเป็นกันเองให้กับเถ้าแก่

     ฟ่ออ..[อรุณสวัสดิ์คุณลุง]

     “อรุณสวัสดิ์ขอรับท่านหญิง งูน้อย  จะไปไหนกันแต่เช้าขอรับ” เถ้าแก่ที่เงยหน้าขึ้นมาทักทายเธอกับลู่จิวอย่างสุภาพแล้วยิ้มตอบเธอ

    “ว่าจะไปที่ตลาดสักหน่อยเจ้าคะ ไปก่อนนะเจ้าคะ” เธอเอ่ยก่อนจะขอตัวออกไปด้านนอก พร้อมกับค่อมหัวนิดๆให้เถ้าแก่

     หญิงสาวเดินเล่นเรื่อยๆไปตามทางเพียงไม่นานนักเธอก็เจอกับร้านค้าต่างๆมากมายที่เริ่มถยอยกันออกมาจัดตั้งร้านของตน ที่ตลาดของเมืองนี้อนุญาติให้คนจากนอกด่านได้เข้ามาค้าขายทำให้ ตลาดแห่งนี้แตกต่างจากที่อื่นมากทั้งข้าวของเครื่องใช่ที่ลวดลายและการแต่งตัวที่แสนแปลกตา การมาที่ตลาดแห่งนี้จึงจัดว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาเธอได้อย่างดี

      ร่างบางเดินดูของในตลาดอย่างเพลิดเพลินใจก่อนที่เธอจะมาหยุดอยู่ที่ร้านขายของร้านหนึ่ง การแต่งตัวของแม่ค้าที่ดูคุ้นเคย ของที่วางขายนั้นคือสิ่งที่เธอเคยใช้เมื่อตอนที่เธอยังเด็กสิ่งของและการแต่งการของคนแคว้นต้าหว่าน บ้านเกิดของเธอ นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เธอจ้องมองสิ่งของในร้านอย่างเหม่อลอยจนลู่จิวที่เหมือนจะรู้สึกว่าเจ้านายของตนนั้นแปลกไป มันค่อยเลื้อยมาใกล้ๆหน้าแล้วแลบลิ้นเลียที่แก้มเธอเบาๆแต่หลายครั้ง เพื่อเรียกสติที่เหม่อลอยออกไปของผู้เป็นนาย

    “อ่ะ ลู่จิว” หญิงสาวที่เรียกสติกลับมาหลังจากที่ลิ้นอุ่นๆของลู่จิวเลียไปที่แก้มเธอหลายใครเสียจนแก้มเธอนั้นซื้นหน่อย

     ฟ่ออ…[เจ้านายเป็นอะไร]

     “ไม่มีอะไรหรอกลู่จิว ข้าแค่..คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย”เธอลูบหัวลู่จิวเบาๆก่อนจะเดินละออกไปจากตรงนั้นไป เธอไม่อยากจะกลับไปคิดเรื่องในอดีตอีก อดีตที่แสนเลวร้ายนั้น เธอพยายามลืมมันมาตลอด แต่วันนี้มันกลับถูกขุดขึ้นมาเสียอย่างนั้น แต่เธอต้องเข้มแข็งและผ่านมันไปให้ได้เหมือนเมื่อตอนที่เธอยังอยู่ในค่าย  

     ในการเดินตลาดของหนึ่งคนหนึ่งงูในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเงียบตลอดการเดินทาง ด้วยบรรยากาศที่น่าอึดอัดที่ถูกแผ่ออกมาจากร่างของหญิงสาว ทำให้ในที่สุดเจ้างูเขียวบนไหล่หมดความอดทนก่อนจะงับลงไปที่ไหล่ของผู้เป็นเจ้านาย เพียงแต่การกัดในครั้งนี้มันไม่ได้ปล่อยพิษออกมาทำให้การกัดครั้งนี้สร้าองแค่รอยแผลจากเขี้ยวและฟันของมันเท่านั้น

     “โอ้ยย กัดทำไมเนี่ย มันเจ็บนะ”จางฝูสะดุ้งสุดตัวเมื่อเขี้ยวกับฟันคมๆของลู่จิ่วนั้นสัมผัสโดนเนื้อของเธอผ่านเสื้อผ้าที่ไม่หนามาก

      ฟ่ออ..ฟ่อออ..[เรียกสติเจ้านาย เจ้าทำเสียอารมณ์เที่ยว] มันร้องขึ้นอย่างไม่พอใจ หางเรียวสีเขียวตวัดลงกับแขนของเธอจนดังปุ๊ๆ เพื่อระบายอารมณ์

    “.ขอโทษนะที่ทำให้ไม่พอใจ” เธอเอ่ยขอโทษเบาๆพร้อมกับยื่นมือไม่ลูบหัวลู่จิวอย่างสำนึกผิด “ข้าจะไม่เศร้าแล้วตกลงไหม”

      ฟ่อออ…[ก็ได้]

      “ไปหาซื้อผลไม้อร่อยๆไปฝากเฟยเทียนกันเถอะ” ว่าจบร่างทั้งสองก็พากันเดินดูเลือกซื้อของกันอย่างสนุกสนานแล้วทิ้งความเศร้านั้นไว้แค่ที่ก้นขอหุบเหวความรู้สึกเสีย  ให้มันกลายเป็นเพียงฝันร้ายเรื่องหนึ่งที่พอตื่นมาก็ลืมมันไป



คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +5 เงินตำลึง +300 ความหิว -11 Point +3 ย่อ เหตุผล
Admin + 5 + 300 -11 + 3

ดูบันทึกคะแนน

โดนทิ้งในหุบเขา
←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
ม้าเทพอูซุนขาวเทวะ
รูปปั้นเทพีเวสต้า
สุรากู่หลันหลาง
เคล็ดวิชาวารีสิ้นขั้นสูง
หน้ากากยักษ์แดง
ตัวเบาขั้นสูง
ปราณคลุมวารี
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x2020
x5
x1
x2
x100
x3
x8
x30
x5
x1
x3
x8
x3
x10
x1
x5
x1
x1
x1
x1
x1
x30
x30
x30
x30
x130
x30
x1
x4
x5
x3
x14
x160
x1
x20
x200
x240
x100
x1
x140
x5
x177
x800
x2
x23
x80
x50
x50
x587
x196
x3
x9
x5
x160
x1
x400
x3
x3
x600
x600
x185
x90
x30
x240
x3
x43
x600
x399
x96
x4
x400
x1200
x75
x7
x27
x594
x5
x100
x1185
x2
x158
x197
x4
x585
x39
x3
x20
x56
x31
x4
x250
x19
x577
x32
x54
x200
x100
x800
x5
x333
x727
x196
x16
x200
x35
x600
x1
x1000
x400
x850
x30
x600
x92
x5
x5
x31
x400
x74
x1
x7
x1676
x1
x2
x1360
x2290
x35
x1523
x3
x6
x6
x90
x2
x120
x1
x1
x3
x1
x4
x225
x2
x9
x136
x290
x130
x1
x30
x30
x2
x41
x5
x741
x410
x1500
x132
x218
x481
x340
x320
x510
x265
x126
x225
x590
x39
x111
x432
x994
x1
x23
x616
x5
x458
x144
x366
x293
x520
x1456
x127
x67
x794
x490
x4
x2
x724
x794
x450
x165
x9999
x1875
x500
x325
x40
x26
x17
x69
x23
x359
x1032
x7
x1864
x810
x340
x1
x4
x62
x1
x9
x153
x264
x698
x5450
x73
x11
x210
x446
x141
x2400
x8
x527
x630
x500
x37
x1
x3
x430
x5
x40
x141
x2
x1500
x614
x1866
x830
x108
x205
x107
x11
x101
x282
x7
x42
x3
x2
x7
x159
x5
x10
x15
x4
x177
x263
x500
x2
x51
x695
x9
x158
x200
x6662
x702
x280
x8
x59
x2
x2
x1406
x2072
x690
x648
x219
x192
x284
x279
x4
x32
x14
x678
x8
x1439
x9
x1748
x313
x958
x1169
x946
x1030
x667
x199
x134
x195
x745
x1580
x807
x92
x155
x179
x906
x608
x120
x161
x6
x312
x287
x619
x460
x1200
x680
x195
x2122
x2318
x581
x40
x1018
x616
x24
x280
x1245
x157
x248
x1444
x8146
x1960
x1490
x35
x31
x41
x81
x697
x1

158

กระทู้

1070

โพสต์

158

เครดิต

เงินชั่ง
30
เงินตำลึง
1305
ชื่อเสียง
0
ความหิว
100

ใบรับรองภาษาฮั่น

คุณธรรม
460
ความชั่ว
0
ความโหด
52
โพสต์ 2018-1-1 12:33:05 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LanXinLi เมื่อ 2018-1-1 12:35

{ เควส 2 ภัยสงคราม : เดินทางกลับบ้านเกิด }

ตำราตัดแขนเสื้อ

     "วันนี้ข้าจะหาตำรากับของติดไม้ติดมือไปฝากหลุมศพ พวกเจ้าช่วยข้าดูหน่อยนะ" หันไปกล่าวกับม้าขาวและวัวที่ดึงดูดสายตาชาวบ้านทั้งสองข้างทาง อาจเพราะนางเป็นสตรีกระมัง แต่เปล่าเลย... ที่ชาวบ้านมองเพราะเจ้าม้าหนุ่มกับวัวสาวนั่นคอยกันท่าคนที่จะเข้ามาหานายสาวต่างหาก!
      นางหยุดอยู่หน้าแผงลอยขายตำราร้านหนึ่ง ก่อนจะพบตำราหน้าปกสีม่วงสะดุดตา แต่หามีชื่อไม่ จึงหยิบขึ้นมาพร้อมเงยหน้าถามเจ้าของแผงที่มองหน้านางราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน ตาแทบถลนแล้วนั่น.. "พี่ชาย ตำราเล่มนี้คืออะไรหรือ"
     "ตำราตัดแขนเสื้อ" ตอบสั้นๆก่อนจะกระแอมเล็กน้อย
     "งั้นหรือ! ข้าซื้อ" นางตอบทันทีด้วยความไม่รู้
     "เอ๊ะ! แม่นาง.. ไม่ดีกระมัง เจ้าเป็นสตรีนะ.." พ่อค้าพยายามกล่อมนางด้วยความเขินอาย ตอนนี้คนมองมาที่แผงเยอะเกินไปแล้ว แม่นางผู้นี้รู้ตัวบ้างหรือไม่!
     "เป็นสตรีแล้วอย่างไร? จะขายไม่ขาย ข้าจะได้ไปร้านอื่น!" ใช้วิธีนี้แล้วกัน แค่ตำราตัดแขนเสื้อจะเดือดร้อนอะไรนักหนา
     "ขายจ้ะ ขายๆ" ขายสิ ในเมื่อไม่มีผู้ใดนอกจากนางกล้าซื้อไปหรอก มีไว้บนแผงลอยหัวจะขาดเมื่อใดก็ไม่รู้! สิ้นเสียงหรั่นซิ่นหลี่จึงหยิบตำลึงออกมาจากถุงสัมภาระแล้วยื่นให้พ่อค้าไป
      นางเดินวนตลาดอยู่อีกสักพักก่อนจะหยุดหน้าแผงลอยตำราที่มีขนาดใหญ่กว่าเมื่อครู่ "แม่หนู เจ้ากำลังหาตำราอะไรอยู่หรือ?" แม่ค้าแก่ๆเห็นนางด้อมๆมองๆจึงเอ่ยปากถาม
     "ท่านยาย ข้าอยากหาตำราพวกแพทย์ พืชสมุนไพร อาหาร หรือวรรณกรรมจำพวกดนตรี ถ้าให้ดีขอประวัติศาสตร์ด้วยเถอะ! อ้อ.. ขอตำราดูดวง แก้เคล็ดด้วย" นางจะได้มีความรู้ประดับกับเขาบ้าง ที่ผ่านมาเดือดร้อนมากแล้วยังไม่พออีก เฮ้อ...
     "ตายแล้วแม่หนู เจ้าจะอ่านอะไรเยอะแยะ!" ท่านยายถึงกับร้องด้วยเสียงแหบ
     "ข้าว่าง.." ว่างจริงๆ กว่าจะถึงโหรวหราน นางคงได้เบื่อตายก่อน
     "อะๆ ตกลง ข้าจะจัดให้แล้วลดพิเศษเลย" มือเหี่ยวๆเลือกหนังสือเล่มนั้นทีนี่ทีแล้วจัดเป็นชุดห่อผ้าให้นางเสร็จสรรพ "เอ้านี่จ้ะ ข้าแถมคัดลอกตำราหากยากให้เจ้าเล่มหนึ่งด้วยนะ เห็นว่าซื้อเยอะ"
     "ขอบพระคุณเจ้าค่ะ!" นางรับมาแล้วยื่นตำลึงให้
      เดินต่อไปอีกเรื่อยๆเห็นร้านแผงลอยของกินจึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปแวะ.. อีกแล้ว เสี่ยไป๋กับซือเอ๋อร์จึงรีบงับแขนเสื้อนางแล้วลากไปแผงลอยดอกไม้แทน
     "ฮี้!" (นายท่าน ดอกไม้ไหว้หลุมศพ) ม้าขาวสะบัดหน้าไปทางแผงลอยร้านให้นายสาวเข้าใจ
     "ม๊อ!" (โบตั๋นเป็นอย่างไร) ซือเอ๋อร์ก็เอาบ้าง ใช้เท้าสะกิดไปที่ดอกโบตั๋นสีชมพูสด
     "อ้ะ! เจ้าวัวนี่ ถ้าดอกไม้ข้าเสียหายข้าจะจับเจ้าทำซุปเนื้อวัวเสีย!" แม่ค้าเห็นดังนั้นจึงตวาดใส่ลั่นจนซือเอ๋อร์สะดุ้งโหยงถอยไปหลบหลังหญิงสาว
     "ท่านป้า ขอโทษด้วย แต่ดอกโบตั๋นท่านงามนัก วัวของข้าจึงอดไม่ได้ที่จะชี้ให้ข้าดู ถ้าไม่เป็นการรบกวนข้าจะซื้อดอกโบตั๋นท่านสักช่อได้หรือไม่?" นางใช้วาจาหว่านล้อมแล้วก็ได้ผล แม่ค้าแผงลอยร้านดอกไม้มีสีหน้าเบิกบานขึ้นแล้วจัดโบตั๋นให้นางช่อใหญ่ ดีล่ะ! จะได้เอาไปไหว้ท่านพ่อกับท่านแม่
     "เห็นแก่เจ้านะแม่หนูคนงาม!" นางรับตำลึงที่หรั่นซิ่นหลี่ยื่นให้แล้วแย้มยิ้ม หญิงสาวจึงรับช่อดอกไม้มาก่อนจะเดินจากไปที่อื่นต่อ
     @Admin


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินชั่ง +10 เงินตำลึง +500 ความหิว -11 Point +5 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 -11 + 5

ดูบันทึกคะแนน

←ไอเท็มที่มีอยู่→
x10
x12
x200
x10
x6
x2
x2
x100
x20
x115
x26