ดู: 495|ตอบกลับ: 4

{ เมืองซินเอี๋ย } ศาลาพันจินเหลียน

[คัดลอกลิงก์]
ไม่ระบุชื่อ
ไม่ระบุชื่อ  โพสต์ 2018-2-8 20:57:09 |โหมดอ่าน



ศาลาพันจินเหลียน

{ เ มื อ ง ซิ น เ อี๋ ย -:- ศ า ล า ส ระ บั ว }







【ศาลาพันจินเหลียน】
ศาลาเหนือสระบัวสถานหย่อนใจแห่งเมืองซินเอี๋ย 
เต็มไปด้วยบัวหลากสีหลายสายพันธุ์ บัญทิตนักปราชญ์ บ่อยครั้งก็ออกมาพบปะกัน ณ ที่แห่งนี้ 
'ผีเสื้อสลัดปีกเกิดละออง สองย่างก้าวเกิดปทุมา' 
มีศาลาชมทัศนียภาพหลายจุดรองรับผู้ที่มาเป็นหมู่คณะ และผู้ที่ชื่นชอบความสันโดษ

นับว่าเป็นรมณีย์สถานสวนหย่อนใจอันดับต้นๆ ของเมืองเลยทีเดียว


คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +10 ดีนาเรียส +500 Point +4 ย่อ เหตุผล
Admin + 10 + 500 + 4

ดูบันทึกคะแนน

โพสต์ 2018-2-8 22:21:05 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย LingHao เมื่อ 2018-3-26 16:25

หว่านแห ศาลาพันจินเหลียน
ภาค สองคุณชายผู้อาภัพ

✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙


     การค้างแรมที่ศาลาแม้ไม่เลวร้ายเท่านอนตากน้ำค้างกลางแจ้งก็ไม่ได้ดีไปกว่าพักแรมในโรงเตี้ยมอย่างแน่นอน

     หากเปรียบมนุษย์เหมือนเครื่องกลไก อาหารที่บริโภคลงไปก็เสมือนพลังงานที่ทำให้กลไกนั้นดำเนินต่อไปได้ หลิวเว่ยในยามนี้คล้ายเครื่องจักรที่ขาดพลังงานมาหล่อเลี้ยง อดข้าวมาครึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนนางอิดโรยเต็มที สุดท้ายหลิงเฮ่าก็นึกใจอ่อนนำเงินส่วนที่เหลือติดกาย 200 ตำลึงมาซื้อหมั่นโถวไว้เป็นเสบียงกรัง

     น่าเศร้าที่เสบียงสำหรับคนสองหนึ่งนกมีเพียงหมั่นโถว 20 ลูก

     หลิงเฮ่าสามารถอดได้แต่ผู้มีบุญคุณช่วยชีวิตเขาจะอดได้อย่างไร ดังนั้นมื้อเย็นของเขาเมื่อวานนี้จึงเป็นเพียงหมั่นโถวสองลูกและดีงูเม็ดที่สี่ นอกนั้นเขายกให้หลิวเว่ยไปทั้งหมดสิบแปดลูก ชายหนุ่มอาศัยละลายน้ำแข็งมาต้มดื่มโดยไม่ใส่ใจนัก ครั้งเดินทางรอนแรมในทะเลทรายตุนหัวชีวิตเขาแย่กว่านี้เยอะ เยี่ยซาอละม่อเจียสามารถหาอาหารกินเองได้เขาไม่ห่วงเรื่องนั้น ทั้งสองพักแรมที่ศาลาหนึ่งคืนโดยนักกวีหนุ่มมีจุดประสงค์หลักที่แหล่งน้ำและ ‘อาหาร’

     รุ่งสางหลิวเว่ยเขย่าปลุกเขาตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้น อากาศค่อนข้างเย็นมือคู่น้อยสั่นเทาเบาๆ “หลิวเว่ย? มีเรื่องใดหรือ นี่ยังไม่เช้าเลยกลับไปนอนต่อเถอะ” ลืมตามาก็เห็นประกายสีขาวดำวิบวับอย่างน่าสงสารในความมืดสลัว

    “สหาย...ข้าปวดท้องมากเลย” นางนิ่วหน้าพลางลูบหน้าท้องที่ยังไม่ถูกเติมเต็ม ลำพังแค่หมั่นโถวนั้นยังไม่พอปะทังความหิวได้ “เมื่อวานได้กินไปหน่อยเดียว...เอ่อ” คนตัวเล็กคล้ายนึกขึ้นมาได้ ชายผมเงินตรงหน้ากินน้อยกว่านางด้วยซ้ำเขาทนได้อย่างไร!

    “หืม....เจ้าหิวอยู่สินะ?” หลังขยับตัวอีกสองสามหนนักกวีหนุ่มก็ยอมเปิดเปลือกตาขึ้นมอง เห็นใบหน้ากลมๆ พยักขึ้นลงก็นึกสงสาร ‘หลิวเว่ยหนอหลิวเว่ย อยู่จวนดีดีมีพร้อมทุกอย่างจะออกมาหาความลำบากใส่ตัวข้างนอกบ้านทำไม’ เมื่อนอนต่อไม่ได้เพราะอีกฝ่ายเห็นเขาเป็นผู้ปกครองกึ่งพ่อครัวไปแล้วชายหนุ่มจึงผุดลุกขึ้น ระหว่างทางเข้าศาลาพอจะจำได้ว่าเห็นรากมันป่าอยู่บ้าง จึงเรียกอี้หวนออกมาจากกระเป๋าใช้กระรอกเหลืองไปขุดหัวมัน ส่วนตัวเองก็เตรียมแห เอาขวานทองผิงเปลวไฟแล้วจามลงบนแผ่นน้ำแข็ง ได้ระยะกว้างพอประมาณก็หว่านแหลงไป

     “จะทำอะไรน่ะ! ข้าหิวมากนะ! รอเจ้าไม่ไหวหรอก!” นางหิวจนนแสบใส้อยู่แล้วเขามามัวหว่านแหให้ได้อะไรกัน!

         หลิงเฮ่ายังคงสาวปากแหรวบเปลี่ยนทิศทางต่อไป บ้างพักหาววอดเพราะรู้สึกว่านอนไม่พอ เมื่อผู้ร่วมทางทำทีจะโวยวายอีกหนตนจึงยอมเปิดปาก “สหาย...ตอนนี้ถึงมีเงินร้านอาหารก็ยังไม่เปิด อย่าว่าแต่เช้าเกินไป เงินพวกเราก็ไม่มีอีกแล้วนี่ล่ะคือชีวิตของสามัญชนหาเช่ากินค่ำ วันใดที่หมดแรงทำงานหาอาหารไม่ได้ก็ต้องทนอด”

     “ฮึ!!....แต่ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะพกเงินไว้แค่นี้นี่! เดินทางประสาอะไรเงินติดกายแทนจะไม่มี เจ้ามันเสียสติ!” ด้วยความโมโหหิวจึงพลั้งปากต่อว่าชายผมเงิน หลิวเว่ยทั้งปวดท้องทั้งหงุดหงิด แต่ตนก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ นอกจากระบายอารมณ์ใส่ ‘เขา’ คนเดียวที่สามารถคิดหาทางแก้ไขแทนทางได้

     “นี่คือผลของการที่เจ้าไม่คิดหน้าคิดหลัง และผลของการที่ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้ามากเกินไป เราต่างรับผลร่วมกันเป็นสหายร่วมเดินทาง เจ้าอดแล้วข้าไม่อดหรือ? ตอนนี้ไม่ใช่ว่าข้ากำลังหาอะไรให้เจ้ากินหรือ?” อาจเพราะเขาไม่ได้คิดกล่าวโทษอีกฝ่ายแต่แรก หากตอนนั้นกันส่วนไว้สักหน่อยไม่ได้ให้หลิวเว่ยไปทั้งก้อนพวกเขาก็ยังพอจะมีอาหารดีดีกินได้ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาประเมินการรู้ความของอีกฝ่ายสูงเกินไป เสมือนการลองใจ...ต่อจากนี้ไปคนคุมถุงเงินตลอดการเดินทางย่อมมีแค่เขา “รอก่อนเถอะ...ข้าใช้เวลาไม่นานหรอก หากเจ้าทนไม่ไหวในห่อผ้ายังมีลูกกวาดของวันก่อน อมแก้ขัดไปก่อนก็แล้วกัน”

     หลิวเว่ยยู่หน้าเล็กน้อย นางรู้ว่านางมีส่วนผิดไม่ควรโยนไปลงที่สหายทั้งหมด แต่อารมณ์มักมาก่อนเหตุผลยิ่งสำหรับผู้ผ่านโลกมาน้อยอย่างหลิวเว่ยความโมโหหิวกระตุ้นโทสะจนเห็นอะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด ‘ก็ข้าไม่รู้นี่นา!’ แก้ต่างให้ตัวเองในใจมือก็หยิบลูกกวาดใส่ปากเคี้ยวกรวมๆอย่างระบายอารมณ์ ได้น้ำตาลแล้วยังพอสดชื่นขึ้นบ้าง...ไม่หายหิวอยู่ดี

     ผ่านไปครึ่งเค่อ ปลาย่างร้อนๆ หนังกรอบตามแบบฉบับเสิ่นหลิงเฮ่าก็ถูกส่งมอบ หลิวเว่ยตาแดงน้อยๆ กัดพุงปลาเสมือนเห็นเป็นศัตรูคู่แค้นกันมา วูบหนึ่งที่นางคิดว่าในโลกนี้ปลาย่างตรงหน้าทั้งหอม ทั้งหวาน... เป็นสิ่งที่อร่อยที่สุดในชีวิต คิดแล้วพลันสะทกสะท้อนใจว่าเกิดมาชีวิตไม่เคยลำบาก หันไปทางไหนมีแต่คนคอยเอาอกเอาใจ เมื่อออกมาผจญโลกกว้างได้พบกับชายผมเงินตรงหน้าเสมือนพลิกผันเป็นเหรียญอีกด้าน

     จะว่าสหายผู้นี้ใจร้าย เขาก็ไม่เคยดุด่าว่านางเมื่อทำผิด จะแสดงความขุ่นเคืองสักนิดยังไม่เคย ดูอย่างตอนนี้ก็เป็นเขาอีกที่นั่งย่างปลา ปิ้งมันเผาให้นาง ส่วนตัวเองยังไม่มีอะไรตกถึงท้องหนึ่งวันเต็มนอกจากหมั่นโถวสองลูก นี่ไม่เรียกโหดร้ายกับตัวเองแล้วจะเรียกว่าอะไร? หลิวเว่ยวางไม้เสียบปลาลงช้าๆ ด้วยความละอายใจจนทานต่อไม่ลง

    “มันเผายังร้อนมาก เจ้าผ่าออกเอาตากลมไว้สักพักค่อยกิน...หืม? ทำไมไม่กินต่อแล้วล่ะ เจ้าหิวมากไม่ใช่หรอ” ขณะกำลังใช้ไม้เขี่ยมันเผาออกจากกองไฟ ก็สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายนั่งนิ่งไม่กินต่อ หลิวเว่ยสบสายตาเขาจากฝั่งตรงข้าม เวลาเหมือนหยุดชะงักบังเกิดเป็นความเงียบงัน

     “ไม่อร่อยหรอ? ขอโทษด้วยข้ารีบไปหน่อยบางส่วนอาจจะไหม้ เอ๊ะ! รึยังไม่สุก? ส่งมาเดี๋ยวข้าย่างต่อให้” จังหวะที่เขายื่นมือจะไปหยิบปลาย่าง หลิวเว่ยก็ยื่นมันเผามาตรงหน้าเขาเสียก่อน “สหายเจ้าพึ่งหายป่วยอย่าอดเลย...กินก่อนเถอะ”

     หลิงเฮ่ากระพริบตาปริบๆ เมื่อครู่หนุ่มน้อยยังโวยใส่เขาอยู่เลย สงสัยจะโมโหหิวจริงๆ พอของกินลงท้องแล้วดูจะสงบขึ้นทันตา “ข้ามีส่วนของข้าแล้ว เจ้ากินให้อิ่มเถอะไม่ต้องกังวลนะ”     
     มันเผาอีกสองลูกถูกผ่าออกผึ่งลมก่อนส่งให้หลิวเว่ยไปอีกสอง มือเรียวขาวค่อยหยิบเข้าปากตัวเอง มันเผาหน้าหนาว ทั้งหวานทั้งเนื้อแน่นอาจเพราะจิงโจวมีแม่น้ำไหลผ่าน พืชพรรณใต้ดินจึงอุดมสมบูรณ์

     ทานไปได้สองชิ้นก็ได้ยินเสียงแปลกๆ “หลิวเว่ย...เจ้าร้องไห้ทำไม? ลูกผู้ชายยอมเสียเลือดไม่เสียน้ำตา! รึว่าเพราะข้าแย่งมันเผาเจ้า?” หลิงเฮ่าก้มลงมองส่วนของตนบนฝ่ามือสลับกับใบหน้ารื้นน้ำตาของสหาย ที่ร้องไห้แล้วดูคล้ายกระรอกบาดเจ็บยิ่งกว่าปลาทอง ดวงตาแดงๆจ้องเขาเหมือนอยากพุ่งเข้ามากัด “อ่ะๆๆ ให้เจ้าทั้งหมดเลยก็ได้ หยุดร้องได้แล้ว เวลาเจ้าร้องไห้แล้วดูน่ากลัวมาก!”

     “ฝ...ฝุ่นมันเข้าตาข้าต่างหาก!!”

    “อ้อ….”


มอบหมั่นโถว 18 ลูก
ปลาย่าง 10 ตัว
มันเผา 5 ลูก
แด่ปลาทองอดอยาก

✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙ ✙



แสดงความคิดเห็น

(13) ได้รับปลาน้ำจืดจำนวน 108 ตัว  โพสต์ 2018-2-8 22:45

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1เงินตำลึง +25 ดีนาเรียส +3000 ชื่อเสียง +555 ความหิว -18 Point +8 ย่อ เหตุผล
Admin + 25 + 3000 + 555 -18 + 8 จบเควส

ดูบันทึกคะแนน

←อุปกรณ์ที่สวมใส่อยู่→
บลัดดี้ไนท์แมร์
คัมภีร์จิ้งจอกชิงชิว
เทียนเฉาเชียนรื่อหง
เมอร์เมน่าบรูช
ผีผาเซียวซียวี่จิน
ปราณคลุมวารีขั้นสูง
ตัวเบาขั้นสูง
เพลงกระบี่คู่นก<br>ยวนยางหานเยว่ขั้นสูง
←ไอเท็มที่มีอยู่→
x8
x1
x500
x302
x5
x10
x3
x7
x10
x2050
x220
x4
x1
x420
x10
x2
x1
x4
x2
x2
x3
x1
x2
x2
x1
x5
x1
x5
x5
x4
x4
x1
x4
x4
x4
x5
x6
x6
x5
x10
x1
x1
x36
x91
x5
x1
x6
x318
x573
x57
x422
x3
x3
x14
x1
x1
x5
x199
x243
x1
x14
x6
x8
x20
x274
x1
x15
x2
x1
x1
x2
x2
x2
x1
x1
x11
x160
x275
x35
x20
x10
x32
x91
x5
x4
x3
x130
x737
x18
x7
x20
x155
x54
x3
x3
x3
x4
x4
x260
x27
x5
x1
x3
x2
x2
x3
x2
x172
x2
x1
x70
x14
x40
x8
x1
x18
x3
x310
x350
x100
x210
x125
x327
x411
x25
x32
x103
x345
x610
x170
x19
x120
x2
x13
x5
x19
x1701
x9999
x7
x1600
x8
x11
x590
x1960
x600
x420
x2000
x48
x40
x26
x980
x770
x2006
x100
x20
x2000
x12
x1280
x1700
x903
x27
x42
x15
x100
x9
x18
x1735
x260
x2023
x1105
x321
x2100
x2
x7900
x438
x99
x105
x12
x76
x150
x3428
x219
x239
x435
x2723
x2139
x1670
x14
x450
x1443
x11
x27
x7259
x2732
x14
x71
x7576
x57
x4590
x1810
x55
x3
x210
x18
x1110
x1
x1
x3185
x2
x1
x2525
x14
x37
x34
x683
x470
x30
x223
x206
x9
x1210
x1395
x5501
x964
x133
x440
x130
x61
x52
x2307
x1
x1850
x3019
x7127
x830
x280
x9355
x9999
x515
x54
x91
x5681
x29
x15
x85
x179
x1000
x13
x4205
x2935
x1799
x3479
x9999
x2466
x3410
x2730
x1882
x2790
x5
x9999
x485
x1106
x129
x30
x9999
x2630
x3864
x2330
x151
x2861
x4466
x4399
x1805
x3768
x2205
x545
x2479
x538
x276
x1543
x460
x3
x24
x13
x1510
x78
x50
x5486
x1115
x2
x1077
x9999
x2801
x2
x49
x2239
x3809
x7347
x1273
x7661
x4470
x503
x1208
x1834
x900
x10
x1122
x2969
x3140
x972
x100
x3
x21
x25
x25
x32
x9
x6048
x9610
x2407
x9999
x199
x26
x9999
x20
x5805
x25
x8
x1737
x251
x26
x9
x98
x31
x10
x1131
x3935
x9
x31
x212
x1117
x92
x2408
x2086
x130
x19
x1478
x2378
x2259
x3
x287
x3676
x2399
x7884
x518
x401
x4106
x5439
x9999
x16
x2489
x2452
x5805
x8000
x3380
x1666
x30
x3770
x1019
x70
x328
x151
x2916
x2118
x9999
x44
x4611
x9999
x9999
x9999
x3130
x2049
x111
x3000
x9
x4246
x40
x3190
x4099
x787
x1
x765
x1790
x535
x1241
x6211
x2365
x5866
x5004
x9999
x7914
x9999
x3159
x2323
x2652
x3456
x4274
x2252
x404
x66
x1
x15
x1989
x6767
x743
x1
x4827
x8387
x68
x9999
x678
x1418
x1074
x6534
x105
x3595
x1105
x454
x105
x1177
x297
x8
x184
x37
x9999
x1123
x2070
x3514
x195
x666
x468
x100
x1301
x1656
x9999
x3780
x1295
x1227
x889
x234
x9999
x1724
x9999
x143
x713
x2459
x2
โพสต์ 2018-9-27 01:14:59 | ดูโพสต์ทั้งหมด
โรลอิสระ


                   ร่างบอบบางเดินออกมาจากสุสานหิ่งห้อย ระหว่างทางกลับหอหนิวหลางจือหนี่ นางเดินผ่านศาลาพันจินเหลียนพอดี พอมองไปก็เห็นไฟประดับโดยรอบรวมถึงการตกแต่งสถานที่ ทำให้นางเลือกที่จะหยุดเดิน แม้ที่นี่จะไม่ได้เงียบเหมือนที่สุสาน แต่ผู้คนที่ทำกิจกรรมอยู่บริเวณนี้ต่างสวมเสื้อผ้าสีอ่อน สนทนาแผ่วเบา ท่าทางและการวางตัวคล้ายจะเป็นเหล่าบัณฑิต ลู่เอินเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปในเขตศาลาด้วย
                   บึงน้ำรอบศาลามีดอกบัวหลากสีอยู่ หากมองดูครู่หนึ่งก็งดงามดึ แต่หากมองนานก็อาจลายตาได้ นางจึงเลือกที่จะเบือนหน้าหนี หันไปสนใจอย่างอื่นในศาลาพันจินเหลียนแทน ระหว่างที่กำลังเดินสำรวจไปเรื่อยเปื่อย ลู่เอินกลับสังเกตเห็นบุรุษผู้หนึ่ง ยืนมองลงไปในบึงน้ำอย่างเหม่อลอย นางคงไม่สนใจเขาหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะใบหน้าของเขาคล้ายเคยประทับอยู่ในความทรงจำของนาง
                   บุรุษแปลกหน้าหยิบใบไม้มาหมุนเล่นในมือ พอมองไปที่ใบไม้ ลู่เอินหวนนึกถึงอาจารย์เซี่ยวหนี่ ที่ให้นางไปฝึกเป่าใบไม้มา นึกไปถึงตรงนั้น นางก็จำอีกฝ่ายได้ทันที เขาคือคุณชายที่ไปเรียนดนตรีกับอาจารย์เซี่ยวที่หอหนิวหลางจือหนี่นั้นเอง
                   หากจำไม่ผิด ตอนนั้นใครต่างก็บอกว่าชายผู้นี้เชี่ยวชาญในเรื่องของดนตรีมาก
                   หลังจากที่จ้องมองอยู่นาน อีกฝ่ายจึงหันกลับมาสบตากับนางพอดี ทั้งสองต่างมีสีหน้าตกใจ ผ่านไปหนึ่งเค่อลู่เอินจึงเป็นฝ่ายยิ้มบางเบาเดินเข้าไปหา ในขณะเดียวกันสายตาลอบสังเกตการแต่งกายเพื่อคาดเดาเกี่ยวกับบุคคลเบื้องหน้า นอกจากการแต่งตัวหรูหราและขลุ่ยไม้ไผ่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่น่าจดจำ
                   "ข้ามองคุณชายอยู่นาน เสียมารยาทแล้ว"
                   "ไม่เป็นไรหรอกแม่นาง"
                   "ที่ข้ามองเพราะเห็นว่าท่านคล้ายกับคุณชายท่านหนึ่งที่ร่วมเรียนดนตรีอยู่หอหนิวหลางจือหนี่ด้วยกัน พอมามองใกล้ๆ ก็ยิ่งมั่นใจ เราต่างเคยพบกันมาก่อนใช่ไหมเจ้าคะ"
                   เขาแสดงสีหน้าประหลาดใจ "เจ้าจำข้าได้ด้วยรึ"
                   "ย่อมต้องจำได้" นางเผยยิ้ม "ท่านโดดเด่นที่สุดในชั้นเรียน ข้าจะลืมได้อย่างไร เป็นข้ากระมังที่ต้องประหลาดใจ เหตุใดคุณชายถึงจำข้าได้เล่า"
                   หญิงสาวมองเขาด้วยสายตาไม่บ่งบอกอะไร แต่รอยยิ้มที่เผยออกมา แสดงออกว่ารู้ทันถึงหลายส่วน ทำให้คู่สนทนารู้สึกปากหนัก ไม่กล้าตอบความคิดออกมา พอเห็นแบบนั้นลู่เอินกลับหัวเราะออกมาเบาๆ 
                   "ข้าเพียงคิดว่าคุณชายอาจเห็นข้าเป่าใบไม้ไม่ได้เรื่อง จึงลอบจดจำข้าไว้เท่านั้น"
                   "ถึงฝีมือเจ้าจะยังไม่เข้าขั้น แต่ข้าไม่ได้จำเจ้าเพราะแบบนั้นหรอก" เขารีบกล่าวแก้ตัว
                   "เช่นนั้นเอง ดีใจที่ท่านจดจำข้าได้นะเจ้าคะ"
                   บุรุษผู้นั้นมองนางอยู่ครู่ใหญ่ "เจ้าทั้งงดงามและโดดเด่นถึงเพียงนี้ ใครเล่าจะลืมเจ้าได้"
                   "................"
                   ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างทั้งสองทันที ลู่เอินแม้คาดเดาแล้วว่าอีกฝ่ายคงคิดแบบนั้น แต่ก็ไม่นึกว่าจะพูดสิ่งที่คิดออกมาตรงๆ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกกระดากอายนัก นางแสร้งไอค่อกแค่กสองสามทีเพื่อหาเรื่องเปลี่ยนประเด็น
                   "ท่านมักจะมาที่นี่รึเจ้าคะ"
                   "อืม ข้าชอบความเงียบสงบน่ะ"
                   "ข้าเองก็เช่นกันเจ้าค่ะ แต่ว่า ได้เจอท่านทั้งทีก็อยากฟังท่านเป่าขลุ่ยสักครั้ง"
                   "ได้ แต่ข้าก็มีสิ่งที่ต้องการเหมือนกัน"
                   "...?" เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกำลังสำรวจ วันนี้นางไม่ได้พกขลุ่ยมาด้วย มองหาไปก็เท่านั้น "ข้าไม่ได้พกขลุ่ยมาเจ้าค่ะ"
                   "เช่นนั้น.. เจ้าร้องเพลง ข้าจะเป่าขลุ่ย"
                   "ได้ เชิญท่านเลือกเพลงเจ้าค่ะ" นางกำลังอยากร้องเพลงพอดี บรรยากาศตอนนี้กำลังเหมาะเลย
                   "เป็นเพลง 昔言"
                   เพลงนี้นางคล้ายจะมีปัญหาอยู่ "ข้าขอไม่ร้องงิ้วนะเจ้าคะ.."
                   "ดัดแปลงเป็นแบบที่เจ้าถนัดเถอะ"
                   เมื่อทั้งสองตกลงกันได้แล้ว จึงเกิดเสียงดนตรีล่องลอยปกคลุมทั่วศาลาพันตินเหลียน ผู้คนรอบศาลาเริ่มให้ความสนใจและเดินมาดูหนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษ ขับร้องเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับนักแสดงละครสองคนที่ทำงานร่วมกัน เล่นงิ้วด้วยกันจนก่อเกิดเป็นความรัก..


                   ทันทีที่เพลงสิ้นสุดลง ทั้งนางและเขาต่างหันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย ลู่เอินรู้สึกเข้ากับอีกฝ่ายได้ผ่านดนตรี ความรู้สึกแปลกหน้าจึงกลายเป็นความสนิทสนม บุรุษผู้นั้นลดขลุ่ยลง ก่อนจะเอ่ยปากถาม "ข้าขอทราบชื่อของแม่นางได้ไหม"
                   นางเผยยิ้มบางเบา "ชายหญิ